ชาดก : พระมหาชนกชาดก

              ในอดีตกาลได้มีพระราชาครองราชย์สมบัติอยู่ ณ กรุงมิถิลาวิเทหรัฐ โดยมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ อริฏฐชนก และโปลชนก ได้ทรงตั้งให้พระโอรสองค์โตเป็นพระอุปราช และโอรสองค์ที่ 2 เป็นเสนาบดี

เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต พระอุปราชอริฏฐชนกได้ทรงครองราชสมบัติสืบแทนและทรงแต่งตั้งพระอนุชาโปลชนกใน ตำแหน่งอุปราช

          ในช่วงแรกพระเจ้า อริฏฐชนก ได้ปกครองบ้านเมืองด้วยดี แต่มีอำมาตย์มนตรีผู้ทุจริตเพ็ดทูลให้ร้ายพระอนุชาว่ากำลังคิดลอบปลงพระชนม์ เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ พระเจ้าอิฏฐชนกได้สดับบ่อย ๆเข้าจึงหลงเชื่อและรับสั่งให้จับพระอุปราชโปลชนกจองจำไว้

          ฝ่ายอุปราชโปลชนกเมื่อถูกจับขังไว้ได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ว่า ถ้าตนเองไม่ได้คิดร้ายต่อพระเชษฐา ขอให้มีอานุภาพทำลายเครื่องพันธนาการ จากแรงอธิษฐานและอานุภาพของความซื่อสัตย์จริงจึงเกิดปาฏิหาริย์ โซ่ตรวนเครื่องจองจำต่าง ๆ ได้แตกหักหลุดออกพระมหาอุปราชโปลชนกจึงหลบหนีไป

          ไพร่ ฟ้าประชาชนเมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็ไปเข้ากับพระอุปราชโปลชนก เพราะมิเชื่อต่อพระราชาที่หูเบาเชื่อคำเพ็ดทูล เมื่อพระอุปราชโปลชนกรวบรวมไพร่พลได้ยกทัพมาประชิดเมืองและสั่งการให้พระ เจ้าอริฏฐชนกออกมาทำศึกกับตน

          เมื่อตกลงกันไม่ได้สงครามระหว่างพี่กับน้องจึงได้ เกิดขึ้น พระเจ้าอริฏฐชนกได้รับสั่งกับมเหสีให้รักษาพระครรภ์ให้ดี เมื่อออกศึกพระเจ้าอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์บนคอช้างด้วยพระหัตถ์ของอนุชา

          พระอัครมเหสีทราบข่าวจึงปลอม พระองค์ปะปนกับชาวบ้านหนีออกจากเมืองมิถิลานครมุ่งตรงไปยังเมืองกาลจัมปากะ ในระหว่างทางทรงเหน็ดเหนื่อยจึงหยุดพักที่ศาลาแห่งหนึ่ง

          เมื่อท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ในหมู่เทวดาเห็นว่าเด็ก ในครรภ์พระนางคือ พระโพธิสัตว์ จึงได้เนรมิตกายเป็นชายชราขับเกวียนอาสาพาพระนางเดินทางต่อไปถึงที่หมายภาย ในพริบตาเดียวอย่างสะดวกสบาย

          พราหมณ์ผู้ เป็นทิศาปาโมกข์ ชาวเมืองกาลจัมปากะผู้มีลูกศิษย์จำนวนมากได้พบพระนางจึงได้ชักชวนให้อาศัย อยู่ในสำนักด้วย และรับเป็นน้องสาว จนกระทั่งคลอดพระโอรสผิวผุดผ่องดังทองคำ และได้ตั้งพระนามว่า มหาชนก ตามพระนามของเสด็จปู่ผู้มีทศพิธราชธรรม

          พระ มหาชนกกุมารเมื่อเจริญวัย ได้เล่นกับพระสหายและถูกล้อว่า คนไม่มีพ่อ จึงนำความไปถามพระมารดา เมื่อถูกถามบ่อยครั้ง พระมารดาจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้พระมหาชนกฟัง

          เมื่อ ทราบความจริง พระกุมารก็ไม่โกรธคนที่ล้อเลียน กลับตั้งพระทัยร่ำเรียนศิลปะวิชาจนแตกฉานทุกแขนง กระทั่งวัยล่วงไป 16 พรรษา จึงทูลขอแก้ววิเชียร แก้วมณี และแก้วมุกดา อย่างละครึ่งจากพระมารดาเพื่อไปทำทุนการค้า หลังจากนั้นจะมุ่งไปสู่มิถิลานครเพื่อชิงบัลลังก์คืน

          ใน ระหว่างพระมหาชนกแล่นสำเภาไปค้าขายอยู่กลางทะเลนั้น ลมพายุได้พัดกระหน่ำจนเรืออัปปางพ่อค้า และผู้คนเกือบพันจมน้ำตาย และกลายเป็นอาหารสัตว์ทะเล พระมหาชนกว่ายน้ำอยู่ตลอด 7 วัน โดยอธิษฐานจิตสมาทานศีลอุโบสถไปด้วย นางมณีเมขลาเทพธิดาผู้รักษามหาสมุทรปรากฏกายและพูดกับพระมหาชนกว่า ท่านคงตายแน่ เพราะมัวว่ายน้ำในทะเลลึกที่มองไม่เห็นฝั่งเลย พระมหาชนกตรัสตอบว่า  “ เราพยายามแล้วอย่างนี้ แม้ตายก็ไม่ถูกติเตียนได้ การไม่พยายามรักษาชีวิตไว้ ก็เหมือนคนเกียจคร้านนั่นแหละ นางมณีเมขลาได้ยินดังนั้นจึงสรรเสริญความเพียรพยายามของพระมหาชนก และช่วยอุ้มพาพระมหาชนกไปจนถึงฝั่งมิถิลาวางพระองค์ไว้ที่ศาลาในสวนมะม่วง แห่งหนึ่ง

