การนำทาง

ประวัติกรุงเทพมหานคร

Bangkok

กรุงเทพมหานคร เดิมเรียกกันว่า "เมืองบางกอก" ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองบางกอกขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ แทนกรุงธนบุรี โดยสืบทอดศิลปวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก หรือตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 แล้วทรงเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2325 และพระราชทานนามพระนครนี้ว่า "กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถานอมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยะ วิษณุกรรมประสิทธิ์" ซึ่งมีความหมายว่า "พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้"
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจาก บวรรัตนโกสินทร์ เป็น อมรรัตนโกสินทร์ และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น "จังหวัดพระนคร"
ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2514 รัฐบาลได้รวม จังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรีเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และภายหลังการปรับปรุงการปกครองใหม่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร แต่นิยมเรียกกันว่ากรุงเทพฯ

การปกครอง

กรุงเทพมหานครมีลักษณะเป็นเขตการปกครองพิเศษ (หนึ่งในสองเขต อีกแห่งคือ พัทยา) ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้ง และเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน อยู่ในตำแหน่งตามวาระคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง และมีการแต่งตั้งปลัดกรุงเทพมหานครร่วมบริหารงาน การดำเนินงานมีสภากรุงเทพมหานครที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงทำงานร่วมด้วย
ผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และปลัดกรุงเทพมหานครคนปัจจุบันคือ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน

  • ตราของกรุงเทพมหานคร เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระหัตถ์ทรงสายฟ้า ผู้ทรงออกตรานี้คือ
  • ต้นไม้ประจำกรุงเทพมหานคร คือ ต้นไทรย้อยใบแหลม (Ficus benjamina)
  • คำขวัญของกรุงเทพมหานคร :ช่วยชุมชนแออัด ขจัดมลพิษ แก่ปัญหารถติด ทุกชีวิตรื่นรมย์

การปกครองในกรุงเทพมหานครแบ่งออกเป็น 50 เขตการปกครอง


ความเป็นมาการปกครองท้องถิ่นไทย “กรุงเทพมหานคร”
   
              ประมาณปี พ.ศ.2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงให้จัดการปกครองกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นนครหลวง แบบ Board of Councellership พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการที่มีความรู้ความเข้าใจงานปกครองท้องถิ่น รวมกันเป็นคณะกรรมการ Committee จัดบริหารนครหลวง คือ กรุงเทพมหานครในรูปแบบเทศบาล การทำงานของ คณะกรรมการ Committee ล่าช้า จึงทรงยกเลิกคณะกรรมการ Committee   ให้ใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ให้เสนาบดีกระทรวงเมืองต่อมา คือ กระทรวงนครบาล ปกครองบังคับบัญชามณฑลพระนคร ประกอบด้วยพื้นที่ พระนครธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ ธัญบุรี มีนบุรี

              ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้โอนกระทรวงนครบาลมารวมกับกระทรวงมหาดไทย ให้จัดตั้งตำแหน่งสมุหพระนครบาล ปกครองมณฑลกรุงเทพ  โดยใช้ระเบียบข้อบังคับพิเศษที่แตกต่างจากมณฑลอื่นๆ

              หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ในปีต่อมาได้มีการประกาศยกเลิกมณฑล จัดให้มีระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็น จังหวัด อำเภอ ดังนั้น มณฑลกรุงเทพจึงถูกยกเลิกไปด้วย พื้นที่นครหลวง จึงเป็นเพียง จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี

              ในปี พ.ศ.2476 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล ได้กำหนดให้ท้องถิ่นที่จะยกฐานะการปกครองท้องถิ่นเป็นเทศบาลนครได้ ต้องมีขนาดประชากร 30,000 คนขึ้นไป และมีการกระจายตัวเชิงพื้นที่ ไม่ต่ำกว่า 1,000 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร

              ต่อมาในปี พ.ศ.2479 ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2480 เทศบาลนครกรุงเทพเริ่มเปิดดำเนินการ ส่วนเทศบาลนครธนบุรีเปิดดำเนินการ เมื่อ 21 เมษายน พ.ศ.2480 เทศบาลทั้งสองดำเนินการมาตลอดจนถึง พ.ศ.2514 จึงมีการรวมเทศบาลทั้งสองเข้าด้วยกันเป็น “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 24 โดยจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ (รศ. สนธิ์ บางยี่ขัน, 2540:424) กำหนดให้ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกว่า “ผู้ว่าราชการนครหลวงกรุงเทพธนบุรี” และมีรองผู้ว่าราชการ สองคน

              องค์กรของการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ฝ่ายนิติบัญญัติ เรียกว่า “สภานครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ฝ่ายบริหาร เรียกว่า “องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี”

             ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 25 ให้เหตุผลในการรวมเทศบาลนครกรุงเทพ กับเทศบาลนครธนบุรีเข้าด้วยกันว่า เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การบริหารราชการ และความสะดวกสบายของประชาชน สมควรจัดรูปแบบการปกครองเป็นพิเศษ เพื่อให้บริหารท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

