รำโทน

  “…เพลงรำวง หรือเพลงที่ชาวบ้านเรียกว่า เพลงโทน รำโทน ซึ่งแพร่หลายกันอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะมีที่มาจากเมืองหลวง  แต่ในปัจจุบันก็ได้กลายสภาพเป็นเพลงพื้นบ้านของบางท้องถิ่นอย่างเต็มตัว บางท้องถิ่นจะมีเพลงโทน รำโทน สำนวนเฉพาะถิ่น และเพลงรำวงซึ่งแพร่ไปจากกรุงเทพฯ ต่างๆกัน เพลงรำวงเป็นเพลงที่น่าสนใจกลุ่มหนึ่ง เพราะผสมผสานทั้งเพลงชาวบ้านและเพลงชาวเมือง…”

                                                       
 

        สาวน้อยเอวกลม

                 สาวน้อยเอวกลม ทำผมดัดลอน ดัดคลื่น  ใส่น้ำมันหอมลื่น  สวมแต่หมวกใบลาน

        แต่ตัวทันสมัย  สาวไทยสมัยพิบูล   ถือกระเป๋าจันทบูรณ์  แม่คุณจะไปไหนกัน

        ฉันจะไปดูโขน ฉันจะไปดูหนัง    มะนั่งรถรางไปด้วยกัน

        ขอเชิญสาวงาม

                 ขอเชิญสาวงาม  ร้องรำถวายหลวงพ่อ  อนิจารูปหล่อ รูปหล่อยักคิ้วข้างเดียว

        จะพายเรือเข้าไปรับ ขากลับกะไรน้ำเชี่ยว   รับเธอคนเดียว  น้ำเชี่ยวก็ขอพายไป

        น้ำเชี่ยวก็ขอพายไป

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับเพลงรำโทน 

         สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นสมัยที่รำโทนกำลังเฟื่อง  มีการปรับปรุงด้านวัฒนธรรมกันหลายอย่าง  แม้แต่วันแม่ก็มีประกวดแม่แห่งชาติ  โดยการประกวดแม่ลูกดกกันใหญ่โต  หันมาทางศิลปะการละเล่น  คณะรัฐมนตรี  โดยการแนะนำของท่านนายกจอมพลเอง  มีมติให้จัดพิมพ์หนังสือชุดวัฒนธรรมขึ้น  และเฉพาะที่กระทรวงมหาดไทย  ของพลโทมังกร  พรหมโยธี  รับผิดชอบต้องจัดทำมี  3  เล่ม  คือหนังสือบ้านไทยสวนไทย  และหนังสือ การเล่นพื้นเมือง  หนังสือเล่มนั้นพิมพ์สมัยปฏิรูปการเขียนหนังสือไทย  อ่านสมัยนี้ลำบากใจ  เพราะคำว่ากระทรวง  ต้องกลายเป็น “กระซวง”  แปลกตาน่าชม  มีการละเล่นอยู่ 18 อย่างที่มาตรา11,12 แห่งพระราชกฤษฏีกากำหนดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการแสดงละคร พุทธศักราช 2485 กำหนดไว้ว่าเล่นได้โดยไม่ต้องขออนุญาต  ได้แก่เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเรือ เพลงพวงมาลัย เพลงปรบไก่ เพลงระบำหม่งครุ่ม  คุลาตีไม้ ระเบ็ง ร็องเง็ง รำโคม งูกินหาง ฉุยฉาย ช่วงชัยรำ ชักชา ซอเมือง ฟ้อนเซิ้ง หมอลำหมอแคน แม่ศรี

         การแสดงนี้มีข้อกำหนดกว้างๆว่า เป็นการเล่นตามฤดูกาล ใช้สถานที่ที่เหมาะสม ไม่กีดขวางหนทาง  การแสดงต้อง “เป็นไปอย่างอารยชน”  แต่ที่ท่านปรารถนาให้เคร่งครัดหน่อยคือ ในการเล่น  การแต่งกาย และการใช้ถ้อยคำนั้นควร “ถูกต้องตามรัฐนิยม” และวัฒนธรรมเป็นอารยะ  ไม่ป่าเถื่อน…ฯลฯ

         ดังนั้นเมื่อผ่านการกล่าวถึงประวัติแต่ละเพลงไปแล้ว  มีการกล่าวถึงการแต่งกายไว้เหมือน ๆ กันทุกครั้งว่า

         “การแต่งกาย  ต้องแต่งให้สุภาพเรียบร้อย  ถูกต้องตามรัฐนิยม และวัฒนธรรม  เช่น ชายนุ่งกางเกงสากล  หญิงสวมกระโปรง  หรือนุ่งกางเกงสากล  และทั้งชายหญิงสวมเสื้อเชิ้ต  สวมหมวกและใส่รองเท้า”

         เมื่อดูสภาพของการทำงานขณะเก็บเกี่ยว  หรือเล่นเพลงเรือโดยการตั้งมาตราเอาไว้เช่นนี้จึงเป็นเรื่องแปลกสำหรับวันนี้  และวันไหนๆมากพอสมควร แต่สิ่งที่จะพูดถึงไม่ใช่การยิ้มเยาะหรือมุ่งล้อเลียนเรื่องนี้ เจตนาของจอมพล ป. ที่ยังสู้คิดถึงเรื่องวัฒนธรรมไทยแขนงนี้อยู่บ้างเป็นเรื่องที่น่าสนใจ  ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการสนับสนุนหรือให้ความสนใจต่อเรื่องศิลปะ  วัฒนธรรมของรัฐบาลยุคต่าง ๆมีน้อยและถูกถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเอาไว้ภายหลัง  แต่อย่างไรก็ตาม  การดำเนินงานของจอมพล ป. ด้านนี้บังเอิญผิดพลาดและทำผิดหลักวิชา  ผลที่ปรากฏออกมาคือ  ถูกหนังสือพิมพ์และนักวิชาการสวดอย่างหนัก…

