พา จิ ต ก ลั บ บ้า น


พระองค์ทรงเดินทางด้วยวิธีทำลายความยึดมั่นถือมั่นในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕
เราก็ต้องใช้วิธีและอุบายเดียวกันกับพระองค์
มาทำลายความยึดมั่นถือมั่นในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ เท่านั้น
เราก็จะเข้าถึงพระองค์ได้
แต่อย่าไปทำลายกิเลสเด็ดขาด
เพราะทำลายแล้วไปถึงพระองค์ไม่ได้
เพราะกิเลสมันทำลายไม่ได้
แต่เราทำลายได้คือ ตัวที่ทำให้เกิดกิเลสเท่านั้น
โรงงานที่ผลิตกิเลส เมื่อไม่มีโรงงานผลิตกิเลสแล้ว
กิเลสจะออกมาจากตรงไหน


เราดูลมหายใจเข้าไปในกายและออกจากกายนั้น
ก็เป็นเพียงแค่ลมหนึ่งซึ่งพัดเข้ากายพัดออกจากกาย
เป็นแค่ธาตุลม ไม่ใช่ลมหายใจของเรา
ขณะลมที่พัดเข้าสู่กายและลมพัดออกจากกาย
ก็ไม่แตกต่างอะไรกับต้นไม้ใบไม้ ซึ่งถูกลมพัด
กายของเราก็คือธาตุดิน
ต้นไม้ใบไม้ก็คือธาตุดิน
เวลาลมพัดใบไม้ หรือลมพัดเข้าสู่กาย
ให้เรารู้ว่านั่นลมกำลังพัดดิน
และกายเราไม่ได้มีแค่ธาตุดินเพียงอย่างเดียว
แต่มีธาตุน้ำชุ่มฉำอยู่ด้วย

ส า ร บั ญ

แนวทางและวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องโดยสังเขป

แผนภูมิขันธ์ ๕ (กาย-ใจ)


    ฝึกดูกาย

    เฝ้าดูใจ

    การทำงานของกายและใจ


    อวิชชาคือขันธ์ ๕

    ทานขันธ์ ๕

    กลับสู่ความไม่มี

    จุดจบแห่งชาติ ชรา มรณะ

    อย่าไปทำลายกิเลสให้เสียเวลา

    อยู่เหนือสมมุติ

    กายใจไม่ใช่ของเรา

    กลับบ้านกัน


แกะห่วงจากจิตให้สิ้นซาก

ปฏิบัติต่อไปในวิธีแห่งมรรค

ถือศีลควร

อยู่ด้วยความเป็นกลาง

ประวัติพระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท



มองหาและสังเกตอยู่ตลอดเวลา เท่าที่มีเวลา
โดยไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเสมอไป
ทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน
เพราะการที่เรากำหนดดูอยู่ที่กาย ก็เป็นสมาธิอยู่แล้ว
แต่ไม่ได้หมายเอาความสงบ
เพราะความสงบตรัสรู้ไม่ได้
เพราะขณะที่มีความสงบ ตัวสังขารจะไม่ทำงาน
เมื่อสังขารไม่ทำงาน จะเกิดปัญญาไม่ได้
ต้องอาศัยการคิดค้นจึงจะรู้ความจริง
...........................
ขณะที่ยังมีชีวิตคือมีขันธ์ ๕ อยู่
เราจะต้องอยู่กับกองแห่งทุกข์อยู่ตลอด
มีวิธีเดียวที่จะไม่ทุกข์ คือไม่มาเกิดอีก
เมื่อไม่มาเกิดอีกก็ไม่มีขันธ์
ถ้าไม่มีขันธ์ก็ไม่มีทุกข์ เพราะทุกข์มีที่ขันธ์ไม่ใช่มีที่จิต
แต่เหตุที่มาเกิดเพราะความหลง ได้แก่ “อวิชชา”
คือความไม่รู้ความจริง ไปยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน
จิตจึงเกาะติดขันธ์ ๕
ทำให้พาให้เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น
และก็มาทุกข์เพราะขันธ์ ๕ อยู่ทุกชาติไป
นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์
เราต้องมาทำลายเหตุของการเกิด
คือทำลายความยึดมั่นถือมั่นในกองขันธ์ ๕ เสีย
แนวทาง
และวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องโดยสังเขป

    หัวใจของการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์นั้น ต้องทำความเข้าใจวิธีปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าไม่รู้วิธีและแนวทาง ก็จะทำให้เสียเวลา ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง หรือไม่ประสบความสำเร็จ กว่าจะลองผิดลองถูก กว่าจะเข้าใจ ก็อาจเสียเวลาไปนาน
    สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงเน้นสอนและแสดงโทษของการยึดมั่นอยู่ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์” พระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อการตรัสรู้เพื่อเข้าส่มูรรคผลนพิพาน คือ พระองค์จะทรงหยิบยกและแสดงธรรมในเรื่อง “อริยสัจ ๔” เป็นส่วนมาก และในการแสดงธรรม
“อริยสัจ ๔” แต่ละครั้งนั้นจะมีทั้งอุบาสก อุบาสิกา พระภิกษุสงฆ์และพระภิกษุณี ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นจำนวนมาก
    ในอริยสัจ ๔ พระองค์จะทรงเน้นแสดง “ตัวสมุทัย” คือเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ “ตัณหา” ความอยากได้และความไม่อยากได้ในกองขันธ์ ๕ 
อันเป็นเหตุปัจจัยส่งผลให้เราเป็นสุขและเป็นทุกข์ เช่น เวลาขันธ์ ๕ เป็นสุข     ก็ยึดไว้ เวลาขันธ์ ๕เป็นทุกข์ ก็ผลักไส จึงเกิดความลำบากเพราะพยายามที่จะ
แก้ไข คืออยากวิ่งหนีทุกข์และอยากวิ่งหาสุข แต่โดยความเป็นจริงของสัตว์และมนุษย์ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มีแต่กองแห่งทุกข์หาความสุขไม่เจอ เท่าที่สังเกตดู  มีแต่ทุกข์น้อยกับทุกข์มากเท่านั้นเอง ฉะนั้นจึง 
“มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป”

    รวมแล้วขณะที่ยังมีชีวิตคือมีขันธ์ ๕ อยู่ เราจะต้องอยู่กับกองแห่งทุกข์อยู่ตลอด มีวิธีเดียวที่จะไม่ทุกข์ คือไม่มาเกิดอีก เมื่อไม่มาเกิดอีกก็ไม่มีขันธ์ ถ้าไม่มีขันธ์ก็ไม่มีทุกข์ เพราะทุกข์มีที่ขันธ์ ไม่ใช่มีที่จิต แต่เหตุที่มาเกิดก็เพราะความหลงได้แก่ “อวิชชา” คือความไม่รู้ความจริง ไปยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็น
ตัวเป็นตน จิตจึงเกาะติดขันธ์ ๕ ทำให้พาให้เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น และก็มาทกข์เพราะขันธ์ ๕ “อย่ทูกชาติไป” นี่คีอเหตุให้เกิดทุกข์

    เราต้องมาทำลายเหตุของการเกิดก่อน คือทำลายความยึดมั่นถือมั่นในกองขันธ์ ๕ ให้ได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมาพิจารณากาย-ใจ คือขันธ์ ๕ นี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน  เพื่อให้จิตเกิดความเบื่อหน่าย แล้วจิตจะได้ถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในกายใจ
นี้เสียได้ จิตจะไม่หลงไปเกาะติดกับขันธ์ คือถอนตัวเป็นอิสระอยู่เหนือขันธ์ 
ทั้งที่มีความทุกข์ของขันธ์อยู่ “แต่จิตสบาย” ไม่ทุกข์ไปกับขันธ์ เพราะยอมรับความจริงว่าเกิดมามีขันธ์ก็ต้องทุกข์แบบนี้ “ไม่มีใครหนีพ้น”

