ซ.สถานที่สำคัญ

สถานที่สำคัญ
 
1.วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร      สถานที่สำคัญทางศาสนา
 
วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
ที่ตั้ง

            วัดพระธาตุเชิงชุมตั้งอยู่ริมหนองหารในเขต เทศบาลสกลนคร มีพื้นที่ 18 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา อยู่ปลายสุดของถนนเจริญเมือง มี อาณาเขตดังนี้
ทิศเหนือและทิศตะวันออก ติดกับหนองหารหลวงและบ้านเรือนชาวคุ้มทิศ ตะวันตก ติดกับถนนเรืองสวัสดิ์ ทิศใต้ ติดกับ ถนนเจริญเมือง
ประวัติความเป็นมา

            ตามอุรังค นิทาน กล่าวว่า วัดพระธาตุเชิงชุม เป็นสถานที่ พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาโปรดชาวเมืองหนองหาร หลวง และกล่าวว่าบริเวณนี้เป็นที่บรรจุพระบาท ของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า กุกสันโธ โกนาคมโน กัส สะโป และโคตมะ ซึ่งก่อนจะเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน ต้องไปประทับรอยพระบาทไว้ที่นั่นทุก พระองค์ นับว่าพระพุทธเจ้าพระนามว่า ศรี อาริยเมตตรัย องค์ที่ 5 ในภัทกัปป์นี้ ก็จะประทับรอยพระบาทไว้เช่นกัน ด้วยเห ตะนี้จึงถือกันว่าวัดพระธาตุเชิงชุม จึงเป็นวัดแรกที่พระยาสุวรรณภิงคาระ พระะ นางนารายณ์เจงเวง และเจ้าคำแดง อนุชาพระยา สิวรรณภิงคาร มาสร้างวัดขึ้นเมื่อย้ายราชธานี จากบริเวณซ่งน้ำพุและท่านางอายฝั่งตรงข้าม หนองหาร เมื่อครั้งหนองหารล่มเพราะการกระทำของ พญานาค                                                                                                                          

อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานเสมา หินที่พบอยู่รอบ ๆ วัดพระธาตุเชิงชุม และหลักฐานแท่านบูชารูปเคารพ ตลอดยนศิลาจารึกตัว อักษรขอมในพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 ซึ่งอยู่ ติดผนังทางเข้าภายในอุโมงค์พระธาตุเชิงชุม (ชั้นใน) ซึ่งก่อเป็นพระธานุหรือ สถูปขนาดเล็ก หลักฐานเหล่านี้บ่งบอกว่า บริเวณ วัดพระธาตุเชิงชุมได้มีชุมชนเกิดขึ้น ต่อเนื่องกันมา โดยเฉพาะศิลาจารึกที่กรอบประตู ทางเข้าปรางค์ขอมหรือสถูป ซึ่งมีความกว้าง 49 ซ.ม. ยาว 52 ซ.ม. เขียน เป็นตัวอักษรขอมโบราณ เนื้อความกล่าวถึงบุคคลจำนวน หนึ่ง ได้พากันไปชี้แจงแก่โขลญพล หัว หน้าหมู่บ้าน พระนุรพิเนาตามคำแนะนำ ของกำแสดงว่าที่ดินที่ราษฎรหมู่บ้านพะ นุรนิเนามอบให้โบลูญพลนี้มี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่ดินในหลักเขต ให้ขึ้น กับหัวหน้าหมู่บ้านพะนุรพิเนา นอกจาก เรื่องการมอบที่ดินแล้ว ข้อความตอนท้ายของ จารึกได้กล่าวถึงการกัลปนาของโขลญพลที่ได้ อุทิศตน สิ่งของที่นา แด่เทวสถานและสงกรานต์ กล่าวโดยสรุปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมคงถูกปกครอง โดยคนกลุ่มขอมที่พากันสร้างวัด โดยอุทิศ ที่ดิน บริวาร ข้าทาส ให้ดูแลวัด หรือศา สนสถานแห่งนี้ ซึ่งอาจเป็นศาสนสถานตาม คติพราหมณ์หรือพุทธมหายานก็ได้                                                                                 
 ความสำคัญต่อชุมชน
            หลักฐานการตั้งชุมชนบริเวณวัดพระ ธาตุเชิงชุมในสมัยรัตนโกสินทร์ค่อนข้างเด่น ชัด โดยเฉพาะพงศาวดาร ฉบับพระยาประจันตประเทศธานี ( โง่นคำ) กล่าวว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดผ้าจุ)าโลกมหาคาช โปรด เกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมไพร่พลตัวเลก มาตั้งเมืองรักษาพระธาตุเชิงชุม เมื่อมีผู้ คนมากขึ้นก็โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุ เชิงชุม ขึ้นเป็นเมืองสกลทวาปี เมื่อปี พ .ศ.2329 อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดศึก เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฏใน พ.ศ .2370 เมืองสกลนครต้องโทษเป็นกบฎขัดขืนอาญา ศึก เจ้าเมืองฝักใฝ่กับเจ้าอนุวงค์ไม่ได้เตรียม กำลังไพร่พล กระสุนดินดำ เว้ให้ทัพหลวงตาม คำสั่ง พระธานีเจ้าเมืองสกลทวาปีถูกประหาร ชีวิต ญาติพี่น้องเจ้าเมืองถูกกวาดต้อนไปอยู่ เมืองกบิลประจันตคาม จึงทำให้บริเวณวัดพระธาตุ เชิงชุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองถูกทิ้งร้าง ชั่วคราวปล่อยให้หมู่บ้านรอบ ๆ 10 หมู่บ้าน เป็นข้าพระธาตุดูแลวัดแห่งนี้
หลังการกบฎของเจ้าอนุวงศ์ ราชวงศ์ (คำ) แห่งเมือง มหาชัยกองแก้วได้เข้ามาพึ่งบราโพธิสมภาร โปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นพระประเทศธานี(คำ ) เจ้าเมืองและให้ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์มาดำรงตำแหน่ง อุปฮาด ให้ท้าวอินน้องชายราชวงศ์(คำ)เป็น ราชวงศ์ ให้ท้าวบุตรเมืองกาฬสินธุ์เป็นราชวงศ์ มีการสร้าง กุฏิ ศาลาการเปรียญตั้งแต่นั้นมาวัดพระธาตุ เชิงชุมก็เจริญขึ้นตามลำดับ   จึงถือว่าวัดพระธาตุเชิงชุมเป็นศูนย์กลางของเมืองสกลนคร มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระธาตุเชิงชุม

        วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร มีโบราณสถาน โบราณวัตถุสำคัญ ๆ นับแต่องค์พระธาตุเชิงชุม หลวงพ่อพระ พุทธองค์แสน พระอุโบสถ พระวิหาร หอจำศีล ( สิมหลังเล็ก) 90 ไตร ฯลฯ ในที่นี้ขอ อธิบายเฉพาะตัวสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุเท่านั้น 

พระธาตุเชิงชุมเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนสี่ เหลี่ยม สูง 24 เมตรเศษ มีซุ้มประตู 4 ด้าน คือ ด้านตะวันตก ด้านเหนือ ด้านใต้ ลักษณะประตูเป็นประตู ปิด - เปิด ได้แต่เปิดไม่ได้มากเพราะติด องค์สถูปภายใน ซึ่งเจดีย์องค์ใหม่สร้างครอบไว้ ส่วนด้านตะวันออกเป็นประตูทางเข้าสถูปภายใน วิหาร ทรวดทรงของพระธาตุเชิงชุม เป็นทรงเจดีย์ สี่เหลี่ยมลดชั้นจากฐานขึ้นไปสู่ยอดเป็น ช่วง ๆ 3 ช่วง จึงถึงเต้าระฆัง และรับด้วย ดวงปลีที่ทำเป็นทรงบัวเหลี่ยมปักยอดฉัตร ทองคำ ลักษณะการลดชั้นเจดีย์รับด้วยดวงปลี ทรงบัวเหลี่ยม ทำให้องค์พระธาตุเชิงชุมมี ความสวยงามกระทัดรัดไม่เทอะทะ เช่น เจดีย์ทรง ฐานกว้างเตี้ย นอกจากนี้สถาปนิกยังสร้างให้ซุ้ม ประตู 3 ด้าน เพื่อให้ประชาชนเห็นองค์พระธาตุ (สถูป) เดิมภายใน ต่อมาได้มีการ นำพระพุทธรูปปางห้ามญาติ อิทธิพลล้านช้าง มาติดไว้ในซุ้มทั้ง 3 ด้าน นับว่าเป็น ส่วนประกอบองค์สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ และเป็นประติมากรรม แบบล้านช้างที่แท้จริง  องค์ประกอบสำคัญขององค์พระธาตุเชิงชุมคือ ซุ้มประตูโขงทรงหอแก้วดอ เป็นลักษณะหอแก้วเฟื่อง คือ มีขนาดพองาม และ ในพื้นที่ครึ่งหนึ่งของปริมณฑล ทำให้พื้นที่ บริเวณฐานเจดีย์องค์พระธาตุสวยงาม ในส่วนราย ละเอียดของซุ้มประตูนั้นเป็นงานสถาปัตยกรรมฝีมือช่าง ชั้นครู โดยเฉพาะลายของก้นหอยซึ่งทำขนาด ใหญ่น้อยเรียงกันไป เพียงแต่มีปูนขาวทาบ ทับนนหนาปิดบังความคมชัดของลายก้นหอย อันวิจิตรบรรจง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
2.พระตำหนักภูพานราชนิเวช

สถานที่ตั้ง
พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ตั่งอยู่ริมทางหลวงสาย สกลนคร-กาฬสินธุ์หมายเลข 213 บริเวณกิโลเมตรที่ 14 ห่าง จากตัวเมืองสกลนครประมาณ16 กิโลเมตร
สิ่งที่ดึงดูดใจ
พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์จังหวัดสกลนคร เป็นพระ ตำหนักที่สร้างขึ้นในบริเวณเทือกเขาภูพาน ใน พ .ศ.25918 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวเป็นผู้ทรงเลือกพื้นที่สร้างพระตำหนักด้วย พระองค์เอง ทรงใช้แผนที่ทางอากาศและการ เสด็จสำรวจเส้นทางบริเวณ ป่าเขา น้ำตก เป็นปัจจัย ในการกำหนดเขตพื้นที่ก่อสร้างพระตำหนักและ บริเวณพระตำหนึกซึ่งประกอบด้วยเขตพระราชฐาน ชั้นในและเขตพระราชฐานชั้นนอก พื้นที่บริเวณพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เมื่อแรกตั้ง พระตำหนักมี 940 ไร่ ในเวลาต่อมาได้ขยาย เขตพื้นที่เพื่อจัดทำโครงการฟื้นฟูสภาพ ป่าคืนชีวิตสู่ธรรมชาติอีกประมาณ 1,010 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ 1,950 ไร่ นับเป็น พระตำหนักที่สำคัญ ทรงใช้เป็นที่ประทับในช่วง แปรพระราชฐานมาประทับเพื่อทรงติดตามโครง การพระราชดำริในภาคอีสาน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคม นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ ประชาชน ข้าราชการเข้าเผ้าเสด็จตามภารกิจ ต่าง ๆ ขณะทรงประทับที่พระตำหนักแห่งนี้ ใน ช่วงที่ไม่มีการเตรียมรับเสด็จ สำนักพระราช วังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าชมบริเวณพระ ตำหนักชั้นนอก จึงนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่า สนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสกลนคร

สิ่งที่น่า สนใจในด้านการท่องเที่ยว มีสิ่งที่น่า สนใจ 3 ประการคือ

1. หมู่พระตำหนัก

หมู่พระตำหนักประกอบด้วย อาคารหลังพระตำหนักปีกไม้ เป็นพระตำหนักหลังแรก สร้างใน พ.ศ. 2518 เป็นรูปแบบล็อคเดขิน ใช้เป็นเรือน รับรองหลังแรก ต่อมาใน พ.ศ. 2519 ทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างพระตำหนัก ใหญ่เป็นตึกสองชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ บริเวณ เนินหน้าผาห่างจากพระตำหนักปีกไม้ ประมาณ 500 เมตร และยังได้ก่อสร้างพระตำหนักที่มีรูป แบบใกล้เคียงกัน และต่อมาได้มีการสร้าง พระตำหนักหลังหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงกัน รวมเป็น พระตำหนัก 4 หลังห่างจากพระตำหนักใหญ่ประมาณ 1,500 เมตร ได้สร้างบ้านพัก พลโทเปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 2 (ยศ และตำแหน่งขณะนั้น) นอกจากอาคารพระตำหนัก และบ้านพักพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดัง กล่าวแล้ว ยังมีอาคารบ้านพักข้าราชการฝ่าย ในอีก 68 หลังอยู่รายรอบ การปลูกไม้ดอก ได้ประดับอย่างสวยงาม ตามลักษณะภูมิทัศน์ช่วยส่ง เสริมให้พระตำหนักมีความสดชื่น งดงาม ดูเด่น เป็นสง่าน่าประทับใจ

        2. งานภูมิทัศน์
งานภูมิทัศน์ถือว่าเป็นส่วนที่ดึงดูดให้ ประชาชนเข้าชมด้วยความประทับใจ การจัดภูมิ ทัศน์อาศัยสภาพพื้นที่เป็นพื้นฐานในการจัด คือ ลักษณะพื้นที่เป็นเชิงเนินชายเทือกเขาภูพาน ตอนลาง และอาศัยสภาพผิวหน้าดินเป็นหลักใน การปลูกไม้ดอกไม้ประดับคือ เป็นภูเขาหิน ทรายปกคลุมด้วยผังดินทรายสลายบนดินลูก รังโดยหลักการดังกล่าว สวนในพระตำหนัก ภูดานอาจจัดสวนได้ 5 รูปแบบคือ 1. สวนรวมพันธุ์ไม้ (Mixed garden) 2. สวนแบบประดิษฐ์ (Formal Style)
3. สวนแบบธรรมชาติ (Informal Style)
4. สวนหินประดับประดา (Rock garden)
5. สวนประดับหิน (Stone garden)
การจัดสวน นับจากเขตพระราชฐานชั้นนอกพระตำหนัก ริมถนนมีสระน้ำขอบตั้งหินทรายแดง ( Red stone) ปลูกบัวสายสีแดง ชมพู ม่วง ประดับ เรียงราย สลับกับต้นตะแบก ส่วนหระดู่ อีกทั้ง ปลูกไม้ทั้งปลูกไม้ดอกและไม้ใบ สลับให้ สวยงาม หน้ากองรักษาการได้จัดสวนแบบ ประดิษฐ์ มีต้นปกปิดสีเขียว แดง เหลือง ปลูกและ ตัดแต่งเป็นรูปทหารท่าพายปืนดูน่าเกรง ขาม เขตพระราชฐานชั้นใน ทางสำหรับรับ เสด็จพระราชดำเนินต้องผ่านธารน้ำมีการก่อ สร้างสะพานเหล็กทอดข้าม มุมถนนสามแยกจัดสวน ประดิษฐ์เป็นเครื่องหมายประจำพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เป็นรูปยอดพระธาตุเชิงชุม ล้อมรอบด้วยพระ มหามงกุฎ ปลูกต้นปาล์ม พัดโบก ปาล์มบังสูรย์ ต้นเข็ม และต้นยักเป็ดประดับด้วยหินทราย (Stone garden ) ด้านหลังปลูกต้นปาล์มพัด หรือกล้วยลังกาใน หมู่ไม้หมากผู้เมียสีแดง และหมู่สนมูล คลุมต้นด้วยต้นผักชมแดงเป็นจุดเด่น ฝั่ง ตรงข้ามหมู่หินประดับ จัดเสริมไม้ดอกสีต่าง ๆ ตามฤดูกาลแบบรวบรวมพันธุ์ไม้ (Mixed Garden)

บริเวณที่เป็นสวนประดับทั่วไปริม ถนนภายในเขตพระราชฐาน ปลูกปาล์มพัดคู่ สลับเป็นระยะกับร่องไม้ดอก มีดอกบานเช้ากระดุม ทอง บานชื่น และหมู่ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ข้างพระตำหนักเป็นพรรณไม้พุ่ม เนื่องจากแสงส่อง ถึงน้อยจึงเหมาะที่ใช้ไม้พวกคาลาเธี ย สาวน้อยประแป้ง บอนสี และเฟิร์น มาปลูก ประดับ สวนหน้าพระตำหนักจัดประดับหิน แทรกต้น หน้าวัว เทียนหยดด่าง หลิวไทเป กล้วยไม้สกุลอีฟิ เดนดัม สีส้ม กุหลาบ อาซาเลีย หรือ กุหลาบพัน ปีของไทยชยาฮาวายสีต่าง ๆ ปลูกเป็นไม้ พุ่มทั่วไป จุดเด่นในบริเวณนี้อยู่ที่ไม้ พันธุ์ต่าง ๆ จะมีดอกออกดอกตลอดปี และ ในที่นี้มีต้นพลองออกดอกสีม่วง เป็นต้น ไม้ป่าซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงโปรดมาก ที่เรือนคำหอมบริเวณนี้ประดับ ด้วยพันธุ์ไม้ดอกจากป่าภูพาน เช่น ดุสิตา มณี เทวา สวิสจันทร์ ทิย์เกสร ดอกสร้ายสุวรรณ รวมทั้งดอก เทียนป่า การปลูกประดับจะปลูกได้ในปลายฤดู หนาว ดอกไม้เหล่านี้เป็นที่ชื่นชมของประชา ชนผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก

        3.การคืนชีวิตสู่ป่า
เรือนคำหอมที่ประทับในการทอดพระเนตรการประกวดงานศิลปาชีพ พระบาทสมเด็พระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ ทรง ฟื้นฟูสภาพป่าที่แห้งแล้ง รอบนอกพระตำหนัก ภูพานด้วยการปลูกต้นไม้เนื้อแข็ง เป็นไม้ เศรษฐกิจเช่น มะศา ไม้แดง เป็นพื้นที่ประมาณ 100, 000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงลูกไม้ ตามธรรรมชาติ พระราชกรณีกิจดังกล่าวทรง ดำเนินมานานถึง 20 ปี ทำให้ป่าซึ่งแต่ เดิมเป็นป่าหญ้าเพ็มีไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ หลัง จากนั้นในปี พ.ศ.2539 ทรงนำ กวางมาเลี้ยงในเขตพระราชฐานชั้นนอกใน พื้นที่ป่า 50 ไร่ ให้กวางปรับตัวเข้ากับ สภาพป่าก่อนปล่อยสู่ป่าอุทยานแห่งชาติภูพาน นอกจากนี้ยังทรงนำช้างสำคัญ (ช้างเผือกจาก พระตำหนักสวนจิตรลดา รวม 4 เชือก) มาเลี้ยงไว้ ที่โรงช้างและให้ออกหาอาหารตามธรรมชาติ การนำช้างสำคัญ (ช้างเผือกมาไว้ที่พระตำหนัก ภูพานราชนิเวศน์ทำให้เกิดโครงการคืนช้าง สู่ธรรมชาติ นับเป็นจุดสนใจที่นักท่อง เที่ยวจะเห็นช่างเผือกกลับจากหาอาหาร เข้าสู่ โลกช้างในเวลาเย็นอ่างเก็บน้ำที่ใช้ในพระตำหนัก ด้วยเหตุนี้พระตำหนัก ภูพานราชนิเวศน์จึงเป็นสถานที่น่าชมทั้ง พระตำหนักสวนไม้ดอกไม้ประดับและสัตว์ป่าที่ ทรงนำมาเลี้ยงเพื่อคืนชีวิตสู่ป่า

สิ่งอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยว

พระตำหนักภูพาน ราชนิเวศน์ เป็นแหล่งที่สะดวกต่อการเดินทางไป ท่องเที่ยว ทั้งนี้เพราะอยู่ไม่ห่างจากตัวเมือง สกลนครอยู่ริมถนนหลวงสายสกลนคร - กาฬสินธุ์ นักท่อง เที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวทั้งรถ ยนต์ส่วนตัวและการนำพาหนะ สามารถติดต่อเจ้า หน้าที่ที่กองรักษาการเพื่อเข้าชมพระตำหนัก ชั้นนอกได้โดยสะดวก หารต้องการชมพระตำหนักชั้น ในต้องติดต่อทางราชการเพื่อขออนุ๗ าตจากผู้ดูแลพระตำหนักเป็นการล่วงหน้า ปัจจุบันพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์มีประชาชน เข้าชมอย่างต่อเนื่องแสดงถึงความสนใจใน ความงดงามของพระตำหนักแห่งนี้

