ประเทศไทย

เว็บบอร์ด

'ปอมเปอี' นครที่สาบสูญ

โพสต์29 ก.ค. 2555 22:17โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์

ปอมเปอี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รอการตรวจสอบ
ปอมเปอี *
Pompei Forum.jpg
ประเทศธงของประเทศอิตาลี อิตาลี
ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม
เกณฑ์พิจารณา(iii) (iv) (v)
ประวัติการจดทะเบียน
จดทะเบียน2540 (คณะกรรมการสมัยที่ 21)
ชื่อตามที่ได้จดทะเบียนในบัญชีมรดกโลก
** ภูมิภาคที่จัดแบ่งโดยยูเนสโก


แผนที่ของวิสุเวียส ปอมเปอี และเมืองใกล้เคียง ขณะวิสุเวียสระเบิด วันนั้น ทิศทางลมพัดเถ้าถ่านมาที่ปอมเปอี
ภาพกราฟิกจำลองวาระสุดท้ายของเมือง ในสารคดีของ BBC เรื่อง Pompeii: The Last Day
ผู้เสียชีวิตในปอมเปอี ถูกความร้อนเผาจนร่างกายกลายเป็นโพรง จึงต้องหาโพรง และเทปูนปลาสเตอร์ จะเห็นเป็นร่างผู้เสียชีวิต
ภาพวาดหายนะในปอมเปอีของ Karl Brullov วาดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1830-1833

เมืองปอมเปอี (Pompeii) ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ยังเป็นเพียงเมืองของชนเผ่าเร่ร่อน จนกระทั่ง 80 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปอมเปอีจึงได้เป็นเมืองของอาณาจักรโรมัน และชาวปอมเปอีจึงได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองโรมัน หลังจากนั้นไม่นาน ชาวโรมันที่มั่งคั่งพากันสร้างบ้านพักตากอากาศตามชายฝั่งทะเลของปอมเปอี และบริเวณลาดเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส และผู้คนเหล่านี้ได้ลงทุนทำอุตสาหกรรมผลิดสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยขึ้นในเมืองนี้ และไม่นานปอมเปอีก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้าอันมั่งคั่ง เต็มไปด้วยผูคนที่มีความสามารถสูง ภายในเมืองมีทั้งสถาปัตยกรรมต่างๆที่ไม่เหมือนใครอยู่มากมาย แต่ที่เด่นๆก็คือ หลังคาเหนือห้องโถงจะมีช่องโหว่ใหญ่ด้านกว้าง และหลังคาเอียงลาดลงไปทางรูโหว่นั้น เมื่อฝนตก น้ำฝนจะไหลลงไปตามหลังคา ลงไปตามรูโหว่ และไหลลงสู่อ่างกระเบื้องที่อยู่ใต้รูโหว่ และไหลสู่ถังเก็บน้ำ และนอกจากนี้ ยังสะพานส่งน้ำและน้ำพุสาธารณะ ซึ่งน้ำสะอาดมาก แต่ชาวปอมเปอีจะสะดวกสะบายมากต่อเมื่อมีฐานะดี แต่ครอบครัวที่ยากจนลงมาจะต้องเริ่มทำงานหาเลี้ยงตนตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ผู้ที่ร่ำรวยส่วนมากก็เป็นทาสที่เป็นอิสระแล้ว ซึ่งคนรวยประเภทนี้ไม่มีอำนาจทางการเมือง คนที่จะมีอำนาจทางการเมืองได้นั้นจะต้องไม่เคยเป็นทาส

อุตสาหกรรมหลักของเมืองปอมเปอี คือ ผลิตเหล้าองุ่นและผ้าขนสัตว์

[แก้]หายนะของเมืองปอมเปอี

วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 เวลา 13นาฬิกา 30 นาที ภูเขาไฟวิสุเวียสได้ระเบิดขึ้น ฝุ่นควัน หินพัมมิซ และก๊าซพิษจำนวนมากถูกพ่นออกมา กระแสลมในวันนั้นได้พัดพามันไปที่เมืองปอมเปอี และสตาเบีย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิสุเวียส แต่เมืองปอมเปอีใกล้กว่า จึงได้รับผลกระทบมากกว่า ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันจากภูเขาไฟจนแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องลอดมาได้ จึงตกอยู่ในความมืดคล้ายยามราตรี หลังจากนั้นไม่นาน หินพัมมิซในฝุ่นควันก็เริ่มจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ที่หนักขึ้น เย็นลง และเริ่มร่วงลงมาสู่เมืองปอมเปอี ชาวเมืองเริ่มวิตก บางคนรีบหนีไป บางคนไปหลบในบ้านหรือในสถานที่ส่วนรวม

