๖.๒) คุณค่าด้านวรรณศิลป์

คุณค่าด้านวรรณศิลป์

              วรรณกรรมของสุนทรภู่เป็นวรรณกรรมเพื่อการอ่าน  เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านอ่านแล้วได้รับความเพลิดเพลินตามยุคสมัยที่มีผู้อ่านออกเขียนได้มากขึ้นและตามรสนิยมของผู้อ่าน  ซึ่งเป็น  ตลาด ของสุนทรภู่ นั่นคือ  ความบันเทิงง่ายๆ ไม่ลึกซึ้งจนเสียเวลาคิดนาน แต่พอใจจะเสพทุกอย่างที่แปลกใหม่  มีสีสัน และสะเทือนอารมณ์อย่างง่ายๆ        ดังนั้นการนำเสนอเนื้อหาในกาพย์พระไชยสุริยาของสุนทรภู่จึงมีความหลากหลาย ดังต่อไปนี้

              การใช้คำ  :  ใช้ถ้อยคำง่ายๆ ธรรมดาๆ  ที่ชาวบ้านใช้กัน และเข้าใจได้ชัดเจน

               สัมผัส

                            - สัมผัสใน  ดังตัวอย่างจากเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา เช่น

                                    ระงับหลับเนตรนิ่ง            เององค์อิงพิงสิงขร

                        เหมือนกับหลับสนิทนอน              สังวรศีลอภิญญาณ

                                    บำเพ็งเล็งเห็นจบ                พื้นพิภพจบจักรวาล

                       สวรรค์ชั้นวิมาน                              ท่านเห็นแจ้งแหล่งโลกา

                                    เข้าฌานนานนับเดือน        ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา

                       จำศีลกินวาตา                                  เป็นผาสุกทุกเดือนปี

                                                                   ฯลฯ

                   จะเห็นว่ากาพย์ยานี ๑๑  ของสุนทรภู่  นอกจากจะประกอบด้วยสัมผัส บังคับตามฉันทลักษณ์แล้ว  ยังได้เพิ่มสัมผัสชิด  คือผูกสัมผัสติดกันไปมีทั้งสัมผัสสระ  และสัมผัสพยัญชนะ  และสัมผัสคั่น  คือ  คำสัมผัสไม่ติดกัน  มีคำที่ไม่สัมผัสเข้ามาคั่นอยู่ระหว่างกลาง  และด้วยกาพย์ของสุนทรภู่มีสัมผัส แพรวพราว  ดังกล่าวแล้ว  ทำให้จังหวะและลีลาของคำประพันธ์ไพเราะน่าฟังโดยเฉพาะเมื่ออ่านออกเสียง


                             -สัมผัสระหว่างวรรค  ตัวอย่างจากกาพย์ฉบัง ๑๖ ในเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา

                                    ขึ้นกมสมเด็จจอมอารย์        เอ็นดูภูบาล

                        ผู้ผ่านพาราสาวะถี

                                    ซื่อตรงหลงเล่ห์เสนี            กลอกกลับอัปรีย์

                       บุรีจึงล่มจมไป

                                    ประโยชน์จะโปรดภูวไนย  นิ่งนั่งตั้งใจ

                       เลื่อมใสสำเร็จเมตตา

                                    เปล่งเสียงเพียงพิณอินทรา  บอกข้อมรณา

                       คงมาวันหนึ่งถึงตน

                                                               ฯลฯ

                       สัมผัสระหว่างวรรคที่เพิ่มขึ้น  คือ

                       บทแรก  ภูบาล  ในวรรคที่ ๒  สัมผัสกับ  ผ่าน  ในวรรคที่ ๓

                       บทที่ ๒  อัปรีย์  ในวรรคที่ ๒  สัมผัสกับ  บุรี    ในวรรคที่ ๓

                       บทที่ ๓  ตั้งใจ   ในวรรคที่ ๒  สัมผัสกับ  เลื่อมใส  ในวรรคที่ ๓

                       บทที่ ๔  มรณา  ในวรรคที่ ๒  สัมผัสกับ  มา     ในวรรคทึ่ ๓

                   

