:: contest‎ > ‎

ขั้นตอนการพัฒนาระบบงานฐานข้อมูล

โพสต์20 มิ.ย. 2554 11:29โดยJitraporn Palee
1. รวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ (User Requirements)
              ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญมาก เราจะต้องทราบว่าใครบ้างที่จะมา
       เป็นผู้ใช้ระบบ (User) เช่น พนักงานฝ่ายขาย พนักงานฝ่ายบัญชี หรือผู้-
       บริหาร เป็นต้นหลังจากนั้นจะต้องทำการรวบรวมความต้องการของผู้ใช้
       ระบบบให้ครอบคลุม และชัดเจนมากที่สุด ควรนำเอาตัวอย่างเอกสารที่
       เกี่ยวข้อง แบบฟอร์มที่ทำงานจริงมาศึกษาเพื่อจะได้ออกแบบและเขียน
       โปรแกรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

2. ขั้นการออกแบบระบบ (System Design)
               การออกแบบระบบถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาระบบงานฐาน
       ข้อมูลว่าจะสำเร็จหรือไม่  ซึ่งหากเราออกแบบระบบได้ดีจะทำให้สามารถ 
       เขียนโปรแกรมและดูแลรักษาระบบต่อไปได้ง่าย ซึ่งการออกแบบระบบ
       นี้จะครอบคลุมถึงการออกแบบโปรแกรมข้อมูลและฐานข้อมูลสำหรับการ 
       ออกแบบโปรแกรมโดยส่วนใหญ่จะอาศัยแบบแปลนที่เรียกว่า Data - 
       Flow Diagram เพื่อวิเคราะห์ Input/Output  และการทำงานของระบบ

ส่วนการออกแบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วย 2 ขั้นตอนคือ
           1. ระดับ Conceptual  คือ การออกแบบภาพรวมของระบบ เช่น จะแบ่งข้อมูลออกเป็นกี่ตาราง แต่ละตา-
รางว่ามีความสัมพันธ์อย่างไร  หลังจากนั้นทำการ Normalization เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล  ส่วนการออก
แบบฐานข้อมูลระดับ Conceptual นี้โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้ ER-Diagram (Entity-Relationship Diagram) ใน
ออกแบบ 
           2. การออกแบบระดับ Logical คือการออกแบบในรายละเอียดของข้อมูล เช่นในตารางประกอบไปด้วย
ฟิลด์อะไรบ้าง มีฟิลด์ใดเป็น Index และชนิดของฟิลด์มีขนาดเท่าใด เช่น เป็นตัวเลข ตัวอักษร หรือ เป็นประ-
เภท วันที่/เวลา เป็นต้น รวมถึงขอบเขตของข้อมูลในแต่ละฟิลด์ว่ามีค่าเป็นอะไรได้บ้าง

 3. การเขียนโปรแกรม (Create Program)
            หลังจากที่ได้แบบแปลนของระบบแล้ว เราจึงจะเริ่มพัฒนาโปรแกรมตามระบบที่ได้รับการออกแบบไว้
เพื่อให้ได้ระบบที่มีความเชื่อถือได้สูง    เพราะถ้าเราเขียนโปรแกรมโดยที่ไม่ได้ออกแบบก่อนจะทำให้เกิดข้อ
ผิดพลาดผิดพลาดขึ้นได้ง่าย และโปรแกรมที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย
          อย่างไรก็ดี ขั้นตอนนี้อาจมีการสร้างแบบจำลองหรือที่เรียกว่า Prototype (โปรโตไทพ์) เพื่อเป็นตัวอย่าง 
ให้ผู้ใช้ได้เห็นว่าระบบที่เราสร้างขึ้นมาตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริง และอาจการกลับไปแก้ไขแบบแปลน
ที่เราได้ออกแบบไว้ เพื่อให้ได้ระบบที่มีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง  

