ประวัติศาสตร์ชั้น ม.1

ประวัติศาสตร์ชั้น ม.4

ประวัติศาสตร์ชั้น ม.5

ประวัติศาสตร์ชั้น ม.6

หน้าแรก


โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

 ไม่ได้สอนการศึกษา

แต่เป็นวิธีการศึกษา


ธรรมะคืออะไร 

เมื่อเจ้าทำดี “ธรรมะ” นั้นก็เป็นธรรมที่เที่ยงแท้
หากจิตใจไม่เที่ยงตรง  กายไม่เที่ยงตรง
วาจาไม่เที่ยงตรง  การกระทำไม่เที่ยงตรง
เช่นนี้ แม้ธรรมแท้ก็อาจกลายเป็นธรรมปลอมได้

รู้หน้าที่ตน ก็คือ “ธรรมะ”
ปฏิบัติหน้าที่ตนให้ดี นั่นก็คือ “ธรรมะ”

ดํารงตนอยู่ในโลกนี้  
ทุกแห่งหนล้วนคือความรู้ 
ทุกแห่งหนล้วนมี “ธรรมะ” 
 ต้องหมั่นตรวจตราอยู่เสมอ
มิใช่มาสถานธรรมจึงจะมี “ธรรมะ”  
ถึงจะสามารถ ปฏิบัติธรรมได้
ชีวิตไม่ว่าดำรงอยู่แห่งหนใด
ก็ล้วนปฏิบัติ ธรรมได้เช่นกัน
 
หลักในการดำเนินชีวิต 
เมื่อถึงเวลานอนก็ต้องนอน 
นี่คือ “ธรรมะ”
ไม่ใช่ถึงเวลานอนแต่ไม่นอน 
ไม่ใช่เวลานอนแต่กลับนอน  
นี่ไม่ใช่ “ธรรมะ”
 
ขณะที่เจ้าพูดจาทิ่มแทงคนอื่น
คนที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ ตัวเจ้า !
เมื่อนั้นจะยังคงพูดจาเช่นนั้นต่ออีกหรือไม่
นั่นคือการแสดงออกถึงจิตใจดีงามที่มีอยู่
และ นั่นก็คือ “ธรรมะ”
 
เมื่อเราให้อภัย !
ก็คือธรรมะ

ความสูงส่งล้ำค่าแห่ง “ธรรมะ” นั้น  
อยู่ที่การไม่อาจใช้ภาษาตีความได้นั่นเอง
 
การดำรงตนนั้นก็คือ “ธรรมะ”
ธรรมะนั้นแฝงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ซ่อนเร้นอยู่ในทุกอณู

“ธรรมะ” นั้นล้ำลึก 
แท้จริงก็อยู่ในชีวิตประจำวันของเจ้า  
ไยจะต้องไปฝึกฝนวิชาอื่นใดที่พิสดาร
พลังลึกลับหรือปาฏิหาริย์ หาใช่ธรรมะไม่ !
แต่ “ธรรมะ” เป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญไม่มีพิเศษ
แท้จริงก็อยู่รอบกายเจ้า
แต่อยู่ที่ตัวเจ้าจะใช้มัน  หรือไม่เท่านั้นเอง

“ธรรมะ” เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวเจ้า 
“ธรรมะ” คือหลักธรรมแห่งฟ้า คือจิตที่ดีงาม
“ธรรมะ” นั้นง่ายแก่การบำเพ็ญ 
หากปฏิบัติตามครรลองแห่งฟ้าได้
ก็จะบำเพ็ญได้ง่าย
หลักธรรมแห่งฟ้า ก็คือ
ใจพุทธะ ใจโพธิสัตว์
ใจเมตตากรุณา
ใจกว้างให้อภัย ใจจริงบริสุทธิ์

เราทุกคนหากทำสิ่งใดควรมีจุดมุ่งหมาย 
แต่มิใช่ ใจมีแผนการเงื่อนงำ  นั้นเป็นสิ่งไม่ดี
ควรใช้จิตใจซื่อตรงจริงใจปฏิบัติต่อผู้อื่น  
ช่วยคลี่คลายปมปัญหาให้แก่ผู้อื่น
นั่นจึงจะเป็น “ธรรมะ” !

รักษาเวลาอันมีค่าทุกขณะ
ในเวลานั้นเจ้าทำอะไรอยู่
รักษาเวลาช่วงนั้นไว้
นั่นก็คือ “ธรรมะ” เช่นเดียวกัน !

