ร้านขายหนังสือ(ธุรกิจในฝันของคนรุ่นใหม่)

เนื่องจากเนื้อหาหน้านี้เป็น เนื้อหาที่รวบรวมมาจาก หนังสือ "ชุมทางอาชีพ" ฉบับที่ 45 ประจำเดือนตุลาคม 2551



ท่านสามารถคลิ๊กที่รูปย่อ เพื่ออ่านเนื้อหาต่างๆ จากไฟล์เนื้อหาจากต้นฉบับของหนังสือ "ชุมทางอาชีพ"

 หนังสือชุมทางอาชีพ ปีที่ 4 ฉบับที่ 45 ประจำเดือน ตุลาคม 2551 สกูปพิเศษ หน้า 56
หนังสือชุมทางอาชีพ ปีที่ 4 ฉบับที่ 45 ประจำเดือน ตุลาคม 2551 สกูปพิเศษ หน้า 57
 หนังสือชุมทางอาชีพ ปีที่ 4 ฉบับที่ 45 ประจำเดือน ตุลาคม 2551 สกูปพิเศษ หน้า 58
หนังสือชุมทางอาชีพ ปีที่ 4 ฉบับที่ 45 ประจำเดือน ตุลาคม 2551 สกูปพิเศษ หน้า 64
 
 
 
ร้านขายหนังสือ ธุรกิจในฝันของคนรุ่นใหม่

 

ร้าน หนังสือ นับเป็นธุรกิจในฝันของใครหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่ภาพในจินตนาการก็คือ การได้เป็นเจ้าของร้านหนังสือที่ดูอบอุ่น อบอวลไปด้วยสังคมของหนอนหนังสือ วันๆ ได้เพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือที่ตัวเองชื่นชอบ เก็บกำไรวันละนิด วันละหน่อย ต่อเติมเพิ่มโน่นนี่นั่นเพื่อให้ร้านหนังสือในฝันเบ่งบานและเติบโต
      แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่า ร้านขายหนังสือนี่แหละ คือ ธุรกิจปราบเซียน!!! เพราะเอาเข้าจริงแล้ว การทำร้านขายหนังสือก็คือการทำร้านขายปลีกประเภทหนึ่ง ที่วันๆ คุณต้องบริหารจัดการกับปริมาณสินค้าจำนวนมาก เช้ามาก็ต้องรีบเปิดร้านเพื่อขายหนังสือพิมพ์ ไหนจะต้องข่มอารมณ์กับบรรดานักอ่านฟรี ไหนจะต้องคอยระวังพวกลักขโมยหนังสือ (หรือแม้แต่คอยระแวงพนักงานในร้าน) ที่สำคัญกำไรต่อหน่วยไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด เพราะเฉลี่ยแล้วกำไรต่อเล่มอยู่ที่ 15-20% เท่านั้น คิดดูเถิดว่า หากคุณจะต้องนำกำไรสุทธิมาหักค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ คุณจะรับมันไหวหรือไม่ 
       พูดแค่นี้อย่าเพิ่งถอดใจไปค่ะ เพราะแม้จะเป็นธุรกิจที่ไม่หมู แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากรู้จักกลเม็ดเด็ดพรายในการทำร้านหนังสือให้โดนใจนักอ่านแล้วล่ะก็ นับว่าร้านขายหนังสือ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีความมั่นคงในระยะยาวไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก่อนอื่นคุณผู้อ่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปัจจัยเกื้อหนุนที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจในการทำธุรกิจร้านขายหนังสือนั้น มีดังต่อไปนี้
1. มีใจรักงานขายอย่างแท้จริง
      ดัง ที่กล่าวไปแล้วว่า ธุรกิจร้านหนังสือเป็นธุรกิจร้านค้าปลีก ซึ่งนับได้ว่าเป็นงานที่ทั้งหนักทั้งเหนื่อย กำรี้กำไรก็ไม่ได้มากมาย ฉะนั้นหากคุณคิดแค่ว่าอยากเปิดร้านหนังสือเพราะเป็นคนรักหนังสือ ชอบอ่านหนังสือ แต่ไม่ถนัดงานขายเอาเสียเลย คุณอย่าหลงทางเลยดีกว่า แต่ถ้ามั่นใจว่าหนังสือเราก็รัก ขายเราก็ทำได้ บริการเราก็ไม่เกี่ยง ธุรกิจนี้ก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคุณ
2. ทำเลทอง
       พื้นที่สำหรับการเปิดร้านขายหนังสือนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีลูกค้า เป้าหมายเดินผ่านไปมาเป็นจำนวนมากพอ ยิ่งถ้ามีที่จอดรถบริการด้วยก็จะยิ่งดีมากๆ ซึ่งจากสถิติแล้วพบว่า ในจำนวนคนที่เดินผ่านหน้าร้าน 100 คน จะมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่จะเดินเข้ามาซื้อหนังสือ (ไม่นับคนที่เข้ามาอ่านฟรี) ซึ่งอัตราการซื้อโดยเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 120 บาท ดังนั้นถ้าหากทำเลที่คุณเลือกมีปริมาณคนเดินผ่านไปผ่านมาไม่ถึงหลักหลายพัน คนคุณเสี่ยงแน่ๆ ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่ผู้ประกอบการร้านหนังสือ เลือกที่จะเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้ามากกว่าที่จะเปิดร้านสแตนอโลนด้านนอก
3. เงินลงทุน
       สำหรับการลงทุนเปิดร้านหนังสือนั้น ตอบไม่ได้แน่นอนว่าจะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ทำเล คอนเซ็ปต์ของร้าน ฯลฯ ซึ่งหากคุณเริ่มต้นเป็นร้านขายหนังสือแผงเล็กๆ ที่ยึดหัวหาดตามหน้ามินิมาร์ท หน้ามหาวิทยาลัย ในตลาด ป้ายรถเมล์ จุดต่อรถต่อเรือ ฯลฯ ก็อาจจะใช้เงินลงทุนแค่หลักหมื่น เพราะไม่ต้องเสียค่าตกแต่งร้านมากมายนัก แต่หากเป็นร้านขนาดใหญ่ขึ้นมา เช่น อาจจะมีมุมเล็กๆ อยู่ในห้างสรรพสินค้า หรือทางขึ้นลงบันไดเลื่อน การลงทุนก็น่าจะแตะอยู่ในหลักแสน และหากคุณตั้งใจจะทำให้เป็น
 
 

 
 


      ช็อป ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสือเกือบทุกประเภท ก็คงว่ากันเป็นหลักล้าน เพราะเฉพาะค่าชั้นวางหนังสือก็ตกประมาณ 6,000-10,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนค่ามัดจำหนังสือและค่าใช้จ่ายที่อาจจะต้องซื้อหนังสือเป็นเงินสดก็ตก ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อตารางเมตร
 
 
 
 
4. กำหนดคอนเซ็ปต์ของร้าน
      ถ้า คุณอยากเปิดร้านขายหนังสือแบบไม่ต้องวิ่งตามรูปแบบของใคร อาจจะเลือกฉีกแนวมาทำร้านหนังสือในแบบที่คุณถนัดและมองเห็นโอกาสก็ได้ เช่น 
      • เลือก ขายหนังสือเฉพาะทาง เช่น ขายเฉพาะหนังสือการ์ตูน หนังสือมือสอง หนังสือประกอบการเรียน หนังสือท่องเที่ยว หนังสือวรรณกรรม ฯลฯ 
      • จัด ส่วนผสมของสินค้าให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น เช่น นอกจากขายหนังสือแล้ว ยังมีสินค้าประเภทอื่นด้วย อาทิ เครื่องเขียน เทป ซีดี กาแฟ เบเกอรี่ ฯลฯ (ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ คือร้าน B2S)
      • สร้างเสน่ห์หรือสร้างบรรยากาศให้กับร้าน เช่น มีมุมกาแฟ มุมนั่งอ่าน มุมอินเทอร์เน็ต ฯลฯ
 

 
 
 

สั้งซื้อหนังสือจากอเมซอนดอทคอม

"RFID" เทคโนโลยีการจัดการร้านหนังสือที่จะกลายเป็นฝันค้างหรือไม่?

โพสต์11 ก.ค. 2554 12:06โดยTheeraparb Tputti   [ อัปเดต 11 ก.ค. 2554 13:32 ]


   
ในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ทุกคนที่คุ้นเคยกับร้านหนังสือ และห้างสรรพสินค้า จะชินตากับเสาเหล็กที่วางเป็นแนวบริเวณทางออกของร้านดังๆ หรือบริเวณซูเปอร์มาเก็ตที่เป็นแหล่งรวมของชิ้นเล็กๆ หรือสินค้ามูลค่าสูงๆ หลายคนทราบดีว่า เสาที่วางอยู่นั้นเป็นเครื่องตรวจจับขโมยที่อาจจะหยิบฉวยหนังสือ หรือสินค้าออกจากพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาติ แต่เรามักจะไม่ค่อยรับรู้ข้อมูลมากนักว่าเครื่องเหล่านี้ทำงานอย่างไร ....
    ระบบเหล่านี้มักจะเรียกกันว่า ระบบ RFID (Radio-frequency identification) ซึ่งจุดเริ่มครั้งแรกเป็นแนวคิดที่ใช้กับหอสมุดขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องการระบบการจัดการปริมาณหนังสือนับแสนเล่ม ให้เข้ามาอยู่ภายใต้ระบบการจัดการที่ดียิ่งขึ้น ต่อมาจึงมีการพัฒนาประยุกต์ใช้กับสินค้าทั่วๆไป แต่ในวงการยังมักจะเรียกกันจนชินว่าเป็น "ระบบห้องสมุดอัจฉริยะ" ตามต้นแบบนั่นเอง

