ถิ่นกำเนิดชนชาติไทย

อาณาจักรยุคต้น

อาณาจักรสุโขทัย

อาณาจักรอยุธยา

ถิ่นกำเนิด

บทที่ 1

ถิ่นกำเนิดของชาติไทย

 

การศึกษาประวัติศาสตร์

                                         ประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมหรือเรื่องราวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต  เป้าหมายการเรียนรู้ประวัตศาสตร์  คือ  การเข้าใจสังคมในอดีตให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด  เพื่อนำมาเสริมสร้างความเข้าใจสังคมปัจจุบัน

                                         การศึกษาประวหัติศาสตร์จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานเพื่อตรวจสอบ  หรือยืนยันความถูกต้องของเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น   หลักฐานทางประวัติศาสตร์  แบ่งออกเป็น  2  ชนิด  ได้แก่  หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรกับหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

                                        หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร  ได้แก่  หลักฐานที่เป็นตัวหนังสือ  เช่น  ศิลาจารึก  พงศาวดาร  จดหมายเหตุ  หรือบันทึกข้อความอย่างใดๆ  ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ซึ่งอาจปรากฏบนแผ่นกระดาษหรือวัสดุอื่นๆ  เช่น  แผ่นหิน  แผ่นโลหะ  ใบบาน  ผ้า  แผ่นหนัง  ผนังถ้ำ  หรือผนังโบสถ์วิหาร เป็นต้น

                                       โดยทั่วไป  การศึกษาประวัติศาสตร์มักต้องใช้หลักฐานทั้ง  2  ชนิดนี้ประกอบกันเพื่อช่วยให้ได้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุด

 

การแบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์

                                       การศึกษาประวัติศาสตร์  เป็นการศึกษาอารยธรรมของมนุษย์ในอดีต  โดยพยายามศึกษาค้นคว้าไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะมีหลักฐานเพียงพอให้สันนิษฐานได้  เพื่อความสะดวกในการศึกษา  นักประวัติศาสตร์แบ่งสมัยทางประวัติศาสตร์ออกเป็น  2  สมัยโดยถืออารยธรรมของมนุษย์เป็นหลัก  ได้แก่  สมัยประวัติศาสตร์กับสมัยก่อนประวัติศาสตร์

                                       สมัยก่อนประวัติศาสตร์      หมายถึง   สมัยที่เรารู้เรื่องราวในอดีตได้ค่อนข้างชัดเจน  เนื่องจากเป็นสมัยที่มีการเขียน  การจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ  เป็นตัวอักษร

                                       สมัยก่อนประวัติศาสตร์     หมายถึง  สมัยที่เราไม่สามารถรู้เรื่องราวในอดีตได้ชัดเจน  เนื่องจากเป็นสมัยที่ยังไม่พบหลักฐานเป็นตัวหนังสือ การศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยนี้  จึงเป็นเพียงการสันนิษฐานโด่ยอนุมานเอาจากหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ

                                      สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยังแบ่งย่อยเป็นยุคใหญ่ๆ  ได้  2  ยุค  ได้แก่  ยุคหิน  กับยุคโลหะ  ซี่งในแต่ละยุคยังแบ่งเป็นยุคย่อยลงไปอีก  ดังนี้

 ยุดหิน

                                    ยุคหินเริ่มต้นเมื่อ  500,000  ปีที่ผ่านมา  เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักนำหินมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ  และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ  แบ่งย่อยออกเป็น  3  ยุค

1.               ยุคหินเก่า     ยุคนี้มนุษย์ยังเร่ร่อนไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง  อาศัยอยู่ตามถ้ำ  หรือโพรงไม้  มีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก  เมื่อบริเวณใดหมดอาหารก็โยกย้ายไปหาทำเลใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเริ่มรู้จักใช้หินเป็นอาวุธล่าสัตว์และป้องกันตัว  และใช้หินทำเครื่องมือเครื่องใช้หยาบๆ เช่น  ขวานหิน

