คําราชาศัพท์



วิดีโอ YouTube



ความหมายของคำราชาศัพท์

         คำราชาศัพท์ คือ คำสุภาพที่ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลต่างๆ คำราชาศัพท์เป็นการกำหนดคำและภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของ ไทย แม้คำราชาศัพท์จะมีโอกาสใช้ในชีวิตน้อย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของภาษาไทยที่มีคำหลายรูปหลายเสียงใน ความหมายเดียวกัน และเป็น ลักษณะพิเศษของภาษาไทย โดยเฉพาะ ซึ่งใช้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้

          
o พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
o พระบรมวงศานุวงศ์
o พระภิกษุสงฆ์ สามเณร
o ขุนนาง ข้าราชการ
o สุภาพชน
          บุคคลในกลุ่มที่ 1 และ 2 จะใช้ราชาศัพท์ชุดเดียวกัน เช่นเดียวกับบุคคลในกลุ่มที่ 4 และ 5 ก็ใช้คำราชาศัพท์ในชุดเดียวกันและเป็นคำราชาศัพท์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำใน สังคมมนุษย์เราถือว่าการให้เกียรติแก่บุคคลที่เป็นหัวหน้าชุมชน หรือผู้ที่ชุมชนเคารพนับถือนั้น เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างยกย่องให้เกียรติแก่ผู้เ ป็นประมุขของชุมชนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นแทบทุกชาติ ทุกภาษาจึงต่างก็มี คำสุภาพ สำหรับใช้กับประมุขหรือผู้ที่เขาเคารพนับถือ จะมากน้อยย่อมสุดแต่ขนบประเพณีของชาติ และจิตใจของประชาชนในชาติว่ามีความเคารพในผู้เป็นประมุขเพียงใด เมืองไทยเราก็มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ และพระประมุขของเรา แต่ละพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความ เคารพสักการะอย่างสูงสุดและมีความจงรกภักดีอย่างแนบแน่นตลอดมานับตั้งแต่ โบราณกาลจนถึงปัจจุบันคำราชาศัพท์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใด
         ในแหล่งอ้างอิงบางฉบับได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า คนไทยเริ่มใช้คำราชาศัพท์ในรัชสมัยพระธรรมราชาลิไทพระร่วงองค์ที่ 5 แห่งสุโขทัย เพราะศิลาจารึกต่างในแผ่นดินนั้น รวมทั้งบทพระราชนิพนธ์ของท่าน คือ ไตรภูมิพระร่วง ปรากฏว่ามีคำราชาศัพท์อยู่หลายคำ เช่น ราชอาสน์ พระสหาย สมเด็จ ราชกุมาร เสด็จ บังคม เสวยราชย์ ราชาภิเศก เป็นต้น
บางท่านกล่าวว่า คำราชาศัพท์นั้นเริ่มใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะพระปฐมบรมกษัตริย์ที่ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ทรงนิยมเขมร ถึงกับเอาลัทธิและภาษาเขมรมาใช้ เช่น เอาคำว่า “สมเด็จ” ซึ่งเขมรใช้เป็นคำนำพระนามพระเจ้าแผ่นดินมาเป็นคำนำพระนามของพระองค์ และใช้ภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์
          และจากหลักฐานที่พบข้อความในศิลาจารึกวัดศรีชุม กล่าวถึงเรื่องตั้งราชวงศ์และเมืองสุโขทัยตอนหนึ่งมีความว่า “พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเสกพ่ขุนบางกลางหาวใหเมืองสุโขไท” คำว่า “อภิเษก” นี้เป็นภาษาสันสกฤต ไทยเรารับมาใช้สำหรับพิธีการแต่งตั้งตำแหน่งชั้นสูง จึงอยู่ในประเภทราชาศัพท์ และพิธีนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์สุโขทัยจึงน่าสงสัยว่าในสมัยนั้นอาณาจักรสุโขทัยนี้ ก็คงจะมีการใช้คำราชาศัพท์บางคำกันแล้ว
ความหมายของคำราชาศัพท์
          คำราชาศัพท์ คือ คำสุภาพที่ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลต่างๆ คำราชาศัพท์เป็นการกำหนดคำและภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของไทย แม้คำราชาศัพท์จะมีโอกาสใช้ในชีวิตน้อย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของภาษาไทยที่มีคำหลายรูปหลายเสียงในความหมายเดียวกัน และเป็น ลักษณะพิเศษของภาษาไทย โดยเฉพาะ ซึ่งใช้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
2. พระบรมวงศานุวงศ์
3. พระภิกษุสงฆ์ สามเณร
4. ขุนนาง ข้าราชการ
5. สุภาพชน
          บุคคลในกลุ่มที่ 1 และ 2 จะใช้ราชาศัพท์ชุดเดียวกัน เช่นเดียวกับบุคคลในกลุ่มที่ 4 และ 5 ก็ใช้คำราชาศัพท์ในชุดเดียวกันและเป็นคำราชาศัพท์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำในสังคมมนุษย์เราถือว่าการให้เกียรติแก่บุคคลที่เป็นหัวหน้าชุมชน หรือผู้ที่ชุมชนเคารพนับถือนั้น เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างยกย่องให้เกียรติแก่ผู้เ ป็นประมุขของชุมชนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นแทบทุกชาติ ทุกภาษาจึงต่างก็มี คำสุภาพ สำหรับใช้กับประมุขหรือผู้ที่เขาเคารพนับถือ จะมากน้อยย่อมสุดแต่ขนบประเพณีของชาติ และจิตใจของประชาชนในชาติว่ามีความเคารพในผู้เป็นประมุขเพียงใด เมืองไทยเราก็มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ และพระประมุขของเรา แต่ละพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความ เคารพสักการะอย่างสูงสุดและมีความจงรกภักดีอย่างแนบแน่นตลอดมานับตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันคำราชาศัพท์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใด
          ในแหล่งอ้างอิงบางฉบับได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า คนไทยเริ่มใช้คำราชาศัพท์ในรัชสมัยพระธรรมราชาลิไท พระร่วงองค์ที่ 5 แห่งสุโขทัย เพราะศิลาจารึกต่างในแผ่นดินนั้น รวมทั้งบทพระราชนิพนธ์ของท่าน คือ ไตรภูมิพระร่วง ปรากฏว่ามีคำราชาศัพท์อยู่หลายคำ เช่น ราชอาสน์ พระสหาย สมเด็จ ราชกุมาร เสด็จ บังคม เสวยราชย์ ราชาภิเศก เป็นต้น
บางท่านกล่าวว่า คำราชาศัพท์นั้นเริ่มใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะพระปฐมบรมกษัตริย์ที่ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ทรงนิยมเขมร ถึงกับเอาลัทธิและภาษาเขมรมาใช้ เช่น เอาคำว่า “สมเด็จ” ซึ่งเขมรใช้เป็นคำนำพระนามพระเจ้าแผ่นดินมาเป็นคำนำพระนามของพระองค์ และใช้ภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์
          และจากหลักฐานที่พบข้อความในศิลาจารึกวัดศรีชุม กล่าวถึงเรื่องตั้งราชวงศ์และเมืองสุโขทัยตอนหนึ่งมีความว่า “พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เมืองสุโขไท” คำว่า “อภิเษก” นี้เป็นภาษาสันสกฤต ไทยเรารับมาใช้สำหรับพิธีการแต่งตั้งตำแหน่งชั้นสูง จึงอยู่ในประเภทราชาศัพท์ และพิธีนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์สุโขทัย จึงน่าสงสัยว่าในสมัยนั้นอาณาจักรสุโขทัยนี้ ก็คงจะมีการใช้คำราชาศัพท์บางคำกันแล้ว
บุคคลที่ต้องใช้คำราชาศัพท์
          คำราชาศัพท์ หมายถึง คำพิเศษพวกหนึ่งซึ่งต้องใช้ให้เหมาะสมแก่ชั้นของบุคคล ไม่เฉพาะแก่พระราชาเท่านั้น ชั้นของบุคคลที่ต้องใช้คำราชาศัพท์ จำแนกออกเป็น 5 ชั้น คือ
๑. พระราชา
๒. เจ้านาย หมายถึง พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป
๓. พระภิกษุสามเณร
๔. ขุนนางมียศและบรรดาศักดิ์
๕. สุภาพชน หมายถึง บุคคลทั่วไปนอกจาก ๔ ประเภทดังกล่าว
คำราชาศัพท์ต่าง ๆ ที่ควรทราบ

