ครูรณางค์ ลานขามป้อม
Updated Feb 23, 2014, 2:02 AM
ครูรณางค์ ลานขามป้อม
Use template

วิชาพระพุทธศาสนา

เกมส์

เว็บน่าสนใจ

บทความ

 
 

สถาบันทางสังคม

โพสต์21 ก.ย. 2554 04:02โดยครูรณางค์ ลานขามป้อม

 ยอดรวมของรูปแบบความสัมพันธ์ กระบวนการ และวัสดุอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองประโยชน์สำคัญๆ ทางสังคมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยทุกสถาบันย่อมมี ประเพณี จารีต กฎเกณฑ์ ธรรมเนียมปฏิบัติ
สถบันทางสังคมสามารถจำแนกประเภทได้ ดังนี้
1. สถาบันครอบครัว
เป็นสถาบันพื้นฐานของมนุษย์ เป็นสถาบันที่คงทนถาวรและ มีบทบาทกับมนุษย์มาก
ลักษณะครอบครัวขนาดเล็ก ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก มักจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง
ครอบครัวขนาดใหญ่หรือครอบครัวขยาย ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ปู่ย่า ตายาย หรือมีญาติพี่น้องอาศัยร่วมกัน มักพบในเขตชนบท
สถาบันครอบครัวมีหน้าที่พึงปฎิบัติต่อกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์และความมั่นคงของครอบครัวในด้านต่างๆ เช่น การให้กำเนิดสมาชิก
ครอบครัว เรียนรู้แบบแผนของสังคม เป็นต้น
2. สถาบันการเมือง เป็นสถาบันที่เป็นหน่วยควบคุมสังคม ป้องกันการขัดแย้งระหว่างสมาชิก เพราะบางครั้งการตกลงร่วมกันตามบรรทัดฐานของสังคมยังไม่สามารถช่วยจัดระเบียบในสังคมได้เต็มผลนัก ซึ่งสถาบันการเมืองการปกครองจะเป็นสถาบันที่ครอบคลุม ตั้งแต่ผู้นำในการปกครอง ผู้มีอำนาจในสังคม รวมทั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
เช่น นายกรัฐมนตรีประธานรัฐสภาตุลาการ สมาชิกผู้แทนราษฎร ทหาร ตำรวจ เป็นต้น
สถาบันการเมืองการปกครองมีหน้าที่ รักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยมีเจ้าพนักงานปกครอง ตำรวจ ทหาร ทำหน้าที่ ดังกล่าว รวมทั้งมีหน้าที่ในการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าและดำรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย
3. สถาบันเศษฐกิจ เป็นสถาบันที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิกในสังคมด้านปัจจัยสี่ เครื่องอุปโภค บริโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด เช่น การธนาคารการ ใช้เงินตรา การแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นต้น รวมทั้งทำหน้าที่สร้างความมั่นคั่ง อุดมสมบูรณ์ แะสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศษฐกิจให้แก่สังคม
4. สถาบันการศึกษา เป็นสถาบันหลักที่ให้การศึกษาแก่สมาชิกในสังคม เพราะเมื่อมนุษย์ต้องมาอยู่อาศัยร่วมกันพึ่งพาอาศัยกัน มนุษย์จำต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆเกี่ยวกับบุคคล และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราเพื่อนำสิ่งที่ได้มาปรับใช้ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม แต่เดิมการให้การศึกษาเป็นหน้าที่ของสถาบันครอบครัว โดยผ่านการอบรมสั่งสอนในเรื่องต่างๆถือว่าเป็นการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อโลกพัฒนามากขึ้นจึงเกิดความรู้ใหม่ๆ และมีการแบ่งศาสตร์เฉพาะด้านที่ครอบครัวไม่สามารถถ่ายทอดได้ จึงทำให้เกิดระบบการศึกษาเป็นทางการขึ้น เช่น วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย เป็นต้น
5. สถาบันศาสนา เป็นแบบแผนแนวทางปฎิบัติทางความคิด การกระทำในเรื่องของจิตใจ ความเชื่อ ความศรัทธา ซึ่งมีผลทำให้ผู้ที่ยึดถือปฎิบัติตามหลักธรรมของศาสนาเกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจ สถาบันศาสนามีหน้าที่เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีให้แก่สมาชิกทางสังคม และเกื้อหนุนให้สถาบันอื่นๆ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
การจัดระเบียบทางสังคม คือวิธีการที่คนในสังคมกำหนดขึ้นมาเพื่อทำให้คนที่มาอยู่ร่วมกันประพฤติปฎิบัติตาม รวมทั้งทำให้สังคมมีความมั่นคงและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หรืออาจกล่าวได้ว่าการจัดระเบียบสังคมได้รับการสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางให้สมาชิกของสังคมยึดปฎิบัติต่อกัน


