-- กรดไหลย้อน

โพสต์15 ก.ย. 2553 07:06โดยTanapat Vut   [ อัปเดต 20 ก.ย. 2553 08:19 ]
กรดไหลย้อน
ห้ามกิน อาหารเหล่านี้
รักษาด้วยอาหารแสลงที่ไม่ควรทานและควรทานควบคู่กับยา

ที่จริงๆแล้ว ถ้าผมว่างผมจะเขียน Blog แนะนำอาหารที่คนเป็นโรคกรดไหลย้อนไม่ควรทาน และประสบการณ์ซึ่งผมได้ทดลองทานอาหารแสลงด้วยตัวเองมา 1 เดือน ปรากฎว่า โรคไม่หายหรอกครับ กลับเป็นมากขึ้นอีก

ส่วนอาหารที่ควรทาน ทานแค่ 2 สัปดาห์ ก็ดีขึ้นอย่างมากแล้วครับ (ทานประมาณ 3 เดือนจึงจะหาย สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นเรื่อรังนะครับ ถ้าเป็นเืรื้อรังคงไม่หาย แต่ทุเลาขึ้นครับ)

ขอสั้นๆง่ายๆ
อาหารที่คนเป็นโรคกรดไหลย้อนไม่ควรทานโดยเด็ดขาด เพราะอาหารเหล่านี้จะสร้างกรดหรือมีฤทธิ์เป็นกรด เป็นอาหารที่อันตรายมากกกกกกกกกกกก สำหรับคนเป็นโรคกรดไหลย้อนนี้

  1. ขนมปัง ขนมเค้กทุกชนิด เนื่องจากมียีสต์ มันจะสร้างกรดและลมที่ลำไส้
  2. กาแฟ ชา ชานมไข่มุก นม นมเปรี้ยว เพราะนมมีฤทธิ์เป็นกรด (ไม่ควรเข้าใจผิดว่า ดื่มนมเพื่อเคลือบกระเพาะอาหารนะครับ)
  3. ของหวานทุกชนิด เช่น ฟักทองแกงบวช บัวลอยไข่หวาน ทองหยิบ หรือแม้ัแต่ขนมที่หวานๆ ลูกอม ลูกกวาด เพราะน้ำตาลเมื่อย่อยจะมีฤทธิ์เป็นกรดขึ้นมาที่ลำไส้
  4. น้ำผลไม้ทุกชนิด เพราะส่วนใหญ่เป็นน้ำตาล
  5. น้ำอัดลมทุกชนิด น้ำหวานๆ ทุกชนิด
  6. ผลไม้ทุกชนิดก็ห้ามทาน เช่น ฝรั่ง แก้วมังกร (เปรี้ยวเหลือเกิน) แตงโม มะเขือเทศ มันมีน้ำตาล ทานไม่ได้ครับ
  7. ง่ายๆคือ ห้ามทานอาหารรสเปรี้ยว เผ็ด หวาน มัน เค็ม ทานได้แต่อาหารรสจืด เท่านั้น
  8. อาหารเสริมให้ทานตอนเช้า เพราะอาหารเสริมแทบทุกยี่้ห้อมีฤทธิ์เป็นกรด
  9. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ห้ามทาน
  10. อาหารเสริมวิตามินซีทุกยี่ห้อ ห้ามทาน (กรดชัวร์)
  11. อาหารทอดทุกชนิด ปลาทอด ปาตั้งโก้ กล้วยแขก มันทอด
  12. อาหารเผ็ด อาหารเปรี้ยว
  13. ไม่ควรทานเนื้อทุกชนิดในตอนเย็น ยกเว้นปลา ควรทานปลานี่ง
  14. ห้ามทานผักสดโดยเด็ดขาด เพราะผ้กสดมีฤทธิ์เป็นกรด ในลำไส้
  15. ฟัก แตงกวา ห้ามทาน
  16. ถั่วทุกชนิด ห้ามทาน
  17. ข้าวแดงไม่ควรทาน เพราะย่อยยาก
  18. อาหาร เช่น ก๋วยเตี๋วย ก๊วยจั๊บ ถ้าน้ำในก๊วยจั๊บมันข้น ก็ไม่ควรทานนะครับ
 