      ระบบห้องสมุดและร้านหนังสืออัจฉริยะหมายถึงระบบยืม-คืนอัตโนมัติ พร้อมประตูอิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับมือดีฉกหนังสือออกจากห้องสมุดหรือร้านหนังสือ ช่วยประหยัดเวลาสมาชิก ยืม-คืน พนักงานสามารถตรวจนับและจัดหนังสือเข้าที่ง่าย ระบบห้องสมุดอัจฉริยะมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากห้องสมุดทั่วไป คือ มีเครื่องยืม-คืน หนังสืออัตโนมัติให้สมาชิก ทำการยืมได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านพนักงาน ซึ่งการยืมหนังสือและสื่อต่างๆ โดยทำผ่านทางเครื่องยืม-คืนอัติโนมัติ จอคอมพิวเตอร์แบบสัมผัส ที่แนะนำ ขั้นตอนและวิธีการยืมที่ใช้งานง่าย เพียงแค่ใช้บัตร เช่น สมาร์ทการ์ด แถบแม่เหล็ก บาร์โค้ด นำไปสแกนรหัสและหยิบหนังสือที่ยืมวางลงบนแท่นยืมของเครื่อง โดยให้บริการยืมหนังสือ ได้ครั้งละ 1-30 เล่ม จากนั้นเครื่องพิมพ์จะทำการพิมพ์ใบยืนยันการยืม ให้โดยอัตโนมัติ โดยใบยืมดังกล่าวจะบอกถึง ชื่อหนังสือ วันเวลาที่ยืม และวันกำหนดคืนหนังสือ

         ขณะเดียวกัน เมื่อสมาชิกนำหนังสือออกจากห้องสมุด ก็ต้องผ่านประตูชุดเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าทางเข้า-ออก ห้องสมุด คอยตรวจเช็คหนังสือว่าได้ผ่านการยืม อย่างถูกต้องหรือไม่ หรือหากเป็นกรณีร้านหนังสือหากลูกค้าเผลอหยิบหนังสือออกไป โดยไม่ได้ชำระเงินหรือมีการขโมยหนังสือ จะส่งผลให้สัญญาณไฟ ที่ติดตั้งไว้บริเวณประตูกะพริบ และมีสัญญาณเสียงเตือนดังขึ้น ถึงแม้ว่าจะเก็บหนังสือไว้ในกระเป๋า หรือซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดก็ตาม

        ในกรณีร้านเช่า หรือห้องสมุดการคืนหนังสือสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว โดยสมาชิกสามารถนำหนังสือมาคืนห้องสมุดได้ที่ช่องชุดรับคืนหนังสือ โดยเพียงแค่นำหนังสือวางลงบนเครื่องอ่านรหัสที่ติดตั้งไว้ เมื่อเครื่องดังกล่าวอ่านรหัสหนังสือจากแผงวงจรคลื่นความถี่วิทยุ จากนั้นจะออกใบยืนยันการคืนให้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งหมวดหมู่และลำดับที่ของหนังสือไว้ให้เรียบร้อย เพื่อให้พนักงานหยิบหนังสือไปเก็บเข้าชั้นหนังสือได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

         สำหรับในการตรวจนับสต๊อคหนังสือเจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือพนักงานร้านหนังสือสามารถใช้อุปกรณ์เช็คสต๊อคมือเก็บรวบรวมเลขรหัสของหนังสือและสื่อต่างๆได้ถึง 30,000 เล่มต่อชั่วโมง แล้วถ่ายข้อมูลลงสู่เครื่องบรรจุข้อมูลหลักของระบบห้องสมุดอัจฉริยะ ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้พนักงานนับจำนวนหนังสือได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว รวมทั้งยังช่วยตรวจสอบว่า หนังสือเล่มใดถูกเก็บผิดชั้น ผิดประเภทด้วย

        อุปกรณ์หลักของระบบห้องสมุดอัจฉริยะ คือ แผงวงจรคลื่นความถี่วิทยุ เป็นหัวใจสำคัญของห้องสมุด เพราะทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณและเก็บรหัส หนังสือแทนบาร์โค้ดโดยไม่แสดงแท่งรหัสให้เห็น เป็นแผงวงจรบางเท่ากระดาษ ขนาด 2X2 นิ้ว ประกอบด้วย แผงวงจรรวม (IC) และตัวรับสัญญาณ RF ทางร้านสามารถติดแผงวงจรเอง หรือให้โรงพิมพ์ติดในขั้นตอนพิมพ์หนังสือ ข้อมูลจะถูกส่งในรูปคลื่นความถี่วิทยุจากแผงวงจรไปยัง คอมพิวเตอร์ของระบบห้องสมุดอัจฉริยะที่อยู่ในห้องสมุด ซึ่งสามารถอ่านข้อมูลจากแผงวงจรหลายๆ แผงได้พร้อมกัน และเก็บข้อมูลหนังสือได้ถึง 96 บิต

        ห้องสมุด,ร้านหนังสือเช่า หรือร้านหนังสือทั่วๆ ไปสามารถนำระบบห้องสมุดอัจฉริยะเข้าไปติดตั้งได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลและรหัสบาร์โค้ดเดิม แต่จะต้องใช้ระบบ Protocal แบบ SIP2 จึงเชื่อมกับระบบห้องสมุดอัจฉริยะได้

สอนลูกอ่านหนังสืออย่างไรให้ฉลาดตั้งแต่เด็ก

โพสต์11 ก.ค. 2554 02:27โดยTheeraparb Tputti   [ อัปเดต 11 ก.ค. 2554 02:57 ]


   สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วการอ่าน "การ์ตูน" ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า "มังงะ" ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ หรือแม้กระทั่งวัยผู้ใหญ่ในญี่ปุ่นได้มากทีเดียวครับ และการ์ตูนญี่ปุ่นก็ยังทำให้เกิดจินตนาการ และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ออกสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่องจนประเทศญี่ปุ่นสามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นผู้นำด้านต่างๆได้อย่างรวดเร็ว


   
หนังสือการ์ตูนคิดเป็นร้อยละ40 ของตลาดสิ่งพิมพ์ทั้งหมดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยในประเทศญี่ปุ่นนั้นถ้าสังเกตุดูเราจะพบคนญี่ปุ่นอ่านหนังสือการ์ตูนได้ในทุกที่  ไม่ว่าจะเป็นบนรถโดยสาร ร้านอาหาร ป้ายรถเมล์ ซึ่งหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายแนว เลยตอบสนองทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างโดนใจ

    นอกจากหนังสือการ์ตูนแล้ว หนังสือนิยายก็ยังเป็นที่นิยมของญี่ปุ่นมากเลยทีเดียวครับ  รวมทั้งหนังสืออื่นๆ ทุกๆแนว ไม่ว่าจะเป็น นิตสาร พอคเก็ตบุ๊คส์ ก็เพราะนิสัยรักการอ่านของคนญี่ปุ่นนั่นเองครับ  และเพราะรักการอ่านนี่เองเป็นตัวยืนยันให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว เพราะการอ่านนอกจากจะทำให้เกิดความรู้ เปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลแล้ว ยังทำให้เกิดจินตนาการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้ทันยุค ล้ำสมัยอยู่ตลอดเวลา

    เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการอ่านเป็นหนทางสำคัญในการเรียนรู้ จะทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มพูนความรู้ และนำไปสู่ความเฉลียวฉลาดในที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้แหละที่เป็นบ่อเกิดศักยภาพของคนญี่ปุ่น ที่คุณแม่คนไทยสามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้ไม่ยากครับ เพื่อให้ลูกเราเป็นเด็กอัจฉริยะ ทั้งอีคิว และไอคิว ควบคู่กันไป พร้อมทั้งมีพัฒนาการที่ดีทั้งกายและใจไม่แพ้ชาติไหนในโลก

เอเชียบุ๊คส์ (Asia Books and Bookazine)

โพสต์10 ก.ค. 2554 14:32โดยTheeraparb Tputti

Asia Book 40 Aniversaries


    Asia Books เปิดให้บริการจัดจำหน่ายหนังสือครั้งแรกในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2512

ปัจจุบันถือว่าเป็นเครือข่ายร้านหนังสือนานาชาติที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งมีความหลากหลายของหนังสือ และนิตยสารต่างชาติมากที่สุด

  
เครือข่ายร้านหนังสือภายใต้ยี่ห้อ  Asia Books and Bookazine ที่มีมากกว่า 70 สาขา นั้นมีเป้าหมายของกลุ่มลูกค้า ชาวไทยที่เรียนภาษาอังกฤษ, ภาษาต่างชาติ, ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยว

    นอกจากนั้น Asia Books ยังแป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือนานาชาติให้แก่ร้านหนังสือทั่วประเทศมากกว่า 300 ร้านค้า และยังจัดจำหน่ายให้แก่ห้องสมุด และหอสมุดของสถาบันต่างๆอีกมากกว่า 400 แห่ง  นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำในการจัดนิทรรศการหนังสือนานาชาติ ให้แก่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา และชาวต่างชาติได้ค้นหาหนังสือที่เขาต้องการ หากเขาเหล่านั้นต้องการหนังสือต่างประเทศ เขาจะนึกถึง Asia Books and Bookazine เป็นลำดับแรก

    เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองไทยหากเขาเหล่านั้นได้เยี่ยมชม Asia Books and Bookazine ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ๆ  เขาจะมั่นใจได้ว่าเขาจะไม่พลาดหนังสือยอดนิยมที่แพร่หลายอยู่ในบ้านเมืองของเขาอย่างทันท่วงทีไม่มีตกยุค! แน่นอน!!

