เกร็ดความรู้

สิ่งที่ชอบ

การทดลองวิทยาศาสตร์

น้ำนำแสง

รู้จักเส้นใยแก้วนำแสงไหม? 
           เส้นใยแก้วเป็นเส้นใยที่ทำจากแก้วบริสุทธิ์และส่งสัญญาณแสงได้ เมื่อส่องแสงไปที่ปลายของเส้นใยแก้วนำแสง แสงจะสามารถเดินทางภายในเส้นใยแก้วและถูกส่งออกมาอีกด้านหนึ่งได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของแสงกับวัสดุ ประโยชน์ที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันคือการส่งข้อมูลได้จำนวนมาก เช่นสายอินเทอร์เน็ต นอกจากวัสดุที่เป็นแก้วแล้ว แสงยังสามารถเดินทางในน้ำเปล่า ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์เดียวกัน เรามาทำการทดลองเพื่อเรียนรู้หลักการการสะท้อนของแสงระหว่างพื้นผิวของวัสดุโปร่งแสง 2 ชนิด

 

อุปกรณ์
1. ไฟฉาย
2. ขวดน้ำพลาสติกใส
3. น้ำเปล่า
4. กรรไกรหรือสิ่งที่เจาะรูกลมได้


วิธีทดลอง
1. เจาะรูกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตรบริเวณใกล้กับฐานขวด 
2. จากนั้นใช้นิ้วอุดรูไว้ และเติมน้ำให้สูงกว่ารู
3. ใช้ไฟฉายส่องด้านหลังขวดบริเวณตรงข้ามกับรู
4. เอานิ้วออกจากรูและใช้มืออีกข้างรับน้ำที่ไหลออกมาจากรู
5. สังเกตบริเวณปลายสุดของน้ำที่ไหลออกมา

             จากการทดลอง เมื่อเราส่องแสงไปในน้ำ แสงสามารถเดินทางมาตามลำน้ำได้จนถึงปลายทางของน้ำ ตามหลักการวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรง แต่ในการทดลองนี้ ถึงแม้ว่าสายน้ำจะโค้งแต่แสงก็เดินทางมาตามน้ำมาได้ เพราะเหตุใดแสงจึงเดินทางตามน้ำที่โค้งได้? 
            จริงๆ แล้วแสงยังเดินทางเป็นเส้นตรงจากอากาศ และสะท้อนออกมาเป็นเส้นตรงเมื่อตกบนพื้นผิว เช่นน้ำ ซึ่งบางส่วนของแสงจะสะท้อนกลับ และเนื่องจากน้ำโปร่งแสง แสงบางส่วนจึงสามารถเดินทางผ่านจากอากาศไปในน้ำได้ ในทางกลับกัน แสงที่เปล่งในน้ำสามารถเดินทางผ่านน้ำไปสู่อากาศได้ ดังลำแสงเส้นสีเขียวในรูปภาพนี้ (ลองทำการทดลอง “ลำแสงหักเห” จากเว็บไซต์ อพวช. หน้า “การทดลองวิทยาศาสตร์”)

 


             เมื่อแสงตกลงที่พื้นผิวระหว่างตัวกลางทั้งสอง ทำมุมเท่ากับหรือมากกว่า มุม θ ดั่งลำแสงสีแดงในรูปนี้ แสงทั้งหมดจะสะท้อนกลับเข้าตัวกลางเดิม ไม่สามารถผ่านพื้นผิวระหว่างสองตัวกลางได้ มุม θ หรือเรียกว่า มุมวิกฤตของแต่ละตัวกลางจะแตกต่างกัน ซึ่งปรากฏการณ์นี้คือการสะท้อนกลับหมด แสงในใยแก้วนำแสงและลำน้ำจึงสามารถสะท้อนกับพื้นผิวและเดินทางผ่านตัวกลางที่โค้งอยู่ และเปล่งออกมาอีกด้านหนึ่งได้


