ข่าวประชาสัมพันธ์

ระบบคลังความรู้ออนไลน์ TEDET‏

โพสต์17 พ.ค. 2559 21:09โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 17 พ.ค. 2559 21:10 ]


โครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ 
สสวท. เปิดระบบคลังความรู้ออนไลน์ TEDET ให้นักเรียนทุกคนทั่วประเทศสามารถสมัครสมาชิกเพื่อเข้าฝึกฝนทักษะและพัฒนาตนเองได้ตลอดทั้งปีฟรี!!! ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 ให้มีทักษะและความรู้ความสามารถได้ทัดเทียมนานาชาติ

สมัครสมาชิกฟรีที่นี่ คลิก http://goo.gl/ox9GWq

โครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ TEDET คลิก http://tedet.ac.th/index.html?menuid=1


Piktochart ตัวช่วยคุณครู สร้าง Infographics

โพสต์16 พ.ค. 2559 23:31โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 16 พ.ค. 2559 23:31 ]


ระยะนี้คุณครูคงคุ้นตากับการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศ ด้วย Infographics ...

Infographics มาจากคำว่า Information + graphics อินโฟกราฟิกส์ (Infographics)หมายถึง การนำข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศ ในลักษณะของข้อมูลและกราฟิกที่อาจเป็นลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ ฯลฯ ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ดูแล้วเข้าใจง่ายในเวลารวดเร็วและชัดเจน สามารถสื่อให้ ผู้ชมเข้าใจความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้โดยไม่จำ เป็นต้องมีผู้นำ เสนอมาช่วยขยายความเข้าใจอีก ( จงรัก เทศนา , อินโฟกราฟิกส์  Infographics , http://www.krujongrak.com/infographics/infographics_ information.pdf   สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2559 )


Infographics สามารถใช้โปรแกรมสร้างได้หลายโปรแกรม เช่น กลุ่มเผยแพร่และพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ การเพิ่มประสิทธิภาพเทคนิคการนำเสนอด้วยรูปแบบ Infographics ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2559 ณ โรงแรมบียอนด์ สวีท กรุงเทพมหานคร ด้วย โปรแกรม Adobe Illustrator โปรแกรม Adobe Affter Effect และ  โปรแกรม Adobe Premiere Pro 


หากคุณครูไม่ต้องการลงโปรแกรม คุณครูสามารถสร้าง Infographics ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีอยู่หลายเว็บไซต์ที่ให้บริการ ทั้งแบบมีค่าใช้จ่ายและให้บริการฟรี เช่น https://infogr.am/  ;  http://www.easel.ly/  

Piktochart เป็นเว็บไซต์ยอดนิยมเว็บไซต์หนึ่งที่ใช้สร้าง  Infographics (  https://piktochart.com/ )

มีผู้เขียนวิธีใช้งานไว้ท่าน  ได้รวบรวมเพื่อให้คุณครูได้ศึกษา และนำไปใช้งาน

        *วิธีสร้าง Infographics สุดเก๋ด้วยโปรแกรม Piktochart  

        *วิธีสร้าง Infographic ด้วยตัวเอง

        *การสร้างงาน Infographic ผ่านเว็บไซต์Piktochart
         http://www.pharmacy.cmu.ac.th/admin/files_hotnews_new/infographic.pdf

        *KM ขยายผลการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง... เข้าถึงข้อมูล เข้าใจง่าย สไตล์อินโฟกราฟิก (Infographics)
         http://jsbg.joseph.ac.th/6150/images%5Cpdf%5Cinfographic.pdf

        *การสร้างงาน Infographic ผ่านเว็บไซต์ Piktochart

        *สร้างอินโฟกราฟิก ง่าย /เร็ว / สวย Piktochart

        *TechTool Thursday 060 Piktochart




         จากเว็บไซต์ Piktochart 
        *How to Create an Infographic in 5 Minutes


7 ทักษะที่นักศึกษาจบใหม่ยังขาด

โพสต์4 พ.ค. 2559 02:19โดยอารีย์ ทิมเมือง



จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ และแคเรียร์วีซ่า เผยผลวิจัย "ช่องว่างทักษะที่สำคัญในโลกการทำงาน" (Career Readiness-Skill Gap Research) เพื่อค้นหาคุณลักษณะที่นิสิต นักศึกษาจบใหม่ยังขาด และเป็นสิ่งที่บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ต้องการ ได้แก่ มองทุกอย่างคือการเรียนรู้ ทำได้ทุกบทบาท คิดเองได้ทำเองเป็น แสดงออกถึงความอยากสำเร็จ ประยุกต์ได้ มืออาชีพ และสื่อสารโดนใจ

"แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์" ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า สภาวะการแข่งขันสูงของตลาดแรงงานในปัจจุบันมีอัตราผู้ว่างงานกว่า 350,000 คน (ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ ประจำเดือนมกราคม ปี 2559) และแต่ละปีจะมีบัณฑิตจบใหม่อีกกว่า 4 แสนคนจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ทำให้บัณฑิตที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัยต้องพัฒนาตัวเองให้สามารถเป็นที่ยอมรับจากบริษัทต่างๆ

"เพื่อค้นหาคุณลักษณะที่นิสิตนักศึกษาพึงมีให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้จ๊อบไทยดอทคอมจึงร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ และแคเรียร์วีซ่า ทำการศึกษาวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีจากทั่วประเทศ ในหัวข้อ ช่องว่างทักษะที่สำคัญในโลกการทำงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่"

ทั้งนี้ ผลสำรวจสามารถสรุปออกมาเป็น 7 ทักษะที่ทางภาครัฐและสถานศึกษาควรหันมาให้ความสนใจ แนะนำให้กับนิสิต นักศึกษา ดังต่อไปนี้


1. มองทุกอย่างคือการเรียนรู้ – มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในงานด้วยความทะเยอทะยานที่จะเติบโตและสร้างสรรค์ผลงาน

2. ทำได้ทุกบทบาท – สามารถเป็นได้ทั้งผู้นำ ผู้ตาม ผู้ช่วย ในทุกสถานการณ์ และสามารถเรียนรู้งานอย่างรอบด้านได้รวดเร็ว พร้อมที่จะทำงานที่ท้าทายโดยมองประโยชน์ของทีมและองค์กรมากกว่าประโยชน์ของตนเอง

3. คิดเองได้ ทำเองเป็น – ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทักษะของพนักงาน ต้องสามารถคิดและทำได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง และเมื่อพบอุปสรรคก็ต้องสามารถเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นโดยการค้นคว้าด้วยตัวเองได้

4. แสดงออกถึงความอยากสำเร็จ – มีความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานที่จะทำงานให้สำเร็จ และได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้สามารถจูงใจตนเองเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลงานที่ดีออกมาได้ และค้นหาปัจจัยแห่งความสำเร็จผ่านการเรียนรู้จากความล้มเหลว

5. ประยุกต์ได้ – มีทักษะในการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเข้าสู่การทำงาน เข้าใจถึงลักษณะงาน สามารถตีโจทย์ความต้องการขององค์กรได้ โดยสามารถเข้าใจได้ว่าปัจจัยหนึ่งจะส่งผลต่ออีกปัจจัยหนึ่งได้อย่างไร นำไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหาจากภาพรวม

6. มืออาชีพ 
– มีคุณสมบัติของการทำงานแบบมืออาชีพ คือ มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี มีความตรงต่อเวลา รักษามารยาทในการทำงานอยู่เสมอ และมีความอดทนอดกลั้น สามารถแยกแยะเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานออกได้ มุ่งเน้นผลลัพธ์ของการทำงาน

7. สื่อสารโดนใจ 
– มีความสามารถในการสื่อสารที่เป็นระบบ รู้จักการลำดับความสำคัญในการสื่อสารให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจได้ในทันที สามารถโน้มน้าวผู้รับสารให้คล้อยตามได้ และมีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สาม

"ผลสำรวจยังพบอีกว่านิสิตนักศึกษากว่า 86 เปอร์เซ็นต์ยังไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและพร้อมที่จะพัฒนาภายใต้การชี้แนะจากผู้มีประสบการณ์ ฉะนั้น ทางภาครัฐและสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ควรมีนโยบายในการพัฒนา 7 ทักษะดังกล่าวให้กับนิสิตนักศึกษา โดยอาจสอดแทรกลงในบทเรียน หรือเป็นการแนะแนวนอกเวลาเรียนเพื่อให้เป็นทักษะติดตัวที่นอกเหนือจากวิชาเรียนปกติ และเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดแรงงานต่อไป" 

คัดลอกจาก : จ๊อบไทยเผย 7 ทักษะที่นักศึกษาจบใหม่ยังขาด ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  17 มี.ค. 2559 
                           http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1458194459