         …การส่งเสริมให้คนไทยให้คนไทยเดินทางไกลนั้น  เป็นค่านิยมใหม่ในระหว่างสงคราม ซึ่งเข้าใจกันว่าหากมีการอพยพหนีสงครามเป็นกลุ่มใหญ่  ย่อมจะมีความพร้อม  การออกไปชนบทในระหว่างสงคราม  ไม่มีการละเล่นบันเทิงใจอันใดนอกจากการรำโทนของชาวบ้าน  ซึ่งเป็นของพื้นบ้านโดยแท้ที่ไม่ทันสมัยแต่อย่างใดเลย  ผิดจากค่านิยมในตัวท่าน  แต่การกลับปรากฏว่าท่านกลับส่งเสริมให้คนไทยเล่นรำวง  จนเป็นสมบัติของชาติมาจนทุกวันนี้   แถมยังสนับสนุนให้แต่งเพลงรำวงขึ้น  เริ่มจากท่านผู้หญิงก็ได้แต่งให้กรมศิลปากรบรรจุทำนองหลายเพลง เช่น  เพลงขวัญใจดอกไม้ของชาติ  บูชานักรบ  ยอดชาญในหาญ  หญิงไทยใจงาม  ดวงจันทร์วันเพ็ญ เป็นต้น  พร้อมกับให้กรมศิลปากรคิดท่ารำวงมาตรฐานขึ้นให้ถึง 10 ท่า  การส่งเสริมรำวงนี้  นับเป็นรัฐนิยมที่แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว  เกิดเพลงรำวงขึ้นในกรมโฆษณามากมายเหลือที่จะกล่าวได้  เกิดคณะรำวงบ้านบาตร  และคณะรำวงชาวสามย่าน  (เลิศ  ประสมทรัพย์  ประชุม  พุ่มศิริ)  เพลงเอกเช่นศึกบางระจัน  อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน

         …เพลงรำวง  เพลงนี้มีประวัติการเกิดแน่นอนว่าอยู่ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ที่มอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นวัฒนธรรมอย่างใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องหมายของความเจริญ  เพลงรำวงเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลทางการเมืองดังกล่าว โดยเอาจังหวะของเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองมาประสมประสานแล้วเรียกว่าเพลงรำวง ในด้านความรับรู้ของชาวบ้านที่บ้านเมืองเก่าจังหวัดสุโขทัยก็รู้กันทั่วไปในลักษณะที่ว่าเพลงเหล่านี้เป็นเพลงสมัยใหม่เกิดขึ้นในสมัยญี่ปุ่นยกทัพเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้นเอง

ตัวอย่างเพลงรำวง บ้านเก่า จังหวัดสุโขทัย

        เพลงเจ้าช่อมะปรางปิง

                  เจ้าช่อมะปรางปิง สวยจริงกำลังจะหล่อ น่ารักจริงหนอ เจ้าช่อมะปรางปิง

         ดอกงามกระไร เสียดายต่ออยู่ปลายกิ่ง  น่ารักจริง ๆ ทุกสิ่งจะเฝ้าแลมอง

         มองไปมองมา สายตาจะพาเป็นสื่อ  ความรักนั้นหรือ เป็นสื่อกันด้วยสายตา

        เพลงสาวรูปสวยสวย

                  สาวรูปสวยสวย   รูปร่างสำรวยเอวกลมสมหน้า

         ถ้าได้น้องมารำเคียงคู่ๆ จะเก็บใส่ตู้เอาไว้บูชา  ขาขึ้นขึ้นตามเขาวงขาลงลงตามเขาชัน

         ตามน้อง ๆ ไม่ทัน หมดปัญญา4

(เพลงนี้เนื้อร้องเหมือนที่ บ้านหมี่ลพบุรี  บ้านวัดโบสถ์สามโก้ ผู้วิจัย)

         …ในช่วงปี พ.ศ. 2485-2488 รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้ส่งเสริมให้มีการรำวงขึ้นนั้น กรมโฆษณาการได้แต่งเพลงรำวงไว้เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น เพลงงามแสงเดือน, ดวงจันทร์วันเพ็ญ, ญวณย่าเหล, ใกล้เข้าไปอีกนิด, บูชานักรบ, ชาวไทย, รำสิมารำ, คืนเดือนหงาย, ดอกไม้ของชาติ, หญิงไทยใจงาม ฯลฯ ภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงแล้ววงดนตรีต่าง ๆ ก็เริ่มเสื่อมสลายไปหมด…

         จะเห็นได้ว่าภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาได้มีวงดนตรีสากลเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เป็นของราชการ กึ่งราชการ และเอกชนนักประพันธ์ที่เคยแต่งเพลงรำวง อย่างเช่นนักประพันธ์ของกรมศิลปากรกรมโฆษณาการ ก็ได้หันมาแต่งเพลงที่ร้องเสียดสีสังคมไทย โดยเฉาะการเมืองในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม [5]

