ครูชาลี อินทรวิจิตร

ชาลี อินทรวิจิตร

        เดิมชื่อ สง่า อินทรวิจิตร เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 ที่จังหวัดสมุทรสาคร จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์และโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟรุ่นแรก
        ชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้ ใน หนังสือ คอนเสิร์ต วันดวลเพลง ครั้งที่ 2 ชาลี อินทรวิจิตร – สุรพล โทณะวณิก และ หนังสือบันเทิง บางที ว่า...
        “...5 พฤษภาคม 2545 วันฉัตรมงคล ซึ่งตรงกับวันของสมาคมนักเขียน ผ่านไปไม่กี่วันเอง
        ทำให้ผมย้อนรำลึก ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2541 สมาคมนักเขียน จัดรายการ กวีนิพนธ์ สู่บทเพลง โดยนักกวี นักแต่งเพลง และ นักร้อง
        ผมเป็นคนหนึ่ง ที่จะต้องไปบรรยาย ความหมาย ศิลปะการเห่เรือ จาก เพลงเหมือนไม่เคย
        12.00 น. ผมเดินทางมาถึงสมาคมนักหนังสือพิมพ์ (สถานที่จัดงาน – ผู้เขียน) บรรยากาศรอบๆ บริเวณ ดูคึกคักไม่เบา นักเขียนเอย นักกวีเอย เดินเข้าเดินออกกันอย่างสนิทสนม เป็นกันเอง แต่ผมก็รู้สึกจะเก้อจะเขินเพราะไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่ใครเขาเท่าไหร่ ลุงแจ๋ว ก็ยังไม่มาสักที ผมก็เลยทำไก๋ เดินเร่ไปที่แผงหนังสือที่มีอยู่สองสามแผงข้างๆ ห้องใหญ่ที่จัดรายการ ก็เลยได้หนังสือมา 2 – 3 เล่ม ไปอ่านแก้ตะขิดตะขวง
        12.30 น. ท่านนายกสมาคมนักเขียน คุณประยอม ซองทอง ท่านแลเห็นผมเข้า ท่านรีบเดินมาฉุดผมไปพบ คุณชมัยพร แสงกระจ่าง ผู้จัดรายการในวันนี้ ผมรู้สึกว่า ตัวเองเล็กและตัวลีบลงไปเป็นกอง
        “โล่งใจจัง ที่พี่ชาลี มาก่อนใครเพื่อน” คุณชมัยพร พูดพร้อมกับยกมือไหว้ ผมรีบยกมือรับไหว้ตอบ คุณชมัยพร ทันที      
        “พี่ชาลี ต้องพูดแล้วร้อง เพลงเหมือนไม่เคย จากกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง ที่พี่แปลงมาเป็นเพลงแรกเลยค่ะ” ผมยิ้มแทนคำตอบเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า ผมเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว...”
        และในเวลา13.00 น. สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ก็มีคำสั่งตามตัว ให้ไปรับเอกสาร ที่จะขอพระราชทานเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เป็นลำดับที่ 28 จาก ทั้งหมด 31 คน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในบ่ายวันนั้น
        ครูชาลี อินทรวิจิตร จึงไม่ได้ร้อง เพลงเหมือนไม่เคย ในงานของ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ตามที่ตั้งใจไว้ ในวันนั้น
        แต่ในหนังสือ คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลง ครั้งที่ ๒ ชาลี อินทรวิจิตร คอลัมน์ ชาลี สร้างเพลง เพลงสร้าง ชาลี นั้น ระบุว่า
        “เพลงนี้ แต่งขึ้นจากเกร็ดชีวิตช่วงหนึ่งของ สุเทพ (วงศ์กำแหง) วันหนึ่งเขาไปร้องเพลงในสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะร้อง มีสาวไฮโซคนหนึ่ง จ้องตาเขม็งตลอดเวลา มองไปครั้งใด ถูกจ้องเสมอ
        เมื่อร้องเพลงจบ จึงเข้าไปถามว่า ผมร้องอะไรผิด หรือทำอะไร ไม่ถูกต้องหรือเปล่า หญิงคนนั้นตอบว่า เปล่า ที่ฉันจ้องคุณ เพราะชอบใจ อยากชวนคุณไปทานข้าวเย็นด้วยกัน จะไปไหม สุเทพก็ไป หลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้น ผมไม่ทราบ ต้องถามคุณสุเทพ เอง
        วันต่อมา หญิงคนนั้น มานั่งฟังเพลงสุเทพ อีก แต่เธอวางกิริยาเฉย เหมือนไม่เคยรู้จัก หรือ ไม่เคยมีอะไรกัน เพลงนี้จึงเกิดขึ้น...”
        พ.ศ. 2496 ครูชาลี อินทรวิจิตร เป็นนักร้องและแต่งเพลงให้ วงดนตรีประสานมิตร ของ พ.ต.อ.พุฒ บูรณะสมภพ ร่วมกันกับ พิบูล ทองธัช จำนรรจ์กุณฑลจินดา สมาน กาญจนะผลิน ประสิทธิ์ พยอมยงค์ ฯลฯ
        แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ อีกหลายสิบเรื่อง เช่น เรื่อง สวรรค์มืด เรื่อง ๗ พระกาฬ เรื่องประทีปอธิษฐาน เรื่อง เกวียนหัก เรื่องฝนตกแดดออก เรื่องน้ำเซาะทราย ฯลฯ ได้รางวัล ตุ๊กตาทอง สุพรรณหงส์ทองคำ รางวัลเมฆขลา ฯลฯ
        เพลงเอกที่เป็นอมตะ และ เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ แต่งร่วมกันกับครูเพลงคนอื่นๆ เช่น มงคล อมาตยกุล สง่า อารัมภีร สมาน กาญจนะผลิน เอื้อ สุนทรสนาน ฯลฯ ได้รับความนิยมตลอดมา กว่า 1,000 เพลง
        สาเหตุที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร หันมาแต่งเพลง มากกว่าที่จะเป็นนักแสดง นั้น เกิดจากเหตุผลที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในช่วงนั้น คือ
        “...ยุคนั้น นักร้องชายดังๆ ก็มีแค่ วินัย จุลละบุษปะ เลิศ ประสมทรัพย์ แห่ง วงสุนทราภรณ์ สถาพร มุกดาประกร ปิติ เปลี่ยนสายสืบ แห่ง วงดนตรีทรัพย์สินฯ คำรณ สัมปุณนานนท์ นักร้องลูกทุ่ง
        ผมเป็นนักร้องสลับหน้าม่านละครด้วย
        โฉมหน้าของ ฟากฟ้าแปรเปลี่ยนไปทุกเวลานาที ลีลาอารมณ์แห่งสีสันของบทเพลง เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
        ครูไสล ไกรเลิศ นำเด็กหนุ่มมาสู่วงการเพลงสองคน ถ้าจะเปรียบกับสมัยนี้ ก็ วัยจ๊าบ สดและซิงจริงๆ
        คนหนึ่ง เสียงร้องนุ่มนวล หวานซึ้ง ไพเราะเหมือนลมกระซิบคลื่น “สุเทพ วงศ์กำแหง”
        อีกคนหนึ่ง...กังวาน เสียง แจ่มชัด จัดจ้าน พลิ้วโหยสูงสุด ต่ำสุดได้โดยไม่ต้องอาศัยลูกคอช่วย เขาคือ “ชรินทร์ งามเมือง”...
        ผมฟังเสียงเขาร้อง แม้กายจะสงบนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว แต่หัวใจฉันเดินทางไปสุดปลายฟ้า
        ผมสัญญากับ วัน เวลาและฤดูกาล กับดวงดาวกระพริบ ในท้องฟ้าใสของคืนแรม
        ผมจะเลิกร้องเพลง หันมาแต่งเพลง
        ชรินทร์ และ สุเทพ จะเป็นคนสื่อความหมายในบทเพลงของผม สู่สาธารณชน ไม่ใช่มีแต่ วินัย หรือ เลิศ แห่ง วงสุนทราภรณ์ และแล้ว ความฝันของผมก็เป็นจริง แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดก็ตาม
        วงดนตรีชื่นชุมนุมศิลปิน ก่อเกิดโดยความร่วมมือ ของ สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) อดิศักดิ์ เศวตนันนท์ ทำให้มีนักร้อง ชรินทร์ งามเมือง เพ็ญศรี พุ่มชูศรี สุเทพ วงศ์กำแหง และ สวลี ผกาพันธุ์
        นั่นคือ วงดนตรีชื่นชุมนุมศิลปิน เจิดจ้าในฟ้าบางกอก ให้ประชาชน ยอมรับในความสามารถ บวกกับอัจฉริยะ ของ สมาน กาญจนะผลิน สง่า อารัมภีร สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ เกษม ชื่นประดิษฐ์ ประสิทธิ์ พยอมยงค์ สง่า ทองธัช สุรพล โทณะวณิก และ ผม ชาลี อินทรวิจิตร ช่วยกัน เจียรนะไน ประกายเพชรของศิลปิน นักร้อง ทั้ง 5 ด้วยเพลงจากดวงใจ โดยเฉพาะผม...กว่าจะมาเป็นนักแต่งเพลงได้ ช่างพิลึกกึกกือ อะไรปานนั้น...”
        ในปี พ.ศ. 2499 ได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่องสวรรค์มืด จากบทประพันธ์ของ รพีพร (สุวัฒน์ วรดิลก) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ 235 ม.ม. ที่ สุเทพ วงศ์กำแหง แสดงภาพยนตร์ เป็นพระเอกเรื่องแรก คู่กันกับ "สืบเนื่อง กันภัย" สาวสวยจากถิ่นไทยงาม เชียงใหม่
        เป็นภาพยนตร์เพลงยิ่งใหญ่ เรื่องหนึ่งในยุคนั้น ฉายที่ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง โดยที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร เป็นผู้แต่ง เพลงสวรรค์มืด ร่วมกับ ครูสมาน กาญจนะผลิน ซึ่งเป็น เพลงเอก และเพลงอื่นๆ ร่วมกับ ครูล้วน ควันธรรม และ ครูสุทิน เทศารักษ์
        เพลงสวรรค์มืด
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน

วิดีโอ YouTube


       ฟ้ามืดสวรรค์มัว นึกเกรงน่ากลัว
       อกรัวใจสั่น ดั่งตะวันสูญสิ้น
       สวรรค์รำไร ยามไร้จันทรา
       มืดฟ้ามัวดิน น้ำตาหลั่งรินกล้ำกลืน
       เหลือเพียงหัวใจ รักอันสดใส
       อยู่ไหนกันเล่า ช่วยปลอบเรายิ้มชื่น
       สวรรค์จะมัว สลัวเพียงใด
       ไม่หายคลายคืน รักคงยั่งยืนมิคลาย
       เปรียบรักคนจน
       เหมือนวิมานตระการโพ้น สร้างอยู่บนทราย
       ตราบฟ้าดินมลาย
       แต่รักไม่หาย ไม่คลายโรยรา
       รักกันซื่อตรง แล้วคงสักวัน
       สวรรค์สว่าง ช่วยส่องทางรักข้า
       คอยหาดวงใจ ดั่งไร้ตะวัน
       คอยแสงจันทรา ขอจงเมตตา สวรรค์มืด