    ด้วยบริการของพนักงานชาวไทยที่ผ่านการทดสอบทางด้านภาษามาอย่างดีไว้คอยให้คำแนะนำจะทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นรู้สึกอบอุ่น และ Asia Books and Bookazine และต้องตื่นเต้นกับร้านหนังสือภาคภาษาอังกฤษ และนานาชาติที่หลากหลายอลังการแน่นอน

ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาฯ จากการให้บริการภายในสู่การบริการประชาชน

โพสต์8 ก.ค. 2554 07:06โดยTheeraparb Tputti


   
สถาบันการศึกษาหลายๆสถาบันจะมีศูนย์ตำราเป็นของตัวเองเพื่อจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายให้แก่นักศึกษาและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย แต่จะมีไม่กี่สถาบันที่สามารถพัฒนาตนเองจนกระทั่งสามารถจัดการให้บริการแก่บุคคลทั่วไปได้ด้วยการบริหารงานองค์กรของตัวเองอย่างเป็นอิสระได้  ... ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น


    ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็น"ร้านหนังสือในดวงใจ ของ คนไทยทั้งประเทศไทย" ผู้นำความครบถ้วนหลากหลาย หนังสือภาษาไทย - ต่างประเทศ และสื่อการศึกษา ให้ข้อมูลที่เป็นกลางทั้งลูกค้า และสำนักพิมพ์ ดำเนินกิจการในรูปวิสาหกิจที่ต้องเลี้ยงตัวเอง และ ดำเนินงานคล้าย ระบบธุรกิจเอกชน ที่มิได้แสวงหากำไรสูงสุด แต่เพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดภายนอกได้ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ อยู่ในฐานะเป็นหน่วยงานบริการของมหาวิทยาลัย ที่มีนโยบาย แน่วแน่ในการสร้างคนไทยให้มีคุณภาพ มีนิสัย ใฝ่รู้ รักการอ่าน รู้จักค้นคว้าหาข้อมูล และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและบ้านเมือง

  ปัจจุบันศูนย์หนังสือจุฬาฯ มีพนักงานกว่า 300 ชีวิต จากการให้บริการต่อเนื่องมานานกว่า 35 ปี ทำให้ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เป็นศูนย์รวมความก้าวหน้าทางวิชาการ สาระ บันเทิง ทันสมัยครบวงจร แหล่งรวมที่ครบถ้วน ทั้งหนังสือภาษาไทย ภาษาต่าง ประเทศกว่า 100,000 รายการ ซีดี-รอม วีดิทัศน์ สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย วัสดุอุปกรณ์การศึกษา เครื่องใช้สำนักงาน ด้วยราคายุติธรรม และบริการสอบถาม ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ออนไลน์ ค้นหาหนังสือทุกเล่ม สะดวก รวดเร็ว ทันความต้องการ


   ความเป็นมาของศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


    วันที่ 18 มิ.ย.2518
เริ่มทดลองเปิดที่ชั้นล่างคณะเศรษฐศาสตร์เพื่อบริการ คณาจารย์,นิสิตที่อยู่ในจุฬาฯ วันที่ 26 มี.ค.2520 เปิดดำเนินการให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่อาคาร คณะเศรษฐศาสตร์ ด้วยพื้นที่ทำการ 400 ตารางเมตรโดยให้บริการหนังสือภาษาไทย และต่างประเทศ

    วันที่ 7 ต.ค.2526
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดศูนย์หนังสือจุฬาฯ สาขา ศาลาพระเกี้ยว ด้วยพื้นที่ทำการ 1,200 ตารางเมตร ให้บริการหนังสือและตำราเรียนทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ สื่อสร้างสรรค์ ซีดี-รอม วิดีทัศน์ เครื่องเขียน พร้อมด้วยแผนกบริการห้องสมุด แผนกบริการสินค้าต่างประเทศ แผนกบุคคล และธุรการ

    วันที่ 26 มี.ค.2532
อาคาร"แว่นแก้ว" ความภูมิใจของชาวศูนย์หนังสือจุฬาฯที่ได้ รับพระราชทาน พระมหากรุณาธิคุณให้อัญเชิญพระนามแฝง ในสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อาคารแห่งนี้ประกอบด้วยห้องประชุมสัมมนา ฝ่ายสารสนเทศ ฝ่ายบัญชีและการเงิน แผนกค้าส่ง แผนกศิลปกรรม

    วันที่ 26 มี.ค.2540
ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์ ได้เปิดให้บริการที่อาคาร วิทยกิตติ์ ด้วยพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ให้บริการ หนังสือ ตำราเรียน ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ สื่อการเรียนการสอน สื่อสร้างสรรค์ ซีดี - รอม ของที่ระลึก ห้องอ่านฟรีทั้งวี่ทั้งวัน มุมบ้านเด็ก อินเทอร์เน็ตสาธารณะ พร้อมด้วย   Cyber Bookshop ,Call Center แผนกบริหารสินค้า แผนกประชาสัมพันธ์

ร้านหนังสือเส้งโห...ร้านนี้มีที่มา "จากร้านประจำเมืองสู่ร้านหนังสืออินเตอร์"

โพสต์8 ก.ค. 2554 00:19โดยTheeraparb Tputti   [ อัปเดต 8 ก.ค. 2554 07:59 ]

โลโก้"เส้งโห 2468"
  ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ หลายๆคนอาจจะเห็นร้านหนังสือแปลกตากระจายอยู่ตามจุดสำคัญๆ ต่างๆ มีป้ายสัญลักษณ์สีส้มข้อความระบุ "เส้งโห 2468" หลายคนอาจจะสงสัย ร้านนี้เป็นร้านของใคร มีที่มาอย่างไร จู่ๆ เปิดสาขาพร้อมๆกันได้ครอบคลุมทุกมุมเมืองได้อย่างไร

  "ร้านหนังสือเส้งโห" (“เส้งโห” เป็นคำประสม จากภาษาจีน โดย คำว่า 'เส้ง' หมายถึง ชัยชนะ 'โห' หมายถึง ความสามัคคี) เป็นร้านหนังสือที่สืบทอดกิจการมาหลายช่วงอายุ ในการนำความเจริญทางความคิด และปัญญามาสู่ชาวภูเก็ตมาช้านาน ตั้งแต่ยุคที่ภูเก็ตยังเป็นเมืองปิด จนกลายมาเป็นเมืองเปิดที่คนทั่วโลกรู้จัก และจะคงอยู่คู่ชาวภูเก็ตสืบต่อไปจนตราบนานเท่านาน

  ร้านหนังสือเส้งโหเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2468 โดยคุณตารอด บุญเปกข์ตระกูล และน้องชาย เริ่มสั่งหนังสืออ่านเล่นพวกลำตัด 5 สตางค์ 10 สตางค์มาลองจำหน่าย และอ่านเอง เมื่อมีกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความต้องการที่หลากหลายขึ้น ท่านจึงสั่งหนังสือตามคำร้องขอ และความต้องการของลูกค้ามาให้บริการ แม้ว่าระบบการจัดส่งในยุคนั้นจะลำบากยุ่งยาก เพราะต้องขนส่งทางรถไฟไปที่สถานีกันตัง และลงเรือไฟต่อมาอีก 1 คืน จึงจะถึงเมืองภูเก็ต ช่วงไหนมีมรสุมก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปประมาณ 2-3 วัน นอกจากนั้นท่านยังเป็นเอเย่นต์ด้วยการรับหนังสือจากเรือ แล้วก็จัดส่งหนังสือให้ร้านหนังสือในต่างจังหวัดอีกด้วย มีจังหวัดพังงา ตะกั่วป่า กระบี่ และระนอง ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหะ ดำเนินการค้าขายด้วยความขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อผู้ซื้อและสำนักพิมพ์ โดยยึดแนวการทำงานอย่างมั่นคงว่า "ทำการค้าต้องซื่อตรง การเงินต้องเชื่อถือได้" ส่งผลให้กิจการเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นร้านหนังสือประจำของชาวภูเก็ต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2529 ร้านหนังสือเส้งโหได้เปิดเป็นศูนย์หนังสือ “เส้งโห'29" อย่างสมบูรณ์แบบ

อาคารสำนักงานใหญ่เส้งโหที่ภูเก็ต

   
  ต่อมาคุณปรีชา และคุณศรีวรรณ อ่องเจริญ ลูกสาวและลูกเขย ที่เป็นผู้รับช่วงต่อ ร่วมกับพี่ๆ น้องๆ เปิดศูนย์หนังสือขึ้นมา เป็นตึกแถว 2 คูหา พื้นที่กว่า 200 ตารางเมตร สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นแก่วงการร้านหนังสือของเมืองภูเก็ตยุคนั้นเป็นอย่างมาก  เพื่อสนองเจตนารมณ์ของ"คุณพ่อรอด" ที่ต้องการให้เมืองภูเก็ตมีร้านหนังสือขนาดใหญ่สมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับร้านหนังสือในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ จนกลายเป็นตำนาน สำหรับคนรักหนังสือแห่งเมืองภูเก็ต นอกจากนั้นได้สร้างตำนานคู่แฝดเส้งโห ให้เป็นที่รู้จักของคนภูเก็ตคือ "คุณขวัญใจ" และ"คุณไพจิตร" เพื่อเป็นทายาทรุ่นต่อมา

"บุ๊คคาเฟ่" หนังสือบวกกาแฟ ไปด้วยกันได้

โพสต์5 ก.ค. 2554 01:42โดยTheeraparb Tputti   [ อัปเดต 5 ก.ค. 2554 02:50 ]

ใครอยากเปิดร้านหนังสือ+กาแฟ เชิญอ่าน


จาก ช่องทางสร้างอาชีพ
นิตยสาร เส้นทางเศรษฐี
วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

  คุณวรวิทย์ พูดให้ฟังถึงระบบการขายหนังสือว่า ปกติทุกสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จะมีบริษัทจัดจำหน่ายหนังสือ อาจจะเป็นบริษัทในเครือของสำนักพิมพ์นั้นเอง หรืออาจจะไปจ้างให้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง จัดจำหน่ายก็ได้ ดังนั้น การที่เขาจะขายทั้งหนังสือที่เป็นพ็อคเก็ตบุ๊กและนิตยสาร เขาจะไปติดต่อกับบริษัทจัดจำหน่าย




   ยุคสมัยเปลี่ยนไป ธุรกิจย่อมต้องปรับตัว เช่นเดียวกับร้านหนังสือที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ขายหนังสือเท่านั้น หากยังพยายามเน้นสร้างบรรยากาศให้น่ารื่นรมย์กับการอ่านหนังสือมากขึ้น แถมพ่วงด้วยร้านกาแฟหอมกรุ่น ที่นับว่าไปด้วยกันได้ดีทีเดียว