เปลี่ยนเขม่าสีดำเป็นสีเงิน


เชื่อหรือไม่ว่า เราสามารถเปลี่ยนเขม่าสีดำให้กลายเป็นสีเงินได้ โดยใช้เทียนไขกับน้ำ แต่การทดลองนี้ควรมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย
 

อุปกรณ์
1. ภาชนะที่ไม่ติดไฟ เช่น ถ้วยกระเบื้อง
2. เทียนไข
3. น้ำ


วิธีทดลอง
1. จุดเทียนไข
2. นำสิ่งของมาลนไฟจากเทียนไข ตรงส่วนไฟสีเหลือง ให้มีเขม่าควันจับ ตัวอย่างในรูปเป็นหลอดแก้วทดลอง
คำเตือน: ระวังความร้อนจากเทียนและไม่ควรจับสิ่งของด้วยมือเปล่า
3. จากนั้นนำสิ่งของเอาไปจุ่มในน้ำแสะสังเกตสีของเขม่าเมื่ออยู่ในน้ำ


 

เมื่อนำหลอดแก้วที่มีเขม่าสีดำติดอยู่มาแช่น้ำ เขม่าจะกลายเป็นสีเงิน และเมื่อนำหลอดแก้วขึ้นมาจากน้ำจะเห็นว่าเขม่าไม่เปียกน้ำ

          เขม่าที่ติดอยู่บนหลอดแก้วมีขนาดเล็กระดับไมโครเมตร เมื่อนำไปจุ่มน้ำ แรงตึงผิวของน้ำจะทำให้เกิดชั้นอากาศบางๆ ระหว่างเขม่าและน้ำ เขม่าจึงไม่เปียกน้ำ และทำให้ลำแสงเกิดการสะท้อนกลับหมดที่ชั้นอากาศจึงทำให้มองเห็นเขม่าเป็นสีเงิน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกับที่เห็นในการทดลองเรียก “น้ำนำแสง” บนเว็บไซต์ อพวช. หน้า “การทดลองวิทยาศาสตร์”


ลูกบอลเด้งดึ๋ง

วัสดุอุปกรณ์
1. ผงบอเรกซ์ 
2. น้ำอุ่น 
3. กาวน้ำชนิดใส 
4. กากเพชร
5. บีกเกอร์
6. แท่งแก้ว

 

 

วิธีทำ
1. เติมน้ำอุ่น 1000 มิลลิลิตร และผงบอแรกซ์ 1 ช้อนโต๊ะ 
ผสมเข้าด้วยกันและคนให้ละลาย
2. เทกาวน้ำชนิดใสลงในบีกเกอร์ เติมสีผสมอาหาร 
กากเพชร แล้วคนให้เข้ากัน กาวที่ผสมแล้ว สารละลายบอแรกซ์  

 กาวที่ผสมแล้ว       สารละลายบอแรกซ์

3. เทสารละลายบอแรกซ์ที่เตรียมไว้ลงในบีกเกอร์ประมาณ 100 มิลลิลิตร
4. นำกาวน้ำชนิดใสที่เตรียมไว้เทลงในบีกเกอร์ที่มีสารละลายบอแรกซ์ ขณะที่เทกาวลงไปต้องใช้แท่งแก้วคนตลอดเวลา
 

สารข้นเหนียวที่ได้จากการทดลอง
5. จะมีสารลักษณะข้นเหนียวเกาะรอบแท่งแก้ว แล้วใช้มือแกะสารเหนียวซึ่งเราจะเรียกว่าลูกเด้งออกจากแท่งแก้ว
6. บีบลูกเด้งในอุ้งมือโดยใช้มือทั้งสองข้างค่อยๆ บีบและคลึงไปเรื่อยๆ
7. ลองปาลูกเด้งที่ได้บนโต๊ะหรือพื้นกระเบื้อง

ลูกบอลเด้งดึ๋ง

หมายเหตุ : อัตราส่วนระหว่างผงบอแรกซ์กับน้ำอุ่นสามารถปรับลดได้
ตามความต้องการนะคะเช่น ผงบอแรกซ์ ¼ ช้อนชา + น้ำอุ่น 250 มิลลิลิตร