             สมาชิกสภานครหลวง และผู้บริหารนครหลวง มาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และให้ผู้ว่าราชการนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหารในสถานภาพ นายกเทศมนตรี โดยตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ในการบริหารงาน ให้เป็นไปตามกำหมายว่าด้วยเทศบาล และตามข้อกำหนดของกระทรวงมหาดไทย และอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง  การดำเนินงานของเทศบาลนครหลวงกรุงเทพธนบุรีสิ้นสุดลงภายในระยะเวลา 1 ปี โดยมีการประกาศยกเลิกตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2515 จัดการปกครองรูปแบบพิเศษ “กรุงเทพมหานคร” (Bangkok Metropolis) มีฐานะเป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี การดำเนินกิจการได้รวมกิจการของนครหลวงกรุงเทพธนบุรี องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เทศบาลนครหลวง สุขาภิบาลนครหลวง เข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้การพัฒนานครหลวงมีประสิทธิภาพ ในทิศทางเดียวกัน

* ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ได้จัดรูปการปกครองจากนครหลวงกรุงเทพธนบุรีและเทศบาลนครหลวง มาเป็น "กรุงเทพมหานคร" โดยรวมกิจการ ของนครหลวงกรุงเทกรุงเทพธนบุรี องค์การบริหารนครหลวง กรุงเทพ ธนบุรี เทศบาลนครหลวง และสุขาภิบาล ในเขตนครหลวงมาเป็น "กรุงเทพมหานคร" และได้จัดระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครใหม่ เป็นลักษณะผสม ระหว่าง ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ให้มีฐานะ เป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งโดย คณะรัฐมนตรี เป็น ผู้รับผิดชอบ   

             ต่อมาได้เกิดความไม่สงบในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 ประกาศขึ้นใช้โดยมี มาตรา 16 บัญญัติว่า การปกครองท้องถิ่นทุกระดับรวมทั้งนครหลวง ให้มีสภาท้องถิ่นและผู้บริหาร หรือคณะผู้บริหารปกครองท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นนั้น

             ในปีพ.ศ.2518 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ขึ้นใน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2518 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ได้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 และตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518  มาตรา 6 ได้บัญญัติให้กรุงเทพมหานคร แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็นเขต และแขวงสำหรับพื้นที่เขต คือ อำเภอเดิม ส่วนพื้นที่แขวง คือ ตำบลเดิม และ พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว กำหนดให้กรุงเทพมหานคร เป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง มีผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้ง และเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน อยู่ในตำแหน่งตามวาระ คราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง ซึ่งกรุงเทพมหานครได้จัดให้มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2518
             
             แต่การเลือกตั้งครั้งนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะมิได้อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปีทั้งนี้เพราะได้เกิดการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ จนไม่สามารถที่จะประสานกัน ได้จึงทำให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภากรุงเทพมหานคร ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยคำสั่งของ นายกรัฐมนตรี นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2520

             ด้วยเหตุ ตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทำให้กรุงเทพมหานครเข้ายุคแห่งการมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร มาจากการแต่งตั้งอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ลงมติรับหลักการเป็นเอกฉันท์ให้ความเห็นชอบกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 โดยพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเขต ภายใน 30 วัน ซึ่งวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร กำหนดในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2528 สำหรับสมาชิกสภาเขต ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2528 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่กฎหมายกำหนดให้มีสมาชิกสภาเขต.

กรุงเทพมหานคร คือราชธานี (เมืองหลวง) ของราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ โปรดให้สร้างขึ้นบนฝั่งซ้ายหรือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อประกาศพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก แห่งพระราชวงศ์จักรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้มีพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เวลาย่ำรุ่ง ๔๕ นาที (๐๖.๔๕ น.) พระราชทานนามเมืองนี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ ราชธานีบุรีรมย์ อุดมนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัติยวิษณุกรรมประสิทธิ" (สมัยรัชกาลที่ ๔ เปลี่ยนเป็น  "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ")

เมื่อแรกสร้างกรุงเทพ ฯ คงมีพื้นที่เฉพาะเขตกำแพงเมืองเท่านั้น คือ กำแพงเมืองยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร ด้านตะวันออก เลียบตามแนวคูเมืองที่ขุดแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางลำพู  มาออกแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านทิศใต้ใกล้สะพานพุทธยอดฟ้า ฯ เรียกว่า คลองบางลำพู และคลองโอ่งอ่างด้านตะวันตก ใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นคูเมือง แต่มิได้สร้างกำแพงเมืองเหมือนด้านตะวันออก รายรอบกำแพงเมืองและริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีป้อมอยู่ ๑๔ ป้อม มีประตูเมืองขนาดใหญ่ ๑๖ ประตู ประตูเมืองขนาดเล็ก ที่เรียกว่าช่องกุดอีก ๔๗ ประตู
เนื้อที่ในครั้งนั้นมีเพียง ๒,๑๖๓ ไร่ พื้นที่นอก กำแพงเป็นทุ่งนาปลูกข้าว

