โปรดตั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณประมาณ 800 pixel

1333 วันนับตั้งแต่
๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เจ้าของไซต์

  • สุริยพงษ์ โรงเรียนนาหลวง

วัตถุประสงค์ของเว็บ

เว็บเข้าชมบ่อยครั้งมาก ๆ

เพื่อนมีกี่แบบ ใครที่ควรคบ

บุคคลที่น่าคบหาในความคิดของข้าพเจ้า

 

   คงจะสังเกตกันใช่ไหมว่า คนหลายคน คนไม่อยากเข้าหา ขณะที่คนอีกหลายคน คนอยากคบค้า และทำอย่างไรให้เราเป็นคนที่มีบุคลิกภาพในแบบที่คนอื่นๆ อยากจะคบค้าสมาคมด้วยมิตรไมตรีที่แท้จริง
       
       1. เปิดการสนทนา ทักทายผู้อื่นก่อนเป็นเรื่องที่ดี ผู้อื่นก็จะรู้ว่าคุณพร้อมที่จะให้เขาเป็นผู้ร่วมสนทนา และการสนทนากันก็จะเริ่มขึ้น
       
       เริ่มต้นพูดก่อนด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส นุ่มนวล มีสัมมาคารวะ ถูกกาลเทศะ อาจเปิดด้วยการตั้งคำถามหรือชวนคุยเรื่องใกล้ตัว ที่อาจจะเกี่ยวข้องกันกับทั้งคุณและเขา เช่น ไวน์รสชาติดีนะคะ (กรณีที่อยู่ในงานเลี้ยงเดียวกัน) เพลงเพราะจังเลยนะคะ (อยู่ในงานเลี้ยงเล็กๆ) ทำงานที่นี่หรือคะ บ้านอยู่แถวนี้หรือครับ (เพิ่งพบกัน) ฯลฯ
       
       2. หน้าตารับแขก คนที่มีบุคลิกเปิดกว้าง ดูได้ง่ายที่สุดจากสีหน้าแววตา คนบางคนชอบทำหน้าหงิกหน้างอ คนพวกนี้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะเพียงแค่เห็นสีหน้าก็รู้แล้วว่าเขาไม่เปิดประตูรับใคร หรือไม่อยู่ในอารมณ์จะพูดหรือสื่อสารกับคนอื่น
       
       ดังนั้น ควรยิ้มแย้มแจ่มใส มีทีท่าที่ผ่อนคลาย ทั้งสีหน้า แววตา และอากัปกิริยา ซึ่งเป็นภาษากายที่จะสื่อสารให้คนรอบข้างรู้ว่าคุณไม่ปิดกั้นการเข้ามาของเขา
       
       3. แลกเปลี่ยนความคิดได้ คนทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง และชอบที่จะแสดงความคิดของตัวเองออกมา จะเป็นการดีทีเดียวที่เขาพบว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่เปิดรับการพร่ำพูดของเขา
       
       ดังนั้น ในการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ไม่เพียงแต่เราเปิดรับเขาผ่านสีหน้าท่าทาง และผ่านการทักทายสนทนาเท่านั้น เรายังควรจะสานต่อความสัมพันธ์นั้นให้เหนียวแน่นและยั่งยืนต่อไปด้วย โดยการให้โอกาสอีกคนหนึ่งพูด และเปิดโอกาสให้คนเคยพูดได้รับฟังความคิดเห็นของคุณด้วย
       
       4. ใส่ใจและจริงใจ หลังจากที่ความสัมพันธ์ของคนเราพัฒนาถึงขั้นที่สามารถพูดจากันได้สนิทใจแล้ว เรายังต้องมีวิธีหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์นั้นไว้ให้ยาวนานด้วย
       คนที่รู้จักใส่ใจต่อกัน และจริงใจต่อกัน มักมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นเพื่อนรักเพื่อนตายเป็นมิตรสหายทางการค้า เป็นเพื่อนคู่คิดในที่ทำงาน และอาจจะถึงกับเป็นญาติธรรมกันทางจิตวิญญาณโน่นทีเดียว
       
