อุปนิสัยของสิงโต

อุปนิสัยของสิงโต

 

     สิงโตอาศัยบนพื้นดินเป็นหลัก ปีนต้นไม้ได้ โดยเฉพาะสิงโตวัยเด็กมักชอบปีนต้นไม้เล่น เมื่อเติบโตขึ้นมาจึงปีนน้อยลง แต่สิงโตในบางพื้นที่ได้แก่สิงโตในอุทยานแห่งชาติเลกแมนยาราของแทนซาเนียกับอุทยานแห่งชาติควีนเอลิซาเบทของยูกันดา มักใช้เวลาตอนกลางวันพักผ่อนอยู่บนต้นไม้ พฤติกรรมเช่นนี้สันนิษฐานว่าเพื่อหนีแมลงรบกวนที่อาศัยอยู่ในพุ่มไม้ บางทฤษฎีก็เชื่อว่าต้องการหลีกหนีจากควายและช้าง

วิดีโอ YouTube

สิงโต

สิงโตไม่ชอบน้ำเช่นเดียวกับเสือและแมวทั่วไป แต่สิงโตก็ว่ายน้ำได้เก่ง เคยมีผู้พบสิงโตว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโอคาแวนโกและแม่น้ำสายใหญ่อื่น ๆ หลายครั้ง

สิงโตจัดว่าเป็นจอมขี้เกียจ ขี้เกียจที่สุดในจำนวนเสือและแมวทุกชนิดในโลก ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์เช่นในอุทยานแห่งชาติเซเรนเกตตี โงโรโงโรเครเตอร์ หรือไนโรบี เวลาแต่ละวันของสิงโตจะหมดไปกับการนอนถึง 20 ชั่วโมง เวลาในการเดินทางราว 3 ชั่วโมง และกินอีกราว 1 ชั่วโมง สิงโตเดินทางน้อยมากเพียงวันละไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น หากเป็นพื้นที่ทุรกันดารซึ่งมีสัตว์เหยื่อกระจัดกระจาย สิงโตอาจต้องเดินมากขึ้นเป็นคืนละ 12-13 กิโลเมตร

สิงโตเป็นสัตว์ในตระกูลแมวที่มีสังคมแน่นแฟ้นที่สุด ขนาดของฝูงวัดด้วยจำนวนของตัวเมียในฝูง ฝูงสิงโตแอฟริกามักประกอบด้วยตัวเมียตั้งแต่ 4-12 ตัว ซึ่งมักเป็นพี่น้องหรือญาติกันและลูกสิงโต สิงโตตัวเมียจะช่วยกันดูแลเลี้ยงดูสิงโตเด็ก และอาจช่วยกันให้นมโดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นลูกของตนหรือไม่ ส่วนตัวผู้อาจมีอยู่ราวหนึ่งถึงหกตัว สิงโตตัวผู้ในฝูงอาจเป็นญาติกันก็ได้

สิงโตบางฝูงอาจประกอบด้วยสิงโตที่ไม่ใช่ญาติกัน แต่มีน้อยมาก เคยมีการพบฝูงแบบนี้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทั้งสองกรณีเกิดจากฝูงย้ายถิ่นมาจากพื้นที่เดิม ฝูงแรกย้ายมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์เพื่อการล่าคาลาฮารีกลางในบอตสวานา เนื่องจากพื้นที่เดิมแห้งแล้งอดอยาก อีกฝูงหนึ่งย้ายมาจากอุทยานแห่งชาติครูเกอร์เนื่องจากมีการล่าสิงโตอย่างหนัก

ขนาดและเขตหากินของฝูงมักขึ้นอยู่กับประเภทของพื้นที่และความอุดมสมบูรณ์ของเหยื่อ พื้นที่ยิ่งอุดมสมบูรณ์ฝูงก็ยิ่งใหญ่ ส่วนในพื้นที่แร้นแค้นฝูงจะเล็กลงหรืออาจหากินโดยลำพังก็ได้ ฝูงที่ใหญ่ที่สุดพบในทุ่งหญ้าแอฟริกาตะวันออกซึ่งเป็นที่ที่อาหารการกินสมบูรณ์ เช่นในโงโรโกโรเครเตอร์ซึ่งมีเหยื่ออุดมสมบูรณ์ เคยมีผู้พบฝูงขนาด 20 ตัวมาแล้ว ส่วนในอุทยานแห่งชาติคาลาฮารีเกมสบอกของแอฟริกาใต้ มีขนาดฝูงเฉลี่ยเพียง 2.2 ตัว

