Blog Friend 1

น้ำหมักชีวภาพ และ คุณประโยชน์

จุลินทรียเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก อาจพบเกือบทุกหนทุกแห่งในธรรมชาติในอากาศที่ หายใจเข้าไป
ในอาหารที่เรากิน ที่ผิวหนังของรางกาย ในทางเดินอาหาร ในปากจมูกหรือชองเปดต่างๆ 
ของรางกาย
แตยังเป็นความโชคดีของเราเพราะจุลินทรียสวนใหญมีคุณประโยชนตอสรรพสิ่งมีชีวิตทั้ง
มวลในโลก
ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม จุลินทรียเป็นตัวการทำให้ เกิดกระบวนการหมัก
ผล ผลิตที่ได้

จากการหมักนั้น
ในที่นี้ เรียกว่า "น้ำหมักชีวภาพ"

น้ำหมักชีวภาพ
คือ การนำเอาพืช ผักผลไม สัตว์ชนิด ต่างๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย 
ทั้งที่เป็น
ประโยชน์ จํานวนมากซึ่งจุลินทรียเหล่านี้ จะไปช่วยสลาย ธาตุอาหารต่างๆ
ที่อยู่ในพืช มีคุณค่า 
ในแง่ธาตุอาหารพืช
เมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการ ย่อยสลาย ของแบคทีเรีย หรือ จุลินทรียสารต่างๆ 
จะถูกปลดปล่อยออกมา
เช่นโปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธุาตอาหารหลัก ธุาตอาหารรอง จุลธาตุ

ฮอรโมนเร่งการเจริญเติบโต
เอนไซมวิตามิน ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำหมัก
มี 
3 ประเภท คือ

1. น้ำหมักชีวภาพ จากพืชสด สีเขียว (น้ำแม่)

2. น้ำหมัก จาก ผลไม้สุก (น้ำพ่อ)

3. สารขับไล่แมลง (ทำจากสมุนไพร)

น้ำหมักชีวภาพ
มี  
2 ประเภท คือ

1. น้ำหมัก ชีวภาพจากพืช ทำโดยการนำเศษพืชสดมาผสมกับน้ำตาลทรายแดง
หรือกากน้ำตาล
 

อัตราส่วน
กากน้ำตาล 
1 ส่วน พืชผัก 3 ส่วน หมักรวมกันในถังปิดฝา
หมักทิ้งไว้ประมาณ 
3-7 วัน เราจะ

ได้ของเหลวข้น
ๆ สีน้ำตาล ซึ่งเราเรียกว่า น้ำหมัก ชีวภาพ

2. น้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ มีขั้นตอนทำคล้ายกับน้ำหมักจากพืช
แตกต่างกันตรงวัตถุดิบจากสัตว์ เช่น
 

หัวปลา
ก้างปลา หอยเชอรี่
 เป็นต้น

 วิธีทำน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้

น้ำหมักมะเฟือง
ขั้นแรกเตรียมผลมะเฟืองแก่จนถึงสุก 
3 กิโลกรัม
หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ รูปดาวห้าแฉก


ใส่ลงในถังหมัก (ควรใช้ถังสีขาวขุ่นต้องมีฝาที่ปิดได้สนิทอากาศสามารถลอดเข้าออกได้) 
แล้วเติมน้ำตาลอ้อยป่นสีแดง  1  กก.
ลงไปผสมคลุกเคล้ากันพร้อมกับปิดฝาหมักไว้
  15  วัน 
ในระหว่าง  1  -  15  วันนี้พยายามเขย่าถังให้มะเฟืองได้พลิกไปมาสัก 
2  -  3  ครั้งโดยไม่ต้องเปิดฝา  หลังจากครบ  15  วันให้เติมน้ำบริสุทธิ์(น้ำดื่มห้ามใช้น้ำประปา)จำนวน    8  ลิตร ทิ้งไว้  2  เดือนครึ่ง ถึง 
สามเดือน จนกว่าผลมะเฟืองจมลงก้นถังก็จะได้น้ำหัวเชื้อเอนไซม์มาใช้