       จงใส่ใจทั้งสุขและทุกข์ของอีกฝ่าย ใช้การเปิดใจกว้างของเราให้ลึกซึ้งขึ้น ระหว่างการคบค้า (ที่ตั้งใจว่าจะให้มัน) ถาวรนี้เอง การเอาใจใส่ต่อกันในเรื่องของความคิด อุปสรรค ปัญหาชีวิต ความสุข ความยินดี ฯลฯ ต้องมี ต้องเกิด และต้องปฏิบัติอย่างจริงใจ ออกมาจากใจจริง เช่น ไต่ถามทุกข์สุข แบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ แบ่งปันความรู้ ดูแลแนะนำยามป่วยไข้ ฯลฯ
       
       5. ไม่หน้าไหว้หลังหลอก คนบางคนหน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง พูดออกไปทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึก อย่างนี้ไม่ดี
       
       การไม่หน้าไหว้หลังหลอกทำได้ตั้งแต่เริ่มต้นทักทายกันโน่นแล้ว รอยยิ้มที่มอบให้กันต้องออกมาจากใจจริงๆ คำพูดผ่านมาจากความคิด ความรู้สึก และการกลั่นกรอง การปฏิบัติดีต่อกันก็ออกมาจากความรู้สึกแท้ๆ ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำ เพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทน
       
       การไม่หน้าไหว้หลังหลอก ถือเป็นการให้เกียรติกันที่ล้ำค่ามาก เพราะมิได้เป็นแค่การให้เกียรติกับคนอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการให้เกียรติแก่ตัวเองอย่างสูงยิ่งด้วย

 

      จาก  หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการออนไลน์       

 

 ***************************************************************************************************

 

เพื่อนที่ไม่ควรคบ 4  จำพวก

1. คนปอกลอก  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1)
 คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

2) เสียให้น้อย
  คิดเอาให้ได้มาก

3) เมื่อมีภัยแก่ตัว
  จึงรับทำกิจของเพื่อน

4) คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว

2. คนดีแต่พูด  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) เก็บเอาของที่ล่วงแล้วมาปราศรัย

2) อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย

3) สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้

4) ออกปากพึ่งพาอาศัยไม่ได้


3. คนหัวประจบ
  มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) จะทำชั่วก็คล้อยตาม

2) จะทำดีก็คล้อยตาม

3) ต่อหน้าว่าสรรเสริญ

4) ลับหลังตั้งนินทา

4. คนชักชวนในทางฉิบหาย 

 มีลักษณะ  4  ดังนี้

1) ชักชวนดื่มน้ำเมา

2) ชักชวนเที่ยวกลางคืน

3) ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น

4) ชักชวนเล่นการพนัน

ที่มา

http://www.vcharkarn.com/vcafe/170049

 

****************************************************************************************************

 

            เพื่อนมีกี่แบบ  ใครที่ควรคบ

" เพื่อน " เป็นส่วนสำคัญของมนุษย์ทุกคน บางคนจะเป็นจะตายก็เพราะเพื่อนนี่แหละเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้อง หรือสมาชิกในครัวเรือน เพราะธรรมชาติของมนุษย์ สามารถพูดคุยทุกเรื่องกับเพื่อนได้ แต่กับคนในครอบครัวกลับไม่กล้า แต่ใช่ว่ามีเพื่อนมากจะดีเสมอไป เพราะมีเพื่อนมาก เรื่องก็ย่อมมากตามจำนวนเพื่อน ตรงข้ามหากไม่มีเสียเลย ให้อยู่คนเดียวคงเหงาไม่ใช่เล่น

          ยิ่งยุคนี้เศรษฐกิจฝืด เคือง มีเพื่อนเอาไว้บ่นเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีที่ระบาย จากการรวบรวมด้วยการจำแนกเพื่อนออกตามสันดาน เอ๊ย...ลักษณะนิสัยต่างๆ จากบันทึกของคนสมถะเอง " เพื่อน" มีหลายชนิดมาก ท่านผู้ชม นับตั้งแต่

          เพื่อนที่แสนจะเอาเปรียบ ไล่เรียงมาตั้งแต่เห็นแก่ตัว , เห็นแก่ได้ และเห็นแก่กิน แม้จะไม่อยากมีเพื่อนประเภทนี้เท่าไหร่ แต่ไม่รู้เป็นไง ทุกคนเป็นต้องมีเพื่อนอย่างนี้ปะปนอยู่เสมอกระนั้น อันความเห็นแก่ตัว ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะมนุษย์ทุกคน มีสัญชาตญาณของการรักษาตัวรอดเป็นยอดดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าดีกรีของความเห็นแก่ตัวไม่แรงกล้าเท่าไหร่ จะมีคนอยากคบค้าสมาคมกับเรามากขึ้น

