เรียนรู้กฎจราจร

เรียนรู้กฎจราจร

การขับรถโดยปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
จากการใช้รถใช้ถนน ผู้ขับขี่ทุกคนควรมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎจราจร อย่างถูกต้อง
และแม่นยำ เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อก่อให้เกิดความปลอด ภัยในชีวิต ร่างกาย
และทรัพย์สินของผู้ขับขี่ ตลอดจนผู้โดยสาร ผู้ร่วมเดินทางและผู้ใช้ถนนอื่นๆ

ความหมายของคำที่ควรทราบ
1.การจราจร หมายความว่า การใช้ทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้าหรือคนที่จูง ขี่หรือไล่ต้อน สัตว์
2. ทาง หมายความว่า ทางเดินรถ ช่องเดินรถประจำทางไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางร่วม
ทางแยก ทางลาด ทางโค้ง สะพาน และลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมาย ความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร หรือเจ้าพนักงานจราจร
ได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย แต่ไม่รวมไปถึงทางรถไฟ
3. เขตปลอดภัย หมายความว่า พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้ชัดเจน
ทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอหรือให้คนที่ขึ้น หรือลงรถหยุดรอก่อนจะข้ามทางต่อไป
4. ที่คับขัน หมายความว่า ทางที่การจราจรพลุกพล่าน หรือมีสิ่งกีดขวางหรือในที่ซึ่งมองเห็นหรือ
ทราบได้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอันตราย หรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย
5. รถฉุกเฉิน หมายความว่า รถดับเพลิงและรถพยาบาลและรถพยาบาลของราชการ
บริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือรถอื่นที่
ได้รับอนุญาตจากอธิบดี ให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือ
เสียงสัญญาณอื่นตามที่จะกำหนดให้
6. สัญญาณจราจร หมายความว่า สัญญาณใด ๆ ไม่ว่าจะแสดงด้วยธงไฟฟ้า มือ แขน เสียง
นกหวีด หรือวิธีอื่นใดสำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูงขี่หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามสัญญาณนั้น
7. เครื่องหมายจราจร หมายความว่า เครื่องหมายใด ๆ ที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏใน
ทางสำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามเครื่องหมายนั้น
8. ขอบทาง หมายความว่า แนวริมของทางเดินรถ
9. ไหล่ทาง หมายความว่า พื้นที่ที่ต่อจากขอบทางออกไปทางด้านข้าง ซึ่งยังมิได้จัดทำเป็นทางเท้า
10. ทางเท้า หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับคนเดินซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของทาง
หรือทั้งสองข้างของทาง หรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทางซึ่งใช้เป็นที่สำหรับคนเดิน
11. ทางข้าม หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดินเท้าข้ามทางโดยทำเครื่องหมาย
เป็นเส้นหรือแนว หรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่ทำให้คนเดินเท้า
ข้ามไม่ว่าในระดับใต้หรือเหนือพื้นดินด้วย

การเดินเท้าและการขี่รถจักรยาน
การเดินเท้า
1.ทางใดที่มีทางเท้าหรือไหล่ทางอยู่ข้างทางเดิน ให้คนเดินเท้า เดินบนทางเท้าหรือไหล่ทาง ถ้าทางนั้นไม่มีทางเท้าอยู่ข้างทางเดินรถให้เดินริมทางด้านขวาของตน
2.ภายในระยะไม่เกิน 100 เมตร นับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม
3.ห้ามมิให้ผู้ใดเดินแถว เดินเป็นขบวนแห่ หรือเดินเป็นขบวนใด ๆ ในลักษณะที่เป็น การกีดขวางการจราจร เว้นแต่
(1) เป็นแถวทหารหรือตำรวจ ที่มีผู้ควบคุมตามระเบียบแบบแผน
(2) แถวหรือขบวนแห่หรือขบวนใด ๆ ที่เจ้าพนักงานจราจรได้อนุญาตและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
4.ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ บนทางเท้าหรือทางใด ๆ ซึ่งจัดไว้สำหรับคนเดินเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร
5.ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขาย แจกจ่าย หรือเรี่ยไรในการเดินรถหรือออกไปกลางทางโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือเป็นการกีดขวางการจราจร
การขี่จักรยาน
1. ทางใดจัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับในทางนั้น
2. ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถต้องขับขี่รถจักยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น

