classic education
Updated Jun 11, 2012, 5:36 AM
แม่แบบแบบมาตรฐาน แบบเรียบสบายตา ไม่มากมาย แต่ให้ครอบคลุม
Use template

ครูไวไว

สถิติการเข้าชมหน้า

แบบสำรวจ

แนวการเขียนรายงานการวิจัย

โพสต์22 ก.ค. 2553 23:19โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 22 ก.ค. 2553 23:20 ]
แนวการเขียนรายงานการวิจัย

     คู่มือแนวทางการจัดทำงานวิจัยนี้เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือในการจัดการทำวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี และเป็นแนวทางในการให้คำปรึกษาสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาเอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมแนวปฏิบัติในการทำตามหลักเกณฑ์ ส่วนประกอบ และรูปแบบต่างๆ เช่น รูปแบบการเขียน การพิมพ์เนื้อหา การพิมพ์อ้างอิงและบรรณานุกรม ตลอดจนขั้นตอนและแบบฟอร์มต่างๆ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการทำงานวิจัย ตามรูปแบบสากลนิยม

ความหมายและความสำคัญของการวิจัย
                    การวิจัยหมายถึงรายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยที่นักศึกษาระดับอุดมศึกษาแต่ละคนจะต้องทำนับเป็นงานสำคัญซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรีทุกแขนงวิชาเพราะเป็นเครื่องแสดงถึงผลงานการวิจัยค้นคว้าตามหัวเรื่อง ที่ได้รับอนุมัติให้ทำการศึกษาวิจัยมุ่งหวังให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถในการแสดงความคิดได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ทั้งความคิดที่เป็นของตนเองและของผู้รู้จากแหล่งที่ได้ศึกษาค้นคว้า ได้แสดงความสามารถในการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งวิชาการต่างๆสามารถเลือกเฟ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่
กำลังศึกษาอยู่จากข้อมูล ข้อเท็จจริงและความคิดที่ได้รวบรวมมาแล้วนำมาจัดระบบ จัดลำดับความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล แล้วเรียบเรียงด้วยภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจนตามรูปแบบการเรียบเรียงที่สถาบันกำหนดไว้
                    การทำวิจัยเป็นการสร้างเสริมความรู้ ความสามารถหลายประการให้แก่นักศึกษาโดยเฉพาะความสนใจใฝ่รู้ การติดตามความเคลื่อนไหวทางวิชาการอย่างต่อเนื่องและยังเป็นการพัฒนาความสามารถในการศึกษาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง พัฒนาความสามารถเชิงภาษาความสามารถในการวิเคราะห์วิจารณ์และสร้างสรรค์ ซึ่งความสามารถดังกล่าวข้างต้นเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของการศึกษาระดับอุดมศึกษา

วัตถุประสงค์การทำวิจัย
               เพื่อให้เป็นไปตามเงื่องไขของคณะกรรมการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่กำหนดให้นักศึกษา ที่ศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรีทุกแขนงวิชาจะต้องทำงานวิจัย ตามแต่กรณีทั้งการทำวิจัยที่มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญดังต่อไปนี้                     1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถศึกษาค้นคว้า วิจัยอย่างกว้างขวาง และลึกซึ้งในเรื่องที่กำหนดและเป็นเรื่องที่สนใจเป็นพิเศษ
              2. เพื่อให้นักศึกษามีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
              3. เพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในการศึกษา ค้นคว้า และการวิจัย
              4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผลและสามารถประมวลผลจากข้อมูล ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า
              5. เพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในการรวบรวม เรียบเรียงความคิดและสื่อสารได้ถูกต้องและเป็นระบบ