        เพลงนี้ สุเทพ วงศ์กำแหง เป็นผู้ขับร้อง บันทึกแผ่นเสียงไว้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2499
        ใน คอลัมน์ เปิดใจสนทนา สุเทพ วงศ์กำแหง โดย เจษณี บุญสมฤทธิ์ ใน หนังสือ คอนเสิร์ต 4 ทศวรรษ กับ สุเทพ วงศ์กำแหง นั้น สุเทพ วงศ์กำแหง เล่าเอาไว้ว่า
        “...สนุกสนานกันมากตอนนั้น รู้สึกว่าวงการดนตรีของเราบูมมาก ดนตรีของกองทัพแต่ละกองทัพ เขาแข่งขันกันในเรื่องชื่อเสียง สมัยนั้น ถ้าเกิดทัน จะมีความสุขมาก สนุกสนาน มีการแข่งตีกลอง เล่นดนตรีแข่งกัน มีการร้องเพลงประกวดประขัน แข่งกัน สนุกสนาน ซึ่งช่วง 2498 – 2499 มีชื่อเสียงมาก...”
        “...พอดี กับ คุณสุวัฒน์ ไปได้ทุนสร้างหนังมา เลยสร้างหนังชื่อ สวรรค์มืด
        เราทำงานครั้งนั้น อาจจะล้ำยุคเกินไป เป็นหนังใหญ่ มีเพลงตั้ง 6 – 7 เพลงอัดเสียง ทั้งพูดอะไรหมดในนั้นเลย ไม่มีการพากย์ เพลงก็ไพเราะมาก ทันสมัยมากทีเดียว แต่คนตามไม่ทัน หนังก็เลยขาดทุน...”
        เมื่อพูดถึง สุวัฒน์ วรดิลก หรือที่ใช้นามปากกาว่า รพีพร หรือ ศิวะ รณชิต นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย ก็อยากจะกล่าวถึง ความสัมพันธ์ที่ ชาลี อินทรวิจิตร และ สุวัฒน์ วรดิลก ศิลปินแห่งชาติทั้งสองนี้ มีต่อกัน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร โดยเฉพาะ ความเป็นมาของ นามปากกา ศิวะ รณชิต หรือ รพีพร ที่สร้างสรรค์วรรณกรรมดีเด่นให้กับสังคมไทย ไว้มากมายหลายเรื่อง
        ขจิต ศิกษมัต เขียนเอาไว้ ใน ชีวิตและงาน ของ สุวัฒน์ วรดิลก จาก หนังสือ ชีวิตเหมือนละคร 50 ปี เพ็ญศรี รพีพร 2 ศิลปินแห่งชาติ ว่า
        “...หลังจากที่ สุวัฒน์ เดินทางกลับจากเมืองจีน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขุนทหารผู้โด่งดัง จากเหตุการณ์เลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 ซึ่งถือว่า เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด กระทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป. เมื่อ กันยายน พ.ศ. 2500 นัยว่า เพื่อสนองความต้องการของมหามิตรอเมริกัน และจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในเดือน ธันวาคม ปีเดียวกัน
        ...เขาตัดสินใจสมัครผู้แทนในนาม พรรคสันติชนแนวร่วมสังคมนิยม ซึ่งประกาศนโยบายออกมาชัดเจนว่า จะยืนหยัดอยู่ฝ่ายประชาชนผู้ทุกข์ยาก จึงเป็นการประกาศศัตรูโดยตรงกับ พรรคการเมืองของพวกนายทุนขุนนาง และชนชั้นนายทุนขุนศึกทั้งหลาย
        ...หลังจากนั้น ละครชีวิตของ สุวัฒน์ วรดิลก และเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ภรรยาคู่ชีวิต ก็ถูกมรสุมการเมืองเข้าเล่นงานอย่างเต็มๆ โดยถูกตั้งข้อหาอุกฉกรรจ์ สำหรับสังคมและเป็นผลต่อชื่อเสียง เกียรติยศ ของ สุวัฒน์ กับ เพ็ญศรี ที่สะสมมานาน คือข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
        เมื่อศาลประทับรับฟ้อง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2501 หลังจากที่ สุวัฒน์ กลับจากเมืองจีน และ จอมพลสฤษดิ์ ครองเมืองได้ ไม่ถึงปี
        ...สุวัฒน์ วรดิลก จึงกลายเป็นบุคคลต้องห้ามสำหรับสังคมภายนอก ชื่อเสียงของเขาที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลาหลายๆ ปี ที่สร้างผลงานออกมา ถูกป้ายสีจนหม่นหมอง
        อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุก จะจำกัดอิสรภาพของนักเขียนได้ แต่ไม่อาจจำกัดเสรีภาพในการเขียน
        ด้วยความเป็นคนมีฝีมือในการเขียนบทละครโทรทัศน์ สุวัฒน์ จึงถูกเชื้อเชิญ จากเพื่อนเก่า ชาลี อินทรวิจิตร และ กระไน โชติวิทย์ ผู้ก่อตั้งคณะละครโทรทัศน์ ชื่อ อาศรมศิลปิน
        สุวัฒน์ จึงเขียนบทละครโทรทัศน์ เป็นการประเดิม ให้กับ อาศรมศิลปิน ด้วยการนำเอาโครงเรื่องสั้นของ ลีโอ ตอลสตอย นักเขียนชื่อก้องโลกชาวรัสเซีย ชื่อ “ God see the truth but waits” ซึ่งบังเอิญอ่านพบที่ห้องสมุดเรือนจำคลองเปรม มาดัดแปลงเป็นเรื่องไทยๆ และให้ชื่อใหม่ว่า พระเจ้ารู้ทีหลัง โดยใช้ นามปากกา ศิวะ รณชิต โดยเอามาจากชื่อของกบฏคนหนึ่ง คือ ขุนรณชิตฯ เขาตัดคำว่า ขุน ออก แล้ว เอา ศิวะ มาใส่เป็นชื่อ...”
        ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี จากประชาชน จน พันเอกการุณ เก่งระดมยิง หัวหน้าสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 เรียก ครูชาลี อินทรวิจิตร ไปสอบถาม ความจริง เพราะเชื่อว่า ต้องเป็นผลงานของ มือเก่า และยอมให้เขียนต่อไป
        “...ศาลฎีกา ก็เรียกทั้งสองคนไปฟังคำพิพากษา ซึ่งอ่านเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2504 ตัดสินผู้ต้องหา สุวัฒน์ วรดิลก ว่า ให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ติดคุกต่อไป แต่ให้ปล่อย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี พ้นข้อหาไป...
        ในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติพระนคร จึงมีการอภัยโทษผู้ต้องขัง...สุวัฒน์ ได้รับลดหย่อนโทษ 1 ปี จึงสามารถออกจากคุกได้ เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2505...
        รวมเวลาที่ สุวัฒน์ ใช้ชีวิตอยู่ในคุกทั้งสอง 4 ปี เต็ม...”
        ออกมาจากคุกแล้ว "สุวัฒน์ วรดิลก" ได้เดินทางไปบวชที่วัดโตนด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ตามคำแนะนำของ บิดา
        เมื่อลาสิกขาบทแล้ว สุวัฒน์ วรดิลก จึงดำเนินอาชีพนักเขียน โดยเฉพาะ นวนิยาย บทละครโทรทัศน์ บทภาพยนตร์ ต่อไป แต่เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต จึงต้องใช้นามปากกา ว่า รพีพร โดยเอามาจากชื่อ รพี พรธาดา ซึ่งเป็นนามปากกา ของ ชาลี อินทรวิจิตร เพื่อนรัก ที่คบหากันมานานหลายสิบปี ตั้งแต่สมัยคณะละครศิวารมณ์
        สุวัฒน์ วรดิลก เขียนเล่าเอาไว้ ใน แด่ คนสองวิญญาณ ใน หนังสือ คอนเสิร์ต เชิดชูครูเพลง ครั้งที่ 2 ชาลี อินทรวิจิตร ว่า
        “...วันอิสระภาพของผู้เขียน จากเรือนจำ(คอมมิวนิสต์) ลาดยาว 15 มกราคม 2505 สง่า หรือ ชาลี ขับรถไปรับหน้าประตูคุก แต่ช้ากว่า สุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งโฉบเอาตัวผู้เขียนไปเสียก่อน ต่อหน้าต่อตา
        กุมภาพันธ์ ปีนั้น ( พ.ศ. 2505) ผู้เขียนอุปสมบท ที่วัดโตนด หลังสวน เมืองชุมพร เมื่อลาสิกขาบท สิ้นเดือนนั้น ชาลี อินทรวิจิตร กับ ภรรยา (ศรินทิพย์) ขึ้นรถไฟลงไปรับกลับกรุงเทพฯ
        ผมไม่ทันยาว พวกพ้องร่ำร้องให้เขียน นวนิยาย แต่ขอให้งดใช้ชื่อจริงที่เคยใช้ เพราะ “ขยาด” คำเตือนของสันติบาล
        ผู้เขียน ยังจำนามแฝง แต่งเพลงละครของ ชาลี ได้ จึงออกปากกับเขา ขอปัน “ระพี” มาบวกกับ “พร” (พรธาดา เป็น ระพีพร เขาก็มอบให้อย่างปิติเต็มใจ
        ผู้เขียนใช้นามปากกานี้ เขียน นวนิยาย เรื่องแรก ภูตพิศวาส ตามมาด้วยเรื่อง ลูกทาส และอีกหลายต่อหลายเรื่อง จนกระทั่ง สระ “อะ” หลุดหายไป เหลือแต่ “รพีพร” ซึ่งกลายเป็นมงคลนาม สำหรับผู้เขียน มาจนทุกวันนี้”
        ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ระหว่าง ครูเพลงคนสำคัญ ชาลี อินทรวิจิตร และ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย สุวัฒน์ วรดิลก นั้น มีมาตั้งแต่สมัยที่ทำงานร่วมกัน ใน คณะละครศิวารมณ์ และมีความผูกพันกันเรื่อยมา
        โดยที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร เคยเล่าเอาไว้ว่า สุวัฒน์ วรดิลก เป็นผู้จุดประกายให้ หันจากนักร้องหน้าม่านสลับฉากละครเวที มาเป็นนักเขียน ก็เพราะ สุวัฒน์ วรดิลก ชี้ทางและแนะนำให้อ่าน หนังสือ สงครามชีวิต ของ ศรีบูรพา อันเป็นจุดบันดาลใจให้แต่ง เพลงอาลัยรัก ที่อมตะและได้รับความนิยม มาตราบทุกวันนี้
       เพลงอาลัยรัก
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน

วิดีโอ YouTube


       ฉัน รักเธอ รักเธอ ด้วยความ ไหวหวั่น
       ว่าสักวัน ฉันคง ถูกทอดทิ้ง
       มินานเท่าไหร่ แล้วเธอก็ไป จากฉันจริง
       เธอทอดทิ้ง ให้อาลัย อยู่กับความรัก
       แม้ มีปีก โผบิน ได้เหมือนนก
       อก จะต้องธนู เจ็บปวดนัก
       ฉันจะบิน มาตาย ตรงหน้าตัก
       ให้ยอดรัก เช็ดเลือด และน้ำตา

        เพลงนี้ บันทึกเสียง โดย ชรินทร์ นันทนาคร เมื่อ พ.ศ. 2505 ปีเดียวกับ เพลงหนามชีวิต ( เพ็ญศรี พุ่มชูศรี) และ เพลงปล่อยฉันไป (สวลี ผกาพันธุ์) ได้รับรางวัล แผ่นเสียงทองคำ พระราชทาน ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2514
        เพลงนี้ ครูชาลี อินทรวิจิตร ได้รับ ความบันดาลใจ จากส่วนบทสุดท้ายของ นวนิยาย เรื่อง สงครามชีวิต ของ ศรีบูรพา หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักหนังสือพิมพ์ นักประพันธ์ชื่อดังผู้ยิ่งใหญ่ของไทย ในอดีต ( พ.ศ. 2448 – 2517) ที่ สุวัฒน์ วรดิลก ส่งมาให้อ่าน
        เป็นตอนที่ ระพินทร์ พระเอกของเรื่อง เขียนจดหมายถึง เพลิน สาวที่ตนรักและหมายปองว่า
        “... ถ้าฉันเป็นนก ฉันคงจะบินติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่ง แม้ว่า เมื่อบินไปในระหว่างทาง ตัวฉันจะต้องถูกธนู ฉันก็จะอุตส่าห์พยุงกายบินไปตกตรงหน้าตักเธอ และเมื่อยอดรักได้เช็ดเลือดและน้ำตาให้ฉันสักครั้งหนึ่ง ฉันก็จะหลับตาตายด้วยความเป็นสุข...”
        รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน เขียนเอาไว้ ใน ศรีบูรพา ศรีวรรณกรรมไทย ว่า “...ความประทับใจ ความงดงามแห่งภาษา และความดื่มด่ำแห่งความหมาย ทำให้ ชาลี อินทรวิจิตร นักแต่งเพลงชั้นแนวหน้า สร้าง เพลงอาลัยรัก จากถ้อยความไม่กี่บรรทัดของบทสุดท้าย ของ สงครามชีวิต
        เป็นเพลงรัก ที่สร้างความเกรียวกราว แก่วงการเพลงเมื่อสิบปีก่อน หนุ่มสาวหลายคู่หลายคนสมัยนั้น ย่อมซาบซึ้งเป็นอย่างดี และเมื่อยามประสบมรสุมแห่งความรัก เสียง เพลงอาลัยรัก จะเป็นเสียงปลอบอยู่ใกล้ๆ...”
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเอาไว้ ใน บูชาครู บูชาคำ ว่า...“...ผมรักเพลง ผมจึงชอบร้องเพลง ผมรักหนังสือ ผมจึงชอบอ่าน หนังสือทุกตัวอักษรอันงดงาม ผมนำมาจากหนังสือ เป็นภาษาสวยที่ผมฉกฉวย มาเป็นส่วนประกอบของ บทเพลงหลายต่อหลายเพลง
        “เพลิน แม่ยอดรัก ถ้าฉันเป็นนก.....”
        บทสุดท้าย หน้าสุดท้าย จากนวนิยาย เรื่องสงครามชีวิต ของ ศรีบูรพา กลับกลายเป็น ปฐมฤกษ์แห่งชีวิตการแต่งเพลงของผม จากคนร้องเพลงสลับฉากละคร ที่ไม่เคยคิดจะกลายเป็นคนแต่ง
        เมื่อโอกาสมาถึง พร้อมหนังสือเล่มหนึ่ง นกเสรี ตัวนี้ ก็ได้พบ เส้นทางปรารถนา แล้ว
        ต้องยอมรับว่า สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) เป็นคนส่งให้ผมเกิด เขาบอกผมว่า...“เฮ้ย หง่า ลองอ่านหนังสือเล่มนี้หน่อย”
        แล้วก็หยิบ หนังสือ สงครามชีวิต มาให้ บังเอิญ ปรีชา บุญยเกียรติ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ผมก็เลยถือโอกาสแต่งเพลงนี้ให้ ชรินทร์ นันทนาคร ร้องไว้อาลัย ปรีชา ในละครเพลง ที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ คู่กับ สวลี ผกาพันธุ์”
        ด้วยเหตุที่มีความรักใคร่ผูกพันกันมานาน เมื่อ "ครูชาลี อินทรวิจิตร" แต่ง "เพลงหนามชีวิต" ให้ "เพ็ญศรี พุ่มชูศรี" ขับร้อง จึงมีความลึกซึ้งกับความระทมทุกข์ของสองตายายศิลปินแห่งชาติ สุวัฒน์ วรดิลก และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามของชีวิต มากกว่าใครๆ
       เพลงหนามชีวิต
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน 

YouTube Video


       เกิดมาขื่นขม ระทมอุรา 
       ตรมน้ำตา ตรมน้ำตา ตรมน้ำตา โศกาทุกวัน
       จะสุขอย่างไร จะสุขอย่างไร กันนั่น 
       สุขเพียง ในฝันหรือไร
       เปรียบดังชีวิตนั้นมีขวากหนาม 
       ทรมาน ทรกรรม ทรกรรม ฉันจนช้ำใจ
       กว่าเราจะตาย กว่าเราจะตาย ไม่รู้เมื่อไหร่ 
       โอ้ไฉน ชีวิต คอยเป็นนายเรา
       มีแต่น้ำตามาปลอบหัวใจ 
       ให้คลายความช้ำ ทุกค่ำเช้า
       เหมือนหนามชีวิต กรีดใจเป็นเป้า 
       ให้เราอับเฉา ระทม
       หวั่นไหว วาบหวาม หนามชีวิตเอย
       ครวญภิเปรย ความรักเอย ความรักเอย มิเคยภิรมย์
       สุขเพียงชั่วคืน ชื่นเพียงชั่วคราวร้าวรานเหลือข่ม
       โศกตรม แทบล้มประดาตายเอย

        เป็นเพลงที่ ชาลี อินทรวิจิตร แต่งให้กับ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี โดยเฉพาะเพื่อเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ของชีวิตที่ผ่านมา กับ สุวัฒน์ วรดิลก คู่ชีวิต ในยุคสมัยที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครองเมือง (พ.ศ. 2500 – 2506)
        เพลงนี้ เป็นเพลงเอกประจำตัวของ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี และขับร้องบันทึกแผ่นเสียงไว้ เมื่อ พ.ศ. 2505
        ไพลิน รุ้งรัตน์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย คนปัจจุบัน เขียนเล่าถึงเบื้องหลัง เพลงหนามชีวิต เอาไว้ ใน พระจันทร์ ขวัญอาทิตย์ จาก หนังสือชีวิตเหมือนละคร ื50 ปี เพ็ญศรี รพีพร ว่า
        “...คุณเพ็ญศรี ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำลหุโทษ เช้าวันที่ 12 มกราคม 2504 ภายหลังการจองจำครั้งที่สอง เป็นเวลาสองปีเศษ
       ดูเหมือนว่า ชีวิตคุณเพ็ญศรี จะมีงานรออยู่นับแต่นาทีแรกที่ก้าวเท้าออกจากเรือนจำ
        เพราะ คุณถาวร สุวรรณ และ คุณปรีชา พิบูลย์เวช สองนักจัดรายการวิทยุ เจ้าของละคร สุปรีดา ขับรถไปรอเธออยู่หน้าเรือนจำ
       คุณถาวร สุวรรณ และ คุณปรีชา พิบูลย์เวช รับคุณเพ็ญศรี ไปอัดเสียงที่ช่อง 4 บางขุนพรหมทันที เพื่อที่จะอัด เพลงหนามชีวิต ที่ คุณชาลี อินทรวิจิตร และ คุณสมาน กาญจนะผลิน แต่งเนื้อร้องและทำนอง เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบ ละคร เรื่องหนามชีวิต ของ คณะสุปรีดา ที่จะออกอากาศทางสถานีวิทยุ ท.ท.ท.
        คุณเพ็ญศรี ไม่ได้แสดงอาการแปลกใจอะไร เธอขึ้นรถไปกับชายหนุ่มทั้งสองอย่างสงบ
        เมื่อไปถึง ก็มีการตระเตรียม ต่อเพลงฝึกซ้อมกัน เธอสามารถทำได้อย่างเยือกเย็น ราวกับไม่ได้เพิ่งออกมาจากเรือนจำ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้
        เรื่องหนามชีวิต เป็นบทประพันธ์ละครวิทยุเรื่องแรก ของ ถาวร สุวรรณ ซึ่งว่าด้วยชีวิตของครอบครัวคนจน ที่มีชีวิตขื่นขมเกินพรรณนา โดยมีนางเอกเป็นตัวชูโรง
        เพลงหนามชีวิต ได้รับการแต่งขึ้น เพื่อใช้เป็นเพลงนำและประกอบละครเรื่องนี้
        ผู้แต่ง ซึ่งรักและสนิทกับคุณเพ็ญศรี รู้ดีในขณะแต่งว่า เพลงนี้ แต่งขึ้นเพื่อให้คุณเพ็ญศรี ผู้มีชีวิตขมขื่นไม่ต่างจากนางเอก เขาจึงบรรจงใส่อารมณ์ทั้งหมด ลงไปอย่างสุดฝีมือ
        คุณเพ็ญศรี รักษาระดับความมั่นคงของจิตใจไว้ได้ อย่างงดงามน่าชมเชย
        “เกิดมาขื่นขม ระทมอุรา ตรมน้ำตา ตรมน้ำตา ตรมน้ำตา โศกาทุกวัน...”
        ทันทีที่เริ่มอัดเสียงจริง และคุณเพ็ญศรี เริ่มเปล่งเสียงออกมานั้น สะกดคนทั้งห้องให้เงียบกริบ มนต์เสน่ห์จากเสียงอันเต็มไปด้วยอารมณ์ของเธอ ยังตรึงทุกคนได้เหมือนเดิม
        “จะสุขอย่างไร จะสุขอย่างไร กันนั่น...” 
        ดูเหมือนว่า น้ำเสียงของเธอจะเครือลงกว่าเดิมเล็กน้อย ทันใดนั้น เธอก็ร้องไห้ออกมาโฮลั่น ทุกคนในห้องอัดเงียบกริบ คุณเพ็ญศรี ก้มลงจนตัวงอ ความเข้มแข็งเยือกเย็นที่เห็นอยู่ภายนอกอ่อนรูปลงมาเป็นน้ำตาทะลักทะลาย
        นานกว่าเธอจะหยุดน้ำตาแห่งความขื่นขม ตลอดระยะเวลาสามสี่ปีได้
        ไม่มีใครสักคน ในห้องอัดเสียงกล้าทำอะไร ทุกคนรู้ดีว่า เธอสมควรแก่การร้องไห้ และที่จริงจะยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำไป
         ละครหนามชีวิต ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ทุกวัน จันทร์ ถึง ศุกร์ กลายเป็นละครยอดนิยม มีคนฟังทั่วทุกหัวระแหง
        เสียง เพลงหนามชีวิต ของ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี สะท้านสะเทือน เข้าไปในจิตใจของคนไทยทุกบ้านทุกเรือน ละครที่ตั้งเป้าไว้ว่า จะออกอากาศ ทั้งหมด 60 ตอน ต้องขยายออกเป็น 95 ตอนจนได้
        เมื่อย้อนถามถึงอดีตของ หนามชีวิต คุณเพ็ญศรี ตอบสั้นๆว่า
        “ร้องไห้โฮเลย ตอนนั้น มันนึกถึง คุณวัฒน์...”
       
ไม่มีน้ำตาพระจันทร์สำหรับการสงสารตัวเองแม้สักหยด เพราะอุทิศให้เขาไปแล้ว”
        ในปี พ.ศ. 2499 นั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร มีผลงานเพลงเด่นอีกสองเพลงด้วยกัน คือ เพลงเย้ยฟ้าท้าดิน ที่แต่งร่วมกันกับ ครูมงคล อมาตยกุล และ สัมพันธ์ อุมากูล ซึ่ง สุรสิทธิ์ สัตย์วงศ์ เป็นผู้ขับร้อง จาก ละคร เรื่อง เทพบุตรฮ่อ ซึ่งมาโด่งดังสุดขีด เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครองอำนาจ เพราะเป็นเพลงโปรดของท่าน ( ดู มงคล อมาตยกุล) และ เพลงเท่านี้ก็ตรม ที่แต่งคู่กันกับ สมาน กาญจนะผลิน
       เพลงเท่านี้ก็ตรม
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน 

YouTube Video


       เท่านี้ก็ตรม หนักหนา
       แล้วยังจะมา ใช้ความเย็นชาฆ่าฉัน
       อกตรม ขมจิต
       คิดว่าสักวัน คิดว่าไม่นานฉันคงจะสิ้น
       เท่านี้ ก็ตรมไม่หาย
       ไหนจะต้องอาย แล้วยังไม่วายถวิล
       ต้องซม ซบหน้า 
       น้ำตาร่วงริน ไหลโลมลงดิน เหมือนรินจากใจ
       อย่าเย้ย เยาะฉัน
       แล้วคงสักวัน เธอต้องร้องไห้
       วันนี้ปรีดา พรุ่งนี้ปราชัย
       แล้วจะเจ็บใจ โทษใครเล่าเธอ
       เท่านี้ก็ตรม เจ็บช้ำ
       ระกำ เท่าไร ฉันยังอภัยให้เสมอ
       ไม่เคย นึกโกรธ
       คิดลงโทษเธอ แล้วใครเล่าเออ รักเธอเท่าฉัน

        เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับ ชาลี อินทรวิจิตร สมาน กาญจนะผลิน และ สุเทพ วงศ์กำแหง อีกเพลงหนึ่งบันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก โดย สุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อ พ.ศ.2499 และได้รับ รางวัล
       แผ่นเสียงทองคำ พระราชทาน ครั้งที่ 4 ใน ปี พ.ศ.2523
        ครูชาลี อินทรวิจิตร บอกว่า เป็นเพลงที่ สุเทพ วงศ์กำแหง ชอบมาก เพราะประทับใจในเนื้อเพลง เขาจึงร้องอย่างใช้อารมณ์ไพเราะมาก เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่องหนึ่ง (น่าจะเป็น
       เรื่อง มือเหล็ก ของ สหนาวีภาพยนตร์ โดย สุพรรณ พราหณ์พันธุ์ เจ้าของผลงาน เรื่องเล็บครุฑ ของ พนมเทียน ที่ได้รับการกล่าวขวัญกันมาก ในยุคนั้น )
       โดยมี มิสคูมี่ นางเอกชาวฮ่องกง แสดงนำ และ ขับร้องเพลง ฉันรอจูบจากเธอ ผลงานของ ครูชาลี อินทรวิจิตร และ ครูสมาน กาญจนะผลิน อีกด้วย
       สุเทพ วงศ์กำแหง เขียนเล่าไว้ ใน ครั้งแรก และ ที่สุดแห่งใจ สุเทพ วงศ์กำแหง ว่า
        “...มีอยู่คราวหนึ่ง ผมโกรธ มิสคูมี่ หลิน นางเอกภาพยนตร์ของฮ่องกงมาก เขามาแสดงหนังที่ไทย แล้วเขาร้องเพลงเก่ง ผมได้ร้องเพลงกับเขา และได้อยู่กันสักพัก เป็นแฟนกันเกือบปี
       ด้วยความที่ตอนนั้น เป็นหนุ่มเลือดร้อน ขี้หึง โกรธมิสคูมี่มาก จึงขับรถด้วยความเร็วสูง ด้วยแรงโมโหไปทางปากน้ำ ก่อนจะออกไปพัทยา
       เผอิญทางตรงนั้นเป็นทางขาด อีกนิดเดียวรถผมก็ตกไปในทางขาดซึ่งเป็นเหวแล้ว โชคดีที่เบรคอยู่ ทั้งๆที่ขับมาเร็ว
       แต่ก็เล่นเอาหัวทิ่มหัวตำ ทำเอาใจหายวาบ คิดว่าตายแน่ๆ แล้วเราคราวนี้ ใจหายที่สุด ใจตกถึงตาตุ่ม ใจสว่าง ใจหวิวเต้นตึ้กๆ ที่รอดตายมาได้ ชนิดยาแดงผ่าแปด
       ส่วนมิสคูมี่นั้น ตอนหลังเขากลับไปฮ่องกง ไปแต่งงานกับผู้กำกับที่ฮ่องกง...
       ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนถึง ความบันดาลใจ ที่มาของ เพลงเท่านี้ก็ตรม เอาไว้ ใน หนังสือ บันเทิง บางที กับ ชาลี อินทรวิจิตร ว่า
        “เมื่อรถรางสายเสน่หา แล่นมาถึงป้ายสุดท้าย ก็ไม่เหลืออะไรเลย
       สำหรับฉันมีป้ายหยุดหลายป้าย ที่เธอจะลงแล้วเธอก็จากฉันไป ไม่เหลียวแลหันมามองตรงนี้
       ฉันเหมือนคนที่ถูกทำหล่นอยู่บนฟุตบาท
       ถ้าหัวใจฉันเป็นกระดาษ ความเจ็บปวดรวดร้าวที่บรรจุไว้ในกระดาษนั้นยังน้อยเกินไป
       เพราะเธอใช้ความเย็นชาฆ่าฉัน เธอเป็นฆาตกร เลือดเย็นสุดขีด สุดขั้ว
       ความรู้สึกของฉัน น่ะหรือ ถ้าเธออยากรู้ก็ได้
       ถ้าวันหนึ่งหัวใจเธอเริ่มสลัว เมื่อรักใหม่เริ่มสลาย ฉัน...จะอภัยให้เธอ”
       เพลงฉันรอจูบจากเธอ
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน
 

YouTube Video

      
       ถ้าเป็นดอกไม้ ที่หอมกรุ่น
       จะเฝ้ารอแสงอรุณ รอจูบละมุนจากแสงระพี
       เหมือนฉันรอคู่ ชื่นชูนานปี
       เปรียบดังมยุรี ภักดีสวาทเมฆา     
       ร่มไทรที่เห็น โน้มเอนกิ่ง
       จูบธารสะท้านใจยิ่ง ประหนึ่งชายหญิงพร่ำรักลีลา
       สายธารเป็นใจ ยั่วใจเสน่หา
       ไม่มีร้างรา ฉันพลอยประหม่าหัวใจ       
       จอมราชนั้นมี ราชินีเคียงคู่
       ดุจกังหันรอลมอยู่ ไม่รู้ลืมได้
       เช่นน้ำค้างพราวพร่างกระจ่างแจ่มใส 
       รอจูบลูบไล้ ภายใต้แสงจันทร์       
       เฝ้ารอเฝ้ารัก นานเหลือที่
       เปรียบดังดวงรัชนี รอจูบราตรีชั่วนิจนิรันดร์
       เหลียวดูตัวเรา ต้องเฝ้าโศกศัลย์
       เฝ้ารอทุกวัน เหมือนฉันรอจูบจากเธอ
       
       เป็นเพลงเอกที่ มิสคูมี่ นางเอกสาวแสนสวย จากฮ่องกง เป็นผู้ขับร้อง ในภาพยนตร์ เรื่อง มือเหล็ก ของ สหนาวีไทยภาพยนตร์ โดย สุพรรณ พราหมณ์พันธ์ เมื่อ ปี พ.ศ.2499
       ต่อมาในปี พ.ศ. 2500 แต่ง เพลง "สักขีแม่ปิง" ให้ "จินตนา สุขสถิตย์" ขับร้องบันทึกเสียง เป็นเพลงแรก และ มีชื่อเสียงโด่งดัง เรื่อยมาจนปัจจุบัน
       เพลงสักขีแม่ปิง
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - เชาว์ แคล่วคล่อง

YouTube Video


       ช. โอ้กุศล ดลพี่มาพบเจ้า
       ใจพี่ยังร้อนผ่าว ความรักรุมเร้า คลั่งไคล้
       ญ. น้ำคำรักของคนเมืองใต้ 
       จะจริงแท้แค่ไหน สาวเชียงใหม่ ครวญใคร่ถวิล       
       ช. ชีพสลาย ยังไม่คลายรักเจ้า 
       ญ. จริงดังใจหรือเปล่า หวั่นเกรงเคลือบเอาที่ลิ้น
       ช. รักจริง เพียงหัวใจแดดิ้น
       ไม่วายเว้นถวิล มิสิ้นความรักได้เลย       
       ญ. น้ำปิงล้นฝั่ง
       ช. ดังรักพี่ เปี่ยมฤดีแล้วเจ้าเอย
       ญ. แล้วคงละเลย ไม่เหมือนเคย
       ช. โอ้ทรามเชย มิเคยแหนงหน่าย       
       ญ. หน่อยเถอะนะ คงจะไม่เห็นหน้า
       ช. ถ้าพี่เป็นเหมือนว่า วานน้องฆ่าเสียให้ตาย
       ญ. สาบาน
       ช. จ้ะ สามบานก็ได้ หากความรักสลาย ขอตายในสายแม่ปิง       
       ญ. รัก
       ช. กัน หวานชื่น
       ญ. เกรงขมขื่น ชื่นกลับทำช้ำอกหญิง
       ช. น้องควรรู้ใจ พี่ทุกสิ่ง เช่นแม่ปิงรู้จริงใจพี่       
       ญ. หน่อยจะคร้าน นานจะคลายหายชื่น
       
ช. พี่ไม่ไปไหนอื่น จะขอชื่นรักอย่างนี้   
                                                                                                                    ญ. อุ๊ยตาย อายเขาบ้างซิพี่                                                                                                                   
                                                                                                                   ช. จูบฝากรักสักที       
                                                                                                                   พ. ไว้เป็นสักขีแม่ปิง
       
        เพลงนี้ เป็นเพลงที่ ชาลี อินทรวิจิตร แต่งคู่กันกับ เชาว์ แคล่วคล่อง เมื่อ ปี พ.ศ.2500 ซึ่งเป็นช่วงที่ เชาว์ แคล่วคล่อง เป็นหัวหน้า วงดนตรีวายุบุตร ของ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ขับร้องและบันทึกเสียง คือ ชรินทร์ นันทนาคร ซึ่งเป็นคนเชียงใหม่อย่างแท้จริง และ จินตนา สุขสถิตย์       
        เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงของ จินตนา สุขสถิตย์ นักร้องสาวประจำ วงวายุบุตร ให้เป็นที่รู้จักกัน ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา จนเป็นศิลปินแห่งชาติ คนล่าสุดในปี พ.ศ. 2549 ที่เพิ่งผ่านมานี้       
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้ว่า "...วันหนึ่ง เชาว์ แคล่วคล่อง (ลุงหนุน) มาหา พา จินตนา สุขสถิตย์ มาด้วย บอกให้ผมช่วยปั้นเด็กคนนี้ให้ร้องเพลงด้วย ผมบอก ผมปั้นไม่เป็น ภายหลัง ผมแต่งเพลงคู่ให้ เชาว์ แต่งทำนอง ผมแต่งเนื้อร้อง เพลงนี้เป็นเพลงแรก ที่ จินตนา ขับร้องอัดแผ่นเสียง... คู่กับ ชรินทร์ นันทนาคร"       
        ในปี พ.ศ. 2501 ครูชาลี อินทรวิจิตร ก็สร้างผลงาน ให้กับ สุเทพ วงศ์กำแหง อีกเพลงหนึ่ง คือ เพลงรักอย่ารู้คลาย ก่อนที่ สุเทพ วงศ์กำแหง จะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น       
       เพลงรักอย่ารู้คลาย
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน

YouTube Video

       จำ..พรากจากขวัญ ดวงใจ
       ต่อนี้ไป ใครเล่า จะโลมสมร
       โอ้ใคร จะคอยพัดให้ คลายร้อน
       โอ้ใครเขาจะร้องกลอน กล่อมให้เจ้านอนฝันดี       
       ใครเล่า โลมเล้าเอาใจ
       ห่างน้องไป ใจห่วงนวลฉวี
       ไม่ควร โศกซมให้เสื่อมราศี
       เมื่อยามน้องโศกฤดี ก็เหมือนทรวงพี่แหลกลาญ       
       จากน้องไปทั้งที
       ขวัญพี่คงหาย ถ้าแม้นมิได้จูบลานงคราญ
       จูบฝังใจ ฝากไว้เป็นพยาน
       เมื่อยามพี่ไปไกลบ้าน รักอย่ารานสลาย       
       ลาก่อน ลาแล้วกานดา
       ห่างน้องมา ยังห่วงไม่หาย
       กี่วัน กี่เดือน รักอย่าสลาย
       กี่ปีรักอย่ารู้คลาย อย่ารู้วันหน่ายจากกัน       
        เพลงนี้ บันทึกแผ่นเสียงโดย สุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อ พ.ศ. 2501 ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้ ใน หนังสือ คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลงครั้งที่ 2 ชาลี อินทรวิจิตร ว่า       
        "...ผมมีเพื่อนต่างวัยอยู่ 2 คน คือ ชรินทร์ นันทนาคร และ สุเทพ วงศ์กำแหง ผมพบเขาร้องเพลง เห็นว่าเสียงดี แทนที่ผมจะร้องเอง ก็ตัดสินใจเลิกร้อง เปลี่ยนใจ ให้เพื่อน 2 คนนี้ ร้องแทน ผมหันมาแต่งเพลงให้เขาร้อง       
        ธรรมชาติของ 2 คนนี้ต่างกัน สุเทพ ควรร้องเพลงใส่อารมณ์ เสียงออเซาะ sexy ชรินทร์ เพลงที่แต่งให้ต้องเสียงกว้าง มีวรรณยุกต์โทเยอะๆ เสียงเขามีพลัง       
        มีอยู่ครั้งหนึ่ง ชรินทร์ จะไปอเมริกา อยากได้เพลงที่นำไปร้องให้คนไทยที่นั่นฟัง ฟังแล้วร้องไห้คิดถึงบ้าน ผมจึงแต่ง เพลงไกลบ้านให้ ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จมาก       
        เมื่อ สุเทพ จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น 3 ปี กลัวแฟนลืม ผมก็เลยแต่ง เพลงรักอย่ารู้คลาย ให้      
        เมื่อ สุเทพ ไป เพลงนี้ถูกเปิด เผยแพร่อยู่ตลอด คนก็รำลึกถึง สุเทพ ไม่มีใครลืม สุเทพ       
       
เมื่อเขากลับมา ผมก็แต่ง เพลงบ้านเราให้เขาขับร้อง ทุกเพลงดังระเบิด เป็นที่แพร่หลาย ประชาชนสนใจ นำไปขับร้องกัน ทั่วบ้านทั่วเมือง..."
        จาก หนังสือ คอนเสิร์ต วันดวลเพลง "ชาลี อินทรวิจิตร – สุรพล โทณะวณิก" นั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร เล่าว่า       
        “...และแล้ว ก็มาถึงคิวของ สุเทพ อีกเพื่อนรักหนึ่ง ซึ่งผมเสนอตัว แต่งเพลงให้เขาก่อนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น แต่งให้เขาก่อนไป เพื่อฝากไว้ให้คนคิดถึง       
        ผมว่า “เอ็งไป เพลงนี้จะเปิดเป็นเพื่อนคลายเหงาของแฟนๆ จะขอร้องให้สถานีวิทยุต่างๆ เขาเปิดตลอดไป จนกว่าเอ็งจะกลับมา...”       
        ต่อมา เมื่อ สุเทพ วงศ์กำแหง เดินทางกลับจากการศึกษาต่อ ที่ประเทศญี่ปุ่น ครูชาลี อินทรวิจิตร ก็แต่ง เพลงบ้านเรา ให้ เป็นการต้อนรับ การกลับมาสู่มาตุภูมิ ที่แสนไพเราะ กินใจ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในทันที      
       เพลงบ้านเรา
       คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน
       

YouTube Video

       
       บ้านเรา แสนสุขใจ 
       แม้จะอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา
       คำว่าไทย ซึ้งใจเพราะใช่ทาสเขา 
       ด้วยพระบารมีล้นเกล้า คุ้มเรา ร่มเย็นสุขสันต์       
       ทุ่งทิพย์ ฟ้าขลิบทอง 
       ริ้วแดดส่องสดใส งามจับใจมิใช่ฝัน
       ปวงสตรี สมเป็นศรีชาติเฉิดฉันท์ 
       ดอกไม้ชาติไทยยึดมั่น หอมทุกวันระบือไกล       
       บุญนำพา กลับมาถึงถิ่น 
       ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร
       หัวใจฉัน ใครรับฝากเอาไว้ 
       จากกันแสนไกล ยังเก็บไว้หรือเปล่า       
       เมฆจ๋า ฉันว้าเหว่ใจ 
       ขอวานหน่อยได้ไหม ลอยล่องไปยังบ้านเขา
       จงหยุดพัก แล้วครวญรักฝากกับสาว 
       ว่าฉันคืนมาบ้านเก่า ขอยึดเอาไว้เป็นเรือนตาย
       
        เพลงนี้ สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้องบันทึกแผ่นเสียงไว้ เมื่อ ปี พ.ศ.2504       
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เล่าเอาไว้ ใน หนังสือ บันเทิง บางที ชาลี อินทรวิจิตร ว่า       
        “...3 ปี ผ่านไป สุเทพ กลับจากญี่ปุ่น เขามาหาผมก่อนใครเพื่อน ทั้งๆ ที่มีเพลงรออัดเสียงอยู่เป็นกระตั๊ก       
        สุเทพ รับกระดาษเนื้อ เพลงบ้านเรา ซึ่งผมและ อาจารย์ประสิทธิ์ พยอมยงค์ ร่วมกันแต่งเตรียมไว้ให้แล้ว สุเทพ นำไปอัดแผ่นเสียง เป็นเพลงแรก ที่ห้องอัดเสียงกมลสุโกศล...”        
        วิทย์ พิณคันเงิน เขียน ใน คอลัมน์ สุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2533 ใน หนังสือ 4 ทศวรรษ กับ สุเทพ วงศ์กำแหง ว่า       
        “...สุเทพ ตะลุยหิมะ คลี่กิโมโนและชะมดอกซากุระอยู่ ๓ ปี ก็กลับบ้าน แล้วเพลงบ้านเรา ของ ครูชาลี อินทรวิจิตร ก็ดังกึกก้องขึ้น เพราะสัญญากันว่า “ข้าแต่ง แล้วเอ็งต้องร้อง นะ”       
        เพลงนี้หลายคนฟังแล้ว ขนลุกเกรียว รักบ้านเมือง รักความเป็นไทยขึ้นอีกเป็นกอง ยิ่งคนไทยที่อยู่ต่างถิ่นด้วยแล้ว น้ำตาคลอเต็มเบ้าตา ไม่รู้ตัว...”       
        ต่อมาเมื่อ ชรินทร์ นันทนาคร จะเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครูชาลี อินทรวิจิตร ก็แต่ง เพลงไกลบ้าน ให้ ชรินทร์ นันทนาคร ขับร้องอีกเช่นกัน      
       เพลงไกลบ้าน
       คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน
      วิปโยคโศกใจ เหมือนเมื่อไกลบ้าน 
       ไกลสถานพักพิง ยิ่งใจเหงา
       ห่างไกล หัวใจจำเศร้า 
       เจ้าอยู่ดี เป็นไฉน       
       พลัดที่พึ่ง ที่พิง ทิ้งที่พำนัก 
       ไกลที่รัก พักพาจะอาศัย
       เจ้ามีเพื่อนชม คนใหม่ 
       แล้วทิ้งพี่ให้ ชอกช้ำฤดี       
       อันรักกันอยู่ไกล ถึงสุดขอบฟ้า 
       เหมือนชายคา เข้ามาเบียด ดูเสียดสี
       อันชังกัน นั้นใกล้สักองคุลี 
       ก็เหมือนมีแนวป่า มาปิดบัง       
       เพราะไกลบ้าน ซ่านมาโถนิจจาเจ้า 
       จะเงียบเหงา แล้วลืม สิ้นความหลัง
       ฝากเพียง เสียงกระซิบสั่ง 
       ขอน้องอย่าชัง คนร้างแรมไกล

YouTube Video

        เพลงนี้ ชรินทร์ นันทนาคร บันทึกแผ่นเสียง ไว้ เมื่อ พ.ศ.2501 ก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่อที่ อเมริกา
       ชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้ ใน หนังสือ คอนเสิร์ต วันดวลเพลง ชาลี อินทรวิจิตร – สุรพล โทณะวณิก ครั้งที่ 1 ว่า       
        “...กาลเวลา คือโซ่ตรวนของชีวิต จะผูกมัดยึดยื้อให้คนหลงเงาตัวเอง จมปลักอยู่กับที่นานเท่านาน แต่คนที่มีพรสวรรค์อยู่แล้ว อย่างชรินทร์ ยังต้องการพรแสวง เพื่อความก้าวหน้าของชีวิต       
        ชรินทร์ จะไปเรียนต่อที่อเมริกา เขาเอ่ยปากบอกผมว่า อยากมีเพลงไปร้องให้คนไทยที่อเมริการ้องไห้คิดถึงบ้าน คิดถึงวงศ์วานว่านเครือ วงศาคณาญาติ คิดถึงคนที่เคยรัก       
       ผมตอบตกลงทันที โอกาสดีๆอย่างนี้ หาได้ที่ไหน       
        ไกลบ้าน คือเพลงที่ผมแต่งร่วมกันกับ คุณสมาน กาญจนะผลิน ให้ ชรินทร์ ไปร้อง
       “ถ้าเอ็งร้องแล้ว เขาไม่สนใจ ไม่ร้องไห้ เพราะเขาถือว่า เขาเป็นคนอเมริกันไปแล้ว เอ็งก็เอาเพลงเชยฉ่ำนี้ กลับมาก็แล้วกัน”       
        ความสัมพันธ์ ระหว่าง ครูชาลี อินทรวิจิตร กับ ชรินทร์ นันทนาคร นั้น มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งในฐานะคนแต่งเพลง กับ นักร้อง ที่กลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ด้วยกันทั้งสองคน       
        ในขณะที่ คนหนึ่งได้ นางเอก มาเป็นคู่ชีวิต ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น นางเอกที่เป็นคู่ชีวิต กลายเป็นคนสาบสูญ หายไปจากชีวิต       
        ชรินทร์ นันทนาคร เคยเขียนถึง ปิยมิตรผู้พี่ ของเขาคนนี้เอาไว้ ใน ชาลี กวีผู้มีทำนองว่า...       
        “...ชาลี ไม่เคยเรียนอักษรศาสตร์ ไม่เคยเป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยใดๆ แต่บทกวีที่มีทำนองของเขา มีคุณค่ามหาศาล และเป็นอมตะตลอดมา ตั้งแต่วันที่จรดปากกาเขียนอักษรตัวแรกมาจนทุกวันนี้ ตลอดไปไร้กาลเวลา       
        ถ้าไม่มี "ชาลี” ...”ชรินทร์ นันทนาคร” คงไม่ยืนหยัดมาได้       
        เรือนแพ ท่าฉลอม แสนแสบ และอีกหลายสิบเพลงที่ยังก้องหู ซึมซับเข้าสู่หัวใจของผู้ฟัง เกิดจากมันสมองที่ สง่างามสมชื่อ...”       
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่า เอาไว้ ใน แสนแสบ 1 ใน หนังสือ บันเทิง บางที ชาลี อินทรวิจิตร ว่า       
        “...ปี พ.ศ.2500 สำนักพิมพ์เพลินจิต มีนวนิยายที่ตลาดฮือฮากันมาก เป็นเรื่องของ ป.อินทรปาลิต ของ อรวรรณ สี่เรือง เล็บครุฑ ของ พนมเทียน และโดยเฉพาะ นิยายลูกทุ่ง ของ ไม้เมืองเดิม       
        “กระถิน เองคอยพี่นานหรือ ?”       
        กระถิน จะโกรธจะเคืองไอ้รุ่งหรือกระไรอยู่ มองเห็นหน้ารุ่ง เหมือนตะวันเย็น ที่ชวนร้องไห้...       
        เพียงแค่นี้จริงๆ ที่ผมหยิบมาอ่านคร่าวๆ แล้วผมก็กว้านซื้อนวนิยายเกือบทุกเล่มของ ไม้เมืองเดิม มาเป็นสมบัติของผมตั้งแต่นั้นมา       
        ผมขับรถมาทางมักกะสัน ผ่านร้านแหนมจิตสดใส เห็นชรินทร์ กำลังนั่งซดเบียร์อยู่ ทันทีที่เห็น ชรินทร์ ก็ลุกขึ้น เรียกผมให้หยุดรถ เขาคงจะมีเรื่องปรึกษากับผม       
        พอทรุดตัวลงนั่ง ประโยคแรกที่ ชรินทร์ เอ่ยเอื้อนกับผมก็คือ ความผิดหวังมากมายในวงการเพลง เขาตัดพ้อว่า ผมไม่เขียนเพลงให้เขาร้อง หลังจาก ทุ่งรวงทอง       
        ผมก็มัวยุ่งอยู่กับเพลงภาพยนตร์ เช่น เรือนแพ ฝนแรก สวรรค์มืด 12 นักสู้ ประกาศิต
       จางซูเหลียง มังกรแดง อินทรีแดง หยาดเพชร ดอกแก้ว ดอกหญ้า ตะวันยอแสง คมพยาบาท
       สุรีรัตน์ล่องหน มนต์รักดอกคำใต้ จำเลยรัก วันเผด็จศึก ดวงตาสวรรค์ โพระดก เป็นต้น       
        “อ้าว แจ๋ว ไม่เขียนเพลงให้ร้องเลยเหรอ” ผมถาม       
        “แจ๋ว เขางอนอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้ร้องเพลงเขาเลย ระยะนี้”       
        ผมรับปาก ชรินทร์ ทันที       
        “ภายในอาทิตย์นี้ จะมีเพลงใหม่ประดับวงการแผ่นเสียง โดยเสียงร้องของ ชรินทร์ แน่นอน”       
        “เพลงอะไรวะ”       
        ผมก็ชูนวนิยาย ที่มีเอกลักษณ์ ความเป็นไทยแบบลูกทุ่งของ ไม้เมืองเดิม ที่ผมซื้อติดมือมาอ่านในรถ ชื่อ “แสนแสบ” ให้เขาดู       
        ชรินทร์ พึมพำอยู่อย่างไม่ค่อยแน่ใจ “แสนแสบ”       
        “เออ เพลงนี้แหละ เอ็งจะได้ร้องก้องวิทยุประเทศไทยเชียวละ”
        เพลงแสนแสบ       
        คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน       

YouTube Video


       อกพี่กลัดหนอง พี่หมอง ดั่งคลองแสนแสบ เจ็บจำ ดังหนามยอกแปลบๆ แสบแสนจะทน
       โอ้ว่ากังหัน ทุกวัน มันพัดสะบัดวน อยากจะรู้ จิตคน จะหมุนกี่หนต่อวัน
       ย่างเดือน สิบสอง ฟากคลอง เจิ่งนองน้ำหลั่ง อยู่ไกล กันคนละฝั่ง ยังร้องสั่งกัน
       สิ้นเดือนสิบสอง น้ำนองแห้งคลอง ขอดพลัน สิ้นความรัก จากกัน เหมือนกังหัน เปลี่ยนทางลม       
       แสนแสบ แสบแสน เปรียบแม้นชื่อคลอง นี่คือโลงทอง ของเรียมขวัญเขาฝากชีพจม
       แต่คลองยังช้ำ เหลือไว้แต่น้ำขุ่นตม พี่จึงช้ำ จึงช้ำขื่นขม ตรมเสียกว่าคลอง
       เจ้าจากพี่มา เจ้าลืมทุ่งนาฟ้ากว้าง เจ้าลืม ฟากคลองสองฝั่ง ฝั่ง ลืมทั้งทุ่งคลอง
       จวบจนบัดนี้ มิเห็นมีน้ำเจิ่งนอง ชื่อว่าแสน แสบคลอง เหมือนคนหมอง ต้องแสบแสน       

       เพลงนี้บันทึกแผ่นเสียง โดย ชรินทร์ นันทนาคร เมื่อ ปี พ.ศ.2503       
       ซึ่ง ครูชาลี อินทรวิจิตร เล่าต่อไว้อีกว่า “...แสนแสบ จากปลายปากกาของ ไม้เมืองเดิม (ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา) จะยิ่งใหญ่แค่ไหน       
       คนที่หยิบจับหนังสือของเขาขึ้นมาอ่าน ก็จะรู้ซึ้งถึงแก่นแท้แห่งธรรมชาติ เอกลักษณ์ความเป็นไทย จะประทับใจในภาษาอักษรที่เขานำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ชายสามโบสถ์ หนามยอก หนามบ่ง ลมตะเภา สินในน้ำ รอยไถ เกวียนหัก (เป็นภาพยนตร์ที่ผมกำกับเอง) โดยเฉพาะ แผลเก่า และ แสนแสบ       
       ผมนำเค้าโครงของนวนิยายทั้ง 2 เรื่องนี้ มาผูกกันเป็นบทเพลง ให้ ชรินทร์ นันทนาคร บันทึกแผ่นเสียงกระหึ่ม ครองอันดับ 1 ตามสถานีวิทยุต่างๆ หลายต่อหลายสัปดาห์ และ เมื่อ รวงทอง มีอิสระจากวงดนตรีที่เคยประจำอยู่ ชรินทร์ ก็พามาหาผม และ คุณสมาน กาญจนะผลิน แต่งเพลงให้ ชื่อ แสนแสบที่แสบแสน       
       รพีพร เพื่อนรักผม สืบสานต่อให้เพลงนี้ดังขึ้นไปอีก โดยเขียนเป็นละครเพลงฉบับกระเป๋า ให้ ชรินทร์ รวงทอง ดอกดิน ชูศรี มีศักดิ์ นาครัตน์ และ ชาญ เย็นแข เดินสายใต้ทั้งสาย (ตอนนั้น ภาคใต้ เศรษฐกิจดีเยี่ยม ยางมีราคา)       
       ทีมละคร เพลงแสนแสบ ได้เงินกันมาอู้ฟู่ จนกลายเป็นทีมที่เกาะเกี่ยวกันในงานเพลง สานต่อถึง เพลงท่าฉลอม เป็นละครเพลงที่ดังยิ่งกว่า แสนแสบ เสียอีก       
       เมื่อกลายมาเป็นภาพยนตร์ ใน เรื่องแผลเก่า คุณเชิด ทรงศรี ผู้กำกับ ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้วงการภาพยนตร์ตื่นตะลึง ที่ฉายเก็บรายได้ถึง ๑๒ ล้านบาท แม้จะมีโรงฉายเพียงโรงเดียว       
       ขณะที่สรพงษ์ ชาตรี และ นันทนา เงากระจ่าง แจ้งเกิดทันที ในหนังเรื่องนี้”          
       ต่อมา ในปี พ.ศ. 2504 ครูชาลี อินทรวิจิตร ก็แต่ง เพลงป่าลั่น ให้กับ ภาพยนตร์ เรื่อง เทพบุตรนักเลง ของ รพีพร โดยมี ชรินทร์ นันทนาคร เป็นผู้อำนวยการสร้าง และ สุเทพ คอรัส เป็นทีมร่วมกันขับร้อง       
       เพลงป่าลั่น       
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน       

YouTube Video


       ช. เมื่ออาทิตย์อุทัย (ฮัม) ส่องทั่วท้องถิ่นไพร (ฮัม) โลกแจ่มใสอีกครา (ฮัม)       
       ญ. เหม่อมองนกโผบิน (ฮัม) แว่วธารรินไหลหลั่ง (ฮัม) ป่าลั่นดังสะท้านใจ (ฮัม)       
       พ. แดดส่องฟ้า เป็นสัญญาวันใหม่ พวกเราแจ่มใส เหมือนนกที่ออกจากรัง
       ต่างคนรักป่า ป่าคือความหวัง เลี้ยงชีพเรายัง ฝังวิญญาณนานมา
       ตื่นเถิดหนา อายนกกามันบ้าง แผ่นดินกว้างขวาง ถางคนละมือละไม้
       รอยยิ้มของเมีย ชโลมฤทัย ซับเหงื่อผัวได้ ให้เราจงทำดี       
       เสื้อผ้าขี้ริ้ว ปลิวเพราะแรงลมเป่า กลิ่นอายพวกเรา เขาคงจะเดินเมินหนี
       คราบไคลไหนเล่า เท่าคราบโลกีย์ เคล้าอเวจี หามีใครเมินมัน
       โลกจะหมอง ครองน้ำตาความเศร้า แบ่งกันว่าเขาและเรา เศร้าจริงใจฉัน
       ป่ามีน้ำใจ ใสแจ่มทุกวัน รักป่าไหมนั่น เมื่อป่าลั่น ความจริง
       ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนถึงที่มาของเพลง "ป่าลั่น" นี้เอาไว้ว่า
       “...ชรินทร์ สร้างหนัง เทพบุตรนักเลง ของ รพีพร ผมก็ต้องรับหน้าที่แต่งเพลงประกอบในเรื่อง       
        ผมเขียน เพลงป่าลั่น ให้วงดนตรีสุเทพ คอรัส ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ กำกับ เพลงนี้ท่อนนำเพราะมาก ร้องโดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี และ สุเทพ น้าหมาน เรียบเรียงยอดเยี่ยม นานๆ ได้แต่งเพลงดีๆ อย่างนี้ ก็รู้สึกโลกมีสีสันครามครันอยู่”       
        ส่วน สุเทพ วงศ์กำแหง นั้น ได้ถึง เพลงป่าลั่น ไว้ ในคอลัมน์ “เล็ก เล็ก ไม่ ...ต้อง ใหญ่ ถึงจะทำ” ใน หนังสือ การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต บนถนนคนร้องเพลง ว่า “...เมื่อ ชรินทร์ สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก ในชีวิตการสร้างภาพยนตร์ของเขา       
        เรื่องนั้น เป็นเรื่องของ สุวัฒน์ วรดิลก นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ในวงการประพันธ์ในเมืองไทย ชรินทร์ ทั้งนับถือในฝีมือ และนับถือในความรักกันเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก เขาจึงขอเอาเรื่อง ที่เขารักนักหนา มาทำเป็นเคล็ด ประเดิม ในชีวิต การสร้างภาพยนตร์ของเขา
       
        ภาพยนตร์ เรื่องนั้นชื่อ เทพบุตรนักเลง...       
        ...เพลงป่าลั่น อันลือลั่น ที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยปัจจุบัน หรือ รัฐมนตรีเกษตร สมัยนั้น ชอบนักชอบหนา ถึงกับสั่งปิดป่า ไม่ยอมให้ พ่อค้า ประชาชน เข้าไปทำการตัดไม้ในป่า ( แต่พวกพ่อค้า แอบเข้าไปตัดเสียเหี้ยนเต้ หลายหมื่นหลายแสนไร่) โดยตัวรัฐมนตรีเองจะรู้ หรือไม่ ก็ไม่ทราบได้ ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ ชื่อ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ อย่างไรล่ะครับ       
        ผมเอง เวลาจะร้องเพลงนี้ ผมมักจะเอาชื่อของท่าน มาประกอบการร้อง ให้ทุกคนเฮ และปรบมือตามอย่างสนุกสนานบ่อยๆ...       
        พวกเรา ชาวสุเทพโชว์ ทุกคนจำได้ว่า คืนก่อนที่เราจะมาร้องเพลงในภาพยนตร์ ป่าลั่น ของ ชรินทร์ เพื่อนรักคนนี้ พวกเราอยู่สุราษฎร์ธานี (เพราะมีโชว์ที่นั่น) แต่เมื่อจบโชว์แล้ว ต้องตีรถกลับมาถ่ายทำภาพยนตร์ให้ ชรินทร์ ที่จันทบุรี ในตอนเช้ามืดให้ได้       
        เราแวะรับ พี่ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ที่บ้านสำโรง แล้วบึ่งรถไปจันทบุรี ถึงเช้ามืดพอดี       
        ชรินทร์ พอใจในฉากป่านี้มาก พวกเรา สุเทพโชว์ ก็ภาคภูมิใจ ที่เราได้ทำงานให้เพื่อนรักพอใจ ในภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา...”        
        ในบรรดา เพลงที่เกี่ยวกับสายน้ำ นั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร แต่งเอาไว้ด้วยกันหลายเพลง เช่น เพลงครวญ เพลงกว๊านพะเยา เพลงครวญ เพลงประทีปอธิษฐาน เพลงทะเลไม่เคยหลับ เพลงท่าฉลอม เพลงน้ำเซาะทราย เพลงแม่กลอง เพลงมหาชัยอาลัยท่าฉลอม เพลงเรือนแพ เพลงสายชล เพลงสาวมหาชัย เพลงแสนแสบ เพลงแสนแสบที่แสบแสน ฯลฯ       
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนบอกว่า “...มหาสมุทรสุดพรรณนา ใหญ่เกินกว่าผมจะแตะต้อง เอาเพียงทะเลก็พอ ทะเลกับท้องฟ้า ตะวันและดวงดาว เป็นสิ่งที่ธรรมชาติเอื้อเกื้อกูลกัน ความงดงามจึงเกิดขึ้น       
        เมื่อตะวันจะลับขอบฟ้า ถ้าตรงนั้นมีทะเลหรือสายน้ำ พื้นน้ำจะวาววับระยับระยิบ เหมือนเอาผ้ากำมะหยี่ไปแกว่งกับน้ำทะเล...       
        ผมชอบสายน้ำ ผมว่ามันเป็นศิลป์เป็นศาสตร์ที่อยู่ในขั้นคลาสสิค...       
        ผมจะมองเห็นความงดงามธรรมชาติ เห็นแพงพวยน้ำ เห็นกระถิน เห็นใบปรงกระทบผิวน้ำ ปลาผุดโผล่พลิกตัว ทำให้ผิวน้ำสะเทือน       
        ผมชอบกลิ่นฝน ชอบดินชื้นหลังฝนตก ชอบต้นหญ้าที่กำลังงอกแทงดินระแหง อย่างยากลำบากเต็มทน กว่ามันจะพ้นดินขึ้นมามองดูโลกได้...       
        ผมชอบเสียงน้ำเซาะตลิ่ง ดอกหญ้าไหวระริกระรวย แสงสุดท้ายของตะวันกำลังจะลับลา ดาวร้อยพันดวงกำลังจะเยี่ยมหน้ามาทักทาย กับคนอย่างผมได้...”       
        แต่เพลงที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร ชอบและซาบซึ้งมากที่สุด คงจะเป็น เพลงท่าฉลอม ที่เป็นบ้านเกิดของตน คือ ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ที่กลายเป็นเพลงยอดนิยมและอมตะตราบจนทุกวันนี้      
       เพลงท่าฉลอม
       คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน

YouTube Video

       พี่อยู่ไกล ถึงท่าฉลอม 
       แต่พี่ ไม่ตรอม เพราะรักพยอม ยามยาก
       ออกทะเล จะหาปลา มาฝาก 
       แม่คุณขวัญใจ คนยาก รับของฝาก จากพี่ได้ไหม       
       โปรดเมตตา รักพี่สักนิด 
       พี่มอบชีวิต อุทิศให้สาวมหาชัย
       แบกความรัก ข้ามทะเลมาให้ 
       ฝ่าลมและคลื่นเท่าไหร่ รักจึงได้ว่ายน้ำข้ามมา       
       ท่าฉลอม กับมหาชัย 
       จะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า
       ตอบเพียงสักคำ ว่าไม่รัก จะหักใจลา 
       ซ่อนตัวตามประสา จะหนีซ่อนหน้าห่างไกล       
       เรื่องทะเล นั้นพี่พอรู้ 
       แต่เรื่องเจ้าชู้ไม่รู้จะทำฉันใด
       หยั่งทะเล พอคะเนดูได้
       แต่ความรักเกิน ครวญใคร่ ลึกเท่าไหร่ ไม่รู้หยั่งถึง
       
        เพลงนี้ บันทึกเสียง โดย ชรินทร์ นันทนาคร เมื่อ ปี พ.ศ.2504       
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าถึง ความบันดาลใจ ในการแต่ง เพลงท่าฉลอม นี้ เอาไว้ ในหนังสือ บันเทิง บางที ชาลี อินทรวิจิตร ว่า...       
        “...นี่หรือบ้านเกิดของผม กี่เดือนกี่ปี ก็ทึมทึบอยู่อย่างนี้ คนละแวกบ้านผมทุกคน มุ่งแต่จะทำมาหากิน ไม่มีใครเลยจะเสียสละทุ่มเทพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยว พักผ่อน ตกปลา หรือกินอาหารทะเลสดๆในวันสุดสัปดาห์       
        ก็ใกล้แค่นี้เอง ใช่ ท่าฉลอม ใกล้แค่นี้เอง       
        “แต่มันไกลหัวใจแกมากใช่ไหม หง่า พี่ไม่เคยเห็นแกแต่งเพลงให้บ้านเราสักเพลงเลย ดีแต่ไปแต่งให้บ้านอื่น เมืองอื่น ทุ่งรวงทอง งี้ แสนแสบ งี้ กว๊านพะเยา เอย สาวนครชัยศรี เอย”        
        ผมทะลุกลางปล้องขึ้นทันที...“อ้าว ทำไมล่ะ ผมจะแต่งเพลงให้แฟนผมมั่งไม่ได้เหรอ ศรินทิพย์ เขาเป็นสาวนครชัยศรี นะ”       
        “แล้วท่าฉลอมล่ะ มันเล็กมากใช่ไหม แกถึงแต่งไม่เป็น” พี่สาวผมว่า        
        “พี่อิจฉาเพลงล่ะซี” ผมพูดเบาๆ แบบเปรยๆ ไม่ได้ตั้งใจ        
        “ใช่ ฉันขี้อิจฉา ก็ยังดีกว่า คนหัวใจป่าช้าอย่างแก ไม่รู้คุณค่า ไม่รักแผ่นดินถิ่นเกิด เคยทำอะไรให้บ้านเราชื่นใจมั่งหรือเปล่า แก น่ะ”       
        หลังจากนั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร ก็เดินทางไปที่ท่าเรือ เพื่อจะข้ามมายังฝั่งจังหวัดสมุทรสาคร ก็มีโอกาส ได้สนทนากับ ลุงเย็น นายท้ายเรือในเย็นวันนั้น จึงได้รับรู้ถึงเรื่องราวของ หนุ่มชาวตังเกชาวท่าฉลอม ที่หลงรักสาวมหาชัย ที่ชื่อ พยอม จนทำให้ ครูชาลี อินทรวิจิตร แต่ง เพลงท่าฉลอม ออกมาจนฮิตติดปากกันไปทั่ว และ เป็นเพลงอมตะ มาจนปัจจุบันนี้       
        “..กระแสคลื่นอันคลุ้มคลั่ง หรือจะขลังเท่ามนต์แห่งความรัก ที่ไอ้หนุ่มผิวทองแดง เพิ่งจะรู้จัก เริ่มจะริรัก ไหนจะมีปลาที่คัดแล้วว่าดี ผูกติดเอวอยู่ 2 – 3 ตัว ไหนจะเอาเสื้อผ้าผูกเทินหัวไว้ไม่ให้เปียก       
        แต่ความรักมันรออยู่ มันจึงว่ายตัดคลื่นปราดเปรียวเป็นฉลามกล้า ไปสู่ฝั่งมหาชัย เพราะ แม่พยอม หอมหัวใจ รอคอยอยู่แล้ว...       
        ชีวิต ไอ้หนุ่มตังเก ดำเนินไปในความรักได้ไม่ช้าไม่นาน สาวพยอม ก็ถูกพรากจากฝั่งมหาชัย ไปเป็นดอกไม้ประดับหูชายอื่นเมืองอื่นเสียแล้ว       
        ความรักของ ไอ้หนุ่มชาวเล เหมือนพายุผ่านไปชั่วแล่น ไม่เห็นหน       
        แต่พี่รักพยอมเหมือนรักทะเล นะ ที่ต้องเห็นต้องทนอยู่ตลอดชาติ       
        ชั่วลมหายใจ ผมก็ได้เพลงท่าฉลอมไว้ในใจท่อนหนึ่งว่า       
        “พี่อยู่ไกลถึงท่าฉลอม แต่พี่ไม่ตรอม เพราะรักพยอมยามยาก” ซึมเศร้าไปกับคำเล่าของลุง” 
       เพลงครวญ
       คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน

YouTube Video


       เมื่ออยู่ริมฝั่งชล
       ฉันยลทุกยามเย็น
       พักในร่มเงาไม้เอน
       ฉันมองเห็นนกบินกลับรัง       
       ตะวันใกล้จะลับแล้ว
       เห็นเรือแจวอยู่ริมฝั่ง
       เฝ้าแต่ครวญแต่ครวญครวญหา
       น้ำตาหลั่งจึงร้องสั่งอาลัย       
       เฝ้าแต่ครวญสั่งคำ
       แม้เรือลอยลำไป
       พบคนที่เคยซึ้งใจ
       ขอเรือนำเธอมาให้ที       
       ตะวันเมื่อจมแผ่นน้ำ
       สายชลงามดังกำมะหยี่
       โอ้ว่าดาว ว่าดาวดวงนี้ 
       แสงพลันริบหรี่ คงริบหรี่เช่นเรา       
       เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก อีกเพลงหนึ่ง จาก เพลงชุดสายน้ำ ของ ชาลี อินทรจิตร และ สมาน กาญจนะผลิน       
       เพลงนี้ บันทึกแผ่นเสียง โดย สุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อ ปี พ.ศ. 2506       
       ครูชาลี อินทรวิจิตร พูดถึง เพลงครวญ เพลงนี้ เอาไว้ว่า... “ความรักกับสายน้ำ เป็นคู่ช้ำเป็นคู่ชื่น เพลงคน กับ เพลงคลื่น จะดกดื่นจะสับสน จังหวะอันเชื่องช้า คือเวลาชั่วโมงหม่น        
       เพลงคลื่น กับ เพลงคน จะจบลงพร้อมๆ กัน”       
       ผมเขียน เพลงครวญ กับ น้าหมาน หวานเย็น มอบเพลงที่รักที่สุดเพลงนี้ ให้ สุเทพ วงศ์กำแหง ร้องบันทึกเทปถึง 3 ครั้ง กับนักร้องอื่นๆ ไม่รู้กี่ครั้ง       
       ครวญ คือเพลงปลอบใจคนที่ผิดหวัง ทั้งคำร้องและทำนองเข้ากันดีเหมือนปี่กับขลุ่ย       
       สุเทพ ทำให้ผมเปี่ยมสุข ครวญ จึงมีคุณค่าอยู่จนตราบทุกวันนี้”      
       เพลงแม่กลอง
       คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน

YouTube Video

       สายชลแม่กลอง เหมือนดังละอองน้ำตก
       ใสดังกระจก เปรียบดังจิตใจเจ้าของ
       พี่ลอยรักให้ ฝากไปในสายแม่กลอง 
       ขอเชิญให้น้อง ครองความรักไว้เถิดหนา      
       สายชลเชี่ยวนัก แพ้ใจรักจริงของพี่ 
       รักลอยมานี่ ดั่งใจพี่ครวญใฝ่หา
       นางนวลขาวผ่อง ไม่ผ่องเกินนวลแก้วตา 
       เนื้อนวลนวลกว่า นกนวลปลาไหนๆ       
       กลางกระแส แลล้วนโป๊ะล้อม 
       เขาลงอวนอ้อม ล้อมสกัดมัจฉาเอาไว้
       แม้พี่เป็นปลา ไม่ปรารถนาเข้าอวนของใคร 
       พี่จะขออยู่แต่ใน อวนใจของเจ้าเท่านั้น       
       สายชลแม่กลอง น้ำนองสองฟากล้นฝั่ง 
       น้ำใจจงหลั่ง พอได้ประทังชีพฉัน
       สายน้ำมิอาจ ตัดขาดออกไปจากกัน 
       สายใยสัมพันธ์ ขาดกันมิได้หรอกเอย
       
        เพลงนี้ บันทึกแผ่นเสียง โดย สุเทพ วงศ์กำแหง เมื่อ ปี พ.ศ. 2507       
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้ ใน เพลงจากสายน้ำ หนังสือ บันเทิง บางที ชาลี อินทรวิจิตร ว่า “...เป็นเพลงที่ผมเขียน ตอนไปเที่ยวกับ อาจินต์ ปัญจพรรค์ สง่า อารัมภีร (แจ๋ว) รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) และพรรคพวกอีกหลายคน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม       
        อาจินต์ เป็นคนยุให้ผมแต่ง เพลงแม่กลอง        
        จริงๆ แล้ว ควรจะให้ แจ๋ว แต่งทำนอง แต่ผมมีคติประจำตัวนิดหนึ่งว่า ถ้าไม่จำเป็น ไม่ควรให้ แจ๋ว แต่ง เพราะ แจ๋ว แต่งเองได้ทั้งคำร้อง และ ทำนอง เช่นเดียวกับ สุรพล โทณะวณิก       
        แจ๋ว กับผม จึงแต่งเพลงกันน้อยมาก       
        กับ สุรพล แทบจะไม่มีเลย เพราะ สุรพล เขาเก่งครับ แต่งได้ทั้งทำนองและคำร้อง แต่งได้ทุกรูปแบบ...”        ...
        กับ นักร้องสาวสองพันปี สวลี ผกาพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ นั้น ครูชาลี อินทรวิจิตร แต่งให้ไว้หลายเพลง เช่น เพลงจำเลยรัก เพลงเธออยู่ไหน เพลงนี่หรือชาย เพลงปล่อยฉันไป เพลงไม่อยากให้โลกนี้มีความรัก เพลงมารักกันใหม่ เพลงรักเธอเสมอ เพลงหลงเงา ฯลฯ       
        แต่เพลงที่ฮิตติดใจของแฟนเพลง เห็นจะได้แก่ เพลงบ้านทรายทอง ซึ่ง มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ความเป็นมาที่น่าติดตามมาก เพลงหนึ่ง       
       เพลงบ้านทรายทอง
       คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง สมาน กาญจนะผลิน

YouTube Video


       นี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทอง ที่ฉันปองมาสู่ 
       ฉันยังไม่รู้ เขาจะต้อนรับ ขับสู้เพียงไหน
       อาจมียิ้มอาบ ฉาบบนสีหน้า ว่ามีน้ำใจ แต่สิ่งซ่อนไว้ 
       ในดวงจิต คือความริษยา       
       เขตรั้วไพศาล โอบบ้านทรายทอง คือแขนของพระเจ้า
       ขอจงเอื้อมมือ และโอบกอดเรา ผู้ผ่านเข้ามา
       เพียงเดียวดาย อาจตายเพราะโง่ โอ้อนิจจา
       โปรดอย่าอิจฉา สมาชิกใหม่ ของบ้านทรายทอง
       
       เพลงนี้ บันทึกแผ่นเสียง โดย สวลี ผกาพันธุ์ เมื่อ ปี พ.ศ.2509       
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้ ใน หนังสือ บันเทิง บางที ชาลี อินทรวิจิตร ว่า “...การเขียนเพลงนำให้กับละครวิทยุในยุคเริ่มแรก จากนวนิยายที่นักอ่านทั่วประเทศชื่นชม ถึงขนาดงอมแงม ยึดติดคลั่งไคล้นั้น มันท้าทายซะไม่มี       
        บางทีบางคน ตีความนวนิยายเรื่องนี้ น้ำเน่าแบบคลาสสิก เป็นกฎเกณฑ์แห่งความขัดแย้ง ระหว่าง ความรัก กับ ศักดินา ระหว่าง ความอบอุ่น กับ ความเปลี่ยวเหงาเดียวดาย ระหว่าง คุณธรรม กับ ความริษยา       
        นวนิยายเกริกเกียรติเรื่องนี้ยาวมาก แบ่งออกเป็น 2 เล่ม เล่มหนึ่งมีความหนากว่า 500 หน้า       
       ผมจับจุดหนึ่งในเรื่อง มาทำเป็นเพลงเพียง 8 บรรทัด เพื่อไม่ต้องการเอาเปรียบท่านผู้ชม ที่ติดตามละครทีวี เรื่อง บ้านทรายทอง..       
        จุดประกายที่ทำให้ผมเขียนเพลงไตเติลเพลงนี้ ก็เมื่อ พจมาน พินิตนันทน์ นั่งรถแท็กซี่มาจอดหน้าประตูรั้ว บ้านทรายทอง หลังจากขนกระเป๋าเดินทางที่บรรจุเสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวลงแล้ว เธอหิ้วกระเป๋าเดินทางตรงไปที่ประตูรั้วใหญ่ บานประตูอันหนากว้างนั้น เผยออยู่นิดหน่อย มองดูรู้ว่าไม่ได้ใส่กลอน แต่กว่าจะเปิดออกได้ ฝ่ามือก็รู้สึกหนัก และต้องออกแรง       
        ถึงตรงนี้ ความลังเลก็ติดตามถามความรู้สึก ของตัวพจมานเองว่า เธอจะเข้าไปดีไหม แล้วจะพบกับอะไร เขาจะต้อนรับลูกสาวตระกูล พินิตนันทน์ หรือเปล่า...       
        พจมาน ตัดสินใจ เดินอาดขึ้นไปหน้าบันไดตึกใหญ่ กระเป๋าทั้งใบและสัมภาระที่ติดตัวมา จะดูเบายิ่งกว่าเบา       
        แต่ซองจดหมายที่จ่าหน้าซอง ถึง หม่อมพรรณราย แห่ง บ้านทรายทอง ดูจะหนักเสียยิ่งกว่าหนักอีก กว่าจะถึงมือ หม่อมพรรณราย สว่างวงศ์ พจมาน ก็ได้แต่ภวนาว่า       
        ...โปรดอย่าอิจฉา สมาชิกใหม่ ของบ้านทรายทอง..” 
ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนถึง สวลี ผกาพันธุ์ ไว้ใน ผู้หญิงคนนี้ สวลี ผกาพันธุ์ จาก หนังสือ คอนเสิร์ต 55 ปี สวลี ผกาพันธุ์ ราชินีโลกมายา ว่า       
        “...เป็นความรู้สึกของนักแต่งเพลงคนหนึ่ง อยากจะตีกรอบติดดาวเพลงดัง ให้ใครสักคนหนึ่ง คนนั้นต้องเป็น คนโปรด คนพิเศษ ที่เธอกรองลมหายใจไว้กับเพลง จากหนึ่งร้อยเป็นพัน รวมไปถึงบทเพลงของผมด้วย       
        อย่างน้อย คุณต้องนึกถึง เพลงนำภาพยนตร์ เรื่องเรือนแพ หยาดเพชร เพลงเอกในภาพยนตร์ เรื่อง เงิน เงิน เงิน และคงไม่ลืม เพลงดอกแก้ว ที่ทำเงินเป็นบ้าเป็นหลังให้ผู้สร้าง เพราะ ส.อาสนจินดา ทั้งแต่งเองและกำกับเองด้วย หรือ ป่าลั่น ใน เทพบุตรนักเลง ของ รพีพร       
        เราต้องไม่ลืม ติดดาว ให้กับเพลงไตเติล ของภาพยนตร์ และละคร ที่ผ่านมาหลายกาลเวลา หลายครั้งหลายครา       
        คุณคงจำ เพลงจำเลยรัก ได้       
        “...กักขังฉันเถิด กักขังไป ขังตัวอย่าขังหัวใจดีกว่า อย่าขังหัวใจ ให้ทรมา ให้ฉันเศร้าโศกา เหมือนว่าฉันเป็น เช่นดังจำเลย..”       
        ดีที่สุด ที่ผมตีกรอบเป็นพิเศษให้ คือ เพลงบ้านทรายทอง ไตเติลเพลงนี้ กำเนิดที่ ช่อง 4 ขาว ดำ บางขุนพรหม...
        ฉลอง สิมะเสถียร เป็นชายกลาง ...คนแรกที่แสดงเป็น พจมาน สว่างวงศ์ คือ สวลี ผกาพันธุ์       
        บ้านทรายทอง เป็นนวนิยาย ที่นักอ่านทั่วประเทศชื่นชอบยอมรับ ติดลมเร็ว สร้างทั้งละครและภาพยนตร์หลายยุค หลายสมัย เป็น เรื่องของ ความรัก กับ ศักดินา       
        ผมต้องยกเครดิตให้ สวลี ผกาพันธุ์ ทั้ง เล่น ทั้งร้อง หาใครเปรียบมิได้...        ...
        ในขณะที่ ชรินทร์ นันทนาคร พูดถึง เรื่องนี้ไว้ ใน 55 ปี สวลี ผกาพันธุ์ อีก 1 วัน ที่มีความหมายว่า       
       “...จะด้วยเวทมนต์แห่งโลกมายาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่พาชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งแม่ตั้งใจจะให้เป็น นายแพทย์รักษาคนไข้ กลายมาเป็นนักร้องสลับฉากละคร       
        สมัยนั้น เมืองไทยมีละครเวทีที่ยิ่งยง บ้านทรายทอง ถูกนำมาสร้าง และได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่       
       พจมาน สว่างวงศ์ โลดแล่นจากตัวหนังสือ มามีชีวิตชีวาบนเวทีอันทรงเกียรติ บทบาทของผู้หญิงคนหนึ่ง ติดตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ชม อย่างน่าภาคภูมิใจ       
        คนแรก และ คนเดียว ก่อนที่ละครเวทีจะแตกดับไปจากโลกบันเทิง       
        สวลี ผกาพันธุ์ ถือเป็นนางเอกละครที่ร้องเพลงเพราะที่สุด       
        เมื่อไม่มีเวทีละคร เธอก็ใช้ เสียง ประกาศคุณค่าของ ชื่อ ตลอดมา จนทุกวันนี้ เธอคือ นักร้องศิลปินแห่งชาติ คนแรก“        ...
       เพลงจำเลยรัก       
       คำร้อง - ชาลี อินทรวิจิตร/ทำนอง - สมาน กาญจนะผลิน

YouTube Video


       เจ็บแค้นเคืองโกรธ โทษฉันไย 
       ฉันทำอะไร ให้เธอเคืองขุ่น
       ปรักปรำ ฉันเป็นจำเลยของคุณ 
       นี่หรือพ่อนักบุญ แท้จริงคุณคือคนป่า       
       ไม่ขอคุกเข่า เฝ้าง้องอน 
       แม้นใจขาดรอน ขอตายดีกว่า
       ไม่ขอ ร้องใครให้กรุณา 
       ไม่ขอเศร้าโศกา หรือบีบน้ำตา อ้อนวอนใครๆ       
       เชิญคุณ ลงทัณฑ์บัญชา 
       จนสมอุรา จนสาแก่ใจ
       ไม่มีวัน ที่ฉันจะร้องไห้ 
       ร่ำไรเพราะฉันมิใช่ หญิงเจ้าน้ำตา       
       กักขังฉันเถิด กักขังไป 
       ขังตัว อย่าขังหัวใจดีกว่า
       อย่าขังหัวใจ ให้ทรมา 
       ให้ฉันเศร้าโศกา เหมือนว่าฉันเป็น เช่นดังจำเลย
       
        เพลงนี้ บันทึกแผ่นเสียง โดย สวลี ผกาพันธุ์ เมื่อ ปี พ.ศ.2506 และถือได้ว่าเป็นเพลงฮิตอีกเพลงหนึ่งของศิลปินแห่งชาติผู้นี้ (สัปดาห์หน้าอ่านที่มาที่ไปของเพลง "จำเลยรัก")
        ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าเอาไว้ ใน หนังสือ บันเทิง บางที ชาลี อินทรวิจิตร ถึงความเป็นมาเป็นไปของ เพลงจำเลยรักไว้อย่างน่าติดตาม ว่า...       
        “..วงดนตรีประสานมิตร ในความควบคุมของ คุณพิบูล ทองธัช ทำให้ผมได้สัมผัสชีวิตกับ สมาน กาญจนะผลิน ชาลี อินทรวิจิตร, ชาลี อินทรวิจิตร, ประสิทธิ์ พยอมยงค์, สง่า อารัมภีร, ชาลี อินทรวิจิตร       
        เป็นเรื่องน่าคิด ที่ชื่อมาคล้องจองกันโดยบังเอิญ ผมร่วมแต่งเพลงกับท่านทั้ง 3 นี้ เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะ คุณสมาน แต่งเพลงด้วยกันมากที่สุด ได้รับรางวัลร่วมกันมากมาย สุดยอดที่เป็นเพลงประจำชาติ ประจำแผ่นดิน ก็คือ เพลงสดุดีมหาราชา ในภาพยนตร์ เรื่อง ลมหนาว ของ ชรินทร์ นันทนาคร       
        วิธีการแต่งเพลงของผมกับน้าหมาน ค่อนข้างจะไม่เหมือนใคร       
        สมัยนั้น ประมาณ พ.ศ. 2503 มีห้องอัดเสียงอยู่ 3 แห่ง กมลสุโกศล ยีน ซีมอน และ อัศวินการละครและภาพยนตร์
        บังเอิญเพลงภาพยนตร์ต้องรีบอัดก่อน เพราะหนังกำลังใกล้จะฉายแล้ว       
        ผมไปขอร้อง ผู้ที่เช่าห้องอัดเสียงในวันนั้น คือ คุณปรีชา เมตไตรย์ หัวหน้าวงดนตรีทหารอากาศว่าผมขอแทรก เพลงจำเลยรัก 1 เพลง เขาบอกว่า อาจจะได้ตอนช่วงบ่ายคล้อยเย็น เพราะ สวลี ต้องร้องอัดถึง 10 เพลง       
        10.00 น. เพลงแรกของเขาเริ่มอัดแล้ว ระหว่างรอ ทีมงานกับผมก็เล่นรัมมี่กัน เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ซีเรียส       
        น้าหมานมา เอาเนื้อเพลงท่อนแรกจากผม น้าหมานถนัดเอาเนื้อเพลงไปยัดใส่ทำนอง ไม่ใช่เอาทำนองไปใส่เนื้อ ผมเขียนเพลงท่อนแรกว่า “เจ็บแค้นเคืองโกรธ โทษฉันไย ฉันทำอะไร ให้เธอเคืองขุ่น ปรักปรำฉัน เป็นจำเลยของคุณ นี่หรือพ่อนักบุญ แท้จริงคุณคือคนป่า”       
        20 นาทีต่อมา น้าหมานเอาแอกคอเดียน มาดีดทำนองที่แต่งแล้ว 1 ท่อน ให้ฟัง ผมขนลุกซู่ด้วยความไพเราะ ครึ่งชั่วโมงต่อมา เนื้อเพลงท่อนสองเสร็จเรียบร้อย...“ไม่ขอคุกเข่า เฝ้าง้องอน แม้ใจ ขาดรอน ขอตายดีกว่า ไม่ขอร้องใคร ให้กรุณา ไม่ขอเศร้าโศกา หรือบีบน้ำตา อ้อนวอนใครๆ”        
        ถึงตรงนี้ ผมบอกน้าหมาน ว่า ให้ น้าหมาน แต่งทำนองมาก่อนดีกว่า ถ้าเพราะ ผมจะใส่เนื้อตาม น้าหมาน หายไปชั่วครู่ ก็กลับมาดีดทำนองท่อนแยกให้ฟัง ผมไม่ชอบ เพราะมันคล้ายกับท่อนหนึ่งและท่อนสอง ผมบอกว่าไม่เพราะเลย แกเถียงว่า เพลงไมเนอร์ ทำนองท่อนแยกควรจะเป็นไมเนอร์       
        ผมเถียงว่า เปลี่ยนเป็นเมเจอร์มั่งไม่ได้เชียวหรือ ผิดกฎหมาย ถูกตัวหัวคั่งแห้งหรือเปล่า       
        “มันต้องทำสะพานทั้งเข้าทั้งออก ไม่งั้นคนร้องจะล่ม” แกบอก       
        “ถ้างั้น น้าหมาน ไปสร้างสะพานเพชร สะพานทอง สะพานไม้ได้เลย ผมต้องการท่อนแยกเป็นเมเจอร์”       
        ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทำนองท่อนแยกก็พลิ้วหวานในคอร์ดเมเจอร์ ดังกระหึ่มจากแอกคอเดียน ผมเขียนเนื้อตาม ด้วยความประทับใจ
       “เชิญคุณลงทัณฑ์ บัญชา จนสมอุรา จนสาแก่ใจ ไม่มีวัน ที่ฉันจะร้องไห้ ร่ำไร เพราะฉันมิใช่ หญิงเจ้าน้ำตา”       
        ผมกระซิบกับ น้าหมาน ว่า       
        “เพลงนี้จะดังที่สุด ถ้าไม่ดัง ผมเลิกแต่งเพลงเลย”       
        “แล้วท่อนสุดท้าย เมื่อไหร่จะเสร็จ ล่ะ” เขาถาม       
        ผมหลิ่วตากับเขา อย่างกระหยิ่มใจ แทนคำตอบ เพราะผมคั่วสเปโตอยู่ ใครทิ้งสเปโต ผมน็อกมืด แต่แล้วเกมนั้น ผมกลับถูกลบมืด เพราะมือเหนือ เขากักสเปโต       
        ฉับไว เนื้อเพลงท่อนสุดท้าย ก็วาบขึ้นในสมองทันที       
        “กักขังฉันเถิด กักขังไป ขังตัว อย่าขังหัวใจดีกว่า       
        อย่าขัง หัวใจให้ทรมา ให้ฉันเศร้าโศกา เหมือนว่า ฉันเป็นเช่นดังจำเลย” เพลงจบ ผมลบมืด จริงๆ นะ จะบอกให้
 ผลงานเพลง ของ ครูชาลี อินทรวิจิตร ได้รับ ความนิยมและ ได้รับรางวัลต่างๆมากมายหลายรางวัลด้วยกันอีกหลาย เช่น เพลงกุลสตรี เพลงกว๊านพะเยา เพลงทะเลไม่เคยหลับ เพลงทุ่งรวงทอง เพลงน้ำตานกขมิ้น เพลงมนต์รักดอกคำใต้ เพลงเรือนแพ เพลงยามชัง เพลงหยาดเพชร ฯลฯ       
        ในปี พ.ศ. 2536 ครูชาลี อินทรวิจิตร ได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติ ให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้ประพันธ์คำร้อง ผู้กำกับภาพยนตร์ ) จาก สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ อันถือว่า เป็นเกียรติยิ่งสำหรับ ครูเพลงผู้สร้างสรรค์ผลงานเพลงอันเป็นอมตะ ผู้นี้       
        ธารทิพย์ สิทธิเชนทร์ เขียนไว้ ใน ปริญญานิพนธ์ วรรณกรรมเพลง ของ ชาลี อินทรวิจิตร ว่า       
        “... ชาลี อินทรวิจิตร เป็นผู้ประพันธ์เพลงที่มีความสามารถ และ มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง ผลงานเพลงของท่าน ได้รับความนิยม และรู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้รับรางวัลต่างๆมากมาย...       
        วรรณกรรมเพลง ของ ชาลี อินทรวิจิตร นอกจากสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและวัฒนธรรมไทยหลายด้านแล้ว ยังประกอบด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์ เป็นงานประพันธ์ที่ไพเราะ สละสลวยและประณีต ทั้งทางด้านฉันทลักษณ์ และการเลือกสรรถ้อยคำที่ใช้ จนเป็นที่ยอมรับจากบุคคลทั่วไป”       
        ส่วน วราห์ วรเวช อดีตนายก สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย บอกว่า       
        “...บทเพลงอมตะของพี่ชาลี เป็นเพลงที่เพียบพร้อม งดงามวิจิตร เชิดชูภาษาไทยของชาติเรา บทร้อยเรียงที่มีคุณค่า ประดุจมณีที่ผ่านการเจียระไน อย่างละเมียดละไม มาประดับเรือนแหวน       
        ฉะนั้น บทเพลงของพี่ชาลี จึงเป็นบทเพลงที่มีคุณค่า ประดุจบทกวี ที่ประดับวงการศิลปะวัฒนธรรมของไทย ไปอีกนานแสนนาน...”       
        ชรินทร์ นันทนาคร เขียนเอาไว้ใน วลี รัตนโกสินทร์ คอลัมน์ หกแยกบันเทิง จาก หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ว่า       
        “... ศิลปิน บอกกับเราว่า อารมณ์ ก็คือปัจจัยทำให้เกิดจินตนาการ แต่ก็ไม่ง่ายเลย ที่ศิลปิน จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้มีอายุยืนยาวจีรังยั่งยืน และไม่มีวันตาย ไม่ว่าจะเป็น จิตรกรรม ศิลปกรรม ประติมากรรม หรือบทกวีอันล้ำค่า รวมทั้ง วลี ต่างๆ ที่ร้อยเป็น บทเพลง
       ให้เราได้ยินผ่านหู มาเป็นเวลาเนิ่นนาน       
        ถ้าฟังแล้วสะดุดหยุดคิด จะเห็นว่า วลี ต่างๆ เหล่านั้น ให้ทั้งความประทับใจ และ กินใจอย่างลึกซึ้ง เช่น... ”ความรักก็คือบุปผา ผลิดอกที่ตา แล้วมาบานเบ่งที่ใจ...”       
        ศิลปินผู้เขียนเพลงนี้ แม้จะไม่ใช่มหาเศรษฐีแห่งถ้อยคำ แต่ก็เป็นคนจากที่พากเพียร เป็นศิลปิน ที่ไม่ยอมให้ศิลปะของตนเองต่ำต้อย       
        ครั้งหนึ่ง เขาทูลเสด็จองค์ชายใหญ่แห่งวังอัศวินว่า เขาจะไม่กินอะไร เขาจะไม่หนีไหไหน จนกว่าจะแต่งเพลงให้เป็นที่พอพระทัย       
        เขาชื่อ ชาลี อินทรวิจิตร       
        ตี 3 ชาลี หิว มองไปทางหน้าต่างของห้องบันทึกเสียงอัศวิน เบื้องล่างคือซอยโรงเลี้ยงเด็ก ที่เต็มไปด้วยสารพัดอาหาร ข้าวมันไก่ โจ๊ก ปาท่องโก๋ ฯลฯ เขานิ่งไปพักใหญ่ แล้วหันมาตะโกน จนทุกคนตกใจ       
        “เสด็จ...” แล้วเขาก็ร้องเป็นเพลง       
        ”หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน ชีวิตกลางน้ำสุขสันต์ โอ้สวรรค์ ในเรือนแพ...”       
        นั่นคือ วลี ที่พาให้ เพลงเรือนแพ ลอยอยู่ในความทรงจำอันแสนหวาน ของท่านผู้ฟังมาจนทุกวันนี้       
        อีกครั้ง เขาแต่ง เพลงจำเลยรัก แต่ไม่สามารถจะหาถ้อยคำที่ถูกใจมาเป็นท่อนจบได้ เขาลงเล่นไพ่รัมมี่ ถูกเพื่อนกินไปเรื่อยๆ เขาก็เล่น       
        เขารอตัว สเปโต (แหม่มโพธิ์ดำ) เพื่อที่จะน็อคมืดให้ลือลั่น แต่เจ้ากรรม มือบนก่อนหน้า ชาลี ชอบกักตัวนี้เอาไว้ จนชาลี ต้องยอมแพ้       
        แต่เขาคว้ากระดาษมาเขียน “กักขังฉันเถิด กักขังไป ขังตัว อย่าขังหัวใจดีกว่า อย่าขังหัวใจให้ทรมา ให้ฉันเศร้า โศกา เหมือนว่า ฉันเป็นเช่นดังจำเลย”       
        เขาเล่นไม่ใช่เพื่อหวังรวย แต่หวังจะหา วลี เพราะๆ มาประดับบทเพลงของเขา จำเลยรัก ก็เลยโด่งดัง ตั้งแต่วงการรัมมี่ จนถึงวงการบันเทิง ด้วยประการฉะนี้       
        เป็นที่น่าเสียดาย ศิลปินเหล่านี้ มีค่าเพียง ผู้เขียนคำร้อง เท่านั้น ทั้งๆ ที่ เพลงแต่ละเพลง จะมีความลึกซึ้งแค่ไหน ก็ไม่มีโอกาส ได้รับการยกย่องว่า เป็น กวีรัตนโกสินทร์ เป็นได้ก็เพียง วลีรัตนโกสินทร์...”       
        ทุกวันนี้ ครูชาลี อินทรวิจิตร มีสุขภาพแข็งแรง สดชื่น ยังมาร่วมงานในวงการเพลง และคอนเสิร์ตต่างๆอยู่เป็นประจำ

Comments