๑. การใช้คำขึ้นต้น สรรพนาม คำลงท้าย ในการกราบบังคมทูลอย่างเป็นทางการ
          คำขึ้นต้น ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
          สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
          บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
          คำลงท้าย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
๑.๒ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร , สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
          คำขึ้นต้น ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าละอองพระบาท
          คำลงท้าย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม หรือ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
๑.๓ สมเด็จเจ้าฟ้า หรือ พระบรมวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า ( สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภร-ณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์)
คำขึ้นต้น ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าพระบาท
          คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
๑.๔ พระอนุวงศ์ขั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอและพระวรวงศ์เธอ (ทรงกรม) (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัตน์ พระวรชายา , พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ , พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา , พระเจ้า-หลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
คำขึ้นต้น กราบทูล………..(ออกพระนาม)……. ทราบฝ่าพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ ชาย – เกล้ากระหม่อม หญิง – เกล้ากระหม่อมฉัน
บุรุษที่ ๒ – ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
๑.๕ พระอนุวงศ์ชั้นพระวรวงศ์เธอ (ที่มิได้ทรงกรม)
คำขึ้นต้น ทูล………………(ออกพระนาม)………..ทราบฝ่าพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ ชาย – กระหม่อม หญิง – หม่อมฉัน
บุรุษที่ ๒ – ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
๑.๖ พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้า
คำขึ้นต้น ทูล……………. (ออกพระนาม)……………
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ ชาย – กระหม่อม หญิง – หม่อมฉัน
บุรุษที่ ๒ – ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย แล้วแต่จะโปรด
๒. การใช้คำขึ้นต้น คำสรรพนาม และคำลงท้ายในการเขียนหนังสือ
๒.๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
          คำขึ้นต้น ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า (ออกชื่อเจ้าของหนังสือ) ขอพระราชทานพระบรมราโชวาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท
คำสรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า…(ลงชื่อ) (หรือจะเอาคำว่า ขอเดชะมาไว้ท้ายชื่อเจ้าของหนังสือก็ได้)
๒.๒ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
          คำขึ้นต้น ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า (ออกชื่อเจ้าของหนังสือ) ขอพระราชทานพระราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท
คำสรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า…(ลงชื่อ) (หรือจะเอาคำว่า ขอเดชะมาไว้ท้ายชื่อเจ้าของหนังสือก็ได้)
๒.๓ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
คำขึ้นต้น ขอพระราชทานกราบบังคมทูล….(ออกพระนาม)….. ทราบฝ่าละอองพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าละอองพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า …(ลงชื่อ)
๒.๔ สมเด็จเจ้าฟ้า
          คำขึ้นต้น ขอพระราชทานกราบทูล…………(ออกพระนาม)…………. ทราบฝ่าพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า …(ลงชื่อ)
๒.๕ พระบรมวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า
คำขึ้นต้น ขอประทานกราบทูล…(ออกพระนาม)………ทราบฝ่าพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพระพุทธเจ้า
บุรุษที่ ๒ – ใต้ฝ่าพระบาท
          คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า …(ลงชื่อ)
๒.๖ พระเจ้าวรวงศ์เธอ (ที่มิได้ทรงกรม) และ พระอนุวงศ์ชั้นพระวรวงศ์เธอ (ที่ทรงกรม)
          คำขึ้นต้น กราบทูล…….(ออกพระนาม)…. ทราบฝ่าพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – (ชาย) เกล้ากระหม่อม (หญิง) เกล้ากระหม่อมฉัน
บุรุษที่ ๒ – ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
๒.๗ พระอนุวงศ์ชั้นพระวรวงศ์เธอ (ที่มิได้ทรงกรม)
          คำขึ้นต้น ทูล………..(ออกพระนาม)……….ทราบฝ่าพระบาท
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – (ชาย) กระหม่อม (หญิง) หม่อมฉัน
บุรุษที่ ๒ – ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
๒.๘ พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้า
          คำขึ้นต้น ทูล………..(ออกพระนาม)……….