การดำเนินการเกี่ยวกับการทำวิจัย
            เพื่อให้การทำวิจัยดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพและบังเกิดผลดี มีระบบที่ต้องกระทำดังต่อไปนี้
            1. เค้าโครงการทำวิจัย
                1.1 ความหมายและความสำคัญของเค้าโครงการวิจัย
                     เค้าโครงการวิจัย เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดของการวางแผนการวิจัยที่นักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษาได้จัดทำขึ้น ภายใต้การให้คำปรึกษาตามการควบคุมดูแลของคณะกรรมการที่ปรึกษา การเขียนเค้าโครงวิจัยมีความสำคัญและจำเป็นต่อการทำวิจัย ดังนี้
                      1.1.1 ทำให้นักศึกษาได้จัดระเบียบและขัดเกลาความคิดให้คมชัดและ
ถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัยอย่างเป็นระบบที่จะดำเนินการวิจัยจริง
                      1.1.2 ให้นักศึกษามีแผนปฏิบัติการวิจัยที่ชัดเจนและเป็นแบบในการควบคุม
การวิจัยให้บรรลุเป้าหมายของการวิจัย
                      1.1.3 เป็นเอกสารหรือหลักฐานสำหรับนักศึกษาเสนอขออนุมัติ และหรือ
ขอรับการสนับสนุนการดำเนินการวิจัยหรือการทำปริญญานิพนธ์จากคณะกรรมการที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้อง                                          
                      1.1.4 เป็นเอกสารที่คณะกรรมการที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ให้สำหรับ
ตรวจสอบความสำคัญ ความเป็นประโยชน์และความเหมาะสมกับระดับและสาขาวิชาที่ศึกษา
ตลอดจนเป็นการยืนยันว่านักศึกษาผู้เสนอเค้าโครงมีศักยภาพ ได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมากพอที่จะดำเนินการวิจัยในหัวข้อที่เสนอนั้นให้สำเร็จตามเป้าหมาย
                      1.1.5เป็นเอกสารสำหรับการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้ผู้สนใจทั่วไปได้ทราบ
รายละเอียดของลักษณะงานปริญญานิพนธ์ซึ่งเป็นข้อมูลในการตัดสินใจติดตามศึกษาปริญญา
นิพนธ์นั้นเพื่อให้ประโยชน์ในโอกาสต่อๆไป
              1.2 รูปแบบการเขียนเค้าโครงวิจัย
                    รูปแบบการเขียนเค้าโครงวิจัย (Thesis Proposal Format) มีได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงานได้กำหนดรูปแบบเค้าโครงวิจัยในส่วน เนื้อเรื่อง เป็น 3 บท โดยมีหัวข้อสำคัญๆ ดังนี้
        บทที่ 1 บทนำ ประกอบด้วยหัวข้อย่อย ดังนี้
                    ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
                    วัตถุประสงค์ของการวิจัย
                    ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
                    ขอบเขตของการวิจัย
                    กรอบแนวคิดในการวิจัย
                    สมมุติฐานวิจัย
                    นิยามศัพท์เฉพาะ
        บทที่ 2 ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหัวข้อย่อย ดังนี้
                    แนวคิด ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง
        บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
                    ประชากร
                    กลุ่มตัวอย่าง
                    เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
                    การเก็บรวบรวมข้อมูล
                    การวิเคราะห์ข้อมูล
                    บรรณานุกรม
                    ภาคผนวก
         2 แนวทางและหลักการเขียนเค้าโครงวิจัย
                    เพื่อให้เค้าโครงวิจัยที่นักศึกษาเสนอมีความเป็นระบบ ชัดเจนและมีคุณภาพ จึงได้กำหนดแนวเกณฑ์การเขียนเค้าโครงวิจัยแต่ละหัวข้อ ไว้ดังนี้
               2.1 ชื่อเรื่อง ควรระบุชื่อตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรตาม (Dependent Variable) และตัวแปรอิสระ (Independent Variabies) ที่เป็นตัวแปรหลักๆ เอให้รู้ว่าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอะไร ชื่อเรื่องควรระบุกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแหล่งข้อมูล ที่ภาษาวิจัยเรียกว่าประชากร (Population) หรือกลุ่มตัวอย่าง (Sample) เพื่อให้รู้ว่าจะเก็บข้อมูลที่ไหน หรือกลุ่มเป้าหมายมีลักษณะอย่างไร พอเป็นสังเขป ชื่อเรื่องควรบอกวิธีวิจัยอย่างคร่าวๆ ว่าจะทำวิจัยประเภทใด เช่นเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ หรือเชิงเปรียบเทียบ หรือเป็นการวิจัยเชิงทดลอง
               2.2 หลักเกณฑ์ของการตั้งชื่อเรื่อง
                      2.2.1 ตั้งชื่อให้สั้น กะทัดรัด ใช้ภาษาง่ายๆ และสื่อความหมายในประเด็นที่จะวิจัยได้ดี
                      2.2.2ชื่อเรื่องให้สอดคล้องและเกี่ยวกับปัญหาการวิจัยและหรือตรงกับประเด็นปัญหาที่จะทำวิจัย               
                      2.2.3 มีคำที่ระบุตัวแปรสำคัญที่ศึกษา (Key word)
                      2.2.4 เขียนชื่อเรื่องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
                      2.2.5 เป็นเรื่องที่ได้อนุมัติจากคณะกรรมการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
           3. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การเขียนในหัวข้อนี้มุ่งตอบคำถามว่า ทำไมจึงศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ทำการศึกษาแล้วจะได้อะไร จึงเป็นการเขียนที่แสดงถึงความสำคัญของปัญหาหรือเรื่องที่เสนอจะทำวิจัย โดยจะต้องพยามเขียนให้ทราบที่มาของปัญหาและเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องศึกษาวิจัยให้ละเดียดชัดเจนซึ่งอาจ
จะต้องกล่าวถึงปรากฏการณ์หรือเรื่องราวที่ผ่านมาของปัญหาที่จะวิจัย พร้อมระบุข้อมูลผลงานวิจัยที่มีผู้อื่น ได้ศึกษาไว้แล้วที่อาจมีจุดอ่อนหรือประเด็นข้อสงสัยที่ควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติม
               รูปแบบการเขียน อาจเขียนได้ 2 ลักษณะ คือ เขียนเป็นข้อความบวก โดยระบุว่าปัญหานั้นมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร หากมีการทำวิจัยเรื่องนั้นแล้ว หรือเขียนเป็นข้อความทางลง โดยระบุว่า ถ้าหากไม่มีการศึกษาวิจัยในปัญหานั้นแล้ว จะเกิดผลเสียอย่างไรบ้างหลักเกณฑ์ในการเขียน ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
                3.1 ชี้ให้เห็นประกฎการณ์หรือที่มาของปัญหาให้ชัดเจนและระบุเหตุผลที่ต้องทำการวิจัยเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล
                3.2 ควรนำทฤษฏี และหรือแนวคิดของผู้ที่เชื่อถือได้เป็นที่ยอมรับมากล่าวเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนกับเรื่องที่จะทำวิจัย
                3.3 ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหากการวิจัย (Research problem) หรือปัญหาที่จะศึกษานั้นคืออะไร ระบุปัญหาหรือเรื่องที่จะวิจัยว่ามีเรื่องที่จะวิจัยมีความสำคัญอย่างไร
                3.4 เขียนให้ตรงประเด็น ใช้ภาษาถูกต้อง กะทัดรัด ได้ใจความ และสามารถเรียบเรียงลำดับความคิดอย่างต่อเนื่องและชัดเจน
                3.5 มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลถูกต้องตามแบบที่กำหนด
            4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นทิศทางของการดำเนินการวิจัยที่กำหนดขึ้นเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนว่าในการวิจัยเรื่องนั้นๆ ต้องการศึกษาอะไรในด้านใดบ้าง มีวัตถุประสงค์หลักหรือวัตถุประสงค์ย่อยๆ อะไรบ้างโดยปกติวัตถุประสงค์ของการวิจัยจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้ชื่อเรื่องหรือปัญหาวิจัยมีความชัดเจนมากขึ้นการตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัยควรจัดเรียงตามลำดับความสำคัญ โดยข้อแรกๆ ควรเป็นวัตถุประสงค์ที่ตรงหรือสอดคล้องกับชื่อเรื่องหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย
                4.1 เขียนให้สอดคล้องหรืออยู่ในขอบข่ายประเด็นปัญหาการวิจัย
                4.2 เขียนเป็นประโยคบอกเล่าให้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
                4.3 เขียนให้ครอบคลุมเรื่องหรือประเด็นปัญหาที่ต้องการศึกษา และชี้เฉพาะเจาะจงว่าผู้วิจัย
                4.4 ต้องการจะทำอะไร ต้องการค้นหาคำตอบอะไร
                4.5 มีความเป็นไปได้ มีขอบเขตที่พอเหมาะและสามารถหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามหรือทดสอบได้
                4.6 เป็นแนวทางในการตั้งสมมุติฐานการวิจัย การพิจารณาเลือกกลุ่มตัวอย่างและการเลือกใช้สถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลได้
           5. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