2.               ยุคหินกลาง      ยุคนี้มนุษย์เริ่มรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์  เครื่องมือเครื่องใช้ยังคงทำด้วยหินแต่ละเอียดประณีตกว่าเดิม  ขวานหินมีผิวเรียบและคมขึ้น

3.               ยุคหินใหม่      ยุคนี้มนุษย์พึ่งพาธรรมชาติน้อยลง  รู้จักเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์  ทำที่อยู่อาศัยและเครื่องนุ่งห่ม  เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินพัฒนามากขึ้น  รู้จักนำหินมาทำเครื่องประดับ  เช่น  กำไล  แหนวน  ลูกปัด  นอกจากนี้ยังรู้จักทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นภาชนะต่างๆ ด้วย

ยุคโลหะ

                                  ยุคโลหะเริ่มต้นเมื่อประมาณ  5,000  ปีที่ผ่านมา  เป็นยุคที่มนุษย์พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินมาเป็นโลหะ  แบ่งย่อยออกเป็น  2  ยุค

1.               ยุคสำริด     เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักนำทองแดงมาหลอมรวมกับดีบุกเป็นโลหะผสมเรียกว่า  “สำริด”  ใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้แทนหิน

2.               ยุคเหล็ก      ยุคนี้มนุษย์รู้จักถลุงเหล็ก  นำเหล็กมาทำอาวุธ  และเครื่องมือเครื่องใช้  ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าสำริด  เป็นยุคที่มนุษย์พึ่งพาธรรมชาติน้อยลงมาก  การเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์  สร้างบ้านเรือนและเครื่องนุ่งห่มพัฒนามากขึ้น  รู้จักทอผ้า  และทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นลวดลายสีต่างๆ  และทำเครื่องประดับ  เช่น  กำไล  ลูกปัด  แหวน  ต่างหู  ที่ประณีตงดงามมากขึ้น

                                 ดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันเป็นดินแดนเก่าแก่แห่งหนึ่ง  มีอารยธรรมย้อนหลังไปถึงยุคหินเก่าโดยขุดพบเครื่องมือเครื่องใช้  และเครื่องประดับยุคต่างๆ  ในทุกภาคของประเทศ

 

แนวคิดเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย

                                  นักวิชาการและผู้สนใจจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่พยายามศึกษาค้นคว้าถึงถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย  ต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันเป็นหลายแนวคิด  บ้างก็ว่าอยู่ไกลถึงเทือกเขาอัลไตตอนเหนือของประเทศจีนปัจจุบัน  บ้างก็ว่าอยู่ทางตอนกลางหรือตอนใต้ของประเทศจีนปัจจุบัน  บ้างก็ว่าอยู่แถบคาบสมุทรมลายู  และหมู่เกาะอินโดนีเซีย  และบ้างก็ว่าอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันนี้เอง

                                แนวความคิดเหล่านี้ต่างก็มีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนพอสมควร  และต่างก็มีทั้งผู้เชื่อถือและผู้คัดค้านไม่เห็นได้วย  ต่อไปอาจมีหลักฐานเพิ่มเติมจนทำให้เราเชื่อแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง หรืออาจมีแนวคิดใหม่เกิดขึ้นอีกก็ได้

แนวความคิดที่ 1    เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต

                           เจ้าของแนวความคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต  ซึ่งอยู่ในมองโกเลียทางตอนเหนือของประเทศจีนนี้  คือ  ดร.วิเลียม  คลิฟตัน  (Dr. William  Clifton  Dodd)   หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน  ซึ่งอยู่ในเมืองไทยนานถึง  32  ปี  และได้เดินทางสำรวจจากภาคเหนือของไทยไปในพม่า  ลาว  เวียดนาม  จนถึงมณฑลยูนนาน  กวางสี  ไกวเจา  และกวางตุ้งในจีน  ภายหลังได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ  The  Tai  Race  :  Elder  Brother  of  the  Chinese  ว่า  คนไทยมีเชื้อสายมองโกล  แล้วต่อมาได้อพยพลงมาทางตอนใต้จนถึงดินแดนซึ่งปัจจุบันเรียกว่า  คาบสมุทรอินโดจีน

