อาณาจักรที่สาบสูญ

เวียงเจ็ดลิน

โพสต์30 ก.ค. 2555 00:59โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์

เวียงเจ็ดลิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เวียงเจ็ดลิน เป็นเวียง (เมือง) ขนาดเล็ก ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเชียงใหม่ เป็นเวียงที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนา

ภาพถ่ายทางอากาศของเวียงเจ็ดลิน

คำว่า ลิน หมายถึง รางริน และ คำว่า “เจ็ดลิน” ก็หมายความถึง รางรินทั้งเจ็ด แต่จะหมายถึง มีรางรินอยู่ 7 แห่ง หรือว่า มีรางรินอยู่ทั้งหมด 7 ราง ก็จะต้องค้นหาหลักฐานกันต่อไป แต่บางตำราสันนิษฐานว่าในเวียงดังกล่าว มีแม่น้ำ หรือคลองส่งน้ำจำนวน 7 สาย

[แก้]เวียงเจ็ดลิน ในปัจจุบันมีถนนห้วยแก้ว ตัดผ่าน และเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพเชียงใหม่ สวนสัตว์เชียงใหม่ องค์การส่งเสริมการโคนมภาคเหนือ (อสค.) โรงงานผลิตนมของโครงการโคนมไทย–เดนมาร์ก สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ สวนรุกขชาติห้วยแก้ว ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ เป็นต้นที่ตั้ง

ลักษณะกายภาพเป็นที่ราบเชิงเขา มีพื้นที่สูงด้านตะวันตกและลาดเทมาทางตะวันออก พื้นที่ด้านตะวันตกสูงกว่าบริเวณอื่นมาก ทำให้ด้านนี้ไม่จำเป็นต้องมีคันดิน ส่วนด้านอื่น ๆ เป็นคันดินสองชั้น มีคูน้ำอยู่ระหว่างกลาง แต่ปัจจุบันบางแห่งถูกทำลายลง แต่คันดินที่สมบูรณ์จะอยู่บริเวณสวนรุกขชาติห้วยแก้ว ส่วนคันดินชั้นนอกถูกทำลายลงไปมากแต่ยังพอเห็นได้ในบางช่วง

รูปร่างของเวียงเจ็ดลิน เป็นรูปวงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 900 เมตร

[แก้]เวียงเจ็ดลินในตำนาน

ตำนานที่กล่าวถึงการสร้างเวียงเจ็ดลินคือ ตำนานสุวรรณคำแดง และตำนานเชียงใหม่ปางเดิม ที่ได้อธิบายถึงการก่อร่างสร้างเมืองของชนพื้นเมืองในแถบดอยสุเทพ ซึ่งในตำนานย้อนไปถึงเรื่องราวของเจ้าหลวงคำแดง อันเป็นอารักษ์ของเมืองเชียงใหม่ ว่าได้เดินทางตามเนื้อทรายทอง มาถึงดอยสุเทพ และได้มีลูกกับนางผมเฝือและนางสาดกว้าง จากนั้นก็สร้างเมือง “ล้านนา”ให้ลูกได้อยู่จากนั้นก็ได้กลับไปยังดอยหลวงเชียงดาว

เมืองที่เจ้าหลวงคำแดงได้สร้างนั้น ต่อมาได้ล่มเป็นหนองใหญ่ แล้วก็ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นมาอีกเมือง ชื่อว่า “เมืองนารัฏฐะ” โดยมีเจ้าเมืองชื่อว่า “มินนราช” สืบมาจนถึงสมัยของ “พระยามุนินทพิชชะ” คนไม่มีศีลไม่มีสัจ เจ้าเมืองขาดคุณธรรม ทำให้อารักษ์และเชนบ้านเชนเมืองไม่พอใจ บันดาลให้เมืองล่มลงเป็นคำรบสอง

ถัดมาก็ไปสร้างเมืองอีกเมืองหนึ่งอยู่ทางตะวันออกของตีนดอยอุสุปัพพตา นามว่า “เวียงเชฏฐบุรี” หรือ “เวียงเจ็ดลิน” ซึ่งขณะนั้นมีทั้งไทยและลัวะอยู่ด้วยกัน ฝ่ายข้างไทย มีพระยาสะเกต เป็นหัวหน้า ฝ่ายลัวะมีพระยาวีวอเป็นหัวหน้า

เวียงเชฏฐปุรีนี้มีผู้ปกครองสืบมา 14 ท้าวพระญา ก็ถูกผีขอกฟ้าตายืน มาล้อมเวียงทำให้ชาวเมืองเดือดเนื้อร้อนใจเป็นอันมาก ยามนั้นเจ้ารสี จึงขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากพระยาอินทาธิราช พระยาอินท์จึงให้ชาวลัวะทั้งหลายถือ ศีล 5 ศีล 8 เมื่อนั้นผีทั้งหลายก็ไม่มาเบียดเบียนอีกต่อไป และนอกจากนี้ พระอินทร์ก็ยังให้ลัวะ 9 ตระกูลดูแลรักษา ขุมเงิน ขุมคำ (ทอง) และขุมแก้ว บ้านเมืองเจริญและบ้านเมืองขยายมากขึ้น

จากเวียงเชฏฐปุรีจึงขยายไปสร้างเวียงใหม่อีกสองแห่งคือ “เวียงสวนดอกไม้หลวง” และ “เมืองล้านนานพบุรี” ตามลำดับ สำหรับตำนานจะกล่าวถึงเวียงเจ็ดรินหรือเวียงเชฏฐปุรีเพียงเท่านี้ จากนั้นจะเป็นเรื่องราวของเสาอินทขีลต่อไป

นอกจากตำนานนี้แล้ว เวียงเจ็ดลิน หรือเวียงเชฏฐปุรี ยังกล่าวถึงในตำนานของขุนหลวงวิรังคะ อันเป็นเจ้าแห่งลัวะบริเวณเชิงดอยสุเทพ ที่ทำการสู้รบกับหริภุญไชย ด้วยเหตุที่พระนางจามเทวีไม่ตอบรับจิตปฏิพัทธ์ซ้ำยังดูหมิ่น จึงยกทัพเพื่อจะมาต่อท้ากับเมืองหริภุญไชย แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับสองโอรสฝาแฝดของพระนางจามเทวี

จากเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า เวียงเจ็ดลิน เป็นเมืองที่มีการพัฒนาและเจริญมาในระดับหนึ่งในเชิงดอยสุเทพ และจากตำนานชี้ให้เห็นว่า การตั้งถิ่นฐานของผู้คนในดินแดนนี้มาเนิ่นนานแล้ว


[แก้]เวียงเจ็ดลินนับจากสมัยพญาสามฝั่งแกน

เวียงเจ็ดลินที่เห็นในปัจจุบันนี้ สร้างในสมัยของพญาสามฝั่งแกน ในปี พ.ศ. 1954 เพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันเมืองเชียงใหม่ ในคราวที่ท้าวยี่กุมกามพี่ชาย ได้ชักชวนพญาไสลือไทแห่งสุโขทัย ยกทัพมาตีเชียงใหม่ และมาตั้งทัพอยู่บริเวณเชิงดอยเจ็ดลิน อันเป็นบริเวณเวียงเจ็ดลิน

เมืองเชียงใหม่ จึงทำการตั้งกองทัพ โดยใช้เกวียน 200 เล่มตั้งเรียงรายจากแจ่งหัวลินไปทางเชิงดอยเจ็ดลิน ทำให้พญาไสลือไท มีความเกรงกลัวจึงยกทัพหนีกลับไปยังสุโขทัย ทำให้พญาสามฝั่งแกน เอาเหตุอันที่พญาไสลือไท พ่ายกลับไป จึงสร้างเวียงยังที่ตั้งทัพนั้นเอง การสร้างเวียงเจ็ดลินใช้ผังเมืองเป็นรูปวงกลม เพราะเวลามีข้าศึก จากศูนย์กลางไปยังกำแพงเมืองจะใช้เวลาพอ ๆ กันทุกทิศทาง ทำให้การป้องกันเมืองทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การศึกบริเวณดอยเจ็ดลินครั้งนี้ ทำให้ก่อให้เกิดตำแหน่งขุนนาง หนึ่งในสี่ขุนนางสำคัญ นั่นคือตำแหน่ง “เด็กชาย” นอกเหนือจากตำแหน่ง “สามล้าน – แสนพิงไชย – จ่าบ้าน” ด้วยเหตุที่มีหนุ่มวัย 16 ผู้หนึ่งนาม "เพ็กยส" มีความกล้าหาญไปสอดแนมทัพของท้าวยี่กุมกามและพญาไสลือไท และได้ตัดหัวข้าศึกมาถวาย พญาสามฝั่งแกนจึงให้ตำแหน่งเป็น “เด็กชาย” สืบมาถึงปัจจุบัน

เมื่อพญาสามฝั่งแกนสร้างเวียงเจ็ดลินแล้ว ก็ใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน และได้ประทับที่เวียงนี้มากกว่าที่จะประทับอยู่ในเวียงเชียงใหม่ จนเป็นเหตุให้ท้าวลก ได้ลุกมาชิงอำนาจเป็นพระเจ้าติโลกราชได้

เวียงเจ็ดลินก็ยังมีความสำคัญอยู่เสมอมา ด้วย “น้ำ” ที่เวียงเจ็ดลินนี้ ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ อนึ่งได้รับน้ำจากดอยสุเทพ และ ศูนย์กลางของเมืองก็ยังเป็นแหล่งน้ำผุด และมีรสชาติโอชา ในสมัยของพญายอดเชียงรายได้นำน้ำจากเวียงเจ็ดลิน มาทำน้ำอบเพื่อส่งไปเป็นน้ำสรงพระธาตุดอยตุง

ในสมัยของพระมหาเทวีจิระประภา พระไชยราชากษัตริย์แห่งอยุธยา ได้ยกทัพเพื่อที่จะมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ด้วยนโยบายทางการเมืองของพระมหาเทวี จึงได้ผูกไมตรีเป็นพันธมิตรกับพระไชยราชา และได้พาเสด็จมายังเวียงเจ็ดลินนี้ด้วยเช่นกัน

เวียงเจ็ดลินยังมีความสำคัญมาจนถึงสมัยของเจ้าเจ็ดตน ดังสมัยของเจ้าหลวงพุทธวงศ์ (พ.ศ. 2369 – 2389) ก็มาประทับที่เวียงเจ็ดลิน ในระหว่างที่มีเคราะห์ และในระหว่างปี พ.ศ. 2458 – พ.ศ. 2468 เวียงเจ็ดลินก็ใช้เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ ด้วยเช่นกัน

[แก้]ข้อสันนิษฐานของวัตถุประสงค์การสร้างเวียงเจ็ดลิน

  1. เพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันข้าศึกที่จะมารุกรานเชียงใหม่ ในสมัยของพญาสามฝั่งแกน ซึ่งอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20
  2. เพื่อเป็นพระราชวัง ในการแปรพระราชฐานของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ดังหลักฐานในการเสด็จย้ายเคราะห์มาประทับ ณ เวียงเจ็ดลินเป็นระยะนับแต่พญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1954) ถึงเจ้าหลวงพุทธวงศ์ (พ.ศ. 2369 – 2389)
  3. เป็นเขตพุทธาวาส ในเวียงเจ็ดลินมีวัดอยู่ทางทิศตะวันตกของเวียง หันหน้าลงสู่ทิศตะวันออกของเวียง ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดหมูบุ่น ซึ่งมีเพียงวัดเดียวในเวียงแห่งนี้
  4. เพื่อการบูชาเทพเจ้า จากหลักฐานที่ค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2525 มีการขุดสระน้ำขึ้นในเวียงเจ็ดลิน พบแท่งศิลากลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม. ความยาว 80 ซม. ส่วนที่พบหักออกจากแท่นเดิมสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นเสาหลักเมือง
  5. เพื่อเป็นสุสานบรรพบุรุษของชนลัวะ จากหลักฐานที่พบในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา ชนลัวะนิยมทำหลุมศพเป็นวงกลมดังเช่นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และพบว่าบริเวณทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในศูนย์ราชการปศุสัตว์ พบโครงกระดูกมนุษย์โบราณมากมาย ทั่วบริเวณทุ่งหญ้าเหล่านั้น
  6. เพื่อเก็บน้ำศักดิ์สิทธิ์ จากที่มาของน้ำทั้ง 7 ลิน ที่ไหลมาจากดอยอุฉุปัพฉบรรพต (ดอยอ้อยช้าง, ดอยสุเทพ) นำมาไว้ในเวียงเจ็ดลิน รวมกับขุนน้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น การสรงมุรธาภิเษก เสด็จขึ้นครองเมืองของกษัตริย์ล้านนา

เวียงเจ็ดลิน รากประวัติศาสตร์เชียงใหม่

ระยะ 3 – 5 ปีที่ผ่านมางบประมาณหลายพันล้านบาทถูกเทลงมาโถมทับเมืองเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เรียกกันว่าแหล่งท่องเที่ยว Man – Madeหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น  ด้วยเหตุผลที่ว่าเชียงใหม่ไม่มีจุดขายทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ แหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ซ้ำเดิม ใครมาเที่ยวครั้งเดียวก็ไม่อยากกลับมาซ้ำอีก นี่อาจเป็นเหตุผลที่คิดกันง่าย ๆ มองกันง่าย ๆ โดยหลงลืมไปว่าบ้านนี้เมืองนี้มีของดีมากมาย เป็นสมบัติอันล้ำค่า เป็นสินค้าการท่องเที่ยวที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

หลงลืมไปว่าแผ่นดินนี้มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่บ้านเมืองอื่นทั่วโลกอาจไม่มี แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่สิ่งเหล่านี้กำลังถูกลืมไปตามกาลเวลา ทั้งยังมีบางสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ มีเรื่องราวที่ร้อยเรียงไว้นานนับพันปี แต่กลับไม่มีใครที่คิดจะหยิบขึ้นมาเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว สิ่งนี้เป็นรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ล้านนาอย่างแท้จริง

เวียงเจ็ดลิน บริเวณพื้นที่เชิงดอยสุเทพ ที่มีลักษณะเป็นเขตคันดินและคูน้ำก่อขึ้นเป็นวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 900 เมตร คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ว่านั้น

จากหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเวียงเจ็ดลิน ที่รวบรวมโดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ ระบุว่า เวียงเจ็ดลิน ที่ปรากฏหลักฐานขอบเขตคันดินรูปกลม 2 ชั้น ระหว่างคูน้ำบริเวณเชิงดอยสุเทพ (ด้านทิศตะวันออก) นั้น แม้ในระยะประวัติศาสตร์ล้านนา หลักฐานด้านเอกสารได้กล่าวถึงชื่อเวียงเจ็ดลิน ในรัชกาลพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1945  1985) คราวศึกจากเมืองสุโขทัย (พระเจ้าไสลือไท) ยกทัพมาประชิดเมืองเชียงใหม่ จากการที่เจ้ายี่กุมกามผู้เป็นพี่พญาสามฝั่งแกน ได้ขอกำลังพลมาช่วยตีเมืองเชียงใหม่หวังได้ขึ้นครองราชย์ ที่ต่อมาเกิดการประลองฝีมือทหารแทนการต่อสู้ทำสงครามกัน ปรากฏฝ่ายเชียงใหม่สามารถประลองได้รับชัยชนะ ทำให้ฝ่ายสุโขทัยถอยกำลังออกไปตั้งค่ายพักกำลังพลอยู่ที่ดอยเจ็ดลิน พร้อมได้ขึ้นสรงดำเศียร (อาบน้ำ-สระผม) ที่ดอยผาลาดก่อนการยกทัพกลับสุโขทัย

เมื่อสุโขทัยยกกำลังพลกลับไปแล้ว พญาสามฝั่งแกนได้ถือเอานิมิตที่พระเจ้าไสลือไทขึ้นไปสรงน้ำ ณ ดอยผาลาดแล้วเกิดมีใจครั่นคร้ามจนเลิกทัพกลับไปนั้น เป็นสาเหตุทำให้สถาปนาเวียงเจ็ดลินขึ้นที่บริเวณดอยเจ็ดลิน ซึ่งจากเรื่องราวและเหตุการณ์ดังกล่าว พิจารณาว่าคือตำแหน่งที่ตั้งเวียงเจ็ดลินในปัจจุบัน ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกระยะทางเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ดังนั้น ความเป็นเวียงหรือชุมชนที่มีความเจริญในสมัยประวัติศาสตร์ของล้านนา ก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่เวียงเจ็ดลินอีกครั้งตั้งแต่รัชกาลพญาสามฝั่งแกน หรือราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา

หากพิจารณาเพิ่มเติมในระยะเวลาย้อนก่อนหน้าขึ้นไปอีก ก็พบหลักฐานด้านเอกสารอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นตำนาน/พงศาวดาร เล่าถึงชุมชนบ้านเมืองในเขตดอยสุเทพ-ดอยคำ และเขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง คือเรื่องราวเหตุการณ์ของแคว้นหริภุญไชยและสภาพชุมชนสมัยก่อนวัฒนธรรมหริภุญไชย ในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่ 13 ขึ้นไป จากเรื่อง “ฤาษี” ผู้นำชุมชนเขตนี้ได้สร้างเมืองให้กลุ่มคนพื้นเมืองในเขตนี้ปกครองกันเอง และมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมหริภุญไชยในระยะหลังมา กรณีที่พบหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานที่มีรูปแบบอิทธิพลหริภุญไชยจากการขุดแต่งโบราณสถาน  วัดสันกู่ บนดอยสุเทพ และเขตวัดต่าง ๆ ของเวียงกุมกาม

ความน่าสนใจและเด่นชัดของเวียงเจ็ดลินคือ การสร้างขอบเขตคู-คันดินที่มีลักษณะกลมนั้น จัดเป็นรูปแบบผังเมืองที่แปลกหรือพิเศษกว่าชุมชนโบราณแห่งอื่น ๆ ที่สามารถพิจารณากำหนดอายุสมัยได้ทั้งในรุ่นเก่าก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 หรือรุ่นพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา หรืออาจเป็นรูปแบบที่ทำสืบเนื่องกันมา การสร้างขอบเขตคู  คันดินในระยะแรก ๆ นั้น เป็นไปได้ว่าเป็นการสร้างแนวป้องกันน้ำจากกรณีน้ำหลากท่วมขังในฤดูฝน อันจะเป็นอันตรายหรือก่อเกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรและบ้านเรือนอยู่อาศัย รวมถึงการได้ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง ที่โดยมากลักษณะเขตคันดินจะวางตามแนวภูมิประเทศ เช่นยาวขนานไปตามลำแม่น้ำ หรือเป็นรูปวงรีตามขอบชายเนิน หรือรูปแบบคดโค้งตามลักษณะภูมิประเทศแบบอื่น ๆ โดยไม่จัดอยู่ในแบบรูปทรงเราขาคณิตใด ๆ อันเป็นรูปแบบคู-คันดินชุมชนโบราณในเขตล้านนาโดยทั่วไป ที่พิจารณาว่าได้มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนล้านนา ซึ่งแตกต่างกับรูปแบบเวียงพระธาตุ ในระยะที่ล้านนารับเอาอิทธิพลพุทธศาสนาแล้ว ที่มีผังการก่อสร้างตามคติจักรวา (Cosmology) หรือมณฑล (Mandala) ที่สร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญไว้ตรงจุดศูนย์กลาง

เวียงเจ็ดลิน  แม้จะมีขอบเขตคู-คันดินรูปวงกลม แต่กลับไม่พบศาสนสถานหรือร่องรอยสิ่งก่อสร้าง   อื่น ๆ ของวัดที่ศูนย์กลางเมือง แต่มีวัดอย่างน้อย 2 วัดในเขตสถานีโคนมเชียงใหม่เดิม หรือศูนย์ราชการสำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่ในปัจจุบัน และจากการขุดค้นในพื้นที่สวนรุกขชาติห้วยแก้วบริเวณใกล้กำแพงเมืองภายในด้านทิศใต้ พบหลักฐานการกระจายของอิฐก้อนขนาดใหญ่ (25 x 55 x 15 ซม.) อันเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารศาสนสถานหรือวัด เช่นเดียวกับอิฐของวัดร้างในเขตสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่ภายนอกติดกับกำแพงเวียงเจ็ดลินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ก็ได้พบหลักฐานวัดร้างที่สำรวจพบแล้วจำนวน 6 แห่ง อันเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมืองด้านนี้

ดังนั้น จึงพิจารณาว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกับคติจักรวาล แต่น่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่มาจากพื้นฐานภูมิปัญญาของคนพื้นเมืองในท้องถิ่นเอง ซึ่งมีพัฒนาการก่อสร้างมาตั้งแต่รุ่นก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ตามหลักฐานตำนาน-พงศาวดารได้กล่าวพาดพิงถึงกรณีเวียงมิคสังคร

การสถาปนาเขตชุมชนแห่งนี้ขึ้นเป็นเวียงในรัชกาลพญาสามฝั่งแกนของล้านนา จึงหมายความถึงการกระจายความเจริญเข้ามาสู่เขตพื้นที่เชิงดอยสุเทพ โดยการให้ขุนนางหรือบุคคลในราชวงศ์มาปกครองดูแลขึ้นตรงต่อเมืองเชียงใหม่ ภายหลังจากที่เป็นเขตชุมชนที่อาศัยของกลุ่มคนพื้นเมืองตั้งแต่ระยะก่อนสมัยล้านนา ที่น่าจะมีขอบเขตคู คันดินขึ้นก่อนแล้วในฐานะที่เป็นเมืองชุมชนที่ตั้งยู่ชายขอบ (Peripheral) ของแคว้นหริภุญไชย หรือในระยะก่อนหน้าขึ้นไปในสมัยฤาษีวาสุเทพ

 

ไขปริศนาวงกลมพันปี

นายไกรสิน อุ่นใจจินต์ จากสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ อธิบายว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏชี้ให้เห็นว่า เวียงเจ็ดลิน น่าจะมีอายุมากกว่า 1,000 ปี ซึ่งหมายความว่าเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ก่อนที่จะมีเชียงใหม่ จุดเด่นของเวียงเจ็ดลินอยู่ที่การมีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนพื้นเมืองดั้งเดิมของเชียงใหม่คือ “ชนเผ่าลั๊วะ” ที่มีพัฒนาการทางด้านอาชีพการเกษตรในที่ราบ เก็บของป่า ทำข้าวไร่ และจากหลักฐานที่พบในสมัยนั้นยังไม่รู้จักการทำเหมืองฝาย

จะเห็นว่าการวางผังเมืองของเวียงเจ็ดลินที่มีลักษณะวงกลม หลักฐานทางประวัติศาสตร์อ้างอิงว่าเพื่อป้องกันน้ำหลากในฤดูฝน ที่อาจสร้างความเสียหายต่อพืชผลการเกษตร บ้านเรือน รวมทั้งเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

 และต้องยอมรับว่าแนวคิดการออกแบบนั้นค่อนข้างแตกต่างและพิเศษกว่าชุมชนโบราณทั่ว ๆ ไป การสร้างขอบเขตคูและแนวคันดินที่เป็นวงกลม อาจกล่าวได้ว่าเป็นความเจริญด้าน Primitive Technology ซึ่งตามตำนานที่บันทึกไว้การออกแบบก่อสร้างเวียงในลักษณะวงกลม อาจไม่ใช่ฝีมือของคนพื้นเมืองในสมัยนั้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าฤาษีวาสุเทพ อาจติดต่อช่างออกแบบก่อสร้างมาจากลังกาหรืออินเดียเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ไม่มีหลักฐานบ่งบอกชัดเจนว่าลักษณะการสร้างเวียงลักษณะกลมๆนั้นใช้วิธีการหรือเทคนิคอะไร แต่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงภูมิปัญญา ความรู้ของคนสมัยนั้นที่ไม่ใช่แค่จับสัตว์ หาของป่า แต่ยังมีความสามารถในการสร้างเมืองที่รู้จักใช้รูปทรงเลขาคณิตที่มีความประณีต แปลกและแตกต่าง

ล่าสุด ทางกรมศิลป์ฯ ได้เข้าไปปักหมุดคอนกรีตไว้แล้ว เป็นหลักหมุดขนาก 20 20 เมตร เพราะถือเป็นโบราณสถานชิ้นสำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งอนาคตถ้ามีงบประมาณมากเพียงพอก็สามารถดำเนินงานสำรวจ ขุดค้นหาแหล่งอาศัยจากชั้นดินทางโบราณคดี หรืออาจขุดแต่งบูรณะโบราณสถานในเขตเมืองโบราณเวียงเจ็ด  ลินได้ครอบคลุมกว้างขึ้น แต่ที่ขุดค้นไปแล้วภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ พบวัดกู่ดินขาวเป็นวัดร้างที่อยู่ใกล้เวียงเจ็ดลิน หรืออย่างการขุดบริเวณสวนรุกขชาติที่อยู่ในแนวเขตเวียงเจ็ดลินในอดีต ขุดเจอหลักฐานของลำพูนจำนวนมาก

ควรอย่างยิ่งที่ดินแดนบริเวณเวียงเจ็ดลินต้องอนุรักษ์ไว้ทั้งหมด ต้องสงวนไว้เป็นเมืองโบราณ แม้ปัจจุบันจะถูกรุกเข้ามาตามการเจริญเติบโตของเมือง ปัจจุบันพบว่ากรมปศุสัตว์ได้ครอบครองพื้นที่บริเวณเวียงเจ็ดลินประมาณ 80 ซึ่งสภาพพื้นที่และการใช้ที่ดินกำแพงและคูน้ำเวียงเจ็ดลิน มีหน่วยราชการตั้งอยู่ อาทิ สวนรุกขชาติเชียงใหม่ กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ สำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่ เป็นต้น

            ในระยะที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาที่เกิดขึ้น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1.สภาพพื้นที่และการใช้ที่ดิน 2.สภาพการสัญจร 3.ทัศนียภาพ ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันพื้นที่เวียงเจ็ดลินจะเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยงานราชการหลายแห่งและมีถนนห้วยแก้วตัดผ่าน แต่ก็ยังมีแนวเขตคันดินเห็นชัดในหลายจุดและบางจุดก็ยังคงมีสภาพคูน้ำที่สมบูรณ์

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ แสดงความเห็นว่า คงไม่ถูกนักที่ใครหลายคนบอกว่าเชียงใหม่ไม่มีจุดขายทางการท่องเที่ยวแล้ว จริง ๆ แล้วคือไม่รู้ว่าเชียงใหม่จะขายอะไรมากกว่า เพราะไม่ยอมมองดูในสิ่งที่มีอยู่ แต่กลับไปค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จุดขายของเชียงใหม่คือวัด โบราณสถาน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่มีอยู่ถูกมองว่าขายไม่ได้ ก็เพราะไม่เคยมีการพัฒนาอย่างจริงจัง วัดร้างมีมากมายมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ ก็ยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก เช่นเดียวกับคลองแม่ข่า ลำคูไหว และกำแพงดิน ก็ถูกบุกรุกจนไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่

            กรณีของเวียงเจ็ดลิน ถือเป็นพื้นที่โบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ควรสงวนไว้ให้เป็นเมืองโบราณ สามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และสามารถผูกเรื่องราวได้อย่างชัดเจน เพียงแค่คันดินกลม ๆ ก็ทำให้การท่องเที่ยวมีเสน่ห์ได้ สามารถพัฒนาให้เป็นการท่องเที่ยวแบบ Open Mesume ได้ ทั้งยังเชื่อมโยงกับดอยสุเทพ ครูบาศรีวิชัย สวนรุกขชาติ สวนสัตว์ ซึ่งต่างก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ร้อยโยงกันได้

            อาจกล่าวได้ว่า เวียงเจ็ดลิน ไม่มีฐานการเมืองมาหนุนปลุกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนเวียงกุมกาม กลับกลายเป็นเวียงที่ตายไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ 1,000 ปี ขณะที่ภาครัฐและเอกชนก็พยายามค้นหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะสร้างจุดขายใหม่ๆให้กับเมืองเชียงใหม่ เพราะวันนี้กำลังเดินไปสู่ทางตัน และมุ่งสู่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่ดูเหมือนเป็นการลดมูลค่าตัวเองไปทีละเล็กละน้อย เป็นการค้นหาสิ่งใหม่ที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

            รากประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวงดงามหลายแห่งถูกละลืม ละเลยที่จะบอกเล่าให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับรู้และเก็บไว้ในความทรงจำหนึ่ง รวมถึงเรื่องราวที่จะเล่าขานให้พลเมืองของเมืองเชียงใหม่แห่งนี้อย่างไม่รู้จบต่อทอดไปอีกหลายรุ่นคน

            การก้าวไปข้างหน้าโดยกัดกร่อนฐานรากของตัวเองทุกวัน จึงสามารถทำให้อนาคตอาจล่มสลายท่ามกลางกระแสทุน – วัตถุนิยมได้อย่างแน่นอน จึงได้แต่เพียงหวังว่า “เวียงเจ็ดลิน” จะฟื้นกลับมาให้คุณประโยชน์ในเชิงภูมิปัญญา – เป็นแหล่งความรู้และเป็นมรดกที่สำคัญและมีคุณค่าของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง

อาณาจักรมายา

โพสต์30 ก.ค. 2555 00:54โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์


อาณาจักรมายา ความรุ่งโรจน์สู่ร่วงโรย
ปริศนาหัวกระโหลก


กำลังศึกษาปริศนา กะโหลกแก้วคริสตัล (Crystal Skulls) และประวัติศาสตร์ชาวมายา / อินคา / แอ๊ซแตก, หลายคนเชือว่า Crystal Skulls ได้มาจาก อารยธรรมของชาวมายา (Maya) และเชื่อว่าเป็นสมบัติที่ตกทอดมาจากความพังพินาศแห่งอาณาจักรแอตแลนติส (Atlantis) โบราณที่สูญหายไปในมหาสมุทร บ้างก็ว่า เป็นสิ่งที่จารึกประวัติศาสตร์ชนชาติมนุษย์ตั้งแต่สมัยอดีตกาลอันไกลโพ้น ที่รอให้มนุษย์ชาติในอนาคตได้อ่านประวัติอันขมขื่นและเศร้าแห่งอดีตกาล

แท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ ทำไมอยู่ดีๆ อาณาจักรมายาถึงหายไปทั้งอาณาจักร ความเจริญหยุดเอาดื้อๆ คนหาย ทิ้งเป็นเมืองร้าง

ทำไมชาวมายามีการคำนวนที่เป็นเลิศและสร้างปฏิทินนับเป็นล้านปีได้ +++ เหมือนรับอารยะธรรมที่สูงกว่ามาก่อน สร้างปิระมิดแบบที่เอาหินอะไรมาตัด ชาวมายารุ่นหลังก็สร้างไม่ได้ แล้วก็หายไป แม้แต่ชาวอินคายุคต่อมาก็เทียบอารยะธรรมไม่ได้เลย --- ยังไม่ต้องพูดถึงยุโรปหรือที่อื่น อาจยังเป็นชนป่าเถื่อนอยู่ด้วยซ้ำไป


กะโหลกแก้ว


ว่ากันว่ามีกะโหลกแก้วลึกลับอันทรงพลังจากอารยธรรมแห่งอดีตอยู่ 13 หัว หากใครได้ครอบครองมันทั้งหมด อาจจะสามารถเป็นเจ้าโลกได้ด้วยอำนาจอันมหัศจรรย์!!! 

ตำนานว่าด้วยปริศนาแห่งกะโหลกแก้วเป็นเรื่องที่เล่าลือกันมานานแล้ว และเมื่อพิพิธภัณฑ์ มนุษยชาติ แห่งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษได้มาหัวหนึ่งใน พ.ศ. 2441 หรือเมื่อ 110 ปีก่อน ก็ยิ่งทำให้คำเล่าลือโด่งดังขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของกะโหลกแก้ว ก็มักอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่าง พลังที่พนักงานของพิพิธภัณฑ์ไม่ยอมเข้าไปในห้องที่จัดแสดงกะโหลกนี้ในยามค่ำคืน หากไม่เอาผ้าดำปิดดวงตากลวงคู่นั้นไว้เสียก่อน 

ไม่มีใครรู้แน่ว่ากะโหลกแก้วปริศนาขนาดเท่าๆ กับกะโหลกคนจริงๆ นี้มาจากไหน พิพิธภัณฑ์ซื้อมันมาจากร้านขายเครื่องเพชรทิฟฟานี่แห่งนิวยอร์ก ซึ่งไม่ได้ระบุถึงที่มาอันชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจว่ากะโหลกแก้วนี้น่าจะเป็นโบราณวัตถุจากอารยธรรมแอซเท็ค ซึ่งนายทหารบางคนได้มันมาเมื่อครั้งไปร่วมรบที่เม็กซิโก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 

กะโหลกแก้ว


ในขณะที่ปริศนาของกะโหลกแก้วแห่งพิพิธภัณฑ์นี้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็มีการค้นพบกะโหลกแก้วอีกหัวหนึ่งใน พ.ศ. 2467 เมื่อแอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส บุตรีบุญธรรมของเฟ็ดเดอริค อัล-เบิร์ท มิทเชลล์-เฮดจ์ส นักผจญภัยและนักสำรวจชื่อดังได้พบมันเข้าโดยบังเอิญ 

ตอนนั้นเฟ็ดเดอริคและทีมงานกำลังสำรวจเมืองโบราณลูบานทูมในบริติชฮอนดูรัสแล้วจู่ๆ แอนนาก็พบกะโหลกแก้วเข้าในวันเกิดครบรอบปีที่ 17 ของเธอ ทำให้คนขี้สงสัยบางรายอดค่อนแคะไม่ได้ว่าที่จริงคุณพ่อผู้แสนดีอาจจะพบมาก่อนแล้ว แต่อยากให้ของขวัญวันเกิดสุดเซอร์ไพรส์แก่ลูกสาว ก็เลยแอบเอาไปวางไว้ให้แอนนาได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบ 

แต่ไม่ว่าการพบครั้งแรกจะเป็นอย่างไรก็ตาม กะโหลกแก้วที่เรียกขานกันต่อมาว่ากะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ ก็เป็นหนึ่งในกะโหลกแก้วที่โด่งดังที่สุดในโลก ด้วยความเชื่อที่ว่ามันเป็นมรดกตกทอดมาจากอดีตอันไกลโพ้น จากอารยธรรมขั้นสูงที่สูญสลายไปแล้ว และหากมองดวงตาแก้วปริซึมนี้ให้ดีจะเห็นภาพของอนาคตปรากฏขึ้น 

กะโหลกแก้ว


กะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ทำจากแก้วบริสุทธิ์ ผ่านการขัดเกลาอย่างสมบูรณ์ไม่มีที่ติ สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้างขึ้นต้องใช้เวลากว่า 150 ปี จากรุ่นสู่รุ่นกว่าจะเกิดเป็นกะโหลกปริศนาที่มีการประมาณการอายุกันคร่าวๆ ว่าน่าจะเก่าแก่กว่า 3,600 ปี เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ช่วยรักษาเยียวยาความเจ็บป่วย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นเครื่องมือกำหนดความตายของผู้ที่กระทำสิ่งไม่เหมาะสม ทำให้กะโหลกนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะโหลกมรณะ 

นักวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ตรวจสอบกะโหลกทั้งสอง และพบว่ามีลักษณะทางสรีรวิทยาร่วมกัน กล่าวคือน่าจะเป็นกะโหลกที่ทำจำลองขึ้นมาจากหัวกะโหลกคนจริงๆ ที่เป็นผู้หญิงคนเดียวกัน เพราะเมื่อถ่ายภาพเชิงซ้อนแล้วพบว่าแนวของกระดูกเข้ากันพอดี หรืออีกนัยหนึ่ง กะโหลกแก้วอันใดอันหนึ่งถูกทำขึ้นมาก่อน แล้วเป็นแบบให้อีกอันหนึ่ง 

กะโหลกแก้วทั้ง 2 ชิ้น ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันนี้ นับเป็นกะโหลกแก้วที่ถูกจับตามองที่สุด และถูกนำไปตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ นานามากที่สุด แต่ก็ยังไม่มีคำตอบอะไรที่ชัดเจนเกี่ยวกับที่มาหรือวัตถุประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้น และหลังจากที่กะโหลกแก้วทั้งสองกลายเป็นของมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็มีการประกาศการค้นพบกะโหลกแก้วในลักษณะคล้ายๆ กันอีกเป็นจำนวนมาก 

กะโหลกแก้ว


แต่ด้วยความเชื่อจากตำนานเก่าแก่ที่กล่าวถึงกะโหลกแก้ว 13 หัว ทำให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ไอ้ที่พบกันมากๆ เป็นของจริงหรือของเก๊ และเท่าที่ปรากฏมาหลายหัวก็เป็นของทำเทียมเลียนแบบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็มีอีกหลายหัวเหมือนกันที่ได้การยอมรับว่าเป็นของเก่าที่มีพลังบางอย่างแฝงอยู่ 

กะโหลกแก้วที่มีชื่อเสียงตามมิทเชลล์-เฮดจ์สมาติดๆ คือกะโหลกที่เคยเป็นของลามะทิเบตนามนอร์วู เชน ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากสุสานมายันในกัวเตมาลา ท่านลามะใช้กะโหลกนี้เป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยอย่างได้ผล จนกระทั่งก่อนที่ลามะนอร์วู เชน จะมรณภาพก็ได้มอบกะโหลกนี้ไว้ให้แก่โจแอน พาร์คส์ ชาวเท็กซัส ซึ่งฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านมานานหลายปี หลังจากที่ท่านได้ใช้กะโหลกนี้ช่วยรักษาอาการป่วยลูกสาวของเธอมาแล้ว 

โจแอนซึ่งได้กะโหลกนี้มาใน พ.ศ. 2523 อ้างว่ากะโหลกแก้วสื่อสารกับเธอ และพร่ำบอกว่าเขาชื่อแม็กซ์ และเขามีความสำคัญต่อมนุษยชาติ และแม็กซ์ก็ประกาศศักดาให้เห็นมาแล้วหลายครั้งด้วยการช่วยเหลือผู้คนที่เจ็บป่วย กะโหลกแก้วที่สำคัญอีกหัวหนึ่งชื่อชานารา ซึ่งเป็นของนิค โนเซอริโน ซึ่งไม่เพียงจะมีกะโหลกแก้วในครอบครองเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้ที่ศึกษาอย่างจริงจังจนเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ด้วย 

กะโหลกแก้ว


นิคได้กะโหลกนี้มาจากการขุดค้นเมืองโบราณที่เม็กซิโก และเมื่อได้มันมา เขาก็เห็นภาพนิมิตว่ากะโหลกตามตำนานมี 13 หัว โดย 12 หัว เป็นบริวารของกะโหลกที่เป็นหัวหน้าใหญ่ มีการตั้งทฤษฎีว่ากะโหลกเหล่านี้ไม่ใช่ของแอซเท็คหรือมายันอย่างที่เคยเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากแอตแลนตีส อาณาจักรปริศนาที่ยังหาไม่พบ และกะโหลกเหล่านี้ทำหน้าที่ในการบันทึกภาพต่างๆ ซึ่งหลายคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของกะโหลกก็อ้างว่าในบางเวลาที่จังหวะและแสงเหมาะๆ ก็เคยเห็นภาพจากกะโหลกแก้วมาแล้ว โดยเฉพาะกะโหลกแก้วของมิทเชลล์-เฮดจ์ส ที่ว่ากันว่ามีคนเห็นภาพยูเอฟโอสะท้อนออกมา 

มีเสียงเล่าลือว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่กะโหลกที่แท้จริงทั้ง 13 หัว ถูกค้นพบและนำมาไว้ด้วยกันก็จะเห็นภาพของอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเรายังไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อนี้ เพราะยังมีเพียงไม่กี่หัวที่สามารถบอกได้ว่าเป็นของแท้ เช่น แม็กซ์และชานารา ซึ่งเคยถูกวิเคราะห์จากนักวิทยาศาสตร์แล้วคิดว่าน่าจะมีอายุราวๆ 5,000 ปี และของมิทเชลล์เฮดจ์สที่เก่าแก่เหมือนกัน ในขณะที่กะโหลกที่เคยโด่งดังมากอีกหัวหนึ่งที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษนั้น เพิ่งจะมีการตรวจสอบซ้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และผลปรากฏออกมาว่าน่าจะเป็นของที่ทำปลอมขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ทำเอานักโบราณคดีที่ชอบไปนั่งจ้องตากับกะโหลกหัวนี้เซ็งไปตามๆ กัน 