    จงพิจารณาว่าก่อนที่เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์ เราก็ไม่มีรูปกายนี้มาก่อน 
เมื่อเกิดมามี รูปกาย แล้ว
จึงมี เวทนา ความสุข ทุกข์ เฉยๆ ตามมา 
จึงมี สัญญา ความจำได้หมายรู้ตามมา
จึงมี สังขาร ความคิด ปรงุแต่งตามมา 
จึงมี วิญญาณ ความรับรู้ รับทราบตามมา 
เมื่อรูปกายนี้ดับ เวทนาก็ดับ สัญญาก็ดับ สังขารก็ดับ วิญญาณก็ดับ 
จึงไม่เหลือความเป็นเราอยู่ตรงไหนอีกเลย นี่แหละที่เราหลงกัน 
จึงเรียกว่า หลงสมมุติ หลงของชั่วคราว ทั้งที่ยึดเอาไว้ ก็ยึดไม่ได้ แก้ไขก็ไม่ได้ แล้วแต่เขาจะเป็นไป และท้ายที่สุดก็ดับสลาย ตายจากไปไม่มีเหลือ 
และขณะอยู่ก็เป็นทุกข์ด้วย ทุกข์ตลอดเวลาที่เราอาศัยเขาอยู่

    เมื่อเรามาพิจารณาในกายใจโดยความเป็นทุกข์ และเป็นธรรมชาติของเขา ว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์อันหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปตามสภาวะของเขา โดยไม่มีใครไปบังคับบัญชาเขาได้ แม้แต่เราผู้ที่ไปรู้สมมุตินี้ ก็เกิดมาจากธรรมชาติเช่นกัน หาได้เป็นตัวเป็นตนไม่ 

เมื่อเรามาพิจารณา กาย กับ ใจ ว่าเป็นธรรมชาติที่เกิดดับ 
หาความเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ จิตก็จะปล่อยวางรูปขันธ์และนามขันธ์เสียได้ 
จึงต้องทำบ่อยๆ พิจารณาขันธ์ ๕ และการทำงานของขันธ์ ๕ 
โดยแยกให้เห็นหน้าที่แต่ละตัวและอาการต่างๆ ของเขาจนชัดเจน มองหา
และสังเกตอยู่ตลอดเวลา เท่าที่มีเวลา โดยไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเสมอไป ทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน เพราะการที่เรากำหนดดูอยู่ที่กาย ก็เป็นสมาธิอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายเอาความสงบ เพราะความสงบตรัสรู้ไม่ได้ เพราะขณะที่มีความสงบ ตัวสังขารจะไม่ทำงาน เมื่อสังขารไม่ทำงานจะเกิดปัญญาไม่ได้ ต้องอาศัยการคิดค้นจึงจะรู้ความจริง

    เมื่อเข้าใจความจริงแล้ว จึงปล่อยวางตัวสังขารอีกที เพราะคิดค้นจึงรู้ 
เมื่อรู้แล้วจึงปล่อยวางความคิดไป เพราะความคิดก็เป็นเพียง สังขารขันธ์ 
เป็นของสมมุติเป็นของไม่เที่ยงเช่นกันทำ และพิจารณาอย่างนี้ไปนานๆ 
ก็จะเกิดความชำนาญขึ้นเอง เมื่อชัดเจนขึ้น จิตจะยอมรับเอง 
และจะปล่อยวางในที่สุด 
ถ้ายังไม่ปล่อยวางก็ทำต่อไป จนเข้าไปเห็นความจริง แล้วจิตจะยอมรับทำซ้ำๆ โดยการหาเราในความเป็นรูป และหาเราในความเป็นนาม ว่ามีเราอยู่ตรงไหน ให้เน้นดูใน ธาตุทั้ง ๔ ดิน นำ ไฟลม ในกายนี้ว่ามีเราอยู่ตรงไหน 
ในเมื่อหาเราในธาตุทั้ง ๔ ที่กายว่าไม่มีเราแล้ว ก็ยกนามทั้ง ๔ ขึ้น 
มาหาว่ามีเราอยู่ตรงไหน
เมื่อนามทั้ง ๔ ไม่มีเราแล้ว ก็ย้อนกลับมาหาเราใน ตัวผู้รู้ ว่ามีเราอยู่ตรงไหน 
ทั้งที่ตัวผู้รู้ก็เป็น วิญญาณขันธ์ นั่นเอง ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน เมื่อเห็นอย่างนี้จะมีอะไรให้หลง เพราะทุกอย่างเป็นสมมุติของขันธ์ ๕ ทั้งหมดเลย จึงต้องวางทั้งหมด จะได้ชื่อว่าปล่อยวางสมมุติ 
เพื่อเข้าสู่ความเป็นวิมุตติ คือหลุดพ้น จากการยึดมั่นในสมมุติทั้งปวง...