อาณาจักรสุโขทัย

  1. อาณาจักรสุโขทัย

พ.ศ. 1792 - 1981

 

                            เมื่ออาณาจักรขอมเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในพุทธศตวรรษที่  17  นั้น   อิทธิพลของขอมแผ่ขยายครอบคลุมดินแดนสุวรรณภูมิ  อารยธรรมหรือวัฒนธรรมของขอมจึงแทรกซึมไปในหมู่ประชากรของบริเวณนี้อย่างทั่วถึงและผสมตลุกเคล้าเป็นวัฒนธรรมสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน        ครั้นอาณาจักรขอมเสื่อมลงในตอนปลายพุทธศตวรรษที่  18  กลุ่มคนไทยหรืออาณาจักรต่างๆ ของคนไทยที่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขอมจึงต่างพยายามตั้งตนเป็นอิสระ

 

การสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย        

                         ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย  เมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัย  มีเจ้าเมืองปกครองมีพระนามว่า  พ่อขุนศรีนาวนำถม     เมื่อสิ้นรัชกาลได้มีบุคคลปรากฏตามศิลาจารึกว่า  ขอมสบาดโขลญลำพง     เข้ามามีอำนาจปกครองเมืองทั้งสอง   พ่อขุนบางกลางหาว   เจ้าเมืองบางยาง  กับพระสหายคือ  พ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด   ซึ่งเป็นโอรสพ่อขุนศรีนาวนำถม  ได้ชักชวนคนไทยผู้รักชาติบ้านเมืองทั้งหลายให้รวมตัวผนึกกำลังชิงเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัยจากขอมสบาดโขลญลำพง   ประกาศสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชอาณาจักรอิสระ  ประกอบพระราชพิธีอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวเป็นกษัตริย์ปกครองสุโขทัย  ทรงพระนามว่า  “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์”  ใน  พ.ศ. 1792

                         พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้ทรงปกครองอาณาจักรสุโขทัย  เป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์พระร่วงโดยมีการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด  ด้วยความเป็นพระสหายของพ่อขุนทั้งสองและเครือญาติสนิทางการสมรส  คือ  พระมเหสีของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้นมีเชื้อพระวงศ์เป็นพระขนิษฐาของพ่อขุนผาเมือง  มีพระนามว่า  นางเสือง   ซึ่งต่อมาได้มีโอรสเสวยราชสมบัติปกครองอาณาจักรสุโขทัยให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาถึง  2  พระองค์  คือ   พ่อขุนบานเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 

ปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

                          ปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย  มี  2  ด้าน  คือ

1.               ปัจจัยภายใน    ได้แก่

 มีผู้นำที่เข้มแข็ง       ในสมัยนั้นผู้นำคนไทยที่กล้าหาญมีสติปัญญาเฉียบแหลมและรอบคอบ  2  คน  ซึ่งเป็นสหายกัน  ได้แก่ พ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด  และพ่อขุ

บางกลางหาว  เจ้าเมืองบางยาง  ได้ร่วมกันรวบรวมคนไทย  และกำลังเข้าต่อสู้กับขอมจนสามารถขับไล่ขอมไปได้

 มีขวัญและกำลังใจดี    การที่คนไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งมีความสามารถ  ทำให้มีขวัญและกำลังใจดี  มีความเชื่อมั่นว่าจะต่อสู้เอาชนะขอมได้  ต่างก็มีความปรารถนาที่

จะขับไล่ขอมออกไป  เพื่อจะได้มีความเป็นอิสระและมีเอกราชสมบูรณ์  จึงได้ผนึกกำลังกันต่อสู้และเอาชนะขอมได้สำเร็จ

 รับความเป็นอิสระ    คนไทยมีนิสัยรักอิสระไม่ชอบให้ผู้ใดกดาขี่ข่มเหงบังคับ  ดังนั้นเมื่อพ่อขุนบางกลางหาว  และพ่อขุนผาเมืองได้ร่วมมือกันขับไล่ขอมเพื่อให้

คนไทยได้รับอิสรภาพ  จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวไทยทุกคนด้วยดี  จนสามารถาขับไล่ขอมและปลดปล่อยกรุงสุโขทัยเป็นอิสระได้ในที่สุด

                                   บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์   เมืองสุโขทัยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรมีการเพาะปลุก  การเลี้ยงสัตว์  และการจับสัตว์น้ำ  ทำให้ผู้คนเข้ามาอาศัย       

ตั้งบ้านเรือนกันเป็นชุมชนที่ค่อนข้างหนาแน่น  เมืองสุโขทัยจึงพร้อมด้วยเสบียงอาหาร  และกำลังคน

2.               ปัจจัยภายนอก

 ขอมมักจะรุกรานและแผ่อำนาจเข้าไปในอาณาจักรอื่นๆ  ต้องทำสงครามรบพุ่งเป็นระยะเวลายาวนาน  โดยเฉพาะกับอาณาจักรจามปา   กษัตริย์ขอมต้องทำสงคราม

ยึดเยื้อหลายรัชกาล  ต้องเสียกำลังคน  เสบียงอาหาร  ทรัพยากรและขาดการทำนุบำรุงบ้านเมือง  ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจประชาชนท้อแท้เบื่อหน่าย

 การที่ขอมขยายอาณาเขตออกไปไกล  ทำให้ไม่สามารถออกไปไกล  ทำให้ไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้อย่างถาวร  แม้จะแก้ปัญหา  โดยตั้งเมืองใหญ่ให้เป็นศูนย์

อำนาจ  เช่น  ลพบุรี  สุโขทัย  แต่การปกครองก็มิได้มีประสิทธิภาพในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาอำนาจของคนในดินแดนชาติอื่นที่ตนยึดครองไว้ได้

 การสร้างปราสาทหรือเทวสถานไว้ประดิษฐานศิวลึงค์   เพื่อการบูชาและการสร้างสาธารณูปโภคของกษัตริย์แต่ละพระองค์  ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ขอมเสื่อม

อำนาจ  เพราะต้องใช้แรงงาน  ใช้ทรัพยากรและเสบียงอาหารจำนวนมากมาย  ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจทำให้ต้องเก็บภาษีจากประชาชนมากขึ้น  ประชาชนจึงไม่ร่วมมือกับทางราชการ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ อาณาจักรขอมจึงเสื่อมลง  เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมกันกำจัดอำนาจอิทธิพลของขอมได้สำเร็จ

 

พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย

                         ราชวงศ์พระร่วงปกครองอาณาจักรสุโขทัย  โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก  และมีพระมหากษัตริย์สืบต่อมารวม  9  พระองค์  ตลอดเวลาเกือบ  200  ปี  ดังนี้

 

รัชกาลที่

พระนาม

ปีที่ขึ้นครองราชย์  (พ.ศ.)

ปีที่สวรรคต  (พ.ศ.)

1

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

1792

ไม่ปรากฏ

2

พ่อขุนบานเมือง

ไม่ปรากฏ

1822

3

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

1822

1841

4

พระยาเลอไทย

1841

ไม่ปรากฏ

5

พระยางั่วนำถม

ไม่ปรากฏ

1890

6

พระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทย)

1890

1911

7

พระมหาธรรมราชาที่ 2

1911

1942

8

พระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย)

1942

1962

9

พระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)

1962

1981

 

 

รัชกาลที่ 1   พ่อขุนศรีอินทราทิตย์   

ตำนานพระพุทธสิหิงค์  กล่าวว่า  เป็นชาวเมืองนครชุม  (กำแพงเพชร)   ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์นั้น  ศิลาจารึกระบุว่ามาจากเมืองบางยาง  และเป็นพระสหายกับ

พ่อขุนผาเมือง    พระราชกรณียกิจที่สำคัญ  ได้แก่

                               การขยายอาณาเขต     ในระยะเริ่มต้นอาณาจักรในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้น  มีอาณาเขตไม่กว้างขวางนัก  มีเมืองสุโขทัยกับเมืองศรีสัชนาลัย (เมืองสวรรคโลกเก่า)  เป็นราชธานีทั้งสองเมือง  นอกจากนี้ก็มีหัวเมืองขึ้นทางริมลำน้ำปิง  ยม  น่าน  เพียงไม่กี่เมือง

                             เมื่ออาณาจักรสุโขทัยได้รับการสถาปนาขึ้นมาเป็นอิสระจากขอมได้นั้น  เจ้าเมืองต่างๆ  ในดินแดนใกล้เคียงกับสุโขทัยยอมรับในความสามารถของผู้นำสุโขทัย  จึงอ่อนน้อมโดยสันติรวมอยู่กับอาณาจักรสุโขทัย  แต่เจ้าเมืองบางเมืองคิดว่าตนมีอนาจเข้มแข็งพอ  จึ่งมิได้อ่อนน้อมต่อกรุงสุโขทัย  และก่อสงครามขึ้นเพื่อแข่งขันการมีอำนาจ  ในบรรดาเจ้าเมืองประเภทหลังนี้  ปรากฏว่าขุนสามชน  เจ้าเมืองฉอด  (เมืองฉอดปัจจุบันเป็นเมืองร้าง  อยู่ที่ด่านแม่สอดทางทิศตะวันตกของจังหวัดตาก)  ได้ยกทัพมาตีเมืองตากอันเป็นเมืองในอาณาเขตของสุโขทัย  พ่อาขุนศรีอินทราทิตย์จึงยกทัพไปปราบ  เกิดสงครามครั้งสำคัญขึ้น  ในการรบครั้งนี้พระราชโอรสองค์เล็ก  ซึ่งมีชันษา  19  ปี  ได้เข้าชนช้างกับขุนสามชนจนได้รับชัยชนะ  ทำให้กองทัพเมืองฉอดแตกพ่ายไป  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงประทานนามพระราชโอรสว่า  พระรามคำแหง  เพื่อเป็นการบำเหน็จ  ศึกครั้งนี้ทำให้เกียรติยศชื่อเสียงของพระโอรสแผ่ไปทั่ว

                           นับแต่นั้นมาพระรามคำแหงได้เป็นกำลังสำคัญของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ในการทำศึกสงคราม  สร้างกำลังรบให้สุโขทัยเข้มแข็งพอที่จะป้องกันตนและปราบศัตรูได้ราบคาบ  เป็นผลดีแก่อาณาจักร  คือ  มีความมั่นคง  และมีอำนาจทางการเมืองเหนืออาณาจักรอื่นๆ  และเป็นรากฐานให้ชาติบ้านมีความเจริญก้าวหน้าสืบต่อมา