สงครามกับรำโทน
         
         ก่อนหน้านั้น  มีดนตรีออกแสดงกันอยู่มากๆ  หลายประเภท  ยังไม่เรียกกันว่าเป็นดนตรีลูกกรุงหรือลูกทุ่ง  ถือว่าเป็นวงดนตรีของคณะชื่ออะไร  ก็ว่ากันไปตามนั้น  แต่ว่ามีลีลาของการร้องแตกต่างกันออกไป  ผู้ที่ร้องเพลงเป็นแต่ละประเภทเป็นเพลงรำวง  ก็จนได้ฉายาว่า  เป็นราชารำวง  อย่างเช่นเบญจมินทร์  

         ภาวะสงครามนั้น  ชาวบ้านทั่วไปมักชุมนุมกันเล่น “รำโทน”  มีโทนตีให้จังหวะ  รำและร้องเล่น  บางคนแต่งเนื้อร้องให้สนุกสนาน  หลังสงครามทางราชการได้กำหนดให้การเล่นรำวงเป็น “วัฒนธรรม”  อย่างหนึ่งของไทย กรมศิลปากร  กับผู้หญิงละเอียด  พิบูลสงคราม  ภรรยาของนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้แต่งเพลงรำวงบันทึกแผ่นเสียงเผยแพร่ทางวิทยุหลายเพลง  และวงดนตรีของกรมโฆษณาการ  มีเพลงรำวงใหม่ๆออกมาไม่น้อย

         นักแต่งเพลงนักร้องที่ไม่ใช่ข้าราชการ เช่นตุ้มทอง  โชคชนะ (เบญจมินทร์) และเพื่อน  ซึ่งมีความถนัดในเพลงรำวง  ก็ทำเพลงรำวงเป็นเสียงออกขาย  ในแบบแต่งเอง  ร้องเอง เสียงร้องของ”เบญจมินทร์” หากสังเกตกันแล้ว  ได้ส่งอิทธิพลให้แก่เสียงร้องของสุรพล  สมบัติเจริญ   ในเวลาต่อมา  นอกจากเพลงรำวงแล้ว  เพลงเสียงครวญจากเกาหลี  และรักแท้จากหนุ่มไทยที่สมศรี  ม่วงสอนเขียวร้องโต้ตอบกับ “เบญจมินทร์” กล่าวถึงความรักความอาลัยระหว่างทหารไทยที่ไปร่วมรบในสงครามเกาหลี  กับสาวชาวเกาหลี  เป็นเพลงสืบเนื่องมาจากสงครามที่ได้รับความนิยมมาก

         …รัฐบาลไทยที่มีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2481-2487) ได้ส่งเสริมลัทธิชาตินิยมตามแนวเยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น และเอาจริงเอกจังด้าน “รัฐนิยม” และส่งเสริมลัทธิผู้นำที่ถือว่า “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” มีการออกประกาศให้ประชาชนต้องสวมหมวกเมื่อออกนอกเคหสถาน หรือ “มาลานำไทย” เพื่อแสดงออกถึงความเป็นชาติ  ศิวิไลซ์ ยกเลิกวัฒนธรรมอันคร่ำครึน่ารังเกียจและสกปรกด้วยการประกาศห้ามกินหมาก ให้ประชาชนสวมเสื้อผ้าแบบชาวยุโรป สนับสนุนให้ใช้นามบัตรสถาปนาวัฒนธรรมตามอย่างชาติตะวันตกโดยการให้สามี-ภริยาจุมพิตกันก่อนออกไปทำงาน และที่โดดเด่นที่สุดคือ การสร้างเสริมเอกลักษณ์ของชาติด้วยรำวงสามัคคี หรือ “รำโทน”

         วัฒนธรรมรำโทนภายใต้นโยบายแห่งชาติ และภายใต้การนำของจอมพล ป. ได้แพร่กระจายออกสู่ท้องถิ่นไทยทั่วทุกภาคอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีกลไกรัฐ คือ กระทรวงธรรมการเป็นกำลังหลักในการเผยแพร่แนะนำราษฎร จนกระทั่งรำโทนได้กลมกลืนเข้ากับสังคมไทยจนกลายเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของไทยไปในที่สุด  รำวงหรือรำโทน จึงถือว่าเป็นการละเล่นที่สถาปนาและส่งเสริมโดยรัฐที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นผลงานด้านวัฒนธรรมไม่กี่ประเภทที่รับคิดขึ้นแล้วเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า “วัฒนธรรมรำวง” นั้นมีความสอดคล้องกับศิลปะการละเล่นที่มีอยู่ดั้งเดิมของท้องถิ่น และเป็นสิ่งเดียวที่รัฐเป็นคนคิดแล้วประชาชนสามารถสัมผัสได้ และยังสามารถมีส่วนร่วมในการรังสรรค์ผลงานจากภูมิปัญญาของตน

         และรำโทน ซึ่งกลายมาเป็น “รำวง” ในระยะต่อมามิได้ถูกเผยแพร่อยู่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แม้แต่ “สหรัฐไทยเดิม” หรือเชียงตุง ซึ่งอยู่ไกลแสนไกลก็ได้รับอิทธิพลและมีการละเล่นนี้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