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – (ชาย) กระหม่อม (หญิง) หม่อมฉัน
บุรุษที่ ๒ – ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย แล้วแต่จะโปรด
๒.๙ สมเด็จพระสังฆราช
คำขึ้นต้น กราบทูล……………………………
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – (ชาย) เกล้ากระหม่อม (หญิง) เกล้ากระหม่อมฉัน
บุรุษที่ ๒ – ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
๒.๑๐ สมเด็จพระราชาคณะ และ รองสมเด็จพระราชาคณะ
          คำขึ้นต้น นมัสการ…………………………….
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – (ชาย) กระผม ( หญิง ) ดิฉัน
บุรุษที่ ๒ – พระคุณเจ้า
คำลงท้าย ขอนมัสการด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
๒.๑๑ พระราชาคณะ
          คำขึ้นต้น นมัสการ…………………………….
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – (ชาย) ผม ( หญิง ) ดิฉัน
บุรุษที่ ๒ – พระคุณเจ้า
คำลงท้าย ขอนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง
๒.๑๒ พระภิกษุสงฆ์ทั่วไป
          คำขึ้นต้น นมัสการ……………………………….
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – (ชาย) ผม (หญิง) ดิฉัน
บุรุษที่ ๒ – ท่าน
คำลงท้าย ขอนมัสการด้วยความเคารพ
๒.๑๓ ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฏร และประธานศาลฏิกา
          คำขึ้นต้น กราบเรียน……………………………….
สรรพนาม บุรุษที่ ๑ – ข้าพเจ้า กระผม ผม ดิฉัน
บุรุษที่ ๒ – ท่าน
          คำลงท้าย ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
การสร้างคำสามัญให้เป็นคำราชาศัพท์
วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์
          ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก็คงมีประเทศเดียวในโลกที่มีคำประเภท“ราชาศัพท์” ใช้อย่างมากมายและมีระเบียบ จนบางครั้งก็ทำให้งวยงงสงสัยว่าจะใช้คำราชาศัพท์อย่างไรกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ การใช้คำ “ราชาศัพท์” นับว่าเป็นวัฒนธรรมทางด้านภาษาอย่างหนึ่งของไทยเรา ที่เราควรจะทราบไว้บ้าง ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ “วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์” เท่านั้น
คำนามราชาศัพท์ที่ใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทั่วไปนั้น บางคำท่านก็ได้บัญญัติขึ้นใช้โดยเฉพาะ เช่น ตำหนัก พลับพลา ฯลฯ บางคำก็ใช้คำนามสามัญ แต่มีคำอื่นประกอบข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง เพื่อให้แปลกกว่าคำธรรมดา เช่น พระหัตถ์ พระบาท ราชบุตร ช้างต้น ม้าต้น รถพระที่นั่ง ฯลฯ วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์นั้นอาจารย์กำชัย ทองหล่อ กรรมการชำระปทานุกรม แห่งราชบัณฑิตยสถาน ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ “หลักภาษาไทย” ของท่านดังนี้
๑. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำไทยที่ใช้เกี่ยวกับพระราชาในฐานเป็นเครือญาติ ยวดยานพาหนะ สถานที่ เป็นต้น ให้ใช้คำว่า “หลวง, ต้น, พระที่นั่ง” ประกอบข้างหลัง เช่น ลูกหลวง หลานหลวง เรือหลวง วังหลวง สวนหลวง ช้างต้น ม้าต้น เรือพระที่นั่ง รถพระที่นั่ง ม้าพระที่นั่ง ฯลฯ
๒. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำไทยที่ใช้เกี่ยวข้องกับเจ้านายให้ใช้คำว่า “ทรง, ที่นั่ง” ประกอบข้างหลัง เช่น เครื่องทรง ผ้าทรง ช้างทรง ม้าทรง รถทรง ช้างที่นั่ง ม้าที่นั่ง รถที่นั่ง ฯลฯ
         เฉพาะ “รถ” และ “เรือ” ถ้าใช้สำหรับฝ่ายใน ให้ใช้คำ “พระประเทียบ” ประกอบข้างหลัง เช่น รถพระประเทียบ เรือพระประเทียบ
๓. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต แต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระราชาหรือเจ้านาย เป็นชื่อของอวัยวะ กิริยา อาการ และความเป็นไป เครือญาติ บริวาร เครื่องใช้ เป็นต้น ให้ใช้คำ “พระ” นำหน้าบ้างก็ได้ เช่น พระกร พระเนตร พระหัตถ์ พระพักตร์ พระอุตสาหะ พระเคราะห์ พระชะตา พระอัยกา พระอาจารย์ ฯลฯ
คำไทยและคำเขมรบางคำ จะใช้ “พระ” นำหน้าบ้างก็ได้ เช่น พระฉาย พระแสง พระที่ พระแท่น พระอู่ พระยี่ภู่ พระเขนย พระสนม พระขนง ฯลฯ
๔. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต แต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระราชาโดยเฉพาะ หรือเกี่ยวกับพระราชินีและพระยุพราช เพื่อแสดงความสำคัญยิ่งกว่าที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๓ ให้ใช้คำ “พระราช” นำหน้า เช่น พระราชบิดา พระราชมารดา พระราชโอรส พระราชธิดา พระราชครู พระราชสาสน์ ฯลฯ
          ตามปกติ คำ “พระราช” ใช้นำหน้าคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นพื้นแต่บางทีก็ใช้นำหน้าคำไทยบางคำด้วย เช่น พระราชดำริ พระราชปรารภ พระราชประสงค์ พระราชอำนาจ พระราชวัง ฯลฯ
๕. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต แต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระราชา หรือพระพุทธเจ้า เพื่อแสดงพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ เป็นคำนามที่แสดงความสำคัญยิ่งกว่าที่กล่าวแล้วในข้อ ๔ ให้ใช้คำ “พระบรม” นำหน้า เช่น พระบรมวงศานุวงศ์ พระบรมโกศ พระบรมเดชานุภาพ พระบรมอัฐิ พระบรมครู พระบรมธาตุ ฯลฯ