                          การปกครอง    พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จัดระเบียบการปกครองยึดนโยบายการป้องกันประเทศเป็นสำคัญ  แต่คำนึงถึงสิทธิหน้าที่ของประชาชนพลเมือง  โดยปกครองประชาชนในฐานะบิดากับบุตร  ทั้งบิดาและบุตรมีหน้าที่เป็นทหารป้องกันประเทศในยามสงคราม  แต่ยามสงบพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน  ด้วยการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร  ราษฎรมีหน้าที่รับใช้ชาติบ้านเมืองของตน  โดยการประกอบอาชีพให้มีรายได้และเสียภาษีอากรให้แก่รัฐ

 

รัชกาลที่ 2  พ่อขุนบานเมือง

                        พระราชโอรสองค์ใหญ่สของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์   ขึ้นครองราชย์ปีใดไม่ปรากฏ  ระหว่างครองราชย์ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ ไว้ในอำนาจ  โดยมีพระอนุชาคือ  พระรามคำแหง  เป็นกำลังสำคัญ

 

รัชกาลที่ 3  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

                      พระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์   พระอนุชาของพ่อขุนบานเมือง  ขึ้นครองราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822   ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง   กรุงสุโขทัยมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าไปจากเดิมมาก  เป็นต้นว่ามีการปกครองเข้มแข็ง  ใกล้ชิดราษฎรไพร่ฟ้าประชาชนมีความอยู่ดีกินดี  มีการนำชลประทานมาใช้ทางการเกษตร  ทำให้ได้ผลดีขึ้น  การอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้า  มีการติดต่อค้าขายกับต่างปรเทศ  การเศรษฐกิจ  และการเมืองมั่งคง  ทำให้มีอำนาจทางการเมืองแผ่ไปกว้างใหญ่ไพศาล  จนได้รับการเทิดพระเกียรติด้วยพระนามว่า  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช   ในภายหลังพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ควรนำมากล่าวมีดังนี้

1.               ทรงเป็นนักรบ      พระองค์ทรงชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  ทรงเข้มแข็งในการศึกสงคราม  ทรงเป็นแม่ทัพไปปราบเมืองต่างๆ  ในรัชกาล

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนบานเมือง  จนเป็นที่เกรงขามของอาณาจักรอื่นๆ  เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์มีหลายเมืองที่ยอมอ่อนน้อมโดยพ่อขุนรามคำแหงมิได้ส่งกองทัพไปรบ  ได้แก่  เมืองหงสาวดี เมืองสุพรรณภูมิ  (สุพรรณบุรี)    เมืองราชบุรี   เมืองเพชรบุรี   เมืองหลวงพระบาง   เมืองเวียงจันทร์  และเมืองนครศรีธรรมราช  เป็นต้น  ทำให้มีอาณาเขตแผ่ออกไปกว้างขวางมาก  คือ

                  ทิศเหนือ    มีอาณาเขตครอบคลุมาเมืองแพร่  น่าน  ปัว  ถึงเมืองหลวงพระบาง

                  ทิศใต้         มีอาณาเขตครอบคลุมเมืองคณฑี (กำแพงเพชร)    พระบาง (นครสวรรค์)    แพรก (ชัยนาท)   สุพรรณภูมิ   ราชบุรี   เพชรบุรี  จดฝั่งทะเลสุดเขตแหลมมลายู

                  ทิศตะวันออก      มีอาณาเขตครอบคลุมเมืองสระหลวง  สองแคว (พิษณุโลก)     ลุมบาจาย (หล่มเก่า)    สคา  และข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปถึงเมืองเวียงจันทร์และเวียงคำ

                  ทิศตะวันตก     มีอาณาเขตถึงเมืองฉอด   ทวาย   ตะนาวศรี   หงสาวดี   และชายฝั่งทะเล

2.               ทรงอุปการะเกื้อกูลเมืองที่ขอพึ่งบารมี       เมืองใดที่มาขอพี่งพระบรมโบธิสมภารหรือยอมอ่อนน้อมโดยดี  ทรงช่วยเหลืออุปการะ  พระราชทานข้าวของเงินทองและไพร่

พล   ช้าง  ม้า  เมืองใดที่ยอมเป็นประเทศราช   ทรงใช้หลักธรรมในการปกครอง   เพื่อให้ประชาชนพลเมืองอยุ่เย็นเป็นสุข   บางเมืองที่เป็นของคนไทยและมิได้เป็นภัย  ก้มิได้รุกราน  เช่น    เมืองแพร่    เมืองน่าน   แม้แต่เมืองละโว้ก็ยังคงเป็นอิสระอยู่ได้

3.               ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1826      ทำให้ไทยมีตัวหนังสือประจำชาติ  มีความเจริญรุ่งเรืองทางวรรณกรรม   ก่อให้เกิดวรรณคดีล้ำค่าสืบมา

4.               ทรงเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภก      ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อจากรัชกาลก่อน   โดยนิมนตร์พระภิกษุที่เคร่งครัดในทางพระวินัยและพระปรมัตถ์จากเมือง

นครศรีธรรมราชมาเป็นผู้สั่งสอน  เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นแบบเดียวกัน  คือ  แบบเถรวาท   หรือ  หินยาน    พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทหรือหินยานได้เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

5.               ทรงเป็นนักปกครองที่เข้าถึงประชาชน        ทรงเป็นผู้นำสร้างชาติให้มั่นคงเป็นแบบอย่างต่อมาคือ  การใกล้ชิดประชาชน  ผู้ใดเดือดร้อนต้องการร้องทุกข์ขอควา

ช่วยเหลือให้เข้าไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้ที่หน้าประตูวัง  จะเสด็จออกมารับเรื่องร้องทุกข์ด้วยพระองค์เอง  จึงทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นเป็นสุข

6.               ทรงมีนโยบายอุปถัมภ์หัวเมืองต่างๆ       ทรงให้ความอุปถัมภ์สนับสนุนหัวเมืองตามโอกาสเป็นต้นว่า  ยกพระราชธิดาให้เป็นมเหสีของ  มะกะโท  (พระเจ้าฟ้ารั่ว)  ผู้นำ

อาณาจักรมอญซี่งเข้ามาสวามิภักดิ์   นอกจากนี้ยังช่วยเหลือหัวเมืองในการสร้างบ้านสร้างเมือง  ด้วยความยุติธรรมเสนอภาคกัน  ทำให้ผู้ครองเมืองต่างๆ  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ไม้กล้าล่วงละเมิดอำนาจพากันเป็นมิตรไมตรี  ไม่รุกรานอาณาจักรสุโขทัย โดยเฉพาะทรงเป็นมิตรสนิทกับพ่อขุนมังรายแห่งอาณาจักรล้านนา  ทำให้ปราศจากศึกศัตรูทางทิศเหนือ

 

รัชกาลที่ 4    พระยาเลอไทย

                        พระราชโอรสของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ครองราชย์ประมาณ  40  ปี   พระยาเลยไทยทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา  ทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน  มุ่งปฎิบัติจนแตกฉาน  มุ่งปฏิบัติธรรม  บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง  การศึกษาพระธรรมและภาษาบาลีได้เริ่มขึ้นและเจริญก้าวหน้าในรัชกาลนี้

 

รัชกาลที่ 5  พระยางั่วนำถม

                       พระอนุชาของพระยาเลอไทย  เมื่อราชาภิเษกแล้วได้ทรงแต่งพระยาลิไทย (พระราชโอรสของพระยาเลอไทย)   ไปปกครองเมืองศรีสัชนาลัย  อันเป็นเมืองที่ถือว่ารัชทายาทแห่งราชบัลลังกืจะพึงครองก่อนเป็นพระมหากษัตริย์  ในรัชกาลนี้ได้มีการปราบปรามเมืองต่างๆ  ที่แข็งเมืองมาตั้งแต่รัชกาลพระยาเลอไทยแต่ไม่สำเร็จ  ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขความเสื่อมโทรม  และความแตกแยกภายในได้  ตอนปลายรัชกาลจึงเกิดจลาจลขึ้น  พระยาลิไทยองค์รัชทายาทจึงยกกำลังจากเมืองศรีสัชนาลัย  เข้าเมืองสุโขทัยเพื่อปราบจลาจล

 

รัชกาลที่ 6   พระมหาธรรมราชาที่ 1   (ลิไทย)

                       พระราชโอรสของพระยาเลอไทย  (รัชกาลที่ 4)   หลังจากปราบการจลาจลในกรุงสุโขทัยได้สำเร็จ  และขึ้นครองราชยืแล้วทรงพิจารณาเห็นว่า  เกิดความแตกแยกและขาดความไว้วางใจกันในอาณาจักร  จึงทรงริเริ่มรวบรวมกำลังอำนาจ   สร้างความสามัคคีเพื่อพัฒนาบ้านเมืองใหม่  ทำให้สุโขทัยเข้มแข็งขึ้น  พระราชกรณียกิจที่สำคัญ  ได้แก่

1.               การปกครอง      พระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทย)    ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปกครองประชาชนในฐานะธรรมราชาหรือพระราชาผู้ทรงธรรม   ทรงยึดมั่นใน

หลักธรรมของพระพุทธศาสนาในการปกครองบ้านเมืองคือ   ทรงปกครองด้วยหบักทศพิธราชธรรม   ซึ่งมิได้มุ่งเน้นที่พระมหากษัตริย์เท่านั้น  แต่หมายรวมถึงข้ารราชบริพาร  ที่ทำหน้าที่แทนพระองค์ในกิจการทั้งหลายอันเกี่ยวกับการปกครอง  มีการชักชวนสงเสริมให้ประชาชนเลื่อมใสศัทธาในหลักธรรมและนำไปปฏิบัติเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

2.               การป้องกันอาณาจักร     ใน  พ.ศ.  1893    เมืองสุพรรณภูมิและเมืองละโว้ (ลพบุรี)    ได้รวมกันตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้น   มีพระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์ประกาศเป็น

อาณาจักรอิสระไม่ขึ้นต่อสุโขทัย  และเมืองลาว  ก็ได้ขยายอาณาเขตเข้ามาจดแดนของอาณาจักรสุโขทัย   ทรงตระหนักในภัยที่อาจเกิดขั้นได้    จึงได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ  ผนึกกำลังรักษาบ้านเมืองไว้ได้อย่างปลอดภัย  นอกจากนี้พระองค์พยายามฟื้นฟูอาณาจักรสุโขทัยให้เป็นที่ยอมรับของอาณาจักรใกล้เคียง  ด้วยการสร้างกำลังกองทัพทำศึกสงครามมยกทัพไปตีเมืองแพร่    และปราบหัวเมืองต่างๆ  อาณาเขตของสุโขทัยในสมัยของพระองค์ลดลงจากสมัยพ่อขุนรามคำแหงมากกว่าครี่ง  มีอาณาเขตดังนี้