         “รำโทน” เป็นศิลปะของคนในท้องถิ่น สาเหตุที่เรียกว่ารำโทนก็เนื่องจากใช้ “โทน” ลักษณะเป็นกลองหน้าเดียวเป็นเครื่องดนตรีหลักในการให้จังหวะ บางครั้งก็เรียกกันว่า “รำวง” โดยเรียกตามลักษณะการก้าวเท้าเคลื่อนย้ายตามกันเป็นวงของผู้รำ และเมื่อชาวกรุงไปพบเข้าจึงเรียกการรำชนิดนี้ว่า “รำวงพื้นเมือง”

         รำวง หรือรำโทน ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อเฉพาะ (proper noun) หรือชื่อตายตัวอย่างที่เป็นในระยะหลัง แต่ชาวท้องถิ่นจะเรียกศิลปะนี้ในชื่ออื่นแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และการร่ายรำชนิดนี้ที่มาจากภาคอีสานหรือจังหวัดในภาคเหนือที่มีคนเชื้อสายลาวอาศัยอยู่ เช่น เพชรบูรณ์ ซึ่งสืบทอดถ่ายโอนมาจากลาว

         ที่มาของรำโทน หรือรำวงนั้นได้จากการเล่า “นิทานก้อม” หมายถึง นิทานสั้นๆ เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณ หรือเรื่องที่กุหรือแต่งขึ้นในภายหลัง การเล่านิทานก้อมมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความสนุกสนาน ตลกโปกฮาและคลายทุกข์โศก ดังนั้นจึงนิยมจัดให้มีการเล่านิทานก้อมในงาน “งันเฮือนดี” หรืองานศพ เพราะเรื่องราวต่างๆในนิทานจะได้สร้างความเพลิดเพลินสนุกสนาน เป็นการปลุกปลอบให้กำลังใจแก่ญาติพี่น้องของคนตายให้ปลงและเลิกโศกเศร้าไปในตัว ส่วนแขกเหรื่อในชุมชนที่มาช่วยงานก็จะได้รับความสนุกเพลิดเพลินในขณะช่วยงานไปด้วย

         สุรินทร์ ภาคศิริ นักแต่งเพลงมีชื่อชาวอีสานและเป็นผู้หนึ่งที่นำเอานิทานก้อมของอีสานมาเป็นพื้นฐานและดัดแปลงคำร้องและโครงสร้างเสียใหม่ให้เป็นเพลงลูกทุ่งหลายเพลง ได้แก่ เพลงบ้องกัญชา ผ้าขาวม้า เป็นต้น

         สุรินทร์ได้ยืนยันว่า รำโทนของอีสานนั้น มีอยู่ในภาคอีสานนานแล้ง หรืออย่างน้อยก็ก่อนการส่งเสริมด้านวัฒนธรรมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยรำโทนอีสานใช้เครื่องดนตรีให้จังหวะเป็นกลองหนังงูเหลือม ซึ่งนิยมเรียกกันว่ากลองหนังกบ แล้วพัฒนามาเป็นกลองหน้าบาน คือหน้ากว้างขึ้นในระยะต่อมา จังหวะที่ใช้ประกอบลำในครั้งนั้นเป็นเสียง “ปอดป่อง ปอดป่องๆๆๆ” ตามเสียงของกลองหนังงูเหลือม

         เพลงที่ผู้แต่งๆขึ้นเลียนเสียงกลองหนังกบและเข้าจังหวะกันได้ดี คือ เพลง “บักหลอดปอดป่อง” เพลงนี้ “เบญจมินทร์” ได้นำมาอัดแผ่นเสียงมีเนื้อร้องขึ้นต้นด้วยสร้อยเพลงว่า “บักหลอดปอดป่องไถนาวันพระ ฝนตกฮะบักหลอดปอดป่อง”นี่คือตัวอย่างเพลงที่ได้จากรำโทนหรือนิทานก้อมที่สุรินทร์ ภาคศิริ นำดัดแปลงและให้กาเหว่า เสียงทอง ร้องอัดแผ่นเสียง

         ด้วยความห่างไกลและความยากลำบากในการเดินทางไปมาระหว่างภาคอีสานกับภาคอื่น โดยเฉพาะเส้นทางอีสาน-กรุงเทพฯ ทำให้ลำพื้นหรือลำจากนิทานก้อม หรือรำโทน หรือรำวงไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยโดยทั่วไป ชาวไทยภาคอื่นได้รู้จักลำพื้น หรือลำจากนิทานก้อมจากผู้มีเชื้อสายลาวเอาเมื่อช่วงปี 2481 – 2487 ในนามของ “รำโทน” จากการนำมา “โปรโมท” ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี“รำโทน” หรือ “รำวง” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสร้างชาติด้วยการเชิดชูวัฒนธรรมของชาติของ “นายพลตราไก่” จอมพล ป. พิบูลสงคราม

         จอมพล ป. ได้ “รำโทน” มาจากการออกท้องที่ตรวจราชการตามจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือด้านที่ติดกับภาคอีสานและชายแดนลาว โดยเฉพาะเพชรบูรณ์ จังหวัดที่จอมพล ป. หมายมั่นที่จะสถาปนาให้เป็นเมืองหลวงของไทยภายหลังจากการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ โดยชาวบ้านได้นำศิลปะ “รำโทน” มาแสดงเพื่อให้การต้อนรับผุ้นำประเทศ