หรือจะใช้คำ “พระบรมราช” นำหน้าในเมื่อบ่งถึงพระราชาโดยเฉพาะ และใช้คำ “พระบรมพุทธ” นำหน้า ในเมื่อบ่งถึงพระพุทธเจ้าก็ได้ เช่น พระบรมราชโองการ พระบรมราชาภิเษก พระบรมราโชวาท พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมพุทโธวาท พระบรมพุทธานุสาสน์ ฯลฯ เฉพาะคำว่า “วัง” ที่ต้องการจะแสดงพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ ท่านใช้คำ “พระบรมมหาราช” นำหน้า เป็น “พระบรมมหาราชวัง”
๖. ถ้าเป็นคำนาม ซึ่งเป็นชื่อที่ประทับของพระราชา และมีเศวตฉัตร ให้ใช้คำ “พระที่นั่ง” นำหน้า เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย (-อะ-มะ-ริน-วิ-นิด-ไฉ) พระที่นั่งสุริยามรินทร์ (-สุ-ริ-ยา-มะ-ริน) ฯลฯ
๗. คำนามสามัญที่ใช้ประกอบข้างหน้า หรือข้างหลังนามราชาศัพท์เพื่อบอกชนิดหรือรูปลักษณะของนามราชาศัพท์นั้น ให้ใช้คำธรรมดา ไม่ต้องทำให้เป็นราชาศัพท์อีก เช่น พานพระศรี หีบพระศรี ถาดพระสุธารส พระโอสถเส้น พระโอสถมวน พระโอสถกล้อง ฉลองพระหัตถ์ส้อม ฯลฯ
๘. คำนามที่กล่าวถึงเครือญาติ ถ้าเป็นคำไทย ให้ใช้คำ “พระเจ้า” นำหน้า เช่น พระเจ้าปู่ พระเจ้าย่า พระเจ้าตา พระเจ้ายาย พระเจ้าลุง พระเจ้าป้า                 พระเจ้าอา พระเจ้าหลาน ฯลฯ
ถ้าเป็นคำบาลีหรือสันสกฤตให้ใช้
ก. คำ “พระ” นำหน้าสำหรับ เจ้านาย เช่น พระอัยกา พระอัยยิกา พระชนก พระชนนี พระเชษฐา พระอนุชา ฯลฯ
ข. คำ “พระราช” นำหน้าสำหรับ พระราชา เช่น พระราชบิดา พระราชมารดา พระราชชนนี พระราชอนุชา
ตัวอย่างคำราชาศัพท์
          คำราชาศัพท์ แปลตามรูปศัพท์ หมายถึง ถ้อยคำสำหรับพระราชา แต่ตามหลักภาษาไทย หมายถึง คำที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระสงฆ์ และสุภาพชนทั่วไปด้วย
ตัวอย่าง คำที่ใช้กับพระมหากษัตริย์
คำนามราชาศัพท์ คำกริยาราชาศัพท์
พระเกศา ผม พระราชดำริ คิด
พระพักตร์ ใบหน้า พระราชทาน ให้
พระเนตร ตา เสด็จ ไป
พระกรรณ หู เสวย กิน
พระนาสิก จมูก บรรทม นอน
พระโอษฐ์ ปาก สรงน้ำ อาบน้ำ
พระศอ คอ รับสั่ง พูด
พระอุระ อก สนพระทัย สนใจ
พระหทัย ใจ ทอดพระเนตร ดู
พระกร มือ ประพาส เที่ยวเล่น
พระวรกาย ร่างกาย ประทับ อยู่
พระชงฆ์ หน้าแข้ง ทรงม้า ขี่ม้า
พระบาท เท้า ทรงเรือ พายเรือ, นั่งในเรือ
พระชานุ เข่า ทรงทราบ รู้
ตัวอย่างคำราชาศัพท์ที่ใช้กับพระภิกษุสงฆ์
ฉัน กิน
ปลงผม โกนผม
จังหัน อาหารเช้า
มรณภาพ ตาย
อาสนะ ที่นั่ง
จำกัด นอน
อาพาธ ป่วย
สรงน้ำ อาบน้ำ
ปลงอาบัติ แจ้งความผิด
ทำวัตร สวดมนต์
ภัตตาหาร อาหาร
เพล อาหารกลางวัน
นมัสการ ไหว้
ประเคน ยกของให้พระ
คำศัพท์ที่ใช้สำหรับสุภาพชน
รับประทาน กิน
โรคกลาก ขี้กลาก
ตระหนี่ ขี้เหนียว
เท้า ตีน
ปลาสลิด ปลาใบไม้
ปลาหาง ปลาช่อน
ผักรู้นอน ผักกระเฉด
สามี ผัว
ภรรยา เมีย
ทราบ รู้
โค วัว
สุกร หมู
สุนัข หมา
กระบือ ควาย
ปัสสาวะ เยี่ยว, ฉี่
ไม้ตีพริก สาก
คำสุภาพ
คำสุภาพ
          ถ้อยคำต่างๆที่เราพูดจากันโดยทั่วไปนั้น บางคำก็มิควรจะกราบบังคมทูลบางคำก็ควร ถ้าหากคำใดมิควรเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเสียให้เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำต่างๆให้เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำต่างๆให้เหมาะสมนี่เราเรียกว่า “คำสุภาพ” คำสุภาพเป็นส่วนหนึ่งของราชาศัพท์ ซึ่งมีลักษณะที่ควรสังเกตดังต่อไปนี้
๑. ไม่ควรใช้ถ้อยคำอุทานที่ไม่สุภาพ เช่น โว้ย เว้ย หรือคำสาบานที่หยาบคาย เช่น ให้ตายห่า ให้ฉิบหาย หรือพูดกระชากเสียง เช่น เปล่า ไม่ใช่ เป็นต้น
๒. ไม่ควรใช้คำที่ถือว่าหยาบคายคือ
ก. คำว่า “ไอ้” ควรใช้”สิ่ง” แทนเช่น ไอ้นี่ได้นั้น ควรเป็นสิ่งนี้ สิ่งนั้นหรือตัดคำว่า”ไอ้” ทิ้งเสียเลย เช่น ปลาไอ้บ้า เป็นปลาบ้า
ข. คำว่า “อี” ควรใช้คำว่า”นาง” เช่น อีเห็น เป็นนางเห็น อีเลิ้ง เป็นนางเลิ้ง
ค. คำว่า “ขี้” ควรใช้คำว่า “ อุจจาระ” หรือ “คูถ” แทนหรือบางที่ตัดออกเสียเลย ก็ได้ เช่น ดอกขี้เหล็ก เป็นดอกเหล็ก หรือเปลี่ยนเสียก็ได้ เช่น ขี้มูกเป็นน้ำมูก ขนมขี้หนู เป็นขนมทราย
ง. คำว่า “เยียว” ควรใช้คำว่า “ปัสสาวะ” หรือ “มูตร” แทน
๓.ไม่ควรใช้คำผวน หรือใช้คำใดก็ตามเมื่อผวนหางเสียงหรือท้ายคำกลับมาไว้ข้างหน้าแล้ว คำนั้นจะเป็นคำที่ไม่สุภาพทันที เช่น คุณหมอจ๋า ผวนเป็นคุณหมาจ๋อ เป็นต้น
          ในเรือง “ คำหยาบและคำสุภาพ” นั้น ม.ล. ปีย์ มาลากุล ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ การใช้ถ้อยคำและราชาศัพท์” ว่าเมื่อกล่าวถึง “คำหยาบ” และคำ “สุภาพ” นั้นความหมายที่แท้จริงของ”คำหยาบ” หาใช่หมายถึงเฉพาะคำโลนหรือคำที่ใช้ในการกล่าวผรุสวาจาเท่านั้นไม่ ที่ถูกแล้วน่าจะเรียกคำสามัญ และคำวิสามัญ มากกว่า เช่น คำว่ามือ ตีน กิน เดิน นอน ก็ไม่น่าจะเป็นคำหยาบอะไรแต่คำเหล่านี้ไปใช้พูดกับคนที่อาวุโสกว่าคำเหล่านั้นถือเป็นคำหยาบ ต้องเปลียนใช้คำอื่น เช่น จะพูดว่า “ตีน” ก็ต้องเปลี่ยนเป็น “เท้า” เป็นต้น

คำสุภาพที่ควรรู้

คำสามัญ คำสุภาพ
กล้วยกุ =กล้วยสั้น
กล้วยไข่ =กล้วยเปลือกบาง
กล้วยบวชชี = นารีจำศีล
กองดิน = มูลดิน
กะปิ =เยื่อเคย
ขนมขี้หนู = ขนมทราย
ขนมจีน =ขนมเส้น
ขนมตาล = ขนมทองฟู
ขนมเทียน = ขนมบัวสาว
ขนมใส่ไส้ = ขนมสอดไส้
ขี้กลาก = โรคกลาก
ขี้เกลื้อน = โรคเกลื้อน
ขี้ครั่ง = มูลครั่ง
ขี้ควาย = มูลควาย
ขี้ช้าง = มูลช้าง
ขี้ดิน = มูลดิน
ขี้ตืด = ตระหนี่
ขี้นก = มูลนก
ขี้บุหรี่ = เถ้าบุหรี่
ขี้ผึ้ง = สีผึ้ง
ขี้เรื้อน = โรคเรื้อน
ขี้วัว = มูลวัว
ขี้สัตว์ = มูลสัตว์
ขึงตาข่ายดักสัตว์ = วางข่าย
คนป่วย = คนไข้ คนเจ็บ
คลองเจ็ดแยก = คลองเจ็ดแถว
ควาย = กระบือ
ควายขี้ = กระบือถ่ายมูล
จับไข้ = เป็นไข้
เจ็ดอย่าง = เจ็ดประการ
เจ็ดโยชน์ = สองพันแปดร้อยเส้น
ช้างขี้ ช้างถ่ายมูล
ช้างตัวเมีย = พัง
ช้างตัวผู้ = พลาย
คำสามัญ คำสุภาพ
ช้างแม่แปรก ช้างพังที่เป็นหัวหน้าของโขลง = ช้างแม่หนัก
ช้าง ๒ ตัว = ช้าง 2 เชือก ช้าง 2 ช้าง
ดอกขี้เหล็ก = ดอกเหล็ก
ดอกซ่อนชู้ = ดอกซ่อนกลิ่น
ดอกนมแมว = ดอกถันวิฬาร์
ดอกผักตบ = ดอกสามหาว
ดอกผักบุ้ง = ดอกทอดยอด
ดอกมะลิ = ดอกมัลลิกา
ดอกยี่หุบ = ดอกมณฑาขาว
ดอกลั่นทม = ลั่นทม
ดอกสลิด = ดอกขจร
ดอกอีนูน = ดอกนางนูน
ตกปลา = วางเบ็ด
ต้นจันทร์แดง= ต้นรัตนจันทร์
ต้นตำแย = ต้นอเนกคุณ
ต้นเถานมช้าง = ต้นเถาถันหัตถินี
ต้นทองกวาว = ต้นปาริชาติ
ต้นทองหลาง = ต้นปาริฉัตร
ต้นพุงดอ = ต้นหนามรอบข้อ
ต้นอีเกร็ง = ต้นเหงือกปลาหมอ
ตากแดด = ผึ่งแดด
ตีน เท้า
ตีอวน = วางอวน
ตึกแปด = อาคารแปด
แตงโม = ผลอุลิด
ถั่วงอก = ถั่วเพาะ
ถั่วดำต้มหวาน = จรกาลงสรง
เถาตูดหมูตูดหมา = เถากระพับโหม
เถาย่านาง = เถาวัลย์เขียว
เถาหมามุ่ย = เถามุ่ย
เถาหัวลิง = เถาศีรษะวานร
ที่ห้า = ครบห้า
ที่หก = ครบหก
โทรทัศน์ช่องห้าสี = โทรทัศน์สีช่องห้า
ทางเจ็ดแยก = ทางเจ็ดตำบล
คำสามัญ คำสุภาพ
นกขี้ =นกถ่าย
นกอีลุ้ม = นางลุ้ม
บางชีหน ( ชื่อตำบล ) = บางชีโพน
บางอีร้า = บางนางร้า
บุตรคนหัวปี ( เจ้านาย ) =บุตรคนโต
ปลิง =ชัลลุกา
ปลาช่อน = ปลาหาง
ปลาร้า = ปลามัจฉะ
ปลาลิ้นหมา = ปลาลิ้นสุนัข
ปลาสลิด = ปลาใบไม้
ปลาไหล = ปลายาว
ผักกะเฉด = ผักรู้นอน
ผักตบ = ผักสามหาว
ผักบุ้ง = ผักทอดยอด
ผักปลาบ = ผักไห่
ผักปอด = ผักปัปผาสะ
ผักอีลิ้น = ผักนางลิ้น
ผัว =สามี
ฝีดาษ = ไข้ทรพิษ
พริกขี้หนู = พริกเม็ดเล็ก
ฟักทอง = ฟักเหลือง
มะเขือยาว = มะเขืองาช้าง
ม้า ๒ ตัว =ม้า ๒ ม้า
แมว =วิฬาร วิฬาร์
เมีย =ภรรยา ภริยา
ฤาษีแปดตน = ฤาษีแปดรูป
ลิง =วานร
ลูกขี้กา = ผลมูลกา
ลูกตะลิงปลิง = ผลมูลละมั่ง
ลูกไม้ =ผลไม้
ลูกอีนูน = ผลนางนูน
โลงผี =หีบศพ
วัว = โค
สองบาท = แปดสลึง
สองสลึง = ห้าสิบสตางค์
คำสามัญ คำสุภาพ
สัตว์ขี้ = สัตว์ถ่ายมูล
สัตว์ออกไข่ = วางไข่
สัตว์ออกลูก = ตกลูก
สากกระเบือ = ไม้ตีพริก
สี่หุน =สี่ครั้ง
ไส้เดือน = รากดิน
หมอตำแย = ผดุงครรภ์
หอยอีรม = หอยนางรม
หมา =สุนัข
หมู =สุกร
หัวปลี = ปลีกล้วย
หัวสิ่งที่มีชีวิต = ศีรษะ
หิน =ศิลา
เห็ดโคน = เห็นปลวก
เห็นควรด้วย = เห็นสมควร
ออกลูก = คลอดลูก
อีกา =กา นกกา
อีเก้ง =เก้ง นางเก้ง
อีเลิ้ง =นางเลิ้ง
อีแร้ง =แร้ง นกแร้ง
อีเห็น =นางเห็น
คำว่า “ ใส่ ” ที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้
คำว่า “ ใส่ ” ใช้ในคำกราบบังคมทูลได้เฉพาะของที่ไม่มีตัวตนคือ ใส่ความ ใส่โทษ เอาใจใส่ ใส่ใจรักใคร่ ใส่จริต และอื่น ๆ           ส่วนของที่มีตัวใช้คำว่า “ ใส่ ” ไม่ได้ทั้งหมด เช่น
“ ใส่เสื้อ ใส่กางเกง ” ก็ว่า “ สวมเสื้อ สวมกางเกง ” หรือ “ ทรงฉลองพระองค์ , ทรงพระสนับเพลา ”
“ ใส่หมวก ” ก็ว่า “ สวมหมวก ” หรือพระเจ้าแผ่นดินก็ว่า “ ทรงพระมาลา ” ส่วนเจ้านายใช้ว่า “ ทรงพระตุ้มปี่ ”
“ ใส่ดุม ” ก็ว่า “ รัดดุม ”
“ ใส่กำไร ” ก็ว่า “ สวมกำไล ”
“ ใส่ปิ่น ” ก็ว่า “ ปักปิ่น ”
“ ใส่สร้อย ใส่จี้ ” ก็ว่า “ ผูกสร้อย ผูกจี้ ”
“ ใส่โซ่ ใส่ตรวน ใส่ขื่อ ใส่คา ” ก็ว่า “ จำโซ่ จำตรวน จำขื่อ จำคา”
“ ใส่คุก ” ก็ว่า “ จำคุก ส่งจำ ขังคุก เข้าคุก ”
“ ใส่ตะราง ” ก็ว่า “ ขังตะราง ”
“ ใส่เล้า ” ก็ว่า “ ขังเล้า ”
“ ใส่กรง ” ก็ว่า “ ขังกรง หรือไว้ในกรง ”
“ ใส่หม้อ ใส่ไห ใส่ขวด ”ก็ว่า “ กรอกหม้อ กรอกไห กรอกขวด ”
“ ใส่คลัง ” ก็ว่า “ ขึ้นคลัง ส่งคลัง เข้าคลัง หรือเก็บในคลัง ”
          ถ้าพูดถึง “ ของใส่หีบ ใส่ตู้ ใส่ถุง ”ก็ว่า “ ของในหีบ ในตู้ ในถุง ” ถ้าพูดถึงกริยาก็ว่า“ เข้าหีบ เข้าตู้ เข้าถุง ”
“ ใส่ยุ้ง ใส่ฉาง ” ก็ว่า “ ขึ้นยุ้ง ขึ้นฉาง ”
“ ใส่เรือ ใส่รถ ” ถ้าเป็นสินค้าหรือของมากก็ว่า “ บรรทุกเรือ บรรทุกรถ ” ถ้าเป็นของน้อยก็ว่า “ ไว้ในเรือ ไว้ในรถ ”
“ ใส่ช้าง ใส่เกวียน ใส่ต่าง” ถ้ามาก ก็ว่า“ บรรทุกช้าง บรรทุกเกวียน บรรทุกต่าง ” ถ้าน้อยก็ว่า “ ขึ้นช้าง ขึ้นเกวียน ขึ้นต่าง ”
“ ใส่กระบุง ตะกร้า ตะแกรง ” ก็ว่า “ ไว้ในกระบุง ตะกร้า ตะแกรง ”
