ประวัติผู้จัดทำ



มวยไทยโบราณ



จุดประกายในวันมวยไทย ๑๗ มีนาคมโดย รัชชาญ (สธน) มันตาวิจักษณ์ OSK114

ใน ภาพคือ นายยัง หาญทะเล กำลังต่อสู้กับ นายไล่โฮ้ นักมวยจากจีน ณ สนามมวยสวนกุหลาบฯ เมื่อหลายสิบปีก่อน.....หากกล่าวถึง วงการมวยไทย(โบราณ) การชุมนุนนักมวยไทย ครั้งสำคัญ ครั้งหนึ่งของแผ่นดินสยามนี้ คือ การจัดแข่งขันชกมวย ณ สนามมวยสวนกุหลาบ(พ.ศ. ๒๔๖๓-๒๔๖๕) จัดขึ้นเพื่อหาเงินซื้อปืนให้กับกองเสือป่า(และรวมเงินช่วยกองดุริยางค์ของ โรงเรียนสวนกุหลายฯ?)ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เหตุที่จัดขึ้นที่โรงเรียนนี้อาจเป็นเพราะสามัคยาจารย์สมาคมในบริเวณ โรงเรียนสวนกุหลาบฯเป็นที่สอนศิลปะการต่อสู้ กอปรกับเสือป่าหรือลูกเสือของสวนกุหลาบฯเป็นลูกเสือกองที่หนึ่งของประเทศมี ธงประจำกองที่ได้รับพระราชทานจาก ร.๖ เป็นความภาคภูมิใจที่ทำให้วงดุริยางค์ของเราในอดีตมีการแต่งกายในชุดลูกเสือ มาโดยตลอด (ดูภาพได้ที่หน้า ๖ ของสารสวนกุหลาบ ฉบับที่ ๓๑ ประจำภาคเรียนที่ ๒ ของปีการศึกษา ๒๕๔๗, จนต่อมาภายหลังสูญเสียธงพระราชทานนี้ไปจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย) เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทาง การชกมวยไทยแบบอาชีพขึ้นในประเทศไทย

จากแต่เดิมที่เป็นกองมวยตามหัวเมือง หมู่บ้าน สู่นักมวยในจวน โดยมี สมุหเทศาภิบาล และข้าหลวงตามหัวเมืองต่างๆ เป็นผู้จัดหานักมวยที่มีฝีมือดี คัดเลือกตัวส่งเข้าสู่ การเข้าแข่งขันชกมวยในระดับชาติ นักมวยมากหน้าหลายตา ต่างชั้นต่างระดับฝีมือ มีทั้งผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ บ้างก็ปักหลักอยู่ในเมืองหลวงรับราชการ บ้างก็กลับบ้านเดิมทำไร่นา ในบรรดานักมวยที่เข้ามาแสวงโชคและชื่อเสียง ในครั้งครานั้น ต่างได้แสดงรูปลักษณ์ลีลา ความสามารถในเชิงมวย เฉพาะหมู่ เฉพาะภาค ของตนออกมา ให้เป็นที่ประจักษ์ใน พาหุยุทธ์วิทยา [พาหุ (พาหุ): แขน, ยุทธ์ (ยุด): การต่อสู้ , สงคราม, พาหุยุทธ์ (พาหุยุด) การต่อสู้ด้วยแขน,การชกมวย,การปล้ำ] อันบ่งบอกความเป็นชาติไท เลือดนักสู้ ผู้มีศิลปะการต่อสู้ประจำชาติตน คือ มวยไทย ในรูปแบบมวยคาดเชือก

