ผีเสื้อ

ผีเสื้อจัดเป็นสัตว์ในไฟลัมอาร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda) เช่นเดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผีเสื้ออยู่ในอันดับเลพิดอปเทอรา (Orderlepidoptera) ของชันอินเซกตา (Class Insecta) แมลงที่อยู่ในอันดับนี้มีลักษณเด่นตรงที่ปีกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกัน  คำว่าเลพิดอปเทอรา (Lepidoptera) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ เลพิส (Iepis) แปลว่าปีก   นั่นก็คือ  ปีก,เกล็ด หรือ ปีกมีเกล็ด
ทำไมเราจึงเรียกแมลงปีกบางสีสดสวยนี้ว่า ผีเสื้อ  สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากปีกของผีเสื้อมีสีสันสดใสเหมือนกับสีของเสื้อผ้าที่คนเราสวมใส่  และการที่ผีเสื้อบินร่อนไปมา  ทำให้คนโบราณคิดกันไปว่ามีผีไปสิงอยู่ในตัวมัน  แม้นแต่ในปัจจุบัน  ชาวชนบทบางแห่งก็ยังเรียกผีเสื้อว่า แมลงผี  บางท่านก็สันนิฐานว่ามาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางอีสานเชื่อว่าการที่มีผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากมายจะเกิดโรคระบาด จึงทำให้เข้าใจกันว่าผีเสื้อเป็นผีเชื้อโรค  สำหรับทางภาคเหนือเรียกผีเสื้อว่า แมงกะป้อหรือแมงกะเบี้ย  ชื่อเรียกในภาษาอื่น มีเช่น   ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโจโจ้  ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่าหู่เตี๊ยบ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Butterfly  แต่ไม่ว่าแมลงปีกบางที่ประดับด้วยเกล็ดหลากสีสันนี้จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม  ผู้คนต่างยอมรับว่าผีเสื้อคือหนึ่งในหมู่แมลงที่สร้างความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ

เกล็ดของผีเสื้อ

เกล็ดปีกของผีเสื้อมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ เกล็ดที่ไม่มีเม็ดสีแต่เป็นสันนูนขึ้นมา  เมื่อสะท้อนแสงจะเกิดสีรุ้งแวววาว และเกล็ดที่มีเม็ดสีอยู่ภายใน  เม็ดสีภายในเกล็ดนี้เกิดได้ทั้งจากสารเคมีที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองและสารเคมีที่แปรรูปจากสารอาหารที่หนอนผีเสื้อกินเข้าไป  เกล็ดสีเมื่อมองเกล็ดด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นเพียงฝุ่นสี  และบอบบางมากเพียงสัมผัสด้วยปลายนิ้วเบา ๆ ก็จะหลุดติดมือมาทันที

สารที่ทำให้เกิดเม็ดสีต่าง ๆ ในเกล็ดคือ
   1. เทอรีน (pterrin) เป็นสารที่แปรรูปมาจากกรดยูริก  ในวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ มีสีส้มและสีแดง  สีแดงเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศจะซีดลงเรื่อย ๆ
   2. ฟลาโวน  (flavone) เป็นสารที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองไม่ได้  ต้องได้รับมาจากพืชที่กินเข้าไปในระยะตัวหนอน  ทำให้มีสีขาวจนถึงสีเหลือง พบในวงศ์ผีเสื้อสีตาลและวงศ์ผีเสื้อบินเร็วบางชนิด
   3. เมลานิน (melanin) มีสีดำเป็นเม็ดสีแบบเดียวกับคนและสัตว์ทั่วไป 
 ส่วนสีเขียวและสีม่วงฟ้าเกิดจากเกล็ดที่ไม่มีสี  เมื่อแสงส่องผ่านเยื่อบาง ๆ หลายชั้นของแผ่นปีกจะสะท้อนออกเป็นสีดังกล่าว


กำเนิดผีเสื้อ

ในบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกนี้  สัตว์จำพวกแมลงมีจำนวนชนิดมากถึง 3 ใน 4 ของสัตว์ทั้งหมด  ด้วยวิวัฒนาการอันยาวนาน  แมลงจึงมีลักษณะแตกต่างหลากหลายมาก ซึ่งเราศึกษาได้จากซากดึกดำบรรพ์  ที่ค้นพบในปัจจุบัน   แต่สำหรับแมลงในกลุ่มของผีเสื้อที่มีแผ่นปีกอันบอบบาง  ซากของมันคงจะชำรุดเสียหายได้ง่ายหลังจากที่มันตายลง   ซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อที่พบในปัจจุบัน จึงไม่สมบูรณ์พอที่จะบอกเรื่องราวของมันในอดีดได้มากนัก  เราคงต้องอาศัยจินตนาการและการคาดเดาในบางส่วน