   ที่ซอยเสนานิคม 1 พหลโยธิน ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ตรงไปจากแยกวังหินราว 700 เมตร ทางซ้ายมือ พบร้านหนังสือไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่จัดรูปแบบได้สะดุดตา หากตัดบรรยากาศโดยรอบออกไป ร้านหนังสือร้านนี้ ไปตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้สบายๆ

   ตัวร้านขนาดตึกแถว 1 คูหา ตกแต่งภายในอย่างเรียบง่าย แต่เก๋ไก๋เป็นที่สุด มีชั้นหนังสือวางไว้ด้านหนึ่งของร้าน แถมเชื่อมชั้นล่าง กับชั้นลอยด้วยบันไดเล็กๆ และเสริมด้วยโคมไฟ ทำให้ร้านดูมีมิติมากขึ้น ส่วนอีกด้านหนึ่งของร้านเป็นมุมกาแฟ พร้อมที่นั่งจิบกาแฟ ด้วยโต๊ะ เก้าอี้ ที่ไม่เหมือนใคร ส่วนด้านหน้าของร้าน มีชั้นวางนิตยสารและหนังสือพิมพ์ รวมทั้งโต๊ะ เก้าอี้ อีก 2 ชุด เพื่อให้ลูกค้าได้ออกมานั่งทัศนาภายนอกร้านได้อย่างสบายใจ

ยืนตรงหน้าร้าน แหงนหน้าขึ้นไป พบกับป้ายชื่อร้านที่เขียนว่า Bookcafe ที่บ่งบอกได้ถึงสไตล์ของร้านว่า ร้านนี้ขายทั้งหนังสือและกาแฟ

เข้าไปในร้านอีกครั้ง ถามหาเจ้าของร้าน เมื่อพบกันแล้ว จึงไม่ค่อยแปลกใจที่รูปแบบของร้านออกมาทันสมัยขนาดนั้น เพราะเจ้าของร้านเอง ก็เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่มีความคิดออกจะแตกต่าง

   คุณวรวิทย์ ไชยทิพย์ วัย 32 ปี เจ้าของร้านหนังสือแห่งนี้ เล่าให้ฟังว่า เปิดร้านหนังสือมาได้ประมาณปีเศษ โดยก่อนหน้านี้ ก็เคยมีประสบการณ์ในเรื่องร้านหนังสือมาบ้างเช่นกัน

"เคยขายเล่นๆ ใต้ถุนตึกคอนโดฯ แห่งหนึ่ง ด้วยความที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตอนนั้นทำงานประจำไปด้วย จึงได้ประสบการณ์กับร้านขายหนังสือมา" คุณวรวิทย์ ว่าอย่างนั้น

ราวปี 2542 คุณวรวิทย์ ทำงานประจำที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตำแหน่งเกี่ยวกับการผลิตหนังสือ นับว่าเป็นงานที่มั่นคงมากงานหนึ่ง แต่เขายังพยายามที่จะหาธุรกิจเป็นของตัวเองให้ได้ เขาว่า "เราก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า เป็นลูกจ้างไม่มีทางรวย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะรวยอะไรมาก แค่จะทำในสิ่งที่ชอบ คือผมชอบอ่านหนังสือ ชอบงานที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเป็นทุนเดิม และที่สำคัญที่บ้านผมเคยทำร้านขายของชำมาก่อน ซึ่งเราได้บทเรียนว่า การทำร้านขายของชำต้องใช้เงินสดไปลงเป็น เงินทุน ในขณะที่ร้านหนังสือไม่ต้องใช้เงินสด เพราะมีระบบฝากขาย เราไม่ต้องลงเงินทุนกับสินค้า แต่ถ้าขายได้เท่าไหร่ก็หักกันไป"

จะว่าไปแล้ว ร้านหนังสือ เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีคนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันกันมาก แต่ก็นับว่าเป็นธุรกิจปราบเซียนทีเดียว เพราะหากทำเลไม่ดีจริงๆ ถึงกับปิดตัวกันง่ายๆ หรือแม้ว่าทำเลดีแล้ว แต่กลุ่มคนอ่านกับสินค้าที่วางขายไม่สัมพันธ์กัน ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน

"คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ" หลายคนพูดกันมากทีเดียวกับประโยคนี้ พร้อมกับยกสถิติต่างๆ ขึ้นมาเปรียบเทียบกับประเทศโน้นประเทศนี้ สรุปก็คือ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจร้านหนังสือมักจะยกขึ้นมา แต่สำหรับคุณวรวิทย์ แล้ว เขาว่า เขาได้ยินทฤษฎีใหม่ อันเป็นของเจ้าของร้านหนังสือชั้นนำของประเทศที่ว่าไว้ว่า จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่จะทำอย่างไรให้หนังสือไปอยู่ใกล้ชิดกับคนอ่านต่างหาก

"ถ้าทฤษฎีนี้ถูกจริง ผมก็ว่า ผมมาถูกทาง เพราะร้านของผมเป็นร้านสแตนด์อะโลน ที่ไม่อยู่ในห้าง พร้อมให้บริการกับคนในชุมชน" คุณวรวิทย์ ว่าอย่างนั้น

คุณวรวิทย์ พูดให้ฟังถึงระบบการขายหนังสือว่า ปกติทุกสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จะมีบริษัทจัดจำหน่ายหนังสือ อาจจะเป็นบริษัทในเครือของสำนักพิมพ์นั้นเอง หรืออาจจะไปจ้างให้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง จัดจำหน่ายก็ได้ ดังนั้น การที่เขาจะขายทั้งหนังสือที่เป็นพ็อคเก็ตบุ๊กและนิตยสาร เขาจะไปติดต่อกับบริษัทจัดจำหน่าย อาทิ นานมี อัมรินทร์ เคล็ดไทย ประพันธ์สาร สารคดี ดวงกมล งานดี เพ็ญบุญ

การจ่ายเงิน ใช้ระบบเครดิต หรือการฝากขาย โดยจะได้ส่วนลดจากหน้าปกมาประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ และเครดิต ประมาณ 3 เดือน เมื่อพ้น 3 เดือนแล้ว ทางบริษัทผู้จัดจำหน่ายจะมาเก็บหนังสือกลับไป พร้อมกับมีหนังสือใหม่เข้ามา โดยขายได้เท่าไหร่ ก็จ่ายเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ ในบริษัทผู้จัดจำหน่าย จะต้องเรียกเงินมัดจำไว้ อาจจะเป็น 20,000-30,000 บาท ดังนั้น ผู้ประกอบการเอง อาจจะต้องมีเงินทุนสำหรับเงินมัดจำนี้ และนี่เอง ที่เป็นเหตุผลว่า ร้านหนังสือร้านเล็กๆ ที่มียอดขายไม่มาก แต่ต้องการขายหนังสือของหลายๆ สำนักพิมพ์ หรือจากหลายๆ บริษัทผู้จัดจำหน่าย จึงต้องจ่ายเงินมัดจำเป็นจำนวนไม่น้อยเลย

"ตอนนี้ ผมเองก็พยายามทำในหลายๆ แนวทาง อย่างร้านที่ขายนิตยสารจะไม่มีพ็อคเก็ตบุ๊ก ดังนั้นผมกำลังจะทำตัวเป็นสายส่งด้วยคือ เอาหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กไปวางขายที่ร้านขายนิตยสารเหล่านี้ หรือนำหนังสือประเภทสัตว์เลี้ยงไปฝากขายไว้ที่ร้านสัตวแพทย์ ซึ่งที่ผ่านมาก็พอขายได้" คุณวรวิทย์ เล่าให้ฟัง และต่ออีกว่า

"เรื่องการลดราคาหนังสือ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เพราะดูจากราคาส่วนต่างที่ร้านได้รับ (กำไร) ไม่มากเลย แต่ในขณะที่การแข่งขันสูง ก็เลี่ยงการลดราคาได้ยาก อย่างที่ร้านผม อยู่ในย่านที่ร้านขายหนังสือลดราคากันหมดเลย แต่ผมก็ไม่ลดราคานะ ผมจะใช้วิธีแถมเป็นของเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า ที่ผมไม่ลดราคาเพราะว่า สมมติว่า เราลดราคาไป 10 เปอร์เซ็นต์ การที่เราจะทำเม็ดเงินให้ได้เท่ากับที่เราไม่ลดราคา นั่นคือ เราต้องทำยอดขายเพิ่มขึ้นอีก"

เรื่องส่วนลดราคาหนังสือนี้ คุณวรวิทย์ ว่า ในวงการธุรกิจขายหนังสือได้คุยกันว่า ไม่ควรลดราคาเพราะอย่างในต่างประเทศ ถ้าหนังสือออกมาใหม่ ไม่ถึง 6 เดือน จะห้ามลดราคาเลย นอกจากนี้ การลดราคาในร้านใหญ่ อาจจะทำได้ แต่ถ้าเป็นร้านเล็กๆ ซึ่งได้กำไรน้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ได้น้อย แต่ถ้าไม่ลด กลายเป็นว่า ร้านเล็กๆ เป็นผู้ร้ายในสายตาของลูกค้า

อย่างที่กล่าวที่ร้านของคุณวรวิทย์ นอกจากจะมีพ็อคเก็ตบุ๊กอย่างหลากหลายแล้ว ยังมีหนังสือพิมพ์ และนิตยสารวางขายอยู่หน้าร้านด้วย ซึ่งเขาบอกว่า มีไว้ดักลูกค้า เมื่อลูกค้าแวะซื้อก็จะชวนให้ลูกค้าเข้ามาดูหนังสือในร้านด้วย และสำหรับพ็อคเก็ตบุ๊กและหนังสือทั่วไป ที่ร้านบุ๊คคาเฟ่ แห่งนี้ ยังมีหนังสือประเภทที่หาไม่ได้ทั่วไป หากต้องการบางครั้งต้องเข้าไปหาซื้อในเมือง อย่างสีลม สยาม หรือสุขุมวิท เช่น หนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือท่องเที่ยว หรือหนังสือทางด้านศิลปวัฒนธรรม