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 188/2559 ประชุมชี้แจงโครงการโรงเรียนประชารัฐ

โพสต์4 พ.ค. 2559 02:13โดยอารีย์ ทิมเมือง




"โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐ ให้แก่ผู้บริหารโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการระยะที่ 1 ทั่วประเทศ 3,342 โรงเรียน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ รวมทั้งนายศุภชัย เจียรวนนท์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน และ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา พร้อมด้วยคุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมเปิดการประชุมในครั้งนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2559 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้บริหารสูงสุดโรงเรียนสัตยาไส และคุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐ "โครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ"  โดยมีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา, ผู้บริหารองค์กรหลัก, ผู้บริหารภาคเอกชน, ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการโรงเรียนประชารัฐ ระยะที่ 1 เข้าร่วมกว่า 3,500 คน

รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ  กล่าวถึงโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ว่า เป็นมิติใหม่ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำให้มีสัมฤทธิผล และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

ซึ่งต้องยอมรับว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ แตกต่างจากโครงการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรต่างๆ หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) เนื่องจากการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะเป็นระบบมากขึ้น กระจายไปสู่วงกว้างมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นระบบการศึกษาทั้งระบบที่จะต้องมีการวางแผนงาน งบประมาณให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะรองรับกับพลวัตรในศตวรรษที่ 21

โดยทักษะของเด็กในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย การเรียนรู้ 3R x 8C ตลอดชีวิต

3R คือ Reading-อ่านออก, (W)Riting-เขียนได้, (A)Rithenmatics-คิดเลขเป็น
8C คือ 
Critical Thinking and Problem Solving : การคิดอย่างมีวิจารณญาณ แก้ไขปัญหาได้
Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
Collaboration teamwork and leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
Communications information and media literacy : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ
Computing and ICT literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี
Career and learning skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้
Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นคุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเป็นคุณลักษณะที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี

ในส่วนของโครงการโรงเรียนประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) "สานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" ร่วมกับภาคประชาสังคม และภาคเอกชนกว่า 25 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดรับสมัครโรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (ระดับประถมศึกษา-ขยายโอกาส นักเรียน 80-600 คน, ระดับมัธยมศึกษา นักเรียน 120-600 คน) เข้าร่วมพัฒนาตามโครงการ ซึ่งมีโรงเรียนสนใจสมัครกว่า 10,000 โรงเรียนและมีโรงเรียนผ่านการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการโรงเรียนประชารัฐ ระยะที่ 1 จำนวน 3,342 โรงเรียน ที่จะได้รับการพัฒนาตามโครงการภายใต้การดูแลและให้ความช่วยเหลือของ School Partners จากภาคเอกชน 1,000 คน และมี School Sponsor จากภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนต่อไปด้วย

สิ่งที่จะได้รับจากการเป็นต้นแบบโรงเรียนประชารัฐ มีหลายประการ คือ 1) ครู ได้รับความรู้และประสบการณ์จากกระบวนการจัดการ ตลอดจนได้รับการพัฒนา-การเรียนรู้ต่างๆ 2) โรงเรียน ได้รับการเติมเต็มจากภาคเอกชน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการเรียนการสอน ระบบฐานข้อมูล เป็นต้น 3) ผู้บริหาร ได้รับการพัฒนาคุณสมบัติและสมรรถนะความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการ 4) ผู้ปกครอง ชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น

จึงฝากให้ผู้บริหารทุกคน ร่วมดำเนินงานตามบทบาทของภาครัฐใน 2 ส่วน ดังนี้

Do คือ สิ่งที่ต้องทำ : ขอให้ผู้บริหารทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โครงการและปฏิบัติตามแผนงานโครงการพัฒนาโรงเรียน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือ การที่โรงเรียนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง นั่นก็หมายถึงความยั่งยืนนั่นเอง

Don’t คือ สิ่งที่ไม่ควรทำ : ขออย่าได้ปัดความรับผิดชอบในการพัฒนาโรงเรียนไปให้โครงการโรงเรียนประชารัฐ รวมทั้งไม่ร้องขอรับการสนับสนุนอื่นตามความต้องการของตนเอง แต่ควรที่จะปฏิบัติตามแผนโครงการ

อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังจากการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการมีธรรมาภิบาลในสถานศึกษา โรงเรียนมีความพร้อม มีสื่อ วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนห้องเรียนที่เพียงพอต่อการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษต้องสามารถสื่อสารได้ดีขึ้น รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

 นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน  กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของภาคเอกชน ขอชื่นชมโครงการสานพลังประชารัฐ ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถือเป็นมิติสำคัญและยิ่งใหญ่สำหรับภาคเอกชน

ซึ่งโครงการนี้ เป็นหนึ่งในโครงการที่สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้ทั้ง 3 ข้อ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาคุณภาพคน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาบุคลากรในประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมแบ่งปันและดำเนินโครงการสนับสนุนการศึกษา 3 โครงการ คือ

1) โครงการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการศึกษา 10 ด้าน ได้แก่

  • Transparency เน้นความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ของข้อมูลการดำเนินงานของโรงเรียนและสนับสนุนให้มีการตั้งกองทุนโรงเรียน ซึ่งความโปร่งใสและการตรวจสอบได้จะทำให้เกิดการแข่งขันและนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับสถานศึกษา

  • Digital Infrastructure คือ การเชื่อมโยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลทั่วโลกและการเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลในระดับโลก ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อนำมาใช้กับการศึกษา

  • Market Mechanism การขับเคลื่อนกลไกตลาดโดยการทำให้ผู้ปกครอง ชุมชน เอกชนในท้องที่ และเอกชนระดับประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษา เพราะโรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนเยาวชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงความมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนด้วย ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนรู้ของเด็กพัฒนาแบบก้าวกระโดด

  • Curriculum and Teaching Technique การปรับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Centric) เพราะเด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนฟองน้ำที่ซับน้ำได้เป็นอย่างดี โดยมีแนวทางในการดึงศักยภาพของเด็กออกมา และทำให้เด็กรักการตั้งคำถาม มีความคิดริเริ่ม การคิดวิเคราะห์ และการรู้จักแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะไม่มีที่สิ้นสุดเพราะเด็กจะมีส่วนร่วมในกระบวนการค้าคว้าหาคำตอบ

  • High Quality Principles คือ การพัฒนาผู้นำโรงเรียนให้มีความมุ่งมั่น รักที่จะพัฒนาเด็ก และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย อีกทั้งสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งผลิตและสร้างเยาวชนที่เข้มแข็งเพราะสถาบันการศึกษาคือผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ โดยผู้บริหารสถานศึกษาคือผู้นำที่จะดึงศักยภาพของนักเรียนออกมา เพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ มีความเข้มเข็ง มีคุณธรรม และจะเป็นพื้นฐานของความเข้มแข็งในด้านต่าง ๆ ของประเทศต่อไป

  • Health and Heart เยาวชนต้องมีสุขภาพดีและมีอาหารการกินครบทุก 5 หมู่ พร้อมทั้งมีสภาพจิตใจต้องแข็งแรง รู้จักการให้ การเชื่อมโยง การมีจิตสาธารณะ ช่วยเหลือสังคม และเสียสละเพื่อสังคม

  • Local and International การผสมผสานความรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวคือ พัฒนาครูในประเทศ รวมทั้งดึงครูที่มีศักยภาพหรือครูในสาขาที่ขาดแคลนจากต่างประเทศ เข้ามาทำการสอนในไทย ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดสู่มาตรฐานสากลได้ อีกทั้งการดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาในไทย เพราะทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในประชาคมโลก

  • English Language แนวทางที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คือการมีภาควิชาหรือบางวิชาที่ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกชั้นเรียน รวมทั้งมีหนังสือหรือตำราเรียนเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากจะทำให้นักเรียนต้องค้นคว้าหาคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสาร

  • Educational Hub การสร้างศูนย์กลางการศึกษา ด้วยการใช้เทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านของ Mega Trends ได้แก่ Robotics, Nanotechnology, Biotechnology และ Digital Technology เพื่อจะสร้าง School of Science and Research ด้วยการนำเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านมาพัฒนาต่อยอด

  • Young Leadership Development การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ด้วยการคัดเลือกผู้นำรุ่น ด้วยการให้ทุนศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่เหล่านี้ให้เป็นผู้นำที่เป็นกำลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศ รวมทั้งเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

2) โครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ CONNEXT Ed (School Partner Leadership Program)  คือ โปรแกรมสร้างผู้นำควบคู่กับการขับเคลื่อนโรงเรียนประชารัฐ โดยภาคเอกชนคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่จะทำงานร่วมกับโรงเรียน ซึ่งมีสัดส่วนผู้นำรุ่นใหม่ 1 คน ต่อ 3 โรงเรียน โดยจะดำเนินงานเป็นทีม ซึ่งหนึ่งทีมจะดูแลโรงเรียนประมาณ 15-20 แห่ง อีกทั้งในอนาคตมีแนวทางในการนำนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดย 1 โรงเรียนจะมีนักศึกษา 1-2 คนช่วยดูแล พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กันภายใต้การนำของผู้บริหารสถานศึกษา อีกทั้งไม่จำกัดเฉพาะผู้นำจากภาคเอกชน ผู้นำที่เป็นอาสาสมัครจากทุกภาคส่วนที่ผ่านการคัดเลือกก็สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ จะดำเนินการคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ตามโครงการ CONNEXT Ed ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้

นอกจากนี้ จะมี School Sponsor ที่เป็นผู้บริหารระดับ CEO หรือ CEO-1 ซึ่งจะเข้าไปเรียนรู้กับผู้บริหารสถานศึกษาและร่วมพัฒนาโรงเรียน โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้เรียนรู้และศึกษาปัญหาของโรงเรียนได้เร็วขึ้น ทางภาคเอกชนจะการสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนปีละ 500,000-1,000,000 บาท คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 2,000 ล้านบาทต่อปี ในเบื้องต้นจะมีการลงนาม MoU กับ 12 องค์กรที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวภายใน 2 สัปดาห์หลังจากนี้ ซึ่งองค์กรเหล่านี้จะดูแลโรงเรียนทั้ง 18 ภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวคือภาคเอกชน 1 องค์กรจะดูแลสถานศึกษาใน 1-2 ภาค

3) โครงการมหาวิทยาลัยแห่งความเป็นเลิศด้านงานวิจัย (Educational Hub)   โครงการนี้จะนำไปสู่การเชื่อมต่อด้านการค้นคว้าวิจัยกับภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนในภูมิภาค, ประชาคมอาเซียน และทวีปเอเชีย สามารถเข้ามาเรียนหนังสือที่ประเทศไทยได้ อีกทั้งมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านของ Mega trends ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนและผสมผสานกันเพื่อการพัฒนาและสามารถนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในสังคม พร้อมทั้งสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ตลอดจนสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน


 หลังจากนี้ไปผู้นำรุ่นใหม่จากภาคเอกชนจะทำการ Workshop กับผู้บริหารสถานศึกษา ด้วยการวางแผนสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งภาคเอกชนจะให้การสนับสนุนและประเมินผลความคืบหน้าและความสัมฤทธิ์ผลของโครงการในทุกไตรมาส อีกทั้งต้องกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) ที่จะเป็นตัวกำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อไป


 อรพรรณ ฤทธิ์มั่น / นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป / รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
2/5/2559


คัดลอกจาก : http://www.moe.go.th/websm/2016/may/188.html#home


ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 158/2559 ความก้าวหน้าการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา

โพสต์25 เม.ย. 2559 01:35โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 25 เม.ย. 2559 01:36 ]

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ เมษายน 2559ณ ห้องประชุม MOC โดยมี รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนางสาวอาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาผศ.ดร.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), ผู้แทนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันคีนันแห่งเอเชีย เข้าร่วมประชุม


รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

 การกำหนดนิยาม "สะเต็มศึกษา" (STEM Education)  คือ แนวทางการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ในการเชื่อมโยงหรือแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21

 การกำหนดจุดมุ่งหมายของกิจกรรมสะเต็ม 4 ประการ  คือ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ไปใช้เชื่อมโยงหรือแก้ไขปัญหาในชีวิตจริงเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 อาทิ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ตลอดจนการรู้เท่าทันสื่อ และเพื่อหล่อหลอมคุณลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ ความมีวินัย ซื่อสัตย์ อดทนเป็นต้น

 แนวทางการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา  โดยจะมีการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติที่เน้นการคิดวิเคราะห์ ค้นคว้า เชื่อมโยง และบูรณาการองค์ความรู้ทุกศาสตร์ เพื่ออธิบายเหตุการณ์หรือตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต และส่งเสริมการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เชิงนวัตกรรมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักต่อสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

 ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแนวสะเต็มศึกษา  จะจัดกิจกรรมในแต่ละชั้นปีให้สอดคล้องกับมาตรฐานและสาระการเรียนรู้ ใน ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นตอนที่ 1 ระบุปัญหาในชีวิตจริงที่พบ หรือนวัตกรรมที่ต้องการพัฒนา
ขั้นตอนที่ 
2 รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา หรือนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมนั้น
ขั้นตอนที่ 
3
 ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยเชื่อมโยงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์
ขั้นตอนที่ 
4
 วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรม 
ขั้นตอนที่ 
5 ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหา หรือนวัตกรรมที่พัฒนาได้
ขั้นตอนที่ 
6
 นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา หรือผลของนวัตกรรมที่พัฒนาได้

 เครือข่ายการดำเนินงานสะเต็มศึกษา  เป็นการร่วมกันดำเนินงานระหว่างศูนย์สะเต็มศึกษาภาค 13 แห่ง มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 13 แห่ง และมหาวิทยาลัยเครือข่ายสะเต็มศึกษา 25 แห่ง ได้แก่

ลำดับ

 ภูมิภาค

จังหวัด

โรงเรียนที่เป็นศูนย์

มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง

 1

เหนือตอนบน

เชียงใหม่

ยุพราชวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 2

เหนือตอนล่าง

พิษณุโลก

พิษณุโลกพิทยาคม

มหาวิทยาลัยนเรศวร

 3

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (1)

อุดรธานี

อุดรพิทยานุกูล

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

 4

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (2)

ขอนแก่น

แก่นนครวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 5

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (1)

นครราชสีมา

สุรนารีวิทยา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

 6

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (2)

อุบลราชธานี

เบ็ญจะมะมหาราช

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 7

ตะวันออก

ชลบุรี

ชลราษฎรอำรุง

มหาวิทยาลัยบูรพา

 8

กลางตอนบน

นนทบุรี

ศรีบุณยานนท์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 9

กลางตอนล่าง

นครปฐม

พระปฐมวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยศิลปากร

 10

กรุงเทพฯ (1)

กรุงเทพฯ

สามเสนวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหิดล

 11

กรุงเทพฯ (2)

กรุงเทพฯ

บดินทร์เดชา
(สิงห์ สิงหเสนี)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 12

ใต้ตอนบน

นครศรีธรรมราช

เบญจมราชูทิศ

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

 13

ใต้ตอนล่าง

สงขลา

หาดใหญ่วิทยาลัย

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


 เป้าหมายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในโรงเรียน ขอให้มีการเชิญชวนโรงเรียนที่ดำเนินการสะเต็มศึกษาอยู่แล้ว รวมทั้งโรงเรียนที่อยู่ในโครงการสานพลังประชารัฐฯ และโรงเรียนอื่นๆ ที่มีความพร้อมมาเข้าร่วมด้วย โดยมอบให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาทบทวนแนวทางการคัดเลือกโรงเรียนให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นตั้งเป้าจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา ปีการศึกษา 2559 ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาละ 10 โรงเรียน รวม 2,250 โรงเรียน และกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในโรงเรียนเป้าหมาย 17,220 คน

นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี 
ถ่ายภาพ
 บัลลังก์ โรหิตเสถียร : InfoGraphic
9/4/2559

คัดลอกจาก : http://www.moe.go.th/websm/2016/apr/158.html





เร่งรัดกรอกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๘ ในเว็บไซต์โรงเรียนในฝัน

โพสต์8 เม.ย. 2559 01:37โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 8 เม.ย. 2559 01:37 ]

โครงการโรงเรียนในฝัน กำหนดให้โรงเรียนในโครงการกรอกข้อมูล ในเว็บไซต์โรงเรียนในฝัน เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาและการประเมินรับรองตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ บัดนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แจ้งระยะเวลาการเปิดปิด ระบบรายงานผลตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ รอบ ๖ เดือน โดยระหว่างวันที่ ๑ – ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ ให้ผู้รับผิดชอบตัวชี้วัดระดับเขตพื้นที่การศึกษา รายงานผลการดำเนินงาน 

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ ขอให้โรงเรียนกรอกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๘ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ในเว็บไซต์โรงเรียนในฝัน http://www.labschools.com/ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙ 

อนึ่งโรงเรียนสามารถกรอกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเว็บไซต์ ศูนย์ประสานงานโรงเรียน ในฝัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘https://sites.google.com/site/labschoolsed8/ ได้อีกหนึ่งช่องทาง

ด่วนที่สุด! สำรวจข้อมูลโรงเรียนในฝัน

โพสต์3 เม.ย. 2559 19:45โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 3 เม.ย. 2559 20:07 ]





สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
 มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๔๐๐๘ / ว ๒๓๑ ลงวันที่  ๓๐  มีนาคม  ๒๕๕๙ เรื่อง สำรวจข้อมูลโครงการโรงเรียนในฝัน
  
แจ้งให้โรงเรียนกรอกข้อมูลในระบบออนไลน์     ที่ https://docs.google.com/forms/d/1W0ZbNytzEEc5xR9nJrnvIbdkYYekN09WWj XuasLBK7g/viewform?c=0&w=1 
ภายในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ ได้รับหนังสือ วันศุกร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา  ๑๖.๓๐ น.