หน ทางแห่งชัยชนะของนักมวย นักรบ นักสู้ไทยหลายคน นับเนื่องแต่มีการรวบรวมชนเผ่าไท ให้เป็นปึกแผ่น ลงหลักปักฐานแน่น บนพื้นแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ ที่มีบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ศึกษาและเชิดชู ถึงความมุ่งมั่น พากเพียร ความกล้าหาญ และเสียสละของบรรพชนไทยเหล่านั้นแล้ว ขอกล่าวสรรเสริญ องค์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระนเรศวรมหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช และพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ ตลอดจนถึงสามัญชน ยอดนักสู้ ผู้กล้าอีกหลายท่าน ที่ได้เคยสร้างวีระกรรมอันยิ่งใหญ่ ทำคุณประโยชน์ให้กับชาติ บ้านเมือง เป็นที่เคารพนับถือยิ่งต่อชนทั้งหลาย อันได้แก่ นายขนมต้ม ผู้ที่ได้ใช้ วิชามวยไทย สร้างชื่อไว้หน้าประวัติศาสตร์ของสองชาติ ผู้เป็นเสมือน "บิดาแห่งมวยไทย" ในวันที่ ๑๗ มีนาคมของทุกปี ถือเป็น "วันมวยไทย" ตามตำนานการชนะปรปักษ์ของท่าน และสามัญชนผู้หาญกล้า นายทองดี นักมวยฟันขาวแห่งบ้านหันคา อำเภอทุ่งยั้ง เมืองพิชัย ผู้มีฝีมือ มวยและดาบ อันเป็นเลิศ เคยอาสาสู้ศึกปกป้องแผ่นดิน จนได้สมญาว่า พระยาพิชัยดาบหัก ทหารหาญคู่พระทัย พระเจ้ากรุงธนบุรี


ภาพถ่าย ณ สนามสวนกุหลาบฯ


.....ลุล่วงสู่ ยุคกุรงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ ตอนต้น ในยุคแรกนั้น ชาติไทยยังไม่วายว่างเว้นศึกสงครามใหญ่น้อย กลมวย เพลงดาบ จึงนับได้ว่าเป็นวิชาสำคัญที่ คนไทยโดยทั่วไปพึงใส่ใจเรียนรู้ จึงได้เกิด สำนักมวย สำนักดาบ มากมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะมวยไทยนั้น แตกแขนงแบ่งกลุ่ม แบ่งภาค กันออกไปอย่างเด่นชัด ทั้งท่ารำร่ายไหว้ครู รูปแบบลีลาท่าย่าง ท่าครู แม่ไม้ ลูกไม้ อีกทั้งการพันหมัด ถักหมัด ก็มีรูปแบบเฉพาะตัว หลักใหญ่ที่แบ่งได้ คือ เหนือ มวยท่าเสา, อีสาน มวยโคราช, กลาง มวยลพบุรี และมวยพระนคร, ใต้ มวยไชยา

มีคำโคลงแต่โบราณว่า ...
หมัด(หนัก)โคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา


โดยมวยโคราช จะเน้นไปที่ความหนักของอวัยวุธที่ออก มีหมัดอยู่ 1 หมัด ที่เรียกว่า หมัดเขวี้ยงควาย ซึ่งหมัดนี้ต่อยออกไปสามารถล้มกระบือได้

มวยลพบุรี จะเน้นที่การออกหมัดที่ฉลาด และ แหลมคม จุดเด่นท่านบอกไว้ว่า จะเป็นมวยที่เน้นหมัดตรง การชกจะชกแบบหงายหมัด ครับ

ส่วนมวยไชยา นั้น ท่าดี หมายถึง ท่าการป้องกันตัวที่ดีเยี่ยม ยากที่จะเข้าทำได้โดยง่าย มวยไชยาจะเน้นไปที่ ศอก และ เข่า เป็นหลัก