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
สถานที่สำคัญในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีดังนี้ 
พระมณฑป
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงสร้างไว้สำหรับ เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎก ซึ่งบรรจุไว้ในตู้มุก รูปทรงเดียวกันกับพระมณฑป
ปราสาทพระเทพบิดร
เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของ พระมหากษัตริย์แห่งพระราชจักรีวงศ์ที่สวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ  ทรงสร้างขึ้น โดยมีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระแก้วมรกต ขึ้นไปประดิษฐานไว้เสมอกับพระธรรม แต่เนื่องจาก มีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะประกอบพระราชพิธีได้  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ จึงได้อัญเชิญพระบรมรูปของ พระมหากษัตริย์ทั้งห้าพระองค์ มาประดิษฐานไว้แทน และได้โปรดเกล้า ฯ ให้ประชาชนเข้าถวายบังคม พระบรมรูปในปราสาทนี้ได้ ในวันที่ ๖ เมษายน ของทุกปีที่เรียกว่า วันที่ระลึกมหาจักรี
พระศรีรัตนเจดีย์
  เป็นพระเจดีย์ประดับกระเบื้องสีทองสององค์  คือ พระเจดีย์บริเวณหน้าปราสาทพระเทพบิดร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงสร้างขึ้นไว้ตามประเพณีของวัด  ซึ่งโดยมากเมื่อสร้างวัดแล้ว จะต้องสร้างเจดีย์คู่กันไปด้วย ส่วนเจดีย์องค์หลังมณฑป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงสร้างตามแบบเจดีย์สุโขทัย 
นครวัดจำลอง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ช่างจำลองแบบนครวัดจากกัมพูชามาตั้งไว้ บนลานพระมณฑป
 อนุสาวรีย์ประจำรัชกาล
ตั้งอยู่บนไพทีเดียวกับปราสาทพระเทพบิดร พระมณฑป พระรัตนเจดีย์ และนครวัดจำลอง อนุสาวรีย์มี ๓ องค์ ประดิษฐานบุษบกตั้งพานวางตราประจำรัชกาล มีฉัตรล้อม และมีช้างเผือกประจำรัชกาล หล่อด้วยทองสำริด อยู่ที่เชิงอนุสาวรีย์ อนุสาวรีย์องค์หนึ่ง ประดิษฐานตราประจำรัชกาลที่ ๑,๒ และ ๓ อนุสาวรีย์องค์ที่สอง ประดิษฐานตราประจำรัชกาลที่ ๔  อนุสาวรีย์องค์ที่สาม ประดิษฐานตราประจำรัชกาลที่ ๕ 
วิหารยอด
มีพระแท่นศิลาอาสน์ของสมเด็จพระเจ้ารามคำแหงมหาราช ตั้งไว้ในวิหารนี้ 
ศาลารายรอบพระอุโบสถ 
มีทั้งหมด ๑๒ หลังด้วยกัน สร้างไว้เพื่อให้เด็กนักเรียนมานั่งอ่านหนังสือทางพุทธศาสนา เพื่อให้ประชาชนฟัง ในเวลามีงาน กิจกรรมนี้มีมานาน แต่ปัจจุบัน ได้เลิกไปแล้ว
หอราชกรมานุสรณ์ และหงสานุสรณ์
ตั้งอยู่ข้างพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงสร้างไว้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป อุทิศถวายเท่าจำนวน พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ภาพลายเขียนในหอนี้เป็นฝีมือของขรัวอินโข่ง จิตรกร มีชื่อของไทยในยุครัตนโกสินทร์  ที่ริเริ่มเขียนภาพแบบชาวตะวันตก อีกหอหนึ่งสร้างอุทิศถวายพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
หอพระนาค
ตั้งอยู่หลังมณฑป เป็นที่เก็บอัฐิของเจ้านายในราชวงศ์จักรี  
หอมณเฑียรธรรม
กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้างถวายเป็นที่เก็บหนังสือต่าง ๆ และมีเครื่องมุกของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ เก็บไว้ด้วย 
หอพระคันธาราฐ
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางคันธาราฐ ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปปางที่เรียกฝนได้ 
หอระฆัง
สำหรับแขวนระฆัง มิได้สร้างในยุคแรก แต่ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างมาจากวัดสระเกศ 
  พระระเบียง