ในอินเดีย ฝูงสิงโตเอเชียมีขนาดเล็กกว่า ส่วนใหญ่มีตัวเมียเพียงสองตัว ฝูงที่ใหญ่ที่สุดก็มีเพียง 5 ตัวเท่านั้น ฝูงสิงโตเอเชียอาจมีตัวผู้จ่าฝูงได้มากกว่าหนึ่งตัวร่วมกันปกครองฝูง สิงโตเอเชียตัวผู้จะเข้ามาอยู่ในฝูงเฉพาะช่วงต้องการผสมพันธุ์หรือเมื่อมีการล่าเหยื่อขนาดใหญ่ได้เท่านั้น เหตุที่สังคมของสิงโตป่าเกียร์ไม่แน่นแฟ้นมากเท่าสิงโตในแอฟริกาอาจเป็นเพราะสัตว์เหยื่อที่นี่มีขนาดเล็กกว่าก็ได้

เช่นเดียวกับเสือชนิดอื่น ๆ สิงโตชอบปล่อยกลิ่นไว้เพื่อปรากาศอาณาเขตของตน โดยหันก้นเข้าใส่เป้าหมายซึ่งมักเป็นพุ่มไม้หรือต้นไม้แล้วเยี่ยวใส่เป็นฝอย ทั้งตัวผู้และตัวเมียทำแบบเดียวกัน แต่ตัวผู้ทำบ่อยกว่า สิงโตในฝูงเดียวกันมักปล่อยกลิ่นที่จุดเดียวกัน เมื่อตัวหนึ่งปล่อยกลิ่น ตัวอื่นก็จะมาทำแบบเดียวกันทันที

สิงโตหากินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนใหญ่มักหากินช่วงพลบค่ำและรุ่งสาง และยังพบว่าการล่าในคืนเดือนมืดประสบความสำเร็จมากกว่าคืนเดือนหงาย สิงโตที่ล่าเพียงลำพังจะย่องเข้าไปหาเหยื่ออย่างเชื่องช้าทีละนิดโดยอาศัยสิ่งแวดล้อมกำบัง เมื่อเข้าใกล้จนอยู่ในระยะไม่เกิน 30 เมตรแล้วจึงค่อยวิ่งออกไปตะครุบ ส่วนการออกล่าเป็นฝูงซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าจะทำโดยกระจายกำลังกันออกเป็นกลุ่มย่อยสามกลุ่ม คือปีกซ้าย ปีกขวา และกองกลาง กลุ่มละประมาณ 1-7 ตัว ฝ่ายปีกมักเป็นฝ่ายเริ่มจู่โจมก่อน คอย ไล่เหยื่อให้แตกตื่นหนีไปทางฝ่ายกลองกลางที่ซุ่มรออยู่ เมื่อเหยื่อวิ่งไปถึงจนได้ระยะและกำหนดตัวเหยื่อได้ พวกที่ซุ่มอยู่ก็จะกระโจนออกมาสังหาร ตัวที่ทำหน้าที่เป็นกองกลางมักเป็นสิงโตตัวใหญ่ บางครั้งก็มีการแลกเปลี่ยนตำแหน่งในการออกล่าบ้างเหมือนกัน ชนิดของเหยื่อมีผลต่อการแบ่งหน้าที่ของสิงโตแต่ละตัวในการล่าด้วย เช่นพบว่าสิงโตบางตัวมักรับตำแหน่งเป็นผู้นำในการล่าหมูป่า แต่ในการล่าควายกลับไปทำหน้าที่เป็นลูกทีม

สิงโต

จากการสังเกตการล่าในอุทยานแห่งชาติอิโตชา แซนเดอร์พบว่าการล่าเป็นฝูงให้ผลสำเร็จมากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการล่าเพียงลำพังมีโอกาสสำเร็จเพียง 2.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สภาพลมฟ้าอากาศอาจเป็นสิ่งช่วยในการอำพรางสิงโตจากสายตาเหยื่อได้ สิงโตออกล่าบ่อยครั้งในช่วงพายุตั้งเค้า และประสบความสำเร็จได้มากกว่าในการล่าในช่วงลมพัดแรง

การฆ่าของสิงโตมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของเหยื่อ สัตว์เล็กอย่างลูกแอนติโลป กาเซลล์ทอมบ์สัน หรือกระต่ายป่า สิงโตจะตบแล้วตะครุบด้วยสองตีน ตามด้วยเข้ากัดที่คอด้านหน้าหรือด้านหลัง ส่วนเหยื่อขนาดม้าหลายหรือวีลเดอบีสต์ สิงโตจะโถมเข้าใส่แล้วดึงหรือลากให้ล้มลง แล้วกัดที่คอหรือจมูก เหยื่อที่ถูกกัดคอจะตายเพราะเลือดไม่ไหลเวียน เหยื่อที่ถูกกัดจมูกจะตายเพราะหายใจไม่ออก