“ ใส่กุญแจ ใส่กลอน ” ก็ว่า “ ลั่นกุญแจ ลั่นกลอน ”
“ ตักน้ำใส่ตุ่ม ใส่ถัง ” ก็ว่า “ ขังตุ่ม ขังถัง ”
“ ใส่หมุด ” คำนี้ ถ้าเป็นหมุดแผง ก็ว่า “ สอดหมุด ” ถ้าเป็นหมุดตรึงหรือหมุดขัดสิ่งของใด ๆ ก็ว่า “ ตรึงหมุด ขัดหมุด ”
“ ใส่ยา ” ก็ว่า “ ทายา ปิดยา พอกยา ”
“ บ้วนใส่กระโถน ” ก็ว่า “ บ้วนลงกระโถน ”
          มีบางคำที่ฟังดูเคอะเขิน เช่น การจะกราบบังคมทูลพระกรุณาถึงสิ่งที่สกปรกหรือลามกอนาจาร เช่น กราบบังคมทูลถวายรายงานอาการไข้ เมื่อจะกล่าวถึงการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ มักใช้ว่า “ ไม่ควรจะกราบบังคมทูลพระกรุณาคนไข้ได้ปัสสาวะ ๕ ครั้ง อุจจาระ ๒ ครั้ง ” ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชบันทึกมาเป็นการล้อ ๆ ในรายงานอาการไข้ว่าเมื่อไม่ควรกราบบังคมทูลพระกรุณา แล้วบอกมาทำไม ” ดังนี้
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระองค์ได้โปรดให้ใช้ราชาศัพท์บางอย่าง เช่น เงิน ๒ บาท ให้กราบบังคมทูลว่า ๒ บาทไม่โปรดให้ใช้แปดสลึงหรือกี่ตำลึง ท่านว่าทำให้ย้อนไปนึกถึงความหยาบโลน แต่นี้เป็นเพียงพระราชอัธยาศัยภายในเท่านั้น
ประโยชน์ของการเรียนรู้คำราชาศัพท์
          เพราะเหตุที่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สูงสุดของประเทศมาแต่โบราณ พระเจ้าแผ่นดินทรงใกล้ชิดกับประชาชนอย่างแนบแน่นประการหนึ่ง คำราชาศัพท์นั้นเป็นแบบอย่างวัฒนธรรมอันดีทางด้านการใช้ภาษาไทยประการหนึง และการอ่านหรือศึกษาวรรณคดีก็ดี การรับสารสื่อมวลชนในปัจจุบันก็ดี เหล่านี้ล้วนต้องมีคำราชาศัพท์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมออีกประการหนึ่ง ดังนั้นการเรียนรู้คำราชาศัพท์จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย ดังจะเห็นได้ดังต่อไปนี้
ประโยชน์ทางตรง
         เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า อันได้แก่
1. ประโยชน์จากการใช้คำราชาศัพท์ถูกต้อง
ที่เรียกว่าใช้คำราชาศัพท์ถูกต้องนั้น คือ ถูกต้องตามบุคคลที่ใช้ว่าบุคคลใดควรใช้ราชาศัพท์ขั้นไหน อย่างไร ประการหนึ่ง ถูกต้องตามโอกาส คือ โอกาสใดใชคำราชาศัพท์หรือไม่เพียงใด ประการหนึ่ง และถูกต้องตามวิธีการใช้คือ ใช้ถูกต้องตามแบบแผนที่นิยมนั้นก็อีกประการหนึ่ง การใช้ราชาศัพท์ต้องใช้ทั้งความรุ้และประสบการณ์เป็นดุลยพินิจให้ถูกต้อง
2. ประโยชน์จากการเข้าใจที่ถูกต้อง
ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือประเภทต่างๆ เช่น วรรณกรรมทั่วไป วรรณคดี หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ทั้งหลาย โทรทัศน์ วิทยุ ตลอดจนสิ่งบันเทิงทั้งหลาย มีภาพยนตร์ ละคร โขน ลิเก เป็นต้น เพราะการรับรู้ รับฟัง บางครั้งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า คำราชาศัพท์ร่วมอยู่ด้วยเสมอ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
ประโยชน์โดยทางอ้อม
         เป็นประโยชน์ผลพลอยได้ แม้ตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ตาม คือ เมื่อรู้คำราชาศัพท์ดี ถูกต้อง ฟังหรืออ่านเรื่องราวที่มีคำราชาศัพท์เข้าใจผลประโยชน์พลอยได้ ก็จะเกิดขึ้นเสมอ ดังนี้
1. ธำรงรักษาวัฒนธรรมอันดีงานของชาติไว้
คือ รักษาให้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ ถือเป็นการธำรงรักษาวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติ
2. เพิ่มความมีเสน่ห์ในตัวบุคคล
คือ บุคคลผู้รู้และใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้อง เป็นการแสดงออกซึ่งความมีวัฒนธรรมอันดีงามทางภาษา
คำราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ลำดับพระราชอิสริยศักดิ์พระบรมราชวงศ์
o พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
o สมเด็จพระบรมราชินี , สมเด็จพระบรมราชชนนี , สมเด็จพระยุพราช , สมเด็จพระสยามบรมราชกุมารี
o สมเด็จเจ้าฟ้า
o พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
o พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
o พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
o หม่อมเจ้า
          มูลเหตุที่ทำให้เกิดมีคำราชาศัพท์
คือ ต้องการยกย่องให้เกียรติดังนั้นการศึกษาเรื่องคำราชศัพท์ นี้ จึงแบ่งเป็น 2 ตอน ใหญ่ๆคือ ตอนที่ 1 ศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตอนที่ 2 ศัพท์สำหรับพระภิกษุสงฆ์
ราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์
o คำนามที่เป็นชื่อสิ่งของสำคัญที่ควรยกย่อง มีคำเติมหน้า ได้แก่ พระบรมมหาราช พระบรมมหา พระบรมราช พระบรม พระอัคราช พระอัคร และพระมหา เช่น พระบรมมหาราชวัง พระบรมมหาชนกพระบรมราชชนนี พระบรมราชวงศ์ พระบรมอัฐิ พระบรมโอรสาธิราช พระอัครชายา พระมหาปราสาท พระมหาเศวตฉัตร เป็นต้น