         ผู้ที่ทำหน้าที่ในการจดบันทึกคำร้องและจดจำจังหวะทำนองรำโทนจากชาวบ้านเวลานั้น ก็คือ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยาของนายกรัฐมนตรีนั่นเอง

         ดังนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ชาวไทยทั้งประเทศจะได้รับรู้ สัมผัส และเดียงสาต่อเพลงรำวงที่รัฐบาลสร้างขึ้นเป็นแม่แบบจำนวน 10 เพลง ซึ่งเรียกว่า “รำวงมาตราฐาน” อันได้แก่ 1) เพลง ดอกไม้ของชาติ 2) ดวงจันทร์วันเพ็ญ 3) บูชานักรบ 4) ดวงจันทร์ขวัญฟ้า 5) หญิงไทยใจงาม 6) ยอดชายใจหาญ 7) งามแสงเดือน 8) ชาวไทย 9) รำซิมารำ 10) คืนเดือนหงายนั้น มีชื่อของท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เป็นผู้ที่แต่งเนื้อร้องอยู่ถึง 6 เพลงและบางส่วนของ 6 เพลงในลิขสิทธิ์ของท่านผู้หญิงละเอียดนี้ ได้มีผู้นำไปบันทึกแผ่นเสียงด้วยการสร้างดนตรีประกอบขึ้นใหม่ เขาผู้นั้นก็คือ สมบัติ เพชรลานนา หรือพิพัฒน์ บริบูรณ์ หรือ อิง ชาวอีสาน เจ้าของลิขสิทธิ์เพลงผู้ใหญ่ลี

         สมบัติเคยเข้าไปกราบขอเพลงจากท่านผู้หญิงที่เขาเรียกด้วยความรักเคารพและสำนึกในบุญคุณว่า “คุณย่า” และเขาได้ทราบความจริงจากปากของท่านผู้หญิงว่า เพลงที่เป็นกรรมสิทธิ์และลิขสิทธิ์ของท่านผู้หญิงนั้น “เป็นของชาวบ้าน” ที่ท่านได้จดมาจากคราวที่ได้ติดตามจอมพล ป. ไปตรวจราชการต่างจังหวัด

         ภายหลังการนำเพลงรำวงมาตรฐานออกเผยแพร่โดยกลไกรัฐได้แก่ กระทรวงธรรมการ และด้วยการส่งเสริมอย่างเอาจริงเอาจังของท่านผู้นำ “รำโทน” ก็ได้รับต้อนรับจากประชาชนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯนั้นได้เกิดคณะรำวงหรือคณะรำโทนขึ้นเป็นจำนวนมาก ขนาดว่างานวัดอันถือว่าเป็นมหรสพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น วัดใดหากไม่จัดประกวดรำโทนหรือรำวงแล้ว ก็ถือว่ายังเป็นงานพื้นๆไม่น่าสนใจ

         นอกจากจะเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ รำวงหรือรำโทนยังขยายอาณาเขตเผื่อแผ่ไปยังประชาชนชาวไทใหญ่ในเชียงตุง หรือ”สหรัฐไทยเดิม” ของไทยด้วย

         และที่สำคัญ “รำโทน” ได้ถูกส่งกลับไปยังถิ่นเดิมของตนคือ ภาคอีสานในรูปลักษณ์ใหม่ ในชื่อ “รำโทน” หรือ “รำวง” เข้าทำนองเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน โดยเส้นทางและสายลำเลียงของกลไกรัฐ

         เมื่อรับเอารำโทนฉบับประทับยี่ห้อ “ตราไก่” อันเป็นสัญลักษณ์ของ “ท่านผู้นำ” แล้ว ชาวอีสานก็ได้พัฒนารำโทนต่อไปให้ออกมาเป็นท่วงทำนองของลำอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า “ลำเพลิน” อันเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะหมอลำกับเพลงรำโทนดังจะเห็นได้จากการที่ “ลำเพลิน” มีเนื้อร้องเป็น 2 ภาษา (2 Version) คือ ภาษาอีสานในรูปของลำกับภาษาไทยกลางในรูปของเพลง รวมอยู่ในกลอนลำเพลินเสมอ

         แม้จะถูกอำนาจรัฐยื้อแย่งศิลปะรำโทนไปเป็นศิลปะประจำชาติ และแม้ชาวอีสานจะหันไปนิยม “รำโทน” ในรูปแบบใหม่ของรัฐก็ตาม แต่ในท้องถิ่นอีสานก็ยังมีการผลิตเพลงในรูปของ “นิทานก้อม” แบบดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง เพราะเพลงในท่วงทำนองรำโทนนี้ เป็นวิถีชีวิตและเป็นบุคลิกอันลึกซึ้งของคนอีสาน

         ต่อมารูปแบบท่วงทำนอง ลีลาของ “รำโทน” ได้รับการดัดแปลงและเสริมแต่งจากนักประพันธ์เพลงในแต่ละท้องถิ่นเป็นการเพิ่มสีสันให้สมกับที่เป็นเพลงประกอบท่ารำให้หลากหลายเพิ่มขึ้น โดยนำเอาจังหวะในเพลงเซิ้งลาว รำพม่า ผสมผสานกับจังหวะรำวงมาตรฐานของกรมศิลปากร และก้าวหน้าไปถึงขั้นนำเอาจังหวะเต้นรำสากล อาทิ คองก้า รุมบ้า และชะชะช่า เข้ามาแต่งเติมให้มีจังหวะหลากหลายและเย้ายวนชวนโยกย้ายยิ่งขึ้น