.....ในสมัยนั้นเวทีมวยจะคล้าย ๆ กับ ปัจจุบัน ต่างตรงที่ว่า จะไม่มีเชือกขึงระหว่างมุมทั้ง 4 กติการการต่อสู้ ก็จะสู้กันจนกว่า จะมีการน๊อค หรือ ยอมแพ้... ชัยชนะของนักมวยสองคน ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์วงการมวยไทย คนแรกคือ นักมวยโคราชชื่อ นายยัง หาญทะเล (นักชกคนขวาในภาพข้างบน) จากวังเปรมประชากร มวยในจวนของ OSK เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ท่านเป็นผู้สอนท่ารำ "หนุมานควานสมุทร" ให้กับนายยัง หาญทะเล ไว้พิชิต จี๊ฉ่าง (นักชกคนซ้ายในภาพข้างบน) นักมวยจีนจากฮ่องกง ผู้มีกำปั้น หัวนกอินทรี และมีนิ้วมือแข็งดั่งเหล็ก สามารถแทงไม้หนาๆให้ทะลุได้ อันเป็นที่ครั่นคร้ามมาแล้วทั้งเกาะ แต่นายยัง ก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง เพราะสามารถชกชนะ มังกรจีน ได้ด้วยแข้งซ้าย ในยกที่๓ นับเป็นสุดยอดคู่มวยที่โด่งดัง เป็นที่กล่าวขวัญถึง และเรียกเก็บเงินในการชก ได้มากที่สุด ในยุค สนามมวยสวนกุหลาบ (ร.๖ พ.ศ. ๒๔๖๔)

.....และนักมวยผู้ที่สร้างชัยชนะให้กลายเป็นตำนาน ผู้เปลี่ยนเส้นทางวงการมวยคาดเชือก ให้พลิกผันไปตลอดกาล คือ นายแพ เลี้ยงประเสริฐ หนึ่งในนักมวย ๕ ใบเถา จากบ้านท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์ ผู้ที่ชก นายเจีย แขกเขมร (เจีย พระตะบอง) มวยฝีมือดีจากแถบชายแดนตะวันออก ด้วยสืบทิ่มหมัดหงาย เข้าที่ลูกกระเดือกในท่า หนุมานถวายแหวน อันลือลั่น จนนายเจียถึงกับหมดสติ และสิ้นใจในเวลาต่อมา เป็นเหตุการณ์สำคัญ ยุค สนามมวยหลักเมือง (ร.๗ พ.ศ. ๒๔๖๘)



.....อันเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กฏกติกา ตลอดจนมีการบังคับให้สวมนวมแบบสากล และสวมถุงเท้า ในการชกต่อยมวยไทย อันเป็นผลให้วิทยาการ มวยคาดเชือกอย่างโบราณสมัย ต้องย่อหย่อนเสื่อมถอย ความเป็นศิลปศาสตร์ลง อย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ ตึกสามัคยาจารย์ ยังมีประวัติที่ยาวนาน สมัยก่อนที่ ตึกสามัคยาจารย์ ยังเป็นของ กระทรวงธรรมการ นั้น ก็มีการสอนวิชา กระบี่-กระบอง , ดาบไทย , มวยปล้ำ(มวยไทยโบราณ),ดาบเชเลย , หอก , ดั้ง ,เขน และ อาวุธไทยต่าง ๆ ทั้งของไทยและ ต่างประเทศ

โดยมี หลวงไชยโชคชกชนะ (ตำแหน่งเดิมเป็น จางวางกรมทนายเลือกหอกขวา )เป็นต้นปฐมอาจารย์ในการสอน

ถัดจาก หลวงไชยโชคชกชนะ ต่อมา เมื่อ ท่านคุณหลวงไชยโชคฯ ถึงแก่กรรมไป ผู้มาสอน วิชาด้านการดาบและอาวุธ ตลอดจน มวยปล้ำ (มวยไทยโบราณ) ต่อได้แก่ ขุนยี่สารสรรพยากร