เป็นที่สำหรับคนพัก ตามฝาผนังคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เขียนภาพเรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่ต้นจนจบ และห้องหนึ่ง ๆ จะมีโคลงสี่สุภาพจารึกบนแผ่นศิลาตามเสาอธิบายภาพประกอบด้วย มีทั้งหมด ๑๗๘ ห้อง  มีโคลง ๔,๙๘๔ บท 
พระปรางค์ ๘ องค์
เรียงเป็นแถวทางหน้าวัด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงสร้างขึ้นไว้ 
รูปต่าง ๆ
มีรูปพระฤาษีมีแท่นบดยาอยู่ตรงหน้า เข้าใจว่าเป็นหมอชีวกโกมารภัทรแพทย์ประจำพระองค์ ของสมเด็จพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   
รูปยักษ์และกินนร กินนรี มีไว้เพื่อให้เป็นผู้เฝ้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ 
รูปสิงห์หน้าอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงนำมาจากเขมร 
หลักเมืองกรุงเทพมหานคร
การสร้างหลักเมืองเป็นประเพณีของไทยมาแต่สมัยโบราณ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการสร้างเมืองต่าง ๆ เพื่อให้เป็นสิ่งที่คู่กันกับเมืองที่สร้างขึ้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ เมื่อทรงสร้างกรุงเทพมหานคร ฯ ได้ทรงประกอบพิธีสร้างหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 ได้ดวงชะตาของเมืองลงในแผ่นทองคำ ดังนี้
ลัคนาสถิตราศีเมษ กุมอาทิตย์
เกตุอังคารอยู่ราศรีพฤกษภ มฤตยูอยู่ราศีเมถุน
จันทร์ราศีกรกฎ เสาร์และพฤหัสราศีธนู
ราหูศุกร์ และพุธราศีมีน
เสาหลักเมืองเป็นไม้ชัยพฤกษ์มีไม้แก่นจันทร์ประทับนอก ขนาดยาว ๑๘๗ นิ้ว ลงรักปิดทอง มีเม็ดยอดสวมที่ปลายหลัก ภายในกลวงเป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชาตาพระนคร มียันต์โสฬสมงคล ทำด้วยแผ่นศิลาสำหรับรองเสาหลักเมือง มียันต์พระไตรสรณาคมน์ ทำด้วยแผ่นเงิน ปิดที่ปลายเสาหลักเมือง และ ยันต์องครักษ์
ธาตุทั้งสี่ทำด้วยแผ่นเงินเช่นกัน สำหรับปิดที่ต้นเสาหลักเมือง แล้วขุดดินในพระนครจากทิศทั้งสี่ ปั้นเป็นก้อน สมมติเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ทำพิธีใส่ลงในหลุมสำหรับฝังเสาหลักเมือง แล้ววางแผ่นศิลาบนดินทั้งสี่ก้อน จากนั้นจึงเชิญ เสาหลักเมืองลงหลุมโดยวางบนแผ่นศิลา
หลักเมืองในครั้งนั้นไม่ได้มีสิ่งปลูกสร้างปกคลุมเหมือนปัจจุบัน มีเพียงศาลากันแดดกันฝนเท่านั้น ไม่มีเทพารักษ์รวมอยู่ด้วย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ ตัวศาลเป็นรูปปรางค์ยอดตามแบบเดิม ที่กรุงศรีอยุธยา แล้วจัดพระราชพิธีบรรจุ พระชาตาพระนคร โดยจารึกลงบนแผ่นสุพรรณบัฎในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเชิญบรรจุบนยอดหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรมเก้าค่ำ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช 1215 ตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2396


เทพารักษ์ประจำพระนคร
ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง มีทั้งหมด 5 องค์ด้วยกัน คือ
พระเสื้อเมือง     เป็นรูปเทพารักษ์ ยืนบนฐานสิงห์ พระเศียร ทรงมงกุฎยอดชัย สวมสนับเพลาเชิงงอน นุ่งภูษาทับด้วยชายไหว ชายแครง ประดับด้วยสุวรรณกระถอบ คาดปั้นเหน่งรัดพัสตร์ ต้นพระพาหารัดด้วย พาหุรัด ใส่สังวาล ตาบทิศ ทับทรวง สวมทองพระกร ทองพระบาท ฉลองพระบาท พระหัตถ์ซ้ายถือคทา พระหัตถ์ขวาชูขึ้นในระดับนลาต คล้ายกับจะถือของ สูงประมาณ ๙๓ เซนติเมตร หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ปิดทอง
พระเสื้อเมือง เป็นเทพารักษ์คุ้มครองป้องกันทั้งทางบกและทางน้ำ รักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขปราศจากอริราชศัตรูมารุกราน
พระทรงเมือง     เป็นรูปเทพารักษ์ มีลักษณะเหมือน พระเสื้อเมืองทุกประการ เพียงแต่ถือพระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ซ้าย เป็นเทพารักษ์รักษาการปกครอง ดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
เจ้าพ่อเจตคุปต์     เป็นรูปเทพารักษ์ จำหลักด้วยไม้ ทรงเครื่องเหมือนพระเสื้อเมือง แต่มีรูปนาครัดที่ข้อพระพาหา ไพล่ไปเบื้องหลัง พระกรทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระ ปัจจุบันหักหายไป เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่จดบันทึกความชั่วร้ายของมนุษย์ ที่ตายไปแล้วนำเสนอต่อพระยมม
พระกาฬไชยศรี     เป็นรูปเทพารักษ์ หล่อด้วยสำริด มีสี่กร ประทับบนหลังนกแสก ซึ่งเกาะอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมปิดทอง ทรงมงกุฎ และฉลองพระองค์เหมือนพระเสื้อเมือง พระหัตถ์ทั้งสี่น่าจะถือเทพอาวุธ แต่ได้หักหายไป เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่นำวิญญาณมนุษย์ผู้ทำบาปไปสู่ยมโลก
เจ้าพ่อหอกลอง     รูปเทพารักษ์ หล่อด้วยสำริดปิดทอง สูง ๑๐๕ เซนติเมตร ทรงเครื่องเหมือนพระเสื้อเมือง พระหัตถ์ทั้งสอง ชูเสมอพระอุระ มีนาครัดที่ข้อพระพาหาไพล่ไปเบื้องหลัง เดิมอยู่ที่ศาลใต้หอกลอง ซึ่งเป็นตึกโบราณสามชั้น ขนาดเล็ก แต่สูงทรงยอดเกี้ยว อยู่ในสวนเจ้าเชตุ อันเป็นที่ตั้งของกรมการรักษาดินแดนปัจจุบัน ได้แก้ไขเป็นยอดมณฑปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ และหอกลองนี้ได้รื้อออกไปเพราะไม่ได้ใช้งานแล้ว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เป็นเทพารักษ์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน
หอกลองและกลองประจำพระนคร
ในสมัยโบราณมีการใช้ประโยชน์จากกลองเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ระดับกลุ่มชน ในฐานะเครื่องดนตรี กองทัพในฐานะกลองศึก และบ้านเมืองในฐานะที่ใช้ตีบอกสัญญาณต่าง ๆ ในความเป็นอยู่ประจำวัน แมัแต่วัดในพระพุทธศาสนา ก็ใช้ประโยชน์จากสัญญาณการตีกลอง ในการปฏิบัติสมณกิจประจำวัน
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการสร้างหอกลองประจำเมือง โดยให้อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมพระนครบาล ลักษณะของหอกลองเป็นหอสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้ สูง ๑ เส้น ๑๐ วา หลังคาเป็นทรงยอดสูง แต่ละชั้นจะมีกลองอยู่ประจำชั้น ดังนี้