คุณวรวิทย์ พูดถึงร้านหนังสือเช่าว่า ร้านหนังสือเช่าที่เกิดในเมืองไทยส่วนใหญ่ เป็นร้านเช่าหนังสือการ์ตูน หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ที่ว่าร้านหนังสือเช่า ก็คือ ร้านหนังสือการ์ตูนให้เช่านั่นเอง

"ผมเคยทำร้านหนังสือให้เช่า แต่เป็นร้านหนังสือเช่าจริงๆ คือไม่มีหนังสือการ์ตูน และผมก็ได้เรียนรู้ว่า ร้านหนังสือเช่าถ้าจะให้อยู่ได้ ต้องเป็นหนังสือการ์ตูน"

ถึงกระนั้น คุณวรวิทย์ ยังต้องการจะทำหนังสือเช่าอีกครั้ง แต่คราวนี้มาแปลก ลองฟังไอเดียของเขาดู

"ผมคิดโครงการแปลงหนังสือเป็นทุน หรือธนาคารหนังสือ คือจะให้ลูกค้า และคนทั่วไปได้ร่วมสนุกด้วย คือใครที่มีหนังสือที่ไม่หวงแล้ว และต้องการแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่าน พร้อมกับมีรายได้ ให้นำหนังสือมาไว้ที่ร้านของผม ผมจะเปิดให้เช่า โดยผู้ที่มาเช่าจะต้องจ่ายค่ามัดจำราคาเท่าหนังสือ ณ สภาพนั้นๆ และคิดค่าเช่าประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของราคาหน้าปกต่อวัน ค่าเช่าที่ได้ก็แบ่งกับทางร้านคนละครึ่ง ซึ่งวิธีการอย่างนี้ จะทำให้บรรยากาศการอ่านหนังสือสนุกขึ้น ที่ผ่านมา ผมเริ่มทำมาได้สัก 1-2 เดือนแล้ว มีลูกค้านำหนังสือประเภทฮาวทูมาวาง ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีคนสนใจ ก็ปรากฏว่ามีคนมาเช่าไปเยอะเหมือนกัน"

ที่ร้านของคุณวรวิทย์ อย่างที่บอก ว่าแต่งร้านได้สวยงามน่าสนใจ จนกระทั่งมีลูกค้าที่เป็นสถาปนิกหรือนักออกแบบตกแต่งภายในมาเยี่ยมชมบ่อยๆ การที่เป็นร้านที่น่าสนใจนี้เอง ที่ชั้นสองและชั้นสามของร้าน เขาจึงแบ่งให้ผู้ที่สนใจมาทำธุรกิจเช่า ธุรกิจที่ว่าได้แก่ โรงเรียนสอนร้องเพลง สถาบันสอนโยคะ สอนภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ เจ้าของร้านยังพยายามจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนพบผู้อ่าน ที่เขาจะเชิญนักเขียนผู้ที่เป็นที่ชื่นชอบของหนอนหนังสือมาพบปะพูดคุยกันที่ ร้าน หรืออย่างที่เขาจัดไปเมื่อเร็วๆ นี้คือ "ปาร์ตี้ลุงป้า" โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เกษียณอายุ ได้เข้ามาทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และเป็นการใช้เวลาว่างของลุงป้าให้เพลิด เพลิน

"ด้วยการออกแบบของร้านในลักษณะนี้ อีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่เรากำลังจะทำคือ กลุ่มนักศึกษา เพราะที่ผ่านมาก็มีนักศึกษามานั่งอ่านหนังสือกันที่นี่ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เป็นพลังเงียบ เพราะกลางวันบางวันก็ไม่มีวิชาเรียน ผมกำลังมองว่าจะให้กลุ่มนี้มาร่วมกิจกรรมกับทางร้านได้อย่างไร"

เหล่านี้เป็นกลยุทธ์ที่เขาพยายามสร้างบรรยากาศของร้านหนังสือธรรมดา ให้ดูคึกคัก และเป็นร้านหนังสือที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร

ที่ฝาผนังของร้านยังมีฝาเขียนสีน้ำมัน ฝีมือศิลปินกลุ่มต่างๆ ซึ่งเจ้าของร้านว่า "ตั้งใจจะให้เป็นที่แสดงงานศิลปะหมุนเวียน เหมือนในต่างประเทศที่เขาจะให้โอกาสศิลปินหน้าใหม่ ได้แสดงผลงาน ที่ผ่านมาก็นำมาแสดง 2-3 รายแล้ว"

ภาพเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะแสดงอย่างเดียว แต่ยังขายด้วย ใครที่สนใจ แวะเวียนไปดูได้

    พูดถึงเงินลงทุน คุณวรวิทย์ เผยว่า ร้านนี้เขาลงทุนไปราวๆ 300,000 บาท ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนร้านหนังสือ และส่วนกาแฟ มุมกาแฟนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท ที่เหลือเป็นส่วนของหนังสือ ส่วนทำเลที่ตั้งของร้าน อยู่ในย่านธุรกิจพอสมควร ติดกับธนาคาร และยังเป็นธนาคารที่เปิดทำการทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ จึงทำให้ร้านดูคึกคักตลอดทั้งสัปดาห์

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของอาชีพคนรุ่นใหม่ ที่พยายามสานฝันให้เป็นจริง ด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง เป็นนายของตัวเอง แม้วันนี้ยังไม่มีตัวเลขมาแสดงให้เห็นว่าเขาประสบความสำเร็จเสียทีเดียว แต่นับเป็นการเริ่มต้น การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่ดีสำหรับหนุ่มวัย 30 ต้นๆ เช่นนี้

สั่งซื้อหนังสือจาก Amazon.com

เปิดร้านหนังสืออย่างไรไม่ให้เจ๊ง!

โพสต์5 ก.ค. 2554 00:56โดยTheeraparb Tputti   [ อัปเดต 5 ก.ค. 2554 02:50 ]

(กลเม็ดไม่ลับของ สุขชัย สกุลสุทธวงศ์ แห่งดวงกมล)
 

ก่อนที่จะลงมือทำธุรกิจมีหลายคนตั้งความฝันขึ้นมาก่อน ฝันอยากจะทำโน่น ทำนี่ แล้วค่อยหาแนวทางสร้างฝันให้เป็นความจริงขึ้นมา สิ่งที่จะช่วยให้บรรลุความต้องการได้ก็คือต้องลงมือกระทำ พิสูจน์ไปเลยว่ามันมีปัญหา อุปสรรคอย่างไร ควรจะแก้ไขด้วยวิธีไหน ถ้าไม่ทราบก็ต้องขวนขวาย ดิ้นรนสอบถามจากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า เพื่อขอคำชี้แนะมาเป็นแนวทางการดำเนินกิจการ ถ้าคิดจะทำธุรกิจยังไงก็หนีปัญหาไม่พ้น


เปิดร้านหนังสือ

ธุรกิจที่ท้าทาย


ร้านหนังสือเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีคนฝันอยากจะทำกันมาก แม้กระทั่งผู้เขียนยังเคยคิด แต่การที่จะลงทุนทำธุรกิจสักอย่าง ต้องมีความพร้อมหลาย ๆ อย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูล เงินลงทุน สถานที่ ฯลฯ ถ้าในหัวมีแค่ความอยากเพียงอย่างเดียวขอแนะนำว่าอย่าเสี่ยงดีกว่า อาจจะได้ไม่เท่าเสีย ไม่ใช่ว่าการเปิดร้านหนังสือจะเป็นธุรกิจที่แสนยากจนไม่สามารถทำได้ บนความยากมันก็มีความง่ายไม่เช่นนั้นคงไม่มีคนประสบความสำเร็จให้เห็นกันหรอก

กลุ่มบริษัทในเครือดวงกมล เชียงใหม่ ซึ่งบริหารโดย คุณสุขชัย สกุลสุทธวงศ์ ได้ดำเนินธุรกิจเปิดร้านหนังสือมายาวนานกว่า 20 ปี เริ่มจากเงินลงทุนเพียงแค่ 500,000 บาท ใช้วิธีซื้อมาขายไป จนประสบความสำเร็จสามารถขยายกิจการถึง 3 สาขา เป็นร้านหนังสือที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากสำนักพิมพ์เกือบทั้งหมดในประเทศไทย ให้นำหนังสือมาขายก่อนแล้วค่อยชำระเงินภายหลัง มีมูลค่ารวมแล้วหลายสิบล้านบาท การทำธุรกิจสมัยนี้อยู่ ๆ จะนำสินค้ามาขายก่อนแล้วจ่ายเงินทีหลังไม่ค่อยมีใครทำกัน ถ้าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจริง ๆ แต่คุณสุขชัยได้พิสูจน์ให้ผู้ร่วมค้าที่ทำธุรกิจด้วยกันเห็นแล้วว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์ ทำธุรกิจบนความถูกต้อง ไม่นำเงินที่ขายหนังสือได้ไปใช้จ่ายนอกระบบ ถึงกำหนดจ่ายครบทำให้กิจการราบรื่น

ทั้งหมดนี้เป็นกลเม็ดเคล็ดไม่ลับของการทำธุรกิจที่คุณสุขชัย พร้อมที่จะเล่ารายละเอียดให้ทราบเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนที่สนใจธุรกิจนี้ เชื่อว่าจากประสบการณ์นานนับสิบ ๆ ปี คงจะมีอะไรดี ๆ ที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

ก่อนที่คุณสุขชัยจะตัดสินใจเดินเข้าสู่วงการธุรกิจหนังสือ เคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษมาก่อน ได้คลุกคลีกับเด็ก ๆ ทำหน้าที่พ่อพิมพ์ถ่ายทอดความรู้อย่างดี ช่วงนั้นทำให้เขาเข้าใจว่าการที่เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ การปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านหนังสือมีส่วนช่วยได้เหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกที่ฝังใจเขามาตลอด จนกระทั่งลาออกจากงานไปดูแลการตลาดให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ทำได้ไม่นานมีญาติผู้ใหญ่ (คุณสุข สูงสว่าง) เจ้าของร้านหนังสือดวงกมล มาชักชวนให้เปิดร้านขายหนังสือ เขาจึงอยากลองทำดู