ห้วง  
1 -  1.5 เดือน

ถ้าใช้น้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดงอาจเกิดเชื้อจุลินทรีย์สีขาวก็ยังใช้ได้ยกเว้นสีดำและเกิดเมทิลแอลกอฮอลล์จะใช้ไม่ได้ ใช้น้ำตาลอ้อยป่นสีแดงดีที่สุดเพราะจะได้กลิ่นหอมและไม่เกิดเมทิลแอลกอฮอลล์


น้ำหมักเอนไซม์มะเฟืองอายุ  1.5  เดือน ใช้น้ำตาลอ้อยป่นผงสีแดงจะสังเกตว่ามะเฟืองจะมีสีน้ำตาลลอยขึ้นมาให้ใช้ขันน้ำพลาสติกคนไปมาแล้วปิดฝาไว้ดังเดิม


น้ำหมักเอนไซม์มะเฟืองอายุ  2  เดือน  จะสังเกตได้ว่าผลมะเฟืองเริ่มจมลง


น้ำหมักเอนไซม์อายุ  3  เดือนกรองเอาน้ำใส ๆ
ที่ลอยอยู่ข้างบนด้วยผ้าขาวบางใสขวดพลาสติกเรียกว่าหัวเชื้อ
  สำหรับเนื้อมะเฟืองที่อยู่ก้นถังกับน้ำขุ่น ๆ  ให้เติมน้ำตาลอ้อยป่นไปอีก 
 กก.  หมักไว้ 
 เดือนก็จะได้หัวเชื้อเพิ่มขึ้นอีก
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนกว่ามะเฟืองจะถูกย่อยสลายหมด

วิธีใช้น้ำหมักเอนไซม์สำหรับอาบน้ำมี  2  แบบ
1.  ใช้หัวเชื้อมะเฟืองอายุ  3  เดือน  -  1  ปี     
 ส่วน  ผสมกับน้ำดื่ม 
20  -  30  ส่วนเพื่อให้เจือจาง(ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละบุคคล)  ข้อดีแบบนี้คือจะมีกลิ่นหอมมะเฟืองค้างอยู่
2.  ใช้หัวเชื้อมะเฟืองอายุ  3  เดือน  -  1  ปี  นำไปขยายเพื่อให้เจือจางเหมาะกับการใช้พอดีอัตราส่วน   หัวเชื้อ  1.5  ลิตร  + 
น้ำตาลอ้อยป่นสีแดง  1.5  กก. 
 น้ำดื่ม  15  ลิตร 
หมักในถังปากแคบ เช่นถังน้ำดื่มทั่วไปสีขาวขุ่นจะคิดเป็นปริมาตร
18 ลิตร ก็จะใช้หัวเชื้อ 1.5 ลิตร
น้ำตาลอ้อยป่น 
1.5 กก. เติมน้ำให้ได้ 15 ลิตร ปิดฝาถังหลวม ๆ  เพื่อให้ฟองอากาศได้ระบายออกไป เป็นระยะเวลา  3  เดือน  กรองด้วยผ้าขาวบางก็จะได้น้ำเอนไซม์สำหรับอาบแบบสมบูรณ์
อย่าลืมทำให้เจือจางโดยผสมน้ำอีก 
20 - 30 ส่วนเหมือนข้อ 1
ก่อนนำไปใช้อาบน้ำนะครับ