อินเดียน่า โจนส์


แต่ไม่ว่าอันไหนจะปลอม อันไหนจะจริง มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร และทำไม ก็ยังคงเป็นปริศนาที่นักโบราณคดีกุมขมับ เพราะแกะความลับไม่ออกมานานแสนนาน จนภาพยนตร์ดังระดับตำนานอย่าง อินเดียน่า โจนส์ ยอดนักโบราณคดี ที่เคยนำแฟนๆ ทั่วโลกไปผจญภัยค้นหาสมบัติในดินแดนลึกลับมาแล้วถึง 3 ภาค และในภาคล่าสุดนี้พ่อมดแห่งฮอลลีวูด สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็ปิ๊งไอเดีย นำเรื่องของกะโหลกแก้วมาสร้างเป็นตอนใหม่ คือ อินเดียน่า โจนส์ ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 4 : อาณาจักรกะโหลกแก้ว (Indiana Jones And The Kingdom Of The Crystal Skull) ปลุกกระแสความสนใจในปริศนากะโหลกแก้วให้กลับมาฮือฮากันอีกครั้งหนึ่งในรอบ 110 ปีนี้ 

ซึ่งนั่นก็คือการย้ำเตือนว่าแม้จะมีการกล่าวขวัญกันมามากมายนานแสนนาน และบ่อยครั้งสักเพียงใด กะโหลกแก้วยังคงมนต์ขลังแห่งความลี้ลับเหนือการพิสูจน์ที่ไม่มีวันเสื่อมคลายอยู่เช่นเดิม 



29397


หลายคนเชือว่า Crystal Skulls ได้มาจาก อารยธรรมของชาวมายา (Maya) และเชื่อว่าเป็นสมบัติที่ตกทอดมาจากความพังพินาศแห่งอาณาจักรแอตแลนติส (Atlantis) ดังนั้น เรามารู้จักอาณาจักรมายากันดู


อาณาจักรมายา เป็นอาณาจักรโบราณในอเมริกากลาง มีพื้นที่บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซและกัวเตมาลา มีความรุ่งเรืองช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง ค.ศ. 1502 มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นครวากาปัจจุบันคือ เอลเปรู มีอายุร่วมสมัยเดียวกับอารยธรรมเตโอตีอัวกาน (Teotihuacán)


อาณาจักรมายาปกครองด้วยระบบกษัตริย์ เรียกว่า คูฮุลอะฮอว์ (K'uhul ajaw) หรือ เทวกษัตริย์

ชาวมายาใช้อักษรภาพในการบันทึก มีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินใช้ รู้จักประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักค้าขายเกลือ หยกและเครื่องปั้นดินเผา แต่ชาวมายาไม่รู้จักใช้ล้อและไม่รู้จักการถลุงแร่ ซึ่งแสดงว่าชาวมายาดำรงชีวิตเหมือนมนุษย์หินที่รู้จักใช้เพียงไม้ กระดูกสัตว์ หินปูน และหินทรายในการสร้างเมือง


ชาวมายานับถือเทพเจ้ามาก และมีเทพเจ้ามากมาย ทั้งสุริยเทพ วสันตเทพ และมรณเทพ เทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้นจึงมีพิธีบูชายัญด้วยชีวิตของหญิงพรหมจารี(บริสุทธิ์)เพื่อถวายเทพ


29395 
(Picture from: www.visibleearth.nasa.gov/ view_rec.php?id=4847) 


อาณาจักรมายานั้นค่อนข้างกว้าง และกระจัดกระจายตัวอยู่บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันออกของอเมริกากลาง (หรือ Mesoamerica) โดยครอบครองพื้นที่หลักอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Yucatan Peninsula และชาวมายาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ถูกเรียกว่า “Maya Proper” 

Yucatan Peninsula หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Mayan Lowlands มีสภาพเป็นแหลมยื่นออกไปในมหาสมุทรแอตแลนติก และแยกอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริเบียนออกจากกัน 

ในปัจจุบัน Yucatan Peninsula คือบริเวณรัฐYucatan, Campeche และ Quintana Roo ของประเทศเม็กซิโก รวมถึงบริเวณตอนเหนือของประเทศ Belize และ ตอนเหนือของประเทศ Guatemala


นอกจากบริเวณ Yucatan Peninsula แล้วยังพบว่าชาวมายายังตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณต่างๆภายในทวีปอเมริกากลางอีกหลายแห่ง โดยแบ่งตามชื่อกลุ่มดังนี้

กลุ่มที่เรียกว่า Huastec ซึ่งครอบครองดินแดนตอนเหนือของ Veracruz ซึ่งติดกับแม่น้ำ Papaloapan River ทอดยาวไปกับอ่าวเม็กซิโก และถือว่าเป็นบริเวณ Mayan Lowlands 

กลุ่มที่เรียกว่า Tzental ซึ่งครอบครองดินแดน Tabasco, Uuiche และ Chiapas
กลุ่มที่เรียกว่า Cakchiquel และ Pokomam ซึ่งครอบครองดินแดนที่ราบสูงของประเทศกัวเตมาลา


29398

ภาษาเขียนของชาวมายาเป็นอักษรภาพ หรือที่เรียกว่า Hieroglyphics แบบเดียวกับภาษาของอียิปต์โบราณ (จัดอยู่ในกลุ่มการเขียนแบบ Logographic) ซึ่งจะถ่ายทอดกันอยู่ในคนสองกลุ่มเท่านั้นคือ นักปกครองและนักบวช โดยนักบวชจะเป็นทั้งผู้สอนหนังสือแก่นักปกครองรวมถึงทำหน้าที่จดบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อมูลต่างๆ


29399

ศิลปะของชาวมายาจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง โดยผ่านทางภาพเขียนบนแผ่นกระดาษ การแกะสลักลงบนไม้และแผ่นหิน ตลอดจนการปั้นดินเหนียว ถึงจะมีทั้งแบบที่เรียบง่ายและแบบที่มีความประณีตบรรจงงดงาม


29400

ชาวมายามีการติดต่อซื้อขายกันระหว่างอาณาจักรเล็กๆ โดยอาณาจักรที่อยู่บนที่สูง High Land Maya จะต้องซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากอาณาจักรที่อยู่ในที่ราบต่ำ Low Land Maya เพราะบนที่ราบสูงไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับการทำการเกษตร โดยสิ่งของที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าคือ พลอยและหยกที่มีอยู่ทั่วไปบนภูเขา ซึ่งชาวมายาในที่สูงมีไว้ในครอบครอง


29402


ในระหว่างปี พ.ศ. 800-1450 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในยุคมืดแห่งอวิชชา ในทวีปอเมริกากลาง ที่ปัจจุบันคือ Gualemala Mexico, Honduras, Belize และ El Salvador กำลังเป็นแหล่งอาศัยของชนเผ่ามายา (Maya) ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า ในระยะเวลาดังกล่าว อารยธรรมมายาได้เจริญรุ่งเรืองสุดขีดเช่น ได้สร้างพีระมิดและพระราชวังที่มโหฬารและวิจิตรอลังการมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ศตวรรษเท่านั้นเอง อารยธรรมมายาก็ถึงแก่กาลอวสาน โดยได้สูญสลายหายไปจากโลก เมื่อผู้คนมายาพากันอพยพเผ่นหนีเมืองของตนอย่างไร้เหตุผลใดๆ หลังจากนั้นป่าก็ได้เข้าครอบคลุมและบดบังอารยสถานต่างๆ ทำให้ไม่มีมนุษย์คนใดได้เห็นอัครสถานเหล่านี้อีกเลย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2384 เมื่อ John Lloyd Stephens นักผจญภัยชาวอเมริกัน ได้พบเมือง Copan ในป่าทึบของประเทศ Honduras เราจึงได้รู้จักโลกของชาวมายาอีกครั้งหนึ่ง

ตลอดระยะเวลา 160 ปีที่ผ่านมานี้ นักโบราณคดีได้พบว่า ชนเผ่ามายามีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินใช้ รู้จักประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักค้าขายเกลือ หยก และเครื่องปั้นดินเผา ตามปกติชาวมายานับถือเทพเจ้ามาก และมีเทพเจ้ามากมายทั้งสุริยเทพ วสันตเทพ และมรณเทพและเทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้น เหล่าเชลยศึกสงครามจะถูกชาวมายาฆ่าเพื่อเอาเลือดไปถวายเทพ

สังคมมายามีการแบ่งชั้นวรรณะ โดยมีพระนักบวชอยู่ในวรรณะสูงสุด เพราะเป็นผู้เข้าใจดาราศาสตร์ รู้สถาปัตยกรรมศาสตร์ และรอบรู้ในสรรพวิทยาการ ดังนั้น ชีวิตของพระจึงเป็นชีวิตที่สบาย มีหยก ขนนกปักษาสวรรค์ และหนังสัตว์ในครอบครอง และเวลาเดินทางไปไหนมาไหน จะมีทาสหามเสลี่ยงไป ส่วนชาวบ้านธรรมดานั้นก็จะทำแต่งาน แล้วนำผลิตผลดีๆ ไปถวายแด่กษัตริย์ เมื่ออยู่ในวัยเด็กชาวมายาจะใช้ชื่อหนึ่ง เวลาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะใช้อีกชื่อหนึ่ง และจะเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเมื่อแต่งงาน ดังนั้น ชาวมายาแต่ละคนจะใช้ชื่อมากถึง 3 ชื่อในชีวิต ณ วันนี้ ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ อารยธรรมมายาล่มสลายเพราะเหตุใด

เมื่อ 12 ปีก่อนนี้ A. Demarest แห่งมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในสหรัฐอเมริกาได้พบอักษรจารึกบนภาชนะที่ฝังในพีระมิด ซึ่งอ่านว่าความไม่อิ่มเอมในอำนาจรสของบรรดากษัตริย์ ที่ได้สู้รบกันเพื่อแย่งชิงอาณาจักรกัน คือสาเหตุหลักที่ได้ทำลายอาณาจักรมายาวายวอด เพราะเวลาเกิดสงคราม ชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่นอกเมืองต้องหนีข้าศึกอพยพเข้ามาอยู่ในเมือง ทำให้ผลิตผลการเกษตรลดปริมาณเมื่อภาวะทุพภิกขภัยบังเกิด ชาวบ้านก็ได้กรูเข้ายึดพระราชวัง เพื่อยื้อแย่งราชภักษาหารไปบริโภค และนั่นก็คือจุดจบของกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรมายา

ณ วันนี้นักโบราณคดียังไม่พออกพอใจกับคำตอบที่ว่า สงครามกลางเมืองทำให้อาณาจักรมายาสลายเท่าใดนัก เพราะเหตุผลอื่นๆ ก็มีน้ำหนักมากเช่นกันเช่น พื้นแผ่นดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรมายาเป็นดินแดนที่แสนจะไร้คุณภาพ ทั้งนี้เพราะมีป่าทึบปกคลุมทำให้ฝนตกในอาณาจักรหนักมาก ซึ่งมีผลทำให้ป่ามีสิ่งมีชีวิตหนาแน่นจนเกินไป จนสัตว์ป่าได้เข้ามาคุกคามวิถีชีวิตของชาวเมือง นอกจากนี้การมีฝนตกชุกยังได้ทำให้น้ำฝนไหลชะเนื้อดินที่จะใช้สำหรับทำเกษตรกรรมหลุดไปมาก ชาวบ้านจึงทำเกษตรกรรมได้น้อยลงๆ และนั่นก็หมายความว่าสภาพทางเศรษฐกิจก็ตกต่ำลงๆ และเมื่อเรารู้ว่าการที่มนุษย์จะมีอารยธรรมได้ สภาพทางเศรษฐกิจของมนุษย์จะต้องดีก่อน เพราะมนุษย์จะได้มีเวลาอุทิศตัวสร้างสรรค์ความเจริญด้านบริหาร ศาสนา วัฒนธรรม ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ แทนที่จะคิดทำมาหากินเลี้ยงกระเพาะแต่เรื่องเดียว ดังนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมไม่ดี ผลที่ติดตามมาคือ ชาวบ้านประสบความยากลำบาก ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาอารยธรรมมายาเป็นไปได้อย่างยากลำบากมาก

นอกจากเหตุผลนี้แล้ว ชาวมายานั้นตามปกติชอบทำเกษตรกรรมเลื่อนลอย ซึ่งหมายความว่าชาวบ้านนิยมตัดป่าแล้วเผาป่า การทำเกษตรกรรมลักษณะนี้จึงต้องการพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ เกษตรกรแต่ละคนจึงตั้งบ้านเรือนอยู่กันห่างไกล การรวมพลังสร้างสรรค์ใดๆ จึงเป็นไปได้ยาก และเมื่อชาวมายานิยมแบ่งพื้นที่ให้กษัตริย์ปกครอง การต่อสู้แย่งชิงพื้นที่เกษตรกรรมจึงเกิดขึ้นบ่อย ทำให้ประเทศขาดความสามัคคี และนี่อาจเป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งและข้อมูลที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ชาวมายาไม่รู้จักใช้ล้อ และไม่รู้จักการถลุงแร่ ซึ่งแสดงว่าชนมายาดำรงชีวิตเหมือนมนุษย์หินที่รู้จักใช้เพียงไม้ กระดูกสัตว์ หินปูนและหินทรายในการสร้างเมืองเท่านั้นเอง ถึงกระนั้นชาวมายาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างพีระมิดที่เมือง Tikal ซึ่งสูงถึง 70 เมตร โดยใช้ความรู้คณิตศาสตร์ชั้นสูงที่ตนมี

นักประวัติศาสตร์ด้านอารยธรรมมายา อีกหลายคนได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับสาเหตุการล่มสลายของอารยธรรมนี้ว่า อาจเกิดจากความล้มเหลวทางการพาณิชย์ที่มีการเรียกเก็บภาษีจากเกษตรกรรมมากไป หรืออาจจะเกิดจากที่อาณาจักรถูกพายุทอร์นาโดถล่มหรือเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง ในอาณาจักรซึ่งได้สังหารผู้คนจำนวนนับแสนคน หรืออาจจะเกิดจากโรคร้ายแรงเช่น ทรพิษ หรือกาฬโรคที่ได้ระบาดไปทั่วอาณาจักรมายา ฯลฯ

แต่เหตุผลเหล่านี้มีน้ำหนักน้อยเพราะถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เราก็จะต้องเห็นเถ้าถ่านและร่องรอยที่อาณาจักรถูกทำลาย รวมทั้งได้เห็นโครงกระดูกของชาวมายาเกลื่อนกลาดด้วย ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานในมือ แต่นักประวัติศาสตร์ก็รู้ว่าความกลัวได้ขับไล่ผู้คนให้หลบหนี และละทิ้งบ้านเมืองของตน แล้วอะไรที่ทำให้ชาวมายาผวากลัว นี่คือปริศนามายาที่ยังไม่มีคำตอบ

ในความพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ของชาวมายา นักโบราณคดีได้บุกป่า ฝ่าดงในเม็กซิโกเพื่อค้นหาหลักฐานจากพีระมิด จากวิหารที่ชาวมายาสร้างและ James E. Brady แห่งมหาวิทยาลัย California State ในสหรัฐอเมริกา ได้พบว่า ถ้ำคือศาสนสถานที่สำคัญของชาวมายา เพราะเขาได้พบหลักฐานมากมายในถ้ำที่แสดงให้เห็นว่า ภายในถ้ำที่ไม่ค่อยมีแสงสว่างนัก กษัตริย์มายาและพระนักบวชชาวมายามักทำพิธีกรรมและสวดมนต์เพื่อให้ตนเองครองอำนาจอย่างยั่งยืน

และเมื่อถ้ำในธรรมชาติมีน้อย ชาวมายาจึงได้หันไปขุดถ้ำ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเป็นจำนวนมาก จนถ้ำอาจเปรียบเทียบได้กับพีระมิดมายาที่เลื่องชื่อ

และในที่ประชุมของ Society for American Archaeology ที่เมือง Denver ในรัฐ Colorado สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2545 Brady ได้รายงานว่า

ชาวนามายาที่อยู่ห่างไกลจากเมืองและอยู่ในป่ามักขุดถ้ำตามภูเขา เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และในถ้ำบางถ้ำนั้นชาวมายาจะนำศพของบรรพบุรุษไปฝัง ทั้งนี้เพราะชาวมายาเชื่อว่าน้ำที่ไหลจากภูเขาและออกมาตามถ้ำ คือน้ำจากใจกลางโลกที่สามารถเลี้ยงดูมนุษย์ได้ ดังนั้น การฝังศพของบรรพบุรุษในสถานที่ลึกเช่นนี้ จึงเป็นการไหว้วานให้วิญญาณให้ปกป้องน้ำ เพื่อชาวมายาได้มีใช้ตลอดไปด้วย นอกจากนี้การฝังศพในถ้ำก็เป็นการช่วยให้วิญญาณของผู้ตายได้ติดต่อกับยมเทพในนรก เพื่อขอร้องมิให้ยมเทพบันดาลเหตุร้ายแก่ตน

นอกจากนี้ Brady ยังพบเปลือกหอยมากมายในถ้ำ ทั้งนี้เพราะชาวมายาเชื่อว่าเปลือกหอยคือสัญลักษณ์ของน้ำ การเกิด การตาย และการเจริญพันธุ์และยังพบเครื่องปั้นดินเผาและลูกปัดด้วย ในบางถ้ำมีภาพวาดตามผนังซึ่งแสดงให้เห็นการแต่งกายของชาวมายาสมัยนั้น

มายา ณ วันนี้ โบราณคดีถ้ำของชาวมายา จึงกำลังเป็นวิทยาการอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์มายาที่ทำให้เรา ปัจจุบันรู้จิตใจของคนมายา เมื่อ 1,000 ปีก่อน ดีขึ้น


 ความรุ่งเรืองที่ไม่จีรังของอาณาจักรมายากำเนิดขึ้นในป่าฝนทางตอนใต้ของเม็กซิโกและอเมริกากลาง  ดินแดนแห่งนี้ อารยธรรมมายายุคคลาสสิกเจริญถึงขีดสุด เราจะเริ่มติดตามอารยธรรมที่สืบสาวรากเหง้ายุคก่อนคลาสสิกกลับไปถึง 3,000 ปีด้วยหลักฐานใหม่ที่เสนอว่า การเยือนของจอมทัพผู้หนึ่งจากตอนกลางของเม็กซิโกเป็นการเปิดศักราชแห่งความอลังการและศิลปวัตถุที่วิจิตรพิสดารยิ่ง เช่น หน้ากากมรณะของกษัตริย์ปาคาล ผู้ครองนครปาเลงเก หรือวิหารอันงดงามจำนวนมากท่ามกลางป่าดงพงพฤกษ์ที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันล้ำเลิศของชาวมายา ทว่าอาณาจักรต่างๆล้วนรุ่งเรืองเฟื่องฟูเพื่อที่จะล่มสลาย ดังที่เห็นได้จากสารคดีตอนที่สองว่า มหันตภัยระลอกแล้วระลอกเล่า ทั้งจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ส่งผลให้อารยธรรมมายายุคคลาสสิกถึงกาลอวสาน และปล่อยให้ธรรมชาติช่วงชิงความยิ่งใหญ่กลับคืนผู้สถาปนากษัตริย์

         จอมทัพผู้นั้นมาถึงในฤดูแล้งเมื่อเส้นทางเดินในป่าแห้งและแข็งพอจะเดินทัพได้ เขาเดินเข้าสู่นครวากาของชาวมายาอย่างสง่างามขนาบข้างด้วยเหล่าขุนศึก ขบวนเคลื่อนผ่านวิหาร ตลาด และตัดข้ามจัตุรัสกว้าง ชาวเมืองคงไม่เพียงตื่นตะลึงกับแสนยานุภาพของกองทัพแต่ยังประทับใจกับเครื่องแต่งกายอันอลังการของขุนศึกจากมหานครอันไกลโพ้น ตั้งแต่เครื่องประดับศีรษะขนนก แหลนยาว และโล่อันวาววับ  จารึกโบราณระบุว่า วันนั้นคือวันที่ 8 มกราคม ปี 378 และนามของชายผู้นั้นคือ อัคคีจุติ (Fire Is Born) เขามาถึงนครวากาซึ่งปัจจุบันอยู่ในกัวเตมาลา ในฐานะทูตจากอาณาจักรเรืองอำนาจแห่งที่ราบสูงเม็กซิโก หลายสิบปีต่อมา ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในศิลาจารึกทั่วอาณาจักรของชาวมายาซึ่งเป็นอารยธรรมดงดิบแห่งเมโสอเมริกาชายผู้นี้ได้ทิ้งมรดกที่ทำให้มายาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดนานถึงห้าศตวรรษ 

 ชาวมายาเป็นชนเผ่าลึกลับมาตลอด เมื่อหลายปีก่อน ความยิ่งใหญ่ของเหล่านครที่ล่มสลาย และอักษรภาพแกะสลักที่สวยงาม แต่ไม่มีใครอ่านออก ทำให้นักวิจัยไม่น้อยจินตนาการถึงสังคมสันติสุขที่เต็มไปด้วยนักบวชและอาลักษณ์ แต่เมื่อนักอ่านจารึกเริ่มถอดอักษรภาพเหล่านั้นได้ภาพที่เห็นกลับโหดร้ายกว่าที่คิด มีทั้งการสู้รบของราชวงศ์ต่างๆ การแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก และการเผาทำลายพระราชวัง  

 กระนั้นก็ยังมีปริศนาลี้ลับอีกหลายประการ เช่น อะไรที่ส่งผลให้ชาวมายาก้าว

กระโดดขึ้นสู่จุดสูงสุด ในช่วงที่อัคคีจุติเริ่มมีชื่อเสียง คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงได้กระจายไปทั่วอาณาจักรมายาแล้ว กลุ่มนครรัฐที่ไม่นิยมสุงสิงกับโลกภายนอกได้ขยายความสัมพันธ์กับนครข้างเคียงและวัฒนธรรมอื่นๆ และสร้างงานศิลปะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนถือว่าเป็นวัฒนธรรมมายายุคคลาสสิก 

 หลักฐานใหม่ๆที่ขุดพบจากซากปรักหักพังใต้ป่ารกเรื้อและการตีความใน

จารึกที่เพิ่งอ่านออกชี้ว่า อัคคีจุติคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ แม้หลักฐานที่พบตลอดสิบปีที่ผ่านมาจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่า ชายแปลกหน้าผู้ลึกลับผู้นี้สร้างบทบาทผู้นำทางการเมืองใหม่ในอาณาจักรมายา เขาสร้างพันธมิตรโดยผนวกวิธีทางการทูตเข้ากับการใช้กำลัง สถาปนาราชวงศ์ใหม่ๆและขยายอิทธิพลของนครรัฐเตโอตีอัวกันอันยิ่งใหญ่ที่เขาเป็นตัวแทน มหานครแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน  

 นักวิชาการยังไม่เห็นพ้องต้องกันเรื่องมรดกที่เขามอบให้ชาวมายาในประเด็น

ว่า อัคคีจุติเป็นผู้เริ่มต้นยุคอิทธิพลจากต่างแดนอันยาวนานหรือเป็นเพียงผู้เร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในดินแดนที่มีเชื้ออยู่แล้ว และเป็นไปได้เช่นกันว่า ชาวมายาอาจกำลังก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ด้วยตนเองแล้ว ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครกังขาก็คือ การมาของอัคคีจุติคือจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ ก่อนที่อัคคีจุติจะเข้ามา ชาวมายาก็เจริญรุ่งเรืองอย่างไม่น่าเป็นไปได้ในดินแดนแร้นแค้นอยู่แล้ว ปัจจุบันที่ราบต่ำในภูมิภาคเปเตนซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเม็กซิโกติดกับกัวเตมาลาให้ผลิตผลแค่พอประทังชีวิตชาวเมืองเท่านั้น

อาร์เทอร์ เดมาเรสต์ นักวิชาการด้านมายาจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์บอกว่า “อารยธรรมที่สูงส่งไม่น่าจะเกิดขึ้นที่นี่ได้

 ภูมิประเทศของนครวากาโบราณซึ่งปัจจุบันคือเอลเปรู ไม่น่าจะต่างจากครั้ง

ที่ชาวมายาคนแรกเดินทางมาถึงเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล นั่นคือเป็นป่าดิบชื้นที่มีนกมาคอว์สีแดง นกทูแคน และแร้งทำรังอยู่บนไม้ยืนต้นเขตร้อนที่สูงชะลูด ที่นี่คือดินแดนแห่งความรกเรื้อ โคลนเลน งูพิษ ความอับชื้นและเสือสาง โดยเฉพาะ บาลัม หรือเสือจากัวร์ซึ่งชาวมายาถือว่าเป็นเจ้าป่า 

 พวกที่อพยพมาแรกๆอาจไม่มีทางเลือกเพราะเมืองอื่นๆที่แออัดบีบให้พวกเขามายังดินแดนอันแสนกันดารนี้ แต่เมื่อมาถึงแล้ว พวกเขาก็เอาชนะความยากลำบากได้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำ ทะเลสาบ และหนองบึง เพิ่มผลผลิตจากผืนดินที่ขาดความสมบูรณ์ ถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพด ฟักแฟง และพืชผลต่างๆด้วยการเพาะปลูกสลับกับการเผาคล้ายวิธีของชาวมายาปัจจุบัน จากนั้นก็เติมความสมบูรณ์ให้ดินด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นและพักดินจากการเพาะปลูกบ้าง 

 ครั้นเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ชาวมายาก็หันมาใช้วิธีเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น เช่น การใส่ปุ๋ยคอก การปลูกพืชแบบขั้นบันได และการชลประทานพวกเขาถมหนองบึงเพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก นำเลนและดินตะกอนก้นหนองไปทำสวน ล้อมรั้ว ขุดบ่อเลี้ยงปลา กั้นคอกเลี้ยงกวางและสัตว์อื่นๆที่จับได้จากป่า ชาวมายาโบราณเค้นผลผลิตจากดินที่ไม่สมบูรณ์นี้จนพอเลี้ยงผู้คนหลายล้านคน ซึ่งมากกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว 

 ชาวมายาดำรงชีพอย่างผาสุกในป่าดิบชื้นหลายร้อยปี ชุมชนขยายเป็นนครรัฐ และวัฒนธรรมก็ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น แม้ชาวมายาจะไม่มีวงล้อหรือเครื่องมือโลหะ แต่ก็มีระบบการเขียนอักษรภาพที่สมบูรณ์ และยังเข้าใจเรื่องค่าของศูนย์จนนำไปใช้ในการคำนวณต่างๆในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้พวกเขายังมีปีที่มี 365 วัน และชาญฉลาดพอที่จะแก้ไขความคลาดเคลื่อนของปีด้วยวิธีการที่คล้ายกับการเพิ่มปีอธิกสุรทิน   

 กษัตริย์ปกครองที่ชาวมายาเรียกว่า คูฮูล อะคอว์ หรือเทวกษัตริย์ ทรงเป็นสื่อกลางระหว่างสวรรค์กับโลก ทรงได้อำนาจจากทวยเทพ เป็นทั้งพ่อมดหมอผีที่อธิบายเรื่องศาสนาและคตินิยมแก่ประชาชน และเป็นทั้งผู้ปกครองซึ่งนำเหล่าประชาทั้งในยามศึกและยามสงบ 

 เบื้องหลังเสื้อคลุมแห่งพิธีกรรม นครรัฐของมายาก็ไม่ต่างจากนครอื่นๆที่แสวงหาพันธมิตร ทำสงคราม และค้าขายในอาณาจักรที่แผ่กว้างไปทั่วดินแดนตอนใต้ของเม็กซิโกในปัจจุบัน จากที่ราบต่ำเปเตนไปจรดชายฝั่งทะเลแคริบเบียนในฮอนดูรัส แม้จะมีเส้นทางเก่าแก่และถนนปูนเชื่อมตัดกันทั่วผืนป่าและมีเรือแคนูขึ้นล่องตามแม่น้ำ แต่ในทางการเมืองแล้ว นครรัฐต่างๆเหล่านี้ยังต่างคนต่างอยู่ก่อนที่อัคคีจุติจะมาถึง

 

         ล่วงถึงปี 378 นครวากากลายเป็นศูนย์กลางความเจริญที่สำคัญแห่งหนึ่งมีจัตุรัสใหญ่สี่แห่ง อาคารหลายร้อยหลัง วิหารซึ่งมีความสูง 90 เมตร ปราสาทราชวังสำหรับประกอบพิธีตกแต่งด้วยภาพวาดบนผนังปูน บนลานประดิษฐานแท่นบูชาและอนุสาวรีย์ทำด้วยหินปูนสลักลวดลาย นครซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านการค้านี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์บนแม่น้ำซันเปรโด สินค้าหายากจากต่างแดนก็มีขาย เช่น หยกสำหรับงานประติมากรรมและเครื่องประดับ และขนนกเก็ตซัลสำหรับประดับเครื่องแต่งกาย ซึ่งมาจากเทือกเขาทางใต้ หินออบซิเดียนสำหรับทำอาวุธ แร่ไพไรต์สำหรับทำกระจกเงาจากที่ราบสูงเม็กซิโกทางตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหานครเตโอตีอัวกัน 

 ถึงแม้มหานครเตโอตีอัวกันอันไพศาลจะมีพลเมืองอย่างน้อย 100,000 คน และอาจเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น แต่กลับไม่เหลือบันทึกใดๆไว้ให้นักอ่านจารึกไขปริศนาได้ แต่เหตุผลที่เตโอตีอัวกันส่งอัคคีจุติไปยังดินแดนมายาดูจะชัดเจน นครวากามีทำเลที่ตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่นออกไปเหนือลำน้ำแขนงหนึ่งของแม่น้ำซันเปโดรและมีท่าเรือที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับจอดเรือขนาดใหญ่เป็นจุดยุทธศาสตร์การรบชั้นยอดเลยครับ” เดวิด ฟรีเดล นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเมโทดิสต์ และผู้อำนวยการร่วมในการขุดสำรวจที่นครวากา กล่าว ซึ่งนี่คงจะตรงกับสิ่งที่อัคคีจุติคิดพอดี 

----------------------------------------------------


อาณาจักร มายาเป็นอาณาจักรแสนยิ่งใหญ่ที่ประกอบด้วยเมืองเอกหลายเมืองด้วยกันมีเมือง สำคัญหลายเมือง คือ เมืองติกัล (Tikal) เพเตน (Peten) ในประเทศกัวเตมาลา ปาเลงกอ (Palenque) ในภาคใต้ของประเทศเม็กซิโก เมืองโคปัน (Copan) ในประเทศฮอนดูรัส เมือง อิทซา (Itzar) อักซ์มัล (Uxmal) และมายาปัน (mayapan) ในบริเวณคาบสมุทรยูคาตัน เมืองของชาวมายาประกอบด้วยชุมชนเกษตรอยู่ชั้นนอก ชุมชนเมืองอยู่ชั้นในล้อมรอบจุดศูนย์กลางซึ่งเป็นบริเวณสิ่งก่อสร้างที่ใช้ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งสิ่งก่อสร้างนั้นมีหลายแบบ เช่น ปิรามิด วิหาร ปละปราสาทราชวัง ซึ่งสร้างจากศิลาล้วนๆ บ่บอกความเจริญรุ่งเรืองของชาวมายาอย่างดี

ในระหว่างปี พ.ศ. 800-1450 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในยุคมืดแห่งอวิชชา แต่สำหรับชาวมายานั้น ตามประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า ในระยะเวลาดังกล่าว อารยธรรมมายาได้เจริญรุ่งเรืองสุดขีดมากๆได้สร้างพีระมิดและพระราชวังที่ มโหฬารและวิจิตรอลังการมากมาย
ชาวมายามาจากไหนแน่
นักโบราณคดีหลายคน ต่างพยายามศึกษาความเป็นมาของเผ่านี้ จากหลักฐานโบราณคดีที่เหลืออยู่ แต่ก็สับสนอยู่ดีว่าพวกเขามาจากไหนกันแน่

มี ศิลาจารึกขนาดใหญ่ ที่เขียนข้อความอย่างละเอียดเต็มไปหมด ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง ซึ่งแสดงว่าชาวมายามีภาษาเป็นของตนเองและชอบบันทึกประวัติศาสตร์ แต่..น่าเสียดาย ในข้อความศิลาจารึกนั้นกลับไม่มีใครสักคนที่อ่านออก ตีความได้สักคนเดียว

สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับมายา สันนิษฐานว่า ชาวมายาอาจสืบเชื้อสายมาจากอิสราเอล ไม่ก็กรุงทรอย คาร์เธจ ฮั่น แอตแลนติส ฯลฯปกครองด้วยระบบกษัตริย์ เรียกว่า คูฮุลอะฮอว์ (K'uhul ajaw) หรือ เทวกษัตริย์ ใช้อักษรภาพในการบันทึก มีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินใช้ รู้จักประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักค้าขายเกลือ หยก และเครื่องปั้นดินเผา แต่ชาวมายาไม่รู้จักใช้ล้อและไม่รู้จักการถลุงแร่ ซึ่งแสดงว่าชาวมายาดำรงชีวิตเหมือนมนุษย์หินที่รู้จักใช้เพียงไม้ กระดูกสัตว์ หินปูน และหินทรายในการสร้างเมือง

นอกจากนี้ ชาวมายานับถือเทพเจ้ามาก และมีเทพเจ้ามากมาย ทั้งสุริยเทพ วสันตเทพ และมรณเทพ เทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้น เหล่าเชลยศึกสงครามจะถูกชาวมายาฆ่าเพื่อเอาเลือดไปถวายเทพ(บางครั้งก็เลือก กันเองในเผ่า)

แน่นอนมีตำนานเกี่ยวกับที่มาของชนเผ่านี้ด้วย จากคำบอกเล่าว่ากันว่า ชาวมายาสืบเชื้อสายจากพระเจ้าผิวสีขาว มีเครายาว และเดินทางมาจากฟากฟ้าโพ้น..

อาณาจักรมายามีซากสิ่งก่อสร้างหลายแห่งหลายที และแต่ละที่นั้นถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทั้งสิ้น 

  • ติกัล (Tikal) มีพีระมิดของชาวมายา สูง 212 ฟุต บนยอดวิหารมีห้องมากมาย มีแท่นบูชากับหินแกะสลักอักษรภาพเป็นจำนวนมาก ตามฝาผนังของวิหารก็มีรูปสลักเต็มแทบทุกด้าน 
  • เปเตน (Peten) 
  • ปาเลงเก (Palenque) มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยปากัล พบหลุมศพจำนวนมากและในวิหารแห่งศิลาจารึก (Temple of the Inscriptions) 
  • ซีบิลชัลตุน (Dzibilchaltun) มีวิหารขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า The Temple of the Seven Dolls 


นัก โบราณคดียุคปัจจุบันต่างตื่นตะลึงกับสิ่งก่อสร้างอันมหัศจรรย์มากมายของชาว มายาซึ่งไม่ใช้เครื่องมือโลหะในการก่อสร้างเลย เช่น วิหารรูปทรงพีระมิด ราชวังและหอดูดาว เป็นต้น ยอดพีระมิดของชาวมายาจะแบนราบต่างจากพีระมิดของชาวอียิปต์ พีระมิดที่เมืองติกัลสูงถึง 212 ฟุต บนส่วนยอดมีห้องมากมาย และแท่นบูชากับหินแกะสลักอักษรภาพ ราชวังของเมืองติกัลเป็นอาคาร 4 ชั้น มีห้องมากถึง 42 ห้อง และเมืองอักซ์มัลมีโรงละครขนาดใหญ่ มันช่างอลังการเหลือเกินอย่าว่าแต่สมัย โบราณเลย เพราะจนถึงปัจจุบันนี้การสร้างสิ่งก่อสร้างแบบนี้นับว่ายากมากๆ

นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานถึงทฤษฏีพระเจ้าจากอวกาศ
หลัก ฐานสำคัญเกี่ยวกับพระเจ้าของชาวมายานี่ก็อีก รูปสลักภาพวาดแต่ละภาพล้วนสวยงามตามเอกลักษณ์แบบศิลปมายา แต่ก็น่าแปลกที่พระเจ้าของพวกเค้าล้วนพิลึกกึกกือเป็นที่สุด บางรูปเป็นรูปพระเจ้าขับยานอวกาศ บางภาพเป็นรูปสาวกของพระเจ้ากำลังปราบปีศาจร้าย และอาวุธที่อยู่ในมือ นักโบราณคดีต่างลงความเห็นว่า มันคือปืนอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อสองพันกว่าปีก่อนมีปืนใช้กันแล้วหรือ ภาชนะบางชิ้นของพวกเขาก็เช่นกัน ถ้วยบางชิ้นมีภาพวาดของมนุษย์สวมหมวกอวกาศ

ชาวมายาหายไปไหน
ทุก วันนี้นักโบราณคดียังคงศึกษาอาณาจักรมายันเพื่อไขปริศนากันต่อไป ทอม เชฟเวอร์ นักโบราณคดีหนึ่งเดียวขององค์การนาซาจากศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล ก็เป็นคนหนึ่ง เชฟเวอร์และทีมงานทำการศึกษาซากเมืองเพเตนในประเทศกัวเตมาลา ซึ่งติดกับพรมแดนเม็กซิโก โดยการขุดค้นหาหลักฐานใต้พื้นดินและใช้รีโมตเซนซิ่งหาหลักฐานที่สายตามนุษย์ มองไม่เห็น
สิ่งที่เชฟเวอร์ค้นพบใต้พื้นดินทั่วทั้งบริเวณของ เมืองร้างแห่งนี้คือเรณูของต้นหญ้าแทนที่จะเป็นเรณูของต้นไม้ใหญ่ หลักฐานนี้แสดงว่าป่าไม้ของเมืองเพเตนลดลงกินบริเวณกว้างเมื่อประมาณ 1,200 ที่ผ่านมา ทีมงานบอกว่าเมื่อไม่มีป่าฝนก็จะเกิดการกัดเซาะและการ ระเหยของน้ำ และการกัดเซาะจะรุนแรงจนกวาดเอาปุ๋ยที่หน้าดินไปจนหมดสิ้น หลักฐานการกัดเซาะได้ถูกค้นพบในชั้นดินตะกอนในทะเลสาบ
ยิ่งไป กว่านั้นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ปกคลุมพื้นดินคือป่าไม้จะทำให้อุณหภูมิสูง ขึ้น บ๊อบ โอเกิลส์บี นักวิทยาศาสตร์ด้านอากาศของศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลหนึ่งทีมงานใช้แบบจำลอง คอมพิวเตอร์คำนวณผลแล้วปรากฏว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้น 5-6 องศาเซลเซียส การที่อุณหภูมิสูงขึ้นมีผลทำให้ผืนแผ่นดินแห้งแล้งซึ่งไม่เหมาะต่อการเจริญ เติบโตของพืช 

นอกจากนั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อ การมีฝนด้วย ดังนั้นในฤดูแล้งเมืองเพเตนจะตกอยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำ ขณะที่น้ำใต้พื้นดินก็ลึกถึง 500 ฟุต จนไม่สามารถจะขุดนำมาใช้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวมายาจะต้องอาศัยการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำแต่มันก็คงจะ ระเหยไปจนไม่ทันได้ใช้ 

ขณะที่อาณาจักรมายันมีประชากรจำนวน มากซึ่งจำเป็นจะต้องใช้อาหารและน้ำเป็นจำนวนมากด้วย การศึกษาพบว่าประมาณคริสต์ศักราช 800 เมืองของชาวมายามีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก ในพื้นที่ชนบทมีประชากร 500-700 คนต่อหนึ่งตารางไมล์ และ 1,800-2,600 คนต่อหนึ่งตารางไมล์ในบริเวณศูนย์กลางของอาณาจักรทางตอนเหนือของประเทศ กัวเตมาลา พอๆ กับนครลอสแองเจลิสในปี 2000 ซึ่งมีประชากร 2,345 คนต่อหนึ่งตารางไมล์ จนกระทั่งถึงคริสต์ศักราช 950 ก็เกิดความหายนะ " บางทีราว 90-95% ของชาวมายาต้องตายไป" เชฟเวอร์กล่าว 


หลัก ฐานที่สนับสนุนความเป็นไปได้ก็คือ การพบว่ากระดูกของชาวมายาซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวสองสามทศวรรษก่อนอาณาจักรมา ยันจะล่มสลายซึ่งแสดงว่าเป็นโรคขาดอาหารอย่างรุนแรง


เชฟเวอร์ สรุปการศึกษาในครั้งนี้ว่า นักโบราณคดีเคยโต้เถียงกันมานานว่า สาเหตุของการล่มสลายว่าเป็นเพราะความแห้งแล้ง หรือสงคราม หรือโรคระบาดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ทีมงานของเขาคิดว่าทั้งหมดล้วนมีบทบาท ทว่าสาเหตุหลักก็คือ การขาดอาหารและน้ำอย่างยาวนาน ซึ่งเกิดจากความแห้งแล้งทางธรรมชาติผสมผสานกับการทำลายป่าไม้ของมนุษย์ และ เขาคิดว่าการเรียนรู้ว่าชาวมายาทำอะไรถูกต้องและทำอะไรผิดพลาดจะช่วยให้ ประชาชนพบวิถีทางที่ยั่งยืนในการทำการเกษตร โดยจะหยุดยั้งการทำสิ่งที่เลยเถิดในช่วงเวลาอันสั้นซึ่งเคยทำลายชาวมายามา แล้ว


ภาพ : สัญลักษณ์ของชาวมายา



ปฏิทินมายา เกี่ยวอะไรกับปี 2012



ชาว มายาวัดขนาดของเวลาจากเล็กไปสู่ใหญ่ จากวินาทีเป็นนาที ชั่วโมง วัน เดือน ฯลฯ อารยธรรมตะวันตกวัดเวลาตามปฏิทินเกรเกอเรียนซึ่งกินเวลา 365 วัน/ปี อันเป็นคาบเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ถัดจากปีเราก็มายืนอยู่บนเลขฐาน 10 นั่นคือ 10 ปีต่อ 1 ทศวรรษ, 10 ทศวรรษต่อ 1 ศตวรรษ, 10 ศตวรรษต่อ 1 สหัสวรรษ บลา บลา บลา...