               เป็นการสื่อสารให้ทราบว่า เมื่อได้ทำการวิจัยเสร็จเรียบร้อยแล้วจะสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ประเด็นนี้อาจนนับได้ว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากประเด็นหนึ่งของเค้าโครงวิจัยเพราะจะเป็นประเด็นที่ใช้ประเมินได้ว่า
งานวิจัยเรื่องนี้จะมีผลได้อะไรที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ และหรือจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยที่ระบุนี้จะเป็นส่วนช่วยชี้ถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องทำการวิจัยปัญหานั้นๆ การวิจัยที่ให้ประโยชน์ในการนำไปใช้ได้มาก ถือว่าเป็นการวิจัยที่สำคัญและควรได้ดำเนินการก่อน การกล่าวถึงความสำคัญของการวิจัย มักจะอยู่ในรูปของการคาดคะเนว่าถ้าการวิจัยนั้นได้ผลตรง
วัตถุประสงค์แล้ว จะได้ความรู้อะไร และหรือใครหรือส่วนงานใด จะสามารถนำไปใช้ในลักษณะใดได้บ้าง
หลักเกณฑ์ในการเขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
             5.1 เขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยในแง่ความรู้ที่จะได้รับจากการวิจัย ว่าจะให้ได้ข้อเท็จจริง หรือช่วยเพิ่มพูนความรู้เรื่องใดได้บ้าง
             5.2 เขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยในแง่ของการนำผลการวิจัยไปประยุกต์โดยการกล่าวถึงผลที่ได้จากการวิจัยนั้นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อใคร เป็นอย่างไร ใครหรือส่วนงานใดจะนำข้อค้นพบไปใช้ประโยชน์ ในลักษณะใดได้บ้าง
            5.3 ข้อค้นพบ ตามข้อ 1. และประโยชน์ตามข้อ 2. จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยกล่าวคือ ผู้เขียนต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการวิจัยแต่ละข้อว่าจะก่อให้เกิดความรู้อะไร แล้วจึงพิจารณาต่อไปว่า ความรู้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อใครและจะสามารถนำไปใช้ในเรื่องใดโดยไม่เขียนจนเกินความเป็นจริง
        6. ขอบเขตของการวิจัย
เป็นการกำหนดกรอบการดำเนินการวิจัย โดยกำหนดขอบเขตของการวิจัยว่าจะทำการศึกษากว้างขวางเพียงใด ให้ชัดเจนว่าจะศึกษาเฉพาะประเด็นใด ศึกษากับอะไร และศึกษาในแง่มุมใดการกำหนดของเขตของการวิจัย โดยทั่วไปจะกำหนดใน 3 ลักษณะคือ
            6.1 ขอบเขตของประชากรว่าเป็นอะไร อยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร
            6.2 ของเขตเกี่ยวกับตัวแปรสำคัญที่ศึกษาว่าจะศึกษา ครอบคลุมประเด็นย่อยๆอย่างไรบ้าง
            6.3 ขอบเขตของเวลา เช่น การกำหนดการศึกษาเฉพาะช่วงปีหนึ่งๆ หรือการศึกษาเหตุการณ์เฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เป็นต้น
การเขียนขอบเขตการวิจัย อาจเขียนบรรยายเป็นความเรียง เป็นย่อหน้า หรืออาจเขียนแยกเป็นหัวข้อก็ได้
        7. หลักเกณฑ์ในการเขียนของเขตการวิจัย
            7.1 ระบุของเขตของประชากรที่จะใช้ในการศึกษาวิจัยให้ชัดเจนว่าประชากรคืออะไร มีจำนวนเท่าไรถ้าระบุได้
            7.2 ระบุของเขตของตัวแปรที่ศึกษาอาจแยกเป็น ตัวอิสระ และตัวแปรตาม โดยจำแนกรายละเอียดของตัวแปรสำคัญให้ชัดเจน
            7.3 ระบุช่วงระยะเวลาในการดำเนินการศึกษาวิจัย
         8. กรอบแนวคิดในการวิจัย
             กรอบแนวคิดในการวิจัย เป็นผลสรุปจากการศึกษาทฤษฏีและผลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาการวิจัย ซึ่งผู้เสนอเค้าโครงสรุปเป็น
แนวคิดของตนเองสำหรับการดำเนินการวิจัย ของตน โดยทั่วไปก่อนการกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยจำเป็นต้องศึกษา ทฤษฏีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้มากพอว่ามีใครเคยทำวิจัยเรื่องทำนองนี้มาบ้างเขาทำอย่างไรและข้อค้นพบของการวิจัยมีอะไรบ้าง
แล้วนำมาประกอบการวางแผนการวิจัยของตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดกรอบในเชิงเนื้อหาสาระซึ่งประกอบด้วยตัวแปรและการ
ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสำหรับการวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive research) กรอบแนวคิดในการวิจัยอาจมีแต่การระบุเฉพาะ
ตัวแปรว่ามีตัวแปรอะไรที่จะนำมาศึกษา กรอบแนวคิดดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนขอบเขตทางด้านเนื้อหาสารของการวิจัย ส่วนการวิจัย
ประเภทอธิบาย (Fxplanatory research) กรอบแนวคิดของการวิจัยมีการระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วย การนำเนอกรอบแนวคิด
ในการวิจัยอาจทำได้หลายวิธี ดังนี้
               8.1 การเขียนบรรยาย โดยระบุตัวแปรที่ศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร
               8.2 การเขียนแบบจำลองหรือสัญลักษณ์และสมการ
               8.3 การเขียนแผนภาพ แสดงตัวแปรต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร
               8.4 การเขียนแบบผสมผสาน
          9. หลักเกณฑ์ในการเขียนกรอบแนวคิดในการวิจัย
              9.1 ตัวแปรแต่ละตัวที่เลือกมาศึกษา หรือที่นำเสนอไว้ในกรอบแนวคิดในการวิจัยต้องมีพื้นฐานเชิงทฤษฏี
ว่ามีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการศึกษา
              9.2 มีความตรงประเด็นในด้านเนื้อหาสาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านตัวแปรอิสระหรือตัวแปรที่ใช้ควบคุม
              9.3 มีรูปแบบสอดคล้องกับความสนใจ หรือ วัตถุประสงค์ของการวิจัย
              9.4 ระบุรายละเอียดของตัวแปรและหรือสามารถแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรได้ชัดเจนด้วยสัญลักษณ์
หรือแผนภาพ
        10. สมมุติฐานการวิจัย
              สมมุติฐานการวิจัยเป็นข้อความที่คาดคะเนคำตอบของปัญหาการวิจัยไว้ล่วงหน้าโดยที่คำตอบนั้น
เป็นการคาดคะเนอย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของทฤษฏี ประสบการณ์ หรือความเชื่อต่างๆ ของผู้วิจัยสมมุติฐานการวิจัย
ที่ดีจะต้องประกอบด้วยเกณฑ์ 2 ประการคือ ต้องเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและต้องชัดเจนจน
สามารถทดลองความสัมพันธ์ดังกล่าวได้
              การเขียนสมมุติฐานการวิจัยที่ดีจะต้องกระทำภายหลังที่ได้มีการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วจน
ผู้วิจัยเห็นแนวทางว่าในเรื่องนั้นๆ เราควรจะคาดหวังผลการวิจัยว่าน่าจะเป็นอย่างไร จึงจะเขียนสมมุติฐานการวิจัยได้
หลักเกณฑ์ในการเขียนสมมุติฐานการวิจัย
              10.1 ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและตอบปัญหาการวิจัยได้
              10.2 สามารถทดสอบได้ด้วยข้อมูล หลักฐานต่างๆ
              10.3 มีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจง
              10.4 ตั้งสมมุติฐานหลักของเหตุผลตามทฤษฏี ความรู้พื้นฐาน และหรือผลงานวิจัยที่
ผ่านมา มิใช่การตั้งสมมุติฐานขึ้นมาลอยๆ
              10.5 เขียนเป็นประโยคบอกเล่าที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อาจระบุทิศทาง
ของความสัมพันธ์หรือความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่ได้
        11. นิยามศัพท์เฉพาะ
การนิยามศัพท์เฉพาะ เป็นการเขียนอธิบายความหมายของคำ กลุ่มคำข้อความ หรือตัวแปรที่ศึกษาเพื่อสื่อ
ความหมายให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้วิจัยกับผู้อ่าน การนิยามศัพท์เฉพาะถือเป็นส่วนหนึ่งการนิยามหรือการชี้
เฉาะเจาะจงปัญหาการวิจัย หลักนิยามศัพท์เฉพาะ ทำได้ 2 ระดับ คือ
               11.1 นิยามศัพท์ตามทฤษฏี (Constitutive definition) หรือนิยามศัพท์ทั่วไป (General definition) เป็นการอาศัยความคิดเดิมที่ยอมรับกันทั่วไปหรือใช้ความหมายตามทฤษฏีตามผู้เชี่ยวชาญ มาให้ความหมายที่เป็น
การบอกคุณลักษณะเฉพาะที่สำคัญของตัวแปร คำศัพท์หรือข้อความเฉพาะนั้นๆ ทำนองเดียวกับการให้นิยามตามพจนานุกรม
               11.2 นิยามปฏิบัติการ (Operational definition) เป็นการให้ความหมายในเชิงรูปธรรม หรืออธิบายลักษณะ
กิจกรรมที่สามารถวัดได้ สังเกตได้ของตัวแปรนั้น การให้นิยามระดับนี้ถือว่าจำเป็นมากสำหรับศัพท์เฉพาะของตัวแปรที่เป็นนามธรรม ผู้เสนอเค้าโครงอาจนำนิยามทั่วไปมาอธิบายความหมายอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยกำหนดสถานการณ์ เงื่อนไขหรือสิ่งที่จะเป็น
ต้นเหตุทำให้เกิดคุณลักษณะนั้น พร้อมทั้งระบุพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้และวัดได้หลักเกณฑ์ในการเขียนนิยามศัพท์เฉพาะ
                       11.2.1 ตัวแปรที่เป็นนามธรรมจะต้องให้นิยามทั้งระดับนิยามทั่วไป และนิยามปฏิบัติการ
                       11.2.2 กรณีที่ใช้นิยามของผู้อื่น ให้เขียนอ้างอิงไว้ด้วย
                       11.2.3 ในนิยามศัพท์ คำหรือข้อความที่ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกับผู้วิจัย