ลงทุนแบบ SMEs ..สามารถเติบโตได้

ตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมาคุณสุขชัยได้ลงทุนเปิดร้านหนังสือดวงกมล เชียงใหม่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยซื้อสต๊อกจากร้านเดิมที่ทำอยู่ก่อนแล้ว 500,000 บาท เป็นตึกแถวเล็ก ๆ จากนั้นก็ช่วยกันขายกับภรรยา 2 คน พยายามขายระบายหนังสือเก่าออกให้หมด เงินที่ขายได้จะนำไปเป็นทุนหมุนเวียนซื้อหนังสือใหม่เข้ามาเสริม มีหนังสือทุกประเภทยกเว้นหนังสือที่ส่อไปในทางเสื่อมเสีย เช่น หนังสือโป๊หรือหนังสือที่มีเนื้อหาไม่สร้างสรรค์ทำลายวัฒนธรรมจะไม่นำมาขายภายในร้านเด็ดขาด เป็นจรรยาบรรณของคนทำธุรกิจขายหนังสือที่ไม่อยากให้หนังสือเหล่านี้มามอมเมาเยาวชนและผู้อ่านทั่วไป

เพื่อทำให้ลูกค้าที่มาเลือกซื้อไม่เกิดความรู้สึกจำเจ ซ้ำซาก หน้าที่ของเจ้าของร้านที่ดีต้องพยายามสรรหาหนังสือดี น่าอ่าน เพื่อจูงใจลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ เขายอมรับว่าการเปิดร้านหนังสือดูเหมือนง่ายแต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ถ้าจะค้าขายแบบร้านทั่วไปอาจจะไปไม่รอดแน่ เพราะหนังสือกำไรน้อย แถมยังมีร้านคู่แข่งด้วย ต้องพยายามวางระบบใหม่เพื่อจูงใจลูกค้าให้แวะเข้ามา ไม่ซื้อไม่หาไม่เป็นไร เข้ามาก่อนเลือกอ่านให้หนำใจก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน ยิ่งมาเจอบริการแบบเป็นกันเอง อย่างน้อยก่อนกลับออกไปต้องช่วยอุดหนุนซื้อติดไม้ติดมือกลับไปบ้าน ซึ่งเป็นการซื้อด้วยความสมัครใจ

"ในช่วงแรกเจอปัญหาร้านคู่แข่ง ผมเป็นทางเลือกที่ 3 เพราะมีร้านใหญ่อีก 2 แห่ง ที่ลูกค้าจะต้องเลือกไปใช้บริการก่อน ถ้าหาซื้อไม่ได้ถึงจะยอมมาหาหนังสือที่ร้านดวงกมล เชียงใหม่ ผมใช้วิธีสร้างความเป็นกันเองกับลูกค้า ใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาจะต้องสอบถามว่าเขาต้องการหนังสืออะไร ทำไมถึงอยากได้ ถ้าในร้านไม่มีจะต้องรีบสอบถามไปยังสำนักพิมพ์เพื่อจัดหามาให้ ไปที่ร้านอื่นไม่มีแต่ถ้ามาที่นี่ต้องได้แน่นอน เจ้าของร้านต้องทำการบ้านด้วย ไม่ใช่ว่าหนังสือในร้านมีอะไรอยู่บ้างยังไม่รู้เลยแล้วจะให้คำแนะนำลูกค้าได้อย่างไร ปกติผมเป็นคนรักการอ่านหนังสืออยู่แล้ว พอมาทำธุรกิจเกี่ยวกับหนังสือจึงไม่ค่อยซีเรียส ทำอย่างมีความสุข" คุณสุขชัยบอกถึงวิธีสร้างลูกค้า และเอาชนะร้านคู่แข่ง

นโยบายของร้านดวงกมล เชียงใหม่ ถูกกำหนดไว้ว่าใครก็ตามที่เข้ามาในร้านจะต้องซื้อหนังสือกลับไป จากเดิมที่ขายกันแค่ 2 คน กับภรรยา กิจการผ่านไปได้แค่ปีเดียวต้องขยับขยายเป็น 3 คูหา ร้านใหญ่ถ้าบริการไม่ดีก็ไปไม่รอด เขาพยายามตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างดีที่สุด อยากได้หนังสืออะไรให้บอกถ้าไม่มีจะรีบจัดหาให้ ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ แนะนำกันแบบปากต่อปากว่ามาซื้อหนังสือที่นี่ไม่ผิดหวัง เจ้าของร้านบริการด้วยตัวเอง พนักงานทุกคนพูดจาสุภาพให้เกียรติลูกค้า สิ่งเหล่านี้เป็นความตั้งใจที่คุณสุขชัยตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นจุดขายของร้าน



ค้าขายแบบวางแผน ..ถึงเวลาต้องขยายสาขา

ถึงจะเป็นร้านเล็กแต่เขาใช้เวลาไม่นานสามารถสร้างการยอมรับให้กับกลุ่มคนที่รักการอ่านหนังสือได้ จนต้องย้ายทำเลมาเปิดใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมมีพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ในขณะเดียวกันสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่เคยติดต่อนำหนังสือมาขาย เขาก็พยายามสร้างความไว้วางใจ ซื่อสัตย์ ไม่คิดที่จะคดโกง สร้างการยอมรับ ด้วยเหตุนี้ทำให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ เชื่อใจยอมที่จะนำหนังสือมาให้ขายก่อนแล้วค่อยเคลียร์เงินภายหลัง

"การทำธุรกิจทุกประเภท ผมคิดว่าความซื่อสัตย์มีความสำคัญมาก แม้แต่แม่ค้าขายขนมยังต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้าในเรื่องของรสชาติ และราคา ผมขายหนังสือไม่มีสำนักพิมพ์เอง ถ้าผมไม่รักษาความสัมพันธ์กับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่มีบุญคุณส่งหนังสือมาให้ขาย แล้วผมจะขายอะไรล่ะ ตอนแรกผมมีหนังสือขายไม่กี่ปก แต่พอสร้างเครดิตให้กับเจ้าของสำนักพิมพ์ ทุกคนก็พร้อมที่จะสนับสนุนจนเดี๋ยวนี้มีมากถึง 30,000 ปก เขารู้ว่าผมทำด้วยใจรัก เขาก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ" เจ้าของกิจการพูดสะท้อนย้อนทำให้คิดว่า ถ้าคนที่ทำธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ หากทำด้วยใจรัก ถึงแม้จะติดขัดในเรื่องเงินลงทุนที่จะใช้ขยายกิจการ แต่ก็สามารถแก้ปัญหาได้เพราะพิสูจน์ตัวเองให้คนที่มีศักยภาพให้ความช่วยเหลือได้เห็นความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนก็พร้อมที่จะให้โอกาส ให้ความช่วยเหลือ

การเปิดร้านขายหนังสือทำเลมีส่วนสำคัญมากเหมือนกัน ร้านหนังสือของคุณสุขชัยเลือกเปิดที่เชียงใหม่ เพราะมองการณ์ไกล ที่นี่เป็นเมืองใหญ่มีสถานศึกษาหลายแห่ง แน่นอนกลุ่มนักศึกษาต้องเป็นลูกค้าหลัก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติมาเยือนในแต่ละปีจำนวนมาก ถ้ามีการบริหารร้านให้ดีลูกค้าเหล่านี้จะต้องมาซื้อหนังสือ

คุณสุขชัย ให้ข้อมูลที่สำคัญอีกอย่าง จุดนี้มองข้ามไม่ได้เลย การรับสินค้ามาค้าขายในเรื่องการบริหารสต๊อกมีความจำเป็นอย่างมาก การทำธุรกิจสมัยนี้จะต้องควบคุมสินค้าคงคลังให้ดี ถ้าทำได้สมบูรณ์เท่ากับเป็นการลดค่าใช้จ่าย 30-35 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการขายหนังสือเทคนิคการบริหารสต๊อกต้องเริ่มจากการสำรวจดูรายชื่อของหนังสือที่สั่งเข้ามาขาย มีปกไหนขายได้ ปกไหนขายไม่ได้ ถ้าขายได้มันเป็นช่วงไหน เจ้าของร้านจำเป็นต้องรู้ว่าหนังสือเล่มนี้จะสั่งเข้ามาเมื่อไหร่ อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าเพิ่มขึ้นต้องรีบสั่งเข้ามาอย่าให้ขาดช่วง แสดงว่ากระแสความต้องการของลูกค้ามีมาก แต่ถ้าหนังสือปกไหนยอดขายไม่กระเตื้องเลยต้องรีบเช็กว่าจะเปลี่ยนสินค้าได้ช่วงไหน ต้องรีบเปลี่ยนทันที เพื่อนำหนังสือที่ขายดีมาขายแทน ไม่อย่างนั้นสินค้าที่ค้างสต๊อกจะทำให้เงินจม แทนที่จะนำเงินมาหมุนเวียนภายในร้านให้เกิดกำไรเพิ่มขึ้น ฉะนั้น เจ้าของร้านจะต้องเช็กสต๊อกหนังสือทุกวัน ถ้าสามารถทำแบบนี้ได้ก็สามารถที่จะเปิดกิจการได้