                                                  ทิศเหนือ      ถึงเมืองแพร่

                                                  ทิศใต้        ถึงเมืองพระบาง   โดยมีเมืองชากังลาว   เมืองปากยม   เมืองนครพระชุทม    เมืองสุพรรรณภาว    และเมืองพานร่วมาอยู่ด้วย

                                                  ทิศตะวันออก     ถึงแดนอาณาจักรล้านช้างโดยมีเมืองสระหลวง   เมืองสองแคว   เมืองราด   เมืองลุมบาจาย   และเมืองสคารวมอยู่ด้วย

                                                  ทิศตะวันตก    ถึงเมืองฉอด

3.               เศรษฐกิจ        ด้วยเหตุที่อาณาจักรอยุธยาและเมืองลาว   มีกำลังอำนาจเข้มแข็ง   อาจขยายอำนาจและอาณาเขตเข้ามาในอาณาจักรสุโขทัย  จำเป็นต้องสะสมเสบียง

อาหาร  จึงทำนุบำรุงการประกอบอาชีพโดยเฉพาะทางการเกษตรกรรม   ได้มีการขยายพื้นที่การทำกินของราษฎรเพิ่มขึ้น   มีการตัดถนนจากเมืองสองแควไปถึงเมืองสุโขทัย   เพื่อใช้ในการคมนาคม   และใช้พื้นที่สองฟากถนนทำสวนผักผลไม้  ทำไร่  ทำนา  เป็นการเพิ่มผลผลิต  เมื่อไม่เกิดสงครามจึงเป็นผลดีในทางเศรษฐกิจของอาณาจักร

4.               ศาสนา      ทรงศรัทธาพระพุทธศาสนามาก   พระองค์ทรงผนวชอยู่หนึ่งพรรษา   โดยทรงอาราธนาพระมหาสามัสังฆราชชาวลังกา  ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่เมืองนครพัน 

(ปัจจุบันคือ  เมทืองเมาะตะมะ  หรือมะตะบัน)   มาเป็นพระอุปัชฌาย์ในการผนวชของพระองค์  พระองค์ทรงบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง  มีการสร้างพระพุทธบาทโดยจำลองรอยพระพุทธบาทมาจากประเทศลังกา   สร้างสถูปเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองนครชุม   และสร้างศาสนสถานอื่นๆ เป็นการชักชวนให้ประชาชนจากเมืองต่างๆ   มานมัสการสถานศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์สร้างขึ้น  ช่วยให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา  และง่ายแก่การเผยแผ่ปฏิบัติธรรมะ  ส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

5.               วรรณคดี      ทรงนิพนธ์หนังสือ   เตภูมิกถา (เตภูมิกถา  หรือ  ไตรภูมิพระร่วง)   หนังสือเล่มนี้  จัดเป็นวรรณคดีล้ำค่าที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน  พระองค์ทารงนิพนธ์

เพื่อนนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาเผยแผ่เพื่อประพฤติปฏิบัติ  เป็นการปลูกฝังธรรมะให้ประชาชนรู้จักประพฤติในทางที่ชอบและดีงาม มีการนำสวรรค์และนรกมาแสดงเป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนเห้นผลของการประพฤติดี  ประพฤติชั่ว  ปรากฏว่ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนมาก

 

รัชกาลที่ 7   พระมหาธรรมราชาที่ 2

                       พระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทย)    เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลนี้ คือ  กรุงสุโขทัยได้ตกเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรอยุธยา ใน พ.ศ. 1921    ขณะที่พระมหาธรรมราชาที่   ขึ้นครองราชย์นั้น  พระบรมราชาธิราชที่ 1   (ขุนหลวงพะงั่ว)  แห่งอาณาจักรอยุธยา  มีพระราชประสงค์จะรวมชนชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรเดียวกัน  จึงยกทัพรุกรานอาราจักรสุโขทัยหลายครั้ง  ครั้งสำคัญ  คือ  ใน  พ.ศ.  1921  ได้ยกไปตีเมืองชากังราวพระมหาธรรมราชาที่  ทรงเห็นว่า  จะสู้รบต่อไปไม่ได้จึงยอมอ่อนน้อมต่ออยุธยา พระบรมราชาธิราชที่ 1  (ขุนหลวงพะงั่ว)   จึงโปรดให้ครองสุโขทัยต่อไปในฐานะเมืองประเทศราช  จนกระทั่งถึง พ.ศ. 1931   สุโขทัยจึงประกาศตนเป็นอิสระจากอยุธยา

 

รัชกาลที่ 8  พระมหาธรรมราชาที่ 3      (ไสยลือไทย)

                      พระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 2   ในรัชสมัยนี้พระองค์ได้ทำสัญญากับเจ้าเมืองน่าน  ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกั้นเมื่อถูกอาณาจักรอื่นรุกราน  สุโขทัยาจึงมีความสงบในระยะเวลาหนึ่ง

                      พระองค์ทรงมีพระราชโอรส 2   พระองค์  คือ  พระยาบาลเมือง  กับ  พระยาราม  แต่มิได้ทรงแต่งตั้งให้พระองค์ใดเป็นรัชทายาท  ดังนั้นเมื่อเสด็จสวรรคต  พระยาบาลเมือง  กับพระยาราม  จึงชิงราชสมบัติกันเป็นโอกาสให้สมเด็จพระอินทราชา  แห่งอาณาจักรอยุธยา  เสด็จมาระงับการจลาจล  และไกล่เกลี่ยการแย่งชิงราชสมบัติครั้งนี้  ทารงอภิเษกให้พระยาบาลเมืองสงบเรียบร้อย  พระอินทรราชาทรางขอพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3  อภิเษกสมรสกับเจ้าสามพระยาพระราชโอรสของพระองค์  นับเป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยกับราชวงศ์สุพรรณภูมิแห่งกรุงศรีอยุธยามีความเกี่ยงดองเป็นเครือญาติกัน

 

รัชกาลที่ 9  พระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)

                        พระยาบาลเมืองได้รับการอภิเษกให้ครองกรุงสุโขทัย  (ในฐานะปรแทศราชของอยุธยา)   ทารงพระนามว่า  พระเจ้าสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชา   นับว่าพระองค์ได้ทรงเป็นพระมหาธรรมราชาที่ 4  ต่อจากพระราชบิดา (พระมหาธรรมราชาที่ 3)

                       เมื่อพระองค์สวรรคตใน  พ.ศ. 1981   สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่  2   (เจ้าสามพระยา)   แห่งกรุงศรีอยุธยา  ได้ทรงส่งพระราเมศวร  (พระราชโอรสซึ่งประสูติจากพระอัครชายาที่เป็นพระธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3)    ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก  ซี่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย   ทำให้อาณาจักรสุโขทัยรวมกับอาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรเดียวกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  และนับเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรสุโขทัย

 

การเมืองการปกครองสมัยสุโขทัย

                 การปกครองสมัยสุโขทัยเป็นการปกครองระบอบราชาธิปไตย  ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเด็ดขาด  ในตอนต้นของการตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นการปกครองแบบบิดาปกครองบุตร  แต่ตอนปลายสมัยเป็นการปกครองแบบธรรมราชา  และมีการสร้างความสัมพันธ์กับอาณาจักรอื่น  เพื่อพัฒนาอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นเจริญรุ่งเรือง

                อาณาจักรสุโขทัยเมื่อแรกตั้งยังมีอาณาเขตไม่กว้างขวาง  จำนวนพลเมืองยังไม่มาก  และอยู่ในระหว่างก่อร่างสร้างตัว  การปกครองในระยะเริ่มแรกจึงมีลักษณะเป็นระบบครอบครัว  ผู้นำของอาณาจักรมีฐานะเป็นพ่อขุน  มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชน  ผู้ปกครองเปรียบเสมือนบิดาของประชาชนทั้งปวง  ต่อมาภายหลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป  จึงเริ่มใช้วิธีการปกครองที่เป็นแบบแผนมากขึ้น  ความสัมพันธ์ของผู้นำอาณาจักรกับประชาชนแตกกต่างไปจากเดิม  มีความพยายามเพิ่มพูนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ให้สูงขึ้น  ทรงมีฐานะเป็น ธรรมราชา  และทรงให้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา  มาเป็นหลฃักในการปกครอง

 

ลักษณะการปกครอง

                ลักษณะการาปกครองสมัยสุโขทัยแบ่งได้  2  ระยะ  คือ  การปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น  เริ่มจากรัชสมัยพ่อขุนศรึอินทราทิตย์ไปถึงสิ้นรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  กับการปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย  นับจากรัชสมัยพระยาเลอไท  ไปจนกระทั่งอาณาจักรสุโขทัยหมดอำนาจลง

 

การปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น  พ.ศ. 1792 – 1841

                เมื่อขอมมีอำนาจปกครองสุโขทัยอยู่นั้น  การปกครองมีลักษณะคล้ายนายปกครองบ่าว  ซึ่งขัดกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่รักความเป็นอิสรเสรี  เมื่อขับไล่ขอมไปได้  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงจัดระบลบการปกครองเสียใหม่  เป็นการปกครองเสมือนหนึ่งประชาชนทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน  โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นหัวหน้าครอบครัว  คือ  พระมหากษัตริย์ปกครองประชาชนในลักษณะบิดาปกครองบุตร  หรือที่มีผู้เรียกว่า  เป็นการปกครองในระบบ  ปิตุราชาธิปไตย ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้

1.               รูปแบบการปกครองเป็นการปกครองแบบราชาธิปไตย  คือ  พระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นผู้ปกครองสูงสุด  ทรงเป็น

ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย

2.               พระมหากษัตริย์ทรงมีความสัมพันธ์กับราษฎรเสมือนบิดากับบุตร  มิได้มีฐานะแตกต่างจากราษฎรมากนัก  กล่าวคือ 

พระมหากษัตริย์เปรียบได้กับหัวหน้าครอบครัวหรือพ่อ  พระมหากษัตริย์สมัยสุโขทัยตอนต้น  มักใช้พระนามว่า  พ่อขุน  เช่น  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์   พ่อขุนผาเมือง  พ่อขุนรามคำแหง  เป็นต้น  อันสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนว่ามีความใกล้ชิดกัน

3.               ลักษณะการปกครองระบบครอบครัวลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ  นอกจากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเสมือนบิดาของราษฎรแล้ว 

ยังมีการจัดระบบการปกครอง  ให้ครัวเรือนหลายครัวเรือนหลายครัวเรือนรวมกันเป็นบ้าน  อยู่ในความดูแลของ  พ่อบ้าน  ผู้อยู่ในปกครองเรียกว่า  ลูกบ้าน  หลายบ้านรวามเป็น  เมือง  มีผู้ปกครองเรียกว่า  พ่อเมือง   เมืองหลายเมืองรวมกันเป็น  ประเทศ  อยู่ในปกครองของ  พ่อขุน  แสดงให้เห็นว่านอกจากพ่อขุนผู้เป็นประมุขสูงสุดแล้ว  ยังมีผู้ปกครองที่ได้รับมอบหมายจากพ่อขุน  ทำหน้าที่เป็นกลไกทางการปกครองอีกด้วย

4.               พระมหากษัตริย์ทรงยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการบริหารบ้านเมือง  และทรงชักชวนให้ประชาชนปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก  ดังจะเห็นได้จากข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง  ซึ่งกล่าวไว้

ดังนี้  “..........พ่อขุนรามคำแหง  เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัยนี้  ปลูกไม้ตาลนี้ไว้สิบสี่ข้าว  จึ่งให้ชางฟันขดานหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับเดือนโอกแปดวัน  วันเดือนเต็มเดือนบ้างแปดวัน  ฝูงปู่ครู  เถร  มหาเถร  ขึ้นนั่งเหนือขดานหินสูดธรมแก่อุบาสกฝูงท่วยจำศีล......”