“ธรรมะ” นั้นอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่ง
“ธรรมะ” อยู่ในชีวิตประจำวัน 
ใกล้แค่ตรงหน้า ไม่มีเลยที่จะห่างมัน
เมื่อต้องการมัน มันก็จะสำแดง
ไม่ต้องการมัน มันก็แฝงเร้น

“ธรรมะ” คือ หนึ่ง 
หนึ่ง ก็คือต้นๆ ใช่หรือไม่ว่าสำคัญมาก
เมื่อสำคัญก็ต้องก้าวเดิน 
หากไม่ก้าว ไหนเลยจะไปถึง

ไม่ว่าเรื่องราวใดก็ตามต้องมีลำดับขั้นตอน
    ...    มีขั้นตอนจึงมีระเบียบวินัย 
    ...    มีระเบียบวินัยจึงมีเหตุผล

วันนี้เรียนรู้มาเท่าไหร่ก็ควรแสดงออกมาเท่านั้น 
เช่นนี้จึงเรียกว่าปฏิบัติ “ธรรมะ”
สิ่งที่รู้ในวันนี้ หากรอเวลาผ่านไปแล้วค่อยกระทำ 
นั่นไม่เรียกว่า “ธรรมะ”
ดังนั้น เรียนรู้และขณะเดียวกันก็นำมาปฏิบัติ  
จึงเรียกว่า “ธรรมะ”

“ธรรมะ” อยู่ที่ไม่เอ่ยคำพูด
“ธรรมะ”  อยู่ที่มีสติทุกขณะ
“ธรรมะ” อยู่ที่พยักหน้า
หากเจ้ายิ้มออกมาสักครั้ง
นั่นแหละคือ “ธรรมะ”

การอยู่ร่วมกัน 
ไม่ว่าเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆ ล้วนมีเหตุปัจจัย 
ขอเพียงใช้ใจเคารพและจริงใจซึ่งกัน
สิ่งเหล่านี้ล้วนคือ “ธรรมะ”

อย่าเอาแต่คอยสำรวจผู้อื่น 
“ธรรมะ” ก็คือ การสำรวจตนเอง
และย้อนมองส่องตน !
รู้จุดบกพร่องของตนเอง
รู้จุดผิดพลาดของตนเอง
นี่จึงเรียกว่า “ธรรมะ”

ทําอย่างไรจึงจะให้ทุกคนกลับมาสู่จิตเดิม
ทำอย่างไรให้ทุกคนมีจิตยินดี  เบิกบานสำราญใจ
ไม่แบ่งพรรค แบ่งพวก
“ธรรมะ” ก็อยู่ตรงนี้ 
ไม่ใช่ต้องคิดแผนการให้มากมาย
ในขณะนั้นก็คือ “ธรรมะ”

“ธรรมะ” มิใช่สิ่งแปลกประหลาด พิลึกกึกกือ
แต่มันใกล้ชิดกับตัวเราในชีวิตประจำวันมากที่สุดต่างหาก
อย่างเช่น ความกตัญญู  ความสามัคคี 
หลักปกครอง 3  เบญจธรรม 5  คุณธรรม 8
สิ่งเหล่านี้ล้วนคือ “ธรรมะ”

สองตาสำรวมญาณทวาร ก็คือ “ธรรมะ”
ทุกขณะเวลาคือ “ธรรม”
แม้บำเพ็ญอยู่ในโลกโลกีย์  ทว่าพึงเก็บจิตกลับมา
เพื่อให้ตนได้สงบสติอยู่เสมอ
อย่าได้คิดว่าการนั่งเท่านั้นจึงเข้าสู่สมาธิได้
แต่เมื่อนั่งลงไปแล้วหมื่นพันความคิดเกิดขึ้นไม่หยุด
จะกลับกลายเป็นฟุ้งซ่าน

ต้องฝึกเยี่ยงนี้เสมอว่า
ไม่ใช่ของๆ เราอย่าได้โลภ
ไม่ใช่ของๆ เรา อย่าได้เรียกร้อง
เมื่อได้ทำอย่างเต็มกำลังของเจ้าแล้ว
ได้มาเท่าไหร่ก็เท่านั้น
ภาระหน้าที่อันพึงกระทำก็ต้องไปจัดการ
และต้องรักษาวินัยเคร่งครัด