ที่มาและได้รับอนุญาตจาก:
ผศ.วิชัย ภู่โยธิน และคณะ.หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ม.4-ม.6 .พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : อักษรเจริญทัศน์

สิทธิมนุษยชน

โพสต์21 ก.ย. 2554 04:00โดยครูรณางค์ ลานขามป้อม

สิทธิมนุษยชน
องค์การสหประชาชาติในฐานะที่เป็นองค์กรกลางระหว่างประเทศ ได้กำหนดข้อตกลงว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขึ้น เพื่อเป็นมาตรฐานเบื้องต้นในการให้ประชาคมโลกได้นำไป
ปฎิบัติและพัฒนาสิทธิมนุษยชนให้ยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดผลต่ความเป็นอยู่เบื้องต้นของมนุษยชาติ ซึ่งเราพอจะสรุปความสำคัญได้ดังนี้
1. ส่งเสริมให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการได้รับสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิในมาตรฐานการครองชีพ สิทธิใการประกันการว่างงาน สิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว สิทธิด้านแรงงาน หรือสิทธิในการได้รับค่าจ้างที่พอเพียงกับค่าครองชีพ เป็นต้น
2. ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ สิทธิมนุษยชนช่วยทำให้มนุษย์ได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ด้ารการศึกษา สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การคุ้มครองลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร เป็นต้น
3. ให้โอกาสแก่ทุกคนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆทางสังคม รวมทั้งการร่วมกิจกรรมทางวิถีประชาธิปไตย เช่น สิทธิในการชุมชนและการรวมกลุ่ม สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นต้น
4. ทุกคนได้รับการปฎิบัติต่อกันที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการของสิทธิมนุษยชนในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคเท่าเทียวกัน ในด้านกฎหมาย กล่าวคือการได้รับการดูแลจากรัฐโดยเท่าเทียมกัน ไม่เลือกฐานะ ผิวพรรณ เพศ อายุ และอื่นๆ
5. ทำให้มนุษย์มีอิสระ เสรีภาพในการดำเนินชีวิต โดยสามารถกระทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้อย่างเสรี เช่น มีสิทธิในความคิด ชีวิตร่างกาย การมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นฐานที่อยู่ ความเชื่อ หรือการนับถือศาสนา เป็นต้น
6. ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็น การแสดงออกอย่างเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการกีดกัน แต่ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทางการเมืองระบอบการปกครองของประเทศ
7. มนุษย์ได้รับการปฎิบัติอย่างยุติธรรม ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย จะต้องได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมจากศาล และได้รับการปฎิบัติอย่างเสมอภาค ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ สิทธิมนุษยชนยังมีผลกระทบต่อทั้งสังคมระดับประเทศ และระดับโลก เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยในการขจัดปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้น

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก:
ผศ.วิชัย ภู่โยธิน และคณะ.หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ม.4-ม.6 .พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : อักษรเจริญทัศน์