ชั้นบน เป็นที่ตั้งของกลองขนาดเล็ก มีชื่อว่า "มหาฤกษ์" ใช้ตีเมื่อมีข้าศึกเข้ามาประชิดพระนคร

ชั้นกลาง เป็นที่ตั้งของกลองขนาดกลาง มีชื่อว่า "พระมหาระงับดับเพลิง" ใช้ตีเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อเกิดเหตุ เพลิงไหม้บริเวณรอบพระนคร จะตีกลองนี้ ๓ ครั้ง ถ้าเพลิงไหม้บริเวณเชิงกำแพงเมือง หรือบริเวณกำแพงเมือง จะตีกลองนี้ตลอดเวลา จนกว่าเพลิงจะดับ

ชั้นล่าง หรือเรียกอีกอย่างว่า ชั้นต้น จะเป็นที่ตั้งของกลองขนาดใหญ่ มีชื่อว่า "พระทิวาราตรี" ใช้ตีบอกเวลา เริ่มตั้งแต่ เวลาเช้า เวลาเที่ยง และเมื่อตะวันยอแสงเวลาพลบค่ำ นอกจากนั้นก็จะตีในโอกาสที่จะมีการประชุม เรียกว่า ย่ำสันนิบาต

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างหอกลองประจำเมือง  ขึ้นที่บริเวณใกล้คุกเก่าที่หับเผย ตรงข้ามกับวัดพระเชตุพน ปัจจุบันคือที่ตั้งกรมการรักษาดินแดน หอกลองมีลักษณะเช่นเดียวกับ สมัยกรุงศรีอยุธยา ยอดมณฑป ภายในประดิษฐานกลองขนาดใหญ่ ๓ ใบ

กลองย่ำพระสุริย์ศรี ขนาดกว้าง ๘๒ เซนติเมตร ยาว ๘๒ เซนติเมตร สำหรับตีบอกเวลา

กลองอัคคีพินาศ มีขนาดกว้าง ๖๐ เซนติเมตร ยาว ๖๑ เซนติเมตร สำหรับตีเมื่อเกิดเพลิงไหม้

กลองพิฆาตไพรี มีขนาดกว้าง ๔๔ เซนติเมตร ยาว ๔๖ เซนติเมตร สำหรับตีเมื่อเกิดศึกสงคราม

ป้อมรอบกำแพงกรุงเทพมหานคร 

ป้อมรอบกำแพงพระนครทั้ง ๑๔ ป้อม ส่วนใหญ่ได้รื้อออกไปหมดแล้ว คงเหลือเพียง ๒ ป้อม คือ ป้อมพระสุเมรุ และป้อมมหากาฬ มีชื่อและที่ตั้ง ดังต่อไปนี้ 

๑. ป้อมพระสุเมรุ  ตั้งอยู่ที่มุมกำแพงเมือง ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ใต้ปากคลองบางลำภู ป้อมนี้ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และนับว่าเป็นป้อมที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง 
๒.  ป้อมยุคนธร  ตั้งอยู่บนกำแพงเมืองด้านเหนือ บริเวณเหนือวัดบวรนิเวศ ฯ
๓.  ป้อมมหาปราบ  ตั้งอยู่บนกำแพงเมืองด้านเหนือ 
             ป้อมพระสุเมรุ         
๔.  ป้อมมหากาฬ  ตั้งอยู่บนกำแพงด้านตะวันออก ใต้ประตูพฤฒิมาศ บริเวณสะพานผ่านฟ้า ป้อมนี้อยู่ในสภาพ  สมบูรณ์ดีทุกประการ 
๕.  ป้อมหมูทลวง  ตั้งอยู่บนกำแพงด้านตะวันออก  ตรงหน้าเรือนจำพระนครเก่า 
๖.  ป้อมเสือทะยาน  ตั้งอยู่บนกำแพงเมืองด้านตะวันออก เหนือประตูสามยอด บริเวณสะพานเหล็กบน 
         ป้อมมหากาฬ         

๗.  ป้อมมหาไชย  ตั้งอยู่บนกำแพงเมืองด้านตะวันออก บริเวณหน้าวังบูรพาภิรมย์ 

๘.  ป้อมจักรเพชร  ตั้งอยู่ทางด้านใต้ เหนือปากคลองโอ่งอ่าง ใต้วัดราษฎร์บูรณะ (วัดเลียบ) เป็นป้อมสำคัญทางด้านใต้ 