เมื่อเหยื่อตายลงจะถูกกินทันที ต่างจากเสือโคร่งและเสือดาวที่มักจะลากเหยื่อไปเป็นระยะทางไกลก่อนจะกิน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นเหยื่อขนาดเล็กก็อาจมีการคาบไปกินในพุ่มไม้ใกล้ ๆ บ้าง อวัยวะที่จะถูกกินเป็นอันดับต้นได้แก่ เครื่องใน ต้นขา และสะโพก สิงโตบางพื้นที่มีการลากลำไส้เหยื่อออกมาฝังดินด้วย แต่พฤติกรรมเช่นนี้พบไม่บ่อยในเซเรนเกตตี

การล่าเหยื่อเกือบทั้งหมดเป็นหน้าที่ของตัวเมียเท่านั้น ตัวผู้มักไม่ค่อยออกแรงล่าเหยื่อ สแตนเดอร์ (1992a) พบว่าสิงโตตัวผู้ในอุทยานแห่งชาติอีโตชาในนามิเบียมีส่วนร่วมในการล่าเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของการล่าทั้งหมด (461 ครั้ง) เท่านั้น แต่เมื่อล่าเหยื่อได้แล้ว ตัวผู้ซึ่งไม่ได้ออกแรงล่าเหยื่อเลยมักเป็นตัวแรกที่ได้กินเหยื่อก่อน เมื่อตัวผู้กินเสร็จจึงเป็นคราวของตัวเมีย ส่วนลูกสิงโตจะได้กินเป็นลำดับสุดท้าย ดังนั้นในภาวะเหยื่อขาดแคลน ลูกสิงโตจึงมักอดตายก่อน

อาหารของสิงโตมักเป็นสัตว์ใหญ่ เช่นวิลเดอบีสต์ ควายป่า ม้าลาย ลูกแรด ลูกฮิปโป ลูกช้าง และลูกยีราฟ ในพื้นที่เดียวกัน สิงโตแต่ละฝูงอาจมีเหยื่อโปรดต่างชนิดกัน นั่นแสดงถึงพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างชัดเจน บางครั้งก็กินสัตว์เล็กอย่างสัตว์ฟันแทะ นก ในอินเดีย อาหารหลักคือกวางดาว (45%) ซึ่งหนักเพียง 50 กิโลกรัม ที่นิยมรองลงมาคือกวางป่า (15%)

บางครั้งสิงโตก็ขุดดินหาเหยื่อที่อยู่ในดินเหมือนกัน สิงโตขุดดินมากกว่าเสือชนิดใด ๆ โดยเฉพาะเพื่อล่าหมูป่าที่หนีเข้าไปหลบในโพรงของอาร์ตวาร์ก

ด้วยความที่เป็นถึงจ้าวป่า กำยำ พละกำลังมาก สิงโตจึงมักแย่งเหยื่อจากสัตว์นักล่าชนิดอื่นเช่นเสือดาวและเสือชีตาห์อยู่เสมอ

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นจ้าวป่า แต่บ่อยครั้งก็พบว่าสิงโตกินซากเหมือนกัน โดยเฉพาะตัวผู้ ในเซเรนเกตตี อาหารราวกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของสิงโตมาจากการแทะซาก ส่วนในพื้นที่แห้งแล้งมักไม่พบสิงโตกินซากมากนัก มีเพียงราว 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สิงโตอดน้ำได้ดี ในพื้นที่แห้งแล้ง สิงโตอาศัยน้ำจากตัวเหยื่อก็อยู่ได้ บางครั้งอาจรับน้ำจากต้นไม้ด้วย เช่นแตงซามา (tsama melon) ในทะเลทรายคาลาฮารี

สิงโตมีพื้นที่หากินกว้าง บางครั้งกว้างถึง 500 ตารางกิโลเมตร ภายในฝูงใหญ่มักมีแยกเป็นกลุ่มย่อยกระจัดกระจายออกไปกินภายในพื้นที่ของฝูงหลัก และแต่ละตัวก็ยังมีบางช่วงที่แยกตัวออกไปอยู่เพียงลำพังด้วย ฝูงสิงโตมักมีพื้นที่หากินคงที่ เคยพบฝูงสิงโตสามฝูงในเซเรนเกตีครอบครองอาณาเขตเดิมเป็นเวลานานกว่า 20 ปี

ส่วนสิงโตในป่าเกียร์ ตัวผู้มีพื้นที่หากิน 100-140 ตารางกิโลเมตร ตัวเมียมีพื้นที่หากินราว 50 ตารางกิโลเมตร