แต่ปฏิทินของชาวมายานั้นแตกต่างออก ไปเพราะตั้งอยู่บนค่าของเลข 20 เป็นหลัก 1 คินจะแทนค่าแทน 1 วัน นับตามแบบของเราคือโลกหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ อุยนัลแทนค่า 1 เดือนประกอบด้วย 20 คิน

ส่วนปีของมายาแทนด้วนทันอันประกอบ ด้วย 18 อุยนัลหรือ 360 คิน(ใกล้เคียงกับ 365 วันของพวกเรามากทีเดียว) 1 คาทันของชาวมายาเทียบได้กับทศวรรษของพวกเราเพียงแต่ยาวกว่า 2 เท่า เพราะระบบเลขของพวกเขาคือฐาน 20


ดังนั้น 1 คาทันจะมีความยาวประมาณ 19.5 ปี สำหรับ 1 แบ็กทันจะยาว 20 คาทันหรือประมาณ 394.5 ปี

จุดเริ่มการสร้างสรรค์ของชาวมายาตามบันทึกของพวกเขาซึ่งบันทึกเวลาได้เที่ยงตรงมากนั้นจะอยู่ประมาณ 3116

ปีก่อน ค.ศ. วงจรนี้จะกินเวลา 13 แบ็กทันของพวกเขาหรือ 5129 ปีของพวกเรา แบ็กทันที่เก้าสิ้นสุดลงราวปี ค.ศ. 830

ดัง นั้นจุดสิ้นสุดของแบ็กทันที่ 13 จึงจะอยู่ที่ ค.ศ. 2012 โดยประมาณ ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญล่ะว่า หนึ่งวงจรของชาวมายานั้นมีความสำคัญอย่างไร
และนี่คือปฏิทินเทียบระหว่างปฏิทินของเรากับวงจรของชาวมายา รอบแบ็กทัน ปฏิทินมายา ปฏิทินเกรเกอเรียน เหตุการณ์สำคัญ

1 1.0.0.0.0 3116-2734 BC จุดเริ่มต้น
2 2.0.0.0.0 2734-2339 BC ยุคปิระมิด
3 3.0.0.0.0 2339-1944 BC ยุคล้อ
4 4.0.0.0.0 1944-1550 BC อารยธรรมอียิปต์
5 5.0.0.0.0 1550-1155 BC อารยธรรมบ้านเชียง
6 6.0.0.0.0 1155 - 761 BC สงครามม้า
7 7.0.0.0.0 761-366 BC ยุคปรัชญา
8 8.0.0.0.0 366 BC - ค.ศ. 28 ยุคเมสไซอาห์
9 9.0.0.0.0 ค.ศ. 28-422 อาณาจักรโรมัน
10 10.0.0.0.0 ค.ศ. 422-817 มายา
11 11.0.0.0.0 ค.ศ. 817-1211 สงครามครูเสด
12 12.0.0.0.0 ค.ศ. 1211-1606 ยุคล่าอาณานิคม
13 13.0.0.0.0 ค.ศ. 1606-2012~ ยุคอุตสาหกรรมใหม่

... เป็นอันว่าเราเกือบครบรอบวงจรใหญ่ของชาวมายากันแล้ว โดยนับจากแบ็กทันแรกถึงแบ็กทันที่สิบสามตามเวลาปฏิทินของมนุษย์ยุคใหม่เรา
ส่วนการอ่านปฏิทินตัวเลขของชาวมายานั้นให้อ่านแบบนี้ครับ ดูตัวเลขที่เรียกลำดับกัน 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มนั้นจะแทนช่วงลำดับเวลา ตามนี้

แบ็กทัน, คาทัน, ทัน, อุยนัล, คิน
คิน = 1 วัน
อุยนัล = 20 คิน
ทัน = 360 คิน
คาทัน = 20 ทัน (7200 คิน)
แบ็กทัน = 20 คาทัน (144000 คิน)
จากนั้นก็คูณตัวเลขในแต่ละช่วงเวลาออกมาเพื่อให้ได้จำนวนวันจริงๆแล้ว เอาจำนวนวันจริงๆไปบวกจุดอ้างอิงของเราคือ 3116 BC. เราก็จะได้วันที่ตามปฏิทินสากลของเราแบบเท่ากันทุกประการ 

ทฤษฎีในข้อที่ว่าบรรพบุรุษของชาวมายาได้เดินทางจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้นมาเยือนโลก พิภพของเรา เพื่อภารกิจในการสอดประสานระหว่างโลกมนุษย์กับแกแล็กซี่อื่น  คำว่า ฮูแน็บ คู กับ คูซาน ซูอัม คำ ว่าฮูแน็บ คู หมายถึงผู้ให้การเคลื่อนไหวและมาตรวัดเดียว เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ดำรงอยู่เหนือดวงอาทิตย์ เหนือแกนแกแล็กซี่ที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนคำหลังคือ คูซาน คูอัม ถนนสู่ท้องฟ้าที่นำไปสู่แกนแกแล็กซี่หรือฮูแน็บ คู ส่วนที่ตั้งของ ฮูแน็บ คู ตาม แผนที่ดาราศาสตร์ปัจจุบันคือจุดระหว่างดาวฤกษ์สองดวงในกลุ่มดาวเซ็นทอร์ใต้ มีระห่างจากโลกของเรา 139 ปีแสง จุดเชื่อมระหว่างโลกและดาวอันไกลโพ้นของชาวมายาดวงนี้ก็คือ คูซาน ซูอัม นั่นเอง.

ปากาล โวทาน ผู้นำชาวมายาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
อาณาจักรมายาคลาสสิคมีความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคการปกครองของเขา
ปา กาลตายในปี ค.ศ. 683 ภาพนี้คัดลอกมาจากภาพนูนแกะสลักบนฝาหินของเขาที่พบใน ค.ศ. 1952 ในอุโมงค์ฝังศพที่ตบแต่งไว้อย่างสวยงาม ในวิหารแห่งคำจารึก (Temple of inscriptions) ที่พาเลงกอในเชียพัส ประเทศเม็กซิโก นักคิดนักเขียนบางคนเรียกปากาลว่าผู้แทนแห่งแกแล็กซี่ ผู้อาศัยคูซาน ซูอัม เพื่อไปถึง ฮูแน็บ คู หลังจากที่ภารกิจของเขาลุล่วงไปแล้ว


...อ่าน แล้วก็ขนลุกขนพองตามใช่ไหม ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญอีกประเด็นว่าทำไมถึงเป็นชาวมายา ไม่ใช่อียิปต์ อินคา หรือ สุเมเรียนที่เป็นอารยชนที่ยิ่งใหญ่พอๆกัน บอกได้เพียงแต่ชาวมายาก็มีอิทธิพลไม่น้อยในอารยธรรมอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น คำว่ามายาเป็นคำศาสนาฮินดูหมายถึงต้นกำเนิดของจักรวาล


ในภาษาสันสกฤตเป็นคำที่เกี่ยวโยงกับสภาพจิตใจ เวทย์มนตร์คาถาและแม่
แม้แต่ พระมารดาของพระพุทธองค์เองก็มีนามว่าสิริมหามายา ในภาษา อียิปต์คำว่ามาเย็ตหมายถึงระเบียบของจักรวาล ส่วนในตำนานกรีกดาวที่ส่องสว่างที่สุดในกลุ่มดาวลูกไก่และเป็นน้องคนสุดท้อง ก็มีนามว่ามายาขนิษฐาของเฮดีส


ภาพปฏิทินมายา นับถอยหลัง ถึงวันสุดท้าย 21 ธันวาคม 2012



นอกจากนั้นนักโบราณคดีบางกลุ่มยังให้เหตุผลเรื่องการเสื่อมอำนาจของอาณาจักรมายา เพราะเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิดอีกด้วย


--------------------------------------

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าจักรวรรดิมายาเริ่มล่มสลายในช่วงยุคที่สาม คือยุค Post-Classic ซึ่งอยู่ในช่วงคริสต์ศักราชที่ 900 จนถึง คริสต์ศักราชที่ 1,500 เหตุผลของการเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิมายามีหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องการทำสงครามระหว่างอาณาจักร การแก่งแย่งทรัพยากรธรรมชาติ ความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำจึงทำให้ทำเกษตรกรรมไม่ได้ รวมถึงการสิ้นสุดของราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรต่างๆ 


การเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิมายาดำเนินไปอย่างช้าๆ และบางครั้งก็มีการกอบกู้ความรุ่งเรื่องขึ้นมา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ.... อาณาจักรเล็กๆ เริ่มลดหายไป เหลือแต่อาณาจักรใหญ่ๆ เพียงไม่กี่อาณาจักร จนกระทั่งถูกรุกรานจากชาวเสปนในยุคล่าอาณานิคม 

อาณาจักรสุดท้ายที่ต่อสู้กับกองกำลังของเสปนก่อนจะพ่ายแพ้ไปในที่สุดคือ อาณาจักร Itza ซึ่งถูกครอบครองอย่างสมบูรณ์โดยเสปนเมื่อปี ค.ศ. 1697

'ปอมเปอี' นครที่สาบสูญ

โพสต์29 ก.ค. 2555 22:17โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์

ปอมเปอี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รอการตรวจสอบ
ปอมเปอี *
Pompei Forum.jpg
ประเทศธงของประเทศอิตาลี อิตาลี
ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม
เกณฑ์พิจารณา(iii) (iv) (v)
ประวัติการจดทะเบียน
จดทะเบียน2540 (คณะกรรมการสมัยที่ 21)
ชื่อตามที่ได้จดทะเบียนในบัญชีมรดกโลก
** ภูมิภาคที่จัดแบ่งโดยยูเนสโก


แผนที่ของวิสุเวียส ปอมเปอี และเมืองใกล้เคียง ขณะวิสุเวียสระเบิด วันนั้น ทิศทางลมพัดเถ้าถ่านมาที่ปอมเปอี
ภาพกราฟิกจำลองวาระสุดท้ายของเมือง ในสารคดีของ BBC เรื่อง Pompeii: The Last Day
ผู้เสียชีวิตในปอมเปอี ถูกความร้อนเผาจนร่างกายกลายเป็นโพรง จึงต้องหาโพรง และเทปูนปลาสเตอร์ จะเห็นเป็นร่างผู้เสียชีวิต
ภาพวาดหายนะในปอมเปอีของ Karl Brullov วาดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1830-1833

เมืองปอมเปอี (Pompeii) ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ยังเป็นเพียงเมืองของชนเผ่าเร่ร่อน จนกระทั่ง 80 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปอมเปอีจึงได้เป็นเมืองของอาณาจักรโรมัน และชาวปอมเปอีจึงได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองโรมัน หลังจากนั้นไม่นาน ชาวโรมันที่มั่งคั่งพากันสร้างบ้านพักตากอากาศตามชายฝั่งทะเลของปอมเปอี และบริเวณลาดเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส และผู้คนเหล่านี้ได้ลงทุนทำอุตสาหกรรมผลิดสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยขึ้นในเมืองนี้ และไม่นานปอมเปอีก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้าอันมั่งคั่ง เต็มไปด้วยผูคนที่มีความสามารถสูง ภายในเมืองมีทั้งสถาปัตยกรรมต่างๆที่ไม่เหมือนใครอยู่มากมาย แต่ที่เด่นๆก็คือ หลังคาเหนือห้องโถงจะมีช่องโหว่ใหญ่ด้านกว้าง และหลังคาเอียงลาดลงไปทางรูโหว่นั้น เมื่อฝนตก น้ำฝนจะไหลลงไปตามหลังคา ลงไปตามรูโหว่ และไหลลงสู่อ่างกระเบื้องที่อยู่ใต้รูโหว่ และไหลสู่ถังเก็บน้ำ และนอกจากนี้ ยังสะพานส่งน้ำและน้ำพุสาธารณะ ซึ่งน้ำสะอาดมาก แต่ชาวปอมเปอีจะสะดวกสะบายมากต่อเมื่อมีฐานะดี แต่ครอบครัวที่ยากจนลงมาจะต้องเริ่มทำงานหาเลี้ยงตนตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ผู้ที่ร่ำรวยส่วนมากก็เป็นทาสที่เป็นอิสระแล้ว ซึ่งคนรวยประเภทนี้ไม่มีอำนาจทางการเมือง คนที่จะมีอำนาจทางการเมืองได้นั้นจะต้องไม่เคยเป็นทาส

อุตสาหกรรมหลักของเมืองปอมเปอี คือ ผลิตเหล้าองุ่นและผ้าขนสัตว์

[แก้]หายนะของเมืองปอมเปอี

วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 เวลา 13นาฬิกา 30 นาที ภูเขาไฟวิสุเวียสได้ระเบิดขึ้น ฝุ่นควัน หินพัมมิซ และก๊าซพิษจำนวนมากถูกพ่นออกมา กระแสลมในวันนั้นได้พัดพามันไปที่เมืองปอมเปอี และสตาเบีย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิสุเวียส แต่เมืองปอมเปอีใกล้กว่า จึงได้รับผลกระทบมากกว่า ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันจากภูเขาไฟจนแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องลอดมาได้ จึงตกอยู่ในความมืดคล้ายยามราตรี หลังจากนั้นไม่นาน หินพัมมิซในฝุ่นควันก็เริ่มจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ที่หนักขึ้น เย็นลง และเริ่มร่วงลงมาสู่เมืองปอมเปอี ชาวเมืองเริ่มวิตก บางคนรีบหนีไป บางคนไปหลบในบ้านหรือในสถานที่ส่วนรวม

ต่อมาไม่นานนัก ชาวปอมเปอีก็เริ่มหายใจไม่ออก เพราะก๊าซพิษที่ภูเขาไฟพ่นออกมาทำให้อากาศไม่สะอาด ผู้ที่พยายามจะหนีส่วนใหญ่ตาย สาเหตุการตายส่วนใหญ่เพราะหินพัมมิซขนาดใหญ่หล่นใส่หัว แล้วก็ล้มลงหมดสติ แล้วก็ขาดอากาศหายใจจนตายในที่สุด ตกเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ชาวปอมเปอีที่หลบภัยในบ้านเริ่มตาย เพราะหินพัมมิซทับถมกันหนาจนบ้านถูกฝังและขาดอากาศหายใจจนตาย ต่อมาไม่นาน หลังคาบ้านก็เริ่มถล่ม เพราะรับน้ำหนักหินไม่ไหว ทำให้ผู้คนถูกฝัง

วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 79 ช่วงเช้า วิสุเวียสระเบิดแรงขึ้น ทำให้ท้องทะเลปั่นป่วนเพราะแรงสั่นสะเทือน คลื่นชายหาดแรงมากจนบ้านพักตากอากาศริมทะเลถูกคลื่นซัดพังไปหลายหลัง ช่วงบ่าย กระแสลมเปลี่ยนทิศไปทางทิศตะวันตก(เยื้องใต้เล็กน้อย) นำพาฝุ่นควันสู่เมืองมิเซนัมและเฮอร์คิวเลเนียม แต่เฮอร์คิวเลเนียมอยู่ใกล้กว่ามาก จึงได้รับหายนะมากกว่า

วันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 79 ภูเขาไฟระเบิดเบาลง แต่ก็เกิดฝนตกลงมาบริเวณลาดเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส ซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่ร้อนจัด

วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 79 น้ำฝนละลายผสมกับเถ้าถ่านกลายเป็นโคลนเดือดไหลทะลักลงมากลบเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิต แต่เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่ได้ล่องรืออพยพออกไปแล้ว ไม่นาน วิสุเวียสก็หยุดอาละวาด

ผู้รอดตายได้กลับไปยังเมืองของตน แล้วได้นำซากอาคารที่โผล่พ้นเถ้าถ่านฝุ่นควันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

นักประวัติศาสตร์ชาวโรมชื่อ แทซิทัส ได้ทำการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้เป็นภาษาละติน

[แก้]การขุดค้นพบเมืองปอมเปอี

ใน ค.ศ. 1534 ได้มีการขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอีเป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ ต่อมาใน ค.ศ. 1689 คนงานขุดคลองส่งน้ำคณะหนึ่ง ได้ขุดไปเจอซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมัน และพบเหรียญเงินและรูปปั้น ซึ่งพวกเขาได้เคลื่อนย้ายออกไป และขุดคลองต่อ

ค.ศ. 1748 ตระกูลบูร์บง ซึ่งเป็นเชื้อสายกับราชวงศ์บูร์บง ซึ่งเป็นผู้ปกครองรัฐเนเปิลส์ในอิตาลีระหว่าง ค.ศ. 1734-ค.ศ. 1861 ได้สนใจที่จะค้นหาเมืองปอมเปอี พวกเขาจึงใช้เงินจ้างคนงานไปขุดเมืองโดยกยการขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปจนพบเมือง พวกเขาจึงสั่งให้นำสิ่งของมีค่าออกมาและเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของตระกูลบูร์บง

ค.ศ. 1861 รัฐต่างๆในอิตาลีได้รวมกันเข้าเป็นประเทศเดียวกัน ส่งผลให้ตะกูลบูร์บงล่มสลาย ชาวอิตาลีจึงให้ความสนใจกับการขุดปอมเปอีมากขึ้น จิอูเซปเป ฟีออเรลลี ได้เป็นหัวหน้าคณะนักโบราณคดี เขาได้คิดวิธีอันน่าทึ่งในการขุดปอมเปอี เช่น ร่างกายชาวปอมเปอีนั้น ได้ถูกความร้อนและกาลเวลาเปลี่ยนสภาพเป็นโพรงขี้เถ้าขนาดเล็ก เขาได้เจาะรูลงไปเป็นรูเล็กๆ และเทปูนปลาสเตอร์ลงไป รอให้แห้งแล้วจึงขุดขึ้นมา ทำให้เห็นถึงท่าทางสุดท้ายของชาวเมืองหลายคนก่อนที่จะตาย

ค.ศ. 1924-ค.ศ. 1961หัวหน้าคณะนักโบราณคดีได้เปลี่ยนคนเป็น อเมดีโอ มายอูรี เขาบูรณะซ่อมแซมฝาผนังและเพดาน ข้าวของเครี่องใช้ที่นำมาศึกษาจะถูกวางไว้ที่เดิมหลังศึกษาเสร็จ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งผู้มาท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ถึงชีวิตที่หรูหราในปอมเปอีและพลังอำนาจของธรรมชาติ

'ปอมเปอี' นครที่สาบสูญ

[font=MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif][size=2][font=Verdana][size=3]คงไม่มีใครคาดคิดว่าภูเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่เป็นฉากหลังของเมือง จะกลายมาเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ เมื่อมันสามารถกลืนเมืองที่เคยรุ่งเรืองให้เหลือเพียงแค่อดีตในช่วงเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

24 สิงหาคม ค.ศ. 79 คือวันที่ทำให้เมืองแฝดปอมเปอีและเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งแคมปาเนียอันงดงาม ภายใต้ร่มเงาของภูเขาไฟขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหลต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว พื้นดินยกระดับ และน้ำพุใต้ดินแห้งเหือด สำหรับวันนี้อาจจะสามารถบอกได้ว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ทว่าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนหน้านี้ ปรากฏการณ์เหล่านั้นซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยถึงการเกิดของภูเขาไฟที่หลับใหลมานาน กลับแทบไม่มีส่วนช่วยให้ผู้คนลุกขึ้นมาเตรียมการเพื่อให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติที่ว่านี้เลย

กว่า 1,800 ปีที่ภูเขาไฟเวซูเวียสไม่เคยปะทุ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเมืองปอมเปอีจะไม่รู้ว่ามันคือภูเขาไฟ จนถึงขั้นที่ว่าในภาษาลาตินไม่เคยมีการบัญญัติศัพท์คำว่าภูเขาไฟนี้มาก่อน แต่การหลับใหลของภูเขาไฟนั้น ยิ่งนานเท่าไหร่การระเบิดของมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

แอ่งเก็บแมกม่าเดือดกว้างประมาณสามกิโลเมตรได้ก่อตัวขึ้นภายในภูเขาไฟเวซูเวียส มันถูกกักอยู่ภายในด้วยแมกม่าเก่าที่จุกอยู่ แต่ในที่สุดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากน้ำและก๊าซก็ทำลายจุกลาวานั้น และภูเขาไฟเวซูเวียสก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

แต่การระเบิดของภูเขาไฟแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 79 ไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟที่เราพบเห็นทั่วไป มันไม่มีลาวาหรือลักษณะอื่น ๆ ที่มักจะปรากฏพร้อมกับภูเขาไฟ การระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียน ซึ่งนับเป็นการระเบิดที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด

มันประกอบด้วยก๊าซร้อนจัด แมกม่า และเถ้าถ่านที่ก่อตัวเป็นหอคอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้า แมกม่านั้นจะเย็นลงและตกลงมาบนผิวโลกในสภาพหินภูเขาไฟพรุน ซึ่งว่ากันว่าภูเขาไฟเวซูเวียสแห่งนี้จะเกิดระเบิดขึ้นทุก ๆ 2,000 ปี

ทันทีที่หินภูเขาไฟ ก้อนหิน และเถ้าถ่านถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ สภาพกลางวันถูกเปลี่ยนเป็นกลางคืนในชั่วพริบตา หินภูเขาไฟและก้อนหินที่ตกลงมาราวกับสายฝน ค่อย ๆ ทับถมจนเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในวันนั้นสิ้นชีวิตลงพร้อม ๆ กัน

สิ่งที่ปะปนมากับหินภูเขาไฟพรุนก็คือก้อนหิน มันเป็นหินเย็นความหนาแน่นสูงซึ่งถูกกระชากออกมาจากด้านในของภูเขาไฟ และถูกพ่นขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกลงมาบนโลกอีกครั้งในสภาพจรวดมรณะที่เดินทางด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อถึงจุดสุดยอดของการระเบิด แมกม่า เถ้าถ่าน และก๊าซปริมาณมหาศาลถึง 100,000 ตันจะถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟทุก ๆ วินาที และพุ่งขึ้นไปข้างบนด้วยความเร็วเท่ากับเครื่องบินเจ็ทสู่ความสูง 33 กิโลเมตรซึ่งเทียบเท่ากับความสูงของภูเขาเอเวอเรสต์ 3.5 เท่า

แมกม่า ก๊าซ และเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟเวซูเวียสพ่นออกมาเหนือแคว้นแคมปาเนียนั้น สามารถคิดเป็นปริมาตรมากกว่าสี่ลูกบาศก์กิโลเมตร และสามารถพบร่องรอยได้ไกลถึงแอฟริกา เถ้าถ่านเหล่านั้นมีจำนวนมากพอที่จะบรรจุลงในลูกบาศก์ที่กว้างยาวสูงด้านละ 2.4 กิโลเมตร

ไม่เพียงเท่านั้นเมืองตากอากาศเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดก็ถูกฝังอยู่ใต้หินและเถ้าถ่านภูเขาไฟลึกถึง 25 เมตร ขยายแนวชายฝั่งให้ยาวกว่าเดิมถึงราว 450 เมตร

แต่หากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่สายลมพัดมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ชาวเมืองปอมเปอีก็คงจะไม่ต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้หรืออาจจะมีหนทางหนีรอดได้มากกว่านี้ เพราะตามปกติสายลมจะพัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งคงจะช่วยพัดพาแมกม่าออกไปเหนืออ่าวเนเปิลส์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของคนที่เห็นเหตุการณ์ คนที่พยายามหลบหนี และเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงผู้รอดชีวิตรายหนึ่งที่เขียนเล่าเหตุการณ์ไว้ในบันทึกเรื่องราวภัยพิบัติของ

ศรีศัมพูกปัฏฏนะ (เขมร)ที่ีสาบสูญ

โพสต์29 ก.ค. 2555 22:14โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์

"จารึก" หลักหนึ่งพบในปราสาทร้าง ที่ตั้งอยู่สุดขอบบารายตะวันออก (East Baray) ในเขตเมืองพระนครหลวง เป็นจารึกสำคัญที่หลงรอดจากการทำลายมาในแต่ละยุคสมัย

.

         ปราสาทร้างหลังนั้นมีชื่อภาษาเขมรว่า ปราสาทตอว์ (Parsat Tor)หรือ ปราสาทราชสีห์ เนื่องจากคำว่า ตอว์ หรือ ตาว ในภาษาเขมรแปลว่าสิงโต ครับ

.

.          

              ปราสาทตอว์ เป็นปราสาทร้าง ในรูปแบบของอโรคยศาล (Arogaya-sala ,Hospital Chapel) หรือ โรงพยาบาลแห่งพระพุทธเจ้า กายสีน้ำเงิน พระนามว่า ไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต แห่งนิกายพุทธศาสนา วัชรยานบายน

.

         ชื่อปราสาทมากมายในประเทศกัมพูชาหรือในประเทศไทยก็ตาม ต่างก็ไม่พ้นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ จากประสบการณ์ ความจำเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ หรือความประทับใจของผู้คนที่ ย้าย ชุมชนเข้ามาครอบครองเหล่าพื้นที่ใกล้ปราสาทที่สาบสูญและสิ้นมนตราแห่ง อำนาจ ของเหล่าอาณาจักรโบราณเหล่านั้น

.

           เช่นเดียวกับปราสาทตอว์ คงเพราะปราสาทตั้งอยู่ในที่รกร้าง ป่ารกชัฏเข้าปกคลุม รูปสลักสิงโตคู่ตรงทางเข้าคงเป็นที่มาของชื่อปราสาทแน่ ๆ

. 

           ถึงจะไม่ใช่เหตุผลนี้ ก็ใกล้เคียงล่ะครับ !!!

.

          จารึก หลักสี่เหลี่ยมแบบหลักศิลาจารึก(เจ้า)ปัญหาของกรุงสุโขทัย หรือหลักกิโลเมตรเมืองไทย กล่าวถึงเรื่องราวแห่ง ชัยชนะ ของ พระบรมโพธิสัตว์ชัยวรมัน - พระราชาผู้ปรารถนาความดีและประโยชน์อย่างยิ่งแก่มวลสัตว์โลก ที่มีเหนือดินแดนตะวันตก

.

         มันเป็นหลักฐาน สงคราม และชัยชนะของพระองค์เหนือเหล่า พระราชาตะวันตก บนแผ่นดินสุวรรณภูมิ   !!!

.

.

          อาณาจักรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จากพระนครหลวงได้ขยายออกไปทางทิศตะวันตก และได้ปราบปราม ครอบครองหัวเมืองดั่งเดิมตามลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ  มาจนถึงลุ่มน้ำแม่กลอง หัวเมืองที่ยังเป็นวัฒนธรรมแบบ "ทวารวดี"

.

          สอดรับกับหลักฐานจาก จารึกปราสาทพระขรรค์ ในเมืองพระนครหลวง ที่กล่าวถึงการสร้าง วิษัยนคร(จังหวัด) ขึ้นใหม่ 5  6 แห่ง ภายหลังชัยชนะของพระองค์ อาณานิคม” ใหม่ของมหาอาณาจักรกัมพุเทศเกิดขึ้นแล้วที่ปลายทิศอัสดง !!!

.

           วิษัยนคร ที่ถูกสถาปนานครขึ้นใหม่ แห่ง มีนามเมืองตามจารึกว่า เมืองศรีชัยวัชรปุระ (เพชรบุรี) เมืองศรีชัยราชปุระ(ราชบุรี) เมืองศรีชัยสิงหปุระ(ปราสาทเมืองสิงห์) เมืองสุวรรณปุระ (เนินทางพระ- สุพรรณ ?) เมืองสุพรรณภูมิปุระ (อโยธยา ?)  และเมืองศรีศัมพูกปัฏฏนะ (สระโกสินารายณ์)

.

           แต่ทว่า ชัยชนะของพระองค์ก็ไม่ได้ยั่งยืนนัก ปราสาทและบ้านเมืองทั้งหลายได้เสื่อมสลายลงในเวลาไม่ถึงศตวรรษ !!!

           ศรีศัมพูกปัฏฏนะ หรือชื่อใหม่ว่า เมืองโบราณโกสินารายณ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ตามถนนสายบ้านโป่ง  กาญจนบุรี ในเขตตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ครับ

.

.

           จากภาพทางอากาศก่อนปี 2502 ทำให้เราได้เห็น ผังเมือง ของวิษัยนคร ศรีศัมพูกปัฏฏนะ อย่างชัดเจน เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความกว้างเกือบเท่ากับความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร

.

           ใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งของ "จอมปราสาท" ปราสาทหินขนาดย่อม ซึ่งดูจากร่องรอยของหินทรายที่กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ ที่ใช้เป็นวัสดสำหรับกรอบประตู หน้าต่าง ตามแบบแผนการก่อสร้างปราสาท "สุคตาลัย" (สถานบูชาพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา หรือ พระอวโลกิเตศวร ประจำโรงพยาบาล "อโรคยศาล" ในยุคนั้น

.

.

.

.

           วิษัยนคร ศรีศัมพูกปัฏฏนะ มีสระน้ำอยู่ภายในตัวเมืองรวม 4 ทิศ เรียกกันตามความนิยมในยุคหลังว่า สระนาค สระจรเข้ สระมังกร และสระแก้ว ซึ่งก็แทนความหมายของมหาสมุทรทั้ง ที่รายล้อม "เขาพระสุเมรุ" ที่สถิตแห่งพระพุทธเจ้าสูงสุดบนสรวงสวรรค์

.

         หลังจากครอบครองดินแดนตะวันตก และสถาปนาวิษัยขึ้น แห่ง เมืองขนาดย่อม ศรีศัมพูกปัฏฏนะ  จึงได้ถูกสร้างขึ้นตามเส้นทางน้ำแม่กลอง เพื่อการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่าง เมืองศรีชัยสิงหปุระ(ปราสาทเมืองสิงห์) เมืองหลักของอาณานิคมนี้ กับ เมืองลวปุระ (ลพบุรี) และสุพรรณภูมิปุระ (อยุธยา) หัวเมืองใหญ่ของอาณาจักร

.

.

           สงคราม ที่ไม่มีรายละเอียด... การเข้ายึดครองแผ่นดินลุ่มน้ำแม่กลองของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  คงไม่ได้ทำได้อย่างง่ายนัก จากหลักฐานที่เราพบ ทั้งที่ศรีศัมพูกปัฏฏนะ(โกสินารายณ์)  และเมืองศรีชัยสิงหปุระ(ปราสาทเมืองสิงห์) คือ การค้นพบ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี" ทั้งสองแห่งครับ

.

.

          พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี เป็นรูปเคารพสำคัญของลัทธิ"โลเกศวร" ซึ่งแตกออกมาจากศาสนาพุทธนิกาย วัชรยานตันตระ ซึ่งเป็นคติที่นิยมเฉพาะในช่วงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ เท่านั้นครับ เขาถือพระโลกเกศวรเปล่งรัศมีว่า "พระองค์เป็นประหนึ่งวิญญาณของจักรวาลที่ได้เปล่งประกายสารัตถะแห่งการช่วยเหลือสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากภาวะทั้งปวง   และความรอบรู้ชั้นสูงสุดยอดที่จะเผยแผ่ให้คงอยู่ได้ยาวนานตลอดไปด้วยจำนวนมากมายที่มีอยู่ของบรรดาพระพุทธองค์ทั้งหลายอันอยู่รอบพระวรกาย" 

.           

              รูปสลัก เปล่งรัศมี อันแสดงถึงอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ จะพบเฉพาะในบ้านเมืองหรือ เขต (Areas) ที่มีความขัดแย้งหรือสงครามที่รุนแรง

.

           เช่นเดียวกับที่ดินแดน ตะวันตก แห่งนี้ !!!

.

.

          เมื่อสิ้นอำนาจแห่งองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  วิษัยนครแห่งนี้ก็ยากแก่การป้องกันตัว สงครามครั้งใหญ่ คงกลับมาเยือนอีกหลายครั้ง ทั้งเหตุการกระด้างกระเดื่องแยกตัวไม่ขึ้นกับกษัตริย์เมืองพระนครพระองค์ใหม่โดยเหล่ากมรเตงชคต (ผู้ปกครอง)เดิม

.

.

.

.

             หรือจากเหตุการ "แย่งชิงอำนาจ" ในอาณานิคม รวมทั้งประเด็นการตามทำลายล้าง สัญลักษณ์ และอำนาจ อาณาจักรแห่งพระพุทธเจ้าโดยกษัตริย์พระองค์ใหม่ผู้ ชิงชัง ระบบ ศาสนจักรเดิม

.

.

.

.

           และที่คงลืมไม่ได้ก็คือ เหล่าพระราชาตะวันตก อาจหวนคืนกลับมา ทวงแผ่นดินแม่กลองกลับคืนไป  !!!       

.

          นคร ศรีศัมพูกปัฏฏนะ จึงปรากฏร่องรอยของความขัดแย้ง รูปเคารพเปล่งรัศมี ที่สลักไว้ปรามเหล่าผู้คนในอาณาจักรให้เกรงกลัวและภักดี ก็ถูกทุบทำลายอย่างย่อยยับ

.

           ปราสาทแห่งพระพุทธเจ้า ก็มีร่องรอยถูกทำลายให้พังทลายลง ดั่งเพื่อถมทับอำนาจเก่าให้สาบสูญจมธรณีไป ......ตลอดกาล !!!

.

.

.

.

           ซากเมืองโบราณ ศรีศัมพูกปัฏฏนะ ได้กลายมาเป็น เมืองโกสินารายณ์  มีการพัฒนามาโดยตลอด จากเมืองที่ถูกคลุมด้วยป่ารกกลายมาเป็นเมืองตามเส้นทางแห่งความเจริญ คลองชลประทานตัดผ่านเมือง กองหินที่เคยเป็นปราสาทถูกรื้อเอาหิน ศิลาแลง ไปใช้ประโยชน์ สระน้ำทั้งสี่ตื้นเขินและถูกไถถม คงเหลือแต่ สระโกสินารายณ์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือติดกับกำแพงเมืองเดิม

.

.

.

. 

.

            แนวกำแพงเมืองทางทิศเหนือ กลายมาเป็นคันคลองที่มีถนนอยู่ด้านบน เมื่อมีการพัฒนาและขุดลอกสระโกสินารยณ์

.

            หลัง ปี 2519 เครือซิเมนต์ไทยได้เข้าดำเนินกิจการธุรกิจกระดาษ และบรรจุภัณฑ์  ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นที่ตั้งของ "จอมปราสาท" จัดสร้างเป็นโรงงานขนาดใหญ่ชื่อว่า โรงงานสยามคราฟท์ ในเครือบริษัทเยื่อกระดาษสยาม จำกัด (มหาชน) จอมปราสาทจึงกลายไปเป็นเนินดินทำหน้าที่เป็นศาลพระภูมิประจำโรงงาน  

.

.

. 

           สระโกสินารายณ์ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของเทศบาลตำบลท่าผา  ก็ได้ดำเนินการพัฒนาปรับเปลี่ยน "โบราณสถาน" ที่เหลืออยู่ ให้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชน

.

          หากท่านต้องการเข้าไปเยี่ยมเยือน นครตะวันตกที่สาบสูญ อย่าง ศรีศัมพูกปัฏฏนะ ที่สระโกสินารายณ์ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของโรงงาน เข้าไปเยี่ยมชมเนิน "จอมปราสาท" ได้เลยนะครับ วันนี้ กรมศิลปากรกับภาคธุรกิจเข้าได้เจรจาตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หุหุ

.

.

.

เมื่ออำนาจและเวลาผันผ่านไป

คงทิ้งไว้แต่เศษซากแห่งศักดิ์ศรี

เศษละออง กองทับ ใต้ปัฐพี

ฝังความดี ความร้าย ให้จดจำ

.

.

.

.

ตอนหน้าโปรดติดตามนะครับ  :

เขาคลังนอก ไขปริศนาพันปี มหาสถูปเจดีย์แห่งศรีเทพ

.

.

: ขอขอบคุณ คุณ nykse  ที่กรุณาส่งรูปภาพของ จอมปราสาท ในปัจจุบันมาให้ครับ


แอตแลนติส2(ตำนานที่เกี่ยวข้อง)

โพสต์29 ก.ค. 2555 22:00โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์

ภูเขาศักดิ์สิทธิ และนครสาบสูญ
 
ผู้คนมักถือกันว่าภูเขามากมายทั่วโลกนั้น เป็นที่พำนักของเทพเจ้า เรื่องนี้เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย อันเป็นที่ที่ผู้เขียนใช้เวลาเขียนหนังสือบทนี้ด้วย 
 
ชาวฮินดูเชื่อในลักษณะอันเกี่ยวพันกับเทพเจ้าของยอดเขานันทาเทวี ไกรลาส กันเจนชุงคา และยอดเขาสูงอื่น ๆ จำนวนมาก พวกเขาคิดว่าภูเขาเป็นที่อาศัยของเทพเจ้า และยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่เพียงแต่ยอดเขาเท่านั้นที่ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนภายในภูเขาก็นับเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน 
 
พระศิวะนั้นกล่าวกันว่า ทรงมีที่ประทับบนภูเขาไกรลาส (กัง ริมโปเฉ) นอกจากนี้ยังทราบกันว่า พระศิวะเสด็จลงมายังยอดเขากันเจนชุงคา ขณะที่พระลักษมีเทวีเสด็จลงไปอีกทางหนึ่ง ปฏิเสธไม่ขึ้นสวรรค์จากยอดเขานั้น ในการวิเคราะห์เรื่องปรัมปราเหล่านี้ เขาจะได้เส้นทางจราจรในอวกาศ หรืออากาศสองเส้นทางที่เข้าไปสู่ยุคอดีตไกลโพ้น เมื่อเทพเจ้าเดินอยู่ท่ามกลางมนุษย์ก็เป็นได้ 
 
เมื่อมนุษยชาติผุดขึ้นจากสภาพด้อยความเจริญ เมื่อรุ่งอรุณแห่งอารยธรรมก็ปรากฏความเชื่อในเทพเจ้าผู้ให้คุณ และทรงอำนาจ ในบางตำแหน่งบนโลกนี้ และที่พำนักในสวรรค์ ถูกระบุว่าเป็นที่อยู่ของตัวตนในท้องฟ้าเหล่านั้น เชื่อกันว่าในภูเขาโอลิมปุสและพาร์นัสซุสของกรีกโบราณ เป็นบัลลังก์ของเทพเจ้าเหล่านี้ 
 
จากเรื่องมหาภารตะ อสุระอาศัยอยู่ในท้องฟ้า ขณะที่เปาโลมะและกลกันชะอาศัยอยู่ในนครหิรันยปุระ หรือนครทองคำ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ในเวลาเดียวกัน อสุระก็มีที่พำนักอันโอฬารอยู่ใต้พิภพ นาคและครุฑอันเป็นสัตว์โลกที่เหาะได้ ก็มีที่พำนักใต้ดินเช่นกัน เรื่องปรัมปราเหล่านี้กล่าวถึงชานชาลาในอวกาศ การบินระหว่างดวงดาว และลานบินบนโลกใช่หรือไม่? 
 