อาหารที่ควรทาน
 
  1. โจ๊ก ข้าวต้ม เน้นมื้อเย็นให้ทาน โจ้กหรือข้าวต้มกับผักต้มหรือผักลวก**เท่านั้น** ผมทานโจ้กครึ่งจาน+บวมหอมต้ม+ผักกาดขาวต้ม+แตงไทย+ไข่ต้ม 1 ฟองครับ ------ ถามว่าต้องเคร่งครัด และทานนานแค่ไหน ตอบว่า ทานจนกว่าจะรู้ว่า บวมหอมมีรสชาติหวานนะครับ
  2. ให้ต้มผักต้มทาน หรือลวกผักทาน เน้นเป็น --บวบหอม-- (ไม่เอาบวบเหลี่ยม) ผมทานบวบเพียงครั้งเดียว อาการแสบหน้าอกหายไปทันทีเลยครับ (พอดีเพิ่งแสบหน้าอกเป็นครั้งแรก ไม่ได้เป็นโรคนี้มานาน เพิ่งเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปีจากครั้งแรก แต่ครั้งนี้อาการหนักกว่าครั้งก่อนนะครับ) เพราะบวบเป็นผักธาตุเย็น มีฤทธิ์เย็นมากๆ
  3. แตงไทย ดีเหมือนบวบเลยครับ
  4. ต้มผักสีขาว เพราะจะย่อยง่าย เช่น ผักกาดขาว หัวกะหล่ำปลี กะหล่ำปลี ผักกาดแก้ว
  5. กระเพาะปลา ทานได้ครับ
  6. เน้นทานผักต้มเยอะๆ ให้มันมีกากอาหารไปดูดซับกรด แต่ถ้ามีอาการท้องอืดร่วมด้วย (ลำไส้ไม่ทำงานในการย่อยอาหาร) ให้ทานพอประมาณ 1 ถ้วย เช่น บวม 1 ผล + ผักกาดขาว 2 แผ่น เป็นการไม่ให้ลำไส้ทำงานหนัก เป็นต้น
  7. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด (สำคัญมาก) ผมเคี้ยวผัก 1 คำ 3 นาทีครับ
  8. ออกกำลังกายทุกวัน ให้ความเครียดมันหายไป (สำคัญมาก)
  9. ห้ามทานอาหารเต็มท้องจนท้องขยายมาก เพราะมันจะทำให้หูรูดเสื่อมประสิทธิภาพได้เร็ว
 
ครั้งหน้าจะมาเล่าประสบการณ์ เพื่อนๆสูงวัยเกิน 40 ปี ของผมที่เป็นกรดไหลย้อน (อาการหนักกันแค่ไหน) แล้วทานอาหารเหล่านี้ 3 เดือนแล้วหายครับ (ขอเวลาสอบเสร็จนะครับ คงปลาย สิงหา 53 ครับ )
 
ปล. มีลูกสาวของเพื่อนคนหนึ่ง อายุ 25 ปี ปรากฎว่า เธอต้องส่องกล้อง เพราะมีเลือดปนมากับอุจจาระแล้ว แสดงให้เห็นว่า วัยรุ่นไทยกินอาหารโดยไม่ระวังเลย (เตือนๆกันหน่อยนะครับ)
 
สำหรับคนที่อาการเป็นหนัก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทานอาหารเหล่านี้ควบคู่กับยาครับ แล้วอาการจะดีขึ้นครับ
 
 
 
 
 
โรคกรดไหลย้อน ท้องอืด-วิธีรักษาด้วยน้ำกะเพรา สมุนไพรไทย, โรคกรดไหลย้อน ท้องอืด น้ำกะเพราช่วยท่านได้

 โรคกรดไหลย้อน ท้องอืด :: วิธีรักษาด้วยน้ำกะเพรา (สมุนไพรไทย)
โรคกรดไหลย้อน ท้องอืด น้ำกะเพราช่วยท่านได้  เขียนเมื่อ 14 / มีนาคม / 2551



        สาเหตุที่ผมเป็นโรคท้องอืด  กรดไหลย้อนและจุกเสียดในลำไส้  ผมคิดว่าเพราะเกิดจาก  ช่วงก่อนหน้านี้หลายเดือน ผมทานยาคลายกล้ามเนื้อไป  รวมประมาณ 30 แผงได้ (การทานยาคลายกล้ามเนื้อ คงทำให้ผนังกระเพาะอาหารบางลง) และในวันที่เป็นโรคท้องอืดนั้น  ผมจำได้ว่า ยังทานยาคลายกล้ามเนื้ออยู่ 
      
        วันที่ท้องอืดนั้น  ผมทำงานอยู่  เพื่อนเขาเลยซื้อกาแฟปรุงสำเร็จมาให้จากร้านสะดวกซื้อ  ตอนนั้นก็จะง่วงอยู่แล้ว  (ง่วงจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อ)  ผมเลยดื่มกาแฟเข้าไป  ดื่มไปแล้ว  รู้สึกว่ามันเข้มข้นมาก และในตอนนั้นก็เป็นเวลา 10.00 น. ซึ่งท้องผมว่างอยู่  (ดื่มกาแฟตอนท้องว่างเข้าไป เลยทำให้กระเพาะอาหารบวม แดงนี่เอง) ทำให้ผมท้องอืดขึ้นมา  ผมปวดท้องและท้องร้องป๊อกๆๆหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จในวันนั้นทันที  และในตอนเย็นวันนั้น ผมไปซื้อยาบรรเทาอาการท้องอืดมาทาน  แถมด้วยยาก่อนอาหารช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัว แต่ทานยาไปแล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้น 
        