 

 

ถ้าไม่ได้ผลจะทำอย่างไร
• ลองละลายบอแรกซ์ในน้ำให้มากขึ้น มันจะได้ผลเมื่อเราใช้น้ำอุ่น
• การบีบน้ำออกเราต้องค่อยๆ ทำมิฉะนั้นลูกบอลจะแตก แต่ถ้าลูกบอลแตกให้ขยำก้อนกาวให้ติดกันอีกครั้ง

ลูกบอลเด้งดึ๋งกระดอนได้อย่างไร
          น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไมลูกบอลพลาสติกถึงกระเด้งได้อย่างง่ายดายเมื่อกระทบกับพื้น เรามาค้าหาความลับนั้นกัน
          จากการทดลองข้างต้น กาวน้ำใสธรรมดา เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า มอนอเมอร์ ซึ่งต่อกันหลายๆ หน่วยย่อยจนกลายเป็นโมเลกุลสายยาว เรียกว่า พอลิเมอร์ ทำให้กาวมีคุณสมบัติเหนียว และเมื่อเติมสารละลายบอแรกซ์ลงไป จะเป็นตัวเชื่อมโมเลกุลเกาะติดกันเป็นสายยาวมากขึ้น ทำให้มีลักษณะเป็นยางยืดหยุ่น ลูกบอลจึงเด้งกระดอนได้เมื่อกระทบกับพื้น แต่น่าเสียดายที่ปฎิกิริยายังดำเนินต่อไป ดังนั้นลูกบอลเด้งดึ๋งจึงแข็งตัวขึ้นหลังจากผ่านไป 2-3 ชั่วโมง และไม่เด้งดึ๋งอีก

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่า
           ลูกบอลมักผลิตด้วยวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ ซึ่งจะกลับคืนสู่รูปทรงเดิมของมันเสมอ เช่นเดียวกับลูกบอลเด้งดึ๋งแบบที่เราทำขึ้น เมื่อปาลงบนพื้น ลูกบอลเด้งดึ๋งที่กระทบพื้นจะถูกกดเข้าไป แต่เพราะมันทำด้วยวัสดุยืดหยุ่น ด้านที่โดนกดเข้าไปจึงคลายตัวกลับคืนสู่รูปร่างเดิมพร้อมกับส่งแรงดันต้านพื้น ทำให้ลูกบอลเด้งดึ๋งเด้งได้


การทดลอง ตอน ดอกไม้เปลี่ยนสี

          ดอกไม้ที่เราเห็น หลากสีตามท้องตลาดนั้น จริง ๆ แล้วเป็นสีจริง ๆ ของดอกไม้หรือเป็นสีที่ปรุงแต่งขึ้น สำหรับการทดลองนี้ เราจะมาทดลองสร้างสีสัน ให้กับดอกไม้กัน

 

อุปกรณ์
1. ดอกไม้สีขาวมีก้านติดมาด้วย หรือ ต้นขึ้นฉ่าย 1 ต้น
2. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
3. หนังยาง 1 เส้น
4. สีผสมอาหาร (สีแดงหรือสีน้ำเงิน) 1-2 หยด
5. แก้วน้ำทรงสูงบรรจุน้ำประมาณ 3 ส่วน
 

วิธีการทดลอง
1. หยดสีผสมอาหารลงในแก้วที่บรรจุน้ำ 1 – 2 หยด 
2. เอียงแก้วน้ำเล็กน้อย ค่อย ๆ รินน้ำมันลงในแก้วน้ำ น้ำมันจะลอยอยู่ที่ผิวน้ำ แล้วใช้หนังยางรัดรอบแก้วน้ำ
3. ปักดอกไม้หรือต้นขึ้นฉ่ายลงในแก้วน้ำ แล้วเลื่อนตำแหน่งของหนังยางให้อยู่ที่ระดับผิวน้ำมัน
4. วางไว้ 2 วัน สังเกตสีของดอกไม้ที่เปลี่ยนไป และสังเกตระดับของน้ำที่ลดลง


