หลักการเบื้องต้นของกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร

หลักการเบื้องต้นของกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร

                ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายก็คือ  กฎหมายต้องเป็นคำสั่ง  หรือข้อบังคับที่ใช้ได้เสมอไป  (Continuity)  หมายความว่ากฎหมายเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้วก็ใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก  โดยกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอนในภายหลัง  เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกก็ต้องถือว่ากฎหมายนั้นยังมีอยู่   จะหยิบยกขึ้นมาใช้เมื่อใดก็ยังคงมีผลบังคับใช้ได้ดังสุภาษิตกฎหมายที่กล่าวว่า  กฎหมายนอนหลับบางคราวแต่ไม่เคยตาย (The Laws Sometime Sleep, Never die)   การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรจะมีการปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง   เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการจราจรอยู่ตลอดเวลา   จึงจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 

                การกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรเป็นการกระทำผิดที่มีโทษทางอาญาประเภท  Mala Prohibita    ซึ่งหมายถึงการกระทำผิดที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด   กล่าวคือการกระทำนั้น ๆ  ไม่ได้เป็นความชั่วหรืออาชญากรรมด้วยตัวของมันเองแต่อย่างใด  เช่น  การที่ผู้ขับขี่รถยนต์จะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาก็ย่อมสามารถกระทำได้โดยอิสระหากขับขี่ในบ้านของตนเอง   แต่หากขับขี่ไปบนท้องถนนแล้วฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรบังคับห้ามเลี้ยวซ้ายเข้า  ก็จะเป็นความผิดทันที  ทั้ง ๆ  ที่การเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็ไม่ได้เป็นการชั่วหรือเป็นอาชญากรรมแต่อย่างใด

                อย่างไรก็ตามเมื่อกฎหมายบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการจราจรขึ้นมาแล้ว    ผู้บังคับใช้กฎหมายก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมต่อทุกคน   ดังนั้นผู้บังคับใช้กฎหมายทุกฝ่ายจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวกับการจราจรเป็นอย่างดี   เนื้อหาในบทนี้จึงมุ่งที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในหลักการเบื้องต้นของกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรควรทราบเป็นพื้นฐานเบื้องต้นและนำไปใช้ปฏิบัติงานด้านการบังคับใช้กฎหมายในหน้าที่ของตนได้   ดังมีหัวข้อสำคัญที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจดังต่อไปนี้

                ข้อ 1. ปัญหาการจราจร     - ที่มาของปัญหาได้จากปัจจัยสำคัญ  4 ประการ คือ

1.1 ถนน และผังเมือง

1.2 ปริมาณรถ และทิศทางการเดินรถ

1.3 พฤติกรรมการขับขี่

1.4 การบริหารงานจราจร

-         ถนนตามหลักวิศวกรรมจราจร  แบ่งเป็น  4  ประเภท

1. ทางด่วน    (Expressway)

2. ถนนสายหลัก    (Arterial   Street)

3. ถนนสายรอง    (Collector  Road)

4. ถนนสายย่อย     (Local    Road)

-         ลักษณะของถนน แบ่งเป็นตามลำดับชั้นของถนน   ได้แก่  ถนนสายหลัก,ถนน

สายรอง, ถนนสายย่อย

-         การบริหารงานจราจร  ประกอบด้วยปัจจัย  3  E   คือ

1. E – Education  การให้การศึกษา

2. E – Enforcement การบังคับใช้กฎหมาย

3. E – Engineering  การดำเนินการทางวิศวกรรม

-  วิศวกรรมจราจร   คือ  วิศวกรรมแขนงหนึ่ง  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผน การ

ออกแบบ   การควบคุมระบบการจราจรของถนนทางหลวง   ตลอดจนการใช้บริเวณที่ดินใกล้เคียงและศึกษาความสัมพันธ์กับระบบการขนส่งชนิดอื่น   หรือหมายถึง  การนำเอาหลักการ  เครื่องมือ  วิธีการ เทคนิค   ตลอดจนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์  เพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวก  รวดเร็ว ปลอดภัย  และประหยัดในการเคลื่อนย้ายขนถ่ายผู้โดยสาร  และสิ่งของ 