ต่อมาไม่นานนัก ชาวปอมเปอีก็เริ่มหายใจไม่ออก เพราะก๊าซพิษที่ภูเขาไฟพ่นออกมาทำให้อากาศไม่สะอาด ผู้ที่พยายามจะหนีส่วนใหญ่ตาย สาเหตุการตายส่วนใหญ่เพราะหินพัมมิซขนาดใหญ่หล่นใส่หัว แล้วก็ล้มลงหมดสติ แล้วก็ขาดอากาศหายใจจนตายในที่สุด ตกเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ชาวปอมเปอีที่หลบภัยในบ้านเริ่มตาย เพราะหินพัมมิซทับถมกันหนาจนบ้านถูกฝังและขาดอากาศหายใจจนตาย ต่อมาไม่นาน หลังคาบ้านก็เริ่มถล่ม เพราะรับน้ำหนักหินไม่ไหว ทำให้ผู้คนถูกฝัง

วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 79 ช่วงเช้า วิสุเวียสระเบิดแรงขึ้น ทำให้ท้องทะเลปั่นป่วนเพราะแรงสั่นสะเทือน คลื่นชายหาดแรงมากจนบ้านพักตากอากาศริมทะเลถูกคลื่นซัดพังไปหลายหลัง ช่วงบ่าย กระแสลมเปลี่ยนทิศไปทางทิศตะวันตก(เยื้องใต้เล็กน้อย) นำพาฝุ่นควันสู่เมืองมิเซนัมและเฮอร์คิวเลเนียม แต่เฮอร์คิวเลเนียมอยู่ใกล้กว่ามาก จึงได้รับหายนะมากกว่า

วันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 79 ภูเขาไฟระเบิดเบาลง แต่ก็เกิดฝนตกลงมาบริเวณลาดเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส ซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่ร้อนจัด

วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 79 น้ำฝนละลายผสมกับเถ้าถ่านกลายเป็นโคลนเดือดไหลทะลักลงมากลบเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิต แต่เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่ได้ล่องรืออพยพออกไปแล้ว ไม่นาน วิสุเวียสก็หยุดอาละวาด

ผู้รอดตายได้กลับไปยังเมืองของตน แล้วได้นำซากอาคารที่โผล่พ้นเถ้าถ่านฝุ่นควันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

นักประวัติศาสตร์ชาวโรมชื่อ แทซิทัส ได้ทำการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้เป็นภาษาละติน

[แก้]การขุดค้นพบเมืองปอมเปอี

ใน ค.ศ. 1534 ได้มีการขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอีเป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ ต่อมาใน ค.ศ. 1689 คนงานขุดคลองส่งน้ำคณะหนึ่ง ได้ขุดไปเจอซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมัน และพบเหรียญเงินและรูปปั้น ซึ่งพวกเขาได้เคลื่อนย้ายออกไป และขุดคลองต่อ

ค.ศ. 1748 ตระกูลบูร์บง ซึ่งเป็นเชื้อสายกับราชวงศ์บูร์บง ซึ่งเป็นผู้ปกครองรัฐเนเปิลส์ในอิตาลีระหว่าง ค.ศ. 1734-ค.ศ. 1861 ได้สนใจที่จะค้นหาเมืองปอมเปอี พวกเขาจึงใช้เงินจ้างคนงานไปขุดเมืองโดยกยการขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปจนพบเมือง พวกเขาจึงสั่งให้นำสิ่งของมีค่าออกมาและเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของตระกูลบูร์บง

ค.ศ. 1861 รัฐต่างๆในอิตาลีได้รวมกันเข้าเป็นประเทศเดียวกัน ส่งผลให้ตะกูลบูร์บงล่มสลาย ชาวอิตาลีจึงให้ความสนใจกับการขุดปอมเปอีมากขึ้น จิอูเซปเป ฟีออเรลลี ได้เป็นหัวหน้าคณะนักโบราณคดี เขาได้คิดวิธีอันน่าทึ่งในการขุดปอมเปอี เช่น ร่างกายชาวปอมเปอีนั้น ได้ถูกความร้อนและกาลเวลาเปลี่ยนสภาพเป็นโพรงขี้เถ้าขนาดเล็ก เขาได้เจาะรูลงไปเป็นรูเล็กๆ และเทปูนปลาสเตอร์ลงไป รอให้แห้งแล้วจึงขุดขึ้นมา ทำให้เห็นถึงท่าทางสุดท้ายของชาวเมืองหลายคนก่อนที่จะตาย

ค.ศ. 1924-ค.ศ. 1961หัวหน้าคณะนักโบราณคดีได้เปลี่ยนคนเป็น อเมดีโอ มายอูรี เขาบูรณะซ่อมแซมฝาผนังและเพดาน ข้าวของเครี่องใช้ที่นำมาศึกษาจะถูกวางไว้ที่เดิมหลังศึกษาเสร็จ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งผู้มาท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ถึงชีวิตที่หรูหราในปอมเปอีและพลังอำนาจของธรรมชาติ

'ปอมเปอี' นครที่สาบสูญ

[font=MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif][size=2][font=Verdana][size=3]คงไม่มีใครคาดคิดว่าภูเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่เป็นฉากหลังของเมือง จะกลายมาเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ เมื่อมันสามารถกลืนเมืองที่เคยรุ่งเรืองให้เหลือเพียงแค่อดีตในช่วงเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