         จากการทดลองเมื่อ แช่ดอกไม้ไว้ในน้ำสีข้ามวันข้ามคืน จะเห็นว่าดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนสีไปแล้ว และระดับน้ำก็ลดลงมาจากตำแหน่งเดิมที่เราใช้หนังยางรัดไว้ หลายคนคงสงสัยว่า สีที่ผสมอยู่ในน้ำเคลื่อนที่ขึ้นไปได้จนถึงดอกได้อย่างไรกัน

         พืชก็เหมือนกับมนุษย์เราที่ต้องกินน้ำ กินอาหาร เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ โดยสีที่เคลื่อนที่ขึ้นไปจนทำดอกไม้เปลี่ยนสีนั้น แสดงให้เห็นว่ามีการลำเลียงน้ำจากในแก้วขึ้นไปตามก้านจนถึงยอดดอก และระดับน้ำที่ลดลงนั้นก็เกิดจากการดูดน้ำของต้นไม้ ไม่ได้เกิดจากการระเหย เพราะน้ำมันที่ลอยอยู่ที่ผิวน้ำ สามารถป้องกันการระเหยของน้ำได้ดี

          ในพืชมีระบบลำเลียงน้ำและอาหารเช่นเดียวกับมนุษย์เราที่มีระบบเลือดช่วยในการลำเลียงน้ำและอาหารไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สำหรับระบบลำเลียงในพืชนั้นมีลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ จำนวนมากมาย ทั้งท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ ที่เรียกว่า ไซเลม (Xylem) และท่อลำเลียงอาหาร จำพวก น้ำตาล และกรดอะมิโน ที่สร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แสง เรียกว่า โฟลเอม (Phloem) ท่อลำเลียงทั้งสองจะนำน้ำและอาหารกระจายไปทุกส่วนของพืช เพื่อการเจริญเติบโต

เอกสารอ้างอิง
หนังสือทดลองวิทยาศาสตร์แสนสนุก การเจริญเติบโต โดย นีล อาร์ดเลย์ บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด

โดย อุมาภรณ์ เครือคำวัง
 





การทดลอง ตอน จดหมายล่องหน

        หากใครมีความลับที่ไม่อยากเปิดเผยให้ใครทราบ แต่อยากบันทึกไว้เพื่อไม่ให้ลืม สามารถใช้วิธีการนี้ได้ จากการทดลองตอน “จดหมายล่องหน” หากใช้หมึกชนิดพิเศษนี้ ตัวหนังสือที่เขียนไว้จะหายไปและปรากฏขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง และหากอยากรู้ว่าทำอย่างไรตัวหนังสือจะกลับคืนมาได้ ต้องทำการทดลองนี้

อุปกรณ์
1. พู่กัน หรือ ไม้พันสำลี
2. มะนาว 1 ลูก
3. กระดาษสีขาว 2-3 แผ่น
4. เตาขดลวดหรือเตารีด
5. ถ้วย 1 ใบ
6. มีด


วิธีการทดลอง
1. หั่นและบีบน้ำมะนาวใส่ถ้วย
2. จุ่มพู่กันหรือไม้พันสำลีลงในน้ำมะนาวและนำมาเขียนตัวอักษร หรือรูปการ์ตูนลงบนกระดาษ จากนั้นรอให้แห้ง สังเกตว่ามีภาพปรากฏขึ้นมาหรือไม่
3. นำแผ่นกระดาษนี้ไปรีดด้วยเตารีด หรืออังเหนือเตาขดลวด โดยในขั้นตอนนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเกิดอันตรายขึ้นได้จากความร้อน สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นบนแผ่นกระดาษ


 

จากการทดลองจะพบว่า ภาพที่เราวาดไว้จะปรากฏขึ้นมา ก็ต่อเมื่อแผ่นกระดาษได้รับความร้อนเท่านั้น