ปุราณะต่าง ๆ ได้กล่าวถึงสนกดิกะ หรือมิติอวกาศโบราณ ตัวตนเหล่านี้ยังคงลึกลับ หากความเป็นไปได้ของการเดินทางในอวกาศในสมัยโบราณย้อนไปแสนไกลไม่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากการชี้ทางระหว่างกลุ่มดาวนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลย หากขาดวิชาดาราศาสตร์ ข้อความในสุริยสิทธันตะที่ว่า มายะผู้ปกครองอะตาลา (แอตแลน?) รับเอาดาราศาสตร์มาจากเทพพระอาทิตย์นั้นดุจเหมือนจะเป็นการบ่งบอกแหล่งความรู้จากนอกโลก 
 
ไม่ว่าเทพเจ้านั้นจะเป็นชาวกรีก อียิปต์ หรือินเดีย แต่พวกเขาก็อยู่ในฐานะผู้ให้คุณแก่มนุษย์เสมอกัน แสดงความรู้อันเป็นประโยชน์แก่มนุษย์และเตือนมนุษย์เมื่อถึงยามวิกฤติ จารึกของอินเดียได้กล่าวถึงยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของโลก บ้างก็ระบุโดยเปรียบกับภูเขาไกรลาสในทิเบต บ้างก็ว่าสูง 84,000 โยชน์ หรือ411,600 ไมล์จากพื้นโลก ภูเขาไกรลาสนั้นเป็นทางเข้าสู่อวกาศ ที่มีอยู่เป็นเวลานานก่อนภัยพิบัติครั้งสุดท้ายมาทำลายล้างแอตแลนติสใช่หรือไม่? 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/mtshasta_kl1.jpg 
ภูเขาชัสตาในแคลิฟอร์เนียร์
 
เรื่องเล่าถึงตัวตนวิเศษที่อาศัยบนภูเขาบางแห่งนั้น ปรากฏกระจายไปกว้างไกล ในเรื่องปรัมปราของอเมริกันอินเดียนกล่าวว่า ภูเขา ชัสตา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปฅซิฟิกในแคลิฟอร์เนียร์นั้น เป็นสถานที่ปรากฏเด่นชัดมาก มีตำนานเรื่องหนึ่งเล่าเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมใหญ่ โดยเล่าถึงวีรบุรุษโบราณชื่อ โคโยเต เขาวิ่งไปยังยอดเขาชัสตา เพื่อเอาตัวรอด น้ำไล่ตามเขามา แต่ไม่ถึงยอดเขา โคโยเตได้ก่อไฟขึ้น ณ จุดที่ไม่มีน้ำขึ้นถึงเพียงจุดเดียว นั่นคือบนยอดสูงสุดของเทือกเขานั้น เมื่อน้ำลดลง โคโยเตได้นำไฟไปให้ผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วม และกลายเป็นวีรบุรุษแห่งวัฒนธรรมของตน 
 
ในบรรดาเรื่องปรัมปราเหล่านี้ เรายังได้ยินเรื่องสมัยโบราณ เมื่อหัวหน้าวิญญาณแห่งท้องฟ้าลงมายังภูเขาชัสตา พร้อมกับวงศ์วาน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผู้คนในโลก เดินทางไปยังที่พำนักของผู้คนในสวรรค์นั้นด้วย 
 
เรื่องภูเขาชัสตานั้นอาจจะอ้างถึงเหตุการณ์จริงในอดีต นั่นคือน้ำท่วมใหญ่ การลงจอดลงนักบิน หรือนักบินอวกาศ และการสร้างที่หลบภัยใต้ติดภายในภูเขา นอกจากนี้อาณานิคมดังกล่าวอาจจะยังมีอยู่ และมีหลักฐานที่สนับสนุนการคาดคะเนเรื่องนี้ด้วย 
 
หลังจากสมัยตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย เมื่อกลางศตวรรษที่ผ่านมา นักสำรวจแร่ได้รายงานถึงแสงวาบเหนือภูเขาชัสตา ปรากฏการณ์ดังกล่าวบางครั้งเกิดขึ้นในสภาพอากาศปลอดโปร่ง แสดงว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสายฟ้า และไฟฟ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับแสงวาบดังกล่าว เพราะภูมิประเทศบริเวณนั้นไม่มีแหล่งที่จะให้กำเนิดไฟฟ้าได้ เมื่อไม่นานมานี้ มีรถบนถนนใกล้ภูเขาชัสตามักจะมีปัญหาการระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุ 
 
เมื่อไฟป่าได้ไหม้ลามไปบนภูเขาชัสตาเมื่อ ค.ศ.1931 ปรากฏว่ามีกบลึกลับเป็นตัวหยุดยั้งไฟป่านี้ เส้นเขตของไฟไหม้นี้ยังเห็นได้อีกหลายปี โดยลากผ่านเขตกลางของอเมริกา ปรากฏเป็นเส้นโค้งอย่างสมบูรณ์ เรื่องประหลาดอย่างหนึ่งที่เขียนลงในลอสแอนเจลิสไทมส์ เมื่อ ค.ศ. 1932 ผู้เขียนคือ เอ็ดเวิร์ด แลนเซอร์ โดยประกาศว่าหลังจากสัมภาษณ์ผู้อาศัยในพื้นที่ภูเขาชัสตาแล้ว ก็ทราบว่ามีชุมชนประหลาดบริเวณภูเขานั้นซึ่งเป็นที่รู้จักมานานนับสิบ ๆ ปีแล้ว ผู้อาศัยในหมู่บ้านลี้ลับนั้นเป็นคนผิวขาว สูง ท่าทางภูมิฐาน ผมตัดสั้น และมีเส้นรอยบนหน้าผากเส้นหนึ่ง พวกเขาสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว พวกพ่อค้ากล่าวว่า บางโอกาสคนเหล่านี้จะมาที่ร้านของตน การจับจ่ายจะแทนกันด้วยก้อนทองคำ ซึ่งมีค่าเกินกว่าสินค้านั้น เมื่อมีคนเห็นในป่า ชาวชัสตานี้จะพยายามหลบ โดยการหนีไป หรือหายลับไปจากสายตาทันที วัวควายแปลกประหลาดของผู้อาศัยบนภูเขาชัคตานั้นปรากฏอยู่บนไหล่เขา สัตว์เหล่านั้นต่างไปจากสัตว์ใด ๆ ที่มีอยู่ในอเมริกา นอกจากนี้ยังมีการสังเกตเห็นอากาศยานคล้ายจรวดเหนือเขตภูเขาชัสตา ยานเหล่านั้นไม่มีปีก ไม่มีเสียง บางครั้งก็ดำดิ่งลงมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อเดินทางต่อไปในทะเล เสมือนเรือเดินสมุทรหรือเรือดำน้ำ 
 
ยังมีที่หลบภัยของชาวฟ้าในใจกลางภูเขาดังกล่าวตามตำนานของอินเดียนโบราณหรือ? พวกเขาอาศัยอากาศยานได้หนีจากน้ำท่วมบนโลกหรือ? 
 
ชุมชนลึกลับทำนองเดียวกันนี้ ดูเหมือนจะมีอยู่เม็กซิโกด้วย ในหนังสือเรื่อง ความลี้ลับแห่งอเมริกาใต้สมัยโบราณ (Mysteries of Ancient South America) แฮโรลด์ ที. วิลกินส์ได้เขียนถึงคนที่ไม่มีใครรู้จักในเม็กซิโก ซึ่งเคยแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวอินเดียน คาดกันว่าคนเหล่านี้มาจากนครในป่าที่ลี้ลับ 
 
แอล. เทย์เลอร์ แฮนเซน เขียนไว้ในเรื่อง He walked the Americas กล่าวถึงชาวอเมริกันคู่หนึ่งที่ขับเครื่องบินส่วนตัวอยู่เหนือป่าในยูคาตัน เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากน้ำมันหมด เครื่องบินจึงตกลงมากระแทกพื้นเบื้องล่างในป่านั้น พวกเขาเดินไปพบนครมายาอันลึกลับที่พรางตาจากการสำรวจทางอวกาศ 
 
ชาวมายาอาศัยอยู่อย่างหรูหราโอ่อ่าแบบสมัยโบราณในสถานที่อันโดเดี่ยว ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของตน และไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขามีกำเนิดมาจากแอตแลนติสอย่างแน่นอน ชาวอเมริกันทั้งสองสาบานจะไม่เปิดเผยที่ตั้งของนครดังกล่าว หลังจากอาศัยอยู่นานในยูคาตัน ชาวอเมริกันคู่นั้นก็กลับไปยังสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งเชื่อมันอย่างยิ่งในระดับความฉลาดและศีลธรรมของผู้คนลี้ลับของเม็กซิโกนั้น 
 
ในเรื่อง เหตุการณ์จากการเดินทางในอเมริกากลาง เชียปาส และยูคาตัน (Incidents of Travel in Central America, Chiapas and Yucatan) เจ.แอล. สตีเฟนส์ นักโบราณคดีชาวอเมริกันผู้ลือชื่อ ได้กล่าวถึงเรื่องของบาทหลวงชาวสเปน เมื่อ ค.ศ.1838 – 1839 เขามองจากคอร์ดิลเลรา เห็น “นครขนาดใหญ่ มีอาณาเขากว้างไพศาล และมีป้อมสีขาว ต้องแสงอาทิทย์วับวาว มีเรื่องเล่าว่า ไม่มีคนผิวขาวไปถึงนครนี้ได้ ประชากรที่นั่นพูดภาษามายา เขารู้ว่าคนแปลกถิ่นจะมาพิชิตดินแดนทั้งหมดของตน พวกเขาไม่มีเหรียญ ไม่มีม้า วัว ควาย ลา หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ” 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/stephens.jpg 
จอห์น ลอยด์ สตีเฟนส์ (ค.ศ.1805 - 1852) 
 
ผู้ปกครองชาวสเปนบันทึกไว้ว่า เรื่องของแอซเต็ก เกี่ยวกับด่านเร้นลับในป่า ที่มีคลังสมบัติขนาดมหึมา ฐานลับเหล่านี้แทบจะถูกลืม เมื่อผู้บุกรุกเข้าไปตั้งมั่นในเม็ซิโก เวอร์ริลล์เขียนไว้ว่า “เนื่องจากไม่มีใครเคยค้นพบนครสาบสูญเหล่านี้สักแห่งเดียว จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาไม่เคยมีอยู่ในอดีต หรือไม่มีอยู่ในปัจจุบัน” 
 
ชาวดินเดียนเผ่าเคชัวในเปรูและโบลิเวีย ได้ชี้ถึงเครือข่ายโยงใยใต้ดิน ที่กว้างไกลในเทือกเขาแอนดิส เมื่อพิจารณาการบรรลุผลสำเร็จทางวิศวกรรมอย่างโดดเด่นของผู้ก่อสร้างที่เชี่ยวชาญ สมัยก่อนอินคาแล้ว เรื่องนี้ก็อาจเป็นจริงได้ 
 
นายพันพี.เอช. ฟอว์เซ็ตต์ ได้อุทิศตนเพื่อแสวงหานครสาบสูญที่เขาคิดว่าจะพิสูจน์ความจริงถึงนครแอตแลนติส เขาประกาศว่าเห็นซากปรักหักพังของนครดังกล่าวในอเมริกาใต้ 
 
ตำนานเรื่องนครสาบสูญ ภูเขาลึกลับ หุบเขาซ่อนเร้น และอุโมงค์ลับต่าง ๆ นั้น ควรจะมีการตรวจสอบ โดยปราศจากความลำเอียงใด ๆ อันจะนำไปสู่อาณานิคมของเผ่าพงศ์แอตแลนติสรุ่นหลัง หรือแม่เผ่าพงศ์รุ่นก่อนที่ยังคงมีอยู่
พระเจ้าลงมาเดินในหมู่มนุษย์
 
 
 
บุรุษกึ่งเทวะ และประวัติศาสตร์
 
ในเรื่อง เมตามอร์โฟซิส ของโอวิด กวีโรมัน กล่าววาเมื่อโคลนจากน้ำท่วมโลกแห้งลง โลกจะมีรูปชีวิตแปลกใหม่ แม้ว่ารูปชีวิตเก่าจะรอดเหลืออยู่บ้างก็ตาม 
 
เพลโตบันทึกเรื่องเล่าของนักบวชอียิปต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในอดีตมีภัยพิบัติชนิดทำลายล้างอยู่หลายครั้ง นักพรตแห่งลุ่มน้ำไนล์ชี้ว่า เมื่อคนหลายชั่วอายุจากผู้รอดเหลือถึงแก่กรรมลง โดยไม่มีการเขียนบ่งบอกฐานะของตนเอง ความทรงจำเรื่องน้ำท่วมเหล่านี้ก็สูญไป 
 
เนื่องจากการมองความหายนะของแอตแลนติสจะเห็นว่า เวลาผ่านหลายศตวรรษ การระเบิดของภูเขาไฟจึงสิ้นสุดลง เมื่อแผ่นดินมีคลื่นชะล้าง แห้งพอจะปลูกพืชพันธุ์ได้ ก็ไม่มีสัตว์หรือมนุษย์ดำรงอยู่แล้ว ผู้เหลือรอดชาวแอตแลนติสกระจัดกระจายไปทั่วโลก ศูนย์กลางของวัฒนธรรมและองค์ประกอบของอายธรรมก็สูญสิ้น เนื่องจากไม่มีการเขียนในสภาพแร้นแค้นจากภัยพิบัตินั้น เรื่องเล่าถึงจักวรรดิอันมั่งคั่งที่ถูกทำลายด้วยไฟและน้ำ ก็ส่งผ่านไปปากต่อปาก ต่อมาก็กลายเป็นกำเนิดของเรื่องปรัมปราทั้งปวง เมื่อส่งต่อถึงคนรุ่นต่อไป ข้อเท็จจริงบางเรื่องก็ถูกบิดเบือน หรือลืมไป จึงมีเพียงแต่การค้นพบศิลปะการเขียนที่บันทึกตำนานไว้อย่างถาวรบนแผ่นจารึกหรือปาปิรัส 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/s05spre8.jpg 
รูปศิลาจากเมซคาลา ทางใต้ของเม็กซิโก รูปนี้สูง 8 นิ้ว 
สลักภาพที่แตกต่างไปจากภาพอื่น ๆ ในพื้นที่เดียวกัน
 
เรื่องพื้นบ้านทำให้ตัวตนผู้ล้ำเลิศเป็นอมตะ ตัวตนดังกล่าวเป็นผู้ให้อารยธรรมแก่มนุษยชาติหลังยุคน้ำท่วม ผู้ให้ความสว่างแห่งวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ปลูกฝังเรื่องการบูชาพระอาทิตย์ พวกเขากลายเป็นผู้ปกครองคนสำคัญที่สั่งสอนดาราศาสตร์ เกษตรกรรม สถาปัตยกรรม การแพทย์ และศาสนา แผ่นดินเหนียวจารึกของบาบิโลนกล่าวถึงตัวตนที่ลงมาจากท้องฟ้าว่า “เมื่อน้ำท่วมมาถึง และหลังจากน้ำท่วมแล้ว พระเจ้าเหนือหัวก็เสด็จลงมาจากสวรรค์อีกครั้ง” 
 
พงศาวดารของซูเมอร์ ให้รายพระนามกษัตริย์ของตน ผู้ปกครองหลังสมัยน้ำท่วม แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ศรัทธารายชื่อเหล่านี้ เพราะประกอบไปด้วยผู้ปกครองจำนวนมากทีมีเครื่องหมายว่าเป็นเทพหรือกึ่งเทพ นอกจากนี้ช่วงเวลายังครอบคลุมกษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์แรกหลังน้ำท่วม อันบ่งชี้ว่าเป็นเวลา 24,150 ปี ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อสำหรับนักโบราณคดี 
 
แม้เวลาจะผ่านมาถึงศตวรรษที่ยี่สิบ ทางโบราณคดีไม่มีเอกสารใดจะพิสูน์การมีอยู่ของกษัตริย์ในบาบิโลนที่เก่าไปกว่าราชวงศ์ที่แปด ต่อมา เซอร์ เลียวนาร์ด วูลลีย์ ได้ค้นพบอารามโบราณแห่งหนึ่ง สร้างอุทิศแก่เทวีนินคาร์ซัก วิหารนี้อยู่ที่ภูเขาอัลอูไบด์ ใกล้กับนครอูร์ ในบรรดาโบราณวัตถุที่พบก็คือ ลูกปัดทองคำ ที่มีชื่อ อะ-อันนี-ปัด-ดา ต่อมาก็มีการตรวจพบแท่นฐานจากจารึกคูนิฟอร์ม พบข้อความยืนยันการอุทิศอารามนี้ โดย อะ-อันนี-ปัด-ดา กษัตริย์แห่งอูร์ โอรสของ เมส-อันนี-ปัด-ดา กษัตริย์แห่งนครอูร์ 
 
บัดนี้ เมส-อันนี-ปัด-ดา เป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ที่สามหลังจากน้ำท่วม ในรายพระนามผู้สืบราชสมบัติแห่งสุเมเรียน และนับแต่นั้น มีการพิจารณาว่า เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวในตำนานเท่านั้น เรื่องนี้แสดงถึงความไม่ฉลาดที่ละเลยต่อบันทึกบางชิ้น เช่น นิทาน เป็นต้น ในตัวอย่างนี้ เราเห็นจุดอ้างอิงอย่างชัดเจนถึงการเกิดน้ำท่วม และราชวงศ์ต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือมนุษยชาติในการฟื้นฟูสภาพ 
 
ยูโพเลมุส (ศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาล) กล่าวถึงนครบาบิโลนว่า เป็นหนึ้บุญคุณการสร้างแก่ผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติน้ำท่วมนั้น กษัตริย์แห่งซูเมอร์นั้น ถือกันว่าเป็นผู้สืบทอดของผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ และจากนั้นพระเจ้าก็ส่งพระองค์ไปเพื่อกอบกู้เผ่าพงศ์มนุษย์ กษัตริย์ผู้ล้ำเลิศพระองค์แรกคือ ดันกิ โอรสของเทพเจ้านินซัน 
 
ราชบันฑิตวี.เอ. โอบรุตเชฟแห่งรัสเซีย เชื่อว่าผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วม ได้นำคบเพลิงแห่งความรู้แจ้งไปยังทวีปทั้งปวง ความคิดทางวิทยาศาสตร์สำนักนี้ ถือว่าอารยธรรมที่สูญไปก็คือวัฒนธรรมแม่แบบ 
 
ตัวตนผู้เป็นใหญ่ที่กอบกู้อารยธรรมมนุษยชาติ หลังจากสมัยแอตแลนติส มักถือเป็นพระเจ้าเสมอ ชาวอินคาได้รับการบูชาเสมือนโอราของเทพเจ้าพระอาทิตย์ และเช่นเดียวกับผู้ปกครองชาวอียิปต์โบราณ ฮีโรโดตัสเชื่อมั่นว่าอียิปต์ถูกปกครองโดยพระเจ้าผู้อาศัยอยู่กับมนุษย์ เขาบันทึกไว้ว่า ฮอรัส ผู้พิชิตไทฟอน เป็นพระเจ้าองค์สุดท้ายที่ประทับบนบัลลังก์อียิปต์ 
 
เมื่อกอบกู้และรื้อฟื้นวัฒนธรรมแก่มนุษย์บนโลกแล้ว ผู้กู้วัฒนธรรมก็หายไป ไดโอนีซุส ทายาทแห่งโพไซดอน และเป็นกษัตริย์แห่งแอตแลนติสได้เดินทางไปทั่วโลก เพื่อสั่งสอนผู้คนที่ด้อยความรู้ในด้านเกษตรกรรม และจริยธรรม 
 
ทูริน ปาปิรัส เขียนไว้ว่า การสถาปนาราชวงศ์แห่งบุรุษกึ่งเทวะในอียิปต์ เกิดขึ้นเมื่อ 9,850 ปี ก่อนคริสตกาล 
 
ฌอง เบลลี นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส สมัยศตวรรณที่สิบแปด ได้ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลไว้ในงานชิ้นอมตะเกี่ยวกับประวัติดาราศาสตร์ว่า “ท้ายที่สุด ได้เกิดอะไรขึ้นกับรัชสมัยทั้งปวงของเทวะแห่งอินเดียและเพริส (เปอร์เซีย) หรือรัชสมัยในตำนานของจีน ซึ่งเทียนหวงหรือราชาแห่งสวรรค์ (ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงจากตี้หวง หรือราชาแห่งโลก และเหยินหวง ราชาแห่งมนุษย์) ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างสมบูรณ์กับชาวอียิปต์และกรีก ในการลำดับราชวงศ์เทพ หรือกึ่งเทพ หรือมนุษย์” 
 
เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้าและกึ่งพระเจ้านั้น มีอยู่ทั่วไปในขอบข่ายและช่วงอันยาวนานไร้ที่สุดของกาลเวลา แม้ว่ามักจะมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ควบคู่ไปกับความเชื่อเหล่านี้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความทรงจำของช่วงเวลาในอดีต เมื่อมนุษย์จากอารยธรรมยิ่งใหญ่ในกาลก่อนได้ชี้แนวทางแก่ลูกหลานของผู้รอดชีวิตจากเหตุน้ำท่วม
ผู้ให้ความสว่างทางวัฒนธรรม
 
คัมภีร์แห่งความตาย (Book of the Dead) มีบันทึกของโธธ เทพเจ้าแห่งวรรณคดีและวิทยาศาสตร์ สถานที่กำเนิดอยู่ในดินแดนห่างไกลในทางตะวันตกที่มีนครริมทะเล และภูเขาไฟมีพลังสองลูก วันหนึ่งมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในดินแดนแห่งโธธ และพระอาทิตย์ก็มืดลง เหตุการณ์ร้ายแรงมาก แม้กระทั่งกับพระเจ้าก็ตาม แต่โธธผู้ทรงปัญญาก็ช่วยพวกเขาหนีไปจากสถานที่อันน่าหวาดกลัวนั้น แล้วพาข้ามน้ำไปยังดินแดนตะวันออก เมื่ออ่านเนื้อหาส่วนนี้จากคัมภีร์อียิปต์โบราณ ทุกคนจะต้องนึกถึงแอตแลนติสอย่างเลี่ยงไม่ได้ 
 
แอล.ฟิลิโปฟฟ์ นักดาราศาสตร์แห่งหอดูดาวอัลเจียร์ส ได้ค้นพบข้อเท็จจริงอย่างใหม่ในข้อความในพีระมิด (ราชวงศ์ที่ห้าถึงหก) เนื่องจากเทพเจ้าโธธทรงเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์จักรราศีพิจิก นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้จึงสรุป เมื่อผู้รับวัฒนธรรมในอียิปต์ปรากฏขึ้น เป็นเวลาเมื่อเวอร์นัล อิควินอกซ์อยู่ในราศีพิจิก หรือประมาณ 7,256 ปี ก่อนคริสตกาล 
 
กล่าวกันว่า เฮอร์เมส ผู้ที่ถือว่าเสมือนกับเทพเจ้าโธธได้จากไป เนื่องด้วยความอดสูใจที่เผ่าที่อาศัยอยู่ไร้กฎระเบียบ ที่ท่านได้สอนวิทยาศาสตร์ ศาสนา ศิลปะ และดนตรี และท่านได้เสด็จกลับสวรรค์ เฮอร์เมสได้สอนมนุษยชาติให้รู้จักการเขียนความคิดของตน รู้จักสังเกตดวงดาว รู้จักเล่นพิณ รู้จักเยียวยารักษาตนเอง และรู้จักหลอมโลหะ เฮอร์เมสหรือเมอร์คิวรี เป็นทูตสวรรค์จากพระเจ้า เป็นโอรสแห่งเซอุสและไมอะ ทรงเป็นผู้ตีความปัญหาแห่งตัวตนในสวรรค์แห่มนุษย์ ความจริงแล้วชื่อ เฮอร์เมส (Hermes) นั้น ในภาษากรีกหมายถึงผู้ตีความ ในฐานะเป็นหลานของแอตลาส ท่านจึงมีเชื้อสายชาวแอตแลนติสอยู่ด้วย 
 
เมอร์คิวรีหรือเฮอร์เมสนั้นมักจะมีปีก หมวก และถือ คาดูซิอุส นั่นคือ คทาที่มีงูสองตัว และมีปีก อันเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารจากทูตแห่งเทพเจ้าในสวรรค์ 
 
ก่อนจะจากโลก และเสด็จไปสู่ดวงดาว เฮอร์เมสประทานโตะมรกตแก่มนุษยชาติ เขียนไว้ว่า “สิ่งที่อยู่เบื้องบน ก็เช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง และสิ่งที่อยู่เบื้องล่างก็เป็นเช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน เพื่อบรรลุความสำเร็จถึงความน่าอัศจรรย์ของ “สิ่งหนึ่ง”” 
 
การค้นพบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในสาขาชีววิทยา เรื่องอะตอมและดาราศาสตร์ เป็นการแสดงถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างความเล็กอย่างหาที่สุดไม่ได้ และความใหญ่อย่างหาที่สุดไม่ได้ และพิสูจน์ถึงความจริงของกฎของเฮอร์เมส โต๊ะมรกตนั้นยังมีย่อหน้าต่อไปว่า “เมื่อทุกสิ่งทั้งปวงเป็นหนี้การดำรงอยู่ แก่เจตจำนงของ “สิ่งหนึ่งเดียว” นี้ ดังนั้นแล้วทุกสิ่งทั้งปวงจะเป็นหนี้การกำเนิดแก่ “สิ่งหนึ่งเดียว” เช่นกัน” 
 
ข้อนี้แสดงให้เห็นชัดเจนถึงมุมมองทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในเรื่อง เอกภาพของสสาร ในเนื้อหาของเอกสารโบราณนี้ เรายังรับรู้ได้ถึงเบาะแสของรังสีคอสมิก พลังงานปรมาณู และอันตรายจากสิ่งเหล่านี้ 
 
แอมบลิคุส (ค.ศ.363) และ คลีเมนต์ แห่งละเล็กซานเดรีย (ศตวรรษที่สอง) ได้เขียนไว้เกี่ยวกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิบสองเล่มของนักบวชอียิปต์ แอมบลิคุสได้เห็นม้วนกระดาษดังกล่าว และมีผู้บอกเล่าว่าโธธ (เฮอร์เมส) เป็นผู้เขียน ในจำนวนนี้ สามสิบหกเล่มมีเนื้อหาเรื่องประวัติความรู้ของมนุษยชาติทั้งปวง และอีกหกเล่มเป็นเรื่องทางการแพทย์และศัยกรรม นักอียิปต์ศึกษาบางท่านยอมรับความคิดที่ว่า เอกสารที่เรียกปาปิรัส เอเบอร์สนั้น อาจจะเป็นส่วนที่สูญไปจากงานเหล่านี้ 
 
ออร์เภอุสหรือบุตรของอะพอลโล เป็นผู้มีอารยธรรมที่ล้ำเลิศอีกคนหนึ่งที่นำคบไฟแห่งวัฒนธรรมมาสู่กรีกโบราณ ออร์เภอุสเป็นนักปรัชญา นักเวทมนต์ และนังหยั่งรู้ (ฤๅษี) ผู้ยิ่งใหญ่ เขาสอนว่า สสารมีอยู่จากความเป็นนิรันดร์และมีหลักของการมีอยู่ทั้งปวงอยู่ในตัวเอง เป็นที่น่าแปลกใจที่พบแนวคิดอันลึกซึ้ง เมื่ออรุณรุ่งแห่งประวัติศาสตร์ ทั้งยังน่าตื่นเต้นตกใจยิ่งขึ้น เมื่อได้ยินออร์เภอุสกล่าวถึงงานของตน ความจริงแล้วกล่าวกันว่าท่านเป็นคนแรกที่พิจารณาความเป็นไปได้ของชีวิตในดวงดาวต่าง ๆ นับว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นออร์เภอุสรับความคิดอันยิ่งใหญ่ในเรื่องการมีชีวิตอยู่บนดวงดาวอื่น หากเราปฏิเสธความจริงเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมจากแอตแลนติส 
 
นับว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่ความลึกลับแต่โบราณคือตัวการรักษาศาสตร์ลี้ลับนี้ ความลึกลับดังกล่าวประกาศว่ามีความรู้เรื่องตัวตนในสวรรค์ เวอร์กิลบันทึกไว้ใน “เอ็กลอก” บทสี่ ถึงคำพยากรณ์เรื่องตัวตนในสวรรค์จะกลับมาจากดินแดนสวรรค์ 
 
ในอินเดีย มีเรื่องเล่าถึงสมัยเมื่อมนุษย์สนทนากับเทพเจ้าได้ ดังนั้นผู้มาเยือนจากสวรรค์คือผู้เล่าให้พราหมณ์ฟังเรื่องชีวิตในจักรวาลใช่หรือไม่? หากไม่ใช่แล้ว เหตุใดฤๅษีจึงเขียนไว้ในพระเวทว่า “มีชีวิตบนโลกอื่นในสวรรค์ห่างไกลจากโลกนี้”
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำผู้นำความรู้มาให้
 
การคาดคะเนเรื่องนี้ ปรากฏจากชาวสุเมเรียน จากสมัยนับพัน ๆ ปี แห่งความป่าเถื่อน ถึงยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ นับเป็นเรื่องน่าฉงน หากเราจะละเลยเรื่องปรัมปราเกี่ยวกับสัตว์น่ามหัศจรรย์ที่มาเยือนในฐานะผู้มีอารยธรรม 
 
เรื่องเล่าของบาบิโลนกล่าวถึงการมาเยือนของเทพโดยปกติ ผู้สอนมนุษย์ให้รู้จักศิลปะและงานฝีมือ หนึ่งในตัวตนลี้ลับเหล่านี้ก็คือ อวนเนส เทพเจ้าปลา 
 
เบโรซุส นักบวชชาวคาลเดียนผู้มีชีวิตอยู่ในสมัยพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์ มหาราช ได้ให้บันทึกอย่างดีเยี่ยมเกี่ยวกับพฤติกรรมของอวนเนสและสหายเบโรซุสผู้ปราดเปรื่องได้เขียนว่า ในบาบิโลนโบราณ ผู้คนมีรูปร่างคล้ายกับสัตว์ จากนั้นมีสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาจากอ่าวเปอร์เซีย ลำตัวนั้นคล้ายกับปลาแต่ใต้หัวปลานั้นเป็นศีรษะมนุษย์ เท้าสองข้างติดกัน รูปร่างคล้ายหางปลา แต่สัตว์ประหลาดตัวนี้ก็พูดได้ แม้ว่าชาวบาบิโลนโบราณจะพรรณนาไว้ว่าเป็น สัตว์ที่ไร้เหตุผล ก็ตาม 
 
อวนเนสโผล่จากทะเลทุกวัน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับตัวอักษรและศิลปะและศาสตร์ในทุกสาขาแก่มนุษย์ยุคแรกเริ่มนั้น เขาสอนมนุษย์พวกแรกแห่งบาบิโลน “ให้รู้จักการสร้างเมือง การสร้างอาคาร การรวบรวมกฎหมายและอธิบายถึงหลักฐานความรู้เรื่องเรขาคณิต” ชาวบาบิโลนสมัยแรก ๆ ยังได้รับคำสอนเรื่องเกษตรกรรม โดยเบโรซุสกล่าวว่า “กล่าวสั้น ๆ ก็คือ เขาได้สั่งสอนชาวบาบิโลนในทุกสิ่ง อันจะทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่อย่างเป็นมนุษย์ และมีพฤติกรรมที่นุ่มนวลขึ้น” 
 
พงศาวดารนี้กล่าวว่า นับแต่อวนเนสและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอื่น ๆ ปรากฏตัวแล้ว “ไม่มีวัตถุอื่นใดปรากฏเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาคำสอนนี้เลย” 
 
นิทานเกี่ยวกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือสัตว์ไร้เหตุผล ผู้ทำตามเสมือนผู้สอนสรรพวิชา มิได้น่าเชื่อถือนัก อวนเนสนั้นไม่ใช่พระเจ้า เพราะเบโรซุสกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า น้ำเสียงและภาษาของเขานั้นเหมือนกับมนุษย์ และพูดฟังเข้าใจได้ ผู้ให้วัฒนธรรมผู้นี้มาจากที่ใด นี่เป็นคำถามที่สามารถตอบได้ ขอเพยงแต่ให้เรายอมรับการมีอยู่ของอารยธรรมที่เหนือกว่าในกาลก่อน หรือในดาวเคราะห์อื่นเท่านั้น 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/Oannnes.jpg 
อวนเนส เทพเจ้าปลา
 
เบโรซุสบอกเราว่า หัวของอวนเนสนั้นอยู่ในหัวปลาอีกชั้นหนึ่ง นี่ไม่ใช่การพรรณนาถึงอวกาศ ที่เราจะเห็นภาพมนุษย์จากหมวกนั้นหรอกหรือ ? เท้าที่ติดกันอย่างหางปลานั้น ก็เป็นชุดรักษาความดันอากาศนั่นเอง คนสมัยดั้งเดิมนั้นจะสรรหาคำที่เหมาะสมมาพรรณนา ผู้เยี่ยมเยือนผู้ประหลาดนั้นได้อย่างไร หากไม่เปรียบเทียบกับสิ่งที่ตนรู้จัก 
 
สัตว์โลกเหล่านี้จะเป็นใครก็ตาม ความจริงก็ได้ประกาศตนอย่างทันทีหลังจากการมาเยือนนั้น เมื่อมนุษย์เริ่มสร้างนคร ขุดคลอง และสำรวจอาณาจักรแห่งความคิดทางนามธรรม นับแต่นั้นศิลปะ ดนตรี ศาสนา และวิทยาศาตร์ก็ถือกำเนิดในนครบาบิโลน 
 
ผู้อาศัยในลุ่มน้ำยูเฟรติส มีรูปร่างคล้ายสัตว์ ก่อนสมัยอวนเนส และได้รับอารยธรรม และบรรลุถึงพัฒนาการทางปัญญาในขั้นสูงหลังจากอวนเนสเมื่อสองพันปีก่อนคริสตกาล นักคณิตศาสตร์แห่งบาบิโลนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องพีชคณิตและเรขาคณิตมาแล้ว นักดาราศาสตร์มีตารางพีชคณิตที่ละเอียดแม่ยำ และรู้ตำแหน่งเทหะวัตถุในท้องฟ้าในเวลาต่าง ๆ และเรื่องทั้งหมดเริ่มจากเจ้าสัตว์รูปร่างคล้ายปลา ผู้โผล่จากท้องน้ำแห่งอ่าวเปอร์เซียนั่นเอง 
 
อวนเนสแห่งเอริดูนั้น กล่าวกันว่าเป็นบิดาแห่งวิชาหลอมโลหะ มีบทสวดกล่าวถึงอวนเนสว่า “ท่านนั่นแลผู้ผสมทองคำและเงินบริสุทธิ์ กับทองแดงและดีบุก” สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงและดีบุก โดยมีดีบุกหนึ่งในสิบส่วน นับว่ามนุษย์จะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะค้นพบสัดส่วนดีบุกกับทองแดง เพื่อให้ได้โลหะที่แข็งแรง เว้นเสียแต่ความลับนี้ได้รับมาเป็นกำนัลจากอารยธรรมที่มีความรู้สูงกว่า ยุโรปมียุคสำริดอยู่นาน แต่ยุคทองแดงนั้นสั้นมาก วัตถุสำริดนั้นดูเหมือนปรากฏขึ้นทันใดและกระจายไปทั่ว วัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุโรปนั้น แสดงถึงเครื่องหมายของงานฝีมืออันประณีต 
 
การกระจายอย่างกว้างไกลของวัตถุสำริดในยุโรปนั้น ทำให้เราได้ข้อสรุปที่น่าตื่นเต้นว่า ในยุคสมัยอันไกลโพ้นมานั้น มีการติดต่อระหว่างส่วนต่าง ๆ ของทวีป มากกว่าเมื่อรุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์โรมันโบราณด้วยซ้ำ นี่เป็นร่องรอยบ่งชี้ถึงการผลิตอย่างมีความชำนาญ และการขนส่งที่ทำได้อย่างง่ายดาย 
 
ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ปริศนาเรื่องยุคสำริดนั้นมิได้จำเพาะอยู่ในยุโรปเท่านั้น หากยังมีในอเมริกากลาง ซึ่งมีสำริดมาแล้วจากแห่งที่เราไม่ทราบ 
 
เค.เค. โดเบเรอร์ ประกาศว่า เรือของชาวแอตแลนติสได้แล่นอ้อมแอฟริกา และไปถึงเอเชีย เขาเขียนไว้ในเรื่องช่างทำทองว่า ระหว่าง 8,000 ถึง 10,000 ปีก่อนคริสตกาล ชนกลุ่มหนึ่งได้ตั้งถิ่นฐานที่ลุ่มน้ำสินธุ และที่ริมอ่าวเปอร์เซีย ชนก่อนสมัยอารยัน และก่อนเซมิติกนั้นได้สถาปนาอารยธรรมจากพื้นฐานของความลี้ลับแห่งโลหะ คนแปลกถิ่นที่ผมดำร่างสูงนั้น ทราบวิธีการทำงาน ทองคำ เงิน ทองแดง และตะกั่ว ดีบุกและพลวง เหล็กและนิเกิล สิ่งที่พวกเขารู้เรื่องโลหะในสมัยเมื่อ 8,000 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ชาวยุโรปยังไม่เคยเรียนรู้ จนเพิ่งจะเรียนรู้เมื่อหลายพันปีต่อมา 
 
นักเขียนชาวเยอรมันท่านนั้นยังตั้งทฤษฎีที่ว่า วิชาเล่นแร่แปรธาตุนั้น เกิดขึ้นในยุคแอตแลนติส ทองคำที่ประดิษฐ์ขึ้นนั้นถูกนำลงเรือจากแอตแลนติสไป เพื่อจุดหมายพิเศษทางศาสนา เหล่านักบวชแห่งซูเมอร์ อินเดีย และอียิปต์ ต่างสงวนรักษาศาสตร์ลี้ลับนี้ไว้กับพวกของตนเอง 
 
จากการนำโลหะผสมจากดินแดนอื่น ทำให้การปฏิวัติทางเทคนิคได้เริ่มก่อร่างอารยธรรมใหม่หลังน้ำท่วมใหญ่ 
 
วัตถุโลหะของสุเมเรียนนั้น มีการขุดพบในรัสเซียตอนใต้ เมืองทรอย และยุโรปภาคกลาง ครั้งเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมดีบุก สำริดที่ล้ำเลิศกว่าก็หายไปจากสุเมเรียน เหตุผลใหญ่ก็คือ ไม่มีดีบุก การหลอมโลหะสมัยก่อนประวัติศาสตร์จึง ๆ หายไป และลืมไป รอการค้นพบใหม่ในหลายศตวรรษต่อมา 
 
 
http://www.wattana.prohosts.org/attact/Atlantis/atlan0.php
จากดินแดนพระอาทิตย์อุทัย
 
การ์กิลาสโซ เดลาวีกา ได้ส่งประวัติศาสตร์ของอินคามาให้เราได้ทราบพระอาทิตย์ อันเป็นบุพการีผู้ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ในสัญลักษณ์ของความเมตตา ได้ส่งมังโก โคปัค และมามา โอกล์โล ไปสั่งสอนผู้ชายเรื่องเกษตรกรรมและสอนผู้หญิงเรื่องการถักทอและปั่นด้าย ชาวเปรูยอมรับโอรสแห่งพระอาทิตย์และก่อสร้างนครคูซโก ตำนานอีกเรื่องหนึ่งพรรณนาถึงชาวผิวขาวมีเคราผู้มาจากทางทิศตะวันออก และมอบพรแห่งอารยธรรมแห่ชาวพื้นเมือง 
 
การทดสอบเลือดจากเนื้อเยื่อของมัมมี่ชาวอินคาห้าศพในบริติชมิวเซียมเมื่อ ค.ศ.1952 โดย บี. อี. กิลเบย์ และเอ็ม. ลูบราน ได้รายงานแก่สถาบันมานุษยวิทยาว่า มัมมี่จำนวนสามในห้าศพนั้น มีร่องรอยของเลือดกลุ่มเอ. ซึ่งเป็นชาวต่างแดนคนละเผ่ากับอเมริกันอินเดียนอย่างเด่นชัด ไม่มีศพใดเป็นรีซัส-เนกาทีฟ แต่ศพหนึ่งมีซับสแตนซ์ D และ C แต่ไม่มี C และ E นอกจากนี้มัมมี่เจ้านายอินคาอีกหนึ่งมีซับสแตนซ์ C, E และ C แต่ไม่มี D ตัวอย่างเลือดแบบนี้หาได้ยากมาก และแทบจะไม่ปรากฏเลยในโลกนี้ ข้อเท็จจริงอันน่าตื่นตะลึงนี้ พิสูจน์ว่า กษัตริย์อินคามิได้เป็นเผ่าพงศ์เดียวกับประชากรดั้งเดิมของอเมริกาใต้ 
 
ยังมีเรื่องเล่าว่าผู้ปกครองชาวสเปนในอเมริกาใต้ ได้ยินข้าราชสำนักชาวอินคาพูดภาษาลี้ลับที่ประชาชนในประเทศนั้นก็ไม่เข้าใจ 
 
มีเรื่องเล่าทำนองเดียวกันนี้ในเม็กซิโก กัวเตมาลา และยูคาตัน ณ ที่นั้นเรียกเควตซัลโคตล์, กุกุมัตซ์ หรือ กุกุลคัน ว่าเป็นเทพบุรุษ เทพบุรุษนี้มีผ้าลินินสีดำผืนยาวบนไหล่ และสวมเสื้อแขนสั้น อันเป็นแบบที่ชาวทอลเท็กผู้เป็นช่างฝีมืออันประณีต ช่างก่อสร้าง ช่างปั้น และเกษตรกรต่างถือตามเควตซัลโคตล์ 
 
นาคมีขนแบบนก หรือเควตซัลโคตล์นั้น มาจากดินแดนทางตะวันออก และบุกเบิกยุคก้าวหน้าและความมั่งคั่งอย่างใหญ่หลวงแก่เม็กซิโก มีอีกเรื่องหนึ่งที่ให้รายละเอียดที่น่าสนใจถึงการมาของนาคตัวนี้ กล่าวกันว่าเควตซัลโคตล์นั้นลงมายังจุดที่ปัจจุบันนี้เรียกว่า เวรา ครูซ ด้วยเรือที่มีปีกรูปร่างแปลก ในบันทึกโบราณ วินโดโบเนนซิสกล่าวว่า เควตซัลโคตล์ลงมายังโลกจากช่องในท้องฟ้า 
 
เมื่อทูตและวีรบุรุษทางวัฒนธรรมนี้ถูกศัตรูขัดขวาง ก็กลับไปยังชายฝั่ง และออกเดินทางโดยแพงูไปยังทละปัลลัน อีกเรื่องหนึ่งบรรยายว่า ทูตตนนี้กระโจนเข้าไปในกองฟืนเผาศพ เถ้าถ่านฟุ้งขึ้นกลายเป็นนก ส่วนหัวใจนั้นกลายเป็นดาวพระศุกร์ เควตซัลโคตล์คืนชีพอีกครั้ง และกลับไปสวรรค์ในฐานะเทพเจ้า เรือมีปีกนั่นคือยานอวกาศ และฟืนไฟนั้นคือการจุดปล่อยยานอวกาศ ใช่หรือไม่? 
 