          การมีเพื่อนแบบนี้ (ไม่รู้ว่าสมควรให้เป็นเพื่อนดีไหม) ก็เก๋ไปอย่าง เพราะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้รู้จักความเป็นคนมากขึ้น หากมัวแต่มีเพื่อนดีๆ แต่ไม่มีเลวซะเลย เราคงมองไม่เห็น เส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี้สิจ๊ะ

          เพื่อนช่างนินทา-พูดจา ไร้สาระ แบบนี้ยิ่งหาง่ายเข้าไปใหญ่ ในสังคมต้องมีคนเหล่านี้ ไม่งั้นคงแห้งแล้งน่าดู การนินทาก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า สามารถพูดได้ทั้งเรื่องจริงและไม่รู้จริง คนฟังก็ควรไปเจาะหูให้เกิดน้ำหนักถ่วงดุล เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ ไว้ล่วงหน้า

          เพื่อนปากร้าย ใจดี อย่างนี้น่าคบกว่าเพื่อนที่ปากและใจร้ายทั้งคู่

เพื่อน ปากหวาน ดูดี แต่ร้ายลึก หาได้ตามองค์กรทั่วไป แต่เชื่อขนมกินได้ว่า คนแบบนี้ต้องมีอย่างอื่นดีสักประการหนึ่ง ไม่งั้นคงไม่มีใครอยากคุยด้วย

          เพื่อน ซื่อสัตย์และจริงใจ เป็นสุดยอดปรารถนาที่ทุกคนหมายปอง

                                    ที่มา http://www.teenrama.com/

 

 

****************************************************************************************************

 

  เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรหมายมอง

เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา

เมื่อไม่มี มิตรเมิน ไม่มองมา

เมื่อมอดม้วย แม้นหมูหมา ไม่มามอง...

*********************************************************************************** 

 

_text_

สุริยพงษ์ โรงเรียนนาหลวง - 7 พ.ย. 2554, 15:50 - ลบ

"ใบไม้ที่ห่อหุ้มปลาเน่า ย่อมต้องพลอยเหม็นแปดเปื้อนไปด้วยฉันใดผู้ที่คบคนพาล ก็ย่อมต้องพลอยเสียชื่อเสียง ติดความเป็นพาลเดือนร้อนเสียหายไปด้วยฉันนั้น"

คนพาลคือใคร?
คนพาล คือ คนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิด ๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือ ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่วอะไรควรอะไรไม่ควร เช่น บัณฑิตเห็นว่า"เหล้า" เป็นของจัญไรทำให้ขาดสติ นำความเสื่อมมาให้นานัปการแต่คนพาลกลับเห็นว่า "เหล้า" เป็นของประเสริฐเป็นเครื่องกระชับมิตร หรือบัณฑิตเห็นว่า "การเล่นไพ่" เป็นอบายมุข เป็นทางแห่งความฉิบหาย แต่คนพาลกลับเห็นว่า "การเล่นไพ่"เป็นสิ่งดี เป็นการฝึกสมองซ้อมวิชาคำนวณ ดังนี้เป็นต้น
คนพาลเป็นคนเหมือนกับเรา คือมีร่างกายประกอบด้วยเลือดเนื้อเช่นเดียวกับเรา และอาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเราก็ได้เช่น เป็นญาติพี่น้อง สามีภรรยา ครู อาจารย์ ฯลฯ อาจเป็นผู้มีการศึกษาสูง อาจมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง อาจมีสมัครพรรคพวกมากแม้กระทั่งอาจบวชเป็นพระภิกษุ ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร มีความสัมพันธ์กับเราหรือไม่ ขึ้นชื่อว่าพาลแล้ว ถึงแม้จะมีความรู้ มีความสามารถก็ไม่ใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ถูกที่ควร เพราะเขาแสลงต่อความดี เหมือนคนไข้แสลงต่อน้ำเย็น