                     การเลียนเสียงธรรมชาติ  เพื่อถ่ายทอดเสียงของสิ่งต่างๆซึ่งจะใกล้เคียงกับความจริงได้มากหรือน้อยก็ได้  แต่หากเหมาะสมกับโอกาสแล้ว จะทำให้ร้อยกรองนั้นเพิ่มความไพเราะ  น่าอ่านยิ่งขึ้น  ทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการได้ดีกว่าบรรยายธรรมดา  ยกตัวอย่างการเลียนเสียงธรรมชาติจากกาพย์พระไชยสุริยา  เช่น

                                      ยูงทองร้องกโต้งโห่งดัง                เพียงฆ้องกลองระฆัง

                           แตรสังข์กังสดาลขานเสียง

                                      ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง               เพลินฟังวังเวง

                          อีเก้งเริงร้องลองเชิง

                                      ป่าสูงยูงยางช้างโขลง                      อึงคะนึงผึงโผง

                         โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป

 

                       จังหวะและลีลาของคำ  หมายถึง  การรู้จักเลือกสรรถ้อยคำและสำนวนโวหารมาใช้ให้เหมาะสมกับชนิดและความหมายของคำประพันธ์นั้นๆ  ในกาพย์พระไชยสุริยา สุนทรภู่จะใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตามศัพท์  ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา แต่จะเลือกสรรคำมาใช้ทำให้เกิดลีลาและจังหวะ  ซึ่งช่วยเสริมความหมาย  ให้ผู้อ่านเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  เพราะทำให้ผู้อ่านเกิดภาพในจิตอีกทั้งทำให้เสียงของคำประพันธ์ไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้นด้วย  เพราะบทกวีที่มีจังหวะดี  ย่อมอ่านได้ราบรื่น ไม่ตะกุกตะกัก  โดยใช้เสียงสูง-ต่ำ  สั้น-ยาว   หนัก-เบา  และการเล่นเสียงสัมผัสกระทบกระทั่งกัน ทำให้ได้ความรู้สึกและอารมณ์แตกต่างกันไป ดังตัวอย่าง


                                     กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง              พระยาลอคลอเคียง

                            แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง

                                     ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง                     เพลินฟังวังเวง

                            อีเก้งเริงร้องลองเชิง

                                     ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง                          ค่างแข็งแรงเริง

                            ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง

                                    ป่าสูงยูงยางช้างโขลง                             อึงคะนึงผึงโผง

                           โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป

 

                           กวีโวหาร  เป็นชั้นเชิงของถ้อยคำของกวี

                                     บรรยายโวหาร  ดังตัวอย่างจากเรื่อง  เช่น เมื่อพระไชยสุริยาพร้อมด้วยมเหสีและนางกำนัลหนีน้ำป่าลงเรือสำเภามาและทรงว้าเหว่มาก ซึ่งเป็นการเล่าเหตุการณ์ ตอนหนึ่ง


                                     เภตรามาในน้ำไหล                 ค่ำเช้าเปล่าใจ

                          ที่ในมหาวารี

                                    พะสุธาอาไศรยไม่มี                 ราชานารี

                          อยู่ที่พระแกลแลดู

                                    ปลากะโห้โลมาราหู                 เหราปลาทู

                          มีอยู่ในน้ำคล่ำไป

                                    ราชาว้าเหว่หฤทัย                    วายุพาคลาไคล

                          มาในทะเลเอกา

                                    แลไปไม่ปะพะสุธา                  เปล่าใจไนยนา

                         โพล้เพล้เวลาราตรี

 

                          พรรณนาโวหาร  มุ่งให้ภาพและอารมณ์โดยให้รายละเอียดอย่างลึกซึ้ง  ดังตัวอย่าง  จากตอนที่เมื่อเรือสำเภาที่ทรงอาศัยมาอับปาง  แต่พระไชยสุริยาและมเหสีรอดชีวิตขึ้นฝั่งได้  คืนนั้นต้องบรรทมอยู่ในป่า  บรรทมบนพื้นดิน  และหนุนขอนไม้  สุนทรภู่ได้ใช้พรรณนาโวหารชมธรรมชาติยามค่ำคืนตามจินตนาการของกวีว่า