วิวัฒนาการของผีเสื้อ

แมลงที่เราพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน   ส่วนใหญ่มีวัฒนาการมาตั้งแต่ยุค  คาร์บอนนิเฟอร์รัส (Carboniferous) ราว 300 ล้านปีก่อน   จากซากดึกดำบรรพ์  พบว่ามีผีเสื้ออาจจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษของแมลงในอันดับ  มีคอปเทอรา (Mecoptera)  ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในยุค เพอร์เมียน (Permian) ตอนต้น หรือประมาณ 250 ล้านปีก่อน  แต่กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นผีเสื้อได้ ก็ต้องใช้เวลาหลังจากนั้นอีกหลายล้านปี  เพราะว่าซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางคืนที่เก่าแก่ที่สุดที่เราค้นพบมีอายุอยู่ในราว 100 - 400 ล้านปีก่อน  ส่วนซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางวันมีอายุแค่ 40 ล้านปีเท่านั้น
ถ้าเราลองดูความสัมพันธ์ของผีเสื้อกับพืชมีดอกในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ว่าทั้งสองมีวิวัฒนาการมาร่วมกัน ทั้งนี้เพราะผีเสื้อเกือบทุกชนิดมีปากเป็นท่องวง ที่วิวัฒนาการมาเพื่อใช้ดูดน้ำหวานที่อยู่ลึกลงไปในดอกไม้ พืชดอกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบมา   มีอายุอยู่ในราว 90 ล้านปีก่อน   เมื่อดูความหลากหลายของพืชดอกซึ่งมีอยู่มากมายในยุคนั้นแล้ว   พืชมีดอกก็น่าจะกำเนิดขึ้นก่อนช่วงเวลาดังกล่าว   คือเมื่อราว 150 - 200 ล้านปีก่อน    ดังนั้น  ถ้าผีเสื้อกับพืชดอกมีวิวัฒนาการมาร่วมกันแล้ว   ผีเสื้อก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยอย่างไรก็ตาม   เรายังคงสรุปให้ชัดเจนลงไปไม่ได้ว่าผีเสื้อถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่แน่    จนกว่าเราจะค้นพบหลักฐานจากอดีดที่มากพอ


ผีเสื้อยักษ์

นักวิทยาศาสตร์พบว่าแมลงในยุคแรกเริ่มนั้น มีขนาดใหญ่กว่าแมลงที่เราพบเห็นในปัจจุบันหลายเท่า เช่น แมลงปอ (Meganeura monyi) มีปีกกว้างจากปลายปีกซ้ายถึงปลายปีกขวาถึง 65 ซม.
นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ผีเสื้อในยุคแรกไม่น่าจะมีขนาดใหญ่เช่นนั้น แต่มีขนาดใกล้เคียงกับผีเสื้อขนาดใหญ่ในปัจจุบัน เช่น ผีเสื้อในกลุ่มผีเสื้อปีกนก (Birdwing) หรือผีเสื้อยักษ์ (Attacus atlas) ที่อาศัยอยู่แถบเอเชีย
หลักฐานที่พอจะสนับสนุนความคิดนี้ก็คือ การค้นพบร่องรอยของผีเสื้อที่ประทับอยู่บนแผ่นหิน มีอายุราว 30 ล้านปีก่อนในสมัยโอลิโกซีน (Oligocene) อยู่ในยุคเทอร์เชียรี  แสดงให้เห็นถึงเส้นโครงร่างปีกและขนาดว่าใกล้เคียงกับผีเสื้อในยุคปัจจุบันมาก
นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าผีเสื้อในยุคแรก ๆ น่าจะมีสีสีนไม่สะดุดตานัก  ส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาลขาว



ผีเสื้อกับดอกไม้

ความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ไม่อาจแยกขาดกันได้  ในธรรมชาติพืชพรรณไม้หลายชนิดได้อาศัยผีเสื้อช่วยในการผสมเกสร  โดยใช้สีสันความงามของกลีบดอก หรือใช้กลิ่นหอมดึงดูดให้ผีเสื้อเข้ามาตอมและดูดกินน้ำหวานเป็นสิ่งตอบแทน ขณะเดียวกันเกสรดอกไม้ก็จะติดตามแข้งขาหรือลำตัวของผีเสื้อ  เมื่อผีเสื้อบินไปเกาะยังดอกอื่น ก็จะช่วยทำให้เกิดการผสมเกสรขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผีเสื้อก็มีส่วนทำลายต้นพืช  เพราะขณะที่ผีเสื้อมีชีวิตอยู่ในขั้นของตัวหนอนก็จะต้องกินใบหรือส่วนอื่น ๆ ของพืช เพื่อการเติบโตเป็นผีเสื้อและแพร่ขยายพันธ์ต่อไป