ในหมู่ตัวผู้ก็มีสังคมของตัวผู้เหมือนกัน ตัวผู้ที่ไม่มีฝูงครอบครองซึ่งอาจเป็นตัวที่ยังไม่ถึงวัยหรือตัวที่เป็นอดีตจ่าฝูงก็มีการรวมฝูงเพื่อหากินร่วมกัน ฝูงตัวผู้ที่มีสมาชิกมากกว่า 4 ตัวมักเป็นลูกพี่ลูกน้องกันหรืออาจเป็นพี่น้องกัน ส่วนฝูงที่มีเพียงสองตัวมักไม่ใช่ญาติกัน เคยพบฝูงสามตัวที่มีสองตัวเป็นญาติกันกับสิงโตที่ไม่ใช่ญาติอีกตัวหนึ่ง แต่ฝูงแบบหลังนี้พบน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าความสำเร็จในการผสมพันธุ์มักแปรตามขนาดของฝูงด้วย

ชีวิตของสิงโตตัวผู้เต็มไปด้วยเรื่องของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ ตัวที่เป็นจ่าฝูงจะต้องต่อสู้รักษาบัลลังก์ของตัวเองอย่างเข้มแข็งเอาเป็นเอาตาย ถ้าหากแพ้ก็จะถูกขับไล่ไปจากฝูง และผู้ชนะก็ได้ครอบครองฝูงแทน โดยเฉลี่ยแล้วจ่าฝูงแต่ละตัวครองตำแหน่งได้ราว 2-3 ปีเท่านั้น เมื่อจ่าฝูงตัวใหม่ยึดอำนาจของจ่าฝูงตัวเดิมได้แล้ว มักจะฆ่าลูกสิงโตในฝูงทิ้งทั้งหมด แม้แม่สิงโตจะปกป้องก็ตาม เพื่อขจัดเสี้ยนหนามและเลือดเนื้อของจ่าฝูงตัวเดิมให้สิ้น และเพื่อให้ตัวเมียหมดภาระในการเลี้ยงดูลูกอีกต่อไป ลูกสิงโตเกือบทั้งหมดจะถูกฆ่าภายในเดือนแรก ส่วนลูกสิงโตที่เพิ่งเกิดที่เป็นเลือดเนื้อของจ่าฝูงตัวเดิมก็มักถูกจ่าฝูงตัวใหม่ฆ่าทิ้งทันที หลังจากการเข้าครอบครองฝูงของจ่าฝูงใหม่ได้ราวสามเดือน ตัวเมียในฝูงจะเริ่มแสดงอาการยั่วยวนอย่างเด่นชัด แต่ยังคงไม่ยอมให้ผสมพันธุ์ทันที สิงโตสาวจะใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อเลือกตัวผู้ที่แข็งแรงที่สุดซึ่งมักเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดมาเป็นพ่อของลูก

ปัจจุบันที่อยู่อาศัยของสิงโตกับเสือโคร่งแยกจากกัน จึงไม่มีโอกาสที่จ้าวป่าสองชนิดนี้จะมาพบกันหรือต่อสู่กัน แต่ในอดีตเคยมีการจับมาต่อสู้กัน ผลปรากฏว่าเสือโคร่งเป็นฝ่ายชนะเสมอ จากการสังเกตโดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของสวนสัตว์บรองซ์ซึ่งมีลูกสิงโตและลูกเสือโคร่งเติบโตมาด้วยกันและประลองกำลังกันเป็นบางครั้ง พบว่าเสือโคร่งมีชั้นเชิงการต่อสู้เหนือกว่าและเป็นฝ่ายชนะทุกครั้ง

แม้รูปร่างของสิงโตมีสัดส่วนใกล้เคียงเสือโคร่งมาก แต่แขนขาที่ล่ำสันที่เหมาะสำหรับต่อสู้อาจเป็นอุปสรรคสำหรับการทำความเร็ว สิงโตวิ่งได้เร็วที่สุดประมาณ 48-59 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระโดดข้ามรั้วที่สูงถึง 2-3 เมตรได้

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสิงโตก็คือ เสียงคำราม สิงโตคำรามได้ยินไปไกลถึง 5 กิโลเมตรสำหรับหูคน แต่สำหรับสิงโตด้วยกันย่อมได้ยินเสียงคำรามได้จากระยะไกลกว่านั้น เสียงคำรามแต่ละตัวก็มีเสียงเฉพาะตัวด้วย สิงโตคำรามได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่เสียงคำรามของตัวผู้จะลึกกว่าและดังกว่า สิงโตคำรามบ่อยที่สุดช่วงเช้ามืด หัวค่ำ และกลางดึก นอกพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งสิงโตมักถูกคุกคามและสัตว์กีบซึ่งเป็นเหยื่อหลักมีน้อย ฝูงสิงโตมักมีขนาดเล็กลงมาก และไม่ค่อยคำราม

นอกจากเสียงคำรามแล้ว สิงโตยังเปล่งเสียงแบบอื่นได้อีกหลายแบบ เช่น เสียงครึ่ดแบบหมู เสียงฉู่ฉี่ เสียงกรืด ๆ ในลำคอ หรือแม้แต่เสียงเมี้ยว

Comments