          ในช่วง เดียวกันพระเจ้าโปลชนกทรงพระประชวรหนักและสวรรคต พระราชธิดาจึงทรงหาคู่มาอภิเษกสมรส เพื่อครองราชสมบัติตามคำสั่งที่พระราชบิดารับสั่งไว้ โดยราชปุโรหิตได้ปรึกษากันแล้วให้บวงสรวงเทพยดา เสี่ยงทายราชรถตามพระประเพณีโบราณ ราชรถไปจอดอยู่ตรงผู้ใด ผู้นั้นถือว่ามีบุญจะได้ขึ้นครองเมือง เมื่อถึงพิธีรถม้าวิ่งวนไปรอบ ๆ พระมหาชนกพร้อมทั้งหยุดอยู่ตรงปลายเท้าของพระมหาชนก

          พระราชปุโรหิตจึงทูลเชิญไปครองเมือง พระราชธิดาทรงวางอุบายให้ราชบุรุษทูลพระมหาชนกว่าพระราชธิดาให้เข้าเฝ้า เพื่อลองพระทัย แต่พระมหาชนกไม่สนพระทัย พระราชธิดาได้เสด็จออกมารับและยื่นพระหัตถ์ให้สัมผัสด้วยความเกรงพระบรมเด ชานุภาพ

          เมื่อประทับแล้ว พระมหาชนกทรงตรัสถามปุโรหิตเกี่ยวกับคำสั่งของพระราชาก่อนสวรรคต

ราชปุโรหิตจึงกราบทูลว่า ข้อแรกต้องทำให้พระราชธิดาเกิดปิติยินดี ข้อสองต้องรู้จักด้านศีรษะและด้านเท้าของบัลลังก์ 4 เหลี่ยม ข้อสามคือ ต้องโก่งคันธนูของเมืองได้ และข้อสุดท้ายคือ ต้องค้นหาขุมทรัพย์ 13 แห่งให้ได้ พระมหาชนกทรงทำได้ทุกข้อเหล่าเสนาอำมาตย์และไพร่ฟ้าพลเมืองต่างพากันดีใจ และชื่นชมในพระอัจฉริยะของพระราชาองค์ใหม่

          หลังจากนั้นพระมหาชนกทรงมีรับสั่งให้เชิญพระมารดาและพราหมณ์ทิศา ปาโมกข์สู่นครพร้อมกับสักการะสมโภช และประกาศความจริงในพิธีเถลิงถวัลย์ราชนั้นว่า พระองค์คือ พระราชโอรสของพระเจ้าอริฏฐชนก

พระมหาชนกทรงปกครองบ้านเมืองด้วย ทศพิธราชธรรม ไพร่ฟ้าประชาชนต่างก็ประสมสุขกันถ้วนหน้า

          ต่อ มาพระมเหสีได้ประสูติพระราชโอรสและตั้งพระนามว่า ทีฆาวุราชกุมาร เมื่อพระโอรสเจริญวัยแล้ว พระมหาชนกได้พระราชทานตำแหน่งอุปราชให้เพื่อสืบพระราชบัลลังก์ต่อไป

          ครั้ง หนึ่ง พระมหาชนกเสด็จประพาสอุทยาน ทรงพิจารณาต้นมะม่วง 2 ต้น ที่ต้นหนึ่งมีผลดกอีกต้นไม่มีผล โดยต้นที่มีผลดกกิ่งก้านจะหักใบร่วงและไม่เหลือผลสักลูกบนต้นแต่ต้นที่ไม่มี ผลยังคงยืนต้นโดยมิบอบช้ำ พระองค์ทรงเกิดปัญญา โดยพิจารณาเปรียบเทียบราชสมบัติที่ทรงครองอยู่เหมือนต้นมะม่วงทั้ง 2 ซึ่งจะต้องทำลายตนเองเหมือนมะม่วงที่มีผลส่วนต้นไม่มีผลก็จะไม่มีภัยกับตน เอง

          เมื่อกลับถึงวังพระองค์ทรงปลีก พระองค์ครองผ้ากาสาวพัสตร์ นุ่งห่มเกล้าผมดั่งนักบวชเสด็จจงกรมในปราสาทด้วยพุทธลีลาและเปล่งวาจาว่า การบวชนี้ เป็นสุขจริงหนอ และตัดสินใจออกบวชอย่างแน่วแน่

          เมื่อ พระมเหสีทรงทราบจึงวางอุบายยับยั้งทุกอย่างเมื่อเห็นว่าไม่อาจยับยั้งพระ สวามีได้พระนางจึงได้ทรงอภิเษกพระทีฆาวุกุมารให้ครองราชย์บัลลังก์ พระนางได้เสด็จออกบวชเป็นดาบสินีและทรงบำเพ็ญพรตตลอดพระชนมายุของพระนางจน บรรลุฌาน ณ พระราชอุทยานนั้นเอง

ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดหรือ ติเตือนใจแก่ผู้ศึกษาว่า

          เมื่อ เกิดเป็นคนควรมีความพากเพียรให้ถึงที่สุด เพื่อให้ถึงแก่สิ่งมุ่งหวัง เพียรสุดกำลังจนชีวิตหาไม่ก็จงเพียรพยายามแล้วประสบความสำเร็จซึ่งปรากฏใน ชาดกนี้ เข้าทำนองความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น                

Comments