         ในส่วนของเนื้อหาและเรื่องราวของเพลง (plot) นั้น ก็ได้จากประสบการณ์ของนักแต่งเพลงและสภาพแวดล้อมในแต่และท้องถิ่น โดยมีเรื่องราวการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวและเรื่องราวในวงรำ เป็นพื้น-เป็นแกน

         เพลงรำวงมาตรฐาน หรือที่คณะรำโทนในสมัยนั้นเรียกว่า “เพลงโบราณ” นั้นเป็นเพลงแม่บทของกรมศิลปากรที่ทำเอาไว้เป็นการสนับสนุนแก่คณะรำโทน และเป็นมาตรฐานและหลักเกณฑ์ตามนโยบายของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เรียกกันว่า “รำวงมาตรฐาน” ซึ่งหนังสือ

         “รำวงมาตรฐานเป็นการปรับปรุงรำโทนของชาวบ้าน โดยแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงขึ้นใหม่ แล้วนำท่ารำแม่บทบางท่าของนาฏศิลป์มาใช้เป็นท่ารำ เช่น ท่าสอดสร้อยมาลา ใช้รำกับเพลงงามแสงเดือน ท่าชักแป้งผัดหน้า ใช้รำกับเพลงชาวไทย

         “รำวงมาตรฐานมีด้วยกัน 10 เพลง แต่งเนื้อร้องโดยท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม รวม 6 เพลงเป็นเนื้อร้องของกรมศิลปากร 2 เพลง คือเพลงดอกไม้ของชาติ ใช้ท่ารำแขกเต้าเข้ารัง กับท่าผาลาเพียงไหล่ส่วนทำนองอีก 4 เพลงกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้แต่ง ได้แก่ เพลงบูชานักรบ ใช้ท่าล่อแก้ว และท่าของแก้ว เพลงหญิงไทยใจงาม ใช้ท่าพรหมสี่หน้าและท่ายุงฟ้อนหาง

         “เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ใช้ท่ารำช้างประสานงากับท่าจันทร์ทรงกลดแปลง; เพลงยอดชายใจหาญ รำท่าชะนีร่ายไม้ และท่าจ่อเพลิงกาฬ ที่เหลือคือเพลงงามแสงเดือน ใช้ท่ารำสอดสร้อยมาลา; เพลงชาวไทย รำท่าชักแป้งผัดหน้า; เพลงรำซิมารำ รำท่ารำส่าย และเพลงสอดสร้อยมาลาแปลงนั้น จมื่นมานิตย์นเรศ นามเดิมเฉลิม เศวตนันท์ แต่งเนื้อร้อง และนายมนตรี ตราโมท ปรับปรุงทำนองเพลงจากของเดิม

         “สำหรับผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำวงมาตรฐานทั้ง 10 เพลงคือ หม่อมต่วน นามจริงคือ นางศุภลักษณ์  ภัทรนาวิน  นางมัลลี คงประภัศร์ และนางมุล ยมคุปต์” [9]

         ในภูมภาคนี้ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่มีศิลปะเพลงรำวงเช่นเดียวกับของไทยและลาว คือกัมพูชา ผู้เขียนไม่เคยลงพื้นที่ในต่างจังหวัดของกัมพูชา เนื่องจากไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ จึงได้สัมผัสเฉพาะในเขตกรุงพนมเปญเท่านั้น

         มีรำวงเขมรและญวนมีจัวหวะและท่วงท่ารำมีส่วนคล้ายรำวงลาวมากกว่ารำวงไทย กล่าวคือไม่มีการรำเป็นวงอย่างรำวงไทยเท่านั้น แต่จะมีท่ารำเป็นแบบแผนอย่างการรำในรำวงลาว

         สิ่งโดดเด่นและประทับใจผู้เขียนที่สุดคือ เพลงรำวงเขมร เพราะมีความไพเราะมาก ภาษาและสำเนียงของคนเขมรนั้นช่างเข้ากันเหลือเกินกับจังหวะพลิ้วไหวและการเอื้อนของเพลงรำวง บางเพลงนั้นราวกับจะเห็นตัวคนร้องไสรถคนไข้ออกหน้าเวทีกระนั้น เพราะเสียงนักร้องช่างเหมือนเสียงของพระเอกลูกทุ่ง-ไพรวัลย์ ลูกเพชรของเราเหลือเกิน

         เพลงจากลำพื้น-เพลงนิทานก้อมของอีสาน, รำวงไทย, รำวงเชียงตุง, รำวงลาวและรำวงเขมร ถือว่าเป็นศิลปวัฒนธรรมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตโลดแล่นที่สามารถเอาตัวเราเข้าไปสัมผัสได้และวิธีที่ง่ายที่สุดของผู้รักในศิลปะเพลงลูกทุ่งที่จะได้สัมผัสรสแห่งสุนทรีย์ของต้นแบบเพลงรำวง คือข้ามโขงไปอีกฟาก เพลงรำวงลาวพร้อมอ้าแขนต้อนรับท่านอยู่แล้ว ณ ถิ่นกำเนิด เพลงรำวงของชาวคณะชาวสามย่านทุกเพลงได้มีการอัดแผ่นเสียงไว้กับห้างกมล สุโกศล โดยใช้ตราแผ่นเสียงตรา “หมอเหลือง”