ประการต่อมา ท่านอาจารย์ผู้ปกครองของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (2465-2477) นามว่า หลวงวิศาลดรุณกร ก็มีความเจนจัดในเชิงมวยไทยโบราณท่านหนึ่งเหมือนกันครับ คุณหลวงวิศาลดรุณกร ได้เป็น 1 ใน 13 ครู ของ ท่านปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย (ในภาพข้างล่าง) แห่ง มวยไทยโบราณสายไชยา ซึ่งเป็นมวยไทยโบราณสายสุดท้ายก็ว่าได้ ที่ยังเหลือตกทอดการฝึกสอนแบบโบราณมาจนถึงทุกวันนี้



เมื่อคราวงานสวนฯนิทรรศเมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมา ชมรมมวยไทย ของทางโรงเรียนเราก็ได้เชิญ ผู้สืบทอดมวยไชยา สายของ ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย มาแสดงโชว์ที่โรงเรียนด้วยครับ ก็นับว่า วิชาการด้านหนึ่งของโรงเรียนเราก็ยังมีผู้สืบทอดอยู่

.....ในปัจจุบัน มูลนิธิมวยไทยไชยา เป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งความพยายามที่จะ อนุรักษ์ เอกลักษณ์ มวยไทยคาดเชือก แบบโบราณ สายไชยา ที่มีความเป็นศิลปศาสตร์วิทยาการ อันได้รับการสั่งสม สืบสาย ถ่ายทอดมาแต่เดิม จากครูอาจารย์ผู้มีคุณวุฒิ โดยคงความเป็น พาหุยุทธ์ศิลป์ ใน ฉุปศาสตร์ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งต่อมรดกทางการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ในอีกสายวิชาหนึ่ง ที่ยังคงเหลืออยู่



.....หนทางแห่งชัยชนะของนักมวยคาดเชือก ในความพยายามที่จะรักษาศาสตร์แห่งวิชามวยโบราณเอาไว้นั้น เลือนลางลงทุกที นับแต่มีการประกาศเลิกคาดเชือก (๒๔๖๘) จวบจนปัจจุบันสมัย (๒๕๔๗) ด้วยระยะเวลาไม่ถึง ๘๐ปี นับแค่เพียงชั่วหนึ่งอายุคนเท่านั้น มูลนิธิมวยไทยไชยา เพียงหวังว่าคงจะยังไม่สายเกินไป ที่จะนำ พาหุยุทธ์วิทยา นี้ให้กลับมา เพื่อคนไทยทั้งชาติได้รู้จัก ได้ศึกษา สืบค้น ด้นไปถึงรากเหง้าความเป็นมาแห่งภูมิปัญญาบรรพชน ดั่งที่ท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย และครูทอง เชี้อไชยา (ทองหล่อ ยาและ) ได้มุ่งมั่น เพียรพยายามที่จะทำให้ แม่ไม้ ลูกไม้ กลมวย อันเป็นศิลปศาสตร์การต่อสู้ สายมวยไทยไชยา ยังยืนยงคงอยู่ อวดภูมิรู้ คู่ผืนแผ่นดินสยามประเทศ สืบต่อไป



กระแสไทยนิยมนำ 'มวยคาดเชือก' สู่คนรุ่นใหม่

มวยคาดเชือก คือ มวยไทยโบราณ ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าเริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยไหน แต่ที่แน่ๆ มีข้อมูลว่า มวยโบราณชนิดนี้เป็นการฝึกฝนถ่ายทอดกันแต่เฉพาะในหมู่เจ้านายชั้นสูงระดับพระมหากษัตริย์ และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น เป้าหมายในการฝึกหัดก็เพื่อไว้ใช้สำหรับสู้รบกับข้าศึกศัตรู รวมทั้งไว้ต่อสู้เพื่อป้องกันตัว เพิ่งในระยะหลังที่วิชามวยไทยถูกแพร่กระจายขยายการฝึกฝนอบรมไปสู่สามัญชน

ผ่านมาเป็นร้อยๆ ปี ศิลปะต่อสู้ของไทยโบราณแขนงนี้ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไปกับกาลเวลา สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคงเนื่องมาจากความหายากของผู้สืบทอด ซึ่งก็หมายถึงทั้งคนสอนและคน (อยาก) เรียน