                                ความคิดที่ว่ากำเนิดของชนชาติไทยอยู่ที่เทือกเขาอัลไตนี้  ขุนวิจิตรมาตรา  (รองอำมาตย์โท  สง่า กาญจนาคพันธุ์)   ข้าราชการที่มีความสนใจประวัติศาสตร์ไทย  มีความเห็นสอดคล้องกับแนวความคิดนี้  จึงได้นำมาขยายความต่อ โดยได้ศึกษาค้นคว้าและเขียนผลงานออกเผยแพร่ในหนังสือชื่อ  หลักไทย  ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อ  พ.ศ.  2471  มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวได้ดังนี้

                               “....... ในชั้นแรกที่เดียว  ไทยจะมีชาติภูมิอยู่ตรงไหนนั้น  ไม่มีทางทราบได้ชัด  แต่อาจกล่าวได้กว้างๆ  ว่ามีแหล่งเดิมอยู่ในบริเวณภูเขาอัลไตอันเป็นบ่อเกิดของพวกมงโกลด้วยกันเท่านั้น  ภายหลังาจึงแยกลงมาข้างใต้  มาตั้งภูมิลำเนาใหญ่โตขึ้นในลุ่มน้ำเหลือง  ขณะที่จีนแยกไปเรียรายอยู่ตามชายทะเลสาบคัสเปียนทางด้านตะวันตก  พร้อมกันกับพวกตาต  ซึ่งเที่ยวไปมาอยู่แถวทะเลทรายชาโมหรือโกบีใกล้ๆ  กับบ้านเกิดนั้นเอง พวกไทยได้ชัยภูมิเป็นอู่ข้าวอู่น้ำบริบูรณ์ดีกว่าพวกอื่นๆ  จึงเจริญก้าวหน้าบรรดาสายมงโกลด้วยกัน.......

                             ปัจจุบันมีผู้คัดค้านแนวความคิดนี้มาก   เนื่องจากหลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอ  ประเกอบกับเทือกเขาอัลไตอยู่ในเขตหนาว  ซึ่งอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยในปัจจุบันมาก  หากมีการอพยพโยกย้ายลงมาจริงก็จะต้องผ่านอากาศหนาวเย็น  และทะเลทรายอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยความทุรกันดาร  เป็นระยะทางยาวไกลยากที่จะมีชีวิตรอดมาเป็นจำนวนมากได้

แนวความคิดที่  2  เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ในบริเวณมณฑลเสฉวน

                                  มณฑลเสฉวนอยู่ในตอนกลางของประเทศจีนปัจจุบัน  ศาสตราจารย์  แตร์รีออง  เดอ  ลาคูเปอรี  (Terrien‘e  Lacouprie)  แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน  เป็นผู้เสนอแนวความคิดนี้  เมื่อ  พ.ศ.  2428

                                 ลาคูเปอรี่ได้แนวความคิดนี้จากการค้นคว้าประวัติศาสตร์และภาษาโบราณาของจีน  โด่ยเสนอความเห็นไว้ในบทนำของหนังสือ  Amongst  the  Shans  ตีพิมพ์ที่อังกฤษใน พ.ศ. 2428   ในบทความนี้ลาคูเปอรีสรุปว่าคนเชาติไทยเดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน

                         ความเป็นมาของชนชาติไทยตามแนวความคิดของลาคูเปอรีนี้  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ได้ทรงแสดงทัศนะในแนวเดียวกันไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง  แสดงบรรยายพงศาวดารสยาม  ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทบรรยายของพระองค์ที่ทรงบรรยายไว้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อ พ.ศ. 2467  ว่า  ดินแดนแถบประเทศไทยแต่เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกละว้า  มอญ  เขมร  คนไทยอยู่แถบทิเบตติดต่อกับเขตแดนจีน  (มณฑลเสฉวนปัจจุบัน)  ราว  พ.ศ. 500   ถูกจีนรุกราน  จึงอพยพมาอยู่ที่ยูนนาน  และแยกย้ายกันไปทางตะวันตก  คือ  เงี้ยว  ฉาน   ทางใต้คือ  สิบสองจุไทย  และทางตอนล่างคือ  ล้านนา ล้านช้าง

                                สำหรับนักวิชาการไทยท่านอื่นๆ  แม้ผลงานจะปรากฏในช่วงเวลาแตกต่างกัน  แต่ประเด็นของเรื่องก็สอดคล้องกัน  เช่น

                                 ศาสตราจารย์  พระยาอนุมานราชธน  (เสถียรโกเศศ)   ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  ที่เขียนขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลเอกสารชื่อ  เรื่องของชาติไทย  (พ.ศ. 2483)  ว่า  ถิ่นเดิมของคนไทยอยู่ทางตอนกลางของประเทศจีนในลุ่มแม่น้ำแยงซี  ฝั่งซ้ายตั้งแต่มณฑลเสฉวนไปจดทะเลทางตะวันออก

                                พระบริหารเทพธานี   กล่าวไว้ในผลงาน  ซึ่งได้จากการศึกษา  ค้นคว้า  คือ  เรื่อง  พงศาวดารชาติไทย   (พ.ศ. 2496)  ว่า  ถิ่นเดิมของไทยอยู่บริเวณตอนกลางของจีน  ต่อมาอพยพลงมาที่มณฑลยูนนาน  และค่อยๆ ลงมาทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

                                 หลวงวิจิตรวาทการ     เป็นอีกท่านหนึ่งสนใจเรื่องถิ่นกำเนิด  ของชาติไทย  ท่านได้แสดงทัศนะไว้ในหนังสือ  สยามกับสุวรรณภูมิ  (พ.ศ. 2467)   และงานค้นคว้าเรื่องชนชาติไทย (พ.ศ.2499)   สรุปว่า  เดิมคนไทยอยู่ทางตอนกลางของจีน  ในดินแดนซี่งเป็นมณฑลเสฉวนร  ฮูเป  อันฮุย  และเกียงซีในปัจจุบัน  แล้วค่อยๆ  อพยพลงมาสู่มณฑลยูนานและแหลมอินโดจีน

                                ปัจจุบันได้มีหลักฐานการค้นคว้าใหม่ๆ  แย้งแนวความคิดนี้ว่าคนไทยเป็นพวกประกอบอาชีพการเพาะปลูกพืชเมืองร้อน  โดยเฉพาะการปลูกข้าว  จึงน่าจะอยู่ในที่ราบลุ่มในเขตร้อนชื้นมากกว่าบริเวณที่เป็นภูเขาอันฮุยหรือที่ราบสูงซึ่งมีอากาศหนาว

แนวความคิดที่ 3    เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ทางตอนใต้ของจีน

                               บริเวณทางตอนใต้ของจีนในทีนี้  หมายถึง  บริเวณซี่งปัจจุบันเป็นมณฑลยูนนานของจีน  ตอนเหนือของเวียตนาม  รัฐฉานของพม่า  และรัฐอัสสัมของอินเดีย   แนวความคิดนี้เสนอครั้งแรกโดยนักสำรวจชาวอังกฤษชื่อ  อาร์ซิบัล  รอสส์  โคลฮูน  (Archibal  Ross  Colquhoun)  เมื่อ  พ.ศ. 2428