การใช้สัญญาณไฟหรือสัญญาณของรถ
1. ผู้ขับขี่ต้องเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างในกรณีที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถ หรือสิ่งกีดขวางในทางโดยชัดเจน ในระยะ 150 เมตร โดยผู้ขับขี่ต้องเปิดไฟหน้าและไฟท้ายรถ
2. การใช้สัญญาณเสียงแตรสำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ต้องได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร และใช้ได้เฉพาะเมื่อจำเป็นหรือป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น
3. ห้ามใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีด เสียงที่แตก พร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควรในทางเดินรถ
4. รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ ในขณะที่แสงสว่างไม่เพียงพอต้องจุดไฟ สัญญาณแสงแดง หรือในเวลากลางวันต้องติดธงสีแดง ไว้ที่ตอนปลายสุดของสิ่งที่บรรทุก ซึ่งสามารถมองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร
5. กรณีบรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ ในเวลากลางวัน ผู้ขับขี่ต้องติดธงลักษณะ สี่เหลี่ยมผืนผ้าแดงขนาดกว้าง 30 ซม. ยาว 45 ซม. และในเวลากลางคืน ผู้ขับขี่ต้องติดไฟสัญญาณแสงสีแดงเห็นได้ชัดในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร ไว้ที่ปลายสุดของที่บรรทุก


การบรรทุก
1.ความกว้าง บรรทุกได้ไม่เกินความกว้างของรถ
2.ความยาว สำหรับรถยนต์ ด้านหน้าต้องบรรทุกไม่เกินหน้าหม้อรถ ด้านหลังพ้นตัวรถหรือกัน ชนด้านท้ายไม่เกิน 2.50 เมตร
3.ความสูง รถที่มีความกว้างไม่เกิน 2.30 เมตร บรรทุกสูงได้ไม่เกิน 3.00 เมตรรถที่มีความกว้างเกิน 2.30 เมตร บรรทุกสูงไม่เกิน 3.80 เมตร รถตู้บรรทุกสูงไม่เกิน 4.00 เมตร โดยวัดจากพื้นทาง
4.ผู้ขับขี่ต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุก ตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรก เปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร
ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจร และเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ หรือทำให้ปรากฏในทางหรือที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ทราบ
1. สัญญาณจราจร มี 3 ชนิด
1 สัญญาณไฟจราจร หมายถึงสัญญาณจราจรที่ใช้ควบคุมการจราจร โดยโคมสัญญาณไฟจราจรประกอบด้วยดวงโคมอย่างน้อย 3 ดวง มีสีแดง สีเหลืองอำพัน สีเขียว บางกรณีก็มีรูปลูกศร หรือกากบาท หรือข้อความ เช่น
- สัญญาณไฟจราจรสีเหลืองอำพัน ให้ผู้ขับขี่เตรียมหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เว้นแต่จะได้ขับเลยเส้นให้รถหยุดไปแล้ว ก็ให้ขับเลยไปได้
- สัญญาณไฟจราจรสีแดง หรือ เครื่องหมายจราจรสีแดงที่มีคำว่า "หยุด" ให้ผู้ขับขี่ หยุดรถหลังเส้นให้หยุด
- สัญญาณไฟจราจรสีเขียวหรือเครื่องหมายจราจรที่มีคำว่า "ไป" ให้ผู้ขับขี่ขับรถต่อไปได้
- สัญญาณไฟจราจรสีเขียว ชี้ให้เลี้ยว หรือชี้ให้ตรงไปให้ผู้ขับขี่เลี้ยวรถหรือขับรถตรงไปได้ตามทิศทางที่ลูกศรชี้ และต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง ให้สิทธิแก่คนเดินเท้าในทางข้ามหรือรถที่มีมาทางขวาก่อน
- สัญญาณไฟจราจรกะพริบสีแดง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้หยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้ว จึงให้ขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง
- สัญญาณไฟจราจรกะพริบสีเหลืองอำพัน ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง
การขับรถตรงไป หรือเลี้ยวรถ จะต้องอยู่ในช่องเดินรถให้ถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มมีเครื่องหมายให้ปฏิบัติเช่นนั้น
- สัญญาณไฟจราจรสีแดงที่ทำให้เป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องเดินรถใดห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถในช่องเดินรถนั้น
- สัญญาณไฟจราจรสีเขียว ที่ทำให้เป็นลูกศรอยู่เหนือช่องเดินรถใด ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในช่องเดินรถนั้นขับผ่านไปได้
2 สัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฏ
- เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยืน และเหยียดแขนซ้ายออกไปเสมอระดับไหล่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหลังต้องหยุดรถหากลดแขนข้างที่เหยียดลงและโบกมือไปข้างหน้าจึงจะขับรถไปได้
- เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยืน และเหยียดแขนข้างหนึ่งข้างใดออกไปเสมอระดับไหล่ และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขนข้างนั้น ต้องหยุดรถ และถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้น แล้วโบกผ่านศีรษะไปทางด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่นั้น ขับรถผ่านไปได้
- เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยืน และเหยียดแขนทั้ง 2 ข้าง ออกไปเสมอระดับไหล่และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ ทั้ง 2 ด้านนั้นจะต้องหยุดรถ
- เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหน้าต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้น โบกไปทางด้านหลังให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่ทางด้านหน้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ขับรถผ่านไปได้
- เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืนและยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น ส่วนแขนซ้ายเหยียดออกไปเสมอระดับไหล่ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาด้านหน้าและด้านหลังต้องหยุดรถ
การหยุดรถให้หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด ในกรณีที่ทางเดินรถใดไม่มีเส้นให้รถหยุดให้ผู้ขับขี่หยุดรถห่างจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในระยะไม่น้อยกว่า 3 เมตร
3เสียงนกหวีด
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดยาว 1 ครั้ง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที แต่ถ้าใช้เสียงสั้น 2 ครั้งติดต่อกัน ให้ผู้ขับขี่ขับรถผ่านไปได้
อย่างไรก็ตาม สัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจร ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ในทางเดินรถนั้น เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัย หรือความสะดวก ในการจราจรจะให้สัญญาณจราจรเป็นอย่างอื่นก็ได้ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติการเดินรถตามสัญญาณที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดให้
2.เครื่องหมายการจราจร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
1 ชนิดแผ่นป้ายทำด้วยโลหะหรือไม้ หรือวัตถุอื่นที่แทนกันได้ มี 2 ประเภทคือ
- ประเภท บังคับ ซึ่งเป็นเครื่องหมายกำหนด บังคับ ห้าม หรือจำกัดบางประการเพื่อบังคับการจราจรในทาง
- ประเภท เตือน ซึ่งเป็นเครื่องหมายเตือนให้ผู้ใช้ทางระวังอันตรายตามความหมายในแผ่นเครื่องหมายนั้น ๆ
2 บนผิวทาง ขอบทาง ขอบวงเวียน หลัก ราว สะพาน กำแพง รั่วและที่อื่น ๆ
โดยใช้สี หมุดโลหะ กระเบื้องเคลือบ หรือวัตถุที่แทนกันได้ ทา ตอก หรือฝังไว้


การใช้ทางเดินรถ
1.การขับรถ
ผู้ขับขี่จะต้องระมัดระวังไม่ให้รถชน หรือโดนคนเดินเท้า ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของทางและต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก คนชรา หรือพิิการที่กำลังใช้ทาง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการควบคุมรถของตน
ในการขับรถต้องขับไปทางด้านซ้ายของทางเดินรถและต้องไปล้ำกึ่งกลางของทาง เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้เดินทางขวา หรือล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถได้
-ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
-ทางเดินรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
-ทางเดินรถนั้น กว้างไม่เกิน 6 เมตร
ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถ ในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุด ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุดหรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง
เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ ให้เดินรถทางขวาของทางเดินรถได้
-ในช่องเดินรถนั้น มีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
-ทางเดินรถนั้น เจ้าพนักงานจราจร กำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
-เมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น
-เมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย
-สำหรับรถที่มีความเร็วช้า หรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะกระทำได้
ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสารรถจักรยานยนต์ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปหรือได้จัดช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายไว้โดยเฉพาะ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด หรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางแล้วแต่กรณี

การขับรถสวนทางกัน
มีหลักเกณฑ์ในการปฎิบัติ ดังนี้
1 ให้ขับรถชิดซ้าย โดยถือกึ่งกลางของทางเดินรถเป็นหลัก แต่ถ้าได้จัดแบ่งช่องเดินรถไว้ ให้ถือเส้นหรือแนวที่แบ่งนั้น เป็นหลัก
2. ในทางเดินรถที่แคบ เมื่อขับรถสวนทางกัน ให้ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายลดความเร็วของรถ เพื่อให้รถสวนกันได้โดยปลอดภัย
3 สำหรับทางเดินรถที่แคบ ซึ่งไม่อาจขับรถสวนกันได้โดยปลอดภัย เมื่อขับรถสวนกัน ผู้ขับขี่ขับรถคันที่ใหญ่กว่าต้องหยุดรถชิดขอบทางเดินรถด้านซ้าย เพื่อผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันที่เล็กกว่าผ่านไป ได้
4 ทางเดินรถที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถหรือหยุดรถเพื่อให้รถคันที่สวนมาผ่านไปได้
5 ในทางเดินรถที่เครื่องหมายจราจรแบ่งทางเดินรถออกเป็น 2 ทางสำหรับรถเดินทางขึ้นทางหนึ่ง ทางล่องทางหนึ่ง โดยมี
-ช่องว่างคั่นกลาง
-เครื่องหมายจราจรกีกกั้น แสดง 2 ทาง
ให้ขับรถชิดซ้ายของทางเดินรถ
ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าในระยะที่พอควรจะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อมีความจำเป็นต้องหยุดรถ
และเมื่อจะขับรถขึ้นสะพาน หรือทางลาดชัน ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถถอยหลังไปโดยรถอื่น
ในการขับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรให้เป็นทางเดินรถทางเดียว ให้ผู้ขับขี่รถไปตามทิศทางที่ได้กำหนดไว้

Comments