ลักษณะของคนพาล
เนื่องจากคนพาลมีใจขุ่นมัวอยู่เสมอ ทำให้ไม่สามารถควบคุมใจให้คิดไปในทางที่ถูกต้องได้ คนพาลจึงมีลักษณะวิปริตผิดจากคนทั้งหลาย ๓ ประการคือ
๑. ชอบคิดชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย ได้แก่ คิดละโมบอยากได้ในทางทุจริต คิดพยาบาทปองร้าย คิดเห็นผิดเป็นชอบ ฯลฯ
๒. ชอบพูดชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย ได้แก่ พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยง พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ
๓. ชอบทำชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย ได้แก่ เกะกะเกเร ชอบล้างผลาญชีวิตคนและสัตว์ ลักทรัพย์ ฉุดคร่าอนาจาร ฯลฯ

โทษของความเป็นคนพาล
๑.มีความเห็นผิด ก่อทุกข์ให้ตนเอง
๒.เสียชื่อเสียง ถูกติฉิมนินทา
๓.ไม่มีคนนับถือ ถูกเกลียดชัง
๔.หมดสิริมงคลหมดสง่าราศี
๕.ความชั่วเภทภัยทั้งหลาย จะไหลเข้ามาหาตัว
๖.ทำลายประโยชน์ของตนเองทั่วโลกนี้และโลกหน้า
๗.ทำลายวงศ์ตระกูลของตนเอง
๘.เมื่อละโลกไปแล้วมีอบายภูมิเป็นที่ไป

วิธีสังเกตคนพาล
คนพาลมักกระทำในสิ่งต่อไปนี้ คือ
๑.คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด
ชัก คือ ชักชวน เชิญชวน ชี้ชวน หรือ เสนอแนะ
นำ คือ การทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง
เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ชักชวนไปปล้นจี้ ชักชวนหนีตามกันไป ชักนำไปเป็นอันธพาล ฯลฯ การชักนำนี้อาจทำด้วยความหวังดีก็ได้ แต่ว่ามันผิด เช่นได้เงินมาก็ชักชวนเพื่อนไปเลี้ยงเหล้าเที่ยวกลางคือ อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นคนพาล
ผู้ที่ยังเยาว์วัยอ่อนความคิด อ่อนสติ มักถูกชักนำได้โดยง่าย ผู้ใหญ่ในบ้านจึงควรระมัดระวังการกระทำ และคำพูดทั้งของตนเองและผู้ที่มาติดต่อคบหา เพราะเด็กมักจะจำ และทำตามอย่าง
๒.คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเรหน้าที่การงานของตนไม่พยายามจัดการให้เรียบร้อย แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของผู้อื่น เช่น จับผิดผู้ร่วมงาน เขียนบัตรสนเท่ห์ กลั่นแกล้ง รังแก ทำความรบกวนให้เดือดร้อน ฯลฯ
๓.คนพาลชอบแต่สิ่งผิด ๆ ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าเป็นดี เช่น ชอบค้าของเถื่อน ชอบหนีโรงเรียน ชอบเถียงพ่อแม่ ฯลฯ เห็นคนทำถูกเป็นคนเซ่อเห็นคนกลัวผิดเป็นคนเซอะ ฯลฯ
๔.คนพาลแม้พูดดีๆ ก็โกรธ เช่น เตือนให้ดูหนังสือตอนใกล้สอบ ก็โกรธ เตือนให้ตื่นเช้าก็โกรธ แค่มองหน้าบางครั้งก็ยังโกรธ ฯลฯ
๕.คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย เช่น ไม่ชอบข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะบนพื้นถนน ไปทำงานสาย ฯลฯ

พฤติการณ์ที่เรียกว่า"คบ" คืออย่างไร ?
คบ หมายถึง พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ
ร่วม เช่น ร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมก่อการ ร่วมพวก
รับ เช่น รับเป็นเพื่อน รับเป็นภรรยาหรือสามี รับไว้ทำงาน
ให้ เช่น ให้ความไว้วางใจ ให้คำชมเชย ให้ยศให้ตำแหน่ง ให้หยิบยืมสิ่งของ

การไม่คบคนพาล คือ การไม่ยอมมีพฤติกรรมสัมพันธ์ใด ๆ ดังกล่าวข้างต้นกับคนพาล ถ้าเรายังคบคนพาลอยู่ไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตามรีบถอนตัวเสียโดยด่วน อย่าประมาทรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม มิฉะนั้นจะพลาดติดเชื้อพาลโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นพาลตามไปด้วย
โบราณท่านให้คติเตือนไว้ว่า
"ห่างสนุขให้ห่างศอก
ห่างวอกให้ห่างวา
ห่างพาลาให้ห่างหมื่นโยชน์แสนโยชน์"