         12. ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้องกำหนดให้แบ่งเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่
                  แนวคิดทฤษฏีและหลักการวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เป็นการเขียนรายงานผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็น
ว่างานวิจัยเรื่องนี้มีแนวคิด ทฤษฏี หรือผลงานวิจัยอื่นๆ เป็นพื้นฐานการวางแผนอย่างไร และ
เพียงใด ความสำคัญของการนำเสนอเนื้อหาในบทนี้ นอกเหนือจากจะชี้ให้เห็นแนวคิด ทฤษฏี
และผลงานวิจัยที่เป็นพื้นฐาน ของงานวิจัยเรื่องนั้นแล้วยังจะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้คณะกรรมการที่
ปรึกษางานวิจัยมีความมั่นใจว่านักศึกษา ผู้เสนอเค้าโครงวิจัยนั้นๆ มีข้อมูลและแนวทางเพียง
พอที่จะดำเนินการวิจัยต่อไปได้
                  การเขียนรายงานผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนี้ ผู้เสนอเค้าโครงจะ้ ต้องคัดสรรสิ่งที่จะเขียนให้ดีทั้งสิ่งที่ได้มาจากเอกสารที่เป็นงานวิจัยและเอกสารที่ไม่ใช่งาน
วิจัยโดยเขียนสังเคราะห์สิ่งที่คั้นคว้าได้มาไม่ใช่เป็นเพียงการนำสิ่งที่ค้นคว้ามาเรียงต่อๆ กันไป
เรื่องๆ ก่อนลงมือเขียนจริงควรเริ่มด้วยการวางโครงเรื่องให้สอดคล้องเหมาะสมกับปัญหาวิจัย
โดยอาจกำหนดโครงเรื่องเป็นหัวข้อต่างๆ ทั้งหัวข้อใหญ่หัวข้อรองหัวข้อย่อย ก่อนนำเสนอราย
ละเอียดควรเริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลที่กล่าวถึงมานำเสนอว่า จะนำเสนออย่างไรเป็นกี่ตอน กี่ข้อ
อะไรบ้าง เป็นต้น
         13. หลักเกณฑ์ในการนำเสนอ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
               13.1 ในบทที่ 2 จะต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 2 ส่วนคือ แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับ
หัวข้อวิจัย และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัย
               13.2 ในส่วนที่เป็นแนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง จะต้องประกอบด้วย
                        13.2.1 ความหมายของสิ่งที่จะวิจัย (หรือเรื่องที่วิจัย)
                        13.2.2 แนวคิดทฤษฏี เกี่ยวกับสิ่งที่จะวิจัย
                        13.2.3 ระเบียบวิธีหรือเทคนิควิธีการวิจัยเฉพาะเรื่อง (ถ้ามี)
                13.3 ส่วนเป็นผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะต้องประกอบด้วยผลงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ
                13.4 มีการนำเสนอที่ดี ในลักษณะที่ได้สังเคราะห์เนื้อหาตามประเด็นการศึกษาที่เป็นวัตถุประสงค์ปรือสมมุติฐานการวิจัย ไม่ใช่การเสนอผลเป็นรายบุคคลตามลำดับตัวอักษรหรือตามรายการ
                13.5 มีการเขียนสรุปตอนท้ายของแต่ละประเด็นที่นำเสนอโดยใช้ภาษาของผู้วิจัย
                13.6 มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากเอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับ)
          14. วิธีดำเนินการวิจัย
                 14.1 ประชากร
                  เป็นการระบุแหล่งข้อมูลที่จะใช้ในการตอบคำถามของวัตถุประสงค์ของการวิจัย ประชากร หมายถึงหน่วยข้อมูลทุกๆ หน่วยที่จะให้คำตอบแก่ผู้วิจัย การกล่าวถึงประชากรจะต้องระบุขอบเขตและคุณสมบัติขอประชากรให้ชัดเจนว่าแระชากรในการศึกษาครั้งนี้ เป็นใคร หรือสิ่งใด มีคุณสมบัติอย่างไรมีปริมาณเท่าไร
                  14.2 กลุ่มตัวอย่าง
                  เป็นการระบุแหล่งข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชากร ที่ผู้วิจัยจะทำการศึกษาข้อมูลจริง ในส่วนนี้ผู้เสนอเค้าโครงจะต้องระบุจำนวนตัวอย่างและวิธีการเลือกตัวอย่าง พร้อมทั้งเหตุผลของการใช้วิธีการนั้นๆ ในการเลือกตัวอย่างด้วย กรณีที่การเลือกตัวอย่างมีความซับซ้อนมาก ควรเขียนแผนผังหรือตารางให้เห็นสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างกับประชากรแต่ระดับ ชนิดและหรือประเภทด้วย
           15. หลักเกณฑ์ในการระบุประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
                 15.1 ระบุลักษณะและของเขตของประชากรได้ชัด
                 15.2 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชา
                 15.3 กำหนดวิธีเลือกตัวอย่างเหมาะสม ตลอดจนเขียนอธิบายวิธีการเลือกตัวอย่าง ให้ผู้อ่านเห็นภาพในการปฏิบัติจริงๆ ว่าผู้วิจัยมีวิธีดำเนินการในรายละเอียดอย่างไร
            16. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
                  เป็นการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยว่ามีอะไรบ้าง พร้อมทั้งบอกลักษณะและคุณภาพของเครื่องมือ ถ้าผู้วิจัยต้องการสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือขึ้น ใช้เองจะต้องระบุวิธีสร้างขั้นตอนการสร้าง วิธีการทดลองใช้และวีการหาคุณภาพด้วย ส่วนกรณีที่จะนำเครื่องมือที่ผู้อื่นมาใช้จะต้องระบุได้ว่าเป็นเครื่องมือของใคร สร้าง พ.ศ. ใด และมีค่าสถิติแสดงคุณภาพ
            17. หลักเกณฑ์ในการระบุเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
                  17.1 กรณีที่ 1 กรณีการนำเครื่องมือที่มีผู้สร้างไว้แล้วมาใช้
                         17.1.1 ระบุไว้ให้รู้ว่าเป็นเครื่องมือสร้าง พ.ศ. ใด มีค่าสถิติแสดงคุณภาพ
                         17.1.2 ชี้ให้เห็นเหคุผล และความสมเหตุสมผลที่จะใช้เครื่องมือนั้นๆ เก็บข้อมูล เช่น เครื่องมือที่ใช้วัดคุณลักษณะเดียวกับที่ผู้วิจัยจะวัด และกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้สอดคล้องกับกลุ่มตัวอย่างที่เจ้าของเครื่องมือได้ทดลองใช้แล้ว เช่น วัดระดับชั้นเดียวกันหรือวัดกับกลุ่มตัวอย่างประเภทเดียวกัน
                   17.2 กรณีที่ 2กรณีที่ผู้วิจัยสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือใช้เอง
                            17.2.1 อธิบายขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือตามหลักการและวิธีการสร้างอย่างชัดเจน
                            17.2.2 ในส่วนของข้อมูลพื้นฐานประกอบการยกร่าข้อคำถาม อาทิหลักสูตร คู่มือ เทคนิคการเขียนคำถาม ตลอดจนตัวเครื่องมือของบุคคลอื่นที่สร้างไว้ก่อน ให้ระบุชื่อหรือแหล่งที่มาของข้อมูลพื้นฐานด้วย
             18. การเก็บรวบรวมข้อมูล
                   ให้ระบุวีการเก็บรวบรวมข้อมูลว่ามีขั้นตอนและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไรโดยวิธีใดใช้เครื่องมือใด เช่นใช้วิธีการส่งทางไปรษณีย์ เก็บด้วยตนเองหรือให้ผู้ช่วยเก็บข้อมูลหลักเกณฑ์ในการระบุการเก็บรวบรวมข้อมูลระบุขั้นตอนและวิธีการที่จะเก็บข้อมูล พร้อมทั้งระบุเหตุผลที่เลือกใช้วิธีการนั้นๆ
                   18.1 ระบุวิธีการตรวจสอบติดตาม และควบคุมคุณภาพข้อมูลและเหตุผลที่เลือกใช้วิธีนั้น
                   18.2 ระบุช่วงเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล
             19. การวิเคราะห์ข้อมูล
                   19.1 กรณีข้อมูลเชิงปริมาณ ให้ระบุวิธีการวิเคราะห์(วิเคราะห์ด้วยมือ หรือใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยแยกบรรยายตามลักษณะข้อมูล และ ตัวแปรว่า แต่ละตัวแปรเมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว นำมาทำอย่างไรและจะวิเคราะห์ด้วยสถิติใด
                   19.2 กรณีข้อมูลเชิงคุณภาพให้ระบุวีการวิเคราะห์เนื้อหาเรื่องราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับรูปแบบ (Pattern) ประเด็น (Theme) และสิ่งที่ใช้เชื่อมโยงเรื่องราวเข้าด้วยกัน
             20. หลักเกณฑ์ในการระบุการวิเคราะห์ข้อมูล
                   20.1 ระบุวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล โดยแยกบรรยายตามลักษณะข้อมูลและตัวแปรแต่ละตัว
                   20.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ให้เขียนสูตรที่ใช้ (ยกเว้นสถิติพื้นฐานที่เป็นที่ทราบทั่วไป) และอ้างอิงแหล่งที่มาด้วย
             21. ปกนอก และ ส่วนอ้างอิง
นอกเหนือจากส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องทั้ง 3 บทแล้วเค้าโครงปริญญานิพนธ์ที่เสนอ ยังจะต้องมีปกและอ้างอิงด้วยดังนี้
                   21.1 ปกนอก ระบุคำว่า “เค้าโครงวิจัย” ไว้กลางหน้ากระดาษบรรทัดบนสุดหลังจากนั้น
ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้วิจัย คณะกรรมการที่ปรึกษาการวิจัย ชื่อเรื่อง (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) คณะและสถาบันไว้ส่วนล่างสุด
                   21.2 ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วยบรรณานุกรมและภาคผนวก
             22. ตัวอย่างปกนอกเค้าโครงวิจัย