24 สิงหาคม ค.ศ. 79 คือวันที่ทำให้เมืองแฝดปอมเปอีและเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งแคมปาเนียอันงดงาม ภายใต้ร่มเงาของภูเขาไฟขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหลต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว พื้นดินยกระดับ และน้ำพุใต้ดินแห้งเหือด สำหรับวันนี้อาจจะสามารถบอกได้ว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ทว่าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนหน้านี้ ปรากฏการณ์เหล่านั้นซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยถึงการเกิดของภูเขาไฟที่หลับใหลมานาน กลับแทบไม่มีส่วนช่วยให้ผู้คนลุกขึ้นมาเตรียมการเพื่อให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติที่ว่านี้เลย

กว่า 1,800 ปีที่ภูเขาไฟเวซูเวียสไม่เคยปะทุ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเมืองปอมเปอีจะไม่รู้ว่ามันคือภูเขาไฟ จนถึงขั้นที่ว่าในภาษาลาตินไม่เคยมีการบัญญัติศัพท์คำว่าภูเขาไฟนี้มาก่อน แต่การหลับใหลของภูเขาไฟนั้น ยิ่งนานเท่าไหร่การระเบิดของมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

แอ่งเก็บแมกม่าเดือดกว้างประมาณสามกิโลเมตรได้ก่อตัวขึ้นภายในภูเขาไฟเวซูเวียส มันถูกกักอยู่ภายในด้วยแมกม่าเก่าที่จุกอยู่ แต่ในที่สุดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากน้ำและก๊าซก็ทำลายจุกลาวานั้น และภูเขาไฟเวซูเวียสก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

แต่การระเบิดของภูเขาไฟแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 79 ไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟที่เราพบเห็นทั่วไป มันไม่มีลาวาหรือลักษณะอื่น ๆ ที่มักจะปรากฏพร้อมกับภูเขาไฟ การระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียน ซึ่งนับเป็นการระเบิดที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด

มันประกอบด้วยก๊าซร้อนจัด แมกม่า และเถ้าถ่านที่ก่อตัวเป็นหอคอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้า แมกม่านั้นจะเย็นลงและตกลงมาบนผิวโลกในสภาพหินภูเขาไฟพรุน ซึ่งว่ากันว่าภูเขาไฟเวซูเวียสแห่งนี้จะเกิดระเบิดขึ้นทุก ๆ 2,000 ปี

ทันทีที่หินภูเขาไฟ ก้อนหิน และเถ้าถ่านถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ สภาพกลางวันถูกเปลี่ยนเป็นกลางคืนในชั่วพริบตา หินภูเขาไฟและก้อนหินที่ตกลงมาราวกับสายฝน ค่อย ๆ ทับถมจนเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในวันนั้นสิ้นชีวิตลงพร้อม ๆ กัน

สิ่งที่ปะปนมากับหินภูเขาไฟพรุนก็คือก้อนหิน มันเป็นหินเย็นความหนาแน่นสูงซึ่งถูกกระชากออกมาจากด้านในของภูเขาไฟ และถูกพ่นขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกลงมาบนโลกอีกครั้งในสภาพจรวดมรณะที่เดินทางด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อถึงจุดสุดยอดของการระเบิด แมกม่า เถ้าถ่าน และก๊าซปริมาณมหาศาลถึง 100,000 ตันจะถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟทุก ๆ วินาที และพุ่งขึ้นไปข้างบนด้วยความเร็วเท่ากับเครื่องบินเจ็ทสู่ความสูง 33 กิโลเมตรซึ่งเทียบเท่ากับความสูงของภูเขาเอเวอเรสต์ 3.5 เท่า

แมกม่า ก๊าซ และเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟเวซูเวียสพ่นออกมาเหนือแคว้นแคมปาเนียนั้น สามารถคิดเป็นปริมาตรมากกว่าสี่ลูกบาศก์กิโลเมตร และสามารถพบร่องรอยได้ไกลถึงแอฟริกา เถ้าถ่านเหล่านั้นมีจำนวนมากพอที่จะบรรจุลงในลูกบาศก์ที่กว้างยาวสูงด้านละ 2.4 กิโลเมตร

ไม่เพียงเท่านั้นเมืองตากอากาศเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดก็ถูกฝังอยู่ใต้หินและเถ้าถ่านภูเขาไฟลึกถึง 25 เมตร ขยายแนวชายฝั่งให้ยาวกว่าเดิมถึงราว 450 เมตร

แต่หากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่สายลมพัดมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ชาวเมืองปอมเปอีก็คงจะไม่ต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้หรืออาจจะมีหนทางหนีรอดได้มากกว่านี้ เพราะตามปกติสายลมจะพัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งคงจะช่วยพัดพาแมกม่าออกไปเหนืออ่าวเนเปิลส์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของคนที่เห็นเหตุการณ์ คนที่พยายามหลบหนี และเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงผู้รอดชีวิตรายหนึ่งที่เขียนเล่าเหตุการณ์ไว้ในบันทึกเรื่องราวภัยพิบัติของ
Comments