แนวทางการพัฒนาสังคม

โพสต์21 ก.ย. 2554 03:56โดยครูรณางค์ ลานขามป้อม

 ประเทศไทยได้มีการกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจนไว้ในแผนพัฒนาเศษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ พุทธศักราช 2504 ในระยะแรกแผนพัฒนาจะเน้นเรื่องเศษฐกิจมากกว่าสังคม และได้มีจุดเปลี่ยนขึ้นในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
(พ.ศ. 2540-2544 begin_of_the_skype_highlighting 2540-2544 end_of_the_skype_highlighting) ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนมากขึ้น "โดยมุ่งเน้นให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา"
และใช้เศษฐกิจเป็นตัวช่วยพัฒนาให้คนในสังคม มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนมาถึงฉบับที่ 9 ( พ.ศ. 2545-2549 begin_of_the_skype_highlighting 2545-2549 end_of_the_skype_highlighting ) ก็ใช้แผนพัฒนาเป็นไปในทางเดียวกันกับฉบับที่ 8 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุล ทั้งสองด้าน ทั้งด้านคน สังคม เศษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และได้อัญเชิญหลักปรัญญาเศษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำทางในการพัฒนา ซึ่งกลไกการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯฉบับนี้ ได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเพราะทำให้ความยากจนของประเทศลดลง
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพปัญหาทางสังคมที่เกิดค่านิยมที่ได้รับผลกระทบ มาจากการเลื่อนไหลของวัฒนธรรมต่างชาติเข้าสู่ประเทศ ทั้งด้านสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยขาดการคัดกรองและเลือกรับ ทำให้คุณธรรม จริยธรรมลดลง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเนื่องจากวิถีชีวิตและสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป จากปัญหาที่กล่าวมาจึงนำไปสู่ยุทธศาสตร์ การพัฒนาสังคมในแผนพัฒนาเศษฐกิจและสังคมฉบับที่ 10 มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาสังคม ให้อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันโดยมีแนวทางพัฒนา ดังนี้
1. การพัฒนาคนให้มีคุณธรรมความรู้เกิดภูมิคุ้มกัน โดยพัฒนาจิตใจไปพร้อมกับการเรียนรู้ ของคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ตลอดชีวิต
2. เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกาย ใจ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่
3. เสริมสร้างคนไทยให้อยู่ร่วมกันในสังคมที่สันติสุข มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ของคนไทยบนพื้นฐานของความมีเหตุผล
4. สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้มีรากฐานที่มั่นคงของประเทศ และให้ความสำคัญกับการบริหารชุมชนเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงทางเศษฐกิจชุมชน โดยทำแผนแม่บทชุมชนแบบมีส่วนร่วม
5. เสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ มุ่งสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้ยั่งยืน โดยพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตในสังคม มนุษย์มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคมเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆซึ่งมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างสงบสุขโดยสมาชิกในสังคมได้รับการขัดเกลาทางสังคมและปลูกฝังให้เข้าใจ ต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากองค์กรทางสังคม

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก:
ผศ.วิชัย ภู่โยธิน และคณะ.หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ม.4-ม.6 .พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : อักษรเจริญทัศน์

วัฒนธรรมไทยแลการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

โพสต์21 ก.ย. 2554 03:50โดยครูรณางค์ ลานขามป้อม   [ อัปเดต 21 ก.ย. 2554 03:59 ]

 วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่คนไทยกำหนดสร้างขึ้น มีการเรียนรู้สืบต่อกันมามีลักษณะที่แสดงออกถึงความงอกงาม ความเป็นระเบียบร้อย ความกลมเกลียว ตลอดจนการมีศีลธรรมอันดีของสมาชิกไทย เช่น การใช้ภาษาไทย การรู้จักเคารพผู้อาวุโส การไหว้ ศิลปกรรม แบบไทย อาหารไทย รวมทั้งการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย ถูกต้องตามกาลเทศะเหมาะสมตาฐานะและวัย
วัฒนธรรมมีความสำคัญต่อคนไทยและสังคมไทยหลายประการ ดังนี้
1. เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญและเชิดชูเกียรติของบุคคลและประเทศชาติ
2. เป็นเครื่องที่แสดงถึงบุคลิกลักษณะประจำชาติและดำรงความเป็นชาติไทย
3. เป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข
4. เป็นเครื่องช่วยให้คนไทยภูมิใจในชาติไทย
5. เป็นเครื่องช่วยในการสร้างสัมพันธ์กับนานาชาติ โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกันและนำมาปรับใช้กับสังคมไทย
ลักษณะของวัฒนธรรมไทย
1. วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม นับตั้งแต่อดีตคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย เช่น พิธีแรกนาขวัญ พิธีสู่ขวัญข้าว เป็นต้น
2. วัฒนธรรมไทยมีแบบแผนทางพิธีกรรม มีขั้นตอน รวมถึงองค์ประกอบในพิธีหลายอย่าง เช่นการทำพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำศพ พิธีมงคลสมรส เป็นต้น
3. วัฒนธรรมไทยเป็นความคิด ความเชื่อ และหลักการ ที่เป็นองค์ความรู้ซึ่งเกิดจากการสั่งสมและสืบทอดกันมา เช่นความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และศาสนา ค่านิยมการรักนวลสงวนตัวของสตรี เป็นต้น
4. วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมแบบผสมผสาน นอกจากคนไทยจะมีวัฒนธรรมเป็นของตนแล้ว ยังมีการรับวัฒนธรรมของชาติอื่นมาด้วย เช่น การไหว้ จากอินเดีย การปลูกบ้านโดย ใช้คอนกรีต จากวัฒนธรรมตะวันตก หรือการทำสวนยกร่อง จากวัฒนธรรมจีนเป็นต้น
5. วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็น การดำเนินชีวิต บรรทัดฐานทางสังคม ศิลปกรรม วรรณกรรม พิธีกรรม ตลอดจนประเพณีต่างๆ
เช่น การตักบาตรเทโว ประเพณีการตักบาตรเทโว ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีถวายสลากภัต เป็นต้น จนอาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญต่อลักษณะทาง วัฒนธรรมไทย
การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย
การอนุรักษ์วัฒธรรมไทยนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนไทยทุกคนมีวิธีการ ดังนี้
1. ศึกษา ค้นคว้า และการวิจัยวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งที่มีการรวบรวมไว้แล้วและยังไม่ได้ศึกษา เพื่อทราบความหมาย และความสำคัญของวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นมรดกของไทยอย่างถ่องแท้ ซึ่งความรู้ดังกล่าวถือเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต เพื่อให้เห็นคุณค่า ทำให้เกิดการยอมรับ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ต่อไป
2. ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า ร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและของท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยนและตอบสนองกระแสวัฒนธรรมอื่นๆ อย่างเหมาะสม
3. รณรงค์ให้ประชาชนและภาคเอกชน ตระหนักในความสำคัญ ของวัฒนธรรมว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้การรับผิดชอบร่วมกันในการส่งเสริมสนับสนุน ประสานงานการบริการความรู้ วิชาการ และทุนทรัพย์สำหรับจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม
4. ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการใช้ศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน
5. สร้างทัศนคติ ความรู้ และความเข้าใจว่าทุกคนมีหน้าที่เสริมสร้าง ฟื้นฟู และการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของชาติ และมีผลโดยตรงของความเป็นอยู่ของทุกคน
6. จัดทำระบบเครื่อข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ สามารถเลือกสรร ตัดสินใจ
และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตทั้งนี้สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก:
ผศ.วิชัย ภู่โยธิน และคณะ.หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ม.4-ม.6 .พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : อักษรเจริญทัศน์

การขัดเกลาทางสังคม

โพสต์21 ก.ย. 2554 03:48โดยครูรณางค์ ลานขามป้อม   [ อัปเดต 21 ก.ย. 2554 03:49 ]