๙.  ป้อมผีเสื้อ  ตั้งอยู่ทางด้านใต้ ตรงปากคลองตลาด 

๑๐. ป้อมมหาฤกษ์  ตั้งอยู่ทางด้านใต้ เหนือปากคลองตลาดขึ้นไป บริเวณโรงเรียนราชินีล่าง 

๑๑. ป้อมมหายักษ์  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก ตรงวัดพระเชตุพน 

๑๒. ป้อมพระจันทร์  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก ริมท่าพระจันทร์ ตรงมุมวัดมหาธาตุด้านตะวันตกเฉียงเหนือ 

๑๓. ป้อมพระอาทิตย์ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก มุมพระราชวังบวร ฯ ตรงพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ 

๑๔. ป้อมอิสินธร  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก 

นอกจากนั้น ยังมีป้อมที่อยู่นอกกำแพงเมือง สร้างขึ้นภายหลังเมื่อได้ขุดคลองผดุงกรุงเกษมแล้ว บางป้อมอยู่ทาง  ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีอยู่ ๗ ป้อมด้วยกัน คือ 
๑.  ป้อมปราบปัจจามิตร  อยู่ทางฝั่งตะวันตกของ แม่น้ำเจ้าพระยา ริมปากคลองสาน 
๒.  ป้อมปิดปัจจานึก  อยู่ริมปากคลองผดุงกรุงเกษม ทางด้านใต้ 
๓. ป้อมผลาญศัตรูราบ  อยู่ใต้วัดเทพศิรินทร์ ฯ ริมถนนพลับพลาไชย 
>
         ป้อมมหากาฬ         

๔. ป้อมปราบศัตรูพ่าย  อยู่ใต้ตลาดนางเลิ้ง ตรงหมู่บ้านญวน ข้างบริเวณวัดสมณานัมบริหาร 

๕.  ป้อมทำลายแรงปรปักษ์  อยู่เหนือวัดโสมนัสวิหาร 

๖.  ป้อมหักกำลังดัสกร  อยู่ปากคลองผดุงกรุงเกษม ด้านทิศเหนือ 

๗.  ป้อมวิชัยประสิทธิ์  อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวง 

พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ
 
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้มีชื่อเหมือน พระเจดีย์ภูเขาทองที่กรุงศรีอยุธยา เป็นภูเขาที่ก่อด้วยอิฐ  พระเจดีย์บนยอดภูเขาทอง สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ และทรงพระราชทาน นามว่า พระบรมบรรพต สร้างเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เป็นเจดีย์แบบกลม ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่ขุดพบที่เนินเจดีย์เมืองกบิลพัสดุ์ อุปราชประเทศอินเดีย ส่งมาทูลเกล้าถวายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เป็นเจดีย์แบบกลม ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบที่เนินเจดีย์เมือง กบิลพัสดุ์ อุปราชประเทศ อินเดียวส่งมาทูลเกล้าถวาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๑  ภูเขาทองสูง ๑ เสัน ๑๙ วา ๒ ศอก  วัดโดยรอบได้ ๘ เส้น ๕ วา มีบันไดเวียน ขึ้น ๒ ทาง ได้มีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙  ในการนี้ได้ปูกระเบื้องโมเสก สีทองตลอดองค์เจดีย์ และสร้างพระเจดีย์ทิศขึ้นทั้ง ๔ มุม 


เสาชิงช้า

ตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นเสาชิงช้าขนาดใหญ่ โครงยึดหัวเสาทั้งคู่ แกะสลักอย่างสวยงาม ทั้งหมดทาสีแดงชาด ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่

เสาชิงช้าใช้ในพิธีโล้ชิงช้าซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีตรียัมปวาย  เป็นการต้อนรับพระอิศวรซึ่งเป็นหนึ่งในสามเทพเจ้า ของศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดู เสด็จลงสู่โลกในวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนยี่ มีการแห่พระเป็นเจ้าไปถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระเป็นเจ้าเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์ก็ได้เชิญเทวดาองค์อื่น ๆ มาเฝ้าและมาร่วมพิธีด้วย ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระคงคา และพระธรณีเทวดาเหล่านี้ พราหมณ์จะแกะเป็นเทวรูปลงในไม้กระดานสามแผ่น เมื่อทำการบูชาในเทวสถานแล้ว จะนำไปปักในหลุมหน้าโรงพิธีนั่งดูโล้ชิงช้า หันหน้ากระดานเข้าหาที่มีพระยายืนชิงช้าจะมานั่ง เรียกว่ากระดานลงหลุม ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือนยี่

พระราชพิธีตรียัมปวาย ทำที่เทวสถานสำหรับพระนคร 3 เทวสถาน คือ เทวสถานพระอิศวร เทวสถานพระมหาวิฆเนศวร และเทวสถานพระนารายณ์ โลกบาลทั้งสี่ (พระยายืนชิงช้า และนาลิวัน) จึงต้องโล้ชิงช้าถวายและรับน้ำเทพมนตร์