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  
3.อุทยานแห่งชาติภูพาน

ที่ตั้ง

        อุทยานแห่งชาติภู พาน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ป่าเขา ชมภูพาน" มีเนื้อที่ 699 ตารางกิโลเมตร หรือ 436,785 ไร่ ครอบคลุมเนื้อที่บางส่วน ของ 3 จังหวัดคือสกลนคร นครพนมและกาฬสินธุ์ ประกาศเป็นเขต อาคารอำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติภูพาน อุทยานฯ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2518 ในอดีตพื้น ที่นี้เคยเป็นสมรภูมิรบของคนไทยที่มี ความคิดแตกต่างกัน แต่ในปัจจุบันคือ แหล่งท่อง เที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม สงบเงียบ สำหรับนำนิยม ธรรมชาติป่าเขาและบุปผชาตินานาพรรณ โดยเฉพาะ ดอก "ดุสิตา" ดอกไม้ป่าที่สมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชทานนาม
ลักษณะทั่วไป
        สภาพ ทั่วไปอุทยานแห่งชาติภูพาน เป็นเนินเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ ตลอดจนเนื้อที่ป่าที่เหลืออยู่ ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์พอควร มีความสูงที่ สุดอยู่ตอนเหนือที่ภูเขียว และตอนใต้ตรง เขตติดต่อระหว่างจังหวัดสกลนคร - กาฬสินธุ์ ซึ่งมีความ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร แล้วลาดต่ำ ลงตอนกลางของที่สวนป่าบางแห่งบนยอด เจาและไหล่เขาทางทิศเหนือเป็นทุงหญ้ากว้าง ใหญ่ หญ้าที่ขึ้นอยู่ส่วนใหญ่เป็นเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ บริเวณยอดเขาทางทิศเหนือ และทิศทใต้เป็นเทือกเขา สันปันน้ำ และแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำ ลำ ห้วยหลายสาย เช่น ห้วยน้ำพุง ห้วยน้ำอูน ห้วยสะทด ห้วยขี้หิน ด้วยค้างพลู ห้วยภู ด่าง และห้วยเวียนไพร อาคารผู้เข้ารับการอบรม
สัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่ง ชาติภูพานนี้ ที่สำรวจพบแล้วก็มี ค่าง ชะมด บ่าง กระรอก เม่น ลิงลม หรือนางอาย ลิง เสือ ปลา อีเห็น นกกระทาป่า นกกวัก นกกระแต้แวด นกหัวขวาน นกกางเขนดง นกเขาลาย นกขุนช้างขุนแผน ฯลฯ นอก จากนี้ยังมีช้างป่า ซึ่งมีอยู่อย่างชุก ชุมมากในบริเวณป่าดงดิบทั่ว ๆไป
สถานที่ ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตอุทยานแห่งชาติ ภูพาน และอยู่ในบริเวณที่นักท่องเที่ยวสามารถ เดินทางไปชมได้อย่างสะดวก และปลอดภัย เช่น
- ผานางเมิน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน ฯ ประมาณ 700 เมตร สองข้างทางเป็นป่าพรวง ไปตลอดถึงริมหน้าผา ซึ่งเป็นลานหินทอด ยาวหันหน้าไปทางทิศตะวันตกมองเห็นธรรม ชาติเบื้องล่างได้ชัดเจนสวยงาม
- ลานสาว เอ้ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นลานหินธรรมชาติที่สวยงาม อยู่ท่ามกลาง ป่าเขา แลหน้าผาสูงชัน
- ยอดภูเขียว และทางผีผ่าน อยู่ห่างที่ทำการอุทยานฯประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นลานหินระเกะระกะตามธรรมชาติ ซึ่งด้าน หนึ่งจะเป็นสะพานโค้งไปสู่อีกด้านหนึ่ง ชาว บ้านเรียกว่า "ขัวผี" หรือทางผีผ่าน และห่างไปจากนั้นไม่มากนักจะเป็นยอด ภูเขียวที่มีธรรมชาติป่าไม้ขุนเขาที่ สวยงาม อาคารที่พักสำหรับผู้เข้ารับการอบรม
- น้ำตกคำหอม ตั้งอยู่ใกล้กับ น้ำตกตาดโตน และน้ำตกเหวสินไช เป็น น้ำตกที่น่าสนใจ เป็นที่รู้จักของ ชาวสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าไม้ ที่ร่มเย็น ปากทางเข้าน้ำตกเป็นถนนสาย สกลนคร - กาฬสินธุ์ ช่วงที่คดเคี้ยวและมีไหล่ทาง ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ กินพื้นที่บริเวณกว้าง ทำ ให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ตัวเมืองสกลนครและหนองหาร ได้ในระยะไกล
- ถ้ำเสรีไทย เป็นถ้ำที่ มีความงดงามตามธรรมชาติ อยู่ห่างจากที่ทำ การอุทยานฯ ประมาณ 4.5 กิโลเมตร เดิมในครั้ง สงคราโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายกองทัพเสรีไทย ได้ใช้เป็นสถานที่สะสมอาวุธ เสบียงอาหาร ตลอดจน กำลังคนไว้ต่อต้านกับทหารกองทัพญี่ปุ่น เพราะเป็น ทำเลที่เหมาะสม ปกปิดด้วยป่าไม้เขียวชอุ่ ม นอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่กล่าวมาแล้วข้าง ต้น ในเขนอุทยานแห่งชาติภูพาน ยังมีสิ่ง ที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกหลายแห่ง แต่จุ ที่ควรให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือ ทุ่ง หญ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ทุ่งหญ้าเพ็ก ทุ่ง หญ้าคา ที่มีความกว้างใหญ่มาก บางตอนของ ทุ่งหญ้ามีหิน และหน้าผาโผล่ขึ้นพ้นระดับ ดินและระดับหญ้า จึงเกิดเป็นความงดงามที่หา ดูได้ยาก ส่วนหนึ่งของผานางเมินในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน
เนื่องจากอุทยานแห่งชาติภูพานมี ทางหลวงสกลนคร - กาฬสินธุ์ สาย 213 ตัดผ่านกลางป่า และผ่านริมป่าอุทยานฯ ที่มีภูมิประเทศเป็น เขาสูง ดังนั้นเส้นทางสายนี้จึงมีความ จำเป็นต้องสร้างคิดไปคดมาตามสภาพภูมิ ประเทศ จึงเกิดความงดงามมาก มีต้นไม้ใหญ่น้อย ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งสภาพป่าริมทางเช่น นี้จะหาดูได้ยากแล้วและบางแห่งยัง มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบเขาสุดสายตา
สำหรับที่พัก นั้น ที่อุทยานแห่งชาติภูพานยังไม่ได้เปิด บริการบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่หากมีผู้ สนใจจะไปพัก ต้องนำเต้นท์ไปกางเอง
ความสำคัญ
ก. ความสัมพันธ์กับชุมชน
        เขตอุทยานแห่งชาติมีความสัมพันธ์กับชุมชนนับแต่ สมัยโบราณกล่าวคือเป้นที่อยู่อาศัยของผู้คน มาแต่ดั่งเดิม ดังมีคำกล่าวว่า " คน กับป่าพึ่งพาอาศัยกัน" ทั้งนี้เพราะใน ป่าเป็นแหล่งที่มีปัจจัย 4 คือ วัสดุที่ใช้ ทำบ้านเรือน เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และยารักษา โรค นอกจากนี้ยังเป็นที่หลบซ่อนตัวของ ผู้คนตามเพิงผา ตามถ้ำต่าง ๆ เช่น ถ้ำ เสรีไทย เป็นที่หลบซ่อนตัวของขบวนการเสรี ไทย ฝึกหัดอาวุธต่อต้านญี่ปุ่น ในปัจจุบันแม้ทางราช การจะไม่อนุญาตให้ผู้คนตั้งบ้านเรือนอาศัย อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติก็ตามแต่ทางราช การก็ยังจัดสรรที่ดินบางส่วนให้ราษฎร ทำมาหากิน เช่น การตั้งกิ่งอำเภอภูพาน ขึ้นริมถนนสายสกลนคร - กาฬสินธุ์ เป็นต้น
ในด้านการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติเป็น แหล่งสำคัญที่ประชาชนเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ ที่สำคัญ เช่น การตั้งค่ายพักแรม การเดินป่า เป็นต้น
ข. ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
        อุทยานแห่งชาติเป็นแหล่งเศรษฐกิจทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดย ทางอ้อมอุทยานแห่งชาติเป็นแหล่งน้ำชั้น A การ อนุรักษ์ป่าไม้ ทำให้เกิดต้นลำธารสายเล็ก ๆ ไหลรวมกันเป็นลำธารขนาดใหญ่ เช่น การ เกิดลำน้ำพุงไหลลงสู่หนองหาร เป็นต้น นอก จากนี้ยังช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดิน เมื่อฝนตกหนัก เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ชนิดต่าง ๆ ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาธรรม ชาติได้เป็นอย่างดี
ในด้านเศรษฐกิจโดยตรง คือ เป็นแหล่งที่ประชาชนตามหมู่บ้านนอกเขต อุทยานใช้เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่นหน่อไม้ หวาย เห็ด หอย สมุนไพร สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าใน ทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น 
ปัญหาของอุทยานแห่งชาติภูพาน
            เนื่องจากอุทยานแห่งชาติเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีปัจจัย 4 คือ ทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ปลูกสร้างบ้านเรือน ที่ ดินที่ใช้ปลูกพืชนานาชนิดและพืชที่นำ เส้นใย ดอก มาทำเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยา รักษาโรค จึงทำให้เกิดปัญหาใหญ่ๆ 4 ปัญหาคือ ปัญหาการบุกรุกที่ดินเข้าทำมาหากิน ปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การหาของ ป่าโดยทำลายสภาพแวดล้อม ปัญหาไฟป่าซึ่งส่วน ใหญ่เกิดจากมนุษย์ต้องการเผาป่าเพื่อผลประโยชน์บาง อย่าง และปัญหาล่าสัตว์ป่า ปัญหาเหล่านี้แม้จะ มีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติรักษาป่าตั้งกำลัง เป็นชุดเป็นหน่วยก็ไม่แก้ปัญหาได้หมดสิ้น
ทางออกประการหนึ่งที่จะมีผลคือ ให้ความ รู้แก่ชุมชนหมู่บ้านในบริเวณอุทยานแห่งชาติ ให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ทำลายสิ่ง แวดล้อม ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการทางกฎหมาย ปราบปรามลงโทษผู้ประพฤติผิดอย่างไม่ละเว้น หากกิจกรรมทั้งสองอย่างดำเนินควบคู่กันแล้ว เชื่อว่าจะเป็นวิธีการที่ช่วยแก้ปัญหาได้ ระดับหนึ่ง
เส้นทางเข้าสู่แหล่งอุทยานแห่งชาติ
        เขตอุทยานแห่งชาติมีพื้นที่กว้างใหญ่ ครอบคลุม บางส่วนของพื้นที่ จ.สกลนคร นครพนม และกาฬสินธุ์ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะมีที่ทำการชั่ว คราวของหน่วยรักษาป่า และมีสำนักงานอุทยานแห่ง ชาติภูพาน ตั้งอยู่ริมถนนหลวงสาย 213 สกลนคร - กาฬสินธุ์ กิโลเมตรที่ 25 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สามารถ ติดต่อสอบถามข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้สน ใจในเวลาราชการ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
4.ถ้ำด่านแร้ง