                การที่พ่อขุนรามคำแหงทรงให้พระเถระทังหลายนำหลักธรรมทางพระพุทะศาสนามาเผยแผ่  สั่งสอนราษฎรให้เป็นผู้ประพฤติดีประพฤติชอบตามหลักธรรม  ก็เพื่อจะให้ราษฎรเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธ  โดยพระองค์ทรงนำทางเป็นตัวอย่าง  คือ  ทรงให้พระเถระเทศนาสั่งสอนที่กลางดงตาลในวันสิ้นเดือน  (วันเดือนดับ)   วันขึ้นแปดค่ำ  (เดือนโอกแปดวัน)   วันเพ็ญ (วันเดือนเต็ม)   และวันแรมแปดค่ำ (เดือนบ้างแปดวัน)  เป็นประจำ  เป็นการนำธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้เกิดความสามัคคีเป็นประโยชน์ต่อการปกครอง  ดังศิลาจารึกที่กล่าวไว้ดังนี้   “.......คนในเมืองสุโขทัยนี้  มักทาน  มักทรงศลี  มักโอยทาน  พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้  ทั้งชาวแม่ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง  ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย  ทั้งผู้ชายผู้หญิง  ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา  ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน.........”

 

การปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย   พ.ศ. 1841 – 1981

                หลังจากพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเสด็จสวรรคต  ใน พ.ศ. 1841  แล้ว  อาณาจักรสุโขทัยเริ่มระส่ำระสาย  พระมหากษัตริย์องค์ต่อมาคือ  พระยาเลอไท  และพระเจ้างั่วนำถม  ไม่อาจรักษาความมั่นคงของอาณาจักรไว้ได้  เมืองหลายเมืองแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกรุงสุดขทัย  สภาพการเมืองภายในเกิดปํญหาการสืบราชสมบัติ  รูปแบบการปกครองแบบบิดากับบุตร  หรือแบบปิตุราชาธิปไตย  เริ่มเสื่อมคลายลง  เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มั่นคงเพียงพอ

                ความระส่ำระสายในอาณาจักรสุโขทัย  มีขึ้นตลอดระยะเวลาประมาณ  50  ปี  หลังจากพ่อขุนรามคำแหงมหาราชสวรรคต  ถึงขนาดทำให้การขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าลิไทยย   ต้องใช้กำลังปราบปราม

                เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ (ลิไทยย)   ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1890  นั้น  ทรงตระหนักถึงความไม่มั่นคงภายใน  ประกอบกับเวลานั้นอาณาจักรอยุธยาที่ตั้งขึ้นใหม่ก็กำลังแผ่อำนาจจนน่ากลัวจะเกิดอันตรายแก่กรุงสุโขทัย  พระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทยย)   คงจะทรงเห็นว่าการแก้ปัญหาการเมืองด้วยการใช้อำนาจทางทหารอย่างเดียวไม่อาจทำได้  เพราะอำนาจทางทหารของกรุงสุโขทัยในรัชสมัยของพระองค์ไม่เข้มแข็งพอ  จึงทรงดำเนินพระราชกุศโลบาย  โดยทรงทำนุบำรุงส่งเสริมทางพระพุทธศาสนา  ทรงเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเป็นตัวอย่างแก่พสกนิกร  และได้ทรงสร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาไว้ทั่วไป  เพื่อเป็นที่เคารพบูชาของประชาราษฎรให้เกิดเลื่อมใสศรัทธายึดหลักธรรมะของพระพุทธศาสนาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต  สร้างความสามัคคีกลมเกลียวมั่นคงขึ้นในแผ่นดิน

                การปกครองทีอาศัยพระพุทธศาสนานี้  เรียกว่า  การปกครองแบบธรรมราชา  พระมหากษัตริย์แบบธรรมราชาต้องทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม  ความจริงแนวความคิดเรื่องธรรมราชานี้มีแทรกอยู่ทั่วไปในนโยบายการปกคอรงอาณาจักรต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา  รวมทั้งอาณาจักรสุโขทัยก่อนรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทยย)   ด้วย  แต่นับได้ว่าพระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทย)   ทรงเป็นผู้นำแนวความคิดเรื่องธรรมราชามาปฏิบัติ  ให้เป็นระบบอย่างจริงจัง

                พระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมาล้วนทรงพระนามว่า  พระมหาธรรมราชา   และทรงปกครองราษฎรในแบบ  ธรรมราชา  เหมือนกันทุกพระองค์  จนถึงรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)  ซึ่งเป็นรัชกาลที่ 9  และเป็นรัชกาลสุดท้ายของราชอาณาจักรสุโขทัย

 

การปกครองราชธานีและหัวเมืองต่างๆ

                เมืองต่างๆ ในอาณาจักรสุโขทัย  แบ่งออกเป็น  4  ชั้น  แต่ละชั้นพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจปกครองดังนี้

1.               เมืองหลวง หรือราชธานี       อาณาจักรสุโขทัยมีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  เมืองหลวงหรือราชธานีเป็นที่ประทับของ

พระมหากษัตริย์  พระราชวังและวัดจำนวนมากตั้งอยู่ในและนอกกำแพงเมือง  ราชธานีเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง  การศาสนา  วัฒนธรรม  ศิลปะและขนบประเพณีทั้งปวง  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองเอง

2.               เมืองลูกหลวง      เมืองลูกหลวงเป็นเมืองหน้าด่าน  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  หัวเมืองชั้นใน  ตั้งอยู่รอบราชธานีทั้ง  4  ทิศ 

ห่างจากเมืองหลวงมีระยะทางเดินเท้าประมาณ  2  วัน  เมืองลูกหลวง  มีดังนี้

                                ทิศเหนือ            ได้แก่    เมืองศรีสัชนาลัย  (สวรรคโลก)

                                ทิศตะวันออก    ได้แก่    เมืองสองแคว  (พิษณุโลก)

                                ทิศใต้                 ได้แก่    เมืองสระหลวง  (พิจิตรเก่า)

                                ทิศตะวันตก       ได้แก่    เมืองนครชุม  (ปากคลองสวนหมาก กำแพงเพชร)

                เมืองลูกหลวงเป็นเมืองที่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ได้รั้บการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองส่วนเมืองศรีสัชนาลัยเป็นเมืองลูกหลวงที่มีฐานะเป็นเมืองอุปราช  ตลอดสมัยสุโขทัย

3.               เมืองพระยามหานคร     เมืองพระยามหานครเป็นหัวเมืองชั้นนอก  ห่างจากราชธานีออกไป  มากกว่าเมืองลูกหลวง 

พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งผู้เหมาะสมและมีความสามารถไปปกครองดูแล  เมืองเหล่านี้ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์  มีวิธีการปกครองลักษณะเดียวกับเมืองชั้นใน  เมืองพระยามหานครในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมีหลายเมือง  เช่น  เมืองพระบาง (นครสวรรค์)   เมืองเชียงทอง  (ตาก)  เมืองบางพาน (กำแพงเพชร)   เมืองบางฉลัง  (กำแพงเพชร)  เป็นต้น

4.               เมืองประเทศราช     เมืองประเทศราช ได้แก่   เมืองทีอยู่นอกอาณาจักร  ชาวเมืองเป็นคนต่างชาติ  พระมหากษัตริย์

สุโขทัยทรงดำเนินนโยบายปกครอง   ให้ชาวพื้นเมืองเป็นกษัตริย์หรือเป็นเจ้าเมืองปกครองกันแอง   โดยไม่เข้าไปยุ่งเกียวกับการปกครองภายใน  ยกเว้นกรณีที่จำเป็นเท่านั้น  ยามปกติเมืองประเทศราชต้องส่งเครื่องราชบรรณาการ (ส่วย)  มาถวายต่อพระมหากษัตริย์สุโขทัยทุกปี  ยามสงครามจะต้องส่งกองทัพและเสบียงอาหารไปช่วย  สมัยพ่อขุนรามคำแหง  มีเมืองประทเศราชหลายเมือง  คือ

                                ทิศเหนือ                           ได้แก่     เมืองแพร่    เมืองน่าน

                                ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ   ได้แก่     เมืองเช่า  (หลวงพระบาง)    เมืองเวียงจันทร์

                                ทิศตะวันตก                      ได้แก่     เมืองทวาย  เมืองเมาะตะมะ   เมืองหงสาวดี

                                ทิศใต้                                 ได้แก่     เมืองนครศรีธรรมราช    เมืองมะละกา    เมืองยะโฮร์

                หากวิเคราะห์วิธีแบ่งเขตการปกครองในสมัยพ่อขุนรามคำแหง   โดยจัดให้มีเมืองลูกหลวงวงล้อมกรุงสุโขทัยวอันเป็นเมืองราชธานี  จะมีลักษณะเป็นเสมือนกำแพงชั้นที่ 1    ส่วนเมืองพระยามหานครเป็นเสมือนกำแพงชั้นที่ 2    และเมืองประเทศราชเป็นเสมือนกำแพงชั้นที่ 3

 