ท้องสนามหลวง

ท้องสนามหลวง  เป็นสนามกว้างใหญ่อยู่ทางด้านเหนือของพระบรมมหาราชวัง เป็นสถานที่สำคัญมาแต่เดิม ของกรุงเทพ ฯ แห่งหนึ่ง ในสมัยแรกของกรุงเทพ ฯ นั้น บริเวณนี้เรียกว่า ทุ่งพระเมรุเพราะเคยเป็น สถานที่ตั้งพระเมรุ พระราชทานเพลิงศพเจ้านายพระองค์ต่าง ๆ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่า ชื่อทุ่งพระเมรุนี้ฟังไม่เป็นมงคล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า ท้องสนามหลวง สืบมาจนถึงทุกวันนี้

ท้องสนามหลวง  เป็นสถานที่สำหรับชาวพระนครได้พักผ่อน และเป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในฤดูร้อนเป็นสถานที่เล่นว่าวปักเป้าและว่าวจุฬา รอบบริเวณสนามหลวง ล้วนเป็นที่ตั้งของสิ่งสำคัญคู่กรุงเทพ ฯ เช่น ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง กระทรวงกลาโหม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง มหาวิทยาลัยศิลปากร วัดมหาธาตุยุวราชรัง-สฤษดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ อนุสาวรีย์ทหารอาสา (สงครามโลกครั้งที่ 1) แม่พระธรณี และกระทรวงยุติธรรม

ถนนราชดำเนินในซึ่งต่อจากถนนราชดำเนินกลาง จะทอดผ่านด้านตะวันออกของท้องสนามหลวง ไปโดยตลอดรอบสนามหลวงจะปลูกต้นมะขามไว้โดยรอบเป็นที่ร่มรื่น สดชี่นสวยงามยิ่งนัก

พระบรมรูปทรงม้า

พระบรมรูปพระองค์นี้ เป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ  ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนพ่อค้า ประชาชน ทั้งปวงได้ร่วมใจกันสมทบทุนสร้างถวายโดยเห็นว่า พระองค์เสวยราชสมบัติมานานปีกว่า สมเด็จพระมหากษัตริย์พระองค์อื่น ๆ ในอดีตกาลและตลอดเวลาที่ครองราชย์อยู่พระองค์ท่านได้ทรงใช้ ความพยายามทุกวิถีทางที่จะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองและอาณาประชาชน พระองค์ท่านจึงได้ทรงรับความรักใคร่และเคารพบูชาของชนทั้งปวง ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประชาชนทุกหมู่เหล่า จึงร่วมใจกันจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ถวายพระเกียรติแก่พระองค์ พร้อมใจกันบริจาคเงินถวายเป็นราชพลี สร้างพระบรมรูปของพระองค์ท่าน เป็นรูปทรงม้าหล่อด้วยโลหะ ขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริง ประดิษฐานไว้ ณ พระลานหน้าพระราชวังดุสิต

พระองค์ท่าน ได้ทรงพระกรุณาให้มีพระราชพิธีเปิดพระบรมรูปทรงม้าพระองค์นี้ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
พิพิธภัณฑ์นี้ อยู่ในเขตตอนหนึ่งในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เดิมตั้งอยู่ที่ถนนหน้าพระธาตุ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพ ฯ

การจัดพิพิธภัณฑ์ จัดโดยใช้พระที่นั่งต่าง ๆ แห่งพระราชวัง สถานมงคลเป็นที่ตั้งแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น "พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน" เป็นที่รวบรวมหนังสือ ตัวเขียน ใบลาน สมุดข่อย และหลักศิลาจารึกโบราณ ที่สำคัญที่สุดคือ ศิลาจารึกของพระเจ้ารามคำแหงมหาราช  "พระที่นั่งพุทไธสวรรค์" เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระพุทธสิหิงค์  "พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย"  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และเทวรูปต่าง ๆ ในศาสนาพราหมณ์ เป็นต้น

ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ  ให้เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ซึ่งต่อมาได้เป็น จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งโรงทหารหน้าขึ้น ณ ที่ตั้งกระทรวงกลาโหมปัจจุบัน ซึ่งในเวลานั้นเป็นที่ตั้งของฉางหลวงเก่า อยู่ข้างศาลหลักเมือง โดยมีขอบเขตทางด้านตะวันออก นับจากฉางข้าวเลียบไปตามริมคลองหลอด ถึงสะพานช้างโรงสี กว้าง ๓ เส้น ๑๐ วา ส่วนยาววัดจากศาลหลักเมืองถึง ฉางข้าวริมคลองหลอด ยาว ๕ เส้น สร้างเป็นอาคารตึก ๓ ชั้น ค่าก่อสร้าง ๗,๐๐๐ ชั่ง (๕๖๐,๐๐๐ บาท) เครื่องตกแต่งและเครื่องประกอบเป็นเงิน ๑๒๕ ชั่ง (๒๐,๐๐๐ บาท) จุทหารได้ประมาณ ๑ กองพลน้อย สามารถบรรจุกำลังพล อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ เสบียงอาหาร รวมทั้งโรงครัวของกรมทหารหน้าไว้ได้หมด โดยจัดแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์ ดังนี้