o คำนามเป็นชื่อสิ่งสำคัญรองลงมา นำหน้าด้วยคำ“พระราช” เช่น พระราชวังพระราชวงศ์ พระราชทรัพย์ พระราชลัญจกร เป็นต้น
          o คำนามเป็นชื่อของสิ่งสามัญทั่วไปที่ไม่ถือว่าสำคัญส่วนใหญ่เป็นคำบาลี สันสกฤต เขมร และคำไทยเก่า แต่บางคำก็เป็นคำไทยธรรมดานำหน้าด้วยคำ “พระ” เช่น พระกร พระบาทพระโรค พระฉาย พระแท่น พระเคราะห์ เป็นต้น คำนามใดที่เป็นคำประสม มีคำ “พระ” ประกอบอยู่แล้ว ห้ามใช้คำ “พระ” นำหน้าซ้อนอีก เช่น พานพระศรี (พานหมาก) ขันพระสาคร (ขันน้ำ) เป็นต้น
          o คำนามที่เป็นชื่อสิ่งไม่สำคัญและคำนั้นมักเป็นคำไทย นำหน้าด้วยคำว่า “ต้น” เช่น ม้าต้น ช้างต้น เรือนต้น และนำหน้าด้วย “หลวง” เช่น ลูกหลวง หลานหลวง รถหลวง เรือหลวง สวนหลวง ส่วน “หลวง” ที่แปลว่าใหญ่ ไม่จัดว่าเป็นราชาศัพท์ เช่นภรรยาหลวง เขาหลวง ทะเลหลวง เป็นต้น นอกจากคำว่า “ต้น” และ “หลวง” ประกอบท้ายคำแล้ว บางคำยังประกอบคำอื่นๆ อีก เช่น รถพระที่นั่ง เรือพระที่นั่ง รถทรง เรือทรง ม้าทรง ช้างทรง น้ำสรง ห้องสรง ของเสวย โต๊ะเสวย ห้องบรรทม เป็นต้น
          ศัพท์สำหรับเจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ คือตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชินีลงไปถึงหม่อมเจ้า
o ใช้พระราชนำหน้า เช่น พระราชเสาวนีย์ พระราชประวัติ พระราชดำรัlส พระราชกุศล พระราโชวาท พระราโชบาย เป็นต้น
o ใช้พระนำหน้า เช่น พระเศียร พระองค์ พระหัตถ์ พระทัย พระบาท เว้นแต่หม่อมเจ้าไม่ใช้ “พระ” นำหน้า ใช้ว่า เศียร องค์ หัตถ์ หทัย บาท เป็นต้น
          o คำนามราชาศัพท์สำหรับเจ้านายอยู่ในตัว ไม่ต้องใช้คำนำหน้าหรือคำต่อท้าย เช่น วัง ตำหนัก ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
คำราชาศัพท์ที่ควรทราบ
คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำนาม
คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์
หัว(พระมหากษัตริย์) พระเจ้า หัว พระเศียร
ผม(พระมหากษัตริย์) เส้นพระเจ้า ผม พระเกศา,พระเกศ,พระศก
หน้าผาก พระนลาฎ คิว พระขนง,พระภมู
ขนระหว่างคิว พระอุณาโลม ดวงตา พระจักษุ,พระนัยนา,พระเนตร
จมูก พระนาสา,พระนาสิก แก้ม พระปราง
ปาก พระโอษฐ์ ฟัน พระทนต์
ลิ้น พระชิวหา คาง พระหนุ
หู พระกรรณ คอ พระศอ
ดวงตา พระเนตร หนวด พระมัสสุ
บ่า,ไหล่ พระอังสา ต้นแขน พระพาหา,พระพาหุ
ปลายแขน พระกร มือ พระหัตถ์
นิ้วมือ พระองคุลี เล็บ พระนขา
ห้อง พระอุทร เอว พระกฤษฎี,บั้นพระเอว
ขา,ตัก พระเพลา แข้ง พระชงฆ์
เท้า พระบาท ขน พระโลมา
ปอด พระปัปผาสะ กระดูก พระอัฐิ
หมวดขัตติยตระกูล
          คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์
ปู่,ตา พระอัยกา ย่า,ยาย พระอัยยิกา,พระอัยกี
ลุง,อา(พี่-น้องชาย ของพ่อ พระปิตุลา ป้า,อา(พี่-น้องสาวของ พ่อ) พระมาตุจฉา
พ่อ พระชนก,พระบิดา แม่ พระชนนี,พระมารดา
พี่ชาย พระเชษฐา,พระเชษฐภาตา น้องสาว พระราชธิดา,พระธิดา
หลาน พระนัดดา แหลน พระปนัดดา
ลูกเขย พระชามาดา ลูกสะใภ้ พระสุณิสา
หมวดเครื่องใช้
          คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์
ยา พระโอสถ แว่นตา ฉลองพระเนตร หวี พระสาง
กระจก พระฉาย น้ำหอม พระสุคนธ์ หมวก พระมาลา
ตุ้มหู พระกุณฑล แหวน พระธำมรงค์ ร่ม พระกลด
ประตู พระทวาร หน้าต่าง พระบัญชร อาวุธ พระแสง
ฟูก พระบรรจถรณ์ เตียงนอน พระแท่นบรรทม มุ้ง พระวิสูตร
ผ้าห่มนอน ผ้าคลุมบรรทม ผ้านุ่ง พระภูษาทรง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าชับพระพักตร์
น้ำ พระสุธารส เหล้า น้ำจัณฑ์ ของกิน เครื่อง
ช้อน พระหัตถ์ ช้อน ข้าว พระกระยาเสวย หมาก พระศรี
คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำสรรพนาม
บุรุษที่ 1
สรรพนาม ผู้พูด ผู้ฟัง
          ข้าพระพุทธเจ้า บุคคลทั่วไป พระมหากษัตริย์,เจ้านายชั้นสูง
เกล้ากระหม่อมฉัน บุคคลทั่วไป(หญิง) เจ้านายชั้นรองลงมา
เกล้ากระหม่อม บุคคลทั่วไป(ชาย)
เกล้ากระผม บุคคลทั่วไป
บุรุษที่ 2
สรรพนาม ผู้พูด ผู้ฟัง
          ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป พระมหากษัตริย์,พระบรมราชินีนาถ
ใต้ฝ่าละอองพระบาท เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป พระบรมโอรสาธิราช,พระบรมราชกุมารี
ใต้ฝ่าพระบาท เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป เจ้านายชั้นสูง
ฝ่าพระบาท เจ้านายที่เสมอกันเหรือผู้น้อย เจ้านายชั้นหม่อมเจ้าถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ
บุรุษที่ 3
สรรพนาม ผู้พูด ใช้กับ
         พระองค์ บุคคลทั่วไป พระมหากษัตริย์,เจ้านายชั้นสูง
ท่าน บุคคลทั่วไป เจ้านาย
คำขานรับ
คำ ผุ้ใช้ ใช้กับ
          พระพุทธเจ้าข้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม ชาย พระมหากษัตริย์
เพคะใส่เกล้าใส่กระหม่อมหรือเพคะ หญิง พะมหากษัตริย์
พระพุทธเจ้าข้าขอรับ,พระพุทธเจ้าข้า ชาย เจ้านายชั้นสูง
เพค่ะกระหม่อม หญิง เจ้านายชั้นสูง