ความสัมพันธ์กับอาณาจักรอื่นๆ

                  เมื่อเริ่มตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้น  กล่าวได้ว่าเมืองสุโขทัยอยู่ท่ามกลางอาณาจักรหรือหัวเมืองที่เป็นของชนชาติไทยกลุ่มอื่นหรือชนชาติอื่นซึ่งต่างเป็นอิสระมี่อำนาจมากบ้างน้อยบ้าง  คือ

                  ทางตะวันออก  มีอาณาจักรขอม  และเมืองขึ้นของขอม

                  ทางใต้    มีพวกขอมเข้ามาตั้งราชธานีเป็นเมืองมหาอุปราชที่เมืองละโว้    และมีแคว้นของชนชาติไทยอีกหลายแคว้น  เช่น  แคว้นสุพรรณภุมิ (สุพรรณบุรี)   และแคว้นนครศรีธรรมราช

                 ทางตะวันตก    มีคนไทยตั้งถิ่นฐานเป็นอิสระอยู่หลายเมือง  เช่น  เมืองฉอด  ซึ่งมีอำนาจเข้มแข็งอยู่กอนสุโขทัย  ถัดออกไปเป็นเมืองของชาติมอญ

                  ทางเหนือ    มีเมืองในอาณาจักรล้านนา

 

                  สภาพแวดล้อมตามที่กล่าวข้างต้นทำให้เห็นว่า  อาณาจักรสุโขทัยจำเป็นต้องมีนโยบายสร้างความสัมพันธ์กับอาณาจักรหรือเมืองต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

1.               ความสัมพันธ์กับอาณาจักรล้านนา   อาณาจักรสุโขทัยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรล้านนามาตลอด   ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในสมัยพ่อขุนสศรีอินทราทิตย์    จนถึงสมัยพ่อ

ขุนรามคำแหง  ทรงดำเนินนโยบายผูกสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรล้านนาให้แน่นแฟ้มยิ่งขึ้น  เพราะเป็นชนชาติไทยด้วยกัน  คือ  ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง  อาณาจักรล้านนามีบุคคลสำคัญ  คือ  พ่อขุนมังราย เจ้าเมืองเงินยาง   และพ่อขุนงำเมือง   เจ้าเมืองพะเยา    ทั้งสามองค์เป็นมิตรสนิทสนมกันมาแต่เยาว์วัย  เมื่อมีอำนาจปกครองบ้านเมือง  จึงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน  ใน พ.ศ. 1835   พ่อขุนมังรายสร้างราชธานีใหม่   มีชื่อว่า  นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่  พ่อขุนรามคำแหงและพ่อขุนงำเมืองก็ได้ให้ความร่วมมือ  ตลอดระยะเวลาที่อาณาจักรสุโขทัยเป็นอิสระผู้ปกครองอาณาจักรทั้งสองฝ่ายต่างเป็นมิตรไมตรีกัน

                     ผลดีเกิดขึ้นจากการมีสัมพันธไมตรีอันดีของอาณาจักรไทยด้วยกันระหว่างสุโขทัยและล้านนา  คือ  สร้างความมั่นคงให้แก่ชนชาติไทยต่างพวกกันให้เป็นอันหนี่งอันเดียวกัน  ต่างช่วยเหลือซี่งกันและกัน   สร้างความเจริญก้าวหน้าด้วยกัน  โดยเฉพาะด้านพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์  และยังมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมให้กันและกัน  การเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเป็นเกราะป้องกันศัตรูได้อย่างดี  คือ  ทำให้อาณาจักรอื่นไม่กล้ารุกราน

2.               ความสัมพันธ์กับเมอืงนครศรีธรรมราช           อาณาจักรสุโขทัยมีความสัมพันธ์อันดีกับนครศรีธรรมราชตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์   ทำให้ได้รับผลดีหลายประการ 

คือ  สุโขทัยรับเอาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาเผยแผ่ในสุโขทัย   และได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนเป็นอย่างดี  ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง  เมืองนครศรีธรรมราชเข้าร่วมอยู่ในอาณาจักรสุโขทัย สร้างความมั่นคงแก่สุโขทัย

3.               ความสัมพันธ์กับลังกา        อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนศรึอินทราทิตย์  เริ่มมีความสัมพันธ์กับลังกาในทางพระพุทธศาสนาโดยผ่านเมืองนครศรีธรรมราช   เจ้ากรุงลังกาได้

ถวายพระพุทธสิหิงค์แก่สุโขทัย  ในสมัยต่อมาก็มีพระเถระจากสุโขทัย  เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา  รัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1   (ลิไทย)   ก็โปรดเกล้า ฯ  ให้ไปพิมพ์รอยพระพุทธบาทของลังกามาประดิษฐไว้บนยอดเขาสุมนกูฎในเมืองสุโขทัยด้วย   นอกจากนี้ยังได้เชิญพระมหาสามีสังฆราชจากเมืองนครพัน (เมาะตะมะ หรือ มะตะบัน)  ประเทศมอญ  ซึ่งเป็นชาวลังกามาเป็นอุปัชฌาย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์

4.               ความสัมพันธ์กับอาณาจักรมอญ         อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนบานเมืองยังไม่มีสัมพันธไมตรีกับอาราจักรมอญที่ปรกฎชัด   ต่อมาในรัชกาล

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ทรงสนับสนุน  มะกะโท   ชาวมอญ  โดยรับไว้เป็นราชบุตรเขยแลได้ส่งเสริมจนมีโอกาสได้เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรมอญและพระราชทานพระนามไว้ว่า  พระเจ้าฟ้ารั่ว  อาณาจักรมอญจึงสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรสุโขทัยตลอดรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง  จนเมื่อพระเจ้าฟ้ารั่วสิ้นพระชนม์แล้ว  หัวเมืองมอญาจึงตั้งตนเป็นอิสระ  ไม่ยอมขึ้นต่อสุโขทัยอีก

5.               ความสัมพันธ์กับอาณาจักรลาว         สมัยพ่อขุนรามคำแหง  อาณาจักรสุโขทัยมีอำนาจเหนือหัวเมืองลาวบางเมืองในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงทางฝั่งซ้าย  คือ  ทางด้านตะวันออก

ถึงเมืองเวียงจันทน์  เวียงคำ ทางเหนือถึงเมืองหลวงพระบาง   หัวเมืองลาวดังกล่าวจึงเป็นเมืองประเทศราชของสุโขทัย  เมื่อสิ้นสมัยพ่อขุนรามคำแหง  หัวเมืองลาวได้ตั้งตนเป็นอิสระปกคองตนเอง  ครั้นถึง พ.ศ. 1896 – 1916   เจ้าฟ้างุ้ม   กษัตริย์ลาวได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ  ตั้งอาราจักรลาวสุโขทัย  การที่ลาวเข้มแข็งและมีอำนาจเป็นผลดีต่อไทย  เพราะลาวได้หันไปต่อสู้กับขอม  จนทำให้ขอมอ่อนอำนาจและไม่มีกำลังพอที่จะมารุกรานไทย  อาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรลาวในช่วงนี้  จึงมีความสัมพันธ์ในทางสันติมิได้เป็นศัตรูต่อกัน

6.                ความมสัมพันธ์กับจีน      แม้จีนจะอยู่ห่างไกล  แต่มีอำนาจมาก  จึงแผ่อิทธิพลเข้ามาในดินแดนประเทศต่างๆ  ในแถบนี้  ในสมัย  พระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้  (กุบไลข่าน)   

ได้ส่งพระราชสาสน์มายังสุโขทัยเตือนใสห้นำเครื่องบรรณาการไปถวายพระองค์  ครั้งสำคัญคือเมื่อ พ.ศ. 1837    พ่อขุนรามมคำแหงทารงเห็นว่าหากนิ่งเฉยหรือขัดขืน  อาจเกิดสงครามกับจีนได้  จึงโปรดให้แต่งราทูตนำเครื่องบรรณาการไปถวายกษัตริย์จีน   สุโขทัยและจีนจึงมีไมตรีต่อกัน  มีผลดีทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง  คือ  มีการติดต่อค้าขายกับจีน  และได้รับศิลปะการทำเครื่องเคลือบ  ซึ่งต่อมาเรียกว่า เครื่องสังคโลก  ผลิตเป็นสินค้าออกเป็นที่นิยมมาก  นอกจากนี้ยังได้รับความรู้ในการเดินเรือทะเลจากจีนสามารถนำเรือบรรทุกสินค้าไปค้าขายกับนานาประเทศได้  ส่วนทางการเมืองก็ได้รับความเชื่อถือจากประเทศอื่นๆ  เนื่องจากจีนให้การรับรองไม่ต้องถูกปราบปรามเหมือนบางประเทศ  ส่งผลให้สุโขทัยมีการแลกเปลี่ยนซิ้อาขายกับจีนและประเทศอื่นๆ ขยายตลาดกว้างขวางขึ้น

7.                ความสัมพันธ์กับอาณาจักรขอม     พ่อขุนรามคำแหงเริ่มขยายอำนาจไปทางลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง  เข้าโจมตีอาณาจักรขอม  โดยได้รับการสนับสนุนาจากจักรพรรดิกุบไล

ข่าน  การทำสงครามนำความเสียหายให้แก่ขอม  เป็นการทำลายอำนาจทางการเมืองของขอมที่เคยมีอยุ่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาให้สิ้นสุดลง

8.                ความสัมพันธ์กับอาณาจักรอยุธยา   อาณาจักรอยุธยาได้สถาปนาขึ้นเมื่อ  พ.ศ. 1893  โดยพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1)  เป็นพระมหากัตริย์พระองค์แรก  ได้รับการ

สนับสนุนจากแคว้นละโว้และสุพรรณภูมิ   จึงมีความเข้มแข็งมาก  ได้สถาปนาราชอาณาจักรไม่ขึ้นต่อสุโขทัย   ซี่งช่วงเวลานี้ตรงกับรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่  (ลิไทย)  ในระยะแรกที่กรุงศรีอยุธยาสถาปนาเป็นอาณาจักรนี้   สุโขทัยอละอยุธยาได้มีการสู้รบกันเป็นครั้งคราว  จนกระทั่ง พ.ศ. 1921  ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 2   สุโขทัยก็ตกเป็นประเทศราชาของอยุธยาซึ่งมีพระบรมราชาธิราชที่ 1   (ขุนหลวงพะงั่ว)   เป็นกษัตริย์  แม้ต่อมาพระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย)   จะประกาศอิสรภาพจากอยุธยาได้สำเร็จ  แต่เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต  ราชโอรสของพระองค์ก็แย่งชิงราชสมบัติกัน  เป็นเหตุให้สมเด็จพระอินทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพขึ้นไปไกล่เกลี่ย  ทำให้สุโขทัยถูกแบ่งออกเป็น  2  ส่วน  และเมื่อพระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)   สวรรคต  เจ้าสามพระยาแห่งอาณาจักรอยุธยา  ได้ทรงส่งพระราเมศวร  พระราชโอรสที่เกิดจากพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3  ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกซี่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย  สุโขทัยจึงถูกรวมเข้ากับอาณาจักรอยุธยาเป็นอันสิ้นสุดอาณาจักราสุโขทัย