ด้านหน้า ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวัดพระแก้ว เฉพาะตอนกลางเป็นมุข ๓ ชั้น ชั้นบนเป็นที่เก็บสรรพาวุธ และเป็นพิพิธภัณฑ์ทหาร ชั้นกลางเป็นที่ประชุมนายทหาร ชั้นล่างเป็นที่ฝึกหัดการฟันดาบ
ด้านขวา ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ชั้นบนเป็นที่อยู่ของทหาร ชั้นกลางเป็นที่ประชุมอบรมทหาร ชั้นล่างเป็นคลังเก็บยุทธภัณฑ์และครุภัณฑ์ หน่วยทหารที่อยู่ทางด้านนี้มี ทหารปืนใหญ่ โรงพยาบาลทหาร โรงม้า และโรงฝึกม้า
ด้านซ้าย อยู่ทางทิศใต้ จัดแบบด้านขวา หน่วยทหารมี ทหารราบและทหารช่าง ปลายสุดของด้านนี้สร้างเป็น หอนาฬิกา ชั้นล่างของหอเป็นเครื่องสูบน้ำ และโรงงานของทหารช่าง ชั้นสองเก็บยุทธภัณฑ์ ชั้นสามเป็นถังเก็บน้ำ ชั้นสี่เป็นหน้าปัทม์นาฬิกา ซึ่งมองเห็นได้สองด้าน ชั้นห้าเป็นที่รักษาการณ์ และที่ตรวจการณ์ มีไฟฉายและโทรศัพท์พร้อม
ด้านหลัง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก มีสระน้ำให้ใช้อาบ ซักเสื้อผ้าและหัดว่ายน้ำ มีฉางข้าวสำหรับเก็บข้าวสาร สำหรับเลี้ยงทหาร มีโรงครัวประกอบเลี้ยง

อาคารหลังนี้สร้างเสร็จ และทำพิธีเปิดใช้เป็นโรงทหารหน้า เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๗

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้ยกฐานะกรมยุทธนาธิการเป็นกระทรวงยุทธนาธิการ และได้ตั้งกองบัญชาการ อยู่ ณ ที่นี้ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ขนานนามโรงทหารนี้ว่า ศาลายุทธนาธิการ
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้ย้ายที่ว่าการกระทรวงกลาโหม จากศาลาลูกขุนใน ออกมาอยู่ที่ตึกหลังกลาง ด้านหน้าของศาลายุทธนาธิการ และได้เปลี่ยนชื่อว่า ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

ปืนใหญ่โบราณ หน้ากระทรวงกลาโหม

พระพิรุณแสนห่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๐ เมื่อยังคงดำรงพระยศเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริยศึก เป็นคู่กับ ปืนพลิกพสุธาหงาย เป็นชื่อเดิมของปืนที่มีชื่อเสียงสมัยกรุงศรีอยุธยา มีขนาดใหญ่มาก
ปืนกระบอกนี้หล่อด้วยทองสำริด มีลวดลายประดับอย่างโอฬาร มีรูปราชสีห์เผ่นผงาดอยู่ที่เพลา มีห่วงสำหรับยกอยู่ ๔ ห่วง รูชนวนมีรูปนก หน้าสิงห์ขบ ท้ายรูปลูกฟัก ที่กระบอกปืนมีจารึกว่า พระพิรุณแสนห่า ดินบรรจุหนัก ๒๐ ชั่ง ปากลำกล้องกว้าง ๑๙ นิ้ว ยาว ๔ ศอกคืบ ๓ นิ้ว

พญาตานี
นางพญาตานี ศรีตวัน เจ้าเมืองปัตตานี ให้ช่างชาวจีนฮกเกี้ยน ชื่อ หลิม โต๊ะเคี่ยม เป็นผู้สร้าง สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มหาสุรสิงหนาท เมื่อครั้งเสด็จยกทัพไปรบพม่า ที่ยกเข้ามาตีหัวเมือง ภาคใต้ของไทย เมื่อเสร็จศึกแล้ว ได้ทรงนำปืนกระบอกนี้ มาจาก เมืองปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๙
ปืนกระบอกนี้ หล่อด้วยทองสำริด มีห่วงสำหรับยก ๔ ห่วง ท้ายลำกล้องทำเป็นรูปสัตว์ หรือเขางอน ที่เพลาสลักรูปราชสีห์ พญาตานีเป็นปืนที่ยาวที่สุดในบรรดาปืนโบราณที่มีอยู่ ที่กระบอกปืน จารึกว่า "พญาตานี" ดินบรรจุหนัก ๑๕ ชั่ง ปากลำกล้องกว้าง ๑๑ นิ้ว ยาว ๓ วาศอกคืบ ๒ นิ้วกึ่ง

พลิกพสุธาหงาย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงสร้าง โดยให้หล่อที่ หน้าโรงละครใหญ่ ริมถนนประตูวิเศษไชยศรี เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๓๐ หล่อด้วยทองสำริด มีห่วงยก ๔ ห่วง ลำกล้องปืน มีลวดลายประดับ ที่เพลาสลักรูปคชสีห์ รูชนวนมีลายกนก ท้ายลำกล้องเป็นรูปลูกฟัก ที่กระบอกปืนจารึกว่า "พลิกพสุธาหงาย" ดินบรรจุหนัก ๒๐ ชั่ง ปากลำกล้องกว้าง ๑๙ นิ้ว ยาว ๖ ศอกคืบ ๓ นิ้ว เป็นปืนขนาดใหญ่คู่กับ พระพิรุณแสนห่า

Comments