4. การทดสอบโปรแกรม (Program Test)
           เป็นการทดสอบโปรแกรมที่ได้เขียนมาเพื่อกำจัดข้อผิดพลาดต่าง ๆ   ที่อาจเกิดขึ้นได้  ซึ่งโปรแกรมที่ดี
ควรมีการทดสอบอย่างละเอียด ในทุก function การทำงานและต้องมีการทดสอบระบบโดยรวมทั้งระบบเพื่อให้ 
ได้โปรแกรมที่ไม่มีข้อผิดพลาด หรือมีความผิดพลาดน้อยที่สุด

5. การติดตั้งและใช้งาน (Systems Implementation and Use)
           หลังจากที่ได้เขียนโปรแกรมและทดสอบความเรียบร้อยแล้ว   ขั้นตอนต่อไป คือ การติดตั้งโปรแกรมที่
เราได้พัฒนาขึ้นมาให้แก่ผู้ใช้ระบบ รวมทั้งสอนวิธีการใช้งานด้วย เพื่อให้ผู้ใช้ระบบสามารถทำงานได้ต่อไป 
ในกระบวนการพัฒนาระบบการติดตั้งนั้นประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ 
          1. การกำหนดตารางเวลา (Scheduling) ซึ่งแสดงถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบตั้งแต่เริ่มต้น
             จนเสร็จ
          2. การใส่รหัสโปรแกรมหรือการเขียนโปรแกรม (Program Coding) เป็นกระบวนการเขียนคำสั่งซึ่งสา-
มารถวิ่งอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใส่รหัสโปรแกรมเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดซึ่งอาจมีหลายจุด
ที่เป็นอันตรายต่อองค์กร เช่น สิ่งซึ่งต้องการใช้แรงงานจำนวมมากมักจะแพง โครงการทำงานที่ต้องใช้ความ 
ละเอียด   โดยปกติจะต้องใช้ระยะเวลานานความต้องการของผู้ใช้คือโปรแกรมที่คิดว่าพอใจ  อาจเปลี่ยนเมื่อ
โปรแกรมทำเสร็จแล้ว ซึ่งทำให้งานช้าออกไป
          3. การฝึกอบรมผู้ใช้ มีการตัดสินใจความต้องการของงานผู้ใช้ (Determine user job requirement) การ 
ตัดสินใจเกี่ยวกับความต้องการการฝึกเฉพาะอย่าง (Determaine specific training needs) การประเมินทรัพ-
ยากรสำหรับการฝึกอบรม (Evaluate traning resources) การพัฒนาโปรแกรม(หลักสูตร)สำหรับการฝึกอบรม 
(Develop the training program)  การใช้โปรแกรมการฝึกอบรม (Implement the training program) และ การ
การประเมินผลการฝึกอบรม (Evaluate training outcomes) เป็นต้น

6. การบำรุงรักษาระบบ (System maintenamce)
           เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่องตามที่ต้องการ แนวทางในการบำรุง
รักษาระบบนี้นิยมใช้ 4 แนวทางดังนี้
          1. การบำรุงรักษาเพื่อให้มีความถูกต้องเสมอ (Corrective maintenance) คือ การบำรุงรักษาและแก้ไข
              ข้อผิดพลาดของระบบที่อาจเกิดจากการออกแบบระบบ
          2. บำรุงรักษาเพื่อปรับเปลี่ยนตามความเปลี่ยนแปลง (Adaptive maintenance) คือ การบำรุงรักษาเพื่อ
              ปรับเปลี่ยนระบบตามความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลและความต้องการของผู้ใช้
          3. การบำรุงรักษาเพื่อให้ระบบทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด (Perfective maintenance)คือ การบำรุงรักษา
              โดยการปรับปรุงให้ระบบทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพสูง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้
          4. การบำรุงรักษาเพื่อป้องกัน (Preventive maintenance)  คือ การบำรุงรักษา  และการตรวจสอบระบบ
              โดยสม่ำเสมอ 
Comments