 

เศรษฐกิจสมัยสุโขทัย

ปัจจัยที่มีผลต่อลักษณะเศรษฐกิจของสุโขทัย

                          เศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญก้าวหน้า  ประชาชนในสมัยนั้นมีความเป็นอยู่ดี  ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ลักษณะเศรษฐกิจของสุโขทัยมีความเจริญก้าวหน้า  คือ  ลักษณะทางภูมิศาสตร์  ทรัพยากรธรรมชาติ  และความสามารถของผู้นำ

1.               ลักษณะทางภูมิศาสตร์        สุโขทัยอยู่ในภาคกลางตอนบนของประเทศไทย  มีพื้นที่เป็นที่ราบส่วนใหญ่  จึงเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม  ทางทิศเหนือมีภูเขาติดต่อกัน

เป็นพืดลงมา  ทางตะวันตกมีเขาหลวงและเขาแล้งเป็นภูเขาใหญ่  และทิวเขาถ้ำเจ้ารามมีขนาดรองลงมา  ในบางท้องที่มีภูเขาที่มีน้ำตกหลายแห่งให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน  มีป่าที่อุดมด้วยไม้มีค่า  มีพื้นที่ราบกว้างทางตะวันออกลงมา  ทางใต้มีแม่น้ำ   ลำคลอง  หนอง  บึง  อยู่ทั่วไป  เป็นแหล่งวน้ำเพื่อการเพาะปลูกและเป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำ  เช่น  กุ้ง  ปู  ปลา  เป็นต้น

                               ลักษณะภูมิประเทศของสุโขทัยประกอบด้วยที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบเชิงเขา  บริเวณลุ่มแม่น้ำ  ได้แก่  ที่ราบลุ่มแม่น้ำใหญ่  3  สาย  คือ  แม่น้ำปิง  ผ่านตาก  และกำแพงเพชร  แม่น้ำยม ผ่านศรีสัชนาลัย  และสุโขทัย  แม่น้ำน่าน  ผ่านอุตรดิตถ์   พิษณุโลก  และพิจิตร   บริเวณพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำแต่ละสายจึงเป็นแหล่งสำคัญที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์   และทำประมง  ตลอดจนใช้เป็นแหล่งที่ตั้งบ้านเรือนได้ดี  ส่วนทางทิศตะวันตกขจองสุโขทัยจนถึงกำแพงเพชรพื้นที่เป็นดินดอน  มีความอุดมสมบูรณ์น้อยกว่าบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ  แต่สามารถเพาะปลูกพืชบางชนิด  และสามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้

2.               ทรัพยากรธรรมชาติ        ที่ตั้งของอาณาจักรสุโขทัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำซี่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาสลับกับที่ดอน  จึงมีน้ำอุดมสมบูรณ์ในหน้าฝน  น้ำน้อยใน

หน้าแล้ง  รอบๆ เมืองมีป่าไม้ขึ้นอยู่ทั่วไป  สุโขทัยจีงมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ  มีการทำสวนทำไร่ทั่วไป  ดังข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ดังนี้

                 ......... เมืองสุโขทัยนี้ดี   ในน้ำมีปลา    ในนามีข้าว...........

               .......... สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง  ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้  ป่าลางก็หลายในเมืองนี้   หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้  หมากขามก็หลายในเมืองนี้ .........

              ........... กลางเมืองสุโขทัยนี้  มีน้ำตระพังโพย  สีใสกินดี..........

3.               ความสามารถของผู้นำ        นอกจากลักษณะทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติแล้ว  ปัจจัยสำคัญอีกประการหนี่ง  คือ  พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ใน

สมัยสุโขทัยที่ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองด้านต่างๆ  โดยเฉพาะในด้านการเกษตรทรางทำนุบำรุงโดยส่งเสริมด้วยวิธีการต่างๆ ที่สำคัญคือ

                     การให้กรรมสิทธิ์ที่ดิน       เมื่อประชาชนหักร้างถางพง   ปลูกพืชพันธุ์ทำมาหากินในที่ดินแห่งใด  ให้ที่ดินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้นั้น   และเมื่อ

เจ้าของตายก็ให้ตกเป็นของลูกหลานสืบต่อไป  ทำให้ประชาชนมีกำลังใจในการประกอบอาชีพ  ซึ่งปรากฏตามศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ดังนี้

                             .........หมากขามก็หลายในเมืองนี้   ใครสร้างได้ไว้แก่มัน  ..........

                                    .......... ผู้ใดแล้ล้มตายหายกว่า.....  ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน  ไว้แก่ลูกมันสิ้น.........

                   การพัฒนาทางการเกษตร       สุโขทัยได้นำระบบชลประทานมาช่วยในการเกษตร   เช่น  มีการสร้างเขื่อน  สร้างทำนบ  ขุดคูคลอง  เพื่อกัก   เก็บ  กั้น 

และส่งน้ำไปใช้ในการเพาะปลูก  ที่ศิลาจารึกยกมา  กล่าวคือ  สรีดภงส์   หรือ  ทำนบพระร่วง   จัดเป็นเขื่อนทีสร้างขึ้นจากดินเพื่อการชลประทาน  แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการการพัฒนาระบบน้ำ  การสร้างตระพังเก็บน้ำและเหมืองฝาย  ตั้งแต่ศรีสัชนาลัยผ่านสุโขทัยไปถึงกำแพงเพชร  เป็นการใช้แรงงานคนเป็นหลัก   จัดว่าเป็นความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยอย่างดี  ยิ่งทำให้บริเวณดังกล่าวใช้เพาะปลูกได้ผลดี

    นอกยจากพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์แล้ว  ประชาชนในราชอาณาจักรสุโขทัยยังมีความขยันหมั่นเพียร  ยึดมั่นในหลักของพระพุทธศาสนา  ไม่เบียดเบียนกัน  มีความสามัคคีปรองกัน  จึงทำให้เศรษฐกิจของ

สุโขทัยเจริญก้าวหน้า  ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบยสุข

 

ลักษณะเศรษฐกิจสุโขทัย

                               จากปัจจัยดังกล่าว  ทำให้ลักษณะเศรษฐกิจของสุโขทัยขึ้นอยู่กับอาชีพหลักของประชาชน  คือ  เกษตรกรรม  หัตถกรรม  และการค้าขาย

                             เกษตรกรรม         อาชีพหลักของชาวสุโขทัยทัย  คือ  เกษตรกรรม  จากข้อมูลที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกทำให้ทราบว่า  มีทั้งการทำนา  ทำไร่ ทำสวน  บริเวณที่ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก  คือ  ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง   แม่น้ำยม  และแม่น้ำน่าน  บริเวณเมืองสุโขทัย  สองแคว  ชากังราว  ศรีสัชนาลัย  และตาก   พืชที่ปลูกกันมากในสมัยสุโขทัย  คือ  ข้าว  รองลงมาเป็นไม้ผล เช่น  มะพร้าว  มะม่วง  และหมาก  นอกจากนี้ยังมีพืชไร่อื่นๆ อีก    นอกจากจะมีการเพาะปลูกแล้ว  ยังมีการส่งเสริมการเลี้ยวงสัตว์ไว้ใช้งาน  เป็นอาหาร  และนำมาแลกเปลี่ยนค้าขายกันโดยเสรีอีกด้วย

                             หัตถกรรม       ในสมัยสุโขทัยมีสิ่งประดิษฐ์ที่สนองความต้องการพื้นฐาน  ได้แก่  การทำเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อการดำรงชีวิต ได้แก่  งานเหล็ก  เช่น  มีด  ขวาน  จอบ  เสียม  เครื่องมือทำการเพาะปลูก  งานปั้น  เช่น  โอ่ง  ไห  หม้อ  และงานจักสาน เช่น  กระบุง  ตะกร้า  และของใช้เบ็ดเตล็ด เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีหัตถกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้าง ได้แก่  การผลิตวัสดุก่อสร้าง  เช่น  พวกศิลาแลง   อิฐปูนสอ   แลพวกตกต่าง  เช่น  กระเบี้องต่างๆ   หัตถกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก  ได้แก่  เครื่องปั้นดินเผา  มีการผลิต  ถ้วยชาม  ไหสี่หู  โถสี่หู๔  มีฝาปิด  และกระปุกต่างๆ  ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบลวดลายให้สวยงาม  และนำเทคนิคหรือกรรมวิธีด้านการผลิตมาใช้จนมีชื่อเสียง เรียกว่า  เครื่องสังคโลก    ได้รับความนิยมมาก  แหล่งที่ผลิตเครื่องสังคโลก  ที่สำคัญมีอยู่  2  แห่ง  คือ  กรุงสุโขทัย   และเมืองศรีสัชนาลัย  ทั้งสองเมืองนี้ได้มีการขุดค้นพบเตาเผาเครื่องสังคโลก  ซี่งเรียกว่า  “เตาทัเรียง”   เป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย   มีการขุดพบเตาทุเรียงมากถึง 20  เตา  จึงอาจถือได้ว่า  เมืองศรีสัชนาลัยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องสังคโลก    

                           การผลิตเครื่องสังคโลกในสมัยสุโขทัย  นอกจากจะผลิตไว้ใช้เองในราชอาณาจักรแล้วยังได้ส่งไปขายยังต่างประเทศ  เป็นสินค้าออกที่ทำรายได้ให้ประเทศอย่างหนี่ง  ประเทศที่รับเชื้อเครื่องสังคโลกจากสุโขทัยมีหลายประแทศ  เช่น มลายู  ชวา  และฟิลิปปินส์  เป็นต้น

                          การค้าขาย       การค้าขายสมัยสุโขทัยเป็ฯการค้าแบบเสรี   ได้รับการส่งเสิรมาจากทางราชการมาก  มีการยกเว้นภาษีผ่านด่าน  ใครจะค้าขายสิ่งใดก็สามารถนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้  ทำให้ประชาชนมีความสุขสบายทั่วหน้ากัน  ดังปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า

                                            .........  เมื่อชั่วพ่อาขุนรารมคำแหง..... เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่าง   เพื่อนจูงวัวไปค้า   ขี่ม้าไปขาย  ใครจักใคร่ค้าช้างค้า   ใครจักใคร่ค้าม้า  ค้า  ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า  ไพร่ฟ้าหน้าใส...........