คนสอนมวยคาดเชือกหายาก แต่ก็พอมี คนหนึ่งที่หาเจอและน่าสนใจคือ อมรกฤต ประมวญ หรือที่รู้จักกันในวงการว่า "ครูแปรง" (ในภาพข้างล่าง) และอีกคนที่เป็นเพื่อนร่วมเรียนมวยไทยกันมาเป็นสิบๆ ปี คือ "ครูแหลม" ศักย์ภูมิ จูฑะพงศ์ธรรม




ครูแปรงเล่าว่า สนใจศิลปะการต่อสู้แบบไทยๆ มาตั้งแต่สมัยยังเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เลยเข้าชมรม ไปเรียนๆ ซ้อมๆ มวยไทย ฟันดาบ และกระบี่กระบองอยู่หลายปี จนได้พบรุ่นน้องที่เรียนมวยคาดเชือกกับ "ครูทอง เชื้อไชยา"(ในภาพข้างล่าง)




ครูแปรงเลยตามเพื่อนไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูทองตั้งแต่นั้น

"มวยคาดเชือกหมายถึงวิชามวยไทยโบราณ ซึ่งมีหลายสาย แม้จะมี 'แม่ไม้' เป็นพื้นฐานเหมือนกัน แต่ความต่างอยู่ที่ท่าของแต่ละสำนัก ท่ามวย การจดมวย การคาดเชือก รวมไปถึงรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป แค่ดูท่ามวยก็จะรู้แล้วว่าคนนี้มาจากสายไหน"

ครูแปรงบอกว่า สายที่ครูแปรงร่ำเรียนมาเรียกว่า "มวยไชยา" มีเอกลักษณ์ตรงการป้องกันตัวที่รัดกุม ใช้สมองในการต่อสู้ เน้น 'วงใน' คือใช้ความคมของส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ศอก เข่า เพื่อการป้องกันตัว โดยการเคลื่อนไหวจะกลมกลืนและสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นสำคัญ

สมัยก่อน มวยไทยเน้นใช้เพื่อการต่อสู้จริง ชายฉกรรจ์ของไทยจะได้รับการฝึกฝนมวยไทยกันแทบทั้งนั้น และไม่ว่าอาวุธโบราณชนิดไหน กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ ล้วนต้องมีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเวลาที่เข้าต่อสู้ติดพันประชิดตัว อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย อย่างเข่า เท้า ศอก ล้วนใช้เป็นอาวุธได้เป็นอย่างดี

การเรียนมวยคาดเชือกต้องอาศัยเวลาเพื่อการฝึกซ้อมและฝึกฝน เพราะถึงจะทำความเข้าใจกับพื้นฐานวิชาได้หมดในเวลาไม่กี่ปี แต่สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้ทักษะโดยสั่งสมจากประสบการณ์

"เรียน 20 ปี ก็ยังไม่จบ หลักสูตรจริงเรียนแค่ 3-4 ปีก็ได้ แต่หลังจากนั้นมันเป็นศาสตร์ และศิลป์ที่แปรไปตามสถานการณ์การต่อสู้ เราจะค่อยๆ เรียนรู้ทักษะในการตั้งรับ และตอบโต้กับคู่ต่อสู้ที่เข้ามาในแบบต่างๆ มันเหมือนวัฏจักร อีกฝ่ายรุก เราแก้กลับ อีกฝ่ายแก้ไข เราแก้กลับ"

การถ่ายทอดวิชามวยของครูแปรงและครูแหลม จะแบ่งออกเป็นขั้นตอนสอนตามลำดับ เริ่มที่ พาหุยุทธ ซึ่งเป็นการวอร์มร่างกาย คล้ายท่ายืดหยุ่น แต่เป็นสไตล์ของมวยไชยา เพื่อนำเข้าสู่บทเรียนมวยไทย