                       โคลฮูนเสนอแนวความคิดนี้  หลังจากเขาเดินทางสำรวจโดยออกเดินทางจากวางตุ้ง  ประเทศจีนไปทางตะวันตกถึงเมืองมันฑะเลย์ในพม่า  ผลการสำรวจของเขาปรากฎอยู่ในหนังสือชื่อ  ไครเซ  (Chryse)   ตีพิมพ์ที่อังกฤษเมื่อ  พ.ศ. 2428   ได้ข้อสรุปว่ามีคนเชื้อชาติไทยอาศัยอยู่ตามบริเวณที่เขาเดินทางผ่านไปโดยตลอด

                               นักวิชาการตะวันตกที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกับแนวความคิดนี้  ที่สำคัญคือ  อี.เอชปาร์คเกอร์  (E.H. Parker)  และ  โวลแฟรม  อีเบอร์ฮาร์ด  (Wolfram  Eberhard)    ปาร์คเกอร์เคยเป็นกงสุลอังกฤษประจำเกาะไหหลำ  และได้เขียนบทความเรื่อง   น่านเจ้า   พิมพ์เผยแพร่เมื่อ  พ.ศ. 2437   สรุปใจความสำคัญว่า  น่านเจ้าซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอาณาจักรที่ยูนานนั้นเคยเป็นของไทย

                               อีเบอร์ฮาร์ด    ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันได้ศึกษาเรื่องนี้เมื่อ  พ.ศ. 2491   และได้แสดงแนวความคิดไว้ในหนังสือชื่อ  A  History  of  China   ยืนยันว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดใกล้ปากแม่น้ำแยงซี  ในมณฑลเสฉวน  ต่อมาได้อพยพถอยร่นลงมาจนถึงมณฑลยูนนาน

                               นักวิชาการไทยที่มีผลงานการค้นคว้าที่สอดคล้องกับแนวความคิดนี้คือ   พระยาประชากิจกรจักร  (แช่ม  บุนนาค)    ผู้แต่งหนังสือ  พงศาวดารโยนก  ซึ่งเชื่อว่าถิ่นกำเนิดาของชนชาติไทยอยู่กระจัดกระจายในบริเวณตอนใต้ของจีน   รวมไปถึงรัฐอัสสัมของอินเดีย   ท่านได้เล่าถึงวิธีการศึกษาค้นคว้าของท่านไว้ในคำนำหนังสือพงศาวดารโยนกว่า  ข้าพเจ้าได้สอบสวนกับพงศาวดารพม่า  รามัญ  ไทยใหญ่    ล้านช้าง   และพงศาวดารจีน  พงศาวดารเหนือ  พระราชพงศาวดารสยาม  และพงศาวดารเขมรกับหนังสือต่างๆ ในภาษาอังกฤษด้วย  หนังสือเรื่องนี้พิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ. 2450   เนื้อหาแต่ละตอนล้วนเกี่ยวกับเรื่องราวการอพยพของคนไทยจากตอนใต้ของประเทศจีนทั้งสิ้น

                               นอกจากนี้ศาสตราจารย์  ขจร  สุขพานิช  (พ.ศ. 2456 – 2521)     ซี่งเคยเป็นกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย  ก็มีความเชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ทางตอนล่างของจีน  หลังจากที่ได้ค้นคว้าหลักฐานทางฝ่ายไทยตรวจสอบกับความเห็นของอีเบอร์ฮาร์ด  และหมอดอดด์  แล้วลงความเห็นว่า  คนไทยมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ตอนใต้ของจีนในเขตมณฑลกวางตุ้ง  กวางสี  ต่อมาได้อพยพมาทางตะวันตก  ตั้งแต่มณฑลเสฉวนลงล่างเรื่อยมาจนเข้าเขตสิบสองจุไทยลงมาในเขตประเทศลาว

                              แนวความคิดนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน  นักวิชาการาชาวตะวันตกบางท่านได้ขยายแนวความคิดนี้ออกไป  ทำให้มีสมมุติฐานใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  อย่างเช่นมีข้อเสนอว่า  ถิ่นกำเนิดของคนไทยน่าจะอยู่มณฑลกวางสีและมณฑลกวางตุ้ง  เพราะอยู่ในเขตร้อนชื้น  บ้างก็ว่าน่าจะอยู่ห่างไกลจากน่านเจ้าไปทางตะวันออก  คือแนวเขตแดนระหว่างมณฑลกวางสีของจีนกับบริเวณที่ต่อกับเขตของเวียดนาม เป็นต้น