การเปิดร้านขายหนังสือ ถ้ามีการวางแผนการจัดการและบริหารสต๊อกที่ดี ถึงเศรษฐกิจจะไม่ดีก็สามารถขยายกิจการได้ ในช่วงปี 2539 เป็นช่วงค่าเงินบาทลอยตัว ประเทศไทยเกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ มีปัญหาตามมามากมาย คนตกงานเป็นจำนวนมาก บริษัท ห้างร้านหลายแห่งต้องปิดตัวขาดทุนไม่เป็นท่า ใครจะรู้ว่าธุรกิจร้านขายหนังสือของคุณสุขชัยกลับสวนกระแส มีหนังสือบางประเภทขายดิบขายดี สั่งมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย สร้างยอดขายให้ทางร้านมหาศาล หนังสือที่กล่าวถึงก็คือ หนังสือธรรมะ คนเมื่อเกิดความรู้สึกขาดที่พึ่งทางใจ ชีวิตเหมือนอยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นลม จำเป็นต้องหาที่ยึดเหนี่ยว การอ่านหนังสือธรรมะจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับคนที่มีปัญหาเหล่านั้น

หลังจากที่หนังสือธรรมะขายดี อีก 2 ปี ให้หลังคนที่ประสบปัญหาเริ่มทำใจได้แล้ว จึงหันมาอ่านหนังสือคลายเครียดกันมากขึ้น พอปี 2542 คนเริ่มคิดที่จะทำธุรกิจกันมากขึ้น หนังสือเกี่ยวกับความรู้การบริหาร การลงทุน จะได้รับความสนใจจากคนอ่านมาก เพราะฉะนั้นตลาดหนังสือยังมีช่องว่างอีกมากมาย เพียงแต่ว่าคนที่คิดจะลงทุนเปิดร้านจะต้องหูตากว้างไกล จับกระแสของประเภทหนังสือที่ขายดีในช่วงนั้น ๆ ให้ได้

ธุรกิจร้านหนังสือของดวงกมล เชียงใหม่ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ปี 2541 เขาไปเปิดสาขาที่ 2 ที่จังหวัดลำปาง มีขนาดพื้นที่ 2,900 ตารางเมตร เป็นร้านหนังสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เขากล้าลงทุนเพราะมองว่าศักยภาพของที่นี่ยังเติบโตได้อีกมากมาย มีสถานศึกษาและมีลูกค้าในจังหวัดใกล้เคียง อาทิ ลำปาง แพร่ น่าน โดยเมื่อก่อนต้องเดินทางไปซื้อหนังสือที่เชียงใหม่ แต่ตอนนี้มาเลือกซื้อที่ลำปางได้ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง


หนังสือ...กับกาแฟ(ประวัติของร้านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับกาแฟ)

โพสต์5 ก.ค. 2554 00:41โดยTheeraparb Tputti   [ อัปเดต 8 ก.ค. 2554 01:18 ]




     การจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ เป็นพฤติกรรม ที่มนุษย์ทั่วโลก ปฏิบัติมาเป็นเวลานานช้า เมื่อ 50-60 ปีก่อน ร้านกาแฟ หรือร้านโกปี้ของอาโก อาเฮีย ทั่วประเทศจะต้องมีหนังสือพิมพ์ วางประจำร้าน อย่างน้อย 1 หรือ 2 ฉบับเสมอๆ หลังจากจิบกาแฟแล้ว อ่านหนังสือพิมพ์


    จบแล้ว...ลูกค้าในร้านกาแฟมักจะนั่งคุยกันต่อ และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวที่พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ ประจำวันนั่นแหละ จึงเป็นที่มาของ “สภากาแฟ” หรือการพูด การคุย การอภิปราย เรื่องการเมืองในร้านกาแฟในยุคโน้น ที่ต่างประเทศนั้นระบบการพูดคุยเป็นกลุ่ม หรือเป็นหมู่ทั้งร้านอาจไม่มีเหมือนในบ้านเรา... แต่ก็มีการคุยในโต๊ะระหว่างกลุ่มเดียวกัน และมีการอ่านหนังสือพิมพ์คนเดียวเงียบๆ

    ร้านกาแฟเมืองนอกจึงมักมีหนังสือพิมพ์ วางขายด้วย ส่วนร้านอาหารเช้าในโรงแรม ซึ่งเสิร์ฟกาแฟด้วยนั้น ก็นิยมที่จะเอาหนังสือพิมพ์เช้ามาแจกฟรีเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า เป็นอันสรุปได้ว่า การจิบกาแฟกับการอ่านหนังสือพิมพ์ หรือการอ่านอื่นๆ เป็นพฤติกรรมสากลของมนุษย์ทั่วโลก

 ทุกวันนี้แม้ร้านกาแฟทันสมัยทั่วโลกโดยเฉพาะร้านดังๆอย่าง สตาร์บัคส์ ก็ยังเน้นการอ่านควบคู่การจิบ โดยจะเตรียมหนังสือพิมพ์ และนิตยสารไว้ให้ลูกค้าอ่านเป็นจำนวนมาก ที่ญี่ปุ่นไม่ต้องพูดถึงละ ที่นั่นเขาเป็นชาตินักอ่านตัวฉกาจอยู่แล้ว จึงมีหนังสือวางไว้ทุกแห่ง ตั้งแต่ร้านอาหารไปจนถึงร้านกาแฟ

ไม่เพียงแต่ร้านกาแฟเท่านั้น ที่จับจุดได้ว่ามนุษย์เราชอบอ่านหนังสือระหว่างจิบกาแฟ จนต้องเอาหนังสือมาวางให้อ่าน บรรดาร้านหนังสือก็จับจุดนี้ได้เช่นกัน จึงมักจะเปิดเคาน์เตอร์เล็กๆขายกาแฟในร้านหนังสือ เพื่อให้คอหนังสือได้ดื่มกาแฟไปด้วย และธรรมเนียมนี้ก็แพร่มาถึงเมืองไทยเราด้วย จะเห็นได้จากร้านหนังสือแทบทุกร้าน ตามห้างใหญ่ๆวันนี้ มักจะมีโต๊ะกาแฟ และร้านกาแฟเล็กๆไว้บริการ

แต่การผสมผสานการอ่านที่ยิ่งใหญ่และประทับใจทีมงานซอกแซกมากที่สุด อยู่ที่เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โน่นครับ ร้านสตาร์บัคส์ ราชาร้านกาแฟยุคใหม่นี่แหละไปจับมือกับ บาร์นส์ แอนด์ โนเบิลส์ ราชาร้านหนังสือตลอดกาลของเมืองลุงแซม เปิดร้านหนังสือ+ร้านกาแฟ มหึมาภายใต้หลังคาเดียวกัน

แม้ว่าต่างฝ่ายยังคงยึดมุมหลักไว้คนละด้าน แต่ เขาก็จะมีอาณาบริเวณตรงกลางที่เปรียบเหมือน จุดร่วมที่คนกินกาแฟจะไปหยิบหนังสือมาพลิกๆดูได้ หรือคนที่ตั้งใจมาซื้อหนังสือก็อาจจะสั่งกาแฟมาจิบให้ชื่นใจเสียก่อนก็สามารถทำได้ในบริเวณนี้ หัวหน้าทีมซอกแซกแวะไปครั้งล่าสุด ก่อนเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด วันที่ 11 เดือนกันยายนปี 2001 สัก 4-5 วัน ก็เลยติดใจกลายเป็นลูกค้าประจำแวบไปอ่านหนังสือที่ร้านนี้เกือบทุกวันที่ไปอยู่เมืองนี้

กลับมาเมืองไทยนึกว่าจะมีร้านไหนทำบ้างจะได้ไปอุดหนุนตามประสาคนที่ชอบกินกาแฟ และอ่านหนังสือ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเป็นการผสมแบบเล็กๆ คือ แค่มีร้านกาแฟเล็กๆอยู่ในร้านขายหนังสือเท่านั้น

ต่อมาร้านกาแฟของตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ติดกับห้องสมุดเที่ยงคืนของตลาดฯ พยายามจะทำอยู่ บ้าง โดยมีร้านกาแฟกับร้านขายหนังสืออยู่ด้วยกัน แต่ก็ไปอยู่คนละชั้นเสียอีก ดูแล้วยังไม่ ประทับใจเหมือนที่แอตแลนตา

จนกระทั่งเมื่อ 2-3 วันนี่เอง หัวหน้าทีมซอกแซกโผล่ขึ้นจากรถใต้ดิน ที่สถานีหน้าโรงแรมดุสิตธานี ไปเจอร้าน โอบองแปง สาขาใหม่...ที่ทำได้ใกล้เคียงเมืองนอกที่สุด...คือเอาร้านกาแฟกับร้านขายหนังสือมาอยู่ด้วยกัน ใต้หลังคาเดียวกัน โอบองแปงความจริงเป็นร้านของว่างมากกว่าร้านกาแฟ ทีเด็ดของเขาอยู่ที่แซนด์วิชกับสลัด แต่ก็มีกาแฟเสิร์ฟด้วย

จุดเด่นของร้านนี้ก็คือ ไม่ไล่ลูกค้า ใครจะนั่งคุย จะอ่านหนังสือ หรือจะทำการบ้านเลยก็ยังได้...กี่ชั่วโมงก็ได้ ยกเว้นเวลาคุยต้องคุยเบาๆ อย่าไปรบกวนคนอื่น ยี่ห้อนี้มาเมืองไทยหลังสตาร์บัคส์ แต่ก็ขยายได้เร็วพอใช้ สาขาที่หน้าดุสิตธานีแห่งนี้นัยว่าเป็นสาขาที่ 30 กว่าเข้าไปแล้ว น่าเสียดายที่ร้านหนังสือที่มาจับมือด้วยได้แก่ร้าน บุ๊คกาซีน เป็นร้านขายหนังสือฝรั่งหรือหนังสือนอกเพียงอย่างเดียว เห็นขายอยู่แถวๆสีลมและสยามสแควร์อยู่ 2-3 ร้าน

ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ร้านหนังสือกับร้านกาแฟและของว่างหันมาจับมือกัน ตราบใดที่การจิบกาแฟกับการอ่านยังเป็นของคู่กันอย่างนี้...ต่อไปอาจมีร้านหนังสือไทยๆ จับมือกับแฟรนไชส์กาแฟดังๆ ทั้งไทยและสากลเปิดร้านหนังสือ+ร้านกาแฟ อย่างเต็มยศแบบเมืองนอกจนได้แหละ

เขียนมาถึงช่วงนี้นึกขึ้นได้ว่า นิตยสารต้าเจี่ยห่าว เล่มล่าสุด เขาเพิ่งไปสำรวจมา พบว่าร้านกาแฟดังๆ เชื้อสายจีนอย่าง “เอี๊ยะแซ” และ “เอ็กเต็งผู่กี่” ยังคงเปิดร้านอยู่ที่ถนนพาดสายเยาวราช ขายดิบขายดีเหมือนสมัยก่อนอย่างไรอย่างนั้น

เอ้อ...นี่ถ้า 2 ร้านนี้จับมือกับสยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย เจ้าตำรับหนังสือกำลังภายใน ซึ่งมี น.นพรัตน์ เป็นนักเขียนประจำ เปิดร้านกาแฟแบบจีนโบราณกับร้านหนังสือกำลังภายในอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน... ทดลองตลาดสักร้านสองร้าน

อาจจะประสบความสำเร็จแบบสตาร์บัคส์ กับบาร์นส์ แอนด์ โนเบิลส์ ที่อเมริกาก็ได้...ใครจะไปรู้ล่ะ.