         ลุงสุรินทร์เล่าว่า แม้เพลงและการรำวงของคณะชาวสามย่านจะเป็นที่ติดอกติดใจของบรรดาแฟนๆในกรุง แต่ด้านคุณภาพของเพลงในแผ่นเสียงเมื่อเทียบกับเพลงรำวงของนักร้องคนอื่นแล้ว ถือว่ายังเป็นรองอยู่มาก โดยเฉพาะเพลงรำวงของเบญจมินทร์ “ราชาเพลงรำวง” ซึ่งอัดกับห้าง ต.เง็กชวน

         ลุงสุรินทร์วิเคราะห์ว่าเพลงของชาวสามย่านนั้นจังหวะ (Rythm) ไม่ดีเนื่องจากการอัดแผ่นเสียงของห้างสุโกศลนั้นใช้ผู้ควบคุมเป็น ‘แขก’ อันหมายถึงชาวอินเดีย ซึ่งลุงสุรินทร์ได้แสดงทัศนะส่วนตัวว่าไม่มีทางที่ ‘แขก’ จะเข้าใจเพลงรำโทนหรือรำวงได้ดีเท่าคนไทย ผลลัพท์ที่ออกมาจึงอยู่ในระดับที่ไม่เป็นที่พอใจ

         ลุงสุรินทร์ชี้แจงถึงความล้มเหลวในขั้นตอนการบันทึกเสียงในห้องอัดว่า“คุณคิดดูนะ แขกเขาให้ตั้งกลองไว้เสียไกลเชียว เสียงกลองจึงแผ่วกว่าที่ควรจะเป็น”เหตุผลที่ต้องยกตัวอย่างของการวางตำแหน่งของกลองในการบันทึกเสียง ลุงสุรินทร์ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะว่า กลองคือสิ่งที่สำคัญสุดของเพลงรำวง เพลงรำวงต้องอาศัยความเด่นของเสียงกลอง กลองคือหัวใจของเพลงรำวง

         …รำวงมีกำเนิดมาจาก รำโทน  แต่เดิมรำโทนเป็นการเล่นพื้นเมืองอย่างหนึ่งที่นิยมเล่นกันในฤดูเทศกาลของท้องถิ่นบางจังหวัด  คำว่า”รำโทน” สันนิษฐานว่าเรียกชื่อจากการเลียนเสียงตามเครื่องดนตรีประกอบจังหวะที่เป็นหลัก คือ “ โทน” ซึ่งตีเป็นลำนำเสียง  “ป๊ะ  โทน  ป๊ะ  โทน  ป๊ะ  โทน  โทน”

         ลักษณะการรำโทนนั้นเป็นการรำคู่ระหว่างชายหญิงให้เข้ากับจังหวะโทน  โดยไม่มีท่ารำกำหนดเป็นแบบแผนตายตัว  ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  รำโทนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายตามจังหวัดอื่นๆ บทร้องมีหลายลักษณะ  เริ่มตั้งแต่บทชมโฉม  บทเกี้ยวพาราสี  บทสัพยอกหยอกเย้า และบทพรอดพร่ำร่ำลาจากกัน

         ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2484-2499)  ประชาชนจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี  ปัจจุบันคือ กรุงเทพมหานครพากันนิยมเล่นรำโทน  รัฐบาลสมัยจอมพลแปลก  พิบูลสงคราม  มีวัตถุประสงค์  จะเชิดชูศิลปะการเล่นรำโทน  ให้มีระเบียบเรียบร้อยเป็นแบบแผนอันดีงามตามแบบนาฏศิลป์ไทย  จึงมอบให้กรมศิลปากรพิจารณาปรับปรุงการเล่นรำโทนใหม่  เมื่อ พ.ศ. 2478  กรมศิลปากรจึงสร้างบทร้องขึ้นใหม่  4 บทคือ เพลงงามแสงเดือน  ชาวไทย  มาซิมารำ  และคืนเดือนหงาย  โดยปรับปรุงทำนองเพลงและเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่นพร้อมทั้งจัดท่ารำให้งดงามถูกต้องตามแบบฉบับนาฏศิลป์ไทย  คือ  นำแม่ท่าในท่ารำแม่บท  อาทิเช่น  ท่าสอดสร้อยมาลา  ท่าชักแป้งผัดหน้า  เป็นต้น  มากำหนดไว้เป็นแบบฉบับท่ารำมาตรฐาน  และเปลี่ยนชื่อที่เรียกว่า”รำโทน”  มาเป็นรำวง  โดยให้เหตุผลว่า  ผู้เล่นรำกันเป็นวงนั่นเอง  ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด  พิบูลสงคราม  แต่งบทขับร้องขึ้นใหม่อีก  6  บท คือ เพลงดอกไม้ของชาติ  ดวงจันทร์-วันเพ็ญ  บูชานักรบ  หญิงไทยใจงาม  ดวงจันทร์ขวัญฟ้า  และยอดชายใจหาญ  ผู้ประพันธ์บทร้อง 4 บท ของกรมศิลปากรนั้นคือ  จมื่นมานิตย์  นเรศ (เฉลิม  เศวตนันท์ )  ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง หัวหน้าของกองการสังคีต  ผู้ปรับปรุงทำนองเพลง คือ นายมนตรี  ตราโมท  หัวหน้าแผนกดุริยางค์ไทยสมัยนั้น  สำหรับผู้ประดิษฐ์ท่ารำ  คือ  หม่อมต่วน  (นางศุภลักษณ์  ภัทรนาวิก)  นางมัลลี  คงประภัทร์  และนางลมุล  ยมะคุปต์  เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้เล่นกันแพร่หลายและให้มีแบบแผนอันเดียวกัน  กรมศิลปากรจึงเรียกว่า “รำวงมาตรฐาน”