แนวความคิดที่ 4  เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ในแหลมมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย

                                แนวความคิดนี้เสนอโดยวกลุ่มวิชาการทางการแพทย์ของไทย  เริ่มแต่ พ.ศ. 2500  เป็นต้นมาผู้เสนอความเห็น คือ  นายแพทย์สมศักดิ์  สุวรรณสมบูรณ์  และ  นายแพทย์ประเวศ  วะสี     นายแพทย์สมศักดิ์ได้ตรวจกลุ่มเลือดของคนไทย  คนชวาและคนจีน  พบว่ากลุ่มเลือดของคนไทยมีเปอร์เซ็นต์ความถี่ของยีนส์เหมือนกับของชาวเกาะชวา  นาจะมีความเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง  คนไทยจึงน่าจะเคยอาศัยอยู่ในหมู่เกาะชวา

                                นายแพทย์ประเวศพบว่ามีเฮโมโกลบิน  อี  (Hgb. E)   ในเลือดของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมาก เช่นเดียวกับที่พบในกลุ่มของชาวมอญ  ละว้า  และเขมร  แต่แทบไม่พบในคนจีน  จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่คนไทยจะเคยอาศัยอยู่ในดินแดนปรแทศจีน

                                เมื่อนำไปประกอบกับความเห็นาของพอล  เบเนดิกต์  (Poul  Benedict)  นักภาษาศาสตร์และมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน  ซึ่งเสนอไว้เมื่อ  พ.ศ. 2485   ว่า  ภาษาไทยเป็นภาษาเป็นภาษาตระกูลออสโตรนีเซียน  (กลุ่มชวา – มลายู)  คนเผ่าไทยจึงน่าจะเป็นชนชาติเดียวกับชวา – มลายู  จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า  ชนชาติไทยน่าจะอพยพมาจากทางตอนใต้  คือ  จากหมู่เกาะอินโดนีเซียและแหลมมลายู  แล้วเลยขึ้นไปทางเหนือถึงบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนและอาจอพยพถอยร่นลงมาอีกครั้งหนึ่ง  จนสามารถตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน

                               แนวความคิดนี้แม้จะมีผู้เห็นด้วยอยู่บ้าง  แต่ก็มีความคิดเห็นโต้แย้งอยู่  จึงจะต้องค้นหาหลักฐานอื่นๆ  มาประกอบให้แนวความคิดนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

แนวความคิดที่ 5   เชื่อวาถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันนี้เอง

                               อาณาบริเวณที่เป็นประเทศปัจจุบัน  หมายถึง  อาณาบริเวณที่เรีกยว่า  สุวรรณภูมิ   ได้แก่ดินแดนที่เป็นคาบสมุทรอินโดจีน  ครอบคลุมถึงบริเวณตอนใต้ของจีนปัจจุบัน  และตอนเหนือของพม่าปัจจุบัน  ลงไปจนถึงแหลมมลายู

                       แนวความคิดนี้เพิ่งเกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 2510  ภายหลังที่ได้มีการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศไทยอย่างจริงจัง  นักวิชาการคนสำคัญในกลุ่มแนวความคิดนี้  ได้แก่  ศาสตราจารย์  นายแพทย์สุด  แสงวิเชียร  และ ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี

                             การสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศไทยเท่าที่ควรนำมากล่าว  มีดังนี้

1.             การสำรวจและขุดค้นที่บริเวณสองฝั่งแควน้อยและแควใหญ่  จังหวัดกาญจนบุรี   ของคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก  พ.ศ. 2503 – 2505  และ พ.ศ. 2509