ขอให้โรงเรียนในฝัน สพม.๘ ทุกโรงเรียนกรอกข้อมูลโดยเร็วที่สุด...

"ดาว์พงษ์" ฮึ่มพวกบิดเบือนคำสั่ง

โพสต์29 มี.ค. 2559 01:40โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 29 มี.ค. 2559 01:43 ]


เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงข่าวการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค ตามคำสั่งมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวและบิดเบือนข่าวจากคำสั่งดังกล่าวจนทำให้ครู ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดความเครียดและกังวลใจ ทั้งการให้ครูไปสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้ครูเป็นพนักงานราชการ ครูไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เงินวิทยฐานะจะหายไป ยุบเขตพื้นที่การศึกษา และยุบคุรุสภา ตนขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริงเพราะทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ส่วนที่ห่วงว่าผู้ว่าฯไม่มีประสบการณ์และเป็นงานฝาก ทั้งจะทำให้การศึกษาถูกครอบงำนั้น ไม่ต้องห่วงเพราะผู้ว่าฯยุคนี้รู้ปัญหาการศึกษาดีและรู้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ และการพิจารณาก็อยู่ในรูปคณะบุคคล

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ตนยืนยันว่าการปรับโครงสร้างใหม่ครั้งนี้มีผลต่อครูและนักเรียนแน่นอน เพราะทำให้การบริหารโรงเรียนในจังหวัดเกิดประสิทธิภาพ การคัดเลือกครูจะดีขึ้นและมีมาตรฐานเดียวกัน ครูจะได้รับการดูแล จะทำให้อิทธิพลในพื้นที่และวงจรการโยกย้ายต่างตอบแทนหายไป ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับอานิสงส์แน่นอน

“อยากฝากถึงผู้ที่กำลังเคลื่อนไหวว่า ให้หยุดการกระทำ อย่านำคำสั่งมาบิดเบือน เพราะผมไม่อยากให้ครูตื่นตระหนกกับสิ่งที่เป็นเรื่องโกหก ซึ่งหลังชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ผ่านสื่อมวลชนแล้ว หากกลุ่มคนดังกล่าวยังไม่เข้าใจและยังสร้างความบิดเบือน ผมจะขอเชิญมาสร้างความเข้าใจที่กระทรวงศึกษาธิการ” พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าว.

คัดลอกจาก : ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2559  http://www.thairath.co.th/content/597605

โครงการโรงเรียนในฝันได้จัดสรรงบประมาณปี ๒๕๕๙

โพสต์10 ม.ค. 2559 23:54โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 10 ม.ค. 2559 23:54 ]

ด่วน ! สพฐ. โดยโครงการโรงเรียนในฝันได้จัดสรรงบประมาณปี ๒๕๕๙ งบดำเนินงาน กิจกรรมหลักโรงเรียนในฝันสู่มาตรฐานสากล ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนในฝัน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาความยั่งยืนของโรงเรียน ตามบัญชีจัดสรรและรายละเอียดประกอบการจัดสรร โดยให้โรงเรียนดำเนินการดังนี้
  • ให้โรงเรียนในฝันทุกโรง พัฒนาคุณภาพผู้เรียน วิชาการ และผลงาน พร้อมทั้งกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ www.labschools.com โดยจัดสรร งปม. ให้โรงเรียนละ ๒๐,๐๐๐ บาท
[ดูรายละเอียด ดาวน์โหลด หนังสือถึง ผอ.สพม.
หมายเหตุ: แก้ไขเบอร์โทรติดต่อ นางธนิตา สุขสมบูรณ์ เป็น 097-996 3649 [ดาวน์โหลดเอกสารที่แก้ไข "การจัดทำแผนปฏิบัติการและโครงการพัฒนาโรงเรียนในฝัน"] ส่ง สนก. ภายในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๙ 




หนุ่มกาญจน์จบ ม.6 ประดิษฐ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า

โพสต์17 เม.ย. 2558 00:46โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 17 เม.ย. 2558 00:46 ]


หนุ่มกาญจน์จบ ม.6 ประดิษฐ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากแรงดันน้ำ 20 กิโลวัตต์ ใช้ได้เกือบยกหมู่บ้านในอำเภอท่าม่วง เจ้าตัวมั่นใจน่าจะเป็นเครื่องแรกของโลก วอนรัฐสนับสนุน พัฒนาต่อยอดเพื่อนำไปช่วยชาติ...