        โดยปกติ สสารแต่ละชนิดจะมีอุณหภูมิที่จุดสันดาปหรือจุดเผาไหม้ที่แตกต่างกัน ทำให้ใช้ระยะเวลาในการเผาไหม้ที่แตกต่างกันด้วย ในน้ำมะนาวจะมีกรดซิตริกเป็นส่วนผสม เมื่อน้ำมะนาวระเหยแห้งไป จะเหลือกรดซิตริกค้างอยู่บนกระดาษ เนื่องจากกระดาษและกรดซิตริกมีอุณหภูมิจุดเผาไหม้ต่างกัน กรดซิตริกจะเข้าทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วถึงจุดเผาไหม้เห็นเป็นสีน้ำตาลตามรอยที่ได้เขียนตัวหนังสือหรือวาดภาพไว้ แต่เมื่อกระดาษได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นหรือนานขึ้น กระดาษก็จะไหม้ตามในภายหลัง ฉะนั้นหากอยากได้ภาพสวย ๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก ต้องระวังอย่าให้แผ่นกระดาษได้รับความร้อนมากเกินไป เพราะ กระดาษอาจจะไหม้ทั้งแผ่นได้ นอกจากมะนาวแล้วยังสามารถใช้ผลไม้ชนิดอื่น ๆ มาทำการทดลองได้อีกด้วย เช่น แอปเปิ้ล หรือส้ม ลองสังเกตสีที่ได้จากการนำไปอังไฟว่าเหมือนหรือแตกต่างจากการใช้น้ำมะนาวหรือไม่

 



                                    

                                                                                      

                                                             การทดลอง: การ ถนอมแอปเปิลไว้ 

 

 

อุปกรณ์

 

-  น้ำมะนาว 1 ผล

-  แอปเปิล 1 ผล

 

 

วิธีทำ

 

-  ผ่าผลแอปเปิลออกเป็น ชิ้น ๆ (ประมาณ 4 ชิ้น)

-  บีบน้ำมะนาวลงบนแอปเปิล 2 ชิ้น

-  วางแอปเปิลทั้ง 4 ชิ้นทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง

 

สิ่งที่เกิดขึ้น

 

  แอปเปิลชิ้นที่ไม่บีบน้ำมะนาวลงไปจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ส่วนแอปเปิลชิ้นที่บีบน้ำมะนาวลงไปจะไม่เปลี่ยนแปลง

 

เหตุผล

 

                เมื่อเนื้อแอปเปิลสัมผัสอากาศ  สารเคมีบางอย่างในแอปเปิลจะเกิดปฏิกิริยาโดยการทำลายเซลล์ซึ่งทำให้

แอปเปิลมีสีน้ำตาล แต่วิตามินซี (กรดแอสคอร์บิก) ในน้ำมะนาวจะทำให้ปฏิกิริยาระหว่างสารเคมีในที่อยู่ในมะนาวกับ

ออกซิเจนในอากาศเกิดช้าลง น้ำมะนาวจึงช่วยถนอมสีและรสชาติของแอปเปิลไว้


น้ำแข็งเต้นรำ

 

อุปกรณ์

 

1.  ขวดหรือแก้วทรงสูง

2.  น้ำมันพืช

3.  น้ำแข็งก้อน (อาจใส่สีผสมอาหารลงในน้ำที่ใช้ทำน้ำแข็งจะเห็นได้ง่ายขึ้น)

 

วิธีทำ

 

1.  เติมน้ำมันลงในแก้ว

2.  ใส่น้ำแข็งก้อนลงในแก้ว น้ำแข็งจะลอยอยู่ในน้ำมัน

3.  สังเกตเมื่อน้ำแข็งละลาย

 

 

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้น

 

       กิจกรรมนี้เป็นการอธิบายเรื่องความหนาแน่น โดยความหนาแน่นเป็นค่าที่ได้จากน้ำหนักมวลต่อปริมาณ เช่นน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรมีน้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นความหนาแน่นเท่ากับ1,000 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อกลายเป็นน้ำแข็งจะมีค่าความหนาแน่นน้อยกว่า