ในฐานะเป็นผู้มีอารยธรรม ผู้นำทางศาสนา เป็นสถาปนิก และเกษตรกร เควตซัลโคตล์ได้ทิ้งเครื่องหมายที่ไม่อาจลืมได้ลงในประวัติศาสตร์เม็กซิโกและยังคงเป็นที่เคารพนับถือในดินแดนนั้น 
 
เปโดร เด เซียซา กล่าวว่า วิราโคชาแห่งอินคานั้น คือมนุษย์ผิวขาวร่างสูง มาจากดินแดนแห่งรุ่งอรุณ เขาได้ซึมซาบความเมตตาในหัวใจของอินเดียนเผ่าเคซัว และเผยให้พวกเขาเห็นความลับแห่งอารยธรรมนั้น หลังจากสำเร็จในเรื่องการทูตของตนเองแล้ว เขาก็หายลับไปในทะเล ชื่อของวิราโคชา หมายถึง ฟองแห่งน้ำทะเล ชาวอินเดียนรับรู้เรื่องเกียวกับการรักษาตำนานเรื่องมนุษย์กึ่งเทพผิวขาวนั้นอย่างแนบแน่น แม้กระทั่งทุกวันนี้ชาวอินเดียนในเปรูบางพวก ก็คำนับคนต่างถิ่นชาวผิวขาวผู้เป็นมิตร พร้อมกล่าวคำว่า ''วิราโคชา'' 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/tiagate.jpg 
เทพวิราโคชา ปรากฏบนประตูพระอาทิตย์ที่เตียอัวนาโค
 
ยังมีความคล้ายคลึงกันมากพอสมควรระหว่างตำนานของเควตซัลโคตล์และวิราโคชาในอเมริกา กับเรื่องอวนเนส มนุษย์กึ่งปลาในบาบิโลน ทั้ง ๆ ที่มีความห่างกันในทางภูมิศาสตร์ปรัมปราของเผ่าพงศ์ต่าง ๆ จะเกี่ยวกับเทพที่เคยมาเยือนโลก เรื่องปรัมปราเหล่านี้ออกจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บางเรื่องนั้นเป็นบันทึกของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จริง 
 
ผู้สร้างอารยธรรมทั้งปวงที่ลงมาจากสวรรค์หรือโผล่มาจากทะเล ได้สร้างวัฒนธรรมสมบูรณ์พร้อมแก่บรรดาชนพื้นเมืองที่ยังพัฒนาในขั้นแรกเริ่ม แล้วใครเล่าที่เป็นผู้สถาปนาราชวงศ์สุริยะ เขาก็คือชาวแอตแลนติสผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ด้วยอากาศยาน และยานอวกาศดังที่เสนอไว้ในมหากาพย์แห่งกิลกาเมซ 
 
นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ ดับบลิว. เจ. เพอร์รี เชื่อว่ายุคสมัยของพระเจ้านั้น มีความเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับโอรสแห่งพระอาทิตย์ ดังนั้น ข้อสรุป ดูเหมือนจะตกอยู่กับเราในข้อที่ว่า โอรสกลุ่มต่าง ๆ ของพระอาทิตย์ในทั่วทั้งโลก ต่างก็มาจากเชื้อไขดั้งเดิมเดียวกัน แหล่งที่มานั้นอาจจะเป็นแอตแลนติสในตำนานก็ได้ 
 
ในทางตะวันออก โดยเฉพาะในอินเดีย แขกผู้มาเยือนจะเป็นบุคคลผู้ทรงศักดิ์ เพราะเชื่อกันว่าในกาลก่อน พระเจ้าจะปรากฏกายอย่างไม่มีใครคาดคิด ด้วยรูปโฉมและอาภรณ์เยี่ยงมนุษย์ ในการรักษาเรื่องราวเหล่านี้อันเป็นการระลึกถึงผู้มาเยือนจากสวรรค์ ชาวฮินดูจึงนับถือผู้มาเยือนดังกล่าวกระทั่งทุกวันนี้ แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงมนุษย์ก็ตาม เรื่องเหล่านี้ย้อนหลังไปได้นับพัน ๆ ปี ในกาลเมื่อพระเจ้าเสด็จลงมาท่องโลก 
 
ในอินเดีย ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดอยู่ช่วงหนึ่ง ขณะยืนสวมมาลัยแบบพื้นเมืองเขตร้อน และมีชายหญิงนอนหมอบแทบเท้าผู้เขียน เพื่อคารวะ เทพ ผู้มาเยือน แอนดรูว์ โทมัส เขียน
 
ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล

อาณาจักรแอตแลนติส

โพสต์29 ก.ค. 2555 21:57โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์

จากตำนาน สู่การค้นพบ
แอตแลนติส อารยธรรมเก่าก่อน นครที่สาบสูญ
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/atlantisk3.gif
เรื่องน่าเศร้าของแอตแลนติส
 
ทะเลและภูเขาไฟ กับผืนแผ่นดิน
 
“ท้องฟ้าครึ้มลงในทันที ต่อมาก็มีแสงแปลบปลาบเจิดจ้าขึ้นในความมืดนั้น และเวลานั้นมีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะรับรู้เรื่องนี้ และข้าพเจ้ากล้าพูดได้ว่า คนจำนวนมากคงไม่เชื่อ” ประจักษ์พยานรายหนึ่งของเหตุการณ์ภูเขาไฟกรากาตั้วระเบิดเมื่อปี 1883 ได้เขียนไว้ เกาะไฟกรากาตั้วนั้นอยู่ระหว่างเกาะสุมาตราและชวา ถูกระเบิดจมหายไป เกิดเถ้าถ่านบนท้องทะเล คลื่นความสูง 1000 ฟุต ซัดเรือน้อยใหญ่ขึ้นไปถึงภูเขา เสียงสะท้อนจากการระเบิดนั้นได้ยินไปไกลถึงออสเตรเลีย และชั้นบรรยากาศ ปั่นป่วนไปทั่วโลก 
 
“ทรายและหินที่ตกลงมาอย่างละลานตา ความมืดครึ้มปรากฏอยู่เบื้องบนและรายรอบตัวเราอย่างหนาแน่น จะเว้นไปบ้างก็แต่เมื่อมีสายฟ้านานาชนิดที่เจิดจ้า พร้อมกันนี้ก็มีเสียงระเบิดคำรามดังต่อเนื่องของภูเขากรากาตั้ว ทำให้สถานการณ์ของเราน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง” กะลาสีคนหนึ่งบันทึกถึงความหายนะที่ตนได้เห็น 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/weel.jpg 
ภาพจักรราศีบนเพดานของหอในอารามฮาธอร์ ที่เดนเดรา 
อายุ 3 ศตวรรษก่อนคริสตกาล
 
คืนหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1966 ผู้เขียนอยู่บนเรือ เดินทางผ่านช่องแคบซุนดา ความสว่างเจิดจ้าอย่างปาฏิหาริย์แห่งกรากาตั้วปรากฏเป็นแสงสีแดงในท้องทะเลและบนผืนเมฆ ความบ้าคลั่งของไฟจากภูเขาไฟ และคลื่นจากความแปรปรวนในกรากาตั้วปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้เขียนในทันใด แต่ท้ายสุด กาลเวลาก็ลบเลือนความทรงจำของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยานี้ไป และมีเพียงเรื่องเล่าพื้นบ้านเท่านั้น ที่จะบันทึกอุบัติการณ์อันเด่นชัดในอดีต บางทีเรื่องเดียวกันนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับแอตแลนติสในตำนานก็ได้ 
 
หรือว่าทวีปเหล่านั้นเป็นบ้านเรือนถาวรของชาตินั้นในทุกวันนี้ หรือว่ามหาสมุทรต่างยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมของตนตลอดไป คำตอบมีสั้น ๆ นั่นคือ “ไม่” พร้อมกับมีข้อเท็จจริงอีกมากมาย แม้ว่าประวัติศาสตร์นั้นสั้นเกินไปเมื่อเปรียบกับยุคทางธรณีวิทยา แต่ก็มีบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ที่เด่นชัดมากมายในอดีต 
 
นครอีทรัสกันแห่งสปินา ในทะเลเอเดรียติก ที่พลินีและสตราโบระบุไว้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหานครอันรุ่งเรืองทางการค้าและวัฒนธรรม บัดนี้ได้จมลงโดยสิ้นเชิง และนครดีโอสกูเรียในทะเละดำปัจจุบันก็จมอยู่ใต้น้ำ และภานากอเรียอันเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ของกรีกโบราณ ซึ่งอยู่ในทะเลดำก็จมสู่ท้องน้ำในอ่าวทามันเช่นกัน 
 
ไม่เพียงแต่เมืองต่าง ๆ เท่านั้น ดินแดนขนดใหญ่ก็จมหายไปในห้วงลึกแห่งมหาสมุทรด้วย เมื่อมีการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกดำเนินต่อไปตลอดเวลา และจากสาเหตุทำนองเดียวกันนี้ การจมของแอตแลนติสจึงอาจจะเป็นจริง การพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาเหล่านี้ทั่วโลก จะเผยให้เห็นปรากฏการที่น่าตื่นเต้นแปลกใจ 
 
อารามจูปิเตอร์-เซราพิสในอ่าวนาเปลส ที่อิตาลี สร้างขึ้นเมื่อ 105 ปีก่อนคริสตกาล อารามนี้ค่อย ๆ จมลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่เมื่อ ค.ศ.1742 อารามดังกล่าวก็โผล่จากท้องทะเลอีกครั้ง และบัดนี้ก็จมลงอีกครั้ง 
 
ป้อมปืนแห่งคาราวาน-ซาไรในทะเลแคสเปียนได้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1135 และในเวลานั้นป้อมดังกล่าวค่อย ๆ หายไปใต้น้ำ จากนั้นแหล่งอ้างอิงทั้งปวงเกี่ยวกับป้อมแห่งนี้ในบันทึกโบราณก็เริ่มสับสน จนคาราวน-ซาไรกลายเป็นนิทานไป แต่เมื่อ ค.ศ. 1723 เกาะแห่งนี้ก็โผล่เหนือทะเลอีกครั้ง และยังคงเห็นได้ชัดเจน 
 
ท่าเรือพอร์ตรอยัลในประเทศจาเมกา อันเป็นรังโจรสลัด เคยมีแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และจมลงเป็นบางส่วน เมื่อ ค.ศ.1692 
 
ส่วนในกรุงลิสบอน มีแผ่นดินไหวเมื่อ ค.ศ.1755 คลื่นทะเลสูงถึง 33 ฟุต พื้นที่ส่วนใหญ่เกิดความเสียหายรุนแรง และประชากร 600,000 คนต้องเสียชีวิต 
 
เมื่อ ค.ศ. 1780 นักสำรวจชาวสเปนชื่อเมาเรลเญ ได้ค้นพบเกาะฟอลคอนในมหาสมุรแปซิฟิคตอนใต้ ครั้น ค.ศ. 1892 รัฐบาลแห่งทองกา ปลูกมะพร้าว 2,000 ต้นบนเกาะนี้ แต่สองปีต่อมา เกาะฟอลคอนนี้ก็ต้องสาบสูญไปใต้ผิวหน้ามหาสมุทร และปัจจุบันนี้ได้โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง 
 
แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงมีผลกระทบแก่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำสินธุเมื่อปี 1819 ภูมิภาคอันกว้างใหฅญ่ถูกน้ำท่วม มีเพียงอาคารที่สูงลิบเท่านั้นที่อยู่เหนือน้ำ และเมื่อระหว่าง ค.ศ.1822 และ ค.ศ.1853 ชายฝั่งชิลียกตัวสูงขึ้นถึง 30 ฟุต เนื่องจากการสั่นไหวของผิวโลกอย่างรุนแรง 
 
เกาะตัวนามีในหมู่เกาะคุก ได้จมลงในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมกับประชากรอีก 13,000 คน เมื่อช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ผ่านมา เช้าวันหนึ่งคนหาปลาได้ลงเรือออกมาจากเกาะดังกล่าว เมื่อกลับบ้านในตอนค่ำ ปรากฏว่าเกาะนั้นหายไปแล้ว 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/poseidon.jpg 
โพไซดอน เทพเจ้าแห่งแอตแลนติส อายุราว 510 ปี ก่อนคริสตกาล
 
เมื่อปี 1957 ภูเขาลูกหนึ่งที่ยังมีควันคุกรุ่น ได้โผล่ขึ้นจากห้วงลึกแห่งมหาสมุรแอตแลนติกใกล้กับหมู่เกาะอะโซเรส นอกจากนี้อีกเจ็ดปีต่อมา ก็มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นกับเกาะเซนต์จอร์จ ภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ผู้อาฅศัย 15,000 คน ต้องหนีจากเกาะ ภูเขาไฟตริสตันดาคุนฮาซึ่งคิดว่าคงสาบสูญไปแล้ว ได้ระเบิดขึ้นในมหาสมุรแอตแลนติสตอนใต้เมื่อ ค.ศ.1961 ทำให้มีการอพยพประชาการไปสู่ประเทฅศอังกฤษ 
 
ไม่เพียงแต่เกาะและแนวชายฝั่งเท่านั้น แต่ทวีปผืนใหญ่ก็จมหรือยกตัวได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นประเทศฝรั่งเศส กำลังจมลงด้วยอัตรา 30 เซนติเมตรต่อศตวรรษ ดินแดนระหว่างแม่น้ำคงคาและเทือกเขาหิมาลัยกำลังยกตัวขึ้นอัตรา 18.1 มิลลิเมตรต่อปี เทือกเขาแอนดิสในอเมริกาใต้ก็เชื่อกันว่ายกตัวขึ้น 200-300 ฟุต นับจากสมัยของโคลัมบัส พื้นล่างของมหาสมุทรแปซิฟิคกำลังยกตัวสู่ผิวหน้าในบริเวณหมู่เกาะอะลิวเชียน 
 
ฟาเธอร์โจเซฟ ลินช์ แห่งมหาวิทยาลัยฟอรฅ์ดแฮม ในนิวยอร์ก กล่าวว่า ทวีปใหญ่ทวีปหนึ่ง ดูเหมือนพร้อมจะตัวเหนือผิวหน้ามหาสมุทรแอตแลนติกด้วย เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นกับแอตแลนติสในตำนานและเรื่องปรัมปราได้เช่นกัน 
 
เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่องในมหาสมุทรต่าง ๆ นั้น มีหลักฐานจากการค้นพบของนักเทคนิคแห่งเรือเวสเทิร์นเทเลกราฟ ที่หาสายเคเบิลที่หายไปในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อปี 1923 พวกเขาพบว่าสายเคเบิลนั้นอยู่สูงกว่าระดับเดิม เนื่องจากมหาสมุทรยกตัวขึ้นถึง 2.25 ไมล์ ในเวลาเพียงยี่สิบห้าปี หากมหาสมุทรแอตแลนติกมีน้ำแห้งลงในฉับพลัน เราก็จะเห็นแนวยาวจากไอซ์แลนถึงแอนตาร์กติกา ส่วนตอนใต้ของหมู่เกาะอะโซเรสนั้น เป็นภูเขาใต้ทะเล มีชื่อว่า แอตแลนติส (Atlantis) นั่นก็คือ แอตแลนติสในตำนานที่ล้มหายตายจากไป 
 
เมื่อปี 1949 ศาสตราจารย์เอ็ม. อีวิง แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้สำรวจสันใต้มหาสมุทรแอตแลนติกตอนกลาง ที่ระดับความลึกระหว่าง 2 ถึง 3.5 ไมล์ เขาพบทรายชายหาดสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นี่นับเป็นปริศนาอันยิ่งใหญ่ เพราะทรายในฐานะที่เป็นผลผลิตจากการสึกกร่อน ไม่ได้ปรากฏอยู่บนหาดทรายนั้นเลย ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับการค้นพบทรายที่ใต้ท้องสมุทรแอตแลนติกก็คือ พื้นดินอาจจมลงสู่ทะเล หรือระดับมหาสมุทรในยุคอดีตมีระดับต่ำกว่านี้มาก การตรวจสอบครั้งสุดท้าย ทำให้เกิดคำถามว่า น้ำทั้งหมดนั้น หายไปไหน 
 
หุบเขาใต้น้ำจำนวนมากในมหาสมุทรแอตแลนติกนั้น มิใช่สิ่งอื่นใดเลย นอกจากแม่น้ำที่มีอยู่ต่อเนื่องมา ข้อนี้ช่วยพิสูจน์ว่า ในบางพื้นที่ พื้นทะเลจะต้องเคยเป็นแผ่นดินมาก่อน 
 
เมื่อ ค.ศ. 1898 เรือวางสายเคเบิลของฝรั่งเศสได้พบเศษลาวาลักษณะเหมือนกระจก ที่ระดับความลึก 1,700 ฟาธอม สารกระจกนี้เกิดขึ้นได้เพียงที่ระดับน้ำทะเลเท่านั้น นั่นหมายความว่า การระเบิดของภูเขาไฟเคยปรากฏในตำแหน่งนั้น เมื่อครั้งมหาสมุทรยังเป็นแผ่นดินอยู่ 
 
เทือกเขาแอนดิสจะต้องยกตัวขึ้นอย่างทันใด ในเวลาไม่นานมานี้ สมัยเมื่อมนุษย์สามารถเดินเรือใหญ่ได้แล้ว หากเราปฏิเสธข้อสมมตินี้ การมีอยู่ของท่าเรือในทะเลสาบติติคาคาที่ระดับความสูง 12ฅ,500 ฟุต และห่างจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค 200 ไมล์นั้น ก็จะเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้โดยสิ้นเชิง แหวนสำหรับสายเคเบิลบนท่าเรือแห่งนั้น มีขนาดใหญ่มากจนสามารถใช้ได้กับเรือเดินสมุทรเท่านั้น ร่องรอยของวัชพืชทะเลและหอยทะเลนั้น ยังคงเห็นได้ใน “ท่าเรือ” แห่งนี้ ในเทือกเขาแอนดิส มีชายหาดที่ยกตัวขึ้นอย่างมาก น้ำในทางด้านใต้ของทะเลสาบติติคาคานั้นยังคงเค็มอยู่ นอกจากนี้ยังมีความลึกลับพอ ๆ กันอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือท่าเรือขนาดยักษ์แห่งนาน-มาทัล ในโพนาปแห่งแคโรไลนส์ นาน-มาทัล นั้นคือเมืองเวนิชที่สร้างยื่นออกไปในทะเล ชาวพื้นเมืองในทุกวันนี้ไม่ได้ประกาศว่าบรรพบุรุษของตนได้สร้างท่าเรือดังกล่าว พวกเขากล่าวถึงกษัตริย์พระอาทิตย์ผู้ปกครองเกาะนั้น และส่งเรือไปยังดินแดนที่ไกลออกไป นาน-มาทัล จะเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่พื้นที่ส่วนใหญ่จมลงในสมัยที่ท่าเรือทะเลสาบติติคาคายกตัวใช่หรือไม่ ชาวอินเดียเผาเคชัวกล่าว่าในตอนแรกมีข้าวโพดงอกงามใกล้ทะเลสาบติติคาคา เพราะพื้นที่อยู่ในระดับที่สูงมาก แต่น่าอัศจรรย์ที่บัดนี้ไม่มีอยู่เลย เรื่องทั้งหมดนี้ บ่งชี้ว่าชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ ได้ยกตัวขึ้นอย่างฉับพลัน การจมลงของแอตแลนติสส่าจะเป็นสาเหตุแก่การยกตัวของเทือกเขาแอนดิส 
 
นักสำรวจชาวเม็กซิโก นามว่า โฮเซ คาร์เซีย ปายอน ได้พบกระท่อมสองหลังในเทือกเขาคอร์ดิลเลราใต้ชั้นน้ำแข็งหนา และร่องรอยของเปลือกหอย ได้บอกว่า ชายฝั่งทะเลที่สัตว์เหล่านี้เคยอาศัยอยู่ ในปัจจุบันได้ยกตัวขึ้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 19,000 ฟุต
หากเราย้อนไปยังวรรณกรรม เรื่องปรัมปรา และเรื่อพื้นบ้านโบราณ แอตแลนติสก็มีความเป็นไปได้ในทางประวัติศาสตร์ 
 
เรื่อง ทิไมอุส และ คริทิอัส ของเพลโต มีเรื่องพงศาวดารของแอตแลนติสอยู่ เรื่องนี้ได้มาจาก โซลอน นักบัญญัติกฎหมายของกรีกโบราณ ผู้เดินทางไปอียิปต์เมื่อประมาณ 560 ปี ก่อนคริสตกาล 
 
วิทยาลัยสงฆ์เทวีไนธ์แห่งไซส์ เทพเจ้าแห่งการเรียนรู้ ได้เปิดเผยแก่โซลอนว่า เอกสารสำคัญแห่งวิทยาลัยนั้นมีอายุนับพัน ๆ ปี บันทึกเหล่านี้กล่าวถึงทวีปที่อยู่ไกลโพ้นจากเสาเฮาคิวลิส หรือช่องแคบยิบรอลตาร์ ซึ่งจมลงเมื่อประมาณ 9,560 ปีก่อนคริสตกาล 
 
เพลโตมิได้สับสนเรื่องแอตแลนติสกับอเมริกา เพราะเพลโตกล่าวอย่างชัดเจนว่า มีทวีปทางตะวันตกของแอตแลนติส เขากล่าวถึงมหาสมุทรไกลโพ้นจากช่องแคบยิบรอลตาร์ และเรียกเมดิเตอร์เรเนียนว่า “เป็นเพียงท่าเรือใหญ่” และระบุถึงทวีปในมหาสมุทรนั้น เป็นเกาะมีขนาดใหญ่กว่าประเทศลิเบียและเอเชียไมเนอร์รวมกัน 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/5.jpg 
นครชั้นในของแอตแลนติส วาดตามคำบรรยายของเพลโต
 
มีที่ราบแห้งแล้งในใจกลางของเกาะแอตแลนติส มีภูเขาสูงกั้นขวางลมทางเหนือ สภาพอากาศที่นั้นเป็นแบบกึ่งเขตร้อน ชาวแอตแลนติสเก็บเกี่ยวพืชผลปีละสองครั้ง ประเทศดังกล่าวมั่งคั่งด้วยสินแร่ โลหะ และผลผลิตทางการเกษตร ส่วนอุตสาหกรรม การฝีมือ และวิทยาศาสตร์นั้น ปรากฏรุ่งเรืองในแอตแลนติส นอกจากนี้ยังมีท่าเรือใหญ่มากมาย มีอู่ต่อเรือ และคลอง เพลโตระบุถึงการติดต่อทางการค้ากับโลกภายนอก โดยกล่าวถึงการใช้เรือเดินสมุทร 
 
ชาวแอตแลนติสร้างอาคารของตนด้วยศิลาสีดำ ขาว และแดง อารามไคลโท และโพไซดอนนั้น มีรั้วทองล้อมรอบ ส่วนกำแพงทำด้วยเงิน และอาคารประดับแต่งด้วยสิ่งประดับทองทำ มีกษัตริย์แห่งแอตแลนติสสิบพระองค์ คอยร่วมประชุม 
 
จากพื้นฐานข้อมูลของเพลโตกล่าวว่า มีกำลังกองทัพบกและกองทัพเรือทั้งสิ้น 1,210,000 คน ตัวเลขนี้บ่งชี้ได้ว่าประชากรทั้งหมดจะต้องมีจำนวนหลายล้านทีเดียว ในช่วงยุคสุดท้ายของประวัติศาสตร์แอตแลนติสที่เพลโตกล่าวนั้น ชาติดังกล่าวถูกปกครองโดยทายาทแห่งโพไซดอน เวลาไม่นานก่อนถึงจุดสิ้นสุดจักรวรรดิแอตแลนติสก็เข้าสู่วิถึแห่งจักรวรรดินิยา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขยยอาณานิคมในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน 
 
อย่างไรก็ตาม จากเรื่องของเพลโตปรากฏว่า ในยุคต้น ๆ ชาวแอตแลนติสมีความรู้และความสุภาพนุ่มนวล เพลโตระบุว่า “พวกเขาเหยียดหยามทุกสิ่งเว้นแต่ศีลธรรม” พวกเขามีความคิด “ในเรื่องการครอบครองทองคำและทรัพย์สินอื่น ๆ อย่างไม่ถาวร เพราะสมบัติเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นภาระ พวกเขาไม่มัวเมาในความมั่งคั่ง ทั้งความร่ำรวยก็ไม่อาจฉุดพาพวกเขาให้ละเลยการควบคุมตัวเองได้เลย” ชาวแอตแลนติสทะนุถนอมมิตรภาพยิ่งกว่าความมั่งมีทางโลก การไม่นิยมมีทรัพย์สินส่วนตัว และการสมาคมของแอตแลนติส เป็นเพราะพวกเขามีระบบสังคมนิยมในสมัยอดีตอันไกลโพ้นใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น การมีระบบเศรษฐกิจแบบไร้เงินตราในดินแดนแห่งอินคา จะเป็นเพียงธรรมชาติ เช่นเดียวกับในเปรู นับว่ามีความเป็นไปได้อย่างมาก หากจะถือเป็นส่วน เสี้ยวหนึ่งจากแอตแลนติส 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/mosaic.jpg 
ภาพโมเสก เป็นกลุ่มนักวิชาการที่ให้ที่มาของแอตแลนติส
 
จากเรื่อง จอร์จิกส์ ของ เวอร์กิล และ เอเลจีส์ ของทิบุลลัส กล่าวว่า ดินแดนในสมัยโบราณนั้นถูกยึดเป็นของส่วนรวม ความทรงจำเรื่องประชาธิปไตยในวัฏจักรสมัยก่อนนั้น ดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะทั้งในกรีกและโรมโบราณ ในเทศกาลการโครเนีย และซาเทอร์นาเลีย เมื่อนายและทาสดื่มและเต้นรำด้วยกันในวันนั้น บทกลอนของอุตตูของซูเมอร์และเอนจุดูที่มีอายุได้ 5,000 ปี ได้กล่าวถึงความเศร้าอาดูรถึงระบบสังคมที่สูญไป ในระบบนั้น “ไม่มีคนโกหก ไม่มีความเจ็บไข้ ไร้ความแก่เฒ่า” 
 
เพลโตเล่าเรื่องการเสื่อมศีลธรรมของชาวแอตแลนติส เมื่อความโลภและความเห็นแก่ตัวเข้ามาครอบงำ ดังนั้นเทพเซอุส “รับรู้ว่าเผ่าพงศ์ที่น่านับถือ กำลังอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเป็นที่สุด” และพวกเขา “รุกรานไปทั่วยุโรปและเอเชียอย่างกำเริบเสิบสาน สร้างความเสียหายแก่ผู้ถูกรุกรานอย่างรุนแรง” นักปรัชญาชาวกรีกท่านนั้นกล่าวว่า “มนุษย์ผู้กระหายสงครามนี้ได้จมลงสู่พื้นปฐพี และเกาะแอตแลนติสก็จมหายไปใต้ท้องทะเลเช่นกัน” 
 
เนื่องจากเกรงว่าผู้มีอ่านในอนาคตจะสงสัย เพลโตจึงยืนยันแก่เราว่าเรื่องนี้ “แปลก แต่จริงแท้อย่างแน่นอน” ทุกวันนี้เรื่องเล่าของเพลโตเป็นที่ยอมรับและเลื่อมใสจากวงการวิทยาศาสตร์มากขึ้น 
 
การตรวจสอบท้องมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้เราทราบว่ามีแนวตรงจากเหนือไปใต้ ผ่านบริเวณตอนกลางของมหาสมุทร หมูเกาะอะโซเรสอาจจะเป็นยอดของเทือกเขาที่จมลง ซึ่งจากเรื่องของเพลโต บอกว่ายอดเขานั้นคอยกำบังลมหนาวจากทิศเหนือ ที่จะพัดสู่ที่ราบตอนกลาง จากเรื่องคริทิอัส เราทราบว่าชาวแอตแลนติสสร้างบ้านเรือนด้วยศิลาสีแดง ดำ และขาว หินภูเขาไฟสีแดงและดำ และพื้นหินปูนสีขาวพบได้บนหมู่เกาะอะโซเรส อันเป็นซากเก่าของแอตแลนติส 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/wegener.gif 
แผนภูมิจำลองทฤษฎีของอัลเฟรด เวเกเนอร์
 
จากปัญหาเรื่องแอตแลนติส นับว่าไม่เกินไปนักที่กล่าวถึงทฤษฎีทวีปจมของศาสตราจารย์อัลเฟรด เวเกเนอรฅ์ ซึ่งคาดว่าเมื่อ 225 ล้านปีก่อน ทวีปทั้งปวงอยู่ติดกัน รูปร่างของทวีปอเมริกาและโครงร่างของยุโรปและแอฟริกาก็เข้ากันได้พอดี 
 
ทฤษฎีนี้มิได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของการมีทวีปแอตแลนติส เมื่อ 12,000 ปี ก่อน เพราะเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่า กว่าทวีปจะจมนั้น ใช้เวลานับล้าน ๆ ปี และในยุคที่แอตแลนติสจมลง ยุโรปและอเมริกาอยู่ใกล้กันมากกว่านี้ เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น จึงมีที่ว่างอีกมากมาย สำหรับเกาะแอตแลนติสในมหาสมุทรแอตแลนติกในสมัยนั้น 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/atlantisk3.gif 
แผนที่แอตแลนติสตามจินตนาการ ทิศเหนืออยู่ด้านล่าง
 
อีกทฤษฎีหนึ่งที่ไม่ควรจะมองข้าม นั่นคือความเห็นของศาสตราจารย์กาลาโนเปาโลส ที่ว่าเกาะธีรา-ซานโทรินเป็นที่ตั้งของแอตแลนติสของเพลโต เกาะนี้อยู่ทะเลอีเจียน แล้วหายไปด้วยภัยพิบัติทางธรณีวิทยาเมื่อประมาณ 1,400 ปี ก่อนคริสตกาล 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/Thera_wall.jpg 
ภาพวาดที่ผนัง วาดเมืองและท่าเรือจากเกาะธีรา หรือซานโทริน ที่เกิดภูเขาไฟระเบิดเมื่อประมาณศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสตกาล 
(ภาพวาดอายุประมาณ 16 ศตวรรษก่อนคริสตกาล)
 
เพลโตได้รับทฤษฎีเรื่องแอตแลนติสโดยทางอ้อมจากโซลอน นักรัฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ และผู้ร่ำรวยแห่งกรีกโบราณ จากเรื่องของโซลอน กล่าวว่าแอตแลนตินจมหายไป 9,000 ปี ก่อนเขาเดินทางไปอียิปต์ นั่นคือเมื่อ 9,560 ปีก่อนคริสตกาล 
 
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์กาลาโนเปาโลสคิดว่าโซลอน เศรษฐีแห่งยุคโบราณท่านนี้ คงไม่ได้คำนวณอย่างละเอียด “ไม่ใช่เวลา 9,000 ปี แต่เป็น 900 ปี” เขาบอก เมื่อบวก 900 กับ 560 ปีก่อนคริสตกาล อันเป็นเวลาที่โซลอนเดินทางไปอียิปต์ ก็จะได้เวลา 1,460 ปีก่อนคริสตกาล หรือสมัยน้ำท่วมของซานโทริน เขาเชื่อว่าซานโทรินก็คือ แอตแลนติส แต่สมมุติฐานนี้ยังอ่อนไป 
 
อเพลโตเขียนไว้ในเรื่อง ทิไมอุส “ในสมัยนั้น มหาสมุทรแอตแลนติกพอจะแล่นเรือได้จากเกาะที่อยู่ทางตะวันตกของช่องแคบที่เราเรียกกันว่า เสาเฮอร์คิวลิส (ช่องแคบยิบรอลตาร์-โทมัส) เกาะนี้มีขนาดใหญ่กว่าลิเบีย และตะวันออกกลาง” เพลโตเรียกแอตแลนติกว่า “มหาสมุทรจริง” เขาไม่ได้หมายถึงทะเลอีเจียนอย่างแน่นอน 
 
แอตแลนติสของเพลโตนั้น มีพื้นที่ประมาณ 600,000 ตารางไมล์ แอตแลนติส-ซานโทรินของศาสตราจารย์กาลาโนเปาโลสนั้น มีขนาดเพียง 75 ตารางไมล์เท่านั้น เพลโตเขียนถึงเจ้าครองนครสิบคนแอตแลนติส แต่จังหวัดตั้งสิบจังหวัดจะอยู่ในซานโทรินได้อย่างไร
แอตแลนติสและวิทยาศาสตร์
 
การคะเนถึงทวีปในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นที่อยู่ของอารยธรรมขั้นสูง ก็อยู่ในขอบเขตของวิทยาศาสตร์เช่นกัน ราชบันฑิต วี.เอ. โอบรุตเชฟ แห่งรัสเซีย มีความเห็นว่า ตำนานเรื่องแอตแลนติสนั้นมิใช่ “เรื่องเป็นไปไม่ได้ หรือยอมรับไม่ได้ จากทรรศนะทางธรณีวิทยา” ความจริงแล้วเขากล้าพอที่จะกล่าวในเวลาต่อมาว่า ข้อพิสูจน์เรื่องส่วนทางเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก “อาจจะเผยให้เห็นซากปรักหักพังของอาคาร และซากอื่น ๆ ของวัฒนธรรมโบราณได้” 
 
ศาสตราจารย์ เอ็น.เลดเนฟ นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชาวมอสโก หลังจากทำงานวิจัยมายี่สิบปี ก็ได้ข้อสรุปว่า แอตแลนติสในตำนานนั้นมิใช่เรื่องเล่าปรัมปรา เลดเนฟกล่าวว่า เอกสารทางประวัติศาสตร์สมัยโบราณและอนุสรณ์ทางวัฒนธรรมได้แสดงถึงแอตแลนติสว่าเป็น “เกาะขนาดมหึมา กว้างนับร้อย ๆ กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกของช่องแคบยิบรอลตาร์” นักวิทยาศาสตร์รัสเซียอีกท่านหนึ่งคือ เอคาเทรินา ฮาเกไมสเตอร์ ได้เขียนไว้เมื่อปี 1955 ว่า เมื่อน้ำในกระแสน้ำอ่นไหลไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก เมื่อระหว่าง 10,000 ถึง 12,000 ปีก่อน แอตแลนติสจะต้องเป็นแนวกั้นที่เบี่ยงเบนกระแสน้ำไปทางใต้ “แอตแลนติสเป็นสาเหตุของการเกิดยุคน้ำแข็ง แอตแลนติสเป็นสาเหตุของจุดจบนั้น” 
 
กรีนแลนด์มีน้ำแข็งส่วนบนสูง 5,000 ฟุต และไม่เคยละลายลงเลย นอร์เวย์อยู่ในละติจูดเดียวกัน กลับมีพืชพันธุ์สมบูรณ์ในหน้าร้อน ทั้งนี้กระแสน้ำอุ่นนั่นเองที่ทำให้ความอบอุ่นแก่ภูมิภาคสแกนดิเนเวีย และส่วนอื่น ๆ ทั่วยุโรป กระแสน้ำอุ่นนี้เรียกให้เหมาะก็คือ แหล่งความร้อนกลางของยุโรป เมื่อเรืออัลบาทรอสส์ของสวีเดนวัดท้องมหาสมุทรแอตแลนติก ณ เส้นอิควอเตอร์ ก็ค้นพบร่องรอยพืชน้ำจืด ที่ระดับความลึกกว่า 2 ไมล์ ศาสตราจารย์ฮานส์ แพตเตอร์สสัน ผู้สำรวจครั้งนี้ คิดว่าในจุดนี้นั้นมีเกาะหนึ่งจมลง 
 
ฟอรามินิเฟรา เป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กจิ๋ว มีเปลือกหรือกระดอง มีอยู่ด้วยกันสองชนิด กล่าวคือ โกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี และโกลบอโรทาเลีย ทรันคาทูลินอยเดส ชนิดที่สองเป็นลายก้นหอนวนขวา และสามารถอาศัยอยู่ในน้ำเย็นได้ด้วย สัตว์ทะเลทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้เป็นตัวบ่งบอกสภาพอากาศว่าร้อนหรือเย็นได้ ชนิดชอบน้ำอุ่นจะไม่ปรากฏที่ใดเหนือแนงตรงจากหมู่เกาะอะโซเรสถึงหมู่เกาะคานารี ส่วนฟอรามินิเฟราน้ำเย็นนั้น มีอยู่ในส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ในเขตแอตแลนติกตอนกลาง สำหรับบริเวณแอฟริกาตะวันตกถึงอเมริกากลาง พวกที่อาศัยอยู่ก็คือพวกชอบน้ำอุ่น หรือโกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี แต่ในมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณเส้นอิควอเตอร์ กลับพบชนิดน้ำเย็นอีก ดูราวกับฟอรามินิเฟราชนิดน้ำอุ่นแหวกเขตกั้นมาทางตะวันออก แล้วเขตกั้นนั้นคือแอตแลนติสใช่หรือไม่? 
 
นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทำงานในหอสังเกตการณ์ทางธรณีวิทยาลามองท์ในสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบครั้งสำคัญเกี่ยวกับหลักการกระจายตัวของฟอรามินิเฟรา นั่นคือผิวน้ำในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นในทันที ได้ปรากฏขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน ที่มากกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงของฟอรามินิเฟราชนิดน้ำเย็นกลายเป็นพวกน้ำอุ่น ปรากฏต่อเนื่องมาไม่เกินร้อยปี ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะสรุปว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอย่างรุนแรง ในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล 
 
การสำรวจใต้น้ำ จากสมาคมธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ.1949 เกี่ยวกับจานหินปูนนับตัน ถูกยกจากท้องมหาสมุทรแอตแลนติกทางใต้ของหมู่เกาะอะโซเรส จานเหล่านี้มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 6 นิ้ว หนาประมาณ 1.5 นิ้ว ที่ตรงกลางมีรูเจาะไว้อย่างน่าแปลก ที่ขอบนอกนั้นเรียบ แต่รูดังกล่าวเจาะไว้อย่างหยาบ ๆ บิสกิตทะเลเหล่านี้ดูเหมือนมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และไม่อาจเปรียบกับสิ่งใดได้เลย จากหอสังเกตการณ์ทางธรณีวิทยาลามองท์ (มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย) “สภาพของการโค้งงอได้ขอหินปูนนี้ บ่งชี้ว่าอาจจะเกิดขึ้นในสภาพใต้ดิน และภูเขาใต้น้ำนั้นอาจเคยเป็นเกาะในอดีต เมื่อหนึ่งหมื่นสองพันปีก่อน” 
 
ความพยายามที่จะบืนยันถึงวันเวลาที่เมื่อแอตแลนติสจมลง เราไม่ควรจะมองข้ามอายุของหุบเขาในแองการา (จากปากน้ำไปยังน้ำตกปัจจุบันที่เก่าถึง 12,500 ปี นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า การยกตัวของเทือกเขาคอร์ดิลเลราขึ้นถึง 19,000 ฟุต เกิดขึ้นเมื่อ 10,0000 ปีก่อน 
 
การวัดอายุวัตถุต่าง ๆ ด้วยคาร์บอน ได้ให้ผลที่สำคัญยิ่งบางประการ กล่าวคือ ป่าสนซีดาร์กว้างใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งปรากฏอยู่บริเวณเบอร์มิวดาส์อันไพศาล และบัดนี้จมอยู่ใต้น้ำ เมื่อทดสอบด้วยคาร์บอน -14 พบว่าป่านั้นถูกทำลายลงเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน โคลนจากทะเลสาบคน็อกคาครันในไอร์แลนด์ เป็นร่องรอยของแผ่นน้ำแข็งสมัยสุดท้าย พบว่ามีอายุถึง 11,787 ปี ป่าสปรูสในทุกคริกส์ ที่วิสคอนซิน ก็พินาศไปด้วยธารน้ำแข็งที่เคลื่อนเข้ามาเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน ป่าเบิร์ชในเยอรมนีตอนเหนือถูกโค่นลงอย่างถอนรากถอนโคน เนื่องจากมวลน้ำแข็งเคลื่อนลงมาเมื่อประมาณ 10,800 ปีมาแล้ว การพิจารณากัมมันตภาพรังสีจากคาร์บอน เพื่อวัดอายุของวัฒนธรรมเจริโค แสดงอายุถึง 6,800 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพบกะโหลกปั้นปูนขาวอย่างวิจิตรที่เจริโคคล้ายกับชาวอียิปต์ มีอายุ 8,000 ปีมาแล้ว 
 
จากตัวเลขเหล่านี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า การเกิดธารน้ำแข็งย่อย ๆ มีขึ้นเมื่อ 11,000 – 12,000 ปีมาแล้ว หลังจากธารน้ำแข็งเคลื่อนลงมาจากขั้วโลกแล้วสภาพอากาศก็อบอุ่นขึ้น เมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยที่เรียกกันว่ายุคหินกลาง แผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนออก และเปิดทางสู่แผ่นดินใหญ่ให้แก่มนุษย์ สัตว์ และพืชพันธุ์ สรุปสั้น ๆ ก็คือ สภาพอากาศนั้นบ่งชี้ถึงคุณลักษณะในสมัยระหว่าง 10,000 ถึง 8,000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อยุโรปและอเมริกาเหนือมีความอบอุ่นมากขึ้นพอสมควร ทฤษฎีแอตแลนติสซึ่งประกาศว่าทวีปที่จม จะกั้นขวางเส้นทางของกระแสน้ำอุ่นมิให้ไหลไปทางเหนือ ก็อธิบายการแปลงอากาศนี้ได้ 
 
ส่วนต่าง ๆ ของเอเชียนั้นต่างไปจากยุโรป เพราะภูมิภาคในเอเชียใต้ประสบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างเลวร้ายกว่านั้น เมื่อปี 1958 นักโบราณคดีชาวรัสเซีย ชื่อ วี.เอ. รานอฟ พบภาพเขียนบนแผ่นหินในพาเมียร์สที่ระดับความสูง 14,000 ฟุต นับเป็นจุดสูงสุดในโลกที่พบงานศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาพวาดนี้อยู่ในถ้ำชัคตา เขียนด้วยแร่สีแดง เป็นรูปหมี หมูป่า และนกกระจอกเทศ ในปัจจุบัน สัตว์เหล่านั้ไม่มีชนิดใดรอดชีวิตอยู่ในอุณหภูมิแบบขั้วโลกที่พาเมียร์สนั้นเลย 
 
ร่องรอยที่จนำไปสู่การสืบทราบอายุของภาพเขียนนี้ ค้นพบได้ที่มาร์กันซู อันเป็นถิ่นฐานที่ชาวอาณานิคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ละทิ้งเถ้าถ่านและงานฝีมือไว้ เถ้าถ่านที่ว่านั้นได้จากการเผากิ่งเบิร์ช และสนซีดาร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว จากการวัดอายุด้วยคาร์บอน -14 ทราบว่ามีอายุถึง 9,500 ปี อากาศที่หนาวจัดอย่างฉับพลัน อาจจะทำให้เปลือกโลกยกตัวอย่างเร็ว 
 
มีกะโหลกกวางเรนเดียร์ที่พบในอาณาเขตเลคเซวาน ในอาร์เมเนียของโซเวียต กวางเรนเดียร์เป็นสัตว์ในที่ราบ และการพบอยู่ในเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ นับเป็นเรื่องประหลาดลึกลับ เป็นเพราะมีภัยร้ายแรงทางธรณีวิทยาเกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนเปลี่ยนแปลงที่ราบให้กลายเป็นบริเวณเทือกเขาใช่หรือไม่? นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากไม่ค่อยยอมรับความคิดนี้ แต่อายุของกะโหลกดังกล่าวประมาณว่า 12,000 ปี ซึ่งตรงกับเวลาในเรื่องเล่าเกี่ยวกับการจมของแอตแลนติส 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/mammoth.jpg 
โครงกระดูกช้างแมมมอธ
 
เมื่อทดสอบคาร์บอน -14 กับซากช้างแมมมอธ ที่ค้นพบทางตอนเหนือของไซบีเรีย ผลที่ได้คือ 12,000 ปี การที่ช้างแมมมอธอายุนับหมื่นปีตายลงโดยฉับพลัน นับว่าสอดคล้องกับหลักฐานจากข้อเท็จจริง ที่พบช้างแมมมอธบางตัวมีหญ้าคาอยู่ในปาก และในกระเพาะ ขณะอยู่ในท่ายืน 
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า ช้างแมมมอธนั้นไม่ใช้สัตว์ขั้วโลก อย่างไรก็ตาม หากไม่คำนึงถึงขนที่ยาวแล้ว เมื่อพิจารณาจากโครางสร้างและความหนาของผิวหนัง ทำให้ดูคล้ายคลึงกับช้างอินเดียในเขตร้อน ผิวหนังของสัตว์ที่เย็นแข็งเหล่านี้ คั่งด้วยก้อนเลือดสีแดง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าความตายนั้นมาถึงในทันที จากน้ำหรือไม่ก็ก๊าซ 
 
งาช้างแมมมอธอายุหลายศตวรรษเคยเป็นสินค้าสำคัญอย่างหนึ่ง ริชาร์ด ไลเดกเคอร์ ประมาณว่า งาช้างจำนวน 20,000 คู่ที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ถูกขายไปเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน ค.ศ. 1899 ค่าประมาณนี้ทำให้เรานึกภาพได้ว่า มีช้างแมมมอธแช่แข็งจำนวนมากมายสักเท่าใด ที่ฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง นับเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเน้นไว้ตรงนี้ว่า งาช้างที่แกะสลัก สามารถใช้ได้จากงาช้างที่เพิ่งตายใหม่ ๆ หรือที่เย็นแข็งเท่านั้น งาที่โผล่ออกมาและแห้งไม่มีราคาค่างวดอย่างใดเลย ช้างแมมมอธนับหมื่น ๆ ตัวถูกขุดพบในพื้นที่ทางเหนือของอเมริกาและเอเชีย ศาสตราจารย์แฟรงค์ ซี. ฮิบบอน ประมาณว่า เฉพาะในอเมริกาเหนือ สัตว์ต้องตายลงเมื่อใกล้ถึงยุคน้ำแข็งจำนวน 40 ล้านตัว เขาเขียนไว้ว่า “ความตายนี้คือ ภัยพิบัติ และเป็นภัยพิบัติทั้งหมดที่มีอยู่นั้น” 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/mammoth1.jpg 
หุ่นจำลองช้างแมมมอธ
 
การทดสอบด้วยคาร์บอน -14 ทำให้ทราบว่า ร่องรอยมนุษย์ในทวีปอเมริกาได้หายไปอย่างไม่มีใครคาดคิด เมื่อประมาณ 10,400 ปีก่อน สิ่งที่กวาดมนุษย์ไปจากทวีปอเมริกาเหนือก็คือ น้ำท่วมโลกในตำนานใช่หรือไม่? 
 
จากการคาดคะเนพบว่า จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน มีมนุษย์ในอเมริกาเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็มีประชากรอยู่ในแอฟริกา 26 ล้านคน ในยุโรป 30 ล้านคน และในเอเชีย 133 ล้านคน ค่าเหล่านี้แสดงว่าลุ่มน้ำแอตแลนติก อันหมายถึงอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา ต่างมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรในเอเชีย ความห่างไกลจากพื้นที่ ความหายนะทางธรณีวิทยา สามารถเป็นตัวแทนตัวเลขจำนวนมากของประชาการเอเชียในสมัยโบราณได้
ปริศนาแห่งบาสค์
 
ชาวบาสค์มีตำนานเรื่องน้ำท่วมใหญ่ โดยเกิดไฟไหม้และน้ำท่วมในคราวสงคราม บรรพบุรุษของชาวบาสค์ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ และรอดชีวิตมาได้ 
 
ชาวบาสค์พูดภาษาที่มีความใกล้เคียงกันกับภาษาถิ่นอเมริกันอินเดียนอย่างยากที่จะอธิบายได้ มิชชันนารีชาวบาสค์ได้เทศนาชาวอินเดียนในเปเตนกัวเตมาลาด้วยภาษาของตน และผู้คนก็เข้าใจ 
 
ชาวบาสค์เชื่อในเรื่องพญานาคเจ็ดเศียรที่ชื่อเอเรนซูเก ในเรื่องปรัมปราโดยสอดคล้องกับชาวแอซเต็กที่บูชางู แม้ว่าจะอยู่คนละด้านของมหาสมุทรแอตแลนติกก็ตาม การนับตามแบบบาสค์โบราณนั้น นับจำนวนยี่สิบ ไม่ใช่จำนวนสิบ ซึ่งสอดคล้องกับการนับในอเมริกากลาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวฝรั่งเศสได้รับมรดกการนับ Quatre-Vingts (สี่เท่าของ 20 หรือ 80) มาจากชาวบาสค์แน่นอน 
 
ในทำนองเดียวกัน ชาวบาสค์ก็เล่นลูกบอลชื่อ ไจ อะไล โดยผูกตะกร้าหวายติดกับแขน ซึ่งคล้ายคลึงกับการเล่นของชาวมายา ที่เรียกว่า โพกอะโทก 
 
เมื่อเปรียบเทียบกับชาวยุโรปอื่น ๆ แล้ว ชาวบาสค์มีความเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของกลุ่มเลือดร่วมกัน พวกเขามีความถี่ของกลุ่มเลือด “โอ” สูง และมีความถี่ของกลุ่มเลือด “เอ” ต่ำ และความถี่ของกลุ่มเลือด “บี” ต่ำที่สุด เมื่อพิจารณากลุ่มเลือด “อาร์เอช” ชาวบาสค์แสดงความถี่ของกลุ่มอาร์เอช “ลบ” มากที่สุดในโลก เว้นแต่ชาวเบอเบอร์บางเผ่า ทั้งหมดนี้แสดงว่าชาวบาสค์มีความแตกต่างจากชาวฝรั่งเศสหรือสเปนนั่นเอง 
 
เชื่อกันว่าชาวบาสค์แห่งไปเรนีสมีความสัมพันธ์กับมนุษย์โครมันยองผู้เคยอาศัยในดินแดนของฝรั่งเศสและสเปน เมื่อปลายยุคน้ำแข็ง พวกเขาไม่เหมือนกับชาวพื้นเมืองของประเทศดังกล่าว ทั้งยังต่างเผ่าพันธุ์กับชาวตะวันออกด้วย ในการเขียนเกี่ยวกับชาวบาสค์ในเรื่อง ประวัติศาสตร์สเปน (History of Spain) ราฟาเอล อัลตามิรา สรุปว่า “พวกเขาอาจจะเป็นผู้รอดชีวิตจากเผ่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่อาศัยอยู่ในถ้าไบเรนีส และทิ้งหลักฐานมากมายเกี่ยกับความสามารถทางศิลปะและทักษะเชิงช่าง” 
 
ชาวบาสค์เป็นชาวยุโรปตะวันตกพวกเดียวที่ไม่ล่าสัตว์ และรักษาการเต้นรำของชนเผ่าดั้งเดิมไว้ พวกเขายังคงเชื่อในความอมตะของร่างที่ไม่ได้ฝัง อันเป็นความเชื่อร่วมกันกับชาวอินคาและอียิปต์โบราณ และธรรมเนียมการโพกศีรษะมีอยู่ในหมู่ชาวบาสค์และอินเดียนในอเมริกากลาง 
 
มนุษย์โครมันยองมีความสูงหกฟุต มีสมองใหญ่กว่ามนุษย์ปัจจุบันนี้ และน่าแปลกใจที่พบลักษณะเช่นนี้ในมนุษย์ผู้อาศัยอยู่ในถ้ำ หน้าผากที่เรียบและกว้าง และกระดูกแก้มที่โหนกนูน ทำให้พวกเขาคล้ายกับพวกกรันเชสในหมู่เกาะคานารี ซึ่งคาดกันว่าน่าคงจะเป็นอนุชนของชาวแอตแลนติส มนุษย์โครมันยองเป็นศิลปินผู้สามารถ แต่เครื่องมือต่าง ๆ และอาวุธกลับเป็นหิน การไม่มีวัสดุที่เหมาะสมกับที่เคยใช้ในบ้านเดิม พวกเขาจึงใช้หินและตกแต่งใช้ตามรูปแบบที่ได้จากวัฒนธรรมแม่แบบของตน 
 
การเขียนภาพบนศิลา การแกะและสลักของมนุษย์โครมันยองในยุคแมกดาลีน คือเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน จัดเป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมในประวัติศาสตร์ศิลปะ หากวัฒนธรรมของพวกเขามิได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษก็คงยากจะได้เห็นมนุษย์เหล่านี้พัฒนาความสามารถทางศิลปะ ซึ่งนับว่าเป็นเลิศเหนือกว่าชาวชูเบอร์ หรืออียิปต์โบราณ ในแง่ของความเหมือนและการให้ความรู้สึก 
 
อัสซิเลียน ซึ่งเป็นมนุษย์เผ่าก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศสเปน ถูกฝังหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทั้งสิ้น ชนเผ่านี้มีความสามารถเป็นเยี่ยม การจับปลาและการเดินเรือ พวกเขาแล่นเรือมาจากดินแดนทางตะวันตกใช่ไหม?
วันพิพากษา
 
กวีชาวโรมันนามว่า โอวิด ได้เขียนไว้เกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่ และเขียนพงศาวดารสืบต่อจากของเพลโตว่า 
 
“ครั้งหนึ่งมีความเลวร้ายขึ้นบนโลก จนพระเจ้าผู้พิพากษา 
หนีไปสู่สวรรค์ และกษัตริย์แห่งทวยเทพตัดสินพระทัย 
จะหยุดยั้งเผ่าพงศ์ของมนุษย์ ...ความพิโรธของ 
พระพฤหัสบดีมิได้จำกัดอยู่กับขอบเขตท้องฟ้าของพระองค์ 
เท่านั้น พระสมุทรได้ส่งคลื่นมาช่วย พระสมุทรฟาด 
ทวนสามง่ามลงยังโลก ทำให้โลกต้องสั่นสะเทือน ... 
ไม่ช้าก็ไม่มีดินแดนจากทะเลใต้พื้นน้ำ พรายน้ำนามว่า 
เรไยเดส จ้องไปยังป่าไม้ บ้านเรือ และในเมืองด้วย 
ความพิศวง มนุษย์ดับสูญไปเกือบทั้งหมด เพราะไม่มี 
อากาศ ทำให้ตายด้วยความหิว”
 
จากเรื่องของอียิปต์โบราณ ทำให้เราทราบว่า นู เทพเจ้าแห่งน้ำ ทรงแนะนำพระโอรสคือเทพเจ้า เร หรือเทพเจ้าแห่งตะวัน ให้ทำลายล้างมวลมนุษย์เมื่อชาติต่าง ๆ หันมาทรยศเทพเจ้า เราอาจสรุปได้จากบันทึกนี้ว่า การทำลายล้างนี้สำเร็จลงได้ด้วยน้ำท่วมจากท่านนู เจ้าแห่งทะเลนั่นเอง 
 
ปาปิรัสสมัยราชวงศ์ที่สิบสอง อายุ 3,000 ปีก่อน ซึ่งเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่เลนินกราด ได้ระบุถึง เกาะงูใหญ่ ความว่า “หลังจากเจ้าจากเกาะนี้ไปแล้ว เราจะไม่พบเกาะนี้อีก เพราะที่แห่งนี้จะมลายไปใต้คลื่นมหาสมุทร” 
 
เอกสารของอียิปต์โบราณนี้บรรยายถึงอุกกาบาตที่ตกลงมา และน้ำท่วมใหญ่ที่ตามมา “เมื่อดาวร่วงจากสวรรค์ และเปลวไฟลามเลียทุกสิ่งอัน สิ่งทั้งมวลก็ไหม้ไฟ แต่ข้ารอดพ้นมาผู้เดียว ถึงกระนั้น เมื่อข้าเห็นซากศพเป็นภูเขาเลากา ข้าก็แทบจะสิ้นใจด้วยความโศกเศร้าอาลัย” 
 
นับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนึกภาพการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาโดยฉับพลัน ซึ่งทำลายล้างทวีปแอตแลนติส แต่นิทานพื้นบ้านและจารึกโบราณหลายเผ่าก็มีเรื่องของน้ำท่วมอย่างชัดเจน 
 
มหากาพย์กิลกาเมชอายุสี่พันปี ก็มีเรื่องรายละเอียดของน้ำท่วมใหญ่ และความเศร้าโศกถึงจุดจบของชนโบราณ “ความอดอยากทำลายล้างโลกมากกว่าเพราะน้ำท่วมใหญ่” 
 
คัมภีร์ไบเบิลมีเรื่องเรืออาร์คของโนอาห์ และเรื่องน้ำท่วมใหญ่ ในเรื่องของเอโนช ผู้เตือนโนอาห์ถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมา ก่อนที่ตนจะขึ้นไปยังสวรรค์ทั้งยังมีชีวิต มีข้อความที่สำคัญเกี่ยวกับ “ไฟทางตะวันตก” และ “ทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลทางตะวันตก” 
 
ประมาณพันแปดร้อยปีก่อน ลูเซียนได้บันทึกเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงว่าเรื่องน้ำท่วมใหญ่นั้น มีอยู่อย่างแน่นอนในยุคโบราณ กล่าวคือ นักบวชแห่งบาลเบกซึ่งบัดนี้ได้อยู่ในดินแดนเลบานอน มีพิธีศักดิ์สิทธิ์เป็นการรินน้ำทะเลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่รอยหินแตกใกล้วิหาร เพื่อตรึงความทรงจำของน้ำในสมัยน้ำท่วมที่รินไหลเข้ามา และเพื่อตรึงความทรงจำเรื่องการช่วยชีวิตของเทพดูคาเลียนไว้ตลอดไป ในการนำน้ำทะเลมานั้น นักบวชจะต้องเดินทางไปยังขายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นจึงกลับไปยังบาลเบก ใช้เวลาถึงสี่วัน สำหรับรอยหินแตกนี้อยู่ที่ปลายด้านเหนือสุดของเกรตรีฟต์ซึ่งยืดยาวไกลไปทางใต้ จนถึงแม่น้ำแซมเบซี พิธีกรรมนี้อาจจะเป็นความทรงจำพื้นบ้านในเรื่องน้ำท่วมก็ได้ 
 
นิทานของพวกบุชแมนได้กล่าวถึงเกาะขนาดมหึมาอยู่ทางตะวันตกของแอฟริกา แต่ต่อมาก็จมอยู่ใต้น้ำ นี่เป็นหนึ่งในตำนานจำนวนมากมายที่เกี่ยวกับการจมของแอตแลนติส 
 
หลักฐานที่น่าแปลกใจเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกมีอยู่อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ หากเราถือว่าแอตแลนติสเคยเชื่อมต่อทางการค้าและวัฒนธรรมกับยุโรปและแอฟริกา และอเมริกา 
 
สำเนาจารึกเรื่องหนึ่งของชาวมายากล่าวว่า “ฟ้ามาถึงโลก และวันหนึ่งทุกสิ่งทั้งปวงจะพินาศ แม้ภูเขาก็จะดับสูญไปใต้ผิวน้ำ” สำเนาจารึกเดรสเดนของมายา แสดงถึงการทำลายล้างโลก โดยแสดงเป็นรูปภาพ ภาพหนึ่งมีงูในท้องฟ้า และกระแสน้ำพุ่งออกมาจากปาก จักรราศีของมายาบ่งบอกถึงการเกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคา ขณะเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์เจ้าแห่งความตายมีท่าทางตกตะลึงพรึงเพริดด้วยความกลัว ในมือถือถ้วยค่ำ น้ำที่จะมาทำลายน้ำไหลออก 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/maya1.jpg 
สำเนาจารึกเดรสเดน สมัยก่อนโคลัมบัส แสดงระบบคณิตศาสตร์สมัยก่อนที่ตะวันตกจะรับมาจากอินเดีย
 
คัมภีร์โพโพลวูห์ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของมายาในกัวเตมาลา ได้กล่าวถึงความน่ากลัวของภัยพิบัติครั้งนั้น โดยกล่าวว่า เสียงคำรามของไฟได้ยินมาจากเบื้องบน พื้นโลกสั่นสะเทือนและสรรพสิ่งหมุนคว้างมาพุ่งชนมนุษย์ น้ำมันดินตกลงมาปนกับน้ำ ต้นไม่แกว่งไกว บ้านเรือนแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ จากนั้นกลางวันก็มืดสนิทเยี่ยงกลางคืนคัมภีร์ชิลัมบาลัม ของยูคาตัน ยืนยันว่าดินแดนกำเนิดของชาวมายาถูกน้ำทับท่วม ขณะเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอย่างบ้าคลั่ง ในยุคเก่าก่อนอันไกลโพ้น ชาวอินเดียผิวขาวเผ่าหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในเวเนซูเอลา ชื่เผ่าปาเรีย อยู่ในหมู่บ้านที่มีชื่อน่าสนใจว่า อัตลัน หรือ แอตแลน (Atlan) พวกเขามีเรื่องเก่าเล่าถึงมหันตภัยที่ทำลายล้างดินแดนของตน อันเป็นเกาะใหญ่เกาะหนึ่งในมหาสมุทร การอ่านเรื่องปรัมปราของอเมริกันอินเดียนโดยละเอียด ทำให้ทราบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจที่ว่า ชนกว่า 130 เผ่า ต่างมีตำนานเรื่องน้ำท่วมโลก 
 
เราจะใช้เรื่องปรัมปราและเรื่องพื้นบ้านเพื่อเติมช่องว่างขนาดใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้ไหม ศาสตราจารย์ ไอ.เอ. เอเฟรมอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ได้ตอบยืนยันเรื่องนี้ เขายืนยันว่า “นักประวัติศาสตร์จะต้องให้ความนับถือแก่เรื่องพื้นบ้านโบราณ” ศาสตราจารย์เอเฟรมอฟได้ตำหนินักวิทยาศาสตร์ในตะวันตกที่ทำตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ เมื่อพิจารณาเรื่องเล่าของคนที่เรียกว่า “ชาวบ้านธรรมดา” 
 
ตำนานของชาวเอสกิโมกล่าวว่า “ครั้นแล้วน้ำท่วมอย่างแรงกล้าก็มาถึง คนส่วนมากจมน้ำ และจำนวนคนลดน้อยลงทุกที” ชาวเอสกิโมและชาวจีนมีเรื่องปรัมปรากล่าวว่า พื้นดินกระเพื่อมอย่างแรง ก่อนมีน้ำท่วมใหญ่ 
 
การเคลื่อนของแกนโลกสามารถอธิบายถึงน้ำท่วมอย่างกว้างขวางในโลกได้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ทราบถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดการสั่นไหวอย่างฉับพลันนั้น การชนกับอุกกาบาตขนาดใหญ่เป็นตัวก่อให้เกิดน้ำท่วมแอตแลนติส หรืออาจเป็นตามทฤษฎีโฮเออร์บิเกอร์ที่ว่า เชลยของดาวเคราะห์ที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า ดวงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์บางท่านคิดว่า อ่าวแคโรไลนาเป็นผลจากอุกกาบาตโดยเฉลี่ยแล้วปล่องรูปวงรีมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งไมล์ ขอบยกสูง ส่วนกลางลึกลง 25 – 50 ฟุต และเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน ที่พบลูกอุกกาบาตจำนวนมหาศาลในนอร์ธแคโรไลนา และเซาธ์แคโรไลนา 
 
สมมุติฐานเรื่องเปลือกโลกเคลื่อนตัวที่เสนอโดยดอกเตอร์ชาร์ลส์ เอช. ฮาพกูด แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อพิจารณาตัดสินอย่างละเอียด ท่านได้ตั้งทฤษฎีว่าเปลือกโลกบาง ๆ จะเคลื่อนไปมาบนลูกทรงกลมที่เป็นของเหลว ส่วนตัวการที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนตัวก็คือน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกนั่นเอง ด็อกเตอร์ฮาพกูด สามารถอธิบายการมีอยู่ของซากหินปะการังในเขตอาร์กติก หรือการเคลื่อนไปทางเหนือของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย 
 
หากเปลือกโลกเคลื่อนที่ได้ การชนกับอุกกาบาตก็อาจเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนของเปลือกโลกได้ นี่ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความเป็นไปได้ในทางดาราศาสตร์ ขอให้เราพิจารณาถึงโลกเราที่คลาดจากการชนดาวเคราะห์น้อยเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1937 เพียงห้าชั่วโมงครึ่งเท่านั้น 
 
ศาสตราจารย์เอ็น.เอส. เวตชินกินแห่งรัสเซีย มีคำตอบแก่ปริศาเรื่องแอตแลนติส และการเกิดน้ำท่วมโลกว่า “การมีอุกกาบาตขนาดยักษ์ตกลงมาเป็นสาเหตุให้เกิดการทำลายล้างแอตแลนติส ก้อนอุกกาบาตขนาดมหึมาเหล่านั้น เราเห็นได้ชัดเจนบนพื้นผิวดวงจันทร์ มีปล่องหลุมดังกล่าวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสองร้อยกิโลเมตร ขณะที่บนโลกมีขนาดกว้างเพียงสามกิโลเมตรเท่านั้น เมื่อตกลงสู่ทะเล อุกกาบาตขนาดยักษ์จะก่อให้เกิดคลื่น ที่ไม่เพียงแต่ซัดกวาดอาณาจักรสัตว์และพืชเท่านั้น หากยังกวาดภูเขาต่าง ๆ ด้วย” 
 
บันทึกความทรงจำเรื่องน้ำท่วมแอตแลนติสนั้น ยังคงมีอยู่ในเรื่องปรัมปราของชนกลุ่มต่าง ๆ มากมาย และเราอาจอนุมานจากการศึกษาเรื่องเหล่านั้นได้ว่า ขอบเขตและคุณลักษณะของภัยพิบัติครั้งนั้น แปรเปลี่ยนไปตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ 
 
ชาวอินเดียนเผ่าคีเชในกัวเตมาลาจำได้ถึงฝนสีดำที่ตกจากท้องฟ้า และเกิดขึ้นในคราวที่แผ่นดินไหวทำลายบ้านเรือนและถ้ำต่าง ๆ เรื่องนี้บ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาอย่างรุนแรง ที่ปรากฏในมหาสมุทรแอตแลนติก ควันเถ้าถ่าน และสายน้ำจะทะเลที่บ้าคลั่ง ได้พุ่งขึ้นไปถึงบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ จากนั้นก็เคลื่อนลงมา เนื่องจากการหมุนของโลง พาฝนดำนี้ลงมาทั่วอเมริการกลาง ตำนานของชาวคีเชได้รับการยืนยันจากชาวอินเดียนในอะเมซอน พวกเขากล่าวว่า หลังจากการระเบิดอย่างรุนแรง โลกก็เข้าสู่ความมืดมิด ชาวอินเดียนในเปรูยังกล่าวอีกว่า มีน้ำสูงขึ้นถึงภูเขา 
 
ในที่ราบลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน เรายังได้ยินเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมมากกว่าปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิด ในเรื่องปรัมปราของกรีกโบราณ กล่าวว่ามีคลื่นสูงถึงยอดไม้ ซัดปลามาค้างกิ่งเมื่อน้ำลด คัมภีร์เซนต์อะเวสตะ ของเปอร์เซีย ยืนยันว่า ในเปอร์เซียมีน้ำท่วมสูงท่วมหัว 
 
เมื่อเดินทางไปไกลทางตะวันออก เราพบเอกสารโบราณกล่าวว่า ในประเทศจีน น้ำทะเลลดลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ เนื้อหาสังเขปของน้ำท่วมโลกนั้น ปะติดปะต่อกันได้เป็นเรื่องเดียวกัน คลื่นยักษ์ในแอตแลนติสคงจะก่อให้เกิดน้ำลดในอีกซีกโลก นั่นคือมหาสมุทรแปซิฟิก 
 
มีข้อถกเถียงยืนยันที่น่าสนใจควรแก่การยกมากล่าวอ้าง กล่าวคือในเม็กซิโกโบราณ มีวันหยุดสำคัญที่อุทิศแก่เหตุการณ์ในอดีต ที่กลุ่มดาวให้บอกดวงชะตาใหม่ให้ และมีเรื่องต่อมาว่า ในยุคเก่าแก่นั้น ท้องฟ้ามิได้ปรากฏเช่นในปัจจุบัน 
 
มาร์ทินุส มาร์ทินี มิชชันนารีในศตวรรษที่สิบเจ็ดได้เดินทางไปประเทศจีนและเขียนหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์ประเทศจีน (History of China) เกี่ยวกับบันทึกเก่าแก่ที่สุดของจีน โดยกล่าวถึงเวลาที่ท้องฟ้าตกไปทางเหนือในฉับพลัน พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเคราะห์ต่างเปลี่ยนวิถีการโคจรหลังจากโลกสั่นสะเทือน แน่นอนว่านี่เป็นเบาะแสที่สำคัญเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนของโลก เพราะเราสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่บรรยายไว้ในเอกสารของจีนนี้โดยไม่ต้องอ้างอิงเอกสารอื่นเลย 
 
แผนที่ดาวสองชิ้นที่เขียนไว้ในเพดานหลุมศพของเซนเมาธ์ ผู้เป็นสถาปนิกของพระราชินีฮัตเชบซุต ได้เสนอปริศนาไว้อย่างหนึ่ง กล่าวคือทิศหลักนั้นอยู่ตรงกับแผนที่ทางดาราศาสตร์อย่างถูกต้อง แต่ทิศอื่น ๆ วางกลับกัน ราวกับโลกเคยเคลื่อนตัวมาแล้ว ความจริงแล้ว ฮาร์ริส ปาปิรัสก็ระบุว่า โลกได้พลิกกลับเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างกว้างไกล เฮอร์มิเทจ ปาปิรัส ที่เลนินกราดและอิปูเวอร์ ปาปิรัส ก็ยังกล่าวว่าโลกได้พลิกกลับด้าน 
 
ชาวอินเดียนที่อาศัยในพื้นที่ตอนล่างใกล้แม่น้ำแมคเคนซีในแคนาดาตอนเหนือ กล่าวยืนยันว่าในช่วงน้ำท่วมใหญ่นั้น คลื่นที่ร้อนจนทนไม่ได้ได้เคลื่อนมายังเขตอาร์กติก หลังจากความร้อนนั้นก็มีอากาศหนาวยะเยือกอย่างฉับพลัน การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศในเปลือกโลกจะก่อให้เกิดสภาพอากาศแบบสุดขีด ดังที่ชาวอินเดียนในแคนาดากล่าวไว้ 
 
จากหลักฐาน ทำให้เราทราบว่าสมัยเมื่อถึงวันวิปโยคของแอตแลนติสนั้น มีความรุนแรงและน่ากลัวอย่างยิ่ง 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/techodelatumbadesenmut.jpg 
จารึกทางดาราศาสตร์บนเพดานสุสานของเซนมุต
พีระมิดและผู้พิชิตในอเมริกาใต้
 
จักรวรรดิอันแข็งแกร่งท่ามกลางมหาสมุทรแอตแลนติก จะต้องประกอบด้วยอาณานิคมในยุโรป แอฟริกา และอเมริกาอย่างแน่นอน และมีข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ยืนยันมุมมองดังกล่าวนี้ 
 
ชาวอียิปต์โบราณได้สร้างพีระมิดขนาดมหึมา ชาวบาบิโลนได้สร้างซิกกูแร็ตหรือหอคอยเป็นชั้น ๆ ที่รวมเอาการศึกษาทางดาราศาสตร์ และการบูชาทางศาสนาเข้าด้วยกัน ผู้อาศัยสมัยโบราณของอเมริกาใต้และอเมริกากลางต่างก็สร้างพีระมิดขนาดมหึมา โดยใช้เป็นวิหาร หอสังเกตดาว หรือหลุมศพ ระยะทางจากบาบิโลนและอียิปต์ไปถึงเม็กซิโกนั้นยาวไกล แต่ธรรมเนียมการสร้างพีระมิดในดินแดนสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกก็สามารถทำให้เราเข้าใจได้ถึงข้อสมมติฐานที่ว่า พีระมิดเหล่านี้มีจุดกำเนิดในแอตแลนติส และจากนั้นก็แพร่ไปทางตะวันออกและตะวันตก 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/mm.jpg 
พีระมิดแห่งพระอาทิตย์ ที่เม็กซิโก
 
โดยทั่วไปจะเชื่อกันว่า พีระมิดเป็นเพียงการบ่งบอกถึงความต้องการจะสร้างภูเขาจำลอง ข้อนี้อาจจะเป็นจริงในกรณีของเมโสโปเตเมีย และอียีปต์ แต่ทฤษฎีนี้มิได้อธิบายถึงเหตุผบในดินแดนอันหลากหลายของเม็กซิโกและเปรู มีหลักฐานชุดเจนว่ามีเหตุผลอื่น ๆ ในการสร้างพีระมิดในดินแดนส่งฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และธรรมเนียมจากแอตแลนติสอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง 
 
นักประวัติศาสตร์ชาวยิวในศตวรรษที่หนึ่ง ชื่อ โยเซฟฮุส ฟลาวิอุส กล่าวว่า นิมโรด ได้สร้างหอคอยบาเบล เพื่อให้เป็นที่กันภัยจากน้ำท่วมที่อาจจะมากวาดล้างโลกอีกครั้งหนึ่ง นักพงศาวดารเม็กซิโกนามว่า อิกซ์ตลิลโซชิตล์ ได้กล่าวถึงแรงขับของชาวทอลเท็ก ที่สร้างพีระมิดว่า “หลังจากมนุษย์มีจำนวนมากขึ้น พวกเขาก็สร้าง‘ซาคัวลี’ ที่สูงลิ่ว (ทุกวันนี้หอคอยดังกล่าวเป็นหอคอยที่สูงมาก) เพื่อใช้หลบภัยในกรณีที่โลกจะถูกทำลายเป็นครั้งที่สอง” 
 
นักวิทยาศาสตร์บางท่านได้ยืนยันว่าพีระมิดปรากฏในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา โดยไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน ดังที่นักแอตแลนติสวิทยาเชื่อ 
 
อย่างไรก็ตาม หากปราศจากแหล่งกำเนิดร่วมกันแล้ว เหตุใดจุดหมายของพีระมิดจึงเหมือนกันทั้งในเม็กซิโกและบาบิโลน โยเซฟฮุส และอิกซตลิลโซชิตล์ ได้ระบุถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า คนเหล่านั้นสร้างพีระมิดขึ้นเพื่อหลบภัยจากน้ำท่วมที่จะกวาดล้างโลกอีกเป็นครั้งที่สอง 
 
ชาวอเมริกากลางจะคาดการณ์ถึงวันสิ้นสุดของโลกไว้เสมอ ดังนั้นจุดกำเนิดของการบวงสรวงของมนุษย์ของชาวแอซเต็ก ก็กระทำเพื่อคลายความพิโรธของพระเจ้า และปกป้องมนุษย์จากภัยพิบัติอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง 
 
ชาวโอลเมค บรรพบุรุษของชาวมายาและแอซเต็ก อาจจะเป็นพลเมืองของจักรวรรดิแอตแลนติกก็ได้ เมื่อนักโบราณคดไม่พบอายุของพีระมิดคิวคูอิลโคในเม็กซิโกซิตี พวกเขาก็ขอให้นักธรณีวิทยาช่วยเหลือ เพราะสิ่งก่อสร้างดังกล่าวจมอยู่ในลาวาแข็งครึ่งหนึ่ง เนื่องจากบริเวณนั้นมีภูเขาไฟอยู่สองลูก จึงมีคำถามเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติว่า “การระเบิดของภูเขาไฟเกิดขึ้นเมื่อใด?” คำตอบนั่นน่าสะดุ้งตกใจทีเดียว นั่นคือ “เมื่อแปดพันปีก่อน” หากข้อสรุปนี้ถูกต้อง ก็หมายความว่าเคยมีอารยธรรมขั้นสูงอยู่ในอเมริกากลาง ในยุคโบราณอันไกลโพ้น 
 
สฟิงซ์ก็เช่นเดียวกับพีระมิด กล่าวคือ พบสฟิงซ์ในยูคาตัน โดยได้รับรูปแบบมาจากมายา 
 
นักโบราณคดีจำนวนมากพิจารณาว่า สัญลักษณ์ไม้กางเขนนั้นมาจากแอตแลนติส เพราะอาณานิคมทั้งปวงที่ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ ต่างบูชาเครื่อหมายนี้ ในอเมริกาโบราณ ไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนชื่นชอบ ภาพฝาผนังของชาวอียิปต์มีเทพเจ้าจำนวนมากอยู่เคียงข้างไม้กางเขนแบบ เทา และแบบ มัลตีส กษัตริย์และนักรบชาวอัสซีเรียและบาบิโลนต่างห้อยไม้กางเขนที่คอเสมือนเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ 
 
ลัทธิบูชาพระอาทิตย์ได้รับมาจากชนโบราณจากแอตแลนติส นักแอตแลนติสวิทยาต่างยกอ้างตัวอย่างเรื่องการบูชาพระอาทิตย์ในอียิปต์และเปรู และการครองราชย์ของราชวงศ์สุริยะ แผ่นปาปิรัสชื่อทูรินได้กล่าวถึงเร เทพเจ้าพระอาทิตย์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงภัยพิบัติอย่างมหันต์จากน้ำท่วมและไฟไหม้ จากเรื่องนี้นักวิจัยบางท่านสรุปว่า ลัทธิบูชาพระอาทิตย์ได้รับจากแอตแลนติสอันพินาศเข้าสู่อียิปต์ 
 
ชาวอียิปต์เชื่อเรื่องอะเมนตี ดินแดนแห่งความตายทางตะวันตก หากอาณาจักรแห่งความตายหมายถึงอาณาจักรที่พระอาทิตย์ตกแห่งแอตแลนติสแล้ว ราชวงศ์พิลึกกึกกือของมนุษย์กึ่งเทพในอียิปต์ก็คือราชวงศ์ของผู้ครองราชย์สมบัติของแอตแลนติสนั่นเอง มีเรื่องโบราณเล่าต่อมาว่า เมื่อห้าร้อยปีก่อนหายนะครั้งสุดท้าย กษัตริย์ของแอตแลนติสได้อพยพไปยังอียิปต์ และก่อตั้งราชวงศ์มรณะ ด้วยทรงทราบล่วงหน้าถึงความหายนะของทวีปตน 
 