                                                การค้าขายภายในประเทศ   เนื่องด้วยชุมชนต่างๆ  ของอาณาจักรสุโขทัยตั้งอยู่ตามลำน้ำ  จึงมีการติดต่อกันโดยอาศัยเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ

                                                         ทางบก      มีทางเดินหรือถนนขนาดเล็ก  เชื่อมต่อระหว่างเมือง  มีทั้งในกลุ่มเมืองใกล้เคียงเมืองสุโขทัยเก่าและทางเหนือขึ้นไป  และในแถบริมฝั่งทะเลจากจังหวัดชุมพรลงไป

                                                        ทางน้ำ    ใกล้เมืองสุโขทัยมีทางน้ำที่สำคัญ  คือ  แม่น้ำยม  แม่น้ำน่าน  แม่น้ำปิง   และสาขาของแม่น้ำเหล่านี้   ปรากฏหลักฐานตามเมืองต่างๆ  ที่ตั้งอยู่ริมฝั้งใกล้แม่น้ำและสาขาของแม่น้ำเหล่านี้โบราณสถาน  โบราณวัตถุสมัยสุโขทัยปรกาฏอยู่  เช่น  เมืองนครชุม   เมืองกำแพงเพชร  เมืองตาก  เมืองพระบางในลุ่มแม่น้ำปิง  เมืองบางพานในลุ่มแม่น้ำยม  เมืองทุ่งยั้ง   และเมืองฝางในลุ่มแม่น้ำน่าน

                                       อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าการติดต่อค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ จะทำได้ทั้งทางบกและทางน้ำ  แต่ส่วนมากมักใช้เส้นทางทางบก  เพราะสามารถเดินทางได้สะดวกโดยใช้ถนน  ถนนสำคัญ  คือ ถนนพระร่วง  ซึ่งมี  สาย คือ   สายเหนือ   จากสุโขทัยถึงเมืองศรีสัชนาลัย   และสายใต้จากสุโขทัยถึงเมืองกำแพงเพชร  ถนนนี้มีขนาดกว้างเพียงพอที่กองคาราวานที่จะนำสินค้าผ่านและแวะแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้สะดวก   นอกจากนี้บนเส้นทางสายนี้ยังมีการขุดตระพังขนาดใหญ่  มีการสร้างบ่อน้ำกรุด้วยอิฐขนาดพอเหมาะอยุ่ทั่วไป  เพื่อเก็บน้ำไว้กินไว้ใช้เป็ฯการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาค้าขายทั้งหลาย  ซี่งอาจต้องมีผู้หญิง  เด็กลูกหาบ   และสัตว์พาหนะติดตามมาด้วย  พร้อมกันนี้ก็เป็นการชักชวนให้ผู้คนมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน  ตามหลักฐานปรากฏว่ามีชุมชนกระจายกันอยู่ตามสายนี้   การจัดทำเลค้าขายนี้น่าจะทำรายได้ในการเก็บภาษีที่ย่านตลาด  ซี่งเป็นแหล่งซิ้อขายส่งต่อสินค้าด้วย

                                            การค้าขจายกับต่างประเทศ     สมัยสุโขทัยมีการค้าขายกับต่างประแทศหลายประเทศด้วยกัน  เช่น  จีน  ญี่ปุ่น  มลายู  ชวา  บอร์เนียว   ฟิลิปปินส์  อินเดีย   ลังกา   อิหร่าน   และอาหรับชาติอื่นๆ  โดยใช้เส้นทางในการติดต่อค้าขาย  ดังนี้

                                                  ทางบก   มีเส้นทางที่สำคัญ  3  เส้นทาง  ได้แก่

1.               เส้นทางสุโขทัย – เมาะตะมะ       จากสุโขทัยไปตามถนนพระร่วงถึงเมืองกำแพงเพชร  จากนั้นมีเส้นทางผ่านเมืองตาก  ตัดออกช่องเขาที่แม่สอด  ผ่าน

เมืองเมียวดีไปยังเมืองเมาะตะมะ

2.               เส้นทางสุโขทัย – ตะนาวศรี     จากสุโขทัยผ่านเองเพชรบุรี  เมืองกุยบุรี  เมืองมะริด  จนถึงเมืองตะนาวศรี

3.               เส้นทางสุโขทัย – เชียงใหม่      จากสุโขทัยผ่นเมืองตาก  เมืองลำพูน  จนถึงเมืองเชียงใหม่

ทางน้ำ    มีเส้นทางน้ำ  คือ  แม่น้ำป่าสัก  แม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำท่าจีน  และแม่น้ำแม่กลอง  ซึ่งไหลลงสู่อ่าวไทยสามแห่ง  ทำให้การลำเลียงสินค้าไป

ต่างประเทศมีหลายทาง     การคมนาคมทางน้ำใต้ประจวบคีรีขันธ์ลงไป  เป็นการคมนาคมริมฝั่งทะเลและแม่น้ำลำคลอง  ทั้งสายสั้นสายยาวที่ขนานกับฝั่งไปถึงสงขลา  ปัตตานี

                                          อาณาจักรสุโขทัยทำหน้าทีเป็นตลอดกลางขนถ่ายสินค้าจากดินแดนของเมืองที่ตั้งอยู่นอกเส้นทาง  โดยรับและส่งต่อไปยังเมืองชายทะเลที่ต้องการสินค้า  สินค้าที่มีการแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าออก  ได้แก่  เครื่องสังคโลก  ผลิตผลจากการเกษตร  และของป่า   หนังสัตว์   ไม้ฝาง   ไม้กฤษณา  งาช้าง   นอแรด   และของป่าอื่นๆ   ส่วนสินค้าเข้า  ได้แก่  ผ้าแพร   ผ้าไหม   ผ้าต่วน  เครื่องเหล็ก  และอาวุธต่างๆ

 

ระบบเงินตราสมัยสุโขทัย

                                        การนำระบบเงินตรามาใช้มีส่วนช่วยระบบเสรษฐกิจให้ดีขึ้น   เป็นการจูงใจให้ประชาชนประกอบอาชีพเพื่อจะได้มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง   ด้วยเหตุที่สุโขทัยมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น  เงิน  ทอง  ดีบุก  เหล็ก  จึงมีการนำแร่เงินมาใช้ในการทำเงินตราที่เรียกว่า  เงิพดด้วง เป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนให้คล่องขึ้น            เงินพดด้วง  แบ่งออกเป็น สลึง  บาท   และตำลึง  (เงินตราที่มีค่าน้อยที่สุด คือ เบี้ย  ทำจากหอยเรียกว่า  เบี้ยหอย)

                                       การมีเงินตราใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนทำให้สะดวกต่อการชำระหนี้ในการซื้อขาย  และการชำระหนี้จึงมีการกระจายสินค้าอย่างกว้างขวาง  ตลาดการค้าขยายตัว  พ่อค้าได้รับความสะดวก  สามารถใช้เงินพดด้วงซื้อสินค้าราคาแพงได้สะดวกขึ้น

 

สังคมและวัฒนธรรมสมัยสุโขทัย

                                สุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ก่อตั้งขึ้นภายหลังการกำจัดอิทธิพลของขอม  การที่สุโขทัยสามารถกำจัดอิทธิพลของขอมไปได้  ย่อมแสดงว่าสังคมสุโขทัยเป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคีเป็นอย่างดี  การได้ผู้นำที่เก่งกล้าสามารถย่อมก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนพลเมือง  จึงทำให้มีการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง  ประกอบกับสังคมสุโขทัยยึดมั่นในพระพุทธศาสนา  ประชาชนได้รับการขัดเกลาจิตใจให้มีความละเอียดอ่อนทั้งในแง่ของอารยธรรมและในแง่ของศิลปกรรม  ทำให้สามารถสร้างสรรค์ศิลปวิทยา  ซึ่งได้สั่งสมเป็นมารดตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

                             ลักษณะชนชั้นทางสังคม

                            สังคมสุโขทัยประกอบด้วยชนชั้นต่างๆ ดังนี้

1.               พระมหากษัตริย์         เป็นประมุขของอาณาจักร  เป็นผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร  เป็นผู้ปกครองประเทศ  และเป็นผู้นำทัพในยามเกิดสงคราม

2.               เจ้านายหรือขุนนาง     ได้แก่  กลุ่มพระราชวงศ์และข้าราชการซี่งต่างมีหน้าที่ในการช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ในการปกครองบ้านเมือง  คำว่า  เจ้า  ขุน  และ  ลูกเจ้า 

ลูกขุน  แสดงให้เห็นว่ากลุ่มพระราชวงศ์เข้ามารับหน้าที่เป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง

3.               พระสงฆ์     พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักในสังคมสุโขทัย  วัดและพระสงฆ์เป็นศูนสย์กลางของคนไม่จำกัดฐานะหรือเพศ  พระมหากษัคริย์เป็นผู้อุปถัมภ์

พระพุทธศาสนา  จึงปกป้องคุ้มครองและอุปถัมภ์พระสงฆ์ด้วย  กษัตริย์  เจ้านายหรือขุนนาง  และพระสงฆ์  จัดเป็นชนชั้นปกครอง

4.               ประชาชน     คำที่นำมาใช้เรียกชนชั้นนี้  ได้แก่  ท่วย  ลูกบ้าน  ลูกเมือง  ไพร่  ไพร่ฟ้าข้าไท   ประชาชนจัดเป็นชนชั้นถูกปกครอง  ในยามสงบยเป็นพลเรือน  มีหน้าที่

ประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว  และจะต้องสละแรงงานของตนทำงานให้แก่อาณาจักรที่เป็นสาธารณะและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม  ในยามสงครามชายฉกรรจ์จะต้องเป็นทหารเข้าร่วมต่อสู้ป้องกันอาณาจักร ประชาชนหรือไพร่เป็นชนกลุ่มใหญ่ของสังคม

 

กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

                          สังคมสุโขทัยเป็นสังคมที่มีระเบียบแบบแผน  ระเบียบแบบแผนเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับมาพร้อมกับพระพุทธศาสนา  ทั้งนี้เมื่อพระพุทธศาสนาแพร่เข่ามานั้น  ได้พาลัทธิความเชื่อตามแบบศาสนาพราหมณ์  ฮินดู  เข้ามาด้วย  ซึ่งนอกจากพิธีกรรมต่างๆ  แล้วยังมีศาสตร์ในสาขาต่างๆ  เช่น  ธรรมศาสตร์รวมอยู่ด้วยปรากฏตามศิลาจารึกว่า  มีกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดีที่จำเป็นแก่กาลสมัย  เช่น

1.               กฎหมายอาญาว่าด้วยลักษณะโจร       บัญญัติเกี่ยวกับการลักทรัพย์  การลักพา  และการฆ่าสัตว์

2.               กฎหมายแพ่งว่าด้วยครอบครัวมรดก     บัญญัติว่าทรัพย์สินของผู้ใด  เมื่อถึงแก่กรรมไปแล้วย่อมตกแก่ลูกหลาน  ดังข้อความในจารึกว่า

                  .......ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้  ล้มตายหายกว่า    เหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อดำมัน     ช้างขอลูกเมียเยียข้าว   ไพร่ฟ้าข้าไท   ปผ่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน

                           ไว้แก่ลูกมันสิ้น.........