เค้าโครงการวิจัย

ผู้วิจัย...............................................................................    คณะกรรมการที่ปรึกษา
ปริญญา...........................................................................     .........................................ประธานกรรมการ สาขา...............................................................................      ........................................................กรรมการ ปีการศึกษา.....................................................................        ........................................................กรรมการ

ชื่อเรื่อง
           (ภาษาไทย).......................................................................................................................................  ...................................................................................................................................................................                       (ภาษาอังกฤษ)...................................................................................................................................
....................................................... ..................................... ....................................................................
                                                                                                  สาขา...........................................................
                                                                                                  คณะ...........................................................
                                                                                                  มหาวิทยาลัย...............................................

ส่วนประกอบของการวิจัย
              การวิจัยเป็นผลงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาซึ่งดำเนินการ ด้วยวิธีการที่เป็นระบบและชื่อถือได้ จึงเป็นผลงานที่มีคุณค่า คุณประโยชน์ต่อทั้ง  วงวิชาการ
วงวิชาชีพและสังคมโดยส่วนรวม ดังนั้น การนำเสนอผลงานวิจัยมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไป
กว่าเนื้อหาของวิจัยจึงจำเป็นต้องกำหนดรูปแบบและส่วนประกอบของปริญญานิพนธ์ให้มีความ
เหมาะสมและมีความเป็นระบบที่สามารถใช้สำหรับอ้างอิงหรือค้นคว้าสืบต่อไปได้กำหนดส่วน
ประกอบของการวิจัยไว้ 3 ส่วน ตามลำดับ คือ
             1. ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น (The front Matter Preliminaries)
             2. ส่วนเนื้อเรื่อง (Text to Body of Contents)
             3. ส่วนอ้างอิงปรือส่วนประกอบตอนท้าย (References)
ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น
             ส่วนนำของงานวิจัย เป็นส่วนแนะนำและให้ข้อมูลเบื้องต้นซึ่งประกอบด้วย ปกนอกหน้าปกใน หน้าอนุมัติ บทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ ทั้งสารบัญเนื้อหา สารบัญตารางและสารบัญภาพ รายละเอียดของแต่ละส่วนประกอบ มีดังนี้
             1. ปกนอก (Cover) กำหนดลักษณะดังต่อไปนี้
                 1.1 ปกนอกของงานวิจัยต้องเป็นปกเคลือบพลาสติก
                 1.2 ตัวอักษรบนปกนอกให้ใช้ Angsana
                 1.3 ปกนอกของงานวิจัยต้องเป็นปกเคลือบพลาสติก
                       1.3.1 ชื่อของงานวิจัยให้ใช้ชื่อตามที่ปรากฏจริงในการขออนุมัติ
                       1.3.2 ชื่อของนักศึกษาให้ระบุเพียงชื่อสกุลยกเว้น หากมียศฐานันดรศักดิ์ราช
ทินนาม สมณศักดิ์
                       1.3.3 ระบุข้อความว่า การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตรใดสาขาใด
                       1.3.4 ชื่อสถาบัน ให้ใช้ชื่อมหาวิทยาลัย
                       1.3.5 ปีพิมพ์ ใช้ปี พ.ศ. ที่สอบผ่านและได้รับอนุมัติ
                       1.3.6 ระบุหมายเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ ISBN (International Standard Book Number) (การพิมพ์เลข ISBN ต้องพิมพ์ลงในที่ 2 แห่งคือ ปกนอก และปกใน)
                1.4 สันปกนอก ของเล่มให้พิมพ์
                      1.4.1 ชื่องานวิจัย
                      1.4.2 ชื่อนักศึกษา
                      1.4.3 ปี พ.ศ.ที่สอบผ่านและได้รับอนุมัติระหว่างปกนอกและหน้าปกในให้มี
ใบรองปก (Blank page) กระดาษว่าง 1 แผ่น
           2. หน้าปกใน (Title page)
                    หน้าปกใน มีข้อกำหนดดังต่อไปนี้
ข้อความในหน้าปกในให้มีข้อความเหมือนกับปกนอก ระบุคำว่า ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
          3. หน้าอนุมัติ (Approval sheet or Acceptance page)
หน้าอนุมัติปริญญานิพนธ์เป็นเอกสารหรือหลักฐานการรับรองว่าผลงานนั้นๆ ได้ผ่าน
การพิจารณาของคณะกรรมการที่ปรึกษาและสอบ และได้รับการอนุมัติแล้ว
         4. บทคัดย่อ (Abstract)
             บทคัดย่องานวิจัย คือ  ข้อความที่สรุปผลการวิจัยทั้งหมดโดยใช้ข้อความที่สั้น
กะทัดรัดโดยมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้
            4.1 ชื่องานวิจัย ชื่อผู้วิจัย สาขา ปี พ.ศ. ที่สอบผ่าน และกรรมการที่ปรึกษา
            4.2 ส่วนเนื้อหาบทคัดย่อ ส่วนแรกให้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ลักษณะและจำนวนของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่สองเป็นผลการวิจัย ให้สรุปผลที่สำคัญที่ได้จากการวิจัยโดยสรุปตามลำดับข้อ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย อาจเขียนบรรยายต่อเนื่องกันไปหรือเขียนแยกเป็นรายข้อตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ ข้อสรุปของการ วิจัยต้องไม่มีคำวิจารณ์หรืออภิปรายผลแทรกอยู่ อาจมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยจัดบทคัดย่อภาษาไทยไว้เป็นลำดับแรก
       5. กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement)
           หน้ากิตติกรรมประกาศ เป็นส่วนที่นักศึกษาเขียนข้อความกล่าวขอบคุณผู้ช่วยเหลือ
และให้ความร่วมมือในการดำเนินการวิจัยให้ประสบผลสำเร็จ การกล่าวถึงชื่อบุคคลให้ใช้ชื่อและ
นามสกุลจริงห้ามใช้ชื่อเล่น คำนำหน้าของผู้มีตำแหน่งต่างๆ ให้เขียนคำเต็ม ห้ามใช้คำย่อ ต้องเขียนไม่เกิน 1 หน้า และให้พิมพ์ชื่อนักศึกษาไว้ท้ายข้อความด้วย
      6. สารบัญ (Table of Contents หรือ Contents)
          สารบัญ เป็นรายการที่แสดงถึงส่วนประกอบสำคัญทั้งหมดของงานวิจัยโดยมีเลข
หน้ากำกับแต่ละส่วนที่เรียงตามลำดับของเนื้อเรื่องหาในเล่ม
      7. สารบัญตาราง (List of Tables)
          สารบัญตารางเป็นรายการที่ระบุชื่อและตำแหน่งหน้าของ ตารางทั้งหมดที่มีปรากฏ
ในงานวิจัย รวมทั้งตารางในภาคผนวกด้วยโดยเรียงตามลำดับก่อนหนังที่ปรากฏในงานวิจัย
      8. สารบัญภาพหรือสารบัญแผนภูมิ (List of Illustration or Charts)
          สารบัญภาพหรือสารบัญแผนภูมิเป็นรายการที่ระบุชื่อ และตำแหน่งหน้าของภาพแผนภูมิ แผนที่ กราฟ ทั้งหมดที่ปรากฏในงานวิจัย โดยเรียงตามลำดับก่อนหลัง