หมายเหตุ
ในทำน้ำหมักบางครั้งความเข้มข้นของกรดอ่อนที่ได้นั้นไม่เท่ากันทุกครั้ง
อาจเนื่องจากการใส่น้ำตาล และน้ำไม่เป็นไปตามสูตร
ทำให้เมื่อนำมาใช้อาจเกิดอาการแพ้อันเนื่องจากความเข้มข้นมากไป
ในน้ำหมักมะเฟืองสูตรอาบนี้บางคนเขาใช้แค่ 
2 - 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ขันใหญ่ ๆ
แล้วนำมาถูตัวก็ใช้ได้แล้ว บางคนชอบเข้มข้นเพราะว่าผิวจะเนียนได้เร็ว
 ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต้องหาจุดความเข้มข้นที่เหมาะสำหรับตัวเองด้วยการลองนำน้ำหมักที่ผสมแล้วมาลูบที่ใบหน้าถูไปมาแล้วลองลืมตาดูหากรู้สึกแสบ
ๆ ก็แสดงว่าความเข้มข้นยังมากไป
ให้เติมน้ำดื่มผสมลงไปอีกจนสามารถลืมตาได้ในตอนอาบน้ำ
 แล้วจดจำสูตรไว้ให้ดีในการผสมใช้ในครั้งต่อ
ๆ ไป
หรือมีอีกวิธีหนึ่งคือไปซื้อแผ่นวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างมาวัดแล้วจดค่าไว้ก็อาจทำได้ดีกว่า


ในห้วง 
3  -  20  วันของการขยายจะเห็นฟองอากาศลอยขึ้นมามากมาย ในรูปนี้ใช้ถังพลาสติกใสผลการหมักจะได้เมทิลแอลกอฮอลล์แถมมาด้วยก็ไม่สามารถนำไปดื่มกินใช้ได้เพียงการอาบน้ำถูพื้นล้างจานเท่านั้น
3.  ใช้น้ำเอนไซม์ที่ทำไว้ในข้อ  1.  และ  2.  ชโลมตัวก่อนอาบน้ำให้ทั่วตัว
พร้อม ๆ กับการขัดขี้ไคลที่ติดอยู่ทุกซอกทุกมุมของร่างกายประมาณ
 
3  -  5  นาที  หลังจากนั้นอาบน้ำล้างตัวด้วยสบู่ตามปกติ
หรือไม่ใช้สบู่ก็ได้
   
4.  ผลของการใช้น้ำหมักเอนไซม์มะเฟืองอาบน้ำล้างหน้า 
จะทำให้โอกาสที่จะเป็นโรคตาแดง   โรคหวัดน้อยลงเพราะว่าเชื้อโรคต่าง
ๆ ถูกล้างออกไป
  และผิวหนังทั่วร่างกายจะคืนสภาพความเป็นหนุ่มสาวให้ยาวนาน 
อีกทั้งยังขจัดโรคมะเร็งผิวหนัง การตกกระ กลากเกลื้อนให้หมดไป 
นอกจากนั้นน้ำหมักมะเฟืองยังสามารถขัดถูกระจก
กระเบื้องโมเสทให้มันวาวได้ด้วย


น้ำหมักเอนไซม์ลูกยอสำหรับดื่มกิน   วิธีทำเช่นเดียวกับมะเฟือง หากดื่มปริมาณมากไปก็จะมีผลเสียต่อไต
และกลับทำให้การถ่ายลำบากขึ้นควรระวัง
 วิธีกินที่ถูกต้องควรใช้แบบขยายเท่านั้นเพราะว่าจะทำให้เจือจางลงไป


น้ำหมักเอนไซม์ลูกหว้าสำหรับดื่มกิน   วิธีทำเช่นเดียวกับมะเฟือง
เพียงแต่การหมักลูกหว้านั้นจะมีปัญหานิดหน่อยในช่วงต้น ๆ
  1 
-  2  เดือน ลองชิมดูหากเกิด 
แอลกอฮอลไม่มีรสเปรี้ยวรสชาดคล้าย ๆ ไวน์ ให้เติมน้ำตาลไปอีก 
 กก.  แล้วทำการหมักต่ออีก 
 เดือนก็จะได้หัวเชื้อมาไว้ใช้ แล้วทำการขยายไปอีก 3 เดือนก็จะได้น้ำหมักลูกหว้าหัวเชื้อมาใช้