        ผมท้องอืดไปได้ประมาณ 5 วัน พยายามทานผักเพิ่มเข้าไปก็แล้ว ทานยาเคมีสังเคราะห์ต่างๆ เช่น ยาเม็ดช่วยย่อยอาหาร ยาก่อนอาหารช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัว ยาเม็ดเคี้ยวลดอาการท้องอืด จุก เสียดท้อง อาการก็ยังไม่ทุเลา  เลยโทรไปหาเพื่อนที่เรียนธรรมด้วยกัน เขาก็ให้สูตรน้ำกะเพรามา (สูตรน้ำกะเพรานี้ ได้มาจาก นพ.เปี่ยมโชค  ชลิดาพงศ์) 
        พอได้สูตรน้ำกะเพรา วันนั้นกลับบ้านดึก ตัดสินใจรีบไปซื้อกะเพราที่ห้างคาร์ฟูร์ตอน 21.30 น. กลับถึงบ้าน ประมาณ 22.00 น. รีบต้มน้ำกะเพราตามสูตร แต่ยังไม่ดื่ม 
        
        พอเอนตัวลงนอน สังเกตกระเพาะ ท้องร้องป๊อกๆๆๆๆ ทันที  เลยดื่มน้ำกะเพราไป ปรากฏว่าไม่เกิน 10 - 15 นาที     เรอเต็มๆ 1 ที แถมผายลม (ตด) แรงๆนานๆ (ประมาณ 3 วินาทีได้) อีก 1 ที  พอเอนตัวลงนอนท้องหายร้องป๊อกๆๆๆๆๆแล้วครับ โดยไม่ต้องทานยาเคมีเข้าช่วยเลย  ลองดื่มดูนะครับ
        ตอนนี้ ผมหายป่วยจากโรคท้องอืด โรคกรดไหลย้อนแล้ว ตัวผมเองหายป่วยจากโรคนี้ภายใน 1 เดือน และระหว่างที่ผมดื่มน้ำกะเพรานี้ ผมไม่ได้ทานยาเคมีสังเคราะห์เลยสักเม็ดเดียว  ปัจจุบันนี้ (26/12/2552) ผมก็ยังไม่เป็นโรคนี้ซ้ำ  เพราะว่าผมพยายามรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัด และผมจะไม่ทานยาคลายกล้ามเนื้ออีกต่อไป 
        
        ที่จริง ผมคิดว่า ผมน่าจะหายจากโรคท้องอืด กรดไหลย้อนนี้ภายใน 10 - 15 วัน แต่พอดีว่า มีอยู่วันหนึ่งที่คิดว่าจะหายจากโรคนี้สนิทนั้นแหละ (ประมาณวันที่ 11 - 12) ผมได้ทานอาหารรสเผ็ดจัด ทำให้วันนั้นเกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย  ท้องร้องป๊อกๆๆๆ  (กดท้องลงไปเหมือนลูกโป่ง จุกที่ลิ้นปี่) มีอาการรุนแรง เหมือนตอนเริ่มท้องอืดใหม่ๆ ขึ้นอีกครั้ง (จะหายแล้ว แต่ดันไปทานอาหารไม่เหมาะ  ทำให้เป็นโรคขึ้นมาใหม่)

อาการเตือนเบื้องต้นก่อนจะเป็นโรคท้องอืด (สังเกตจากตัวผมเอง)
  1. มีอาการเรอหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ และเริ่มเหม็นเปรี้ยวขึ้นเรื่อยๆ หรือเรอเมื่อยังไม่ได้ทานอาหาร (เรอก่อนทานอาหาร เรอขณะท้องว่าง) 
  2. ไม่มีการผายลมมาหลายวัน 
  3.  เริ่มรู้สึกปวดท้องเล็กๆน้อยๆ หลังจากกินอาหารเสร็จ เริ่มจุกที่ลิ้นปี่
    สูตรนี้ได้มาจาก นพ.เปี่ยมโชค  ชลิดาพงศ์  (ซึ่งผมฟังต่อๆกันมาจากเพื่อนๆอีกที)


    วิธีทำน้ำกะเพรา
  1. นำกะเพรา 1 กำ (ทั้งลำต้นและใบ) ประมาณ 1 ขีด มาล้างให้สะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (แช่ 1 ช.ม.) หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก
  2. ใส่น้ำ 2 - 3 ลิตรลงในหม้อ นำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด 
  3.  ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มประมาณ 15 - 20 นาที พอน้ำเดือดปุ๊บให้ปิดแก๊สทันที 
  4.  ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว 250 ml  (อ่านตรง ปล. ต่อ) 
  5.  ถ้าน้ำกะเพราเย็นลง หรือ ดื่มไม่หมด ไม่ต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ ให้แช่เย็นไว้ดื่ม

ปล.