2.             การสำรวจและขุดค้นที่บ้านเชียง   จังหวัดอุดรธานี  และในพื้นที่ในเขตจังหวัดของแก่น  สกลนคร  และนครพนม  ด้วยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยฮาวาย  สหรัฐอเมริกา  และบริติชมิวเซียม  ณ  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  พ.ศ. 2509 – 2510

                    จากการขุดพบโครงกระดูกที่จังหวัดกาญจนบุรี  ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด  แสงวิเชียร   แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางกายวิภาคผู้ร่วมการสำรวจขุดค้นยืนยันว่า  เป็นโครงกระดูกยุคหินใหม่อายุประมาณ 4,000  ปี  มีลักษณะสำคัญตรงกับโครงกระดูกของคนไทยในปัจจุบัน  น่าเชื่อว่าโครงกระดูกที่พบนั้นเป็นโครงกระดูกของคนไทย  จึงน่าเป็นไปได้ว่า  ถิ่นกำเนิดเดิมของคนไทย  คือ  บริเวณที่เป็นประเทศไทยเรานี้เอง  ไม่ได้อพยพโยกย้ายมาจากที่ไหนเลย  สำหรับหลักฐานที่ขุดพบที่ตำบลบ้านเชียง  อำเภอหนองหาน  จังหวัดอุดรธานี นั้น  แม้นักวิชาการยังไม่อาจลงความเห็นสรุปว่าเป็นของบรรพบุรุษของคนไทยหรือไม่  แต่ก็เป็นหลัฐานบ่งบอกว่าได้มีชุมชนที่พัฒนามาถึงขั้นทำภาชนะดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยเป๋นเวลาหลายพันปีมาแล้ว

                          เมื่อนำมาประกอบความเห็นเรื่องเฮโมโกลบิน  อี   (Hgb. E)  ของนายแพทย์ประเวศ  วะสี  ที่บอกว่าคนไทยไม่น่าจะเคยอาศัยอยู่ในประเทศจีน  และไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดใดๆ  เกี่ยวกับการอพยพโยกย้ายของคนไทยเลย  ทำให้น่าเชื่ออย่างยิ่งว่าคนไทยไม่ได้มาจากไหน  แต่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในดินแดนที่เป็นอาณาบริเวณประเทศไทยนี้เอง  และคงจะสืบเชื้อสายต่อเนื่องกันมานานแสนนานแล้ว

                        ตลอดเวลาอันยาวนานนั้น  ชนชาติไทยย่อมต้องเคยตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทิพลของชนชาติอื่นที่ผลัดเปลี่ยนกันแผ่อำนาจเข้ามา  เช่น  มอญ  และเขมร  เป็นต้น  หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบที่มีอักษราจารีกเป็นภาษามอญบ้าง  เขมรบ้าง  และสันสกฤตบ้างนั้น  คงจะแสดงถึงอำนาจอิทิพลของชนชาติเหล่านั้นเท่านั้น  คงจะมิได้หมายความว่า  ดินแดนนี้เป็นที่อยู่อาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วไป  แม้ภาษาและการแต่งกายจะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง  แต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่  และถ้อยคำในภาษาส่วนใหญ่ยังแสดงว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนไทย  และยังคงเรียกตนเองว่าเป็นคนไทย  (ไต  หรือ  ไท)

                        หลักฐานทางโบราณคดี  หลักฐานทางเฮโมโกลบิน  อี    และหลักฐานจากความจริงในปัจจุบันที่มีคนเชื้อชาติไทยกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน  และบริเวณโดยรอบ ดังกล่าวมาแล้วนี้ยืนยันวาดินแดนนี้เป็นที่อยู่อาศัยของไทยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  อาจถือได้ว่าเป็นแหล่างกำเนิดของชนชาติอย่างแท้จริง

                        อย่างไรก็ตาม  แนวคิดนี้ยังคงไม่ได้รับการยอมรับกันทั่วไป  คงจะต้องศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานมาสนับสนุนเพิ่มเติมอีก

 

Comments