นักบวชชาวแอซเต็กได้เก็บรักษาความทรงจำเรื่องอัซต์แลนไว้อย่างดียิ่ง อัซต์แลนนั้นเป็นดินแดนทางตะวันออก เควตซัลโคตล์ ได้เดินทางมาจากดินแดนนั้นในฐานะผู้นำวัฒนธรรมมาให้ ชาวอินคาเชื่อเรื่อง วิราโคชา ผู้มาจากดินแดนแห่งรุ่งอรุณ ชาวอียิปต์สมัยแรก ๆ บันทึกคำบอกของโธธ หรือ เทฮูติ ผู้มาจากดินแดนตะวันตก เพื่อปลูกฝังอารยธรรมและเรียนรู้เรื่องดินในลุ่มน้ำไนล์ 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/Quetzalcoatl1.jpg 
เควตซัลโคตล์
 
ชาวกรีกโบราณได้ร้องเพลงทุ่งเอลีเซียน บนเกาะเล็ก ๆ ชื่อเลสต์ อยู่ไกลไปทางตะวันตก จากบทเพลงนี้กล่าวว่าทาร์ทารุส อันเป็นบ้านของคนตายได้ตั้งอยู่ใต้ภูเขาบนเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรทางตะวันตก ชาวอียิปต์และกรีกโบราณชี้ไปทางตะวันตก ที่มีเกาะลึกลับนั้น ส่วนชาวอเมริกันอินเดียนชี้ไปทางตะวันออกเพื่อบอกตำแหน่งของดินแดนแห่งเควตซัลโคตล์ หรือวิราโคชา ดินแดนทางตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทางตะวันออกของทวีปอเมริกานั้นไม่ใช่สิ่งใดเลย นอกจากแอตแลนติส ทวีปที่ดับสูญ จมอยู่ใต้มหาสมุทร 
 
แม้ว่าชนโบราณหลายเชื้อชาติ มีศาสนาที่เชื่อในเรื่องความอมตะของวิญญาณ แต่ก็มีเพียงชาวเปรูและชาวอียิปต์เท่านั้น ที่เชื่อมั่นว่าวิญญาณยังวนเวียนอยู่เหนือร่างที่ตายไป และมีความสัมพันธ์กันอยู่ ทั้งสองเผ่านั้นเชื่อว่ามีความจำเป็นจะต้องรักษาสภาพศพไว้ เพื่อทำให้เป็นอมตะ 
 
ความเชื่อกษัตริย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ทางตะวันออก นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชาวแอซเต็ก และอินคา จากขุนพลจำนวนหยิบมือเท่านั้น เมื่อโคลัมบัสไปถึงหมู่เกาะเวสต์อินดิส และพาคนขึ้นบก “ชาวพื้นเมืองจูงมือมารายล้อมจูบที่มือและเท้า และกล่าวสั้น ๆ ก็คือ พยายามจะแสดงให้พวกเขาเห็นในทุกวิถีทางว่า เขาทราบว่าคนผิวขาวมาจากพระเจ้า” 
 
โมนโตซูมา กษัตริย์องค์สุดท้ายของแอซเต็กได้เล่าว่า “บิดาของเขามิได้เกิดที่นี่ แต่ท่านมาจากดินแดนห่างไกล ชื่อว่าอัซต์แลน มีภูเขาสูง มีสวนที่อาศัยของเทพเจ้า” โมนเตซูมายังกล่าวว่า ตนครองราชย์ในฐานะเพียงตัวแทนของเควตซัลโคตล์ อันเป็นผู้ปกครองของจักรวรรดิตะวันออก คัมภีร์ของมายาชื่อ โพโพลวูห์ ยืนยันว่า มีธรรมเนียมโบราณที่เจ้าชายจะเดินทางข้ามทะเลไปทางตะวันออกเพื่อ “รับมอบอำนาจในราชอาณาจักร” 
 
ชัยชนะอย่างง่ายดายของคอร์เทส และปิซาร์โร เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีที่สุด ถึงการมีอยู่จริงของแอตแลนติสในอดีตอันเลือนราง มีขนบธรรมเนียมของแอซเต็กและอินคา ที่สืบทอดมาโดยนักบวช นั่นคือการบูชาเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ผู้มีร่างสูง ผิวขาว และมีหนวดเครา เมื่อชาวสเปนนักผจญภัยไปยังดินแดนดังกล่าว คนพื้นเมืองก็ออกมึกทักเอาทันทีว่าเป็นตัวแทนของจักรวรรดิในแอตแลนติสในมหาสมุทรแอตแลนติส ในคราวแรกโมนเตซูมาและอะตาฮวลปา อ้าแขนรับชาวผิวขาว เนื่องจากพวกเขาคาดหวังมาเป็นเวลานาน 
 
ความศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นในเรื่องพระผู้เป็นเจ้าในดินแดนอาทิตย์อุทัย เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งของการพังทลายของจักรวรรดิอันทรงอำนาจแห่งเม็กซิโกและเปรู การที่จักรพรรดิของแอตแลนติสคาดว่าชาวอาณานิคมอเมริกาจะมาเยือน นับเป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงอารยธรรมในโลกใหม่ 
 
คริสโตบัล โมลินา นักบวชชาวสเปน ที่เมืองคูซโก ประเทศเปรู ได้เขียนไว้เมื่อศตวรรษที่สิบหกว่า ชาวอินคามีเรื่องน้ำท่วมใหญ่อย่างครบถ้วนจากมังโก โคเปค 
 
จากตำนากล่าวว่ามีรัฐหนึ่งอยู่ก่อนสมัยน้ำท่วม รัฐนั้นมีภาษาของตนและแน่นอนว่ารัฐดังกล่าวก็คือ แอตแลนติสอันพิลึกกึกกือนั่นเอง อิสราเอลและบาบิโลนในเอเชียไมเนอร์ และเม็กซิโกในอเมริกากลางนั้นแม้จะแยกจากกันด้วยระยะทางที่ไกลมาก แต่ก็ยังมีการสืบความเชื่อนี้ไว้ในงานเขียนอันล้ำค่าของตน 
 
คัมภีร์ไบเบิลบรรยายถึงสมัยเมื่อมีคนเพียงเผ่าเดียวและมีภาษาเดียวในโลก หลังจากก่อสร้างหอคอยบาเบลแล้ว ผู้คนไม่เข้าใจกัน เพราะเกิดภาษาถิ่นมากมาย นักประวัติศาสตร์ชาวบาบิโลนชื่อเบโรซุส ได้บันทึกถึงยุคที่ชาติหนึ่งในอดีต มีความภูมิใจในอำนาจและชื่อเสียง จนเริ่มจะดูหมิ่นและลบหลู่เทพเจ้า ในบาบิโลนมีการก่อสร้างหอคอยสูงเกือบถึงสวรรค์ แต่ก็มีลมมาช่วยเทพเจ้า และทำลายหอคอยนั้น ซากหอคอยดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันว่า “หอคอยบาเบล” ก่อนหน้านี้มนุษย์พูดเพียงภาษาเดียวเท่านั้น และน่าแปลกที่พงศาวดารทอลเท็กของเม็กซิโกมีเรื่องคล้ายคลึงกัน เกี่ยวกับการสร้างพีระมิดสูง และการปรากฏภาษาจำนวนมากมาย 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/Ziggur9.jpg 
ลักษณะของหอคอยบาเบล มีลักษณะร่วมกับซิกกูแร็ตแห่งบาบิโลน
 
หากเรื่องหอคอยบาเบลไม่ใช่นิทาน แต่เป็นประวัติศาสตร์แล้ว ก็หมายความว่ามีจักรวรรดิโลกจริง ๆ โดยมีภาษาโลกเพียงภาษาเดียว ในยุคที่ไม่มีใครจำได้ 
 
เนื่องจากรัฐจะมีอยู่ไม่ได้ หากขาดการจัดการสื่อสาร และเทคโนโลยีก้าวหน้า การมีวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ก่อนยุคน้ำท่วม นับเป็นความสำคัญอย่างมาก ที่เกษตรกรชาวอเมริกใต้และอเมริกากลางได้ปลูกสมุนไพรและอาหารจำนวนมากกว่าเผ่าใดในโลกนี้ ในยุคก่อนอินคา และสมัยอินคา มีมันฝรั่ง 240 สายพันธุ์ และข้าวโพด 20 ชนิด ที่พัฒนาขึ้นในแถบแอตดิสและอะเมซอนตอนบน แตงกวาและมะเขือเทศ มันฝรั่ง ฟักทอง และถั่ว รวมทั้ง สตรอเบอรี่ และช็อกโกแลต ต่างมีกำเนิดมาจากโลกใหม่ คือทวีปอเมริกานี้ทั้งสิ้น ความจริงแล้วอาหารที่ชาวยุโรปรับประทานทุกวันนี้ ครึ่งหนึ่งยังไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งมีการค้นพบอเมริกา นั่นหมายความว่าชาวเม็กซิโกและเปรูโบราณได้รับสืบทอดความรู้ทางการเกษตรมาจากแอตแลนติสใช่หรือไม่? 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/dogcorn.jpg 
รูปสุนัขกำลังคาบข้าวโพด
ปฏิทินจากแอตแลนติส
 
เมื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เราจะพบความสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่งระหว่างชาวเปรูและชาวอียิปต์โบราณ ปฏิทินของชนเหล่านี้มี 18 เดือน เดือนละ 20 วัน มีวันหยุดเก้าวันเมื่อสิ้นปี นี่เป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นธรรมเนียมจากแหล่งกำเนิดเดียวกันแน่ 
 
วันเวลาโดยประมาณของการสิ้นสุดทวีปแอตแลนติสนั้น อาจจะได้มาจากการตรวจสอบปฏิทินโบราณเหล่านี้ ปีแรกของพงศาวดารโซโรอัสเตอร์ก็คือ 9,660 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อ “เวลาเริ่มต้นขึ้น” เรื่องนี้ใกล้เคียงกันมากกับวันที่จากนักบวชชาวอียิปต์ ที่บอกวันสิ้นสุดของแอตแลนติสแก่โซลอน นั่นคือ 9,560 ปี ก่อนคริสตกาล 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/stelaqui.gif 
จารึกของมายา แสดงการนับวันเวลา
 
ชาวอียิปต์โบราณคำนวณเวลาในวัฏจักรตามสุริยคติ รอบละ 1,460 ปี จุดสิ้นสุดของยุคสมัยทางดาราศาสตร์ยุคสุดท้ายก็คือ ค.ศ.139 แปดรอบสุริยคติ จากเวลาดังกล่าว ทำให้เราถอยหลังไปถึง 11,542 ปีก่อนคริสตกาล ปฏิทินแบบจันทรคติของชาวอัสซีเรียแบ่งเวลาเป็นยุค ยุคละ 1,805 ปี ปีสุดท้ายสิ้นสุดเมื่อ 712 ปีก่อนคริสตกาล หกรอบจันทรคติ จากเวลาดังกล่าว คือ เมื่อย้อนกลับไปถึง 11,542 ปีก่อนคริสตกาล ปฏิทินแบบสุริยคติของอียิปต์ และระบบปฏิทินจันทรคติของอัสซีเรีย ต่างสอดคล้องลงในปีเดียวกัน นั่นคือ 11,542 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นเวลาที่คาดว่าได้สร้างปฏิทินทั้งสองนี้ขึ้น 
 
พราหมณ์ได้วัดเวลาในรอบ 2,850 ปี จาก 3,102 ปี ก่อนคริสตกาลสามรอบ หรือ 8,550 ปี เมื่อบวกกับ 3,102 ปีก่อนคริสตกาล ก็จะได้เวลา 11,652 ปีก่อนคริสตกาล 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/mayas4.jpg 
ปฏิทินอันละเอียดซับซ้อน ของมายา
 
ปฏิทินของชาวมายาแสดงว่าชนโบราณของอเมริกากลาง มีรอบปียาวนานถึง 2,760 ปี จุดเริ่มต้นของรอบที่หนึ่งนั้น ย้อนกลับไปถึงเมื่อ 3,373 ปีก่อนคริสตกาล สามรอบของ 2,760 ปี หรือ 8,280 ปี จาก 3,373 ปีก่อนคริสตกาล ก็จะย้อนกลับไปถึง 11,653 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งปรากฏเป็นปีเดียวกันกับปฏิทินของนักบวชในอินเดีย 
 
จารึกวาติกัน เอ-3738 ประกอบด้วยพงศาวดารที่สำคัญของแอซเต็ก จากพงศาวดารนี้พบว่าวัฏจักรแรกต่อเนื่องกันไป 4,008 ปี และจบลงเมื่อน้ำท่วมใหญ่ วัฏจักรที่สองของรอบ 4,010 ปีนั้น สิ้นสุดลงเมื่อเกิดพายุมาทำลายล้าง ยุคที่สามของรอบ 4,801 ปี สิ้นสุดลงด้วยไฟล้างโลก ในวัฏจักรที่สี่ซึ่งยาวนานถึง 5,042 ปี มนุษย์ถึงยุคเข็ญด้วยความอดอยาก ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ห้า เริ่มต้นเมื่อ 751 ปีก่อนคริสตกาล ระยะเวลาในสี่ยุคที่บันทึกไว้ในจารึกนั้นรวมแล้วเป็น 17,861 ปี และจุดเริ่มต้น ย้อนกลับไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือเมื่อ 18,612 ปีก่อนคริสตกาล 
 
ท่านบิชอปดีเอโก เดลันดาได้เขียนไว้เมื่อ 1566 ว่า ในสมัยนั้นชาวมายาคำนวณปฏิทินของตนจากวันเวลาประมาณ 3,113 ปีก่อนคริสตกาล ในพงศาวดารของยุโรป พวกเขาบอกว่า เมื่อถึงวันดังกล่าว เวลาผ่านไปแล้ว 5,125 ปี นั่นหมายความว่าจุดกำเนิดของชาวมายาย้อนกลับไปไกลถึงเมื่อ 8,238 ปีก่อนคริสตกาล หรือใกล้เคียงกับยุคน้ำท่วมของแอตแลนติส 
 
หลังจากการได้ร่องรอยของวันเวลาสมัยแอตแลนติสแล้ว ยังมีข้อยืนยันที่มีเหตุผลจากพื้นฐานของตัวเลขที่บอกว่า เมื่อหลายพันปีก่อน มนุษย์มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์พอสมควร อันมักจะเป็นคุณลักษณะของอารยธรรมขั้นสูง 
 
วันเวลาที่ยาวนานที่สุดในปฏิทินของมายา มี 13 ชั่วโมง และวันที่สั้นที่สุดมี 11 ชั่วโมง ในอียิปต์โบราณ วันที่ยาวนานที่สุดมี 12 ชั่วโมง 55 นาที และวันที่สั้นที่สุดมี 11 ชั่วโมง 5 นาที ค่าเล่านี้มีความใกล้เคียงกันอย่างมากกับเวลาของมายา แต่สิ่งที่ยังเป็นปริศนาก็คือ เวลา 12 ชั่วโมง 55 นาที มิใช่ช่วงเวลาจริงของวันที่ยาวที่สุดในอียิปต์ แต่เป็นเวลาของซูดาน จากความพยายามที่จะอธิบายความแตกต่างนี้ ด็อกเตอร์แอล. ซัจด์เลอร์ แห่งวอร์ซอ ได้เสนอว่า การคำนวณเวลานี้มาจากแอตแลนติสในเขตร้อน 
 
นักโบราณคดีนามว่า อาร์เธอร์ โพสนันสกี แห่งลาปาซ ประเทศโบลีเวีย ได้กล่าวถึงอารามพระอาทิตย์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ที่เตียอัวนาโค ว่าการก่อสร้างนั้นถูกละทิ้งลงในทันที เมื่อประมาณ 9,550 ปีก่อนคริสตกาล อันเป็นเวลาที่คุ้นเคยกันดี เพราะนักบวชแห่งไซส์บอกแก่โคลอนว่า แอตแลนติสสูญไปเมื่อ 9,560 ปีก่อนคริสตกาล 
 
จากคำกล่าวของ อี.เอฟ ฮากีไมสเตอร์ แห่งสหภาพโซเวียต ได้กล่าวถึงเรื่องการจมของแอตแลนติสว่า “จุดจบของยุคน้ำแข็งในยุโรป เป็นปรากฏการณ์ของกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติก และการจมของแอตแลนติส ปรากฏในทันที เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสตกาล“ 
 
มิใช่ว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดจะมองปัญหาของแอตแลนติสไปทางเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์บางท่านก็ไม่ใส่ใจในทฤษฎีนี้ โดยไม่คำนึงถึงหลักฐานใด ๆ บ้างก็พยายามจะให้แอตแลนติสอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สเปน หรือในเยอรมนี แต่ที่แน่นอนนั่นไม่ใช่แอตแลนติสของเพลโต และของนักวิชาการชาวอียิปต์ ที่ได้ระบุไว้ว่า “เบื้องหน้าของเสาเฮอร์คิวลิสในมหาสมุทรแอตแลนติก” 
 
ในห้องอียิปต์ ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ที่กรุงปารีส ผู้เขียนเห็นลายสลักพื้น ๆ ที่ปรากฏบนราวบันไดโดยไม่มีจารึก อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็นึกถึงภาพสลักอย่างเช่น จักรราศีแห่งเดนเดราห์อันลือชื่อ แต่เดิมภาพระลึกของอียิปต์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเพดาน ในระเบียงทางเข้าวิหารเดนเดราห์ในอียิปต์ตอนเหนือ จากนั้น ลีโอร์แรง ได้นำมายังฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.1821 
 
เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนที่ปฏิทินเดนเดราห์ยังทรงปริศนาอันน่าพิศวงแก่วงการวิทยาศาสตร์ เครื่องหมายจักรราศีดังกล่าวจัดเรียงเป็นลายก้นหอยและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่จดจำได้อย่างง่ายดาย แต่ราศีสิงห์อยู่ในช่วงเวอร์นิล อิควินอกซ์ นี้เอง ทำให้เราบอกได้ว่าเวลาที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในแอตแลนติสนั้น อยู่ในช่วง 10,950 ถึง 8,800 ปีก่อนคริสตกาล จักรราศีเดนเดราห์นั้นมีกำเนิดจากอียิปต์ก็จริง แต่อาจจะสลักไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์ในอดีตไกลโพ้นก็เป็นได้ นั่นคือจุดจบของแอตแลนติสและจุดกำเนิดของวัฏจักรใหม่
การล่าถอย
 
ด้วยเรืออาร์คและอากาศยาน
 
 
 
เรื่องปรัมปราและงานเขียนสมัยโบราณได้แสดงว่า สันสุดท้ายของแอตแลนติสนั้น เป็นวันที่น่าเศร้าสลดอย่างแท้จริง คลื่นในมหาสมุทรขนาดภูเขา พายุและภูเขาไฟระเบิดได้พลุ่งพล่านไปทั่วโลก อารยธรรมมาถึงจุดหยุดนิ่งและมนุษยชาติที่คงเหลืออยู่ก็ลดสภาพสู่ความป่าเถื่อน 
 
จารึกสุเมเรียนเรื่อง กิลกาเมช กล่าวถึงอุตนาปิชทิม บรรพบุรุษแรกเริ่มของมนุษยชาติ อุนาปิชทิมและครอบครัวเป็นผู้รอดจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นเพียงลำพัง เขาได้ช่วยชีวิตของคน สัตว์ และนก โดยพามาไว้ในเรืออาร์ค เรื่องโนอาห์ในไบเบิลปรากฏว่าเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นภายหลังจากเรื่องเดียวกันนั้น 
 
ในคัมภีร์ เซนต์อะเวสตะ ของอิหร่าน เราพบตำนานน้ำท่วมอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ท่านยิม่าผู้อาวุโสเปอร์เซีย ได้รับคำสั่งจากเทพอหุระมัซดา ให้เตรียมพร้อมจากน้ำท่วมโลก ด้วยเหตุนี้ยิม่าจึงสร้างอุโมงค์ใหญ่ บรรจุสัตว์และพืชอันเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ และปิดไว้ในช่วงภัยพิบัติ ด้วยเหตุนี้ อารยธรรมจึงหลงเหลือหลังจากการทำลายล้างจากน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/A7230718-4.gif 
แผ่นหินฝาโลงเมืองเชียปาส สลักภาพที่น่าพิศวง
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/1.jpg 
เรืออาร์คของโนอาห์ เมื่อเกิดน้ำท่วมโลก
 
เรื่องมหาภารตะของอินเดีย ได้เล่าถึงพระพรหมแปลงกายเป็นปลาเตือน มนุ ผู้เป็นบิดาแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ให้เรื่องน้ำท่วมที่กำลังจะเกิดขึ้น มนุ ได้รับแนะนำให้สร้างเรือ และ “พาฤๅษีทั้งเจ็ด และเมล็ดพันธุ์นานาชนิดที่พราหมณ์นับไว้แต่กาลก่อน (ลงเรือ) และเก็บรักษาไว้อย่างดี” มนุ ทำตามคำสั่งของพระพรหม และลงเรือใหญ่ พาฤๅษีทั้งเจ็ดและเมล็ดพันธุ์ไป เพื่อฟื้นฟูผู้รอดชีวิต การเดินทางเป็นปี ๆ บนคลื่นใหญ่ กระทั่งจอดลงบนเทือกเขาหิมาลัย เรื่องพื้นบ้านของอินเดียระบุถึงมะละนีในหุบเขากุลุ ว่าเป็นเมืองของ มนุ เป็นจุดที่มนุจะขึ้นฝั่ง ปกติแล้วตำบลนั้นเรียกกันว่า อารยวรรตดินแดนแห่งอารยัน และในมะนะลีในเทือกเขาหิมาลัยนั้นเอง เป็นสถานที่ที่ผู้เขียนได้เขียนหนังสือบทนี้ 
 
ความคล้ายคลึงกันของการกู้ชีวิตของโนอาห์กับของมนุนั้น ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นับเป็นเรื่องจริงที่ชัดเจน ที่ในบันทึกทั้งหลายเกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่มีคนได้รับเลือกให้รู้ล่วงหน้าถึงมหันตภัยในโลก 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/noarh.jpg 
โนอาห์ของเมโสโปเตเมียและเรือ ภาพสลักนี้อายุราว 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล
 
การหนีจากดินแดนแอตแลนติสอันน่าเศร้า ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอากาศยาน และเรือเดินทะเล มีเรื่องในประวัติศาสตร์มากมายที่สนับสนุนทฤษฎีที่ออกจะเพ้อฝันนี้ ชาวเอสกิโมมีตำนานประหลาด กล่าวว่าพวกตนถูกนกเหล็กขนาดยักษ์พาไปทางเหนือ ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง นี่มิได้หมายถึงการมีอยู่ของอากาศยานในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์หรอกหรือ? 
 
ชาวพื้นเมืองของดินแดนตอนเหนือของออสเตรเลียมีเรื่องน้ำท่วมและคนกึ่งนก คะรันผู้เป็นหัวหน้าได้ให้ปีกแก่วาร์กและไวร์ เมื่อ “น้ำเต็มลำธาร และทะเลเอ่อสูง และท่วมทั้งดินแดน ภูเขา ต้นไม้ และทุกสิ่ง” จากนั้นคะรันก็บินจากไป และนั่งลงข้างพระจันทร์ ขณะที่คนกึ่งนกเฝ้ามองดูเขา มหากาพย์กิลกาเมชได้ให้ภาพอย่างชัดเจน ถึงวันแห่งความพินาศของโลก 
 
“จากการสรรค์สร้างสวรรค์ เมฆครึ้มดำจึงบังเกิด 
เมฆทั้งมวลอันสดใสผันแปรไปเป็นคลื่นคล้ำ 
พี่มิได้เห็นน้องอีกต่อไป 
ชาวฟ้ามิอาจจดจำกันได้อีกต่อไป 
เทพเจ้ากลัวน้ำท่วม 
เขารีบหนีไป เขาไต่ถึงสวรรค์แห่งอนุ”
 
ใครคือชาวฟ้า ใครคือเทพเจ้ากลัวน้ำท่วม และอพยพหลบภัยในสวรรค์ หากพวกเราคือตัวตนอันอมตะ พวกเขาก็ไม่น่าจะหวาดกลัวภัยร้ายนั้น เรื่องนี้ปรากฏว่าชาวฟ้ามิใช่ใครอื่น นอกจากผู้คนชาวแอตแลนติส ผู้มีอากาศยานหรือกระทั่งยานอวกาศ ในศาสนาของสุเมเรียน สวรรค์แห่งอนุก็คือที่พำนักแห่งอนุ ผู้เป็นบิดาแห่งทวยเทพ ความหมายนั้นเกี่ยวกันกับคำว่า “สูงยิ่งขึ้นไปและลึกต่ำลงมา” ทุกวันนี้เราเรียกสิ่งนี้ว่า อวกาศ ชาวฟ้าหนีไปอยู่ในอวกาศ นั่นคือการตีความข้อความอันน่าพิศวงของมหากาพย์ 
 
คัมภีร์ ไดซัน (Book of Dyzan) ที่ เฮเลนา บลาวาตสกี ได้รับจากอาศรมในเอกเขาหิมาลัยเมื่อประมาณร้อยปีก่อน อาจจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่หายไปของมนุษยชาติก็ได้ “น้ำท่วมใหญ่ครั้งแรกได้มาถึง กลืนเอาเกาะใหญ่ทั้งเจ็ด ทวยเทพทั้งปวงรอดพ้น ผู้คนถูกทำลาย” 
 
การกล่าวอธิบายเพิ่มเติมแต่สมัยโบราณถึงหนังสือเล่มนี้นั้น ปรากฏชัดเจนมาก เกี่ยวกับการอพยพที่เกิดขึ้นในแอตแลนติส กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้มี “ใบหน้าอันท่าพิศวง” ผู้นำของผู้รู้แจ้งในแอตแลนติส ได้เห็นภัยพิบัติอันมิอาจเลี่ยงได้นั้น จึงส่งข่าวสารกับอากาศยานไปยังพี่น้องผู้เป็นหัวหน้า ความว่า “จงเตรียมตัว มนุษย์ในกฎแห่งความดีจงลุกขึ้น และข้ามแผ่นดินไปเมื่อน้ำแล้ง” แผนการนี้จะต้องปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างเป็นความลับ จากผู้ปกครองชั่วร้ายที่ทรงอำนาจของจักรวรรดินั้น จากนั้นคืนอันมืดมิดคืนหนึ่ง เมื่อประชาชนในกฎแห่งความดีอยู่ไกลโพ้นจากอันตรายของคลื่นน้ำ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมนุษย์ก็สั่งชุมนุมขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และร่ำไห้อาลัย เมื่อเวลาผ่านไป เจ้านายชั้นสูงลงจากวิมาน (อากาศยาน) และตามเผ่าพงศ์ของตนไปยังดินแดนทางตะวันออกและทางเหนือ หรือแอฟริกาและยุโรป ในเวลาเดียวกัน ห่าอุกกาบตก็ตกลงมายังอาณาจักรแอตแลนติส ที่ปุถุชนคนธรรมดาหลับใหลอยู่ 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/21694-004-5A408F8F.jpg 
เฮเลนา เพทรอฟนา นักเขียนและนักวิชาการชาวรัสเซีย
 
ความเป็นไปได้ของการอพยพล่าถอยจากแอตแลนติส โดยอาศัยอากาศยานนั้น มีค่าแก่การคาดคะเนในทางวิทยาสตร์ แม้ไม่จำต้องยอมรับก็ตาม ดังเห็นได้จากข้อสรุป จากภาพวาดในหนังสือ สารานุกรมการเดินทางระหว่างดวงดาว (Interplanetary Travel Encyclopanedia) ที่รวบรวมโดยศาสตราจารย์ เอ็น. เอ. ไรนิน แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งวาดภาพนักบวชชั้นสูงชาวแอตแลนติสโดยสารอากาศยาน มีฉากหลังเป็นแอตแลนติสกำลังจม 
 
เป็นเรื่องแน่ชัดแล้วว่า มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่มีอากาศยาน หรืออวกาศยานในยุคก่อนน้ำท่วมในสมัยเรานี้ เครื่องบินและจรวดต่างเป็นของรัฐ และบริษัทใหญ่ ๆ สถานการณ์นี้อาจจะคล้ายคลึงกันอย่างมากกับในสมัยแอตแลนติสก็ได้ 
 
ชาวบาบิโลนได้รักษาความทรงจำเรื่องนักบิน หรือนักบินอวกาศสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาพของเอทานา ผู้เป็นนักบิน ในพิพิธภัณฑ์เบอร์ลิน มีทรงกระบอกปิดผนึก แสดงภาพเอทานาเหินอยู่ในอากาศ บนหลังนกอินทรีอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ 
 
ในพาเลนเกอร์ ประเทศเม็กซิโก มีแบบลายที่น่าสนใจบนโลงหินในพีระมิดที่นักโบราณคดีชื่อ รุซ-ลิลเลียร์ ได้ค้นพบ ลายดังกล่าวเป็นแบบมายา แสดงภาพคนกำลังนั่งในเครื่องยนต์คล้ายจรวด ท่าทางเหน็ดเหนื่อยมาก เขาก้มไปข้างหน้า และมือวางบนคันบังคับ กรวยจรวดนั้นประกอบด้วยวัตถุน่ามหัศจรรย์จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกนั้น หลังจากวิเคราะห์รหัสจำนวนมหาศาล ทาเรดและมิลโลแห่งฝรั่งเศสก็สรุปได้ว่า นั่นเป็นแนวคิดของพวกมายา แสดงถึงนักบันอวกาศในอวกาศยาน 
 
ส่วนอักษรฮีโรกลิฟิกที่ขอบแผ่นหินนั้น หมายถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเหนือ ซึ่งมีส่วนช่วยในการตีความทางอวกาศ นอกจากนี้ยังมีวันที่สองวันบนหลุมศพ นั้นคือ ค.ศ.606 และ ค.ศ.633 ทำให้ดูคลุมเครือ อย่างไรก็ตาม หากนักบวชท่านนี้ฝั่งอยู่ในหลุม ก็ไม่เป็นเพียงนักบวชนักบินอวกาศเท่านั้น หากยังเป็นผู้รักษาเรื่องเล่าของอเมริกากลางเกี่ยวกับเทพเจ้าในอวกาศด้วย ดังนั้นภาพประดับนี้จึงอาจจะเป็นที่ระลึกของการเดินทางในอวกาศก็ได้ 
 
เรื่องเล่าเกี่ยวกับอากาศยานในสมัยโบราณ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างจากการบินและการบินอวกาศในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อนักแอตแลนติสวิทยาบางท่านเชื่อมั่นว่ามีอารยธรรมขั้นสูงก่อนยุคน้ำท่วม คำอธิบายนี้ก็อาจไม่ไกลเกินจริงนัก
ระเบิดปรมาณู และยานอวกาศก่อนสมัยน้ำท่วม
 
 
 
แอตแลนติสเป็นอย่างไรก่อนสมัยน้ำท่วม เพลโตได้กล่าวอย่างชัดเจนถึงชัยชนะ และลัทธิจักรวรรดินิยมของชาวแอตแลนติสในยุคสุดท้าย 
 
จารึก สัมสัปตะกะพธะ ของอินเดียกล่าวถึงอากาศยานที่ได้แรงขับจาก “พลังสวรรค์” จารึกนี้ยังกล่าวถึงจรวดขีปนาวุธ ซึ่งมีพลังแห่งจักรวาล แสงเจิดจ้าจากการระเบิดเปรียบได้กับพระอาทิตย์พันดวง คัมภีร์ดังกล่าว กล่าวว่า “เทพเจ้าทรงตกใจและร้องว่า อย่าระเบิดโลกเป็นเถ้าถ่านเลย” 
 
เมาโสละปุราวะ ในภาษาสันสกฤตยังอ้างถึงอาวุธที่เราไม่รู้จัก สายฟ้าเหล็ก ทูตมรณะ ยักษ์ซึ่งทำลายเผ่าพันธุ์ทั้งปวงของ วฤศนิส และ อังหกะ เป็นเถ้าถ่าน ศพนั้นถูกเผาเพื่อมิให้จดจำได้ ผมและเล็บของคนเหล่านั้นโผล่ออก เครื่องถ้วยแตกโดยไม่ปรากฏชัดเจน และฝูงนกก็กลายเป็นสีขาว หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วยาม เสบียงอาหารทั้งปวงก็ติดเชื้อโรค 
 
อะเล็กซานเดอร์ กอร์ปโบฟสกี้ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ปริศนาแห่งยุคโบราณ ว่า โครงกระดูกมนุษย์พบในอินเดียนั้น เป็นกัมมันตภาพรังสี กัมมันตภาพรังสีดังกล่าวมีค่าเป็นห้าสิบเท่าจากปกติ ทำให้เราเริ่มสงสัยว่า เมาโสละปุราวะ คงจะเป็นเรื่องจริงมากกว่าจะเป็นแค่ตำนาน 
 
อี.เซห์เรน เขียนไว้ในเรื่อง เนินเขาใหญ่ (Die Biblischen Hugel) โดยกล่าวถึงเบอร์ชิปปาที่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน และมักจะเปรียบกับหอคอยบาเบล เซห์เรนยังตั้งคำถามว่า อำนาจใดที่หลอมอิฐแห่งซิกกูแร็ตได้ คำตอบก็คือ ไม่มีสิ่งใด เว้นแต่สายฟ้าขนาดยักษ์ หรือระเบิดปรมาณูเท่านั้น 
 
ศาสตราจารย์ เฟรเดริก โซดดี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลไพรซ์ และผู้ค้นพบไอโซโทป ได้กล่าวถึงเรื่องเล่าที่สืบทอดมาถึงเรา จากยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเขียนไว้เมื่อปี ค.ศ.1909 ว่า “เราไม่อาจจะหาข้อพิสูจน์จากพวกเขาได้ เพราะความเชื่อที่ว่า เผ่าพงศ์ที่ถูกลืมในกาลก่อนไม่ได้รับความรู้ที่เราเพิ่งได้รับเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจที่เราไม่มีอีกด้วย” 
 
เมื่อ ค.ศ.1909 อำนาจดังกล่าวหรืออำนาจของปรมาณูยังไม่เป็นของเรา เห็นได้ชัดว่า ศาสตราจารย์โซดดี ได้คิดถึงอารยธรรมในอดีตที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องพลังงานปรมาณู ในการถกเรื่องเผ่าพงศ์สมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ผู้บุกเบิกท่านนี้ยังคิดว่า “มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะสำรวจขอบเขตของอวกาศชั้นนอกได้” 
 
คัมภีร์โบราณของอินเดียกล่าวถึงเครื่องบิน ระเบิดปรมาณู และการท่องอวกาศ เทพปูชานในพระเวทได้แล่นเรือทองคำผ่านมหาสมุทรแห่งท้องฟ้า ครุฑอันเป็นนกสวรรค์ได้พาพระวิษณุท่องไปในจักรวาล คัมภีร์สัมสัปตะกะพธะได้พรรณนาถึงการบินในอวกาศว่า “ผ่านดินแดนแห่งห้วงอวกาศเหนือดินแดนแห่งสายลม” นี่เป็นการกล่าวชี้อย่างชัดเจนถึงการเดินทางในอวกาศ คัมภีร์ สุรยสิทธันตะ อันเป็นงานทางดาราศาสตร์ภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุด ได้กล่าวถึงสิทธะหรือมนุษย์วิเศษ และวิทยาธร หรือผู้ครอบครองความรู้ ผู้เดินทางไปรอบโลก“ใต้พระจันทร์ เหนือเมฆ” นี่ไม่ใช่ข้อเสนอที่ชัดเจนของนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องการโคจรของโลกเราหรอกหรือ? 
 