หลักเกณฑ์และรูปแบบการพิมพ์
                  หลักเกณฑ์และรูปแบบการพิมพ์งานวิจัย มี 2 ส่วนคือเกณฑ์ทั่วไป และหลักเกณฑ์เฉพาะส่วนประกอบแต่ละส่วน ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายะเอียดดังนี้
                  หลักเกณฑ์ทั่วไป เป็นหลักเกณฑ์อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึง มีดังนี้
                  1. กระดาษที่พิมพ์ อัดสำเนาหรือถ่ายเอกสาร ชนิดไม่ต่ำกว่า 70 แกรม ขนาด A4 พิมพ์หน้าเดียว
                  2. การพิมพ์ให้กำหนดแนวขอบซ้ายและขอบบน ห่างจากริมกระดาษ 1.5 นิ้ว ขอบขาวและขอบล่างจากริมกระดาษ 1 นิ้ว โดยไม่ต้องตีเส้นเป็นกรอบ
                  3. ให้พิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้ตัวอักษรขนาด 10-12 ตัวอักษรต่อนิ้วหรือตัดขนาด 16 พอยท์ (Point) และต้องเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม (ใช้ตัวอักษรแบบ Angsana UPC) สำหรับตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของคำหรือข้อความ จะพิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่หรือตัวพิมพ์เล็กก็ได้ แต่ต้องเป็นแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
                  4. ตัวเลขกำกับหน้าและการนับหน้า แบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ
                      4.1 ตอนที่ 1ในส่วนประกอบตอนต้น ถ้าจะไม่ใช้ตัวเลขกำกับหน้าควรใช้
ตัวอักษร ก ข ค ส่วนปริญญานิพนธ์ภาษาอังกฤษควรใช้ตัวเลขโรมัน โดยเริ่มนับตั้งแต่หน้าปกในเป็นต้นไป ส่วนประกอบตอนต้นนั้นจะมีเลขกำกับหน้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า ในแต่ละส่วนมีหลายหน้าหรือไม่ เช่น มีสารบัญ 5 ถึง 6 หน้า ลักษณะเช่นนี้ควรมีตัวเลขกำกับหน้า
                     4.2 ตอนที่ 2 ตั้งแต่เนื้อเรื่องเป็นต้นไปจนถึงหน้าสุดท้ายของเล่ม ใช้ตัวเลขกำกับหน้าตามลำดับ สำหรับการลงเลขหน้าจะต้องอยู่ตรงกันทุกหน้า หน้าและหลังตัวเลขกำกับหน้าไม่ต้องใส่เครื่องหมายใดๆ
                     4.3 จำนวนบรรทัด ในแต่ละหน้าให้ตั้งบรรทัดพิมพ์ไม่เกิน 30 บรรทัด และพิมพ์ข้อความไม่เกิน 28 บรรทัด
                     4.4 การย่อหน้า ให้เว้นระยะ 8 ช่องตัวอักษรจากขอบซ้ายโดยเริ่มพิมพ์ที่ช่วงตัวอักษรที่ 9
                     4.5 หากมีย่อหน้าที่ย่อลงไปอีกให้เว้นระยะออกไปอีก 3 ช่วงตัวอักษรไปเรื่อยๆดังตัวอย่าง
        //////// ส่วนประกอบของงานวิจัย มี 3 ส่วน คือ
                 /// 1. ส่วนประกอบตอนต้น
                 /// 2. ส่วนประกอบตอนกลาง คือ เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
                         /// 2.1 ส่วนที่เป็นเนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
                         /// 2.1.1 บทนำ
                         /// 2.1.2 ตัวเรื่อง
                         /// 2.1.3 บทสรุป
             4.8 หากมีข้อความหรือคำจากภาษาอื่นที่มิได้เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเขียนงานวิจัย
ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาละติน ภาษากรีกที่ใช้ เป็นคำศัพท์ เฉพาะทางวิทยาศาสตร์หรือเป็นคำที่มิได้อยู่ในวงเล็บเพื่อกำกับคำที่อยู่ข้างหน้าให้คำเป็น
ตัวอักษรตัวหนาแต่ละคำโดยตลอดหรือใช้อักษรเอน ยกเว้นแต่คำ หรือข้อความนั้นใช้กันจนเป็น
ที่รู้จักดีแล้ว หรือใช้บ่อยๆ ในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเช่น แนวทางการเปลี่ยน
Methionine ไปเป็น Acetaldehyde ของเชื้อ Streptococus thermophilus
             4.9 บรรณานุกรม ชื่อเรื่องจะพิมพ์ตัวหนาหรือตัวเอน เมื่อจบข้อความจะมีเครื่องหมาย
มหัพภาค ( . ) ปิดท้ายข้อความให้พิมพ์ตัวอักษรหนาเฉพาะข้อความดังกล่าว จะไม่พิมพ์หนาถึงเครื่องหมายมหัพภาคนั้นๆ เช่น
ลมุล/รัตนากร.//การใช้ห้องสมุด.//พิมพ์ครั้งที่ 7.//กรุงเทพฯ/:/สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย,/2534
            4.10 บรรณานุกรมให้เรียงภาษาไทยไว้ก่อนภาษาอังกฤษ และบรรณานุกรมไทยให ้เรียงหนังสือ และวารสารไว้ด้วยกัน โดยเรียงตามลำดับตัวอักษร
            4.11 การใช้เครื่องหมายวรรคตอน ให้ใช้ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
                     4.11.1 เครื่องหมายมหัพภาค ( . ) หลักเครื่องหมายมหัพภาคจะเว้น 2 ช่วงตัวอักษรก่อน จึงจะพิมพ์ข้อความต่อไปยกเว้น หลังเลขข้ออักษรย่อ หรือคำย่อ จะเว้น 1 ระยะ เช่น p.45 พ.ศ. กศ.ม. Ph.D. เป็นต้น
                    4.11.2 เครื่องหมายบุพสัญญา ( “ ) ในการเขียนงานวิจัย ไม่ให้เครื่องหมายบุพสัญญา
เพื่อการละข้อความ เช่น
                    ไม่ใช้
                             MSB   แทน  ค่ากลังสองเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม
                             MSW  แทน  “..............................” ภายในกลุ่ม
                    ให้ใช้
                             MSB แทน ค่ากำลังสองเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม
                             MSW แทน ค่ากำลังสองเฉลี่ยภายในกลุ่ม
                    4.11.3 เครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) ไม่กำหนดให้ใช้ในงานวิจัยแต่พิมพ์ชื่อ
                                หรือข้อความนั้นๆ เต็มรูป ยกเว้นไปยาลน้อย (ฯ) ที่มีการใช้กันอย่างแพร่
                                หลาย เช่นกรุงเทพฯ เป็นต้น
            4.12 การอ้างอิงสิ่งพิมพ์ทุกประเภทในเรื่อง ให้ใส่ไว้ในวงเล็บแทรกอยู่กับเนื้อหาดังนี้
                     ชื่อผู้แต่ง และชื่อสกุล ปีที่พิมพ์ : หน้าที่ใช้อ้างอิง เช่น
             ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (2522 : 41) กล่าวถึงหลักปฏิบัติของมุสลิม ดังนี้................
             แบร์เนตต์ (Barnett, 1953 :55) ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ไว้ว่า..................