รำวงแบบบท

         รำวงแบบบท  หรือการละเล่นรำวงนี้  เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวบ้าน  ตำบลวังลึก  อำเภอศรีสำโรง  จังหวัดสุโขทัย  ซึ่งมีมานานแล้ว และเผยแพร่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  เพลงที่นิยมเล่นกันระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองคือ เนื้อเพลงที่กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองในยามสงครามว่า

                 หวอ  หวอ  หวอ  หวอทีไรจิตใจกันให้นึกกลุ้ม เสียงมันดังบูมบูม 

                 ชวนกันลงหลุมหลบภัย หวอทีไร  ฟัง  ฟังไป ระเบิดเวลา

         ต่อมาได้รวบรวมเป็นคณะรำวงอาชีพหลายคณะด้วยกัน  ในปี พ.ศ.2489  รำวงชื่อ “คณะเสมาทอง”  เป็นคณะของครูหนุ่มสาวตำบลวังลึก   อำเภอศรีสำโรง  จังหวัดสุโขทัย  ได้นำรำวงแบบบทไปแสดงร่วมในงานเปิดโรงพยาบาลศรีสังวร  อำเภอศรีสำโรง  จังหวัดสุโขทัย  ซึ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม  นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น  และท่านผู้หญิงละเอียด  พิบูลสงครามไปร่วมงานด้วยได้ชมการแสดงรำวงแบบบทก็พอใจ  จึงนำเนื้อร้อง  ทำนอง  มามอบให้กรมศิลปากรปรับปรุงแก้ไข   กลายเป็นรำวงมาตรฐานที่ใช้รำกันในปัจจุบันนี้

         รำวงแบบบท วิทยาลัยนาฎศิลปสุโขทัยได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์  สำเนาจันทร์จรูญ  ครูใหญ่โรงเรียนวัดหนองรั้งเหนือ  ตำบลคลองตาล  อำเภอศรีสำโรง  จังหวัดสุโขทัย

         ลักษณะผู้แสดง  จะเดินรำวงเป็นวงกลมเวียงตามกันไปเรื่อยๆ  แต่มีบางเพลงที่ผุ้รำต้องหยุดยืนอยู่กับที่  แล้วจึงรำ  บางเพลงก็รำเพียงผู้เดียว ส่วนผู้เล่นที่เหลือก็จะช่วยปรบมือให้จังหวะ  เนื้อร้องส่วนใหญ่เป็นบทเกี้ยวพาราสี   บางเพลงจะกล่าวถึงนิทานหรือวรรณคดีไทย  เช่นเรื่องขุนช้าง  ขุนแผน  เวสสันดรชาดก  เป็นต้น

         เครื่องดนตรี  ได้แก่  โทน  หรือกลองรำมะ  ฉิ่ง  ฉาบใหญ่  ฉาบเล็ก  กรับ  การแต่งกาย  แต่งแบบพื้นบ้าน  ฝ่ายหญิงสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอกนุ่งผ้าโจงกระเบน  มีผ้าคล้องคอ  ฝ่ายชายสวมเสื้อคอกลมแขนสั้น นุ่งผ้าโจงกระเบนมีผ้าคาดเอว

เอกสารอ้างอิง

1 ลักษณะของเพลงพื้นบ้าน  ศิลป การละเล่น และการแสดงพื้นบ้านของไทย   มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

2 อเนก  นาวิกมูล. เพลงนอกศตวรรษ. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2522.

อเนก  นาวิกมูล. สารานุกรมเพลงพื้นบ้านภาคกลาง.  กรุงเทพฯ : พิฆเณศ. หนังสือที่ระลึกเนื่องใน

งานพระราชทานเพลิงศพ นางทองอยู่   รักษาพล(แม่เพลง). 10 สิงหาคม 2528.

3 ปราณี  วงษ์เทศ พื้นบ้านพื้นเมือง  โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์ พ.ศ.2525

4 ปราณี  วงษ์เทศ พื้นบ้านพื้นเมือง  โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์ พ.ศ.2525

5 ศมกมล  ลิมปิชัย  กว่าจะเป็นธุรกิจเทปเพลง  โครงการหนังสือชุดนิเทศศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2536

6 อเนก  นาวิกมูล. คนเพลงและเพลงพื้นบ้านภาคกลาง. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. 2531.

7 สุกรี  เจริญสุข  จะฟังดนตรีอย่างไรให้ไพเราะ เรือนแก้วการพิมพ์  พ.ศ. 2522

8 กมล  เกตุสิริ  จากเพลงพื้นบ้านถึงเพลงไทย นิตยสารดนตรีกาล ปีที่1 ฉบับที่2 กันยายน 2526

9 คอลัมน์ ไทยคดีอีสาน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน พ.ศ. 2542

10 ณรงค์ชัย  ปิฎกรัชต์  สารานุกรมเพลงไทย  โรงพิมพ์เรือนแก้ว
 
 
 
Comments