โทษของการคบคนพาล
๑.ย่อมถูกชักนำไปในทางที่ผิด
๒.ย่อมเกิดความหายนะการงานล้มเหลว
๓.ย่อมถูกมองในแง่ร้าย ไม่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไป
๔.ย่อมอึดอัดใจ เพราะคนพาลแม้เราพูดดี ๆด้วยก็โกรธ
๕.หมู่คณะย่อมแตกความสามัคคี เพราะการยุยงและไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย
๖.ภัยอันตรายต่างๆ ย่อมไหลเข้ามาหาตัว
๗.เมื่อละโลกแล้ว ย่อมมีอบายภูมิเป็นที่ไป

ประเภทของคนพาล
คนพาลมี ๒ ประเภท ได้แก่
๑.พาลภายนอก คือคนพาลทั่วไป ซึ่งแม้จะร้ายกาจเพียงใด เราก็ยังมีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่มีพาลอีกประเภทหนึ่งที่ร้ายยิ่งกว่า เพราะมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ คือ พาลภายใน
๒.พาลภายใน คือ ตัวเราเองขณะที่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เช่น หนีงานบ้าง เที่ยวเกเร ไม่ยุ่งธุระคนอื่นโดยใช่เหตุบ้าง แกล้งไปทำงานสายบ้าง คนอื่นเตือนดี ๆ ก็โกรธบ้าง หลีกเลี่ยงวินัยบ้าง พูดไม่ไพเราะบ้าง ครั้งใดที่เราทำเช่นนี้ ครั้งนั้นเราเองนั่นแหละ คือตัวพาล มีเชื้อสายพาลอยู่ใน ต้องรีบแก้ไข

หลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
๑.หวั่นห้ามใจตนเองจากความชั่วแม้เพียงเล็กน้อย ก่อนที่มันจะลุกลามต่อไป เช่น การนอนตื่นสาย การละเลยต่อการสวดมนต์ทำสมาธิก่อนนอน
๒.อย่าตามนึกถึงความชั่ว ความผิดพลาดในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่น ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไป ตั้งใจทำความดีใหม่ให้เต็มที่
๓.ตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ
๔.หลีกเลี่ยงการอ่าน การฟัง การพูด เรื่องเกี่ยวกับคนพาล จะได้ไม่สะสมความคิดเกี่ยวกับพาลไว้ในใจ พยายามสะสมแต่ความคิดที่ดีงามโดยการอ่าน การฟัง การพูด แต่สิ่งที่ดีงาม เช่น อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทศน์ สนทนาธรรม พูดถึงคนที่ทำคุณความดี ฯลฯ
๕.ถ้าจำเป็นต้องอยู่ใกล้คนพาลอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่นทำงานในที่เดียวกัน เป็นญาติพี่น้องกันในกรณีเช่นนี้เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า เรากำลังอยู่ใกล้สิ่งที่เป็นอันตราย เหมือนอยู่ใกล้คนเป็นโรคติดต่อ ต้องระวังตัว คือ ระวังความเป็นพาลของเขาจะมาติดเราเข้า ต้องหมั่นทำทาน รักษาศีลทำสมาธิ เพื่อให้ในผ่องใสอยู่เสมอ
เราต้องระลึกเสมอว่า หน้าที่อันยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิตไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า การปราบพาลภายในตัวเราเอง

อานิสงส์การไม่คบคนพาล
๑.ทำให้ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด
๒.ทำให้สามารถรักษาความดีเดิมไว้ได้
๓.ทำให้สามารถสร้างความดีใหม่เพิ่มขึ้นได้อีก
๔.ทำให้ไม่ถูกคนพาลทำร้าย
๕.ทำให้ไม่ถูกตำหนิ ไม่ถูกใส่ความ
๖.ทำให้ไม่ถูกมองในแง่ร้าย ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไป
๗.ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า สามารถตั้งตัวได้เร็ว
๘.ทำให้มีความสุขทั้งตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติ
๙.เป็นการตัดกำลังไม่ให้เชื้อพาลระบาดไป เพราะขาดคนสนับสนุน

"ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลสำคัญบาปเหมือนน้ำผึ้ง เมื่อใดบาปให้ผลคนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น"
พุทธพจน์)

 

Comments