          เมื่อคุณใส่วัตถุใดๆลงในของเหลวจะมีแรง 2 ตัวกระทำต่อวัตถุนั้น ได้แก่ แรงโน้มถ่วงที่จะดึงวัตถุนั้นลง และแรงยกตัวที่จะดันวัตถุนั้นขึ้น วัตถุนั้นจะลอยหรือจมในของเหลวขึ้นอยู่กับความหนาแน่นโดย ?วัตถุที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าของเหลวจะลอยแต่ถ้าความหนาแน่นมากกว่าของเหลวจะจม? น้ำแข็งและน้ำมันพืชมีความหนาแน่นใกล้เคียงกัน (ประมาณ 920 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ดังนั้นน้ำแข็งจะลอยปริมอยู่ในน้ำมันพืชแต่เมื่อน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำที่มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำมันดังนั้นหยดน้ำจะจมลงโดยดึงน้ำแข็งลงมาด้วยในตอนแรกแต่เมื่อหยดน้ำหลุดจากน้ำแข็งแล้วจมลง ขณะที่ก้อนน้ำแข็งจะลอยกลับขึ้นไปที่ผิวหน้าอีกครั้ง


ทำไมท้องฟ้าจึงมีสีฟ้า

 

 

 

อุปกรณ์

 

1. โหลใส่น้ำขนาดใหญ่

2. น้ำ

3. นม หรือนมผง

4. ไฟฉาย

5. ห้องมืด (ทำการทดลองในห้องมืด)

 

 

วิธีทำ

 

1.  เติมน้ำลงในโหล

2.  เติมนมหรือนมผงประมาณ ½ ช้อนชา

3.  ฉายไฟผ่านเข้าไปในโหลตามแนวดิ่งบริเวณเหนือผิวน้ำ จะเห็นน้ำเป็นสีฟ้า

4.  ฉายไฟจากด้านข้างบริเวณกลางโหล

5.  เคลื่อนไฟฉายไปอีกด้านและคอยมองดูแสงในน้ำ จะเห็นน้ำเป็นสีชมพู และบริเวณตรงที่ไฟฉายส่องจะเห็นเป็นสี

     เหลืองหรือส้ม

 

สิ่งที่เกิดขึ้น

 

         เมื่อคุณมองท้องฟ้าในตอนกลางวันจะเห็นเป็นสีฟ้า ทั้งที่แสงจากดวงอาทิตย์มีสีขาวประกอบด้วยสีม่วง-คราม-น้ำเงิน-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง หรือสีรุ้งซึ่งเกิดจากความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน (ความยาวคลื่นสูง ความถี่ต่ำแต่ถ้าความยาวคลื่นต่ำ ความถี่สูง) โดยสีม่วง, ครามและน้ำเงินมีความยาวคลื่นสั้น(ความถี่สูง)กว่าสีแดง ส้ม และเหลือง ในตอนเช้าพระอาทิตย์จะอยู่ในระดับระนาบพื้น และอยู่ไกลจากระดับสายตาเพราะฉะนั้นแสงต้องเดินทางระยะไกลจากดวงอาทิตย์จนถึงดวงตา ความยาวคลื่นต่ำ ดวงตาจึงเห็นเป็นแสงสีแดง ขณะที่ตอนกลางวันดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะ การเดินทางของแสงจากดวงอาทิตย์ถึงดวงตามีระยะสั้น คลื่นมีความถี่สูง เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นเป็นสีฟ้าในตอนกลางวัน

          ในการทดลอง ไฟฉายก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ น้ำที่มีนมผสมอยู่เปรียบเสมือนบรรยากาศ คือมีลักษณะเป็นคอล์ลอยมีการผสมกันของกาซไนโตรเจนและออกซิเจน การเคลื่อนตัวของไฟฉายเปรียบเสมือนการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในรอบวัน สีของเหลวจะแตกต่างกันไปตามการเคลื่อนตัวของไฟฉาย

 

ที่มาhttp://www.nsm.or.th/nsm2009/index.phpoption=com_nsmcontents&views=category&id=63&Itemid=92&page=1


Comments