หากมหากาพย์กิลกาเมชมีความเชื่อมโยงกับจารึกอินเดีย ก็อาจจะเป็นการเติมช่องว่างในประวัติศาสตร์ของมนุษย์สมัยต้น ๆ เมื่อน้ำท่วมโลก ชาวฟ้าของกิลกาเมชได้แยกตัวเดินทางไปสวรรค์ อาจจะเข้าสู่วงโคจรรอบโลก หรือกระทั่งเดินทางไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ สมรณคณะ สูตรหระ กล่าวว่า เพราะอากาศยานมนุษย์จึงเหาะไปในอากาศได้ และตัวตนในสวรรค์ยังมาสู่โลกได้ เราคงอดคิดไม่ได้ถึงการจราจรสองทาง ระหว่างโลกของเราและโลกอื่น ๆ เมื่ออ่านข้อความนี้ 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/Atlantis/floodtablet.jpg 
แผ่นจารึกของบาบิโลน เล่าเรื่องกิลกาเมซและน้ำท่วมใหญ่
 
นับว่ามีเหตุผลมากขึ้น ที่สนับสนุนว่าการอพยพล่าถอยจากแอตแลนติส ดำเนินการไปด้วยเรือมากกว่าใช้อากาศยาน หรือยานอวกาศ ซึ่งถูกสงวนไว้สำหรับผู้มีสิทธิพิเศษ ผู้อพยพเหล่านั้นได้ตั้งถิ่นฐานในอียิปต์และไพเรนีส อันเป็นบริเวณใกล้เคียง โดยให้แรงผลักดันแก่อารยธรรมของลุ่มน้ำเมดิเตอร์เรเนียน
รายงานที่ไม่เปิดเผย
 
นักเขียนชาวเยอรมันชื่อ เค.เค. โดแบเรอร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง ช่างทำทอง (The Gold makers) แสดงความคิดของตนว่า “ในมุมมองของมนุษย์ผู้ชาญฉลาดแห่งแอตแลนติสแล้ว ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ การอพยพหนีจากภัยพิบัติ โดยรุกผ่านไปยังเมดิเตอร์เรเนียน และเคลื่อนต่อไปทางตะวันออก เข้าไปยังแผ่นดินแห่งเอเชีย และก่อตั้งอาณานิคมบน ‘หลังคาโลก’ ” 
 
นี่คือการคะเนที่น่าตื่นตะลึง และอาจจะไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก เจ้านาย และนักบวชชั้นสูงของ ‘เทพเจ้าผู้ประเสริฐ’ อาจจะถูกยกขึ้นไปในอากาศ ถึงยังพื้นที่ส่วนที่ปลอดภัยและไกลโพ้นจากพื้นดิน พร้อมกับผลพวงทั้งปวงจากเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของตน ในชุมชนเล็ก ๆ ที่แยกตัวออกมาสมบูรณ์นั้น พวกเขาอาจจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ขั้นสูงในระดับที่นักปราชญ์ของเราเองก็ไม่เคยฝันถึง และมีหลักฐานที่จะเพิ่มน้ำหนักแก่ทฤษฎีเพ้อฝันอย่างเด่นชัดนี้ 
 
ในมหากาพย์มหาภารตะ เราได้ทราบเรื่องยุคโบราณที่มียานอวกาศเหาะอยู่ในท้องฟ้า และมีการทิ้งระเบิดลงมาถล่มยังนครต่าง ๆ สงครามเป็นไปอย่างดุเดือด และตัวร้ายที่ครองอำนาจก็ยังไม่สยบ จากตำนานและงานเขียนสมัยโบราณจากเผ่าพงศ์มนุษย์มากมายนั้น นับว่าเป็นไปได้ที่จะย้อนคืนภาพสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนภัยพิบัติทางธรณีวิทยา 
 
เมื่อนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาเรืองนามสำนักหนึ่ง รับรู้ความจริงที่ว่า วัฒนธรรมถูกกำหนดชะตากรรมไว้แล้ว และความก้าวหน้าของมนุษยชาติถูกทำลาย พวกเขาจึงตัดสินใจถอนตัวไปยังพื้นที่ส่วนที่ติดต่อได้ยาก มีการก่อสร้างที่กำบังภัยเร้นลับใต้พิภพในภูเขา หุบเขาเร้นลับในเทือกเขาหิมาลัยเป็นทำเลที่กำหนดไว้สำหรับคนที่ได้รับเลือกจำนวนไม่มากนัก ให้นำคบไฟแห่งความรู้แจ้งไปสู่อนาคต 
 
เมื่อมหาสมุทรกลืนอาณาจักรแอตแลนติส อาณานิคมที่เหลือรอดถูกทิ้งไว้โดยสภาพสมบูรณ์เป็นเมืองในฝัน เพื่อเลี่ยงความเข้าใจผิดเรื่องอาณาจักรถูกทำลาย ชนเหล่านี้ปราศจากความล้าหลังทางวัฒนธรรม และความโง่เขลาและประสบความรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่อันปลอดภัยต่าง ๆ กัน นับเป็นการแก้ปัญหาจากจุดเริ่มต้น เพื่อตัดขาดความผูกพันทั้งปวงกับโลกภายนอก เมื่อไม่มีพันธะใด ๆ ศาสตร์ของพวกเขาก็รุ่งเรือง บรรลุผลถึงความสำเร็จตามแบบฉบับของแอตแลนติส 
 
นี่เป็นเรื่องเพ้อฝันหรือไร? มีนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้จำนวนหนึ่งเสนอเรื่องที่กำบังภัยใต้พิภพ และแม้แต่นครใต้สมุทร เพื่อจะใช้ในเหตุการณ์ทำลายล้างจากระเบิดปรมาณู ประชากรที่ลดน้อยลงและการสร้างเมืองใต้พิภพเป็นโครงงานที่เสนอโดยผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผู้มีความสำนึกรับผิดชอบเพื่อคุ้มครองเผ่าพงศ์มนุษย์ให้ยั่งยืนต่อเนื่องไป หากแผนการนี้เป็นที่เฝ้าจับตามองจากนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว จะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ ที่โครงการทำนองเดียวกันนี้เคยเสนอและดำเนินการโดยผู้นำวัฒนธรรมแห่งแอตแลนติสเมื่อเผชิญกับการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของมนุษยชาติ และภัยคุกคามจากอาวุธแห่งพรหม ซึ่งระเบิดแสงจ้ายิ่งกว่าพระอาทิตย์นับหมื่นดวง 
 
ภาพของสภาวะอันรุนแรงจากเทคโนโลยีก้าวหน้าในยุคที่ถูกลืมนั้น ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนในกรอบความคิดทางวิทยาศาสตร์อันเฉลียวฉลาด ศาสตราจารย์เฟรเดริก โซดดี นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ผู้บุกเบิก ได้พยายามอธิบายเรื่องเล่าเชิงวิทยาศาสตร์จากสมัยโบราณ โดยกล่าวไว้เมื่อ ค.ศ.1909 ว่า “(เรื่องเล่า) อาจจะเป็นเสียงสะท้อนจากยุคสมัยเก่าก่อนประวัติศาสตร์ของโลก ที่ไม่มีใครบันทึก จากยุคสมัยเมื่อมนุษย์ท่องไปบนถนน ก่อนที่เราได้ใช้อยู่ในทุกวันนี้” 
 
การรักษาผลผลิตทางอารยธรรมสำหรับช่วงเวลาอันเป็นนิรันดร์ เพื่อป้องกันอันตรายจากสงครามทำลายล้าง และภัยพิบัติทางธรณีวิทยา ไม่มีสิ่งใดจะมีประสิทธิภาพอันยิ่งไปกว่าการใช้ที่กำบังใต้พิภพ นี่เป็นเรื่องของวันนี้ ที่เป็นเช่นเดียวกับในสมัยแอตแลนติส 
 
จากประวัติศาสตร์ของชีวิตมนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงนี้ มีหลายหน้าที่ขาดหายไปด้วยน้ำมือของกาลเวลา อย่างไรก็ตาม ตำนานก็ได้กล่าวถึงภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงที่กวาดเอาอารยธรรมอันก้าวหน้าหายไป ผู้เหลือรอดส่วนใหญ่กลายเป็นผู้ด้อยความเจริญ ผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูในกาลต่อมาจากทูตสวรรค์จึงผุดขึ้นมาจากสภาพด้อยความเจริญ และให้กำเนิดชาติแห่งประวัติศาสตร์โบราณจากจุดที่เราถือกำเนิดมา ชุมชนลึกลับแห่งโอรสพระอาทิตย์นั้นมีขนาดเล็กก็จริง แต่มีความรู้อันยิ่งใหญ่จากวิทยาศาสตร์ขั้นสูง พวกเขาได้ขุดอุโมงค์โยงใยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเอเชีย 
 
การแยกตัวเป็นเอกเทศนับเป็นกฎอมตะของอาณานิคมเหล่านี้ นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ กวี ศิลปิน ผู้อุทิศตนเพื่อศาสนา นักเขียน และนักดนตรี ต่างต้องการสภาพแวดล้อมที่มีความสงบ เพื่อจะทำงานของตนได้ พวกเขาไม่ต้องการได้ยินเสียงเดิน เสียงรองเท้าทหาร หรือเสียงร้องเร่ในตลาด การแยกตัวออกไปนี้เป็นพฤติกรรมการป้องกันตัวโดยธรรมชาติของพวกเขานั่นเอง 
 
การหายลับไปในหุบเขาลับระหว่างเทือกเขาหิมะ หรือซ่อนอยู่ในอุโมงค์ใต้ภูเขา ทำให้ช่วยปกป้องชีวิตของเผ่าพงศ์มนุษย์ไว้ได้ การชี้นำถึงความเป็นจริงเรื่องอาณานิคมเหล่านี้ มาจากดินแดนต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายจอย่างกว้างขวาง เช่น อินเดีย อเมริกา ทิเบต รัสเซีย มองโกเลีย และส่วนอื่น ๆ ของโลก รายงานเหล่านี้ปรากฏในอดีตเมื่อห้าพันปีมาแล้ว โดยอยู่นอกเหนือจากความยิ่งใหญ่แห่งกาลเวลา แม้จะมีเรื่องเพ้อฝันเพิ่มเติมเข้ามาจากผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนต่าง ๆ แต่รายงานเหล่านั้นก็ยังประกอบไปด้วยเชื้อแห่งความเป็นจริงอยู่ 
 
ด็อกเตอร์เฟอร์ดินันด์ โอสเซนดอร์สกี้ แห่งราชบัณฑิตประเทศฝรั่งเศส ได้เขียนเรื่องประหลาดที่ฟังจากเจ้าชายจุลตุน เบย์ลี และพระลามะในมองโกเลีย เมื่อราวห้าสิบปีก่อน ความว่าเคยมีทวีปสองแห่งในมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งสองทวีปได้จมลงสู่ทะเลลึก แต่ประชากรบางส่วนในทั้งสองทวีปได้อพยพไปสู่ที่หลบภัยอันกว้างใหญ่ใต้พิภพ ถ้าเหล่านั้นมีแสงประหลาดที่ให้การเติบโตแก่พืชพันธุ์ และให้ชีวิตแก่เผ่าผู้สูญไปจากมนุษยชาติสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เผ่าพงศ์นั้นได้ก้าวถึงวิทยาศาสตร์ในระดับสูงแล้ว 
 
นักปราชญ์เชื้อสายโปแลนด์ท่านนี้กล่าวว่า ผู้คนใต้น้ำแห่งอะฆารดีนั้นบรรลุถึงความสำเร็จทางเทคนิคอย่างใหญ่หลวง มีรถพิเศษที่แล่นไปด้วยความเร็วสูง ผ่านเครือข่ายในอุโมงค์โยงใยอันกว้างใหญ่ในเอเชีย พวกเขาได้ศึกษาถึงชีวิตในโลกอื่น แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพวกเขานั้นอยู่ในขอบเขตเรื่องจิตใจ 
 
ในการเดิทางผ่านเตอรกีสถานของจีนหรือซินเกียง นักสำรวจและศิลปินผู้มีชื่อ นามว่า นิโคลัส เรอริช ได้เห็นระเบียงใต้ดินยาว ประชากรในที่นั้นบอกเขาว่ามีคนประหลาดโผล่มาจากอุโมงค์ใต้ดินเพื่อไปจับจ่ายในเมืองอยู่ที่จากัน กุเร ใกล้กับเมืองกัลป์กันในประเทศจีน เมื่อ ค.ศ.1935 เรอริชได้เขียนบทความชื่อ “ผู้พิทักษ์”เขาตั้งคำถามว่า “หากมีคนลึกลับนั้นปรากฏในท่ามกลางทะเลทราย ราวกับออกมาจากที่ลับแล้ว พวกเขามิได้มาจากเส้นทางใต้ดินหรอกหรือ?” นิโคลัส เรอริชถามชาวมองโกลเรื่องผู้มาเยือนลึกลับเหล่านี้ พวกเขาให้ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจแก่เรอริชหลายอย่างด้วยกัน กล่าวคือ คนต่างถิ่นมักจะขี่ม้ามา และเพื่อมิให้น่าสงสัยมากนัก พวกเขาจึงสวมเสื้อผ้าอย่างพ่อค้า คนเลี้ยงสัตว์ หรือทหาร พวกมองโกลมักจะได้ของกำนัลจากคนเหล่านี้ด้วย 
 
หลักฐานเรื่องมนุษย์ที่มีชื่อเสียงระดับชาติ และความสำเร็จทางศิลปะและทางวิชาการนี้ ไม่อาจมีข้อโต้แย้งได้เลยสักนิด และผู้เขียนเองได้รับสิทธิพิเศษอย่างยิ่งให้ได้พบกับนักสำรวจท่านนี้ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หลังจากท่านได้เดินทางสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 1935 
 
เห็นจะต้องระบุไว้เสียตรงนี้ว่า ศาสตราจารย์เรอริชและสมาชิกในคณะได้เฝ้าดูแผ่นจานแวววาวใบหนึ่งเหนือเทือกเขาคาราโครัม เมื่อปี ค.ศ.1926 ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าแสงแดดสดใส และวัตถุดังกล่าวเห็นชัดเจนจากกล้องส่องทางไกลกำลังสูงสามกล้อง ต่อมายานรูปวงกลมนั้นเปลี่ยนเส้นทางทันที เมื่อสี่สิบปีก่อนเรายังมีมีเครื่องบินหรือบอลลูนในเอเชียกลาง ดังนั้นอากาศยานลำนั้นมาจากอาณานิคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่? 
 
มาดามเอ. เดวิด-นีล นักสำรวจทิเบต ได้เขียนเรื่องนักขับโคลงของทิเบตคนหนึ่ง เป็นที่เลื่องลือว่ารู้จัก “วิมานแห่งเทพเจ้า” ในบริเวณทะเลทรายอ้างว้าง และเทือกเขาในมณฑลซินไห่ ประเทศจีน ครั้งหนึ่งเขานำดอกไม้สีฟ้าแห่งฤดูร้อนจากสถานที่นั้นไปให้มาดามเดวิด-นีล หากแต่เวลานั้นบริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งถึง 20 องศา และแม่น้ำดิชูก็เป็นน้ำแข็งลึก 6 ฟุต
อาณานิคมก่อนสมัยน้ำท่วม
 
 
 
 
 
ศัมภาลาตอนเหนือ
 
หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้ในทศวรรษที่ยี่สิบ ได้ลงบทความของด็อกเตอร์เล่าจินเกี่ยวกับการเดินทางของตนไปยังเมืองในฝันในเอเชียกลาง จากการบอกเล่าอย่างน่าฟัง เรื่อง เส้นขอบฟ้าที่สาบสูญ ของเจมส์ ฮิลตัน ศัลยแพทย์ได้พรรณนาถึงการเดินทางที่อันตราย โดยใช้เกวียนไปกับโยคีชาวเนปาล ถึงที่ราบสูงแห่งทิเบต ในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยเทือกเขาที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยว นักผจญภัยทั้งสองได้พบหุบเขาที่เร้นลับ มีสายลมทางเหนือที่พัดอย่างรุนแรงคอยขวางกั้น และสดชื่นรื่นรมย์กับสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าภูมิภาคโดยรอบ นายแพทย์เล่าจินกล่าวถึงหอคอยศัมภาลาและห้องทดลองที่น่าสงสัย ผู้เยี่ยมเยือนทั้งสองได้เห็นการบรรลุผลสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของผู้พำนักในหุบเขานั้น พวกเขายังเฝ้าดูความสามารถอันเลอเลิศในการถ่ายทอดกระแสจิตที่กระทำขึ้นในระยะห่างไกลกันมาก นายแพทย์ชาวจีนท่านนี้ยังจะมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับการพักอยู่บนหุบเขานั้น หากมิได้สัญญากับผู้คนที่นั่นว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องทั้งหมดนั้น 
 
จากเรื่องเล่าของผู้คนทางตะวันออกของศัมภาลาตอนเหนือ ซึ่งปัจจุบันพบแต่ทรายและทะเลสาบน้ำเค็มเท่านั้น กล่าวว่าครั้งหนึ่งยังมีทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลในเอเชียกลาง ทะเลแห่งนี้มีเกาะแห่งหนึ่งที่ปัจจุบันไม่มีสิ่งใดคงอยู่เลย เว้นแต่ภูเขาในยุคอันไกลโพ้นย้อนหลังไปนั้น มีเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่บังเกิดขึ้น “ด้วยเสียงแผดคำรามร้องอย่างทรงพลัง จากลมที่พัดลงมาจากความสูง สุดจะคะเนได้ รายรอบด้วยไฟสว่างเจิดจ้า วาบวาวไปทั่วท้องฟ้า โชติช่วงทั่วอากาศ เห็นราชรถของโอรสแห่งไฟ เจ้าแห่งเพลิงจากวีนัส สรรพสิ่งทั้งปวงนี้ปรากฏคละเคล้าอยู่เหนือเกาะสีขาวที่นอนยิ้มอยู่ในอ้อมกอดแห่งทะเลโกบี” 
 
http://i180.photobucket.com/albums/x37/wattana_chintaworn/WEB/9f-774987.jpg 
กษัตริย์แห่งศัมภาลา
 
เมื่อเราได้ยินภูมิหลังของการถกเถียงในทุกวันนี้ เรื่องยานจากนอกโลกมาชนที่ทังกัสกา ในไซบีเรีย เราอย่าได้ขบขันกันเรื่องเล่าของอินเดียนี้เลย 
 
ในเรื่องพื้นบ้านและบทเพลงของทิเบตและมองโกเลีย กล่าวว่า ศัมภาลาถูกยกขึ้นสูงยังจุดที่คาดว่าเป็นรูปของความจริงสูงสุด ในช่วงการเดินทางสู่เอเชียกลาง นิโคลัส เรอริชได้ผ่านเสาหลักแดนสีขาวที่ถือเป็นด่านแห่งหนึ่งในสามแห่งของศัมภาลา และเพื่อจะแสดงว่าพระลามะทั้งหลายเชื่อมั่นในเรื่องศัมภาลา เราจึงขอยกอ้างคำพูดของพระทิเบตรูปหนึ่งที่บอกเรอริชว่า “ชาวศัมภาลาบางครั้งโผล่ขึ้นมาสู่โลก พวกเขาพบกับผู้ร่วมงานของศัมภาลาบนโลก และพวกเขามอบของกำนัลล้ำค่าให้ อันเป็นของที่ระลึกอันน่าพิศวงเพื่อแสดงถึงความเป็นมนุษย์ ” 
 
หลังจากพิจารณาเรื่องเล่าทางพุทธศาสนาในทิเบตแล้ว โซมา เด โกโรส ค.ศ.1784 – 4842 ระบุว่าศัมภาลาอยู่ไกลจากแม่น้ำไซร์ดาเรีย ระหว่างละติจูด 45 – 50 องศาเหนือ นับเป็นเรื่องจริงที่น่าสนใจมาก ที่แผนที่สมัยศตวรรษที่สิบเจ็ด (พิมพ์ในเมืองอันท์แวป ประเทศเบลเยียม) ได้แสดงถึงประเทศศัมภาลาด้วย 
 
นักเดินทางชาวคริสต์สมัยต้นที่เดินทางในเอเชียกลาง เช่นหลวงพ่อสตีเฟน คาเซลลา ได้บันทึกการมีอยู่ของอาณาจักรที่ไม่มีใครรู้จัก เรียกว่า “เซมพาลา” 
 
นายพัน เอ็น.เอ็ม. ปริวัลสกี้ และ ด็อกเตอร์เอ.เอช. แฟรงค์ ได้ระบุถึงศัมภาลาไว้ในงานของตน งานแปลคัมภีร์ทิเบตโบราณ โดย ศาสตราจารย์ กรีนเวเดล เรื่องเส้นทางสู่ศัมภาลา เป็นเอกาสารที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จุดชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นมีความคลุมเครือโดยจงใจ นับว่าไม่มีประโยชน์แก่ใครเลย ถ้าไม่คุ้นเคยอย่างทะลุปรุโปร่งกับชื่อโบราณและชื่อสมัยใหม่ของสถานที่และอารามต่าง ๆ เหล่านั้น การบ่งบอกทางภูมิศาสตร์อาจจะมีความสับสนจากเหตุผลสองประการ นั่นคือผู้ที่รู้จักอาณานิคมนั้นจริง ๆ จะไม่เปิดเผยบริเวณที่ปรากฏจริง เพื่อมิให้ไปรบกวนงานของผู้พิทักษ์ดังกล่าว อีกกรณีหนึ่งเป็นการอ้างอิงแหล่งพำนักเหล่านี้กับเรื่องพื้นบ้านและวรรณคดีของตะวันออกซึ่งในบางครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นการขัดแย้ง เพราะกล่าวถึงชุมชนต่าง ๆ ในตำแหน่งอันหลากหลาย 
 
หลังจากได้ศึกษาเรื่องนี้อยู่หลายปี ผู้เขียนได้เขียนบทนี้ในเทือกเขาหิมาลัยและสำหรับผู้เขียนแล้ว ชื่อ ศัมภาลา นั้นครอบคลุมเกาะสีขาวในโกบี หุบเขาเร้นลับและอุโมงค์ใต้ภูเขาในเอเชียและที่อื่น ๆ และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย 
 
เล่าจื้อ (ศตวรรษที่หกก่อนคริสตกาล) ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า ได้เดินทางแสวงหาที่พำนักของ ซีหวังมู เทวีแห่งทิศตะวันตก และท้ายสุดก็ได้พบเรื่องเล่าของเต๋ายืนยันว่า เทวีองค์นี้เป็นมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อน หลังจากกลายเป็นเทพ นางก็คอยพิทักษ์เทือกเขาคุนลุน พระจีนยืนยันว่ามีหุบเขาอันสวยสดงดงานยิ่งในเทือกเขานั้น ที่นักเดินทางทั่วไปไม่อาจจะไปถึง หากไม่มีคนนำทาง หุบเขาดังกล่าวเป็นที่อยู่ของซีหวังมู ผู้เป็นประธานการประชุมของเทพเจ้า เทพเหล่านี้อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องที่สุดในโลกก็ได้ 
 
จากความสัมพันธ์นี้ พบว่าการมองเห็นยานประหลาดเหนือคาราโครัม (ซึ่งเป็นปลายสุดของเทือกเขาคุนลุ้น) จากการสำรวจของเรอริชนั้นเป็นเรื่องแปลกมาก จานประหลาดดังกล่าวอาจจะมาจากสนามบินของเทพเจ้าก็ได้ 
 
จากสิ่งที่กล่าวอยู่ในขณะนี้ คงจะเห็นได้ชัดเจนถึงความยากที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อาศัยในชุมชนลึกลับนั้น แต่การพบเช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าในรายงาน การไม่ปรากฏในรายงานนั้น เป็นเพราะผู้พบเห็นได้รับคำสาบานว่า จะไม่เปิดเผยถึงความลับเรื่องชุมชนโบราณ ด้วยเหตุผลที่เหมาะสม “มหาตมะ” เหล่านั้นไม่ต้องการจะถูกรบกวนจากผู้แสวงหาที่อยากรู้อยากเห็น หรือจากบรรดานักล่าสมบัติ เพราะพวกเขาเป็นผู้พิทักษ์แห่งศาสตร์โบราณ และเป็นผู้รักษาสมบัติแห่งยุคสมัย 
 
คงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่จะยกอ้างจดหมายฉบับหนึ่งของมหาตมะเองที่กล่าวถึงขอบเขตของกิจกรรมการทำงานของตน “เพราะผู้คนหลายชั่วอายุนับไม่ถ้วน มีความชำนาญในการสร้างโบสถ์วิหารด้วยศิลาที่ไม่ผุกร่อน หอคอยยักษ์แห่งความคิดชั่วนิรันดร์ที่มียักษ์อาศัยอยู่ภายใน และหากมีความจำเป็นก็จะพำนักแต่ผู้เดียว เพียงแต่ปรากฏออกมาเมื่อปลายวัฏจักรเวลาเท่านั้น เพื่อเชิญผู้รับเลือกไปร่วมทำงานกับตน และช่วยมนุษย์ผู้ล้ำลึกและรู้แจ้งเป็นการตอบแทน” งานนี้ มหาตมะกูต ฮูมี เขียนไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1881 
 
จุดกำเนิดของชุมชนที่ไม่รู้จักเหล่านี้ได้สาบสูญไปในเวลาชั่วคืนเดียว เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ยิ่งกว่าเรื่องที่บรรพบุรุษของเราในวิวัฒนาการ สั่งผู้คนจากแอตแลนติสให้เพิกถอนจากกฎอันดีงาม 
 
การบรรลุผลสำเร็จทางจิตใจและวัตถุตามแบบฉบับของแอตแลนติสอันยิ่งใหญ่ อาจจะยังคงมีอยู่ในอาณานิคมอันลึกลับนี้ แม้ว่ามิได้มีตัวแทนอยู่ในองค์การสหประชาชาติ แต่สาธารณรัฐขาดเล็กนี้ก็อาจจะเป็นรัฐถาวรเพียงแห่งเดียวในโลกราหูนี้ และเป็นแหล่งพิทักษ์ความรู้วิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่พอ ๆ กับหินผาก็ได้ ผู้สงสัยจะระลึกไว้ในใจว่า ข่าวสารจากมหาตมะนั้นยังคงเก็บรักษาอยู่ในที่เก็บเอกสารสำคัญของรัฐในประเทศไหนสักแห่งหนึ่ง 
 
ในเรื่องพื้นบ้านของรัสเซีย มีนิทานปรัมปราเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับนครใต้ดินชื่อ คิเจช มีการปกครองอย่างเป็นธรรม สาวกเก่าแก่เมื่อถูกข่มเหงจากรัฐบาลแห่งซาร์ ก็แสวงหาดินแดนในฝัน “จะไปหาที่ไหน ?” คนหนึ่งถาม “ตามเส้นทางแห่งบาตู” บาตูข่านวัยชรา นักรบแห่งทาร์ทาร์ตอบ เขามาจากมองโกเลีย เดินทางไปทางตะวันตก ทิศทางนั้นหมายถึงดินแดนในฝันที่บังเกิดขึ้นในเอเชียกลาง 
 
ตำนานอีกเรื่องหนึ่ง ชี้ถึงทะเลสาบเวลต์โลยาร์ในรัสเซีย แต่ไม่มีพื้นฐานรอรับ เพราะเคยมีการสำรวจใต้ท้องทะเลสาบนั้นแต่ไม่พบสิ่งใดเลย ดูเหมือนว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับคิเจชนั้น ควรจะอยู่บริเวณเดียวกับศัมภาลาตอนเหนือ เรื่องทำนองเดียวกันนี้ยังมีอีกในกรณีของเบโลวอดยี 
 
ในวารสารของสมาคมภูมิศาสตร์รัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1903 มีบทความหนึ่งของโคโรเลนโก ชื่อ “การเดินทางของอูรัล คอสแซคส์ เข้าสู่อาณาจักรเบโลวอดยี”ขณะเดียวกันสมาคมภูมิศาสตร์ไซบีเรียตะวันตกก็ตีพิมพ์เรื่องหนึ่งเมื่อปี ค.ศ.1916 เขียนโดย เบโลสลิอูดอฟ ชื่อบทความว่า “สู่ประวัติศาสตร์แห่งเบโลวอดยี” 
 
จากเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ของทั้งสองบทความนี้ นับเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยบทความนั้นกล่าวถึงเรื่องเล่าประหลาด ซึ่งขจรขจายไปในบรรดาสตาโรเวรี หรือสาวกเก่าแก่ในรัสเซีย กล่าวคือ สวรรค์บนโลกมีอยู่ในพื้นที่บางแห่งในเบโลวอดยี หรือ เบโลกอร์ยี อันเป็นดินแดนแห่งน้ำสีขาวและภูเขาสีขาว ตอนนี้ขอให้นึกถึงศัมภาลาตอนเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ในเกาะสีขาวเช่นกัน 
 
ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของอาณาจักรลี้ลับนี้ อาจจะคลุมเครือเล็กน้อยเมื่อปรากฏแก่สายตาในตอนแรก มีทะเลสาบน้ำเค็มมากมายในเอเชียกลาง บ้างก็แห้งและมีชั้นผิวขาวอยู่เต็ม ส่วนเทือกเขาชานชุง และคุนลุ้นก็มีหิมะปกคลุมอยู่ตอนบน 
 
เมืออยู่ที่เทือกเขาอัลไต นิโคลัส เรอริชได้ทราบว่ามีหุบเขาลีลับไกลโพ้นจากทะเลสาบกว้างใหญ่ และเทือกเขาสูง เขาทราบมาว่า คนส่วนมากพยายามจะไปให้ถึงเบโลวอดยี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม มีบางคนได้พบและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสั้น ๆ เมื่อศตวรรษที่สิบเก้า มีชายสองคนได้ไปถึงดินแดนในฝันนี้ และพักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง เมื่อพวกเขากลับมาก็ได้พรรณนาถึงความน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับอาณานิคม ที่สาบสูญดังกล่าว แต่ “ในบรรดาความน่าอัศจรรย์อื่น ๆ พวกเขาไม่ยอมให้เรากล่าวถึง” 
 
เรื่องนี้มีหลายจุดที่คล้ายคลึงกับเรื่องของนายแพทย์เล่าจินที่เล่ามาก่อนนี้ 
 
เรื่องที่ผู้คนในอาณานิคมลี้ลับเหล่านี้มีความสำนึกทางวิทยาศาสตร์ อาจจะสรุปได้จากเรื่องของเรอริช เกี่ยวกับพระลามะผู้กลับจากหนึ่งในอาณานิคมเหล่านี้ไปยังอารามของตน พระรูปนี้พบกับชายสองคนที่นำแกะพันธุ์ดีเยี่ยมเดินทางตามเส้นทางใต้ดินแคบ ๆ สัตว์ตัวนี้เป็นที่ต้องการขยายพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์ในหุบเขาลับนั้น 
 
เอกสารของสำนักวาติกันได้เก็บรายงานหายากเรื่องมิชชันนารีในศตวรรษที่สิบเก้า ที่ยืนยันว่าในคราววิกฤต จักรพรรดิแห่งจีนเคยส่งตัวแทนไปยัง “เทพเจ้าแห่งขุนเขา” เพื่อขอคำปรึกษา เอกสารเหล่านี้มิได้แสดงว่าม้าด่วนคนนั้นไปยังที่ใด แต่บอกเพียงว่าไปยังเทือกเขาชานตุง คุนลุ้น หรือหิมาลัย 
 
บันทึกเหล่านี้ของมิชชันนารีคาทอลิก (และงานของมองซินอีเยอร์ เดลาปลาซ เรื่อง บันทึกประจำปี การประกาศศรัทธา (Annales de la Propagation de la Foi) บ่งบอกถึงความเชื่อของนักพรตชาวจีน ที่เชื่อในมนุษย์วิเศษผู้อาศัยอยู่ในส่วนเร้นลับยากจะเข้าถึงในประเทศจีน พงศาวดารนั้นพรรณนาถึง “ผู้พิทักษ์แห่งจีน” ว่า มีลักษณะทั่วไปคล้ายมนุษย์ แต่ทางสรีระต่างกัน

อาณาจักรฮัตตุชา

โพสต์29 ก.ค. 2555 21:48โดยธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์

อาณาจักรฮัตตุชา


           นักรบฮัตตุชา กองทัพอันทรงพลังแต่กลับหายไปจากประวัติศาสตร์ภารกิจของพวกเขาคือสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่แล้วอาณาจักรของพวกเขากลับหายไปจากประวัติศาสตร์ไปอย่างลึกลับ


           เป็นเวลากว่า 3,000 ปี ที่ร่องรอยของอาณาจักรแห่งนี้ได้หายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่งหลักฐานในอดีตได้เริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย หลักฐานเหล่านี้ได้เปิดเผยความลึกลับในอดีต

           Hattic คือป้อม ปราการที่สร้างขึ้นอย่างถาวรรวมทั้งรถศึกของพวกเขาที่มิอาจต้านทานได้ รวมถึงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่า อียิปต์ นี่คืออาณาจักรที่หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์อย่างไร้ร่องรอย กษัตริย์ลึกลับแห่งฮัตตุชา (Hattusa)


           เมื่อ ต้นศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มต้นค้นหาความลับทางด้านโบราณคดี ครั้งใหญ่ เพื่อเปิดเผยความจริงที่มีอยู่ในตำนาน นักประวัติศาสตร์ในยุคแรกได้กล่าวว่า โลกในยุคก่อนพระคัมภีร์ไบเบิล ปกครองโดยสามอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ อันได้แก่ อียิปต์ อัสซุเรีย และบาลิโลน ซึ่งนักสำรวจยืนยันว่ามีอยู่จริง

           ทั้งสามอาณาจักรมีศูนย์กลางอยู่ที่ ตะวันออกกลาง ได้ทิ้งหลักฐานทางโบราณคดีไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสและรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรทั้งสามแห่ง ดังนั้นความคิดเรื่องอาณาจักรแห่งที่สี่ซึ่งไม่เหลือร่องรอยไว้ให้เห็น จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ร่องรอยของภาษาลึกลับที่ใช้กันในโลกโบราณ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นทีละน้อย

           ใน ปี 1906 นักภาษาศาสตร์ชาวเยอรมันและคณะร่วมกันสืบหาแหล่งที่มาของอาณาจักรที่สูญหาย ไปนี้ โดยเดินทางขึ้นไปบนยอดเขา อนาโตเลีย ตอนกลางของประเทศตุรกี พวกเขาได้พบซากนครที่สาบสูญ ทุกอาณาบริเวณของพื้นที่ปรากฏร่องรอยอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อการสำรวจคืบหน้ามากขึ้น พวกเขาก็พบแผ่นจารึกดินเหนียวจำนวนหลายร้อยแผ่น จารึกนั้นเต็มไปด้วยภาษาที่แปลกประหลาด นับว่าเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่พอดี


วิธีการสร้างนครอันน่าฉงน

           พวกฮิตไทต์แห่งฮัตตุชา นั้นได้สร้างนครหลวงขึ้นบนดินแดนที่ไม่เหมาะแก่การสร้างถิ่นฐานที่อยู่เลย ครับ ซึ่งนครแห่งนี้อยู่ห่างไกลมาก ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มันไม่มีทางเข้าและทางออก ซึ่งนครทุกแห่งในยุคนั้น จะมีเส้นทางเชื่อมต่อกับดินแดนอื่น บ้างก็อยู่ใกล้กับเส้นทางพาณิชย์ แม่น้ำ หรือไม่ก็ทะเล ก็ลองนึกถึงอียิปต์ที่มีแม่น้ำไนล์หล่อเลี้ยงชาวอียิปต์ 

           ฮัตตุชา นั้นอยู่ห่างไกลจากแม่ใหญ่น้ำถึง 50 ไมล์เลยทีเดียว นอกจากนั้นก็มีแนวเทือกเขาสูงกั้น และห่างจากทะเลกว่าร้อยไมล์ด้วยกัน การตั้งนครบนภูเขาสูงที่มีสภาพอากาศเลวร้ายและพื้นที่ทั้งหมดก็เป็นพื้นที่ปิด ทำให้ถูกตัดขาดจากทะเลดำ และอยู่ห่างจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกถึง 250 ไมล์ ส่วนปัจจัยอื่นเป็นเพราะอยู่พื้นที่สูง ทำให้มีหิมะตกหลายเดือนยิ่งทำให้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเลย


           แต่นักโบราณก็พบว่า ความยากลำบากนี้กลับกลายเป็นผลดีของชาวฮิตไทต์ทุกอย่าง ในนครนี้มีการวางแผนเอาไว้อย่างรอบคอบ พวกเขาสร้างป้อมปราการที่คงทนสามารถสกัดกั้นการโจมตีได้เป็นอย่างดี โดยชาวฮิตไทต์ได้แนวภูเขาเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติอันแข็งแกร่ง

           การก่อสร้าง พวกเขาสร้างดินแดนที่น่าทึ่งโดยการสกัดเข้าไปในภูเขา และก่อสร้างนครตามภูเขาที่สูงชัน และพวกเขาก็ลากหินขึ้นไปหลายร้อยเมตร แล้วเจาะช่องเข้าไปในหินแกรนิต และสร้างกำแพงหน้าตามแนวเขาที่สูงชัน นับว่าเป็นความสามารถทางวิศวกรรมที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการสร้างนครบนภูเขาหินแกรนิต

           กำแพงใหญ่ด้านนอก โอบล้อมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ มีความยาวกว่า 4 ไมล์ทอดยาวตลอดแนวหุบเขา เป็นปราการที่แข็งแกร่งที่ช่วยปกป้องชาวฮิตไทต์ได้เป็นอย่างดี ชาวฮิตไทต์ได้เปลี่ยนทุกส่วนของนครฮัตตุชาให้กลายเป็นป้อมปราการที่ยากแก่การถูกทำลายโดยมีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัย กำแพงเหล่านี้สร้างมาจากหินแกรนิตมากมาย ด้วยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้กำแพงมีความแข็งแกร่งและทนทาน มีการค้นพบกำแพงขนาดใหญ่แบบนี้ไปทั่วนครซึ่งบางแห่งกว้างกว่า 8 เมตรเลยทีเดียว


           ชาวฮิตไทต์ ได้ผสมดินและทรายเข้าด้วยกันเพื่อกันน้ำรั่วซึม เมื่อนำมาบดอัด มันจะแข็งเหมือนกับคอนกรีดเลยทีเดียว บนยอดฐานรากอันแข็งแกร่ง นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า ช่างก่อสร้างชาวฮิตไทต์ได้ต่อเติมกำแพงดินเหนียวขึ้นไปอีก 8 เมตร ภาพที่ปรากฏบนเครื่องเคลือบ แสดงให้เห็นว่าทุกระยะ 12 เมตร จะมีการสร้างหอสังเกตการณ์สูงถึง 30 เมตรด้วยกัน และทำให้ประตูทางเข้าซึ่งมักจะเป็นจุดอ่อนของระบบป้องกัน ได้กลายเป็นกับดักมรณะ ศัตรูที่บุกรุกเข้ามาจะถูกขังไว้ในประตู หมดทางต่อสู้กับชาวฮิตไทค์ที่เฝ้าอยู่บนป้อมปราการขนาดใหญ่

           ลักษณะเฉพาะของกำแพงชั้นใน ซึ่งหนากว่าชั้นแรก แถมยังเพิ่มการป้องกันที่ทันสมัยเข้าไปอีก นั่นคืออุโมค์ลับ ซึ่งมีถึง 8 แห่งด้วยกัน ใครที่บุกรุกกำแพงภายนอกเข้ามาได้ จะต้องเผชิญกับการซุ่มโจมตีของกองทัพฮิตไทต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในอุโมค์ นี่เป็นนครที่สร้างขึ้นโดยมีกำแพงป้องกันหลายชั้น


           ฮัตตุชา มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 50,000 คน ชาวฮิตไทต์เลือกทำเลที่ห่างไกลเพื่อป้องกันการบุกรุกจากศัตรู และเปลี่ยนดินแดนที่หลายคนคาดไม่ถึง ให้หลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่ง เมื่อนักโบราณคดีทำแผนที่ขึ้นมา ที่คาดว่าครั้งหนึ่งอารยธรรมนี้น่าประทับใจมากเพียงใด

           ทันทีที่ชาวฮิตไทต์สร้างอาณาจักรสำเร็จพวกเขาก็ตัดสินใจแสดงอานุภาพให้โลกได้รับ รู้พวกเขาสร้างอนุเสาวรีย์ที่คงทนถาวรมากมายเพื่อเป็นหลักฐานแสดงอำนาจของตน

           สิ่งก่อสร้างแบบนั้นมีทางเข้าแบบถาวรและมีห้องกว่า 200 ห้อง ล้อมรอบลานกว้างที่อยู่ตรงกลาง ภายในมีศาสนวัตถุมากมาย นี่คือมหาวิหารฮัตตุชา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

           ณ จุดสูงสุดของเมือง มีพีรามิดขนาดใหญ่ กว้าง 250 เมตร มีบันได 100 ขั้น พาไปถึงยอดเขา แลดูโอ่อ่างดงามกำแพงสูงชั้นนอกทอดพาไปถึงยอดพีรามิด ตรงกลางมีทางเข้าตกแต่งด้วยสฟิงค์โดยหันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งไปยังอียิปต์ นับเป็นสิ่งแรกที่ผู้มาเยือนจะได้เห็นทันทีที่ผ่านเข้ามาในนคร มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจของอาณาจักรฮิตไทต์


           บนยอดเขาเป็นจุดศูนย์กลางนครของชาวฮิตไทต์ ได้สร้างสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดคือปราสาทมีกำแพงชั้นใหญ่ป้องกันอีกชั้น หนึ่งเพื่อให้กษัตริย์ทรงปลอดภัย มีทางเดินกลางทอดยาวเข้าสู่ปราสาท

           บนยอดพีรามิดคือที่ประทับของกษัตริย์มีการป้องกันที่แน่นหนา นี่เป็นนครที่มีการก่อสร้างแบบถาวรจะเห็นว่านครนี้มีการออกแบบอย่างชาญฉลาด ดูเหมือนชาวฮิตไทต์จะสร้างให้ฮัตตุชาคงอยู่ตลอดไป แต่ยังไม่มีสิ่งใดอธิบายได้ว่า พวกเขาสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้อย่างไรและสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยได้ อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักโบราณคดียังต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป


           พวกเขาค้นพบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์และพบรูปจำลองของชาวฮิตไทต์รวมถึง อื่น ๆ อีกมากมาย ที่เผยให้เห็นการตกอยู่ในสภาวะสงคราม แต่ที่น่าแปลกรอบ ๆ นครนั้นพวกเขาพบวัตถุมีค่าเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่มีส่ิงใดแสดงให้เห็นถึงนครโบราณแห่งนี้เลยอาจเป็นเพราะนครฮัตตุชา ถูกกวาดล้างจนไม่เหลือหลักฐานใด ๆ ที่บ่งบอกถึงชะตากรรมของนครแห่งนี้ก็เป็นได้ แต่ที่ฮัตตุชานี้มีสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งที่รอคอยนักโบราณคดีมาค้นพบไม่ใช่ ทองคำหรืออัญมณีที่เลอค่า แต่มันคือห้องสมุดขนาดใหญ่ถึง 5 แห่ง มีแผ่นจารึกถึง 30,000 แผ่นจัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงามนับว่าเป็นห้องสมุดที่เก่าแก่และ ยิ่งใหญ่เท่าที่เคยพบมา

           เรื่องราวทั้งหมดของอาณาจักรลึกลับได้รับการบันทึกเอาไว้ที่นี่ เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สาบสูญซึ่งจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือภาษาพวกนี้เขียนขึ้นโดยยากต่อการถอดความ การถอดรหัสต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ทางด้านภาษา อย่างมากชาวฮิตไทต์เขียนอักษรโดยใช้ภาษารูปลิ่มหรือที่เรียกว่า อักษรคูนิฟอร์ม Cuneiform จึงเป็นที่รู้จักและอ่านได้ง่าย แต่ภาษาของชาวฮิตไทต์ กลับไม่สามารถอ่านเข้าใจได้เลย แบบเดียวกับที่เราอ่านภาษาอังกฤษออกเสียงได้แต่ไม่เข้าใจความหมาย

           แม้เราจะไม่เข้าใจความหมายของคำเหล่านั้นเลยก็ตาม กุญแจสำคัญในการถอดรหัสภาษาที่เราไม่รู้จักคือหาภาษาที่คล้ายคลึงกันซึ่งอาจ มีการใช้คำและไวยกรณ์ร่วมกันมาช่วยในการถอดความ แต่ภาษาฮิตไทต์ทำให้ทุกคนต้องงง เพราะเป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวต่างจากภาษาในดินแดนตะวันออกกลางอื่น ๆ

           แต่ที่สุดแล้วเราก็ถอดรหัสภาษานี้ได้จากการค้นพบประโยคหนึ่ง จากประโยคนับพัน จากผู้เชี่ยวชาญภาษาเชค เขาเห็นสัญลักษณ์แทนอาหารบางอย่างที่มีลักษณะร่วมกับภาษาโบราณหลายภาษา แต่ต่อมาเขาก็พบบางอย่างที่สะดุดตานั่นคือคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คำ คือคำว่า "วาทา (water)" หรือน้ำในภาษาอังกฤษ ในทำนองเดียวกันกับคำว่า "เอสซา" ทำให้นึกถึงคำว่า "เอตตูม" ในภาษาเยอรมันโบราณ ซึ่งแปลว่ากิน ที่มีเสียงคล้ายกันมาก พอนำมารวมกันก็แปลว่า "ดื่มน้ำ"และเมื่อแปลทั้งประโยคก็แปลความได้ว่า "คุณกำลังกินอาหารและดื่มน้ำ" ด้วยวิธีนี้ทำให้เขาสามารถแปลประโยคภาษาฮิตไทต์ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30,000 ปี

1-7 of 7