                                                วันนั้นจันทร      มีดารากร     เป็นบริวาร    เห็นสิ้นดินฟ้า

                                     ในป่าท่าธาร     มาลีคลี่บาน    ใบก้านอรชร

                                                 เย็นฉ่ำน้ำฟ้า     ชื่นชะผะกา    วายุพาขจร   สาระพันจันทน์อิน                 

                                     รื่นกลิ่นเกสร    แตนต่อคลอร่อน   ว้าว่อนเวียนระวัน

                                                จันทราคลาเคลื่อน    กระเวนไพรไก่เถื่อน    เตือนเพื่อนขานขัน

                                    ปู่เจ้าเขาเขิน    กู่เกริ่นหากัน    สินธุพุลั่น    ครื้นครั่นหวั่นไหว

 

                                    เทศนาโวหาร  คือ โวหารที่ชี้ให้เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆรวมทั้งแนะนำสั่งสอนอย่างมีเหตุผล  เพื่อโน้มน้าวและชักจูงให้คล้อยตาม  เช่น

 

                                              เปล่งเสียงเพียงพิณอินทรา              บอกข้อมรณา

                                     คงมาวันหนึ่งถึงตน

                                             เบียดเบียนส่อฉ้อฉน                        บาปกรรมนำตน

                                    ไปทนทุกข์นับกัปกัลป์

                                             เมตตากรุณาสามัญ                           จะได้ไปสวรรค์

                                    เป็นสุขทุกวันหรรษา

                                            สมบัติสัตว์มนุษย์ครุธา                     กลอกกลับอัปรา

                                   เทวาสมบัติชัชวาล

                                            สุขเกษมเปรมปรีวิมาน                     อิ่มหนำสำราญ

                                   ศฤงคารห้อมล้อมพร้อมเพรียง

                                           กระจับปี่สีซอท่อเสียง                       ขับรำจำเรียง

                                  สำเนียงนางฟ้าน่าฟัง

                                           เดชะพระกุศลหนหลัง                       สิ่งใดใจหวัง

                                  ได้ดังมุ่งมาดปรารถนา

                                          จริงนะประสกสีกา                             สวดมนต์ภาวนา

                                   เบื้องน่าจะได้ไปสวรรค์

 

                             จากร้อยกรองข้างต้นมุ่งสอนในเรื่องกฎแห่งกรรมเพื่อจะสอนให้คนทำดี  ละเว้นความชั่ว  เกรงกลัวต่อบาป  และยังกล่าวไว้ว่า  การทำบุญทำทาน  ปฏิบัติธรรมและมีเมตตากรุณา  จะดลบันดาลให้ได้รับความสุขความสบาย  ในสรวงสวรรค์หลังจากตายไปแล้ว  โวหารที่ใช้ข้างต้นนอกจากจะเป็นเครื่องเตือนใจแล้วยังสร้างอารมณ์สะเทือนใจ ทำให้ผู้อ่านยอมรับและปฏิบัติตามอีกด้วย

        

                                สาธกโวหาร  เป็นโวหารที่มีการยกตัวอย่างประกอบ ตัวอย่างเช่น

 

                                             บาฬีมิได้แก้ไข                 ข้าพเจ้าเข้าใจ

                                   ผู้ใหญ่ผู้เฒ่าเล่ามา

                                             ว่ามีพระยาสกุณา              ใหญ่โตมะโหฬา

                                   กายาเท่าเขาคีรี

                                             ชื่อว่าพระยาสำภาที          ใคร่รู้คะดี

                                   วารีนี้โตเท่าใด

                                             โยโสโผผาถาไป               พอพระสุริไสย

                                   จะใกล้โพล้เพล้เวลา

                                              แลไปไม่ปะพะสุธา          ย่อท้อรอรา

                                   ชีวาก็จะประไลย

                                              พอปลามาในน้ำไหล        สกุณาถาไป

                                   อาไศรยที่ศีร์ษะปลา

                                              ฉะแง้แลไปไกลตา           จำของ้อปลา

                                  ว่าขอษะมาอภัย

 

                                  อุปมาโวหาร  คือ  โวหารเปรียบเทียบ  ตัวอย่าง เช่น

 

