ประเพณีไทยภาคใต้

เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้ โคมไฟหาดใหญ่ 

เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้ “สีแสงแห่งวัฒนธรรม” ประเพณีไทยภาคใต้ของหาดใหญ่ การจัดแสดงโคมไฟดูสวยงามในยามค่ำคืน อีกทั้งยังมีการสร้างโดมน้ำแข็งที่ภายในประดับด้วยโคมไฟสีสันต่างๆ ที่เข้ากันกับประติมากรรมน้ำแข็ง ขยายพื้นที่จัดแสดงกว้างขึ้นด้วยโคมไฟ 23 ชุด ด้าน“หาดใหญ่ไอซ์โดม Hatyai Ice Dome Season 4 ไม่น้อยหน้าขนช่างจากฮาร์บินเนรมิตประติมากรรมน้ำแข็งสวยสดงดงาม เปิดให้เข้าชมพร้อมกันแล้วตั้งแต่วันนี้ เชื่อนักท่องเที่ยวแน่นขนัดกว่าทุกปี


เทศบาลนครหาดใหญ่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้ ครั้งที่ 7(Hatyai Lantern Festival) ภายใต้ความสวยงามของ สีแสงแห่งวัฒนธรรม พร้อมกับสุดยอดการแสดงประติมากรรมโคมไฟน้ำแข็งฝีมือช่างระดับโลกจากเมืองฮาร์บิน หาดใหญ่ไอซ์โดม Hatyai Icedome season 4 โดยการจัดแสดงเทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้ ครั้งที่ 7 (Hatyai Lantern Festival) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2555 - 30 เมษายน2556 โดยเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดให้ ชมฟรี พื้นที่จัดแสดงเริ่มต้นจากบริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่5 จนถึงบริเวณเชิงสะพานศาลากลางน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดโซนการแสดงในพื้นที่ใหม่ เพื่อรองรับการนำเสนอโคมไฟสีสันในหลากหลายรูปแบบที่แปลกตากว่าในทุกๆ ปีที่ผ่านมา อาทิ การแสดงโคมสีโคมไฟสไตล์จื้อกง โคมไฟสไตล์จีน โคมไฟสไตล์ญี่ปุ่น และโคมไฟสไตล์อิตาลี ซึ่งแบ่งการจัดแสดงในรูปแบบต่างๆ อาทิ ซุ้มประตูมังกรสวรรค์ ปิรามิตแห่งคชสาร มั่งมีศรีสุข เหลือกินเหลือใช้(ปลาหลีฮืออัน) , บุตรมังกรทั้ง9 ฮกลกซิ่วเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ โคมร้อยสกุลแซ่  หิมพานต์เหรา(พญานาคมีขา) พระพิฆเนศวร กวนอิมข้ามสมุทร รถม้าแห้งเทพ ฯลฯ

เทศกาลโคมไฟสีสันเมืองใต้โคมไฟหาดใหญ่ ยังมีอีกหนึ่งความสวยงามของสีสันแห่งโคมไฟ ภายใต้อุณหภูมิติดลบ15องศาเซลเซียล กับเทศกาลโคมไฟน้ำแข็ง หาดใหญ่ไอซ์โดม Hatyai Ice Dome Season ที่กลับมาพร้อมความมหัศจรรย์แห่งโลกน้ำแข็งที่ยกฮาร์บิ้นมาสู่สายตาชาวไทยอีกครั้ง กับผลงานการแกะสลัก ของช่างจีนกว่า 30 ชีวิต ที่จัดแสดงผลงานอันสะท้อนถึงจินตนาการ ภายใต้สีสันของก้อนน้ำแข็งรูปแบบต่างๆ อันสื่อถึงสัมพันธภาพของกลุ่มอาเซียน ความสวยงามของโลกใต้ทะเล โลกของเด็ก และโลกแห่งยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งจะจัดแสดงทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2555 ถึง 31 สิงหาคม 2556 เวลา 10.00-20.00 น. ณ อาคารจัดแสดง Hatyai Ice dome สวนสาธารณะเทศบาล นครหาดใหญ่ ที่เดียวที่ทุกท่านจะได้พบกับความตื่นตาตื่นใจของโคมไฟน้ำแข็งหลากหลาย รูปแบบสุดอลังการที่เดียวในประเทศไทย อีกทั้งทางเทศบาลนครหาดใหญ่ได้จัดให้มีสัญลักษณ์ หงส์คู่มังกร เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ กับสัญลักษณ์คู่ของกษัตริย์อีกด้วย และร่วมเต็มอิ่มไปกับความงามของประติมากรรมน้ำแข็งในพื้นที่กว่า 1,700 ตารางเมตร และชมความสวยงามของโคมไฟหลากสีสัน ในงาน เทศกาลโคมสีสันเมืองใต้ ครั้งที่ 7 และเทศกาลโคมไฟน้ำแข็ง Hatyai Ice Dome Season 4 ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ สวนแห่งความสุข

งานประเพณีลอยเรือชาวเล ประเพณีไทยภาคใต้

ประเพณีลอยเรือ หรือลอยเรือชาวเล เป็นประเพณีไทยภาคใต้ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวเลทางของประเทศไทย ที่ยึดถือปฏิบัติและสืบทอดกันมาช้านาน โดยชาวเลมีความเชื่อว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์เพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านรอดพ้น จากสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งปวง ด้วยการขออำนาจจากผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านให้ช่วยขับไล่สิ่ง อัปมงคล และรวมทั้งเป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงความขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองให้พวกเขาได้ อยู่รอดปลอดภัยตลอดฤดูมรสุม โดยใช้เรือเป็นพาหนะบรรทุกสิ่งชั่วร้ายออกไป ปล่อยให้ไหลไปตามสายน้ำ


ชาวเล ถือว่าการลอยเรือเป็นประเพณีไทยสำคัญที่สุดในรอบปี นิยมจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งๆ ละ 3วัน คือในวันขึ้น 14, 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ ของเดือน 6 กับเดือน 11 ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูมรสุม ส่วนวันลอยเรือชาวเลบางแห่งจะพากันไปเซ่นไหว้ผีหมู่บ้านก่อนเพื่อความเป็น สิริมงคล ส่วนในการต่อเรือพิธี หรือ ปลาจั๊ก ซึ่งทั้งหมู่บ้านจะต่อกันเพียงลำเดียว ไม้ที่ใช้ต่อเรือจะเป็นไม้เนื้ออ่อน ส่วนมากนิยมใช้ไม้ระกำ โดยเรือปลาจั๊กจะมีขนาดกว้าง 2 ฟุต ยาวประมาณ 6 ฟุต ตกแต่งลวดลายอย่างสวยงาม ใบเรือทำจากผ้าดิบ และยังมีการแกะสลักไม้ระกำ เป็นนายท้ายเรือ พายนำเครื่องใช้ประจำวัน อาทิ มีด ครก เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ใส่ไปในเรือด้วย จากนั้นเมื่อทำการต่อเรือเสร็จแล้ว ในตอนค่ำ ผู้นำครอบครัวจะนำตุ๊กตาที่แกะสลักเป็นรูปคนโดยแกะจากไม้ระกำ ตามจำนวนสมาชิกของครอบครัว พร้อมทั้งตัดเล็บมือ เล็บเท้า เส้นผมของทุกคนในบ้าน ตลอดจนของแห้ง เช่น กะปิ เกลือ หมาก พลู ที่เตรียมมาใส่ลงไปในเรือด้วย


ประเพณีลอยเรือชาวเล จะเริ่มโดยชาวเลทั้งหลายนำข้าวตอกดอกไม้และขนมไปวางบนหลาทวด แล้วจุดธูปเทียนอธิษฐาน เพื่อให้ดวงวิญญาณทวดมีความสุข และขอความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง จากนั้นทุกคนจะเสี่ยงเทียน คืออธิษฐานขอให้เทียนเป็นเครื่องชี้บอกดวงชะตาของตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งการประกอบอาชีพ คือ ถ้าการประกอบอาชีพและชีวิตครอบครัวราบรื่น ขอให้เปลวเทียนโชติช่วงสว่างไสว

ประเพณีลอยเรือ  ก็คือ การลอยบาป และเป็นการเสี่ยงทายในการประกอบอาชีพ กล่าวคือ การลอยเรือเป็นเครื่องกำหนดว่า การประกอบอาชีพจะเจริญก้าวหน้าหรืออัตคัดขาดแคลน โดยดูจากเรือที่ลอยเป็นสำคัญ คือถ้าเรือออกไปแล้ว ลอยออกไปไม่ถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเดิม แสดงว่าชาวเกาะทั้งหลาย จะเป็นผู้โชคดี การประกอบอาชีพคือการจับปลา จะจับได้มาก การหากินจะไม่ฝืดเคือง แต่ถ้าเรือถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง จะเป็นเครื่องชี้ว่า การทำมาหากินจะฝืดเคือง ชาวเกาะจะประสบโชคร้าย จากภัยธรรมชาติหรืออาจจะประสบอุบัติเหตุถึงชีวิต ชาวเลเชื่อว่าการลอยเรือ จะเป็นเครื่องชี้ว่า การทำมาหากินจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

การจัดงานประเพณี “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” เป็นประเพณีไทยที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองนครศรีธรรมราช ทั้งนี้เพราะในโลกมีการยึดถือและปฏิบัติกันที่เมืองนครศรีธรรมราชแห่งเดียวเท่านั้น แต่เดิมจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวัน “มาฆบูชา” และในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวัน “วิสาขบูชา” แต่ในระยะหลัง ๆ ชาวพุทธจะนิยมมาร่วมแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชามากกว่าในวันวิสาขบูชา ทางจังหวัดจึงหันมาเน้นการจัดงานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาเป็นหลัก เรียกว่าประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ” มาจนถึงปัจจุบัน


ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ของเมืองนครคงจะเกิดขึ้นด้วยเหตุที่ชาวนครเริ่มรับพุทธศาสนามาจากอินเดียก็รับเอาประเพณีต่าง ๆ ตามแบบของชาวพุทธในอินเดียเข้ามาด้วย โดยมักจะยึดถือกันถือกันว่า หากจะทำบุญหรือกราบไหว้บูชาให้ได้กุศลจริง ๆ จะต้องปฏิบัติเฉพาะพระพักตร์พระองค์ หรือใกล้ชิดพระพุทธองค์มากที่สุดเท่านั้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่ปรินิพานแล้ว แต่ยังมีตัวแทนอยู่ เช่น เจดีย์ และพระพุทธรูป เป็นต้น การ กราบ ไหว้ บูชาสิ่งเหล่านี้ย่อมเท่ากับบูชากราบไหว้พระพุทธองค์ 

แต่เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุจะนัดหมายโดยพร้อมเพรียงกันเป็นขบวนใหญ่ แต่ในปัจจุบันการเดินทางสะดวกขึ้น ผู้คนที่ศรัทธาก็มาจากหลายทิศทาง ต่างคนต่างคณะก็เตรียมผ้ามาห่มพระธาตุ ใครจะตั้งขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุในเวลาใดก็สุดแต่ความสะดวก ขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีตลอดทั้งวันโดยไม่ขาดสาย เดิมขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุทุกขบวนนิยมใช้ดนตรีพื้นบ้านนำหน้าขบวน ได้แก่ ดนตรีหนังตะลุง ดนตรีโนรา แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นกลองยาว บรรเลงจังหวะที่ครึกครื้น เพื่อช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน ขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุจะเดินเป็นแถวเรียงเป็นริ้วยาวไปตามความยาวของผืนผ้า ทุกคนชู (เทิน) ผ้าพระบฏไว้เหนือศีรษะ ทั้งนี้เพราะความเชื่อกันว่าพระบฏเป็นเครื่องสักการะพระพุทธเจ้า จึงควรถือไว้ในระดับสูงกว่าศีรษะ

 ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

การที่ชาวนครนำเอาผ้าไปแบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ โดยการโอบรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ (ซึ่งชาวนครเรียกว่า " แห่ผ้าขึ้นธาตุ")เช่นนี้คือการบูชาที่สนิทแนบกับองค์พระพุทธองค์นั่นเอง ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของเมืองนครเป็นประเพณีที่มีมานานจนยากที่จะยืนยันได้แน่ชัดว่าเริ่มในสมัยใด ตามตำนานจองประเพณีนี้มีว่า ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย ราว พ.ศ.1773 เป็นสมัยที่พระเจ้าสามพี่น้อง คือพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระเจ้าจัทรภาณุ และพระเจ้าพงษาสุระ กำลังดำเนินการสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์อยู่นั้นคลื่นได้ซัดผ้าแถบใหญ่ชิ้นหนึ่งซึ่งมีลายเขียนเรื่องพระฑุทธประวัติ เรียกว่า "พระบฏ" ขึ้นที่ชายหาดปากพนัง ก่อนที่จะถึงวันสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ไม่นาน ชาวปากพนังเก็บผ้านั้นไปถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าศรีธรรมโศกราชรับสั่งให้ซักพระบฏจนสะอาด แต่ลายเขียนพระพุทธประวัติไม่ลบเลือน ยังคงสมบูรณ์ดีทุกประการ จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ ผ้าพระบฏเป็นผ้าซึ่งเขียนเรื่องราวพุทธประวัติ ปัจจุบันการทำผ้าพระบฏ เป็นการยากและต้นทุนสูง จึงใช้เป็นผ้าขาว ผ้าเหลือง ผ้าแดง จะตระเตรียมผ้าขนาดความยาวตามความศรัทธาของตน เมื่อไปถึงวัดก็จะนำผ้ามาผูกต่อกันเป็นขนาดยาวที่สามารถห่มพระธาตุรอบองค์ได้

ประเพณีแห่พระบฏขึ้นธาตุของหมู่ประชาชนยังทำสืบกันมา แต่แยกเป็นต่างกลุ่มต่างทำ คือ พระบฏกลายเป็นผ้าขาว ผ้าเหลือง ผ้าแดงสุดแต่จะชอบ และไม่มีการเขียนรูปพระพุทธประวัติ เนื่องจากช่างเขียนไม่คิดค่าจ้าง การเรียกชื่อประเพณีก็จะไม่มีคำว่า "พระบฏ" ไปจนในที่สุดก็คงเหลือเพียง "แห่ผ้าขึ้นธาตุ" เป็นพุทธบูชา การแห่ก็มีเพียงช่วยกันจับชายผ้า เทินผ้า ไปตามถนน ไม่มีสำรับคับค้อน ไม่มีกระบุง กระจาด ของสด ของแห้ง บางขบวนก็ตั้งขบวบ ไปวัดพระธาตุฯ อย่างเงียบ ๆ พอเป็นพิธี แต่ละคน แต่ละคณะต่างเตรียมผ้าขึ้นธาตุไม่พร้อมเพรียงกัน แล้วแต่สะดวก ตลอดวันมีขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุไม่ขาด
Comments