หลักเกณฑ์การพิมพ์ส่วนประกอบของงานวิจัยและส่วน มีดังนี้
           1. ปกนอก
               1.1ปกแข็งหุ้มพลาสติก สำหรับหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต พิมพ์ข้อความ เช่นเดียวกับหน้าปกใน
               1.2 มีตราสถาบันราชภัฏนครสวรรค์ ขนาด 1.5 นิ้ว ตรงกลางขอปกห่างจากของบน 1 นิ้ว
               1.3 ขนาดตัวอักษร ใช้ขนาดตัวอักษร 18-22 พอยท์
               1.4 ชื่อเรื่องห่างจากขอบล่างของตราสถาบัน 0.5 นิ้ว
               1.5 สันปก ให้พิมพ์ชื่องานวิจัย ชื่อนักศึกษา ปีที่พิมพ์ หากชื่อเรื่องมีความยาวมาก
ไม่สามารถพิมพ์ได้ทั้งหมดให้ตัดข้อความส่วนท้ายแต่ต้องให้ได้ใจความ
          2. ปกใน
              2.1 หน้าปกในจะมีข้อความ 3 ส่วนบนสุดของหน้าเป็นชื่องานวิจัย ส่วนกลางหน้าเป็นชื่อนักศึกษา และส่วนล่างสุด เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร สาขา สถานศึกษา และปีที่สอบผ่านละได้รับอนุมัติ
              2.2 ข้อความทั้ง 3 ส่วน ตามข้อ 2.1 ต้องจัดวางให้อยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษโดยห้างจากขอบซ้ายและขอบขวาของหน้าเท่ากัน
              2.3 ชื่องานวิจัย ให้วางห่างจากริมกระดาษด้านบนประมาณ 1.5 นิ้ว
              2.3 ชื่องานวิจัย ให้วางห่างจากริมกระดาษด้านบนประมาณ 1.5 นิ้ว
              2.4 ชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่อักษรตัวแรกของคำ ยกเว้นศัพท์เฉพระที่มีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น
             2.5 ขนาดตัวอักษรใช้ตัวขนาด 18 ถึง 22 พอยท์
             2.6 ข้อความของชื่องานวิจัย ถ้ามีความยาวมากกว่า 52ตัวอักษร ควรจัดให้เป็น
รูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วกลับหัว และต้องแบ่งข้อความในแต่ละบรรทัดให้ได้ใจความเหมาะสม ทั้งด้วยเหตุผลและกระบวนความคิดรวมทั้งให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ โดยให้คำนึงถึงความหมายและภาษาเป็นสำคัญ ส่วนการจัดรูปข้อความเป็นอันดับรองลงมา
             2.7 ชื่อนักศึกษา จัดวางไว้กึ่งกลางหน้า
             2.8 ข้อความในส่วนล่างสุดให้พิมพ์ข้อความแต่ละบรรทัดตามตัวอย่าง สำหรับชื่อ
หลักสูตรให้ระบุให้ตรงกับหลักสูตรที่เรียน เช่น วิทยาศาสตร์บัณฑิตส่วนปีที่พิมพ์ ใช้ปี พ.ศ. ที่สอบผ่านและได้อนุมัติ
         3. หน้าอนุมัติ
             3.1 ข้อความในหน้าอนุมัติให้ระบุดังตัวอย่าง
             3.2 ข้อความเกี่ยวกับการอนุมัติ และหลักสูตรที่ศึกษาให้จัดไว้ส่วนล่างของหน้า
             3.3 ชื่อคณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการสอบและผู้อนุมัติให้ลงตำแหน่ง ยศ
บรรดาศักดิ์ และฐานันดรศักดิ์
        4. หน้ากิตติกรรมประกาศ
            4.1 มีข้อความ “กิตติกรรมประกาศ” ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบน
            4.2 ข้อความในบรรทัดแรก ของกิตติกรรมประกาศให้เว้น 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์จาก
ข้อความ “กิตติกรรมประกาศ”
            4.3 ความยาวของกิตติกรรมประกาศ ไม่ควรเกิน 1 หน้ากระดาษ
            4.4 จบข้อความของกิตติกรรมประกาศแล้วให้พิมพ์ชื่อนามสกุลของนักศึกษาห่างจาก
บรรทัดสุดท้ายของข้อความ 2 บรรทัดพิมพ์ อักษรตัวสุดท้ายของนามสกุลควรพิมพ์ให้ชิดขวา
        5. บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
            5.1 ให้พิมพ์ชื่องานวิจัย ผู้วิจัย สาขา กรรมการที่ปรึกษา ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ
            5.2 ชื่อเรื่องหากยาวเกินกว่า 1 บรรทัด ในบรรทัดต่อไปให้พิมพ์ตรงกับอักษรแรกของชื่อเรื่องในบรรทัดแรก
            5.3 ผู้วิจัยให้ลงชื่อโดยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลงชื่อหน้าปกใน
            5.4 ที่ปรึกษา ให้ระบุตำแหน่งทางวิชาการ หรือใช้คำนำหน้านามอย่างอื่นที่เหมาะสม
สำหรับที่ปรึกษาที่ไม่ได้เป็นอาจารย์
            5.5 ข้อความของบทคัดย่อจะห่างจากกรรมการที่ปรึกษา 2 บรรทัดพิมพ์ และย่อ
หน้าเข้ามา 8 ช่วงตัวอักษร พิมพ์ตัวที่ 9
        6. สารบัญ
            6.1 ในหน้าแรกของสารบัญให้พิมพ์คำว่า “สารบัญ” อยู่กึ่งกลางห่างจากริม
กระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว ถ้าเป็นภาษาอังกฤษให้พิมพ์ข้อความว่า “TABLE OF CONTENTS” ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่
            6.2 หัวข้อและหน้าที่ปรากฏในสารบัญจะต้องตรงกับหัวข้อและเลขหน้าที่ปรากฏในตัวเล่มงานวิจัย เลขหน้าที่นำมาไว้ในสารบัญเป็นเลขหนาแรกของบทหรือตอนนั้นๆ
            6.3 คำว่า “บทที่” จะต้องวางชิดขอบซ้ายและห่างคำว่า “สารบัญ” 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
            6.4 ส่วนคำว่า “หน้า” ให้พิมพ์ไว้บรรทัดเดียวกับ “บทที่” แต่ให้พิมพ์ชิดขอบขวา
            6.5 ตำแหน่งของตัวเลขหน้าจะอยู่ในตำแหน่งแนวเดียวกับ “สระอา” ของคำว่า “หน้า” หรือตัวอักษร “E” ของคำว่า “PAGE”
            6.6 หัวข้อใหญ่ของแต่ละบทจะพิมพ์ย่อหน้าเข้าไปจากอักษรตัวแรกของ “ชื่อบท” 2 ช่วงตัวอักษรส่วนหัวข้อรองหรือหัวข้อย่อยอื่นๆ ให้ย่อเข้ไป 2 ช่วงตัวอักษรเป็นลำดับเช่นเดียวกับ
            6.7 หัวข้อใดที่ยาวเกิน 1 บรรทัด ให้พิมพ์บรรทัดต่อมาโดยย่อหน้าเข้ไป 2 ช่วงตัวอักษร
            6.8 หัวข้อย่อยๆ ไม่ควรนำลงในสารบัญ