ย่างสามขุม คือ อีกหัวใจของแม่ไม้มวยไทย หรือเรียกว่า การเดินมวย นั่นเอง

ป้อง-ปัด-ปิด-เปิด หรือเรียกว่า 4 เป็นการเรียนรู้พื้นฐานการป้องกันตัว

อวัยวุทธ คือ การฝึกใช้อวัยวะมีคมในร่างกายให้เป็นอาวุธ

และ เข้าคู่ คือการฝึกซ้อมร่วมกัน

ทั้ง 5 ขั้นตอนเป็นพื้นฐานมวยไชยา ซึ่งครูสองคนอธิบายว่า อาจใช้เวลาแค่ 2-3 เดือนในการเรียน จากนั้น ถ้าเรียนกันต่อไปก็จะเป็นไม้สูงอีก 19 ขั้น

ครูแหลม บอกด้วยว่า การสอนจะเน้นคุณธรรมจริยธรรมเป็นสำคัญ คนที่มาเรียนจะต้องไม่นำวิชาไปทำร้ายใคร ไม่โอ้อวดว่าฉันเก่งๆ ไม่กลัวใคร แต่ตรงข้าม กลับจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ่งเก่ง ยิ่งห้ามเกเร

พูดถึงมวยคาดเชือกทุกวันนี้ ครูแปรงบอกว่า อยากให้เรียกว่าเป็นศิลปะ เพราะมวยไทยโบราณที่จริงก็ไม่มีฐานะเป็นกีฬา เนื่องจากวิชาดั้งเดิมนั้นค่อนข้างอันตราย เพราะเป็นการเรียนรู้ และฝึกฝนเพื่อการต่อสู้ ทำให้การฝึกซ้อมไม่ได้เป็นไปเพื่อการแข่งขัน หรือเป็นนักกีฬาอาชีพ

"เรียนมวยคาดเชือกแล้วขึ้นเวทีมวยไทยได้ แต่ใช้วิชาได้แค่บางส่วน เพราะกติกาบนเวทีมีกฎข้อห้ามค่อนข้างมาก เนื่องจากท่ามวยจริงมีท่าอันตรายทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ ผมเลยว่าเรียกมวยคาดเชือกว่าเป็นศิลปะดีกว่า" ครูแปรงให้มุมมอง

ถึงยุคนี้แล้ว จะมีคนอยากเรียนมวยไทยสักเท่าไรกัน ?

ครูแปรงบอกว่า ตลอด 20 ปี เขาและครูแหลมออกเดินสายตระเวนสอนมวยคาดเชือกให้กับชมรมศิลปะการต่อสู้ ทั้งที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และจุฬาฯ วายเอ็มซีเอ สวนลุมพินี รวมทั้งสอนเป็นรายบุคคล ล่าสุด กำลังจะมาเปิดสอนที่ House of Indies ซอย สุขุมวิท 23

"คนเรียนมีทั้งนักศึกษา ผู้พิพากษา ทนายความ ตำรวจ ท่านทูต ไปจนถึงเด็กโรงงาน เด็กสลัม"

ครูแปรงบอกว่า โดยทั่วไป การสอนจะจัดหลักสูตรให้เหมาะกับกลุ่มคนเรียน เช่น ถ้าเป็นผู้หญิงหรือเด็กก็จะสอนวิชาเบื้องต้นของมวยไชยา ซึ่งมีการประยุกต์เป็นการบริหารร่างกายเพื่อสุขภาพ แต่ก็เป็นท่าพื้นฐานของวิชามวยไทย

คนที่มาเรียนกับครูแปรง-ครูแหลม มีตั้งแต่เด็กอายุ 7-8 ขวบ ไปจนถึงผู้สูงวัยอายุเลย 50 ปี

"มีความสนใจศิลปะการต่อสู้อยู่ แต่ก่อนหน้านี้คนชอบเรียนยูโด เทควันโด เพิ่งไม่กี่ปีมานี้ ที่มีกระแสนิยมของไทยๆ และมวยไทยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้มีคนสนใจอยากเรียนมวยคาดเชือกเพิ่มขึ้นด้วย" ครูแปรงให้ความเห็น