  1. ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า 
  2. จำไว้ว่า กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน ให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง 
  3. อาการหนักประมาณ 6 - 7 แก้ว และหลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าอาการทุเลาให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง  ดื่มเฉพาะหลังอาหาร มื้อละ 1 -  2  แก้ว แต่ไม่ควรเกิน 4 แก้วต่อวัน 
  4.  ยาสมุนไพรไทย ใช้เวลารักษานานถึงจะหาย ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีสังเคราะห์เข้าช่วยเลย


ประโยชน์ของกะเพรา
         
        กะเพราช่วยขับลม  เป็น Buffer ปรับสมดุลกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยเร่งการย่อยอาหาร ได้ผลดีเยี่ยมกับคนที่เป็นโรคในลำไส้เล็ก เช่น จุกเสียดในลำไส้เล็ก (โรคนี้เวลาเป็นเหมือนถูกแทงด้วยหลาว นั่งอยู่ดีๆก็เจ็บเหมือนถูกแทง หรือถูกต่อย)

การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ และกรดไหลย้อน (ข้อมูลนี้ได้มาจากประสบการณ์ของผู้ป่วย)
 
         
  1. รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานลูกอมรสต่างๆ เช่น รสเปรี้ยว ที่ผสมสารสังเคราะห์
  2. ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและเปรี้ยว แม้เพียงเล็กน้อย (ข้อนี้สำคัญ)
  3. ไม่รับประทานอาหารมัน และของหมักดอง เช่น ผลไม้ดองต่างๆ (ข้อนี้สำคัญ)
  4. ไม่ควรรับประทานอาหารรสหวาน ที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เช่น ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม
  5. งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ ชาและกาแฟก็ควรงด
  6. ไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก ควรทานเนื้อปลา หรือถั่ว (ข้อนี้สำคัญ)
  7. ควรรับประทานผัก และผลไม้ทุกมื้อ เพื่อให้มีการขับถ่าย ไล่ลมออก  จุลินทรีย์ได้ทำงาน (ข้อนี้สำคัญ) 
  8. ไม่ควรรับประทานผลไม้ประเภทย่อยยาก เช่น ฝรั่ง, มะม่วง
  9. ควรทานผลไม้ประเภทย่อยง่าย และมีกากใยสูง ผลไม้ที่แนะนำ เช่น ส้ม ชมพู่ แตงไทย แคนตาลูป
  10. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ประมาณ 100-200 ครั้งต่อ 1 คำ  (ข้อนี้ช่วยได้มาก)
  11. ไม่รับประทานอาหารจนเต็มกระเพาะอาหาร  (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
  12. ใช้เวลารับประทานอาหารในแต่ละมื้อประมาณ ครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง
  13. หลังรับประทานอาหารเสร็จ ให้ดื่มน้ำเปล่าแต่น้อย  หลังจากนั้นอีกประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำกะเพรา เพราะน้ำกะเพราจะช่วยขับลม และช่วยเร่งการย่อยอาหาร
  14. แกว่งแขนหลังรับประทานอาหารเสร็จในแต่ละมื้อ ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน)
  15. ตอนเย็นให้รับประทานอาหารย่อยง่ายๆเท่านั้น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน)
  16. ควรดื่มยาคูลย์ (วันละ 1 ขวด หลังอาหารเช้า) หรืออาหารเสริมประเภทเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้
  17. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งทุกเช้า หรือวิ่งในช่วงเย็น เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญ)
  18. อดทนในเรื่องไม่ทานอาหารจุกจิก ไม่เป็นเวลา ไม่เป็นมื้อ (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
  19. ท่องไว้ในใจเสมอว่า การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ  มีเงินทำไ  ถ้าไม่ได้ใช้เงินให้เกิดประโยชน์  
    ถ้าเป็นโรค ใช้เวลาและเงินดูแล - ซื้อสุขภาพจะดีกว่า เช่น ออกกำลังกาย   ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ก็เพียงพอแล้วครับ

        ป.ล. เกือบ 2 ปีแล้วครับ ที่ผมไม่ได้เป็นโรคท้องอืด กรดไหลย้อนเลยครับ เพราะผมเคร่งครัดในการรับประทานอาหาร ปรับปรุงพฤติกรรมใหม่ทั้งหมดอย่างเคร่งครัด

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=alwaysforever&month=04-2010&date=11&group=3&gblog=3

 

 

Comments