3.                กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ      บัญญัติให้มีตุลาการ  พิจารณาอรรถคดีโดยธรรม  ห้ามมิให้รับสินบนเข้าข้างใดข้างหนึ่ง  ดังข้อความในจารึกว่า

                ..........ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน   ผิแลผิดแผกแสกว้างกวัน    สวนดูแท้แล   จึ่งแล่งความแก่ขาด้วยชื่อ  บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน   เห็นข้าวทำนบใคร่พิน 

                            เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด...........

4.               กฎหมายว่าด้วยการถวายฎีกา         บัญญัติว่า  ผู้ใดต้องการถวายฎีกาแต่พระมหากษัตริย์ก็สามารถทำได้  โดยไปสั่นกระดิ่งที่ประตูพระราชวัง  พระมหากษัตริย์จะทรงรับฎีกาและตัดสินคดีด้วยพระองค์เอง  ดังข้อความในจารึกว่า

              ...........ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้นั้น     ไพร่ฟ้าหน้าปก   กลางบ้านกลางเมือง   มีถ้อยมีความ  เจ็บท้องข้องใจ   มักจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้

                           ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้     พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยิน    เรียกมือถาม   สวนความแก่มั้นด้วยชื่อ   ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม..............

 

ความเสื่อมอำนาจของสุโขทัย

                ความเสื่อมของอาณาจักรสุโขทัยเกิดขั้นเพราะความอ่อนแอของระบบการเมืองการปกครอง  แคว้นต่างๆ  ที่เคยอยู่ในอำนาจตั้งตนเป็นอิสระ  ส่งผลให้อาณาจักรหมดอำนาจลงไปในที่สุด

                เมื่อสิ้นรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ประมาณ พ.ศ. 1841   อาณาจักรสุโขทัยก็เริ่มอ่อนแอลง   ความอ่อนแอหรือความเสื่อมของสุโขทัยนี้  น่าจะเกิดจากสาเหตุ  4  ประการ  คือ

1.                ความเหินห่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎร

2.               ความย่อหย่อนในด้านการทหาร

3.               การถูกตัดเส้นทางเศรษฐกิจ

4.               การแตกแยกภายใน

 

               1.  ความเหินห่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎร

                      เมื่อสิ้นรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงแล้ว   ระบบการปกครองแบบบิดากับบุตร  ที่เรียกว่า  ระบบปิตุราชา  เริ่มลดความสำคัญลง  ทั้งนี้  เนื่องจากมีปัญหาความกระด้างกระเดื่องของเมืองเล็กเมืองน้อยที่ขึ้นอยู่กับอาณาจักรสุโขทัย  จึงเริ่มใช้วิธีการปกครองที่เป็นแบบแผนมากขึ้น  นำพระพุทธศาสนาและรบบธรรมราชา  มาเป็นเครื่องช่วยในการปกครอง  ฐานะของกษัตริย์เปลี่ยนจาก  พ่อขุน  เป็น  พระยา (พญา)     และต่อมาเป็น พระมหาธรรมราชา   มีความพยายามที่จะเพิ่มพูนพระราชอำนาจให้สูงส่งยิ่งขึ้น  ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎรจึงเหินห่างกัน   ความผูกพันฉันบิดากับบุตรที่มีอยู่เดิมจึงเสื่อมคลายลง  ความร่วมมือที่เคยมี่อย่างใกล้ชิด  และความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันถดถอยลงไปด้วย

             2. ความย่อหย่อนทางด้านการทหาร

                  รัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช   เป็นช่วงเวลาสร้างบ้านสร้างเมือง  บรรดาประชาราษฎรจึงผูกพันใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์  ทำให้ไพร่พลมีกำลังเข้มแข็งสามารถขยายอาณาจักรออกไปได้กว้างขวาง  ทั้งโดยการรบ  และโดยการสวามิภักดิ์ด้วยความยำเกรงแสนยานุภาพ  ครั้นเมื่อบ้านเมืองสงบราบคาบเป็นปกติสุข  ว่างเว้นจากศึกสงคราม  ประชาราษฎรก็หันมาสร้างสรรค์ชีวิตความเป็นอยู่ให้สุขสบายดียิ่งขึ้น   โดยเฉพาะด้านการศาสนานั้นนับว่าเจริญรุ่งเรืองมาก  เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงเลื่อมใสศรัทธา  และทรงสนับสนุนให้มีการสร้างวัดและศาสนสถานต่างๆ มากมาย  ส่งผลให้เกิดความงอกงามทางศิลปวัฒนธรรม  มีการแสดงการละเล่นต่างๆ  ที่สร้างความรื่นรมย์ให้แก่ชีวิตมากขึ้น  จนเป็นรากฐานวัฒนธรรมไทยมาจนปัจจุบันนี้   แต่การฝักใฝ่ในพระศาสนาและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างมากมายนี้ได้ทำให้ภาวะย่อหย่อนทางการทหารเกิดขึ้น   บรรดาประเทศราชและหัวเมืองต่างๆ  จึงถือโอกาสแข็งเมืองตั้เงตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อสุโขทัย  เช่น  ประเทศราชมอญทางตะวันตก  หัวเมืองทางภาคใต้ตลอดจนถึงแหลมมลายู  และแคว้เนต่างๆ  ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา   เช่น  แคว้นสุพรรณภูมิ ทางฝั่งตะวันตก   และแคว้นอโยธยาทางฝั่งตะวันออก  เป็นต้น    ภายหลังเมื่อพระเจ้าอู่ทองตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้น  สุโขทัยก็เสื่อมลงอย่างชัดเจน  จนในที่สุดต้องตกอยู่ในอำนาจของอยุธยา

          3.  การถูกตัดเส้นทางเศรษฐกิจ

                ขณะที่สุโขทัยรุ่งเรืองในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น  เศรษฐกิจของสุโขทัยได้เจริญสูงสุดจนถึงขั้นมีการติดต่อค้าขายกับอาณาจักรจีนทางทะเล  สร้างความมั่นคั่งให้แก่สุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง  เส้นทางลำเลียงสินค้าที่สุโขทัยใช้นั้นคือเส้นทางแม่น้ำ  โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา  ครั้นเมื่อแคว้นต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งตนเป็นอิสระ  เส้นทางขนส่งสินค้าจึงถูกตัดขาดไปโดยปริยาย  การค้าขายของสุโขทัยตอนปลายจึงเป็นเพียงการค้าโดยอาศัยเส้นทางบก  ซึ่งทำได้ไม่กว้างขวาง  และเมืองที่ทำการค้าด้วยก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ทำให้เศรษฐกิจของสุโขทัยเสื่อมลง  การทำมาหากินของราษฎรเริ่มฝืดเคือง  เมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอลงความอ่อนแอด้านอื่นๆ ก็ตามมา

         4.  การแตกแยกภายใน

                การแตกแยกภายในจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างเชื้อพระวงศ์  เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สุโขทัยเสื่อมอำนาจลง  ปัญหาแย่งชิงอำนาจกันเองเกิดขึ้นครั้งแรกประมาณ  พ.ศ. 1890  พระยาลิไทยยกทัพจากเมืองศรีสัชนาลัยมาปราบจลาจลที่กรุงสุโขทัย  แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า  พระมหาธรรมราชาที่ 1   เป็นเวลาเดียวกับที่พระเจ้าอู่ทองตั้งกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ  และต่อมาอยะยามีอำนาจมากขึ้น  ทำให้สุโขทัยไม่ปลอดภัย  พระมหาธรรมราชาที่ (ลิไทย)  จึงต้องทรงย้ายเมืองหลวงจากสุโขทัยไปที่พิษณุโลกเพื่อให้พ้นจากการแย่งอำนาจของอยุธยา  แต่ไม่นานนัก  ใน พ.ศ..1921  อาณาจักรสุโขทัย  ซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่พิษณุโลกก็ตกเป็นประเทศราชของอยุธยา  และเป็นประเทศราชอยู่นานถึง  10  ปี  จึงสามารถเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 1931

                แม้อาณาจักรสุโขทัยจะเป็นอิสระได้อีกครั้งหนึ่ง  แต่การเมืองภายในราชสำนักก็มิได้ราบรื่น  มีการแก่งแย่งชิงอำนาจกันอีกจนเกิดจราจลในตอนปลายรัชกาลที่ 7  ทำให้พระมหาธรรมราชาที่  (ไสลือไทย)  ต้องทรงใช้กำลังทัพเข้าปราบปรามและปราบดาภิเษกขึ้นครองเมืองพิษณุโลก  เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8  แห่งอาณาจักรสุโขทัย  เมื่อประมาณ พ.ศ. 1942

                แต่การแตกแยกก็ยังไม่จบสิ้น  พระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย)  เสด็จสวรรคตโดยมิได้ตั้งรัชทายาท  ทำให้เกิดการแตกแยกในพระราชวงศ์อย่างรุนแรง  พระราชโอรสของพระองค์  คือ  พระยาบาลเมืองเป็นกษัตริย์ครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสุโขทัย  ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมาธิราช  เป็น พระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)  แห่งอาณาจักรสุโขทัย  และให้พระยารามครองเมืองสุโขทัย (ซึ่งเป็นเมืองเอก)  พร้อมกับทูลขอพระนางสาขา  พระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย)  อภิเษกสมรสกับเจ้าสามพระยา  ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระองค์  ภายหลังเจ้าสามพระยาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา  ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

                เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)  สิ้นพระชนม์  สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2  จึงผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้าไว้ในอาณาจักรอยุธยา  โดยส่งพระราเมศวร  พระราชโอรสของพระองค์  ซึ่งประสูติโดยพระนางสาขา พระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย)  ไปครองเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ. 1981   อาณาจักรสุโขทัยจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา  นับเป็นการสิ้นสลายของอาณาจักรสุโขทัยแต่บัดนั้น

Comments