         สถานที่ตั้ง
ภูดงสามปี บ้านห้วยหวด ต.จานเพ็ญ อ.เต่างอย จ.สกลนคร
ประวัติความเป็นมา
        แหล่งศิลปะถ้ำ พระด่านแร้ง เป็นแหล่งศิลปะถ้ำที่ค้นพบเมื่อ วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2530 โดยคณะ สำรวจจากกรมศิลปากรที่เดินทางมาสำรวจแหล่ง ศิลปะถ้ำผาลาย ภูผายนต์ บ้านนาผาง และ ถ้ำม่วง ซึ่งอยู่ในเขตกิ่งอำเภอเต่างอย ( ในขณะนั้น) หลังจากนั้น นายโกวิทย์ ศรี นุกูล หัวหน้ากิ่งอำเภอห้วยหวด ได้แนะ นำให้รู้จัก นายหนู โคตรสี ผู้เชี่ยวชาญ ในการเดนป่า นายหนู ได้เล่าให้คณะสำรวจ ฟังถึงแหล่งภาพสลักหินถ้ำพระด่านแร้งที่ รกร้างตั้งทิ้งไว้หน้าปากถ้ำ คณะสำรวจทาง โบราณคดีกรมศิลปากรจึงออกเดินทางไป ยังแหล่งโบราณคดีดังกล่าว
ตำแหน่งของแหล่งศิลปะ ถ้ำพระด่านแร้งอยู่เส้นรุ้งที่ 16 54 50 และเส้นแวงที่ 104 09 30 ตะวันออก พิกัดนี้ จะเดินทางไปถึงแหล่งดังกล่าวได้โดยรถ ยนต์สายสกลนคร-อำเภอเต่างอย ซึ่งสามารถไปได้ หลายเส้นทาง แต่ละเส้นทางจะมีระยะห่าง ประมาณ 15-17 ก.ม. จากนั้นเดิน ทางออกจากอำเภอห้วยหวด ประมาณ 6 ก.ม . ไต่ลัดเลาะไปตามสันเขื่อนเข้าสำนักงาน อุทยานแห่งชาติห้วยหวด ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขา ด้านหน้าประมาณ 1 ก.ม. ลัดเลาะไป ตามผาหินตามเชิงเขาด้านล่างจะเป็นเพิง ผาขนาดย่อมเป็นแนวยาว
สภาพทั่วไป
        แหล่งภาพสลัดหินเป็นเพิงผาหินทรายส่วนหนึ่งของ ภูดงสามปี เป็นแนวยาวจากทิศตะวันตก อ้อมมาตอนเหนือของหมู่บ้านห้วยหวด โดยมี ภูอ่างบกและภูก่ออยู่ทางทิศตะวันตก เฉียงใต้ ภูหมากแงวเหนืออยู่ทางทิศตะวันตก ของหมู่บ้าน ในบริเวณภูดงสามปีอยู่ใน บริเวณห้วยหวด และมีภาพสลักหินผานั้นเป็น บริเวณที่พื้นที่ลากเอียงเชิงเขายาวประมาณ 60 เมตร สูงประมาณ 3 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวัน ตก เนื้อที่ที่เป็นภาพสลักมีขนาดกว้าง 1 .5 ตารางเมตร ซึ่งเชื่อว่าเป้นแฟ่นหิน ที่หลุดออกมากจากแผ่นหินหน้าผาอันเกิด มาจากการทรุดตัวจนแผ่นหินส่วนนี้หลุด ออกมา ในเวลาต่มาได้มีพระธุดงค์มา จำวัดในบรเวณถ้ำแห่งนี้ได้ก่อไฟหุง หาอาหารทำให้ควันไฟรมแฟ่นหินที่สลัก เป็นภาพ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นสีน้ำตาลคล้ำ ๆ นอกจากนี้ยังตกแต่งถ้ำด้วยการทุบ แฟ่นหินเข้าปูลาดแต่งบริเวณให้เป็นลานที่ นั่งปฏิบัติพิธีกรรม ในปัจจุบันปูลาดซีเมนต์ทะลุเข้า ไปในถ้ำ มีการนำพระพุทธรูปมาตั้ง เป็นพระประธาน ต่อไฟฟ้าเข้าสู่ถ้ำที่พัก การตกแต่งบริเวณถ้าเช่นนี้เป็นการเปลี่ยนสภาพ ถ้ำให้ผิดไปจากเดิม เป็นการทำลายสภาพแวด ล้อมศิลปกรรมอย่างน่าเป็นห่วง

หลักฐานที่พบ
        ภาพที่เหลือในแผ่นหินมีจำนวนไม่มาก นัก ทั้งนี้เพราะแผ่นหินส่วนหนึ่งได้กระเทาะ หลุดลงและถูกทุบทำลายไปแล้ว แต่ส่วนที่ เหลือสันนิษฐานได้ว่า ใช้วิธีการทำรูปรอยลง ในหินด้วยวิธีฝนเซาะร่อง (abrading) กับ การจาร (graving) เป็นเส้นเป็นสายต่าง ๆ คล้ายกับที่ถ้ำผาลาย ภูผายนต์ ภาพดัง กล่าวอาจแยกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มภาพเครื่องหมายและสัญลักษณ์
2. กลุ่มภาพส่วนประกอบของร่างกายคน
3. กลุ่มภาพสัตว์
4. กลุ่มภาพต้นไม้และกิ่งไม้

1. กลุ่มภาพเครื่องหมายและสัญลักษณ์
        ภาพสลักเกือบทั้ง หมดที่ปรากฏอยู่เป็นภาพลายเส้นเรขาคณิต เส้นที่ พบมากที่สุดคือ เส้นที่ขีดเป็นรอยลึก รูปยาวรี โป่งตรงกลางเส้นความหมายของลาย เส้นเหล่านี้ไม่สามารถจะแปลออกได้ แต่อาจ เป็นที่เข้าใจกันระหว่างคนโบราณที่อยู่ใน ถ้ำพระด่านแร้งแห่งนี้ ภาพในกลุ่มนี้ที่ อาจสันนิษฐานรูปร่างได้ เช่น รูปกากบาท ภาพสี่ เหลี่ยม คล้ายกับอวัยวะเพศหญิง หรือ ปลา ภาพเครื่องหมาย แสดงการร่วมประเวณี และภาพสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบ ๆ มีเส้นตัดขวาง 1 เส้น คล้ายสัญลักษณ์ขององคชาติ เพศชาย

2. กลุ่มภาพส่วนประกอบของร่างกาย คน
        เห็นชัดได้เพียงภาพเดียว เป็นภาพมือมี ครบ 5 นิ้ว ไม่ได้ร่องที่เซาะหินออกเป็น นิ้ว แต่ใช้หินระหว่างร่องเป็นนิ้ว แต่ใช้หิน ระหว่างร่องเป็นนิ้วมือ ความยาวของนิ้วมือเกือบ เท่ากัน

3.กลุ่มภาพสัตว์
        มีภาพเส้นที่ประกอบขึ้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ตัด ด้วยเส้นกลางตัว 2 ภาพ ซึ่งมีลักษณะคล้ายปลา อาจมีภาพสัตว์มากกว่านี้ แต่ภาพที่ทำ นั้นทับเส้นและซ้อนภาพมากจึงทำให้ดู สับสน


4.กลุ่มภาพต้นไม้และกิ่งไม้
        มีภาพหนึ่งมีลักษณะคล้ายต้นไม้ ประกอบด้วย เส้นตรงเส้นหนึ่ง มีเส้นคั่น ๆ ขีดเฉียงคล้าย กิ่งสน ภาพกิ่งไม้ประกอบด้วยใบไม้ เป็นภาพหยาบ ๆ
เมื่อพิจารณาลักษณะการสำรวจภาพของแหล่งภาพ สลักหินผาทั้ง 2 แห่ง คือ ถ้ำผาลาย และ ถ้ำพระด่านแร้ง อาจสันนิษฐานได้ว่า เป็นศิลปะร่วม ยุคสมัยเดียวกัน ทั้งนี้เพราะบริเวณที่ตั้งหลัก แหล่งภาพอยู่เทือกเขาเดียวกัน และอยู่ห่างจากกัน เพียง 20 ก.ม. และไม่ห่างจากแหล่ง ภาพสลักที่ถ้ำพระด่านแร้ง ยังมีภาพสลัก หินผาที่ถ้ำม่วง เป็นภาพคล้ายภาพคน จึง อาจสรุปได้ว่า ภาพสลักผาหินทั้ง 3 แห่ง เป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ของสกลนคร
เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ
1. ถนนลูกรังจากบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยหวดไป ศูนย์พัฒนาฯ
2. ทางเดินเท้าบนแผ่นศิลาหน้า ผา
3. ทางที่ใช้ไต่หน้าผา
4. บริเวณแหล่งภาพสลัก

แผนที่

 

 
 