 การขัดเกลาทางสังคมหมายถึง กระบวนการอบรมสั่งสอนสมาชิกให้เรียนรู้ระเบียบของสังคมเพื่อให้เห็นคุณค่าและนำเอากฎเกณฑ์ ระเบียบปฎิบัติเหล่านั้นไปเป็นแนวทางในการประพฤติปฎิบัติ การขัดเกลาสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องได้รับตลอตชีวิต เพื่อที่จะทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่ตนเป็นสมาชิดอยู่ได้เป็นอย่างดี
การขัดเกลาทางสังคมอาจจำแนกได้ 2 ประเภท
1. การขัดเกลาทางสังคมโดยทางตรง
เช่นการอบรมสั่งสอน ขัดเกลาที่พ่อแม่ให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นการสอนพูด สอนมารยาทในการรับประทานอาหาร หรือสอนให้เรียกพี่
น้อง ปู่ ย่า เป็นต้น ในกรณีนี้ผู้สอนและผู้รับจะรู้สึกตัวในกระบวนการอบรมสั่งสอนโดยตรง
2. การขัดเกลาทางสังคมโดยทางอ้อม เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ การฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์ ตลอดจนการดูภาพยนต์ ผู้รับจะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว โดยสิ่งที่เรียนรู้จะค่อยๆซึมซับเข้าไปจิตใต้สำนึกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่สังคมยอมรับ และหากเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับกระทำในสิ่งที่แปลกแยกออกไป การขัดเกลาทางสังคมโดยทางอ้อมจะครอบคลุมไปถึง การเข้าร่วมกับกลุ่มเพื่อนด้วยและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการปรับตัวและการพัฒนาบุคลิก
การขัดเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยมสังคม ซึ่งมีตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคม ดังนี้
1. ครอบครัว เป็นตัวแทนสำคัญที่สุดในการทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคม เพราะเป็นสถาบันแรกที่เด็กจะได้ระบการอบรมสั่งสอนและจะมีความผูกพันทางสายโลหิตอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะมีผลทางอารมณ์ ความประพฤติ เจตคติ ตลอดจนบุคลิกภาพองบุคคลมากที่สุด เช่นพ่อแม่สั่งสอนให้ลูกเป็นคนกตัญญู เป็นต้น
2. กลุ่มเพื่อน เป็นตัวแทนที่ทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคมอีกหน่วยหนึ่ง เนืองจากกลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีระเบียบ ความเชื่อและค่านิยมเฉพาะกลุ่มตนเอง ซึ่งอาจแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะกลุ่ม เช่น การแต่งกาย กลุ่มเดียวกันก็จะแต่งกายคล้ายๆกัน
3.โรงเรียน เป็นตัวแทนสังคมที่ทำหน้าที่โดยตรงในการขัดเกลาสมาชิกตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ โดยอบรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆของสังคม ตลอดจนค่านิยมและทักษะอันจำเป็นให้แก่สมาชิกในสังคม
4. ศาสนา เป็นตัวแทนในการขัดเกลาจิตใจของคนในสังคมยึดมั่นในสิ่งที่ดีงาม มีศีลธรรม จริยธรรม และความประพฤติในทางที่ถูกที่ควรโดยศาสนาจะมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อบุคคล ในการสร้างบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก
5. กลุ่มอาชีพ อาชีพแต่ละประเภทจะมีการจัดระเบียบปฎิบัติเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มที่มีอาชีพค้าขายจะต้องมีความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบลูกค้า ผู้ที่เป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มต่างๆก็ต้องเรียนรู้ประเพณีของกลุ่มอาชีพที่ตนเป็นสมาชิกอยู่
6. สื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารของสมาชิกในสังคม มีส่วนในการขัดเกลาทางสังคมแก่มนุษย์ในด้านต่างๆ ทั้งด้านความคิด ความเชื่อ แบบแผนการประพฤติปฎิบัติ

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก:
ผศ.วิชัย ภู่โยธิน และคณะ.หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ม.4-ม.6 .พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : อักษรเจริญทัศน์

ปัญหาสังคมไทย

โพสต์21 ก.ย. 2554 03:40โดยครูรณางค์ ลานขามป้อม   [ อัปเดต 21 ก.ย. 2554 03:46 ]

    สังคมไทยในปัจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนในสังคมมีการเบี่ยงเบนความสัมพันธ์ไปจากเดิม และสถาบันทางสังคมก็ทำหน้าที่ไม่ครบสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดปัญหาสังคม ปัญหาสังคมไทยมีอยู่มากมาย ดังนี้
1.ปัญหายาเสพติด กำลังระบาดในหมู่เยาวชน ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีคนติดสิ่งเสพติดมากกว่าสองล้านคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชน สารเสพติดที่ระบาดในประเทศไทย เช่น ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน และแอมเฟตามีน ซึ่งในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นด้วย มีการลักลอบนำเข้ามายังบริเวณชายแดนใต้และภาคเหนือของไทย
แนวทางการป้องกันและแก้ไข
1.1 ภาครัฐ จะต้องส่งเสริมมาตรการป้องกันยาเสพติด เช่นการให้ความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสิ่งเสพติดกับประชาชนอย่างทั่วถึง โดยวิธีต่างๆไม่ว่าจะเป็นสื่อทางโทรทัศน์ วิทยุ หรือผ่านหลักสูตรการสอนในสถานบันศึกษา นอกจากนี้ภาครัฐยังควรออกมาตรการเพื่อบำบัดรักษาให้ผู้ที่ติดสิ่งเสพติดหยุดเสพให้นานที่สุดจนสามารถเลิกได้โดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นการลดปัญหาความเดือนร้อนและยังสมมารถการแพร่กระจายของสิ่งเสพติดได้
1. 2 ภาคเอกชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดให้ลดละเลิกการใช้สิ่งเสพติด รวมทั้งจัดกิจกรรมสันทนากานต่างๆให้กับเยาวชนและผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และห่างไกลจากยาเสพติด
1.3 ภาคประชาชน ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดการระบาดของสิ่งเสพติด โดยเฉพาะครอบครัวจะต้องให้ความรักและความอบอุ่นกับสมาชิกในครอบครัว โดยพ่อแม่ต้องถือว่าสิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
2. ปัญหาเด็กและเยาวชน
ปัญหาเด็กและเยาวชนในสังคมไทยเป็นปัญหาที่สำคัญและมีความหลากหลาย เช่น เด็กเร่ร่อน ปัญหาเด็กติดยาเสพติด มั่วสุมตามสถานที่บันเทิง และปัญหาเหยื่อของโฆษณาทำให้เป็นผู้บริโภคนิยม เป็นต้น
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา
2.1 พ่อแม่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสมาชิกในครอบครัว โดยให้ความรักความอบอุ่นกับสมาชิกในครอบครัว และพร้อมทั้งส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของ บุตรหลาน
2.2 โรงเรียนและชุมชน ต้องส่งเสริมการจัดเวลา รวมทั้งพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไดแสดงศักภาพความสามารถตามความสนใจและความต้องการตามวัย
2.3 หน่วยงานของรัฐและเอกชน ต้องมีการเร่งรัดการจัดบริการนันทนาการให้เข้าถึงเด็กและเยาวชน
2.4 สื่อมวลชน ควรสนับสนุน เผยแพร่กิจกรรมความดี ความสามารถของเด็ก เพื่อเด็กจะได้มีความภาคภูมิใจในการทำงานกิจกรรมต่างๆ
3. ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่อยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน และนับวันยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัญหาคอร์รัปชั่นทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียงบประมาณที่ต้องนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศชาติเป็นเวลามหาศาล เช่น การทุจริตของข้าราชการบางคนในการจัดซื้อวัสดุเพื่อนำมาสร้างถนน ทำให้ได้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพแต่ราคาสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงเพราะประชาชนต้องใช้ถนนในการสัญจร หากถนนไม่ดี ชำรุด หรือทรุดตัวก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
แนวทางการแก้ไขปัญหา
3.1 ปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเยาวชนใสังคม โดยผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีและปลูกฝังเยาวชนให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วมเป็นสำคัญ
3.2 ภาครัฐควรรณรงค์ให้คนในสังคมรังเกียจการทุจริต เน้นความซื่อสัตย์ และความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง
3.3 กฎหมายไทย ควรมีบทลงโทษทางสังคมต่อผู้ที่กระทำการทุจริตอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีการใช่ช่องโหว่ทางกฎหมายในการช่วยเหลือพวกพ้องให้พ้นผิด
3.4 คนในสังคมจะต้องให้ความร่วมมือ และให้การสนับสนุนองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและขจัดการทุจริต เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น
3.5 สื่อมวลชนต้องให้ความสนใจในการติดตามการดำเนินงานของรัฐ และเปิดโปงปัญหาที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้ เพื่อให้ประชาชนทราบว่าปัญหานี้เป็นอันตรายต่อสังคมมากเพียงใด
 
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก:
ผศ.วิชัย ภู่โยธิน และคณะ.หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ม.4-ม.6 .พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : อักษรเจริญทัศน์

1-6 of 6