            6.9 หากสารบัญมีความยาวเกิน 1 หน้า ให้พิมพ์หน้าต่อไป โดยไม่ต้องมีคำว่า “สารบัญ” แต่ยังคงมี “บทที่” หรือ “CHAPTER” และ “หน้า” หรือ “PAGE”
            6.10 คำว่า “บรรณานุกรม” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ให้พิมพ์ชิดขอบซ้าย
            6.11 ถ้ามี “ภาคผนวก” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ให้พิมพ์ชิดขอบซ้ายถ้าภาคผนวกแบ่งเป็นหลายเรื่องเรียงตามหลักโดยใช้อักษร ก ข ค หรือ A B C กำกับแต่ละเรื่อง
            6.12 ประวัติผู้วิจัย ให้พิมพ์ชิดของซ้าย
        7. สารบัญตาราง สารบัญภาพ
            7.1 หลักเกณฑ์ต่างๆ ในการพิมพ์สารบัญตาราง สารบัญภาพให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับสารบัญโดยใช้คำว่า “สารบัญ” “สารบัญภาพ” แทน “สารบัญ” และคำว่า “ตาราง” “ภาพ” แทน “บทที่” ตามกรณี
           7.2 จัดสารบัญตารางไว้ก่อนสารบัญภาพ
      8. เนื้อเรื่อง
          8.1 เนื้อเรื่องของงานวิจัยแบ่งเป็นบทๆ ปริญญานิพนธ์ที่ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitativereserch) มักจะเป็น 5 บท คือ บทนำ ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง วิธีดำเนินการ
วิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลและข้อเสนอแนะ ตามลำดับ ส่วนงานวิจัย ที่ใช้วิธีวิจัย เชิง
คุณภาพ (Quantitativereserch) มักจะเป็น 5-6 บท ตามความจำเป็น โดยบทที่ 1 เป็นบทนำและบทสุดท้ายเป็นบทสรุป
          8.2 หน้าแรกของแต่ละบทเริ่มต้นด้วยข้อความ “บทที่” และตามด้วยตัวเลขกำกับบทโดยวางไว้กึ่งกลางหน้า ห่างจากริมกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว
          8.3 ชื่อบทพิมพ์ไว้กึ่งกลางหนน้า โดยเว้นระยะห่างจากข้อความ “บทที่” 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
          8.4 ข้อความใต้ชื่อบทถ้ายาวเกินกว่า 52 ตัวอักษร ใช้จัดเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วหัวหลับและแบ่งข้อความแต่ละบรรทัดให้ได้ใจความ
          8.5 ข้อความของชื่อบทถือเป็นหัวข้อใหญ่ที่สุดของบทนั้นๆ ให้อยู่กลางหน้ากระดาษรองลงไปเป็นหัวข้อรอง ซึ่งจะอยู่ชิดขอบกระดาษด้านซ้าย ส่วนหัวข้อย่อยลงไปอีก
          8.6 ข้อความใต้ชื่อบทจะต้องเว้นระยะ 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์จากชื่อบท
          8.7 หัวข้อรองจากใต้ชื่อบท พิมพ์ชิดของซ้าย โดยเว้นระยะ 2 บรรทัดพิมพ์จากหัวข้อรองใต้ชื่อบท ทำตัวอักษรตัวหนา
          8.8 ข้อความขยายหัวข้อย่อยให้พิมพ์ต่อไปในบรรทัดเดียวกันโดยเว้นวรรค 2 ช่วงตัวอักษร หรือขึ้นบรรทัดใหม่ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ให้ใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
          8.9 ข้อความขยายหัวข้อย่อยให้พิมพ์ต่อไปในบรรทัดเดียวกัน โดยเว้นวรรค 2 ช่วงตัวอักษร หรือขึ้นบรรทัดใหม่ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ให้ใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
          8.10 การเว้นระยะย่อหน้าในหัวข้อระดับต่างๆ ให้ใช้ดังนี้
                  8.10.1 ย่อหน้าลำดับแรก ให้เว้นระยะ 8 ช่วงตัวอักษรจากขอบซ้าย
                  8.10.2 ย่อหน้าที่ 2 ให้เว้นระยะ 11 ช่วงตัวอักษร
                  8.10.3 ย่อหน้าที่ 3 ให้เว้นระยะ 14 ช่วงตัวอักษรจากขอบซ้าย
                  8.10.4. ย่อหน้าที่ 4, 5, 6, ให้เว้นระยะ 17, 20, 30 .... ช่วงตัวอักษรไปเรื่อยๆ ตามลำดับ
                  8.10.5 สูตรต่างๆ เช่น สูตรสถิติให้พิมพ์ไว้กลางหน้ากระดาษ โดยห่างจากข้อความใน บรรทัดบนและล่างเป็นระยะ 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
                  อนึ่ง ในการเขียนเนื้อเรื่อง มีส่วนที่สำคัญเกี่ยวข้อง ดังนี้
                  (1) การใช้อัญประกาศ
                  (2) การใช้ตาราง
                  (3) การใช้ภาพประกอบ
                  (4) การอ้างอิง
          8.11 อัญประกาศ เป็นข้อความที่คัดมาตรงตามฉบับเดิมทุกประการให้ใส่เครื่องหมายอัญประกาศ “.........”
          8.12 การใช้ตาราง 
                     ก่อนจะแสดงตารางควรกล่าวถึงตารางนั้นก่อน แล้วจึงเสนอตารางที่เข้าใจง่ายและสมบูรณ์ที่สุดต่อไปทันที เว้นแต่หน้ากระดาษมีเนื้อที่ไม่พอบรรจุตารางนั้น ก็อาจดำเนินเรื่องต่อไปอีกได้ถ้าข้อความยังเกี่ยวข้องกับตารางนั้น หากเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องก็ควรเว้นที่ว่างแล้วเสนอตารางในหน้าต่อไปรูปแบบของการพิมพ์ตาราง มีดังนี้
                  8.12.1 ตารางจะอยู่ห่างจากข้อความข้างบนและข้างล่าง 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
                  8.12.2 ชื่อตารางและหมายเหตุใต้ตาราง ถือเป็นส่วนหนึ่งของตาราง
                  8.12.3 ก่อนถึงตัวตารางต้องมีชื่อตาราง ข้อความของชื่อตารางเริ่มด้วยคำว่า “ตาราง” เว้นวรรค 1 ช่วงตัวอักษร ตามด้วยหมายเลขลำดับตาราง เว้น 1
                  8.12.4 ช่วงตัวอักษร แล้วจึงเป็นชื่อตาราง
                  8.12.5 ข้อความของชื่อตารางให้ชิดขอบด้านซ้ายมือ ถ้าชื่อตารางยาวกว่า 1
บรรทัดขึ้นไปบรรทัดต่อถัดไปให้พิมพ์ตรงกับอักษรตัวแรกของชื่อตาราง ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวหนา
                 8.12.6 เส้นของตารางทั้งเส้นในแนวตั้ง และเส้นในแนวนอน เส้นแรกและ
เส้นสุด ท้ายต้องเป็นเส้นคู่ ส่วนเส้นในตารางเป็นเส้นธรรมดาไม่มีเส้นตