บรรยากาศในฟาร์ม

ชุมชนลำไทร...หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงกลางป่าคอนกรีต

โพสต์20 ก.พ. 2553 19:18โดยLSF's Owner
ชุมชนลำไทร...หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงกลางป่าคอนกรีต  ที่มาจากเว็บของสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ  
Image เมื่อหลายวันก่อนได้เข้าไปท่องโลกไซเบอร์อยู่พักใหญ่ แล้วพบว่ามีข้อมูลอันหนึ่งน่าสนใจมากตามข้อมูลบอกว่าเป็นชุมชนที่เกี่ยวกับความพอเพียงและการดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติซึ่งเข้ากับช่วงนี้ที่เพิ่งกลับมาจากแรลลี่การกุศลในคอนเซปต์ "rally for life drive for green" เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

จึงอยากไปชมสักหน่อยว่าหมู่บ้านนี้เค้ามีอะไรดี ถึงได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่กรณีศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งเป็นแห่งเดียวในกรุงเทพฯ หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า "หมู่บ้านลำไทร" หรือ "ชุมชนแผ่นดินทองคอยรุตตั๊กวา" หลังจากที่ดูข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ต(Internet)ก็ได้ความว่า “หมู่บ้านลำไทร”แห่งนี้อยู่ในเขตหนองจอก แถบชานเมืองของกรุงเทพฯ  โดยมีอาจารย์สมชาย สมานตระกูลเป็นหัวหน้าชุมชน วิถีชีวิตของคนในชุมชนแห่งนี้จะใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย  และประชากรในหมู่บ้านนี้กว่า 90 %เป็นชาวมุสลิม ซึ่งชาวมุสลิมจะมีพื้นฐานของความพอเพียงเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของศาสนาอิสลาม  โดยก่อนหน้าที่จะมาเป็นพื้นที่กรณีศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น วิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว  ยิ่งพอได้มาเป็นพื้นที่กรณีศึกษาก็ต้องมีการปรับปรุงและเสริมเพิ่มเติมกันบางส่วนเพื่อให้มีความเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากที่สุดเพื่อให้ผู้ที่มาศึกษาเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น
       หมู่บ้านลำไทรแห่งนี้ได้แบ่งพื้นที่เพื่อให้มีลักษณะเป็นฐานการเรียนรู้ โดยมีทั้งหมด 9 ฐานการเรียนรู้ใหญ่ๆ เมื่อเริ่มเดินเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็รู้สึกเหมือนออกมาอีกโลกหนึ่ง ที่มีความแตกต่างจากชุมชนเมืองที่มีแต่คนฟุ้งเฟ้อ  การจราจรที่คับคั่ง และอากาศที่มีสภาพคล้ายจะเป็นพิษ แต่ที่นี่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ต้นไม้เขียวขจี แม้อากาศจะร้อนไปบ้างแต่ก็มีลมพัดเอื่อยๆช่วยคลายความร้อนลงได้เยอะทีเดียว  เมื่อเดินเข้ามาอีกเดี๋ยวเดียวก็จะถึงแผนกต้อนรับของที่นี่  หลังจากอ่านป้ายแสดงเรียบร้อยแล้วก็พอทราบข้อมูลโดยรวมของที่นี่ก่อนที่จะเจาะลึกข้อมูลในแต่ละฐาน  และที่นี่เค้าก็มีไกด์พร้อมร่วมเดินแนะนำข้อมูลตลอดเส้นทางของหมู่บ้านด้วย  ว่าแล้วก็เริ่มศึกษากันไปทีละฐานดีกว่าค่ะ
       ฐานที่ 1 จะเป็นส่วนของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร  ซึ่งจะอยู่ใกล้ๆ กับแผนกต้อนรับแห่งแรกที่เราเดินเข้ามาพบ ในส่วนนี้จะเป็นพื้นที่ใช้รวบรวมข้อมูลทางวิชาการ การประชุม การอบรมและสัมมนา  และยังเป็นพื้นที่ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต  อีกอย่างที่ฐานนี้เค้ามีเครื่องผลิตไบโอดีเซลชุมชนขนาด 100 ลิตร/วันด้วย  การผลิตไบโอดีเซลนี้ก็คือการนำน้ำมันที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการเพื่อให้ได้น้ำมันใหม่คือน้ำมันไบโอดีเซล แล้วนำกลับมาใช้ใหม่  และทางชุมชนนี้ก็ยังมีโครงการให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนำน้ำมันที่ใช้แล้วมาขายหรืออาจจะแลกน้ำมันใหม่ไปใช้ด้วย
       ฐานที่ 2 แปรรูปอาหาร  ฐานนี้เปรียบเสมือนส่วนกลาง เพราะว่ามีสหกรณ์ที่เป็นแหล่งรวบรวมผลิตภัณฑ์แปรรูปทุกชนิด เช่น การนำกล้วยมาทำกล้วยฉาบ  กล้วยอบงา เป็นต้น ในฐานนี้ป้าเจ้าของบ้านได้โชว์ทำกล้วยฉาบให้เราได้ชิมกันด้วย รสชาติใช้ได้ทีเดียวค่ะ  แอบชิมกันจนอิ่มเลยทีเดียว  ตอนระหว่างรอคุณป้าทำกล้วยให้เราได้ชิมก็นั่งเล่นเพลินๆ กันริมสระน้ำอากาศเย็นสบายมาก ลมก็เย็น กล้วยฉาบก็อร่อย กินอิ่มจนแทบจะหลับคาบ้านของคุณป้า  แต่ก็ต้องรีบตื่นตัวไปฐานต่อไปกันค่ะ
       ฐานที่ 3 เรียกว่าฐานบ้านพอเพียง  จะเป็นฐานที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตโดยใช้การเกษตรผสมผสานสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต  และที่นี่จะมีผลไม้ต่างๆที่สามารถปลูกได้ง่าย  เช่น  กล้วย  ขนุน มะม่วง  รวมถึงพืชผักสวนครัวในบริเวณนี้จะมีการรวมพันธุ์กล้วยต่างๆ ซึ่งจริงๆ มีทั้งหมดประมาณ 160 พันธุ์แต่ที่ชุมชนลำไทรนี้สามารถรวบรวมมาได้ประมาณ 40 สายพันธุ์  ซึ่งจะมีพันธุ์กล้วยชื่อแปลกๆ ที่พบเห็นได้ยากเช่น  กล้วยนมสาว  กล้วยแดงฮาวาย  กล้วยตานีดำ  แปลกแต่จริงค่ะ  บางพันธุ์ไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งจะมาเคยเห็นครั้งแรกก็ที่นี่ละค่ะ  และที่นี่ยังเน้นเรื่องของปุ๋ยชีวภาคซึ่งพี่ไกด์บอกว่าคือการนำเอาผลไม้ที่ร่วงหล่นมาหมักไว้เพื่อให้ได้ปุ๋ยชีวภาคเพื่อไว้ใช้ในการฆ่าแมลง หรือจะใช้รดน้ำต้นไม้ใหญ่ก็ได้  และในฐานนี้ก็มีโครงการอีกโครงการหนึ่งที่รู้สึกชอบมากๆ คือการตั้งร้านขายของโดยที่ไม่มีคนขาย จะมีเพียงสินค้าและกระป๋องใส่เงิน เพื่อเป็นการแสดงถึงความซื่อสัตย์ที่คนในชุมชนนี้มีให้แก่กัน
       ฐานที่ 4  ลำไทรฟาร์ม ฐานนี้เป็นฐานที่มีกิจกรรมที่มุ่งเน้นการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจหลากหลายชนิดที่สามารถสร้างรายได้สู่ครอบครัวได้ดียิ่ง  ในฟาร์มแห่งนี้จะมีฟาร์มเลี้ยงนกและเป็ดหลากหลายชนิดรวมถึงหงส์ดำ-หงส์ขาว  อาจารย์ผู้ดูแลฐานนี้ได้ให้ข้อมูลในเรื่องของวิธีการเพาะพันธุ์หงส์ว่าในแต่ละปีหงส์จะออกไข่ปีละ 3 รอบในแต่ละครั้งจะออกไข่ประมาณ 5-8 ฟอง  และจะออกเป็นตัวประมาณ 2-3 ตัว  หงส์เป็นสัตว์จำพวกเดียวกับนก  เมื่อเกิดมาแล้วจะต้องตัดปีกทิ้ง 1 ข้างเพื่อทำให้หงส์เสียสมดุลย์และบินหนีไปไหนไม่ได้   ปัจจุบันก็มีการเพาะพันธุ์หงส์เพิ่มมากขึ้นและยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนด้วย อาจารย์เล่าว่า ส่วนมากคนที่มาซื้อหงส์ก็จะมีตั้งแต่ไฮโซที่ซื้อไปเลี้ยงเพราะเชื่อว่าหงส์เป็นสัตว์ตระกูลสูงส่ง ถ้าได้ครอบครองแล้วก็จะไปช่วยเสริมบารมีแก่เจ้าของ หรือบางทีพวกเจ้าของธุรกิจรีสอร์ทก็มาซื้อไปปล่อยเพิ่มความสวยงาม อาจารย์บอกว่าการจำหน่ายหงส์จะจำหน่ายเป็นคู่ๆ อย่างหงส์ดำที่มีอายุประมาณ 3 เดือน ราคาจะตกคู่ละประมาณ 20,000 บาท และอาจารย์ยังบอกอีกว่า ถ้าจะเลี้ยงหงส์จะต้องมีพื้นที่น้ำและพื้นที่บกด้วยเพราะหงส์จะอาศัยอยู่ในน้ำ 80%และอยู่บนพื้นดินอีก 10% ถ้าคิดจะซื้อไปเลี้ยงก็ต้องดูว่ามีพื้นที่ในการเลี้ยงมากพอหรือไม่ค่ะ
       ฐานต่อมาฐานที่   5  คือฐานต้นไม้กับบ้าน เป็นฐานที่เกี่ยวกับการศึกษาต้นไม้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้สอยพร้อมทั้งการสร้างระบบนิเวศภายในบริเวณบ้าน เป็นส่วนของวิถีชีวิตกับการทำนารวมถึงการนำเศษไม้ที่ร่วงหล่นมาเผาเพื่อทำถ่านและสร้างรายได้แก่ชุมชนพร้อมทั้งมีเครื่องมือในการสีข้าวแบบโบราณ  ชุมชนที่นี่ได้มีการประดิษฐ์จักรยานสูบน้ำเพื่อสุขภาพ  โดยการปั่นจักรยานเพื่อสูบน้ำจากท้องนามารดน้ำต้นไม้ และฐานนี้ยังมีการเพาะพันธุ์ต้นไม้ เช่น ต้นชวนชมซึ่งเป็นไม้ประดับเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้อีกด้วย 
       ฐานที่  6  เป็นฐานของการเลี้ยงแพะนม ฐานนี้ชอบมากๆ เพราะว่าได้เห็นลูกแพะมากมายหลายตัว หน้าตาน่ารัก  ฐานนี้มีป้ายให้ความรู้แสดงลักษณะของโรงเรือนที่ใช้เลี้ยงแพะรวมถึงพันธุ์แพะต่างๆ และอาจารย์ประจำฐานยังให้ข้อมูลว่า แพะจะกินพืชผักได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นหญ้าหรือกระถินแต่เราต้องนำอาหารที่จะให้แพะไปแขวนไว้เหนือพื้น มิฉะนั้นแพะจะไม่กินและยังมีการนำน้ำนมแพะมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น  ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้า เป็นต้น  ส่วนน้ำนมแพะที่ได้ก็นำมาส่งขายเป็นรายได้แก่ชุมชน ซึ่งรสชาติของน้ำนมแพะนั้นไม่ได้แตกต่างจากนมวัวเท่าไหร่นัก เพียงแต่ว่ารสชาติจะมันกว่านมวัวอยู่บ้าง
       มาถึงฐานที่  7  คือฐานบ้านปลายนา  เป็นกิจกรรมที่เน้นเรื่องของการพึ่งตนเองและพึ่งธรรมชาติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานนี้จะเป็นพื้นที่ของการทำนาข้าว การปลูกข้าว เห็นแล้วรู้สึกสดชื่นมากเพราะว่าจะเห็นเป็นทุ่งข้าวเขียวขจีโบกไสวไปตามลม ในฐานนี้ยังมีการเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา และการปลูกผัก เพื่อเอาไว้ประกอบอาหารโดยไม่ต้องเสียสตางค์ เรียกว่าอยู่อย่างพอเพียงจริงๆ
       ฐานที่ 8  คือฐานพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้ในชุมชน  ในฐานนี้จะเน้นการสะท้อนความเป็นอยู่ของชาวชุมชนที่ใช้เครื่องมือต่างๆประกอบอาชีพและอยู่อาศัยในครอบครัวมาตั้งแต่เกิด ฐานนี้จะมีการแสดงส่วนของเครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ ที่ทางชุมชนเก็บรักษาเอาไว้ เช่นเครื่องปั้นดินเผา  ถ้วยชาม  โรงสีข้าว เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม  และได้ทราบถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสมัยก่อนว่าเป็นอย่างไร
       มาถึงฐานสุดท้ายกันดีกว่าค่ะ ฐานที่ 9 สวนเกษตรโรงเรียนเกษตรทฤษฎีใหม่(ตามแนวพระราชดำริ)  เป็นฐานที่เกี่ยวกับโครงการสาธิตเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งในฐานนี้ได้จัดสรรพื้นที่ 14 ไร่ 81 ตารางวาออกเป็นสัดส่วน เพื่อทำตามทฤษฎีของในหลวง คือ 30:30:30:10  ในส่วนแรกจะเป็นการปลูกข้าวเพื่อไว้กินไว้ใช้  30 เปอร์เซนต์  ส่วนที่ต้องแบ่งไว้เพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลา  เลี้ยงสัตว์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเป็ดหรือไก่ 30เปอร์เซ็นต์  ส่วนที่สามจะเป็นการปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้ชนิดต่างๆ  ตามฤดูกาล 30 เปอร์เซนต์  และส่วนสุดท้ายจะเป็นที่อยู่อาศัยอีก  10 เปอร์เซ็นต์
       สิ่งสำคัญของหมู่บ้านลำไทรก็คือที่นี่ยังมีโฮมสเตย์ไว้ให้ผู้ที่สนใจศึกษาดูงานกันอย่างเต็มอิ่มด้วยการเข้าพักที่โฮมสเตย์แห่งนี้ ซึ่งมีบ้านพักทั้งหมด 10 หลัง แต่ละบ้านจะมีชื่อที่เพราะพริ้งแตกต่างกันไป อาทิ บ้านชมเดือน บ้านพฤกษา บ้านเก็บตะวัน เป็นต้น โดยโฮมสเตย์ที่นี่ส่วนมากจะเป็นส่วนเดียวกับเจ้าของบ้าน แต่บางหลังก็จะสร้างแยกออกมาให้อยู่กันเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น  สำหรับค่าเข้าพักของโฮมสเตย์ที่นี่ก็ราคาไม่แพงค่ะ แต่บรรยากาศที่ได้มันคุ้มเกินคุ้มจริงๆ วันหลังต้องลองมาพักที่นี่ดูบ้างแล้ว คงจะได้บรรยากาศใหม่ๆ พร้อมทั้งความรู้เต็มอิ่มแน่ๆ ค่ะรับรอง
ที่มาจากเว็บของสมาคมศษย์เก่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ
http://alumni.bu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=195&Itemid=1
Comments