                                             รอน ๆ อ่อนอัสดง           พระสุริยงเย็นยอแสง

                                    ช่วงดังน้ำครั่งแดง                    แฝงเมฆเขาเงาเมรุธร


                                            ยากเย็นเห็นหน้าเจ้า          สร่างโศกเศร้าเจ้าพี่อา

                                    อยู่วังดังจันทรา                         มาหม่นหมองลอองนวล

                   

                                            แดนดินถิ่นมนุษย์             เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง

                                    ตึกกว้านบ้านเรือนโรง            โคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน

 

                                            เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน      เหมือนอย่างนางเชิญ

                                    พระแสงสำอางข้างเคียง

 

                                            กลางไพรไก่ขันบรรเลง                 ฟังเสียงเพียงเพลง

                                   ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง

                                            ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง              เพียงฆ้องกลองระฆัง

                                   แตรสังข์กังสดาลขานเสียง

 

                                  การใช้สัญลักษณ์  หมายถึง  สิ่งที่ใช้แสดงออกแทนสิ่งอื่นเพื่อสื่อความหมายให้เกิดภาพหรือทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น  นิยมใช้รูปธรรม เป็นสัญลักษณ์แทนนามธรรม 

                                    บทอัศจรรย์  ในกาพย์พระไชยสุริยาได้ใช้สัญลักษณ์ในการบรรยาย ถึงบทอัศจรรย์ของพระไชยสุริยากับพระนางสุมาลี  ไว้ว่า


                                                ขึ้นกดบดอัศจรรย์             เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง

                                      นกหกตกรังรวง                          สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงง

                                                แดนดินถิ่นมนุษย์             เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง

                                      ตึกกว้านบ้านเรือนโรง               โคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน

                                               บ้านช่องคลองเล็กใหญ่     บ้างตื่นไฟตกใจโจน

                                      ปลุกเพื่อนเตือนตะโกน              ลุกโลดโผนโดนกันเอง

                                               พิณพาทย์ระนาดฆ้อง        ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง

                                      ระฆังดังวังเวง                            โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง

                                             ขุนนางต่างลุกวิ่ง               ท่านผู้หญิงวิ่งยุดหลัง

                                     พัลวันดันตึงตัง                          พลั้งพลัดตกหกคะเมน

                                              พระสงฆ์ลงจากกุฏิ์           วิ่งอุตลุดฉุดมือเณร

                                     หลวงชีหนีหลวงเถร                   ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน

                                              พวกวัดพลัดเข้าบ้าน          ล้านต่อล้านซานเซโดน

                                     ต้นไม้ไกวเอนโอน                     ลิงค่างโจนโผนหกหัน

                                              พวกผีที่ปั้นลูก                   ติดจมูกลูกตาพลัน

                                     ขิกขิกระริกกัน                           ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ

                                              สององค์ทรงสังวาส         โลกธาตุหวาดหวั่นไหว

                                     ตื่นนอนอ่อนอกใจ                     เดินไม่ได้ให้อาดูร

 

 

                                    ตัวละครและเหตุการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์  ตัวอย่างเช่น

 

                                               ผีป่ามากระทำ                   มรณะกรรมชาวบูรี

                                     น้ำป่าเข้าธานี                            ก็ไม่มีที่อาไศรย

                                      

                                        การใช้สัญลักษณ์ ผีป่า ”  ออกมาเข่นฆ่าผู้คน  และ น้ำป่า  

                             ไหลท่วมเมืองทำให้ผู้อ่านเยาว์เข้าใจเรื่องราวรวดเร็วกว่าการบรรยายว่า

                              บ้านเมืองเมืองต้องหายนะ  เพราะสิ่งชั่วร้ายและคนไม่ดี

 

 

                                          วันนั้นครั้นดินไหว            เกิดเหตุใหญ่ในปฐพี

                                   เล็งดูรู้คดี                                  กาลกิณีสี่ประการ

 

                                      การใช้สัญลักษณ์ว่า ดินไหว   ทำให้เด็กเข้าใจได้ว่า  เกิดเหตุร้ายแรง

                             อันเป็นผลให้บ้านเมืองต้องหายนะ

 

 

Comments