 
5.ภาพสลักผาหินถ้ำผาลายภูผายนต์

        สถานที่ตั้ง
        ตั้งอยู่ตรงเส้นรุ้งที่ 16 56 15 เหนือ เส้นแวงที่ 104 04 ตะวันออก (กรม แผนที่ทหารชุด L 7017 ระวางที่ 5842 IV มาตร ส่วน 1:50,000 อยู่บนหน้าผาด้าน ทิสตะวันตกของภูผายนต์ แต่อยู่ด้านทิศ ตะวันออกของหมู่บ้านนาผาง ซึ่งห่างกันใน ทางตรงประมาณ 1 ก.ม. สูงจากระดับ น้ำทะเล 380 เมตร สูงจากพื้นราบชายเขา 200 เมตร
ประวัติความเป็นมา
        ศิลปะถ้ำในจังหวัดสกลนคร เพิ่งเป็นที่รู้จักกันเมื่อปลายปี พ. ศ. 2530 นี้เองจากผลการค้นพบและ ประชาสัมพันธ์ของศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏสกลนคร (วิทยาลัยครูสกลนคร ในขณะนั้น) ต่อมาคณะ สำรวจโบราณคดีของกรมศิลปากร จึงได้เดิน ทางไปศึกษารายละเอียดหลายครั้ง เพื่อจะได้นำ ข่าวสารที่น่าสนใจมาเผยแพร่ส่งเสริม ให้เดินทางไปทัศนศึกษา ร แหล่งนั้น ๆ ใน ภูมิประเทศที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ
ลักษณะทั่วไป ส่วนหนึ่งเป็นภาพคน
         ถ้ำผาลายคือ แหล่งที่มีภาพสลักรูป รอยลงในเนื้อหิน ส่วนหนึ่งของภูผายนต์ ซึ่งติดกับภูต่าง ๆ มี ภูโล้น ภูบันได อยู่ทางเหนือ ภูหมากแงวตอนเหนืออยู่ทางทิศ ตะวันออก ภูหมากแงวตอนใต้อยู่ทางทิศใต้ ภูพอกแลง ภูอ่างขาม อยู่ทางทิศนะวัน ตก นอกจากนี้ยังมีลำห้วยแห่งหนึ่งซึ่ง เกิดจากภูเขาไหลผ่านระหว่างเชิงภูกับหมู่ บ้านนาผางไหลไปบรรจบกับลำน้ำพุงทาง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน ทางด้าน ทิศตะวันออกของภูผายนต์ มีห้วยปลาก้อน ไหลลงบรรจบกับลำน้ำพุงทางด้านทิศตะวัน ออกเฉียงเหนือ ส่วนทางด้านทิศเหนือมีลำห้วย พุง เมื่อพิจารณาที่ตั้งของภูผายนต์แห่งนี้ จะเห็นว่ามีชัยภูมิแวดล้อมด้วยภูต่าง ๆ และลำน้ำถึง 3 ด้านนับเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ และยังได้ใช้ภูเขาเป็นแหล่งทำพิธีกรรม หรือหลบซ่อนตัวยามมีภัยได้เป็นอย่างดี มัชัยภูมิเช่นนี้เหมาะกับการตั้งถิ่นฐานของ มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์
แหล่งภาพสลักหิน อยู่ในส่วนพื้นที่เป็นหน้าผาหิน ทรายลักษ ระเป็นเพิงผา ที่ชาวอีสานเรียกว่า "ถ้ำ " สันนิษฐานว่า แต่เดิมเพิงผาแห่งนี้อาจมี เพิงหินหลังคาและแนวหินด้านข้างหนาทึบ และภาพสลักก็อาจอยู่ลึกกว่านี้ แต่เนื่อง จากการกัดกร่อนทางธรรมชาติ เช่น น้ำฝน ซึ่ง มีกรดคาร์บอนิคกัดกร่อนหินทรายให้สลาย ออกไปทีละน้อย นอกจากนี้กระแสลมและ แสดงแดดก็มีส่วนทำให้เกิดการสึกกร่อน ของหน้าผาได้เช่นกัน ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ เวลาล่วงเลยนับพันปีจึงทำให้เหลือเฉพาะ เพิงผาตื้น ๆ ที่เห็นในปัจจุบันเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นภาพเด็ก
ลักษณะของเพิงผาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นหน้าผายาว 45 เมตร ความสูงจากพื้นดิน ถึงหลังคาหิน 12 เมตร สูง 4 เมตร มีโพรง ลึกขนาดพอลอดได้อยู่กึ่งกลางผนังหิน หาก โพรงมีภาพสลักหลายภาพ และอาจมีภาพสลัก ภายในโพรงหินซึ่งจะต้องมีการสำรวจข้าง ในขึ้นเนื้อหารายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
ความเชื่อของชาวบ้าน
         แหล่งที่เป็นโบราณสถานทุกแหล่ง มักมีความเชื่อหรือนิทานพื้นบ้านประกอบอยู่เใมอ แหล่งภาพสลักแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน ชาวบ้าน เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของภูติผีปีศาจ ภูติ ผีเหล่านี้เคยไปก่อการรังควาญให้ชาว บ้านเจ็บป่วยอยู่เสมือ ในยที่สุดต้องมี การสร้างสำนักสงฆ์ และนิมนต์พระสงฆ์มาอยู่จำ พรรษา หลังจากนั้นความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากผี รบกวนจึงน้อยลง ในด้านนิทานพื้นบ้าน ชาวบ้านเชื่อว่า แต่เดิมถ้ำผาลายแห่งนี้ มีความศักดิ์สิทธิ์มีเจ้าภูตนหนึ่งอาศัยใน ถ้ำ หากชาวบ้านที่ยากจนประสงค์เสื้อผ้า เครื่อง ประดับเพื่อแต่งไปในงานบุญก็จะมาบอก กล่าวขอยืม หลังจากนั้นจะมีข้างของเครื่อง ใช้ไปวางไว้ที่ปากถ้ำแหล่งที่ชาวบ้าน ไปแต่งตัวคือ เชิงเขาแห่งหนึ่งอยู่ตอนเหนือ ของหมู่บ้านที่เรียกว่า "โนนสาวเอ้" ความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่าครั้งหนึ่งมีหญิง สาวไปขอยืมเสื้อผ้าจากเจ้าป่าเจ้าภู นำไปแต่งตัว แต่ผ้าซิ่นที่ยืมไปเปื้อน ประจำเดือน และนำไปคืนโดยไม่ได้ทำความ สะอาดให้เรียบร้อย ทำให้เจ้าป่าเจ้าภูโกรธ มากเกิดอาถรรพ์ในหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็ไม่ อนุญาตให้ขอยืมข้าวของเครื่องใช้อีกต่อไป ชาวบ้านยังเชื่อว่า ในวันะรรมะสาวนะใน สมัยก่อนได้ยินเสียงฆ้องกลองดังอยู่แต่ไกล บนถ้ำแห่งนี้
นิทานเช่นนี้มีลักษณะคล้าย กับนิทานที่กล่างถึงกำเนิดผีมเหสักข์ชาวผู้ไทย ซึ่งเล่าสืบมาช้านานเพียงแต่แตกต่างกัน ว่า คนใช้ซึ่งเป็นหญิงสาวของผู้วิเศา ใช้ลิ้นเลียอิ้วฝ้ายที่แตกชำรุดของชาวบ้าน ซึ่งนำมาวางไว้หน้าปากถ้ำ แต่ชาวบ้าน ผู้นั้นก็หลบซ่อนตัวเพื่อลักลอบดูเหตุ การณ์ เมื่อสาวใช้ใช้ลิ้นเลียอิ้วฝ้ายที่แตก ทำให้ชาวบ้านตกใจเกรงว่าจะเป้นอันตราย จึงร้องอุทานบอกว่าอิ้วฝ้ายแตกจะทำให้ ลิ้นเป็นแหลความตกใจที่รู้ว่ามีผู้ ลักลอบดูเหตุการณ์ ทำให้อิ้วฝ้ายบาดลิ้น สาวใช้ของเจ้าภูผู้วิเศษเลือดไหลและวิ่ง หนีเข้าภ้ำ เจ้าภูผู้วิเศษโกรธมากจึงแสดง ฤทธิ์เดชเป็นหมอกควันปกคลุมไปทั่ววังสาม หมอตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ให้สาวใช้ปราฏ ร่างเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านอีกต่อไป ส่วนตน เองก้กลายเป็นผีมเหสักข์จะปรากฏต่อเมื่อมี การเชิญเข้าในร่างทรงของนางเทียมที่ตน เลือกไว้เท่านั้น
หลักฐานที่พบ
        จากการสำรวจของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เมื่อวัน ที่ 7 มิถุนายน 2530 โดย นายพะเยาว์ เข็มนาค และ คณะ พบว่ามีภาพต่าง ๆ แยกประเภทได้ดัง นี้
1. ภาพคน มีทั้งหมด 21 ภาพ มีทั้งภาพคนที่เหมือนจริงและภาพกึ่งเหมือน จริงภาพเหมือนจริง คือ ภาพที่บ่งบอกลักษณะว่า เหมือน เช่น ภาพคนเหมือนซึ่งเน้นแสดงโครงภายนอก ไม่มีรายละเอียดของอวัยวะ เช่น หู ตา ปาก จมูก นิ้วมือ นิ้วเท้า มีจำนวน 9 ภาพ เป็นภาพเด็ก 2 ภาพ ผู้ใหญ่ 7 ภาพ ภาพกึ่งเหมือนจริงคือ ภาพที่บ่งบอกลักษณะว่าเป็นคนโดยสัดส่วน แต่จะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เช่น หัวคน เป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือแขน ขา ไม่เน้นให้เห็น กล้ามเนื้อ แต่มีอวัยวะที่สำคัญครบส่วน เช่น หู ตา ปาก จมูก ไม่มีนิ้วมือ นิ้วเท้า ภาพประเภท นี้ มี 12 ภาพ
2. ภาพมือ มีเพียง ภาพเดียว เป็นภาพมือขวาแบ หงายมือแสดงอุ้ง มือ มีนิ้ว 6 นิ้ว
3. ภาพสัตว์ มี ทั้งหมด 21 ภาพ ภาพปลา 8 ภาพ ภาพนำ 4 ภาพ ภาพสุนัข 2 ภาพ กระรอกหรือกระแต 1 ภาพ ภาพ ควาย 1 ภาพ วัวหรือควาย 4 ภาพ กบหรือเขียด 1 ภาพ
4. ภาพลวดลายเรขาคณิต เป็นเส้น ตรงบ้าง เส้นโค้งบ้าง หรือทำเป็นลวดลายต่าง ๆ มีรูปสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม กากบาท หัวลูกศร สามเหลี่ยมขนมเปียกปูน ลายเส้นเดียว ลายเส้นเรียงแถว กัน ลายเส้นตัดกันไปตัดกันมาจนหา รูปทรงที่แน่นอนไม่ได้ ซึ่งพบเป็นจำนวน มาก
5. ภาพสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ภาพ ที่คล้ายไถ เครื่องมือทำนาแสดงเฉพาะส่วนหัว ที่เรียกว่า "หัวหมู" หรือ "ผาล" อยู่ตอนปลาย นอกจากนี้ยังมีรูปจอบที่ ด้ามและรูปพัดสำหรับพัดให้กระแสลมพัดข้าว เมล็ดลีบออก
6. ภาพอาคาร มีลักษณะคล้าย บ้าน 2 ภาพ เป็นทรงบ้านหลังคาสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ภาพหนึ่งมีสุนัขอยู่ข้างในบ้าน อีกภาพหนึ่ง เป็นบ้านที่มียอดหลังคาไขว้คล้ายเรือกาแล หรือเถียงนาในภาพอีสาน และมีภาพคล้ายคน อยู่ในบ้าน
อายุสมัยและคุณค่า
        ภาพสลักหินถ้ำผายนต์ ถือว่าเป็นภาพที่มีคุณ ค่าต่อการทำความเข้าใจปัจจุบันการเลือกที่ อยู่อาศัยและสภาพชุมชนโดยอาศัยจากการสึก ษาจากภาพสลักที่ผนังถ้ำอย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าจะมีผู้คนอาศัยอยู่ บนภูเขา แต่นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นยุค ที่ผู้คนได้เริ่มลงมาอาศัยพื้นที่ราบ ทำการเพาะปลูกแล้ว ทั้งนี้เพราะมีภาพสลัก เป็นรูปจอบ ไถ สัตว์เลี้ยงเช่น วัว ควาย สุนัข ทำ ให้สันนิษฐานว่า ชุมชนดังกล่าวเป็นสังคมที่พ้น ยุคเร่ร่อนแล้วแต่หากได้ตั้งหลักฐานทำ การเกษตร และอาจเป็นชุมชนที่มีหลายครัว เรือนได้พากันขึ้นมาทำพิธีกรรมในระบบ ความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์บางอย่าง ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่อายทราบได้ว่าเหล่านี้นับถืออะไร เช่น ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ นอกจากนี้ยัง พบลานหินกว้างบนยอดเขาชั้นบนเป็นลาน กว้าง นักโบราณคดีบางคนสันนิษฐานว่า อาจใช้บริเวณ นี้เป็นแหล่งชุมชนเพื่อทำให้พิธีกรรมตาม ความเชื่อของกลุ่มคน และใช้เวลาว่างในการ สลักภาพต่าง ๆ เพื่อเหตุผลบางประการ
การค้นพบภาพสลักหินที่ถ้ำแห่งนี้และอีก 2 แห่ง คือ ถ้ำพระด่านแร้งและถ้ำม่วง ยิ่งทำ ให้เชื่อว่าได้มีชุมชนอีกหลายแห่งใน บริเวณเทือกเขาภูพาน ชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้น่า จะมีความสัมพันธ์กัน และมีการถ่ายทอดศิลปะ หรือคนเหล่านี้มีความคิดคล้าย ๆ กัน ดัง นั้นหากแปลความหมายของภาพและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้หมดแล้วจะทำให้สามารถเข้าใจความรู้ สึกนึกคิดของกลุ่มคนผู้สลักภาพได้
การกำหนดอายุศิลปะถ้ำแห่งนี้ นักโบราณคดีผู้สำรวจ ของกรมศิลปากรเชื่อว่ามีอายุราว 3 ,500 ปีมาแล้ว โดยเปรียบเทียบกับหลักฐาน ควายใช้งานที่ขุดพบที่บ้านเชียง อำเภอหนอง หาน จังหวัดอุดรธานี และเชื่อว่าร่องหินทรายที่เซาะ เป็นทาง เกิดจากโลหะปลายแหลมซึ่งหมายถึงเหล็ก นั้นคือสังคมแห่งนี้ได้วิวัฒนาการผ่านยุคเหล็กไป แล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักโบราณคดีอีก หลายคนที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐาน เช่นนี้ นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่า ภาพสัญลักษณ์ หลายภาพมีรูปทรงคล้ายกับภาพสัญลักษณ์ก่อนประวัติ ศาสตร์ที่พบในต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย ซึ่งถือ กันว่ามีอายุเก่าเกิน 3,500 ปีแน่ นอน
นักโบราณคดีอีกกลุ่มหนึ่งเห็นด้วยกับการ ใช้ภาพสลักมาเปรียบเทียบกับภาพที่พบใน ต่างประเทศที่ได้กำหนดอายุไว้แล้ว โดยเฉพาะใน แหล่งโบราณคดีในยุโรปแต่เห็นเพิ่มเติมว่า ควรต้องวิเคราะห์ภาพแต่ละภาพโดยการตีตา รางกริด ทั้งนี้เพราะสังเกตว่าภาพต่าง ๆ มิ ได้เขียนพร้อมกันครั้งเดียว แต่หากเขียนขึ้นหลาย ครั้ง จังทำให้มีทั้งที่เป็นภาพเก่าและ ภาพใหม่ ในขั้นนี้จึงไม่ควรด่วนสรุปว่า ภาพทั่งหมด เป็นภาพอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
กล่าวโดยสรุป แหล่งโบราณคดีแห่งนี้นับว่า เป็นแหล่งภาพสลักหินที่ใหญ่ที่สุดในภาพ อีสานเท่าที่นักโบราณคดีได้พบเห็นในปัจจุบัน และยังอาจเชื่อมโยงกับแหล่งที่มีภาพลักษ ระเดียวกันในบริเวณเทือกเขาภูพานอีกหลายแห่ง ซึ่งจะทำให้เกิดการค้นคว้าเพื่อหาข้อ เท็จจริงในอดีตต่อไป
เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ
        แห่งศิลปะถ้ำที่เป็นการสลักรูป รอยลงในหน้าผาที่บ้านนาผางแห่งนี้ มีเส้นทางที่สะดวก คือ เดินทางไปตามเส้น ทางหลวงสกลนคร-กาฬสินธุ์ กม.ที่ 34 จะมี ป้ายชื่อบอกแหล่งภาพสลักหินก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่ง จะมีระยะทางเป็นถนนลูกรังประมาณ 17 กม . ลดเลี้ยวไปตามไหล่เขา ผ่านลำห้วย หุบ เขา หมู่บ้านต่าง ๆ เช่น ภูผาแสล บ้านนา ขี้นาค บ้านกกโด่ บ้านกกปลาซิว บ้านหนอง ครอง บ้านโพนบก ข้ามสะพานลำน้ำพุงเข้าไป บ้านนาผาง มีถนนลาดยางไต่เชิงเขาจึง ถึงทางเดินเท้าขึ้นภูเขาประมาณครึ่งกิโลเมตรจึง ถึงบริเวณลานหน้าผา ซึ่งจะต้องเดินทางอีก พักหนึ่งจึงจะถึงแหล่งภาพสลักหิน ถ้าใช้ ทางเดินขวามือจะกินเวลานานประมาณ 30 นาที ผ่านบริเวรลานกว้างสำหรับพระสงฆ์เดินจงกรม ภาวนา มีป้ายชื่อเขียนว่า "สำรักสงฆ์ภู ผายนต์อนันทภาวนา" ซึ่งพระอาจารย์สะอาด อา นันโทรวมกับชาวบ้านมาสร้างไว้เมื่อ พ .ศ. 2527 ถ้าใช้เส้นทางซ้ายมือจะ เป็นบันไดคอนกรีตชั้นคงแข็งแรง แต่เป็นทางลาด ชันไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้เป็นโรค หัวใจ เส้นทางลัดนี้ใช้เวลาเดินขึ้นบันได ประมาณ 15 นาที ก็ถึงแหล่งศิลปะถ้ำ
แผนที่
 