2007-02-26ข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 

สั่งซื้อหนังสือจาก Amazon.com

การเปิดร้าน...ขายหนังสือตามใจฝัน(ใครๆ ก็อยากทำร้านหนังสือในฝัน!!!)

โพสต์5 ก.ค. 2554 00:25โดยTheeraparb Tputti   [ อัปเดต 5 ก.ค. 2554 02:52 ]

การเปิดร้านหนังสือ


    การทำธุรกิจขายหนังสือ ชนิดที่จะให้ประสบความสำเร็จแบบร้านดัง ๆ เช่นแพร่พิทยา สื่อภาษา ศูนย์หนังสือจุฬา หรือจะเลือกเอาที่มีเครือข่ายแบบซีเอ็ด นายอินทร์ หรือน้องใหม่มาแรงอย่าง บีทูเอส นั้น เป็นงานที่ยากยิ่งนักแต่ก็เป็นงานในฝันของหลาย ๆ คนที่อยากจะมีร้านหนังสือของตนเองโดยหวังว่าจะมีความสุขกับการอ่านหนังสือที่ตนชอบหากสำรวจให้ดีจะพบว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมายังไม่เห็นร้านหนังสือเปิดใหม่ที่เจ้าของไม่ได้มีพื้นฐานจากวงการหนังสือสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีผลกำไรพอที่จะจ่ายค่าเช่าเมื่อเทียบกับหากนำอาคารที่ใช้ทำร้านหนังสือไปทำธุรกิจอื่น !

    สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจขายหนังสือที่ไม่เหมือนกับการขายของอย่างอื่นพวกเครื่องใช้ เครื่องก่อสร้าง อุปกรณ์เครื่องเขียนต่าง ๆก็คือโอกาสที่จะฟลุ๊กจากการที่ของขึ้นราคาตามราคาโรงานหรือวัตถุดิบนั้นไม่เคยเห็นมีแต่หนังสือที่เหลือตกค้างในร้านถูกลดราคาเหลือเพียง 1ใน 10 เมื่อเวลาผ่านไปเช่นพวกหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ส่วนหนังสือเล่มพวกพ๊อกเก็ตบุ๊คก็ไม่ต้องพูดถึง ราคาลดลงมากกว่าครึ่ง โดยสำนักพิมพ์เขานำออกมาขายเอง ส่วนพวกหนังสือเรียนหรือคู่มือเรียน นั้น หากเรามีของอยู่ในร้านแล้วเขาเปลี่ยนหลักสูตร ก็จะเหลือเพียงราคาชั่งกิโลขายเท่านั้น ที่มูลค่าสูงขึ้นก็คงเป็นอาคารที่เราใช้ทำศูนย์หนังสือเท่านั้นที่มีราคาสูงขึ้น แต่ถ้าไม่ใช่อาคารของเราเอง ก็เป็นความเจ็บปวดอีกที่เจ้าของเขามาขอขึ้นค่าเช่าในขณะที่เรามียอดขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นมากมายก่ายกอง สต๊อกหนังสือนั้นปกติจะมีมูลค่าน้อยลง ทั้งนี้เพราะพวกสำนักพิมพ์ จะขนออกมาขายถูกกว่าที่ขายให้เรา ตามงานต่าง ๆ โดยเฉพาะงานสัปดาห์หรืองานมหากรรมหนังสือ สร้างความเจ็บปวดและเจ็บใจ มีความรู้สึกเหมือนกับว่าถูกสำนักพิมพ์เขาหลอกอย่างนั้นแหละ แต่จะไปว่าเขาก็ไม่ได้เพราะเราอยากโง่ ที่เก็บไว้ขายเอง ที่พูดมาอย่างนี้ก็เพื่อจะเน้นตรง ๆ ว่า ไม่อยากเห็นใครต้องเจ็บตัวจากการเปิดร้านขายหนังสือ แต่หากคุณเป็นคนที่มีเงินทุนเป็นล้านๆ และมีอาคารสถานที่ของตนเอง และไม่เสียดายหากเงินที่ลงทุนจะหายไป ก็ไม่ว่ากัน อยากจะลองก็ตามสบาย แต่ขอแนะนำอีกนิดว่าคุณต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตปกติที่เคยเป็นอยู่ เป็นต้นว่าการได้ออกไปเที่ยวไหน ๆ ทั้งครอบครัว หรือมีเวลาของตนเอง ที่จะไปไหนมาไหนอาทิตย์ละวันสองวันดังเช่นคนส่วนใหญ่เขาทำกัน เพราะเมื่อคุณเป็นเจ้าของร้าน หนังสือคุณจำต้องอยู่เฝ้าสมบัติจากเช้าถึงค่ำ ไม่ว่าวันธรรมดาหรือวันหยุด ไม่ว่าจะขายดีหรือขายไม่ดี คุณไม่สามารถปล่อยร้านให้อยู่ภายใต้การดูแลของลูกจ้าง แต่หากคุณกล้าปล่อยคุณก็จะรู้ด้วยตนเองว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อมีเช็คสต๊อกสักครั้ง ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ หรือทำได้บ่อย ๆ 
    หากคุณทำกิจการด้วยตัวคนเดียวหรือกับคนที่คุณไว้ใจที่สุดโดยมีลูกน้องสองสามคนคอยช่วยงาน คุณอย่าหวังว่าจะได้นั่งอ่านหนังสืออย่างมีความสุขเมื่อคุณได้เป็นเจ้าของร้าน คุณต้องพร้อมที่จะต้อนรับลูกค้าทุกรูปแบบ ไม่ว่าพวกเขาจะเข้ามาถามแต่หนังสีอที่คุณไม่มีหรือไม่เคยได้ยินชื่อ หรือต้องปฏิเสธวันละหลาย ๆ ครั้งด้วยคำว่าไม่มี หรือหมดแล้ว รวมทั้งเบื่อกับการที่ลูกค้าที่คุณยิ้มต้อนรับด้วยความยินดีตอนเดินเข้ามา และใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการสำรวจหนังสือทั่วทั้งร้าน พลิกอ่านเล่มแล้วเล่มเล่า และก็เดินออกไปด้วยมือเปล่า ซึ่งนับว่าโชคดีที่เขา(มัน)ไม่แอบขโมยเอาไปอ่านต่อที่บ้านให้สมกับคนที่เคยอ่านสามก๊ก มาหลายเที่ยวที่ระบุไว้ว่า การอ่านทำให้ฉลาด แต่การอ่านด้วยวิธีขโมยนั้นฉลาดกว่าเพราะอ่านแล้วยังเอาไปขายได้สตางค์อีกด้วย 
    ส่วนเรื่องผลกำไรจากการขายหนังสือนั้น สามารถคำนวณได้คร่าว ๆดังนี้ คุณจะได้ส่วนลดทางค้าประมาณ 25 % ซึ่งมากโขอยู่เอาการ หากไม่ต้องไปแบ่งให้สมาชิกและลูกค้าที่ขอเรียกร้องสิทธิในฐานะที่เคยได้จากศูนย์หนังสืออื่น
ๆ ด้วยส่วนลด 10 % คุณก็จะเหลือ 15 % มากพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมหากลูกค้าซื้อด้วยบัตรเครดิต อีก 2.5 %
จนเหลือ 12.5 % เพื่อเอามาแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆเริ่มจากค่าลูกน้อง ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ และคงต้องถึงเวลาเหงื่อตกเมื่อคุณต้องปิดเครื่องปรับอากาศหลังได้รับบิลค่าไฟเดือนแรกเพราะมันอาจสูงเท่ากับยอดขายสามวันทีเดียว หากคุณเปิดเครื่องปรับอากาศวันละ 15 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีค่าถุง ค่าบิล ค่าปกพลาสติกที่แถมให้ลูกค้า ร่วมทั้งภาษีต่าง ๆ
เกี่ยวกับเงินได้ ภาษีป้ายและภาษีโรงเรือน และอย่าลืมคิดถึงเงินเดือนของคุณด้วย
    หากคุณไม่ใช่ลูกหลานเจ้าของโรงสี ซึ่งสามารถเอาแกลบมาต้มกินเป็นอาหารชีวจิตตามตำราของอาจารย์สาทิศ
เมื่อคุณคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วสูงถึงหนึ่งแสนบาทต่อเดือนก็หมายความว่าคุณจะต้องมียอดขายเดือนละหนึ่งล้านบาท หรือวันละสามหมื่นสามพันสามร้อยบาท ซึ่งเป็นของง่าย ๆ สำหรับร้านหนังสือชั้นดีทั้งหลาย แต่อย่าฝันเลยว่าคุณจะทำได้ โดยเฉพาะหากคุณจะทุ่มหมดตัว เพื่อสร้างฝันให้เป็นจริงแล้ว ก็ตื่นจากฝันได้เลยครับ...

สั่งซื้อหนังสือจาก Amazon.com

1-9 of 9