มวยคาดเชือก จึงเป็นศิลปะต่อสู้โบราณที่ดูเหมือนจะกลับมาได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อีก ครั้งท่ามกลางสถานการณ์ที่กระแสความเป็นไทยถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง

หมายเหตุ: ข้อมูลประกอบจากหนังสือ "มวยไทย" ของรังสฤษฎิ์ บุญชลอ (2545)

ศัพท์มวยไทย

จด การตั้งท่าเตรียมต่อสู้

เดินมวย การบุกหรือรับคู่ต่อสู้ในการสืบเท้าแบบหลักม้าย่อง

แม่ไม้ การใช้อวัยวะเข้าทำการต่อสู้ 4 อย่าง คือ หมัด ศอก เข่า เท้า

ลูกไม้ การพลิกแพลงแม่ไม้ต่อสู้ในรูปลักษณะต่างๆ

วงใน การใช้ลูกไม้แบบชิดตัว

วงนอก การใช้ลูกไม้แบบห่างตัว หรือแบบเหวี่ยง

ฯลฯ



สำหรับเรื่องเนื้อหาเกี่ยวกับมวยไทยโบราณนั้น คงต้องย้อนกลับไปดูนิตยสาร "สารคดี" ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2530 คอลัมน์ มวยไทย สุดยอดศิลปะการต่อสู้ ในนั้นจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับมวยไทยโบราณ ตอนนี้ถ้าจะหาอ่านคงต้องไปดูตามสวนจตุจักร แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีหรือไม่ ถ้าหาดูตามห้องสมุดจะมีแน่นอนครับ

หรือจะดูจาก Link นี้ก็ได้ครับ http://crane.50megs.com/index6r.htm จะมีประวัติการต่อสู้ระหว่างมวยทยโบราณ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ สายมวยโคราช โดย เฉพาะ นาย ยัง หาญทะเล เป็นหลัก



สำหรับอีก Link ที่อยากให้ไปชมกัน ก็ http://muaychaiya.com ซึ่งเป็นมวยไทยสายไชยา อีกทั้งในปี 2529 เคยมี นักเรียนจากสวนกุหลาบฯและ นายร้อย จปร. ไปเรียนมวยไทยสายไชยา จาก ครู ทองอยู่ ยาและ หรือ ทอง เชื้อไชยา (ดังที่ปรากฎในภาพข้างบน.. สถานที่คือที่บ้าน ครู ทองแถว ๆ ด่านทับช้าง บริเวณวงแหวนตะวันออก) ครูทองเป็นศิษย์เอกของ ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย ผู้สืบทอดวิชามวยไชยา ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของ หลวงวิศาลดรุณกร นามเดิม อั๋น สาริกบุตร อดีตอาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พ.ศ.๒๔๖๕-๒๔๗๗



หรือไม่เช่นนั้น คงต้องไป หอสมุดแห่งชาติ หรือ ถ้าอยากชม ฟิลม์ขาวดำแบบเคลื่อนไหว คงต้องไป หอภาพยนตร์แห่งชาติ ตรงข้ามโรงละครแห่งชาติ หรืออาจจะต้องหาจดหมายเหตุที่เกี่ยวกับ งานพระราชทานเพลิงศพ กรมหลวงมรุพงศ์ฯ

.. มวยไทยโบราณ ก็จะบูมถึง ช่วงขีดสุด ก็ตกอยู่ราว ๆ สมัยท่านพ่อ ร.5 ต่อด้วย ร.6 ที่มี สนามมวยเปิดหลายที่ ซึ่งโรงเรียนสวนกุหลาบฯเราก็ได้รับเกียรติ เป็นหนึ่งในสนามนั้นด้วยเหมือนกัน