 
 
 
 
 
 
 
 
6.ชุมชนบ้านท่าแร่

            ที่ตั้ง
        ชุมชนบ้านท่าแร่ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่น ดินหมายเลข 22 ห่างจากสี่แยกอุดรธานี -สกลนคร - นครพนม 6 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางสกลนคร - นครพนม
ประวัติความเป็นมา
        บริเวณที่เป็นบ้านท่าแร่ในปัจจุบันแต่เดิมเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ใหญ่ น้อยตามลักษณะป่าไม้เขตร้อนชื้น ทางทิศตะวัน ออกของหมู่บ้านติดกับหนองหาร ซึ่งก่อน พ .ศ.2482 ยังไม่มีประตูน้ำกั้นน้ำ หนองหาร ในฤดูแล้งบ้านท่าแร่จะอยู่ลึก จากริมฝั่งหนองหารประมาณ 3 กิโลเมตร สภาพที่เป็น ป่าใกล้ลำน้ำ จึงมีสัตว์ป่านานาชนิดตลอด จนมีปลาชุกชุม นับเป็นแหล่งที่มีความ อุดมสมบูรณ์ที่สุดแก่งหนึ่งของบริเวณริมหนองหาร หอระฆังถูกดัดแปลงให้แขวนระฆังใหญ่ 3 ใบ
การตั้งชุมชนครั้งแรกที่บ้านท่าแร่ เป็นชุมชนชาวคริสตัง ซึ่งอพยพมาจากตัวเมือง สกลนคร ซึ่งเป็นทั้งชาวญวนคริสตัง และชาวไทญ้ อ ซึ่งไม่พอใจการกีดกันการนับถือ ศานาคริสต์โรมันแคธอลิคของกลุ่มผู้ปกครอง เมืองสกลนครในสมัยนั้น (สมัย ร.5 ) ทั้งนี้ด้วยเหตุที่กลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสตัง จะมีการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาแตกต่างจาก พุทธศาสนิกชน เช่น การทำพิธีมิซซา การ รับศีลล้างบาป โดยมีบาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี ประกอบกับนโยบายของราชสำนักที่กรุงเทพฯ ต้องการให้บ้าน เมืองบำรุงพุทธศานา มิให้มีการทำลายพุทธ ศาสนาแลถือเป็นนโยบายหลักของเจ้าเมืองด้วย กลุ่ม ชาวญวนคริสตังจึงถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ
ในช่วง เดือนมกราคม พ.ศ.2424 ได้มีคณะบาทหลวง ออกเดินทางจากกรุงเทพฯเข้าสู่ภาคอีสาน เพื่อเยี่ยม เยียนกลุ่มชาวคริสตังตามเมืองต่าง ๆ เช่น โคราช ชนบท ขอนแก่น กาฬสินธุ์ กมลาไสย ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี สกลนครและนครพนม เมื่อคณะของบาทหลวงซึ่งประกอบด้วยบาทหลวงเกโกและ ครูทันชาวญวน มาถึงเมืองสกลนคร ทราบปัญหาดัง กล่าวจึงวางแผนย้ายกลุ่มชาวญวน มาถึงเมือง สกลนคร ทราบปัญหาดังกล่าวจึงวางแผนย้ายกลุ่มชาว ญวนและสถานที่เผยแพร่ศาสนาไปอยู่แห่งใหม่ โดยต่อแพไม้ไผ่ขนาดใหญ่บรรทุกผู้คนและ เครื่องใช้ที่จำเป็นขึ้นแพไม้ไผ่ อธิษฐานเทวดา มิดาแอล ให้พบแผ่นดินที่เหมาะแก่การ เผยแพร่คริสต์ศาสนา กระแสลมได้พัดใบเรือซึ่ง ทำจากผ้าห่มกั้นลมไปถึงชายฝั่งอีก แห่งหนึ่งของหนองหาร พื้นดินส่วนใหญ่เต็มไป ด้วยดินลูกรังที่เรียกว่า"หินแฮ่" จึงพากันตั้งชุมชนใหม่ขึ้นและเรียกว่า "ท่าแร่" ในเดือนพฤศจิกายน 2427 มหาวิหารหลังปัจจุบัน
ผู้คนที่อพยพมาอยู่บ้านท่าแร่รุ่นแรกมีจำนวน 20 ครอบครัว เป็นจำนวน 150 คน มีทั้งชาวญวน คริสตัง ชาวไทญ้อสกลนครและในเวลาต่อมาได้ มีชาวผู้ไทยจากที่ต่าง ๆ อพยพเข้ามา อยู่ในชุมชนแห่งนี้ด้วย ภายใต้การนำ ของบาทหลวงยอแซฟ กอมมูริเออร์ ได้พัฒนา ชุชนให้เป็นตารางยุโรป การสร้างโบสถ์ การสร้างบ้านเรือนลักษณะต่าง ๆ ตามฐานะ ทำให้ ชุมชนแห่งใหม่มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ศิลป กรรม แตกต่างไปจากชุมชนอื่น ๆ ที่เป็น ชาวไทลาวและกลุ่มเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ จึงนับ ว่าชุมชนบ้านท่าแร่มีประวัติศาสตร์เป็นที่ น่าสนใจแห่งหนึ่งของสกลนคร
ความสำคัญต่อชุมชน
ชุมชนบ้านท่าแร่ เป็นชุมชนสำคัญ ในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันแคธอลิคใน สกลนคร โดยถือเป็นศูนย์กลางของแคธอลิค ระดับเขต ที่เรียกว่า มิซซัง ท่าแร่ - หนองแสง ครอบ คลุมเขตการปกครองถึงจังหวัดนครพนมด้วย นอกจาก นี้ยังเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ศาสนาไป ยังหมู่บ้านต่าง ๆ ในจังหวัดสกลนคร
ในระบบเศรษฐกิจ ชุมชนแห่งนี้ได้รับอิทธิพลการดำเนินชีวิตที่ ประหยัดเรียบง่าย ขยันในการทำมาหากิน ด้วย เหตุนี้จึงทำให้ชุมชนแห่งนี้มีประชา กรขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันมีฐานะเป็น ตำบลคือ ตำบลท่าแร่ มี 8 หมู่บ้าน ในจำนวน 5 หมู่บ้านอยู่ในเขตสุขาภิบาล
จำนวนประชากรใน ตำบลท่าแร่มี 1,688 หลังคาเรือน จำนวน ประชากรชาย 4,787 คน หญิง 4,925 คน รวม 9,712 คน มีผู้นับถือศาสนา คริสต์ 8,892 คน นับถือศาสนาพุทธ 820 คน หรือ เพียง 8.24 เท่านั้น
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

        เนื่องจากเป็นชุมชนเก่าและมีผู้คนหลายกลุ่ม อาศัยในชุมชนแห่งนี้ จึงทำให้มีอาคาร รูปแบบสถาปัตยกรรมหลายรูปแบบ กล่าวคือ
1. อาคารเนื่องในศาสนาใช้เป็นที่ทำพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งแต่เดิมเป็นอาคารไม้ มีหอด้านหน้า 2 หอ ด้านหลังสุดอีก 1 หอ มีมุขด้านข้าง ๆ ละ 2 มุข จุคนได้ประมาณ 1,000 คน โบสถ์เก่าหลังนี้คากว่าคงสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1898 - 1900ต่อมาประมาณ ค .ศ. 1992 มีผู้ใจศรัทธา ได้ซื้อระฆัง ใหม่ 3 ใบ ขนาดลดหลั่นกันตามลำดับไปถวาย วัด ทางวัดจึงได้ดัดแปลงอาคารที่มีอยู่ ให้ใช้กับระฆัง 3 ใบ โดยตัดหอด้านหน้า ทั้ง 2 หออกแล้วได้สร้างหอใหม่ตรงกลาง ด้านหน้าวัดเพื่อแขวนระฆัง 3 ใบ
กาลเวลาล่วงมาถึง พ.ศ.2521 อาคารโบสถ์เก่าชำรุด ทรุดโทรมมาก พระคุณเจ้าเกี้ยน เสมอพิทักษ์ ผู้ เป็นประมุขมิซซังท่าแร่ - หนองแสง ในขณะ นั้น ได้ปรึกษากับคณะกรรมการวัด และเห็นพ้องต้อง กันว่าควรสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ โดยรื้ออาคาร เก่าออก สถาปัตยกรรมอาคารหลังใหม่เป็นรูปทรงเรือใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายชาวคริสตังจากสกลนครมายัง ท่าแร่ และเรือกชื่อว่าสนมหาวิหารมิคา แอล

อาคารที่อยู่อาศัย อาคารที่อยู่อาศัยมี 4 รูปแบบคือ
1. อาคารที่เป็นเรือนเกย ใน ปัจจุบันที่มีสภาพใช้เป็นที่อยู่อาศัยมี 3 หลัง
2. เรือนแถวชั้นเดียวพื้นติดดิน เป็น เรือนแถวที่มีอายุประมาณ 60 - 70 ปี ใน ด้านโครงสร้างและส่วนที่ว่างหน้าบ้าน ซึ่งอาจ ขายสินค้านั่งเล่น รับแขก ส่วนที่เป็นที่ อยู่อาศัยใช้ไม้กั้นเป็นห้อง ๆ ให้บุตรสาว หรือครอบครัวบุตรหลานอาศัยหรือใช้เป็นที่เก็บ สิ่งของเครื่องใช้และทำเป็นห้องนอน
3. เรือนแถวสองชั้นพื้นติดดิน ลักษณะของเรือนแถว ชนิดนี้เป็นเรือนแถวที่ทำจากไม้ทั้งหลัง มักเป็นเรือนแถว 3 คูหา แต่เปิดโล่งตลอดชั้น ล่าง เป็นที่อยู่อาศัยของพ่อ - แม่ หัวหน้า ครอบครัว ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัยของบุตรสาว บุตรเขย - สะใภ้
4. อาคารก่ออิฐสองชั้น เป็นอาคารที่โดดเด่นในปัจจุบันที่ใช้เป็นที่ อยู่อาศัยมีประมาณ 5 หลัง อาคารชนิดนี้ก่อด้วย อิฐเผา และวัสดุที่ยึดผนังเช่น ปูน ทราย ส่วน อุปกรณ์ประเภทเหล็กนั้นใช้ประกอบน้อยที่สุด ทั้งนี้ เพราะมีราคาแพงในการก่อสร้างเมื่อ 80 - 90 ปีที่ผ่านมา
เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ

 
 
 
 
 
 
 
 
7.แหล่งประมงลำน้ำสงคราม

สถานที่ตั้ง
           ลำน้ำสงครามมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในเขตอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนครและอำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี เทือกเขาดังกล่าว ประกอบด้วยภูต่าง ๆ เช่น ภูผาหัก ภูผา เพลิน ภูผาเหล็ก แหล่งกำเนิดของลำน้ำสงครามส่วน ใหญ่จะอยู่ทางทิศตะวันตกของบ้านตาดภู วง ตรงกลางเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเทลาดจาก ภูพานลงไป มีภูสิงห์ ภูทอก ภูลังกา ซึ่งอยู่ตอนบน ทำให้พื้นที่เทลาดเป็น ตัวบังคับให้ลำน้ำสงครามไหลจาใต้ไปเหนือ ไปออกแม่น้ำโขง คือไหลจากต้นน้ำใน เขตอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนครกับอำเภอหนองหาร จังหวัด อุดรธานี และไหลวกขึ้นไปทางเหนือผ่านอำเภอหนอง โทงเป็นเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่งในลำน้ำสงคราม หาร อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี อำเภอบ้านม่วง จังหวัด อุดรธานี อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร แล้วเปลี่ยนทางเดินไป ทางตะวันออกเฉียงใต้ผ่านพื้นที่ระหว่างอำเภอคำ ตากล้า และอำเภออากาศอำนวย อำเภอพระเจริญ อำเภอเซ กา จังหวัดหนองคาย แล้ววกเข้าเขตอำเภอศรีสงคราม จังหวัด นครพนม ผ่านตำบลสามผง ท่าบ่อสงคราม นาเดื่อ แล้ว วกเข้าอำเภอท่าอุเทนไปลงแม่น้ำโขง ที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
นอกจากลำน้ำสงครามได้รับน้ำฝนจากเทือกเขา ต้นสำคัญ ๆ ดังกล่าวมาแล้วลำน้ำสงครามยัง ได้รับน้ำจาก ห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีน้ำ ขัง ลักษณะแหล่งน้ำเว้า ๆ แหว่ง ๆ ที่เรียกว่า "ซิง" เป็นจำนวนมากแหล่งเก็บน้ำธรรมชาติ เหล่านี้เกิดจาก ภูทอก ภูสิงห์ ภูวัง
ไหลลงสู่ลำน้ำสงครามที่บ้านท่านพันโฮง ลำน้ำสงครามจึงมีปาน้ำสายต่าง ๆ เช่น ปากอูน ปากยาม ปากเมา ปากซาง ปากซิว บริเวณปากน้ำ ทั้งหมดนี้เป็นแอ่งลุ่ม แต่กว้าง ใหญ่มากและมีปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนเสมอ
ความยาวของแม่น้ำสงครามที่ไหลผ่านพื้น ที่อำเภอต่าง ๆของจังหวัดสกลนครอุดรธานี หนองคาย และนครพนม เป็น ระยะทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 420 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ ประมาณ 13,800 ตารางกิโลเมตร หรือ 8,318 ,500 ไร่ นับเป็นลำน้ำสายสำคัญของภาค อีสานตอนบนที่มีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจและ สังคม ของผู้คนที่อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำแห่ง นี้
ความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม
เนื่องจากลำน้ำสงคราวยาว 420 กิโลเมตร และมีพื้นที่ลุ่ม น้ำกว้างใหญ่ มีการกระจายตัวของผู้คน มี ความหนาแน่นแตกต่างกัน ดังนี้จึงมีการ รับประโยชน์ในทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ จึงขอแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำสงคราวออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
1. ลุ่มน้ำสงครามตอน บนคือ บริเวณที่อยู่เชิงเขาภูพานลงมา ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จนถึง อำเภอหนองหานและอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี บริเวณ นี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรมมาช้า นานนับแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว เพราะมีที่ ราบลุ่มในการทำนา และมีลำน้ำสายต่าง ๆ ไหลจากเทือกเขาภูพานลงมาหล่อเลี้ยงตลอด ปี ผู้คนที่เข้ามาตั้งคืนฐานบริเวณนี้ ในปัจจุบันมีอาชีพในการทำนาเป็นสำคัญ
2. ลุ่มน้ำสงครามตอนกลางคือ บริเวณที่ต่อ เนื่องกับพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสงครามตอนเหนือ ซึ่ง ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอบ้านดุง จังหวัด อุดรธานี อำเภอบ้านม่วงและอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เป็น บริเวณที่ดอน พื้นที่เป็นดินลูกรัง มักมี ป่าเต็งรังปกคลุม แม้จะมีลำน้ำ ลำ ด้วยไหลผ่าน แต่ก็มีที่ราบลุ่มที่เหมาะ กับการปลูกข้าวน้อย จึงเป็นเขตที่ค่อนข้าง แห้งแล้ง และเหมาะแก่การทำไร่ และการหา ของป่ามากกว่า เป็นบริเวณที่ผู้คนมาตั้ง ถิ่นฐานอยู่น้อย และการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ก็มักเกิดขึ้นในระยะหลัง อันสืบเนื่องมา จากไม่มีที่ดินทำกินกับการขยายตัว ของการคมนาคม ถนนหนทาง จึงทำให้เกิดชุม ชนตามถนนมาก ส่วนใหญ่ผู้คนที่เข้ามา ตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้คือ ผู้ที่ขยายตัว มากจากบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนบนและตอนล่าง
อย่างไรก็ดีพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอน กลาง เป็นแหล่งที่ผลิตเกลือสินเธาว์กันมาก มีทั้ง การผลิตเกลือที่ใช้เทคโนโลยีง่าย ๆ เช่น การตัก น้ำเกลือมาต้มจนแห้งได้เกลือสินเธาว์และการ ฉีดน้ำเข้าไปทะลายโพรงชั้นเกลือใต้ดินแล้ว สูบน้ำเกลือขึ้นมาตากแห้งเช่นเดียวกับการ ทำนาเกลือสมุทรตามชายทะเล การทำเกลือวิธี นี้ทำเป็นแบบอุตสาหกรรมเพื่อส่งเกลือจำหน่าย ให้โรงงานเป็นรายได้นับแสนบาท ลำน้ำสงครามในช่วงฤดูแล้ง
นอกจากการผลิตเกลือแล้ว ยังมีการปลูกพืชอุต สาหกรรม เช่น มะเขือเทศ ไผ่ ยูคาลิปตัส ซึ่งปลูกเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ เข้าส่งโรงงาน อุตสาหกรรมมะเขือเทศ กระป๋อง โรงงานผลิตกระดาษ เป็นต้น
ลุ่มน้ำสงครามตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ด้าน เหนือของอำเภอบ้านม่วง อำเภออากาศอำนวยและอำเภอนา หว้า ลงไปจนถึงอำเภอศรีสงคราม อำเภอคำตาก ล้า อำเภอบ้านแพง หรืออีกนัยหนึ่งคือ บริเวณสอง ฟากฝั่งลำน้ำสงครามจากบริเวณอำเภอโซ่พิสัย อำเภอ คำตากล้า อำเภอเซกา จนไปถึงอำเภอศรี สงครามและอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม บริเวณนี้เป็น บริเวณลุ่มต่ำ น้ำท่วมถึง เต็มไปด้วยป่าบุ่ง ป่าทาน และป่าไม้ที่มีพันธุ์ไม้เกิดจาก ดินเค็ม มีลักษณะที่ต่างไปจากบรรดาป่าไม้ เต็งรังที่พบในบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนกลาง
ผู้คนในบริเวณที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็น พวกประมงน้ำจืดและพวกกึ่งทำประมงและการ เพาะปลูก เพราะพวกที่อยู่ห่างลำน้ำสงครามนั้น มีโอกาสทำนาทำไร่ตามพื้นที่ลุ่มต่ำ ตามที่ดอนและป่าบุ่ง ป่าทามในฤดูแล้ง แต่ในฤดูน้ำก็มีอาชีพจับปลา จากลำ น้ำและลำห้วย หนอง บึง ผู้คนที่เข้ามา ตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมา จากทางฝั่งแม่น้ำโขง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีทั้งที่เคลื่อนย้ายเข้ามาและถูก กวาดต้อนเข้ามาทางฝั่งประเทศลาวในสมัยรัช กาลที่ 3 บริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนล่างจึง เป็นบริเวณที่ทำรายได้สูงกว่ากลุ่มที่อยู่ ในบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนบนและตอนกลาง โดย เฉพาะการจับปลาขายระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ผู้ ที่มีเครื่องมือจับปลาขนาดใหญ่ เช่น มองกวาด ดางกัด สะดุ้ง โต่ง จะมีรายได้ครอบครัวละ หลายหมืนบาท นอกจากรายได้จากการจำหน่าง ปลาสดแล้ว ยังมีรายได้จากการจำหน่ายปลา ร้า ซึ่งราคาในปัจจุบันสูงถึงโอ่งละ 1, 000 บาท แหล่งปลาร้าในเขตลำน้ำสงครามถือ ว่าเป็นแหล่งปลาร้าที่ใหญ่ที่สุดในภาค อีสานในปัจจุบัน
ปัญหาที่อาจมีผลกระทบต่อชุม ชนและสิ่งแวดล้อม
        ปัญหาที่จะมีผลต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาจเกิดขึ้นกับ บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอนกลางคือ ปัญหาการ ทำอุตสาหกรรมนาเกลือ ซึ่งมีการฉีดน้ำ เข้าไปในโพรงชั้นเกลือใต้ดินซึ่งจะมี ผลให้ชั้นดินลึกเป้นโพรงกว้าง และเกิดการ ทรุดตัวของผิวดินเป็นสงกว้างเป็นอันตรายต่อ อาคารและสิ่งก่อสร้างชำรุดพังลงได้ นอกจาก นี้น้ำเกลือที่สูบขึ้นมาตากแห้งยังไหล ไปสู่เรือกสวนไร่นา แม้ในลำน้ำจะทำ ให้เกิดมลภาวะอย่างกว้างขวาง ปัญหาดังกล่าวนับ เป็นปัญหาที่ต้องหามาตรการแก้ไขอย่างจริง จัง โต่ง สามารถดักปลาได้ครั้งละมากๆ
สำหรับปัญหาต่อลุ่มน้ำสงครามตอนล่างคือ ปัญหาการจับปลาด้วยเครื่องมือขนาดใหญ่ ไม่ถูก ต้องตามกฎหมายย่อมมีผลทำให้พันธุ์ปลาหมด ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งควรจะมีมาตรการควบ คุมให้มีเครื่องมือที่เหมาะสมและมีปริมาณ ไม่มากนัก ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ ปัญหาที่รัฐ บาลมีโครงการกั้นประตูน้ำสงคราม เพื่อกักน้ำ ไว้ในฤดูน้ำลดและกั้นมิให้น้ำจาก แม่น้ำโขงทะลักเข้าลำน้ำสงครามยามฤดูฝน ย่อมมีผลเสียหายต่อการวางไข่ของปลา ซึ่งชาวประมงเชื่อว่า สาเหตุที่มีปลาชุกชุม เพราะมีปลาจากลำน้ำโขงว่ายทวนกระแสน้ำ ขึ้นไปวางไข่และเจริญเติบโตในลำน้ำ สงครามหารมีการปิดกั้นประตูน้ำจะทำให้ ปลาไม่อาจว่ายน้ำขึ้นไปผสมพันธุ์และวาง ไข่ตามธรรมชาติได้และจะมีผลให้ปริมาณ ปลาลดลง ดังนั้นรัฐบาลจะต้องวิจัยหา ข้อมูลเรื่อง หาเหตุที่มีปลาชุกชุมใน ลำน้ำสงครามอย่างจริงจังก่อนตัดสินใจทำ ประตูกั้นน้ำ
อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมาย ของการสร้างประตูน้ำเพื่อกักมิให้กระแสน้ำ จากลำน้ำโขงไหลทะลักเข้าลำน้ำสงครามานั้น เป็นสมมุติฐานที่ผิดพลาด เพราะปัจจุบันปริมาณน้ำใน ฤดูฝนที่ท่วมท้นพื้นที่สองฟากฝ่งลำ น้ำสงคราม เกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ตกชุกเป็น บริเวณกว้าง ทำให้กระแสน้ำจากเอกเขาต่าง ๆ ในบริเวณเขตเทือกเขาภูพานไหลลงน้ำสงครา และลำน้ำสาขา ซึ่งไหลลงสู่น้ำสงคราม จึง ทำให้มีปริมาณน้ำฝนมากมหาศาล มิได้เกิด จากน้ำจากลำน้ำโขงไหลล้นเข้าปากน้ำ สงคราแต่อย่างใด ปัญหาดังกล่าวจึงต้องทบ ทวนให้ถ่องแท้ก่อนมีการตัดสินใจสร้าง ประตูน้ำตามนโยบายของรัฐบาล
การเดินทางเข้าสู่แหล่งน้ำสงคราม
        เนื่องจากลำน้ำสงครามเป็นลำน้ำที่มีความยาวไหลผ่านพื้นที่อำเภอ ต่าง ๆ ในจังหวัดอุดรธานี สกลนคร หนอองคาย และนครพนม จึงทำให้ลำน้ำสงคราม เป็นที่รู้จักกัน อย่างกว้างขวาง เช่น อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร อำเภอศรี สงคราม อำเภอท่าอุเทน ซึ่งลำน้ำสงครามจะไหล ออกไปสู่แม่น้ำโขงที่บ้านไชยบุรี จึง เป็นแหล่งที่มีทิวทัศน์สวยงาม
การเดินทางไปบ้านไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน สามารถเดินทาง ได้หลายเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางจากนครพนม ตาม ทางหลวงหมายเลข 22 แยกเข้าเส้นทางหมายเลข 212 ซึ่งผ่าอำเภอไชยบุรีไม่ห่างจากปากน้ำ สงคราม

 
 
Comments