การทำน้ำหมักเอนไซม์มะกรูด  ใช้สูตรเดียวกันกับมะเฟืองเพียงแต่ไม่ต้องผ่าผลมะกรูดใส่ลงไปทั้งลูกได้เลย  
พอครบ  15  วันให้แบ่งบางส่วนมาทำยาแก้ไอสูตรเข้มข้น(ไม่ต้องเติมน้ำ)  ที่เหลือให้เติมน้ำไปตามอัตราส่วน 
ครบ  3  เดือนก็จะได้หัวเชื้อน้ำเอนไซม์สูตรมะกรูดมาใช้สำหรับล้างถ้วยชาม


น้ำหมักเอนไซม์มะกรูดสูตรเข้มข้น  ใช้จิบเป็นยาแก้ไอแก้ไข้


น้ำหมักเอนไซม์สับปะรด  ใช้ขัดห้องน้ำถูพื้นล้างจาน


น้ำหมักเอนไซม์กระชาย  ใช้ผสมกับน้ำเอนไซม์อื่น ๆ เพื่อปรุงรสดื่มกิน


น้ำหมักเอนไซม์มังคุด  ใช้ขัดถู รอยกระด่างดำ มะเร็งผิวหนัง


น้ำหมักเอนไซม์ข้าวกล้อง  ผสมกับน้ำเอนไซม์มะกรูดเอาไว้สระผม


น้ำหมักเอนไซม์ดอกอัญชัน  ผสมกับน้ำเอนไซม์มะกรูดเอาไว้สระผม


น้ำหมักเอนไซม์ว่านหางจระเข้  ผสมกับน้ำเอนไซม์มะเฟืองเอาไว้ล้างหน้า
และผสมกับน้ำเอนไซม์อื่นสำหรับดื่มกินได้ด้วย


น้ำหมักเอนไซม์มะขามป้อม
ใช้ผสมกับน้ำหมักเอนไซม์อื่น ๆ สำหรับดื่มกิน


น้ำหมักเอนไซม์สมอ
ใช้ผสมกับน้ำหมักเอนไซม์อื่น ๆ สำหรับดื่มกิน


น้ำหมักเอนไซม์มะเดื่อ
ใช้ผสมกับน้ำหมักเอนไซม์อื่น ๆ สำหรับดื่มกิน


น้ำหมักเอนไซม์ลูกหม่อน
ใช้ผสมกับน้ำหมักเอนไซม์อื่น ๆ สำหรับดื่มกิน


น้ำหมักเอนไซม์กระชายดำ
ใช้ผสมกับน้ำหมักเอนไซม์อื่น ๆ สำหรับดื่มกิน


น้ำหมักเอนไซม์กระเจี๊ยบแดง
ใช้ผสมกับน้ำหมักเอนไซม์อื่น ๆ สำหรับดื่มกิน


น้ำหมักเอนไซม์มะขาม ใช้ผสมกับน้ำหมักเอนไซม์อื่น
ๆ สำหรับดื่มกิน และ ผสมกับน้ำหมักมะเฟืองเอาไว้อาบ


การผลิตวุ้นน้ำหมักมะเฟือง ใช้สำเป็นเป็นเครื่องสำอางทาบริเวณใบหน้าจะรักษาสิวได้ดีทำให้หน้านุ่มเนียน
เริ่มจากนำน้ำหมักมะเฟืองหัวเชื้อมาใส่ลงในภาชนะพลาสติกใสแล้วเก็บไว้ในที่ร่มไม่ให้ถูกแดด
ในระยะแรกจะเกิดเชื้อจุลินทรีย์ที่มีสีขาวบริเวณผิวบนของน้ำหมักมะเฟือง