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 58 จากกรณีมีข่าวแพร่สะพัดว่า มีคนคิดค้นเครื่องผลิตไฟฟ้าจากน้ำได้และให้ชาวบ้านได้ใช้ไฟเกือบทั้งหมู่บ้าน ในอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบพบ นายชัยพจน์ สิริศักดิ์ธเนศ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 2 ต.ท่าตะคร้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นผู้ที่คิดประดิษฐ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศและของโลก โดยเครื่องประดิษฐ์มีลักษณะหมุนขึ้นลงมีกระบะรับน้ำแนวตั้งสูง 4.50 เมตร กว้าง 2.50 เมตร

นายชัยพจน์ เปิดเผยว่า แรงจูงใจที่ทำให้ตนต้องการประดิษฐ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นมาใช้เอง เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ตนได้ติดตามข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของประเทศ บางครั้งได้ข่าวว่าประเทศพม่าหยุดการส่งแก๊สธรรมชาติให้กับประเทศไทยมาหลายครั้ง ตนจึงคิดว่าจะทดลองคิดค้นหาต้นทุนพลังงานที่ใช้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า พร้อมทั้งคิดหาทางแก้ไขว่าหากน้ำไม่ไหลจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร และหากกระแสไฟดับจะมีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร ถึงแม้ตนจะเรียนจบแค่ชั้น ม.6 แต่ตนก็พอจะมีความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้าพอสมควร จึงได้ทดลองประดิษฐ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยการลองผิดลองถูกมานานกว่า 6 ปี คิดค้นหาความรู้ทั้งเรื่องของถ่านหินหรือแม้กระทั่งนิวเคลียร์ แต่สุดท้ายก็มาคิดได้ว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากแรงดันของน้ำ เหตุผลเพราะไม่ต้องใช้ทุนมากมาย จึงคิดค้นและศึกษาเกี่ยวกับการไหลของน้ำ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับการหมุนของกังหันลม จากการลองผิดลองถูกจนสุดท้ายตนก็สามารถประดิษฐ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าได้สำเร็จ ซึ่งต้นทุนที่นำมาผลิตประมาณ 4 แสนบาท

"สำหรับเครื่องประดิษฐ์ผลิตกระแสไฟฟ้า ตนได้ไปยื่นเอกสารเพื่อจดลิขสิทธิ์เอาไว้แล้ว โดยใช้ชื่อว่า “ระหัดรับน้ำแนวตั้งเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า“ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 20 กิโลวัตต์ ซึ่งเหมาะที่จะนำไปใช้กับภาคอุตสาหกรรม เช่นโรงงาน หรือโรงแรม นอกจากนี้เครื่องดังกล่าวยังสามารถปรับกระแสไฟฟ้าได้ตามที่ต้องการอีกด้วย แต่ถ้าหากต้องการกระแสไฟฟ้ามากกว่านี้ ก็จำเป็นจะต้องผลิตเครื่องประดิษฐ์ชนิดนี้ให้ใหญ่ขึ้น แต่ทางที่ดีควรจะผลิตเครื่องเท่าเดิมแต่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามที่ต้องการจะเหมาะกว่า สำหรับเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าที่ตนคิดค้นขึ้นมา สามารถนำไปใช้กับหมู่บ้านได้ทั้งตำบล โดยไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าแรงสูง และสามารถนำไปติดตั้งที่ปลายทางตามที่ต้องการได้ด้วย" นายชัยพจน์ กล่าว

นายชัยพจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานภาครัฐหรือรัฐบาล เข้ามาให้การสนับสนุน ตนเชื่อว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าช่วยคนไทยทั้งประเทศได้อย่างแน่นอน ส่วนตัวแล้วเชื่อและมั่นใจว่าเครื่องประดิษฐ์ที่ตนคิดค้นขึ้นมาเป็นเครื่องแรกของประเทศและอาจเป็นเครื่องแรกของโลก.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 5 เม.ย. 2558

1-10 of 212