องค์ประกอบของการจราจร  มีอยู่  3  ประการ

1. คนขับรถและคนเดินถนน

2. รถ และ ระบบการขนส่งทางบก

3. ถนนและสัญญาณไฟจราจร

-         สัญญาณไฟจราจร  (Traffic – Signalization) ใช้ในการควบคุมการจราจร  แบ่งเป็น 4 ประเภท

1. ชนิดตั้งเวลาล่วงหน้า  (Pre-Timed)

2. ชนิดกึ่งอัตโนมัติ    (Semi-Actuated)

3. ชนิดอัตโนมัติ   (Fully- Actuated)

4. ชนิดวัดปริมาณความหนาแน่นของรถ    (Volume - Density)

ข้อ  2.   ระบบควบคุมสั่งการจราจร

                คือ ระบบที่ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการจราจร หรือสั่งการไปยัง

เจ้าหน้าที่บนท้องถนนในการประสานการทำงาน, จัดการจราจร  เพื่อให้เกิดการควบคุมสภาพการจราจร  และมีการวางแผนการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ  แบ่งออกเป็น

                2.1 ระบบควบคุมและสั่งการ   (Command Control  System)

                             - ระบบ  CCTV    ควบคุมสภาพการจราจรบนท้องถนน (กล้องวงจรปิด) ควบคุมโดยศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร

                                                - ระบบ   ATC     ควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามทางแยก

                                                - ระบบ      อ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ

                                                - ระบบ    ถ่ายภาพผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ

 

 

                2.2 ระบบการสั่งการ  (Command  system)

                             - สร้างข่ายวิทยุสื่อสารของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน  ให้สามารถทำงานประสานกันได้  และสามารถควบคุมรถยนต์ทุกชนิด   ไว้ในระบบเดียวกัน

                2.3 ระบบสารสนเทศ    (Information   System)

                             - ระบบแผนที่กราฟฟิก   (Graffic   Mapping )

                                                - ระบบสถิติสถานภาพข้อมูลจราจร

                                                - ระบบจำลองสถานการณ์จราจร

                2.4 ระบบประชาสัมพันธ์    (Public  Realation  System)

                   - ระบบแผ่นป้ายสลับข้อความ  (Variable Message  Signboard)

                                - ระบบรายงานข่าวทางวิทยุกระจายเสียง

ข้อ 3.  คำจำกัดความในกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร    การจราจรเป็นเรื่องที่

เกี่ยวข้องของรถ คน ถนน  และมีกฎหมายหลายฉบับซึ่งให้ความหมายหรือคำจำกัดความไว้ต่างกัน  จึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ชัดเจนในเรื่องดังต่อไปนี้

1.1เรื่องของ รถ กับกฎหมายจราจร    ให้ความหมายไว้

ดังนี้

ก. ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522  รถ   หมายความว่า 

ยานพาหนะ  ทางบกทุกชนิดเว้นแต่รถไฟ  และรถราง (ชนิดของรถ ยังแยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ  อีก เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน  รถฉุกเฉิน  รถบรรทุก   รถบรรทุกคนโดยสาร  รถโรงเรียน รถโดยสารประจำทาง  รถแท็กซี่  รถลากจูง รถพ่วง  ซึ่งมีหมายความหรือคำจำกัดความต่างกันไป 

ข. ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522  รถ  หมายความว่า  รถยนต์

รถจักรยานยนต์  รถพ่วง รถบดถนน  รถแทรกเตอร์  และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (รถยนต์ รถยนต์สาธารณะ รถยนต์-บริการ  รถยนต์ส่วนบุคคล  รถจักรยานยนต์ รถพ่วง รถบดถนน  รถแทรกเตอร์  ก็มีคำจำกัดความต่างกันออกไปอีก)

ค. ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522  รถ  หมายความ

ว่า  ยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้ในการขนส่งทางบก  ซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์  กำลังไฟฟ้า  หรือพลังงานอื่น  และหมายความรวมตลอดถึงรถพ่วงของรถนั้นด้วย   ทั้งนี้เว้นแต่รถไฟ

ข้อสังเกตุ    คำว่า รถ  ตามหมายความของกฎหมายแต่ละฉบับ

นั้นมีความหมายไม่เหมือนกัน

 

 

1.2เรื่องของ  คน กับกฎหมายจราจร    ให้ความหมายไว้

ดังนี้

ก. ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522   ผู้ขับขี่ หมายความ

ว่า  ผู้ขับรถ ผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง  ผู้ลากเข็นยานพาหนะ  คนเดินเท้า  หมายความว่า   คนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการ  หรือรถสำหรับเด็กด้วย  เจ้าของรถ   หมายความรวมถึงผู้มีรถไว้ในครอบครองด้วย  ผู้เก็บค่าโดยสาร  หมายความว่าผู้ซึ่งรับผิดชอบในการเก็บค่าโดยสาร   และดูแลคนโดยสารที่อยู่ประจำรถบรรทุกคนโดยสาร

1.3เรื่องของ  ทาง กับกฎหมายจราจร    มีกำหนดให้

ความหมายไว้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้ความหมายดังนี้ ทาง" หมายความว่าทางเดินรถ  ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจำทาง  ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม  ทางร่วมทางแยก  ทางลาด  ทางโค้ง สะพาน และ ลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร  และให้หมายความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร  หรือที่เจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย  แต่ไม่รวมถึงทางรถไฟ

                                                ทาง ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะสถานที่เกิดเหตุในคดีจราจรจะต้องเกิดขึ้นในทางเสียก่อนเมื่อคดีเกิดขึ้นในทางแล้ว  จึงนำเอาตัวบทกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  เข้าไปพิจารณามีความเห็นทางคดีได้

                                                แต่ถ้าเมื่อใดสถานที่เกิดเหตุไม่ใช่ทาง  ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  นี้แล้ว  พนักงานสอบสวนก็ไม่สามารถจะนำเอาตัวบทกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ นี้เข้าปรับพิจารณามีความเห็นทางคดีได้  เมื่อพิจารณาตามคำจำกัดความของคำว่า  ทาง  ตามมาตรา 4 (2)  แล้ว  สามารถแยกอธิบายได้เป็น  2  ประการ คือ

1)ทาง ตามความหมายที่ 1  หมายถึง ถนนหนทางต่าง ๆ 

ตรอก ซอย โดยสภาพมองเห็นชัดเจน  และอยู่ในความดูแลของทางราชการ  หรือของแผ่นดิน  ในการพิจารณาใช้เป็นสถานที่เกิดเหตุของพนักงานสอบสวนในทางปฏิบัตินั้นไม่มีปัญหาสามารถพิจารณาดูได้  เช่น  ถนนพหลโยธิน  ถนนนารายณ์มหาราช  ซอยต่าง ๆ  ที่แยกออกจากถนนต่าง ๆ ดังกล่าว  และตามถนนดังกล่าวก็จะมีเครื่องหมายการจราจรกำหนดไว้

ลาน  ที่ประชาชนใช้ในการจราจร  ซึ่งลานดังกล่าวนี้อยู่ในความ

รับผิดชอบของทางราชการโดยสภาพที่มองเห็น  ลานไม่ใช่ถนนแต่เป็นลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร เช่น ในกรุงเทพมหานคร คือ  ลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นต้น

2)ทาง ตามความหมายที่ 2   หมายถึงทาง  ส่วนบุคคล ไม่ว่าจะ

เป็นของบุคคลธรรมดา  หรือนิติบุคคล  ก็ได้  แต่ไม่ใช่ของทางราชการไม่ใช่ของแผ่นดิน  แต่ที่เป็น ทาง เพราะกฎหมายนี้  กำหนดให้เป็นทาง  ทางที่เป็นของส่วนบุคคลที่จะจัดว่าเป็นทางตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  ก็หมายถึงทาง  ที่ส่วนบุคคลนั้น (เจ้าของทาง)  ยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร

                                                สำหรับ ทาง ในความหมายที่ 2 นี้พิจารณาแล้วเห็นว่าจะมีปัญหาต่อพนักงานสอบสวนค่อนข้างมาก  เพราะบางสถานที่ไม่สามารถจะพิจารณาได้ชัดเจนว่าเจ้าของทางนั้น  ยินยอม  ให้ประชาชนใช้ในการจราจรหรือไม่ และคำว่ายินยอมนั้นแค่ไหน  เพียงใดถึงจะว่ายินยอม 

ข้อ 4. ศึกษาสภาพของ รถ คน ถนน    ว่ามีกฎหมายใดกำหนดไว้เป็นอย่างใด  ซึ่ง

ส่วนใหญ่แล้วสภาพของรถจะกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ (สำหรับรถเล็ก)   พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ฯ  (สำหรับรถ-ใหญ่)    เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบเห็นรถควรพิจารณาเป็นอันดับแรกให้ได้ว่ารถคันดังกล่าวนั้น  ดำเนินการถูกต้องเรื่องสภาพของรถตามกฎหมายที่กำหนดไว้หรือไม่เช่นการจดทะเบียน การเสียภาษีประจำปี   และการมีเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบครบถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่   หรือเป็นรถที่ได้รับการยกเว้นตามข้อกฎหมายหรือไม่ (พ.ร.บ.รถยนต์ ฯ ม.8,9)   เป็นต้น 

          การสังเกตประเภทของรถที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ฯ 

สามารถสังเกตได้จาก รหัสตัวเลข 2  ตัว  แสดงประเภทการขนส่ง  แล้วตามด้วยตัวเลขอีก  4  ตัว  ซึ่งเลขรหัส  2  ตัว  ข้างหน้านั้นมีการใช้แสดงประเภทของรถขนส่ง ดังนี้

                1. รถโดยสารประจำทาง                    ใช้หมายเลขตั้งแต่ 10 ถึง 19

                2. รถขนาดเล็ก                                                     ใช้หมายเลขตั้งแต่ 20 ถึง 29

                3. รถโดยสารไม่ประจำทาง                               ใช้หมายเลขตั้งแต่ 30 ถึง 39

                4. รถโดยสารส่วนบุคคล                    ใช้หมายเลขตั้งแต่ 40 ถึง 49 และ 50 ถึง 59

                5. รถบรรทุกประจำทาง                      ใช้หมายเลขตั้งแต่ 60 ถึง 69

                6. รถบรรทุกไม่ประจำทาง                 ใช้หมายเลขตั้งแต่ 70 ถึง 79

                7. รถบรรทุกส่วนบุคคล                      ใช้หมายเลขตั้งแต่ 80 ถึง 89 และ

90 ถึง 99

                สภาพหรือคุณสมบัติของคนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายจราจรควรจะต้องศึกษา

ถึง ผู้ขับขี่  ว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ขับขี่รถนั้น  ตรงตามกฎหมาย  ตรงตามประเภทของใบอนุญาตหรือไม่  (พ.ร.บ.รถยนต์ ฯ ม.43, ม.43 ทวิ หรือ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ ม.92, ม.94 และ ม.95 ) เป็นต้น

                สภาพของถนนหรือทางควรจะต้องพิจารณาก่อนว่าถนนหรือซอยหรือทาง

นั้นเป็น ทาง ตามความหมายของกฎหมายจราจรตามข้อ 1.3  ที่กล่าวมาแล้วนั้นหรือไม่

ข้อ 5. ศึกษาการใช้ทางเดินรถ     ว่าด้วยการขับรถ การเลี้ยวรถ  การกลับรถ  การ

ขับรถแซงขึ้นหน้า  การใช้ความเร็วของรถ  การหยุดรถ  การจอดรถ  มีข้อกฎหมายกำหนดไว้อย่างไร  ส่วนใหญ่เป็นการกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก  พ.ศ.2522  กฎกระทรวง และระเบียบ  ข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ (มีข้อหาฐานความผิดตามข้อ 7)

ข้อสังเกต  ในการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรควรทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้

1.การหยุด การจอด  มีเครื่องหมายจราจรการห้ามหยุด และห้ามจอดมี

รูปแบบต่างกันตามข้อกำหนด ฯ ออกตาม ม.21 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  กำหนดทั้งการหยุด  และการจอดเป็นความผิดต่างกัน  ใช้กฎหมายคนละมาตรา (ม.55 และ ม.57)  ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต้องทำความเข้าใจคำว่า หยุด กับ จอด   เพื่อประกอบการแจ้งข้อหาให้ถูกต้อง ดังนี้

                หยุด น่าจะหมายความถึงพฤติกรรมการไม่เคลื่อนรถไปในทาง ใน

ระยะเวลาสั้น ๆ  โดยผู้ขับขี่ยังอยู่ในลักษณะที่ควบคุมรถได้  และสามารถจะเคลื่อนรถไปได้ทันทีที่ต้องการ

                จอด  น่าจะหมายความถึงพฤติกรรมการไม่เคลื่อนรถไปในทาง เป็น

ระยะเวลานาน  และผู้ขับขี่ไม่อยู่ควบคุมรถนั้น

                (พจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ได้ให้ความหมายของคำว่า หยุด

และ จอด  ไว้ดังนี้  หยุด เป็นกริยา  หมายถึง ชะงัก, นิ่งอยู่กับที่, พัก เช่น หยุดงาน  ส่วนคำว่า จอด  เป็นกริยา  หมายถึง  หยุดอยู่, ทำให้ติดกัน 

2.ถ้ามีเครื่องหมายห้ามเลี้ยวรถ  จะกลับรถได้หรือไม่  หรือมี

เครื่องหมายห้ามกลับรถ  จะเลี้ยวซ้าย หรือขวาได้หรือไม่  และตรงที่ทางร่วมทางแยกไม่มีเครื่องหมายห้ามกลับรถ  จะกลับได้หรือไม่

                                ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ ม.53  กำหนดห้ามเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือห้ามกลับรถ ถ้ามีเครื่องหมายจราจรห้ามเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา  หรือห้ามกลับรถอย่างใด อย่างหนึ่งกำหนดห้ามไว้ และตรงทางร่วมทางแยกกฎหมายกำหนดห้ามกลับรถ เว้นแต่มีเครื่องหมายจราจรให้กลับรถได้

3.การขับรถเมื่อมาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน  และไม่มีเครื่องหมาย

แสดงว่าทางใดเป็นทางเอกหรือทางโท  จะให้สิทธิรถทางด้านใดไปก่อน

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ ม.71  กำหนดให้รถทางด้านซ้ายของตนไป

ก่อน

ข้อ 6. เครื่องหมายจราจร  และสัญญาณจราจร    เป็นเครื่องหมายและสัญญาณที่

ทำให้ปรากฏในทางซึ่งผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนขี่ จูง ไล่ต้อนสัตว์ต้องปฏิบัติตาม

                   เครื่องหมายจราจร   แบ่งเป็น 2 ชนิด (ทำด้วยแผ่นป้าย ไม้ โลหะ ฯ กับ

เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง) ชนิดที่ทำด้วยแผ่นป้าย ไม้ โลหะแบ่งเป็น 2 ประเภท (บังคับ กับ เตือน)  รูปแบบของเครื่องหมายจราจร กำหนดไว้  ตามข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พ.ศ. 2522  แก้ไขตามฉบับที่ 2 พ.ศ.2531 และฉบับที่ 3 พ.ศ.2536  ส่วนสัญญาณจราจร แบ่งได้เป็น 3 ชนิด  ได้แก่  1. ท่าสัญญาณ หรือสัญญาณมือ   2. เสียงสัญญาณหรือสัญญาณนกหวีด  และ  3. ไฟสัญญาณ หรือสัญญาณไฟ 

                  การติดตั้งเครื่องหมายจราจรให้ปรากฏในทางนั้นจะกระทำได้โดยพนักงาน

เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงาน (หมายถึงเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับมอบหมาย) ตาม ม.28 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ เท่านั้น   บุคคลอื่นจะกระทำหรือติดตั้งไม่ได้ 

                ข้อสังเกต  ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรควรแจ้งข้อหาให้ถูกต้อง

ดังนี้

                การแจ้งข้อหาแก่ผู้กระทำผิดในกรณีการฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ตาม

พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  นั้นเป็นไปได้ 2 กรณี ดังนี้

1. เครื่องหมายจราจรนั้นหากติดตั้งโดยอำนาจตาม ม.28  คือ

เครื่องหมายจราจรที่มีรูปแบบตามข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   กำหนดไว้แล้วมีผลบังคับใช้ตลอดเวลา (ไม่ใช่เป็นบางเวลา) เช่น ห้ามจอดตลอดเวลา  ห้ามเลี้ยวรถตลอดเวลา  ห้ามกลับรถตลอดเวลา  เป็นต้น  เห็นว่า  ผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิดข้อหา ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ฯ (ม.21)

2.เครื่องหมายจราจร นั้นติดตั้งโดยการออกข้อบังคับเจ้าพนักงาน

จราจร ตาม ม.139 คือ เครื่องหมายจราจรที่มีรูแบบตามข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้  แต่มีผลบังคับใช้เป็นช่วงเวลาเป็นส่วนใหญ่  มีการกำหนดเวลาประกอบอยู่ด้วยกับเครื่องหมายจราจรนั้น  เพื่อบังคับให้เป็นไปตามข้อบังคับนั้น ๆ  เห็นว่า  ผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิดข้อหาฝ่าฝืนข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร ฯ (ม.139)

3.การติดตั้งเครื่องหมายจราจร  จำเป็นจะต้องออกข้อบังคับ ฯ 

มารองรับก่อนหรือไม่  จึงจะติดตั้งเครื่องหมายจราจรได้

ควรพิจารณา ม.28  แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ หากผู้ทำหรือ

ติดตั้งเครื่องหมายจราจร นั้นกระทำโดยบุคคลซึ่งชอบตามกฎหมายกำหนดแล้ว  และรูปแบบเครื่องหมายจราจรนั้นเป็นไปตามข้อกำหนด ฯ หากมีผู้ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรนั้น  ย่อมเป็นความผิดตาม ม.21 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  ฐานฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร 

ดังนั้น  การติดตั้งเครื่องหมายจราจรซึ่งมีรูปแบบตามข้อกำหนดฯ

บนทางเดินรถเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตลอดเวลา  ไม่จำเป็นต้องออกข้อบังคับฯ มารองรับแต่อย่างไร

 1.    ในกรุงเทพมหานคร  การออกข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร  โดย

อาศัยอำนาจตาม ม.139 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ นั้น  แบ่งเป็น 2 ประเภท  เพื่อสะดวกในการปฏิบัติและมิให้เกิดการสับสนกับพนักงานเจ้าหน้าที่และประชาชน  คือ 

4.1 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร  ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็น

ระยะเวลาสั้น ๆ  เรียกว่า  ข้อบังคับกองบังคับการตำรวจจราจร   มีผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจจราจร  เป็นเจ้าพนักงานจราจร (ลงนาม)

                                  4.2 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร ซึ่งมีผลบังคับใช้ตลอดการ

จนกว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง  เรียกว่า  ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพ-

มหานคร  มีผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นเจ้าพนักงานจราจร (ลงนาม)

                                                      4.3 สำหรับนอกเขตกรุงเทพมหานคร (จังหวัดอื่น ๆ) ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร  มีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นผู้ลงนาม

ข้อ 7. อำนาจเจ้าพนักงานจราจร  และพนักงานเจ้าหน้าที่      เจ้าพนักงานจราจร 

จะต้องเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย  (ปัจจุบันเป็นคำสั่ง ที่ 387/2541 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2541) และมีอำนาจหน้าที่ตามที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  ม.19, ม.114, ม.133, ม.138, ม.139, ม.142, ม.143, ม.143 ทวิ  และ ม.144  กำหนดให้อำนาจไว้

พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ  ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรมีอำนาจหน้าที่

บังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  และมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนได้ตาม ม.140 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ  โดยยกเว้นห้ามว่ากล่าวตักเตือนในความผิดดังต่อไปนี้  ขับขี่รถขณะเสพยาเสพติดให้โทษ ฯ (ม.43 ทวิ) ผู้ขับขี่ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร   หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ฯ (ม.59)  ผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่หยุดช่วยเหลือ ไม่แจ้งเหตุ หลบหนี  (ม.78) ผู้ขับขี่แข่งรถในทาง (ม.134)

                ข้อสังเกต    ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมักประสบปัญหาและไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้

1.เมื่อออกใบสั่งจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมี

อำนาจยึดบัตรประจำตัวประชาชน  แผ่นป้ายทะเบียนแสดงการเสียภาษีรถ  หรือบัตรอื่น ๆ  ได้หรือไม่  และเมื่อพบผู้กระทำความผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร  จำเป็นจะต้องยึดใบอนุญาตขับรถทุกครั้งหรือไม่

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ ม.140  ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร

เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่เท่านั้น  ไว้เป็นการชั่วคราว  และไม่จำเป็นจะต้องเรียกเก็บหรือยึดใบอนุญาตขับรถไว้ทุกครั้งก็ได้

1.เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ขอดูใบอนุญาตขับรถ  แล้วผู้ขับขี่ไม่ให้ดู  จะ

ทำอย่างไร  หรือกรณียกชูใบอนุญาตให้ดูแล้วไม่ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร  จะเป็นความผิดอะไร

 

ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ม.42  กำหนดให้ผู้ขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถ

เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที  ดังนั้นการไม่แสดงใบอนุญาตขับรถเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรขอดู  (ต้องแสดงในทันที)  จึงเป็นความผิดตามมาตรานี้  ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตาม ม.66   และการยกชูให้ดูแต่ไม่ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร  ก็น่าจะถือว่าการกระทำนั้นไม่ได้เป็นการแสดงใบอนุญาตขับขี่ให้ดูด้วยเช่นกัน

ข้อ 8. กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจร  ที่ควรทราบ

                เนื่องจากสภาพการจราจรได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ   ดังนั้นกฎหมายที่

เกี่ยวข้องกับการจราจร  ซึ่งได้กำหนดให้อำนาจผู้มีอำนาจตามกฎหมาย  ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎ กระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งควรทราบ ดังต่อไปนี้

                8.1 กฎกระทรวง ฉบับที่ 4(พ.ศ.2522) ว่าด้วย หลักเกณฑ์การบรรทุกของ

รถบรรทุก (ความกว้าง ความยาว ความสูง)

                8.2 กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2522) ว่าด้วย การกำหนดความเร็วของ

รถ

                8.3 กฎกระทรวง ฉบับที่ 16 (พ.ศ.2537) ว่าด้วย การทดสอบผู้ขับขี่เมา

สุราขณะขับรถ

                8.4 คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 387/2541 เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงาน

จราจรตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522  ฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2541

                8.5 ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ว่าด้วย การกำหนดประเภท และ

ชนิดของรถยนต์ ลักษณะและวิธีการใช้เข็มขัดนิรภัย ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2540

                8.6 ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ว่าด้วย การดำเนินการบันทึก

คะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่กระทำผิดและการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ฉบับลงวันที่ 20 เม.ย.2542

                8.7 ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การใช้วัสดุกรองแสงกับรถที่

นำมาใช้ในการเดินรถ ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541

                8.8 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วย การห้ามรถยนต์

บรรทุก 4 ล้อ และ 6 ล้อ  เดินในเขตกรุงเทพมหานคร  ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2532

                8.9 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วย การห้ามรถยนต์

บรรทุกถังขน-ส่งก๊าซ   ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป   และรถพ่วงเดินในเขตกรุงเทพมหานคร  ฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2533

                8.10 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วย การห้ามรถยนต์

บรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป   และรถบางชนิดเดินในถนนบางสายในเขตกรุงเทพมหานคร  ฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2539

                8.11 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร  ว่าด้วย  การห้าม

รถยนต์บรรทุกน้ำมัน ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป  และรถพ่วง เดินในเขตกรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่  12  เมษายน  2542 

Comments