ต่อมาประมาณ 2 เดือนก็จะเกิดเป็นวุ้นลอยขึ้นมา


วุ้นน้ำหมักมะเฟือง


พอได้วุ้นน้ำหมักมะเฟืองประมาณครึ่งแก้วหลังจากนั้นให้เติมน้ำมะเฟืองหัวเชื้อลงไปให้เต็มแก้ว
แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำสะอาดอีก 
15 ส่วนใช้ทาบริเวณใบหน้าก่อนอาบน้ำประมาณ 3 - 5 นาที
หลังจากนั้นก็อาบน้ำตามปกติ จะทำให้ใบหน้านุ่มเนียนขึ้นสิวฝ้าหมดไป
ท่านก็จะได้คอลลาเจนจากผลไม้ไปใช้แบบธรรมชาติไม่ต้องจ้องพึ่งสารเคมีอย่างเดียว

ประโยชนของน้ำหมักชีวภาพ 

ดานการเกษตร 

1. ชวยปรับสภาพความเปนกรด - ดางในดินและน้ำ 

2. ชวยปรับสภาพโครงสรางของดินใหรวนซุยอุมน้ำและอากาศไดดียิ่งขึ้น 

3. ชวยยอยสลายอินทรียวัตถุในดินใหเปนธาตุอาหารแกพืชพืชสามารถดูดซึมไปใชไดเลยโดยไม่ต้อง 

ใชพลังงานมากเหมือนการใชปุยวิทยาศาสตร 

4. ชวยเรงการเจริญเติบโตของพืชใหสมบูรณแข็งแรงตามธรรมชาติ
ตานทานโรคและแมลง
 

5. ชวยสรางฮอรโมนพืช ทําใหผลผลิตสูงและคุณภาพของผลผลิตดีขึ้น 

6. ชวยใหผลผลิตคงทนเก็บรักษาไวไดนาน  

 

ดานปศุสัตว 

1. ชวยกําจัดกลิ่นเหม็นจากฟารมสัตวไกสุกรไดภายใน 24 ชม. 

2. ชวยกําจัดน้ำเสียจากฟารมไดภายใน 1 - 2 สัปดาห 

3. ชวยปองกันโรคอหิวาหและโรคระบาดตางๆในสัตวแทนยาปฏิชีวนะและอื่นๆได้

4. ชวยกําจัดแมลงวันดวยการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันไมใหเขาดักแดเกิดเปนตัวแมลงวัน 

5. ชวยเสริมสุขภาพสัตวเลี้ยงใหแข็งแรงมีความตานทานโรคใหผลผลิตสูงและอัตราการรอดสูง 

 

ดานการประมง 

1. ชวยควบคุมคุณภาพน้ำในบอเลี้ยงสัตวน้ำได 

2. ชวยแกปญหาโรคพยาธิในน้ำซึ่งเปนอันตรายตอสัตว์น้ำ 

3. ชวยรักษาโรคแผลตางๆในปลากบจระเข ฯลฯได 

4. ชวยลดปริมาณขี้เลนในบ่อและไมเนาเหม็น สามารถนําไปผสมเปนปุยหมักกับพืชต่างๆได้ดี

 

ดานสิ่งแวดลอม 

1. ชวยบําบัดน้ำเสียจากการเกษตรปศุสัตวการประมงโรงงานอุตสาหกรรมชุมชนและสถาน ประกอบการทั่วไป 

2. ชวยกําจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะการเลี้ยงสัตวโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนตางๆ 

3. ปรับสภาพของเสีย เชนเศษอาหารจากครัวเรือนใหเปนประโยชนตอการเลี้ยงสัตวและการเพาะปลูกพืช 

4. กําจัดขยะดวยการยอยสลายใหมีจํานวนลดนอยลงสามารถนําไปใชประโยชน์ได 

5. ชวยปรับสภาพอากาศที่เสียใหสดชื่น และมีสภาพดีขึ้น 

Comments