ที่มาของคำราชาศัพท์

คำราชาศัพท์ นั้น มีที่มาอยู่ 2 อย่าง คือ

รับมาจากภาษาอื่น
          ภาษาเขมร เช่น โปรด เขนย เสวย เสด็จ เป็นต้น
ภาษาบาลี-สันสกฤต เช่น อาพาธ เนตร หัตถ์ โอรส  เป็นต้น
การสร้างคำขึ้นใหม่ โดยการประสมคำ เช่น ลูกหลวงซับพระพักตร์ ตั้งเครื่อง เป็นต้น

ภาษาที่ใช้คำราชาศัพท์


          คำราชาศัพท์มิได้มีที่มาจากภาษาไทยภาษาเดียว ด้วยว่าการใช้คำราชาศัพท์เป็นการใช้ด้วยตั้งใจ จะทำให้เกิดความรู้สึกยกย่อง เทิดทูน จึงได้เจาะจงรับคำในภาษาต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยมาใช้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาษาที่นับถือกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์ คำราชาศัพท์ส่วนใหญ่จึงมีที่มาจากภาษาต่างประเทศมากมาย อย่างไรก็ตามก็ยังมีคำราชาศัพท์จำนวนไม่น้อยที่ใช้คำภาษาไทยแท้ ซึ่งเป็นคำสามัญยกระดับขึ้นเป็นคำราชาศัพท์ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าคำราชาศัพท์นั้นมีที่มาจากทั้งภาษาต่างประเทศและ ภาษาไทยของเราเอง ดังจะได้พิจารณาต่อไปนี้จากภาษาต่างประเทศ

          ตั้งแต่สมัยโบราณมา คนไทยได้ติดต่อกับคนต่างชาติต่างภาษามากมาย ในบรรดาภาษาทั้งหลายเหล่านั้น มีบางภาษาที่เรายกย่องกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็ได้แก่ ภาษาเขมร บาลี และสันกฤต ภาษาอื่นๆก็นำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์บ้าง แต่ก็ไม่มากและสังเกตได้ชัดเจนเท่า 3 ภาษาที่กล่าวแล้ว

การเรียนรู้เรื่องคำราชาศัพท์

     ตามที่หลายคนคิดว่าคำราชาศัพท์เป็นเรื่องของในรั้วในวัง เป็นเรื่องของผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทนั้น ทำให้คิดต่อไปอีกว่า คำราชาศัพท์เป็นเรื่องยากซึ่งเมื่อก่อนอาจเป็นจริง แต่ปัจจุบันคำราชาศัพท์เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว แม้มิได้ใช้มากเท่ากับภาษาสามัญที่ใช้อยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันแต่ทุกคน โดยเฉพาะผู้มีการศึกษาก็ต้องมีโอกาสที่จะสัมผัสกับคำราชาศัพท์ทุกวัน ไม่โดยตรงก็โดยทางอ้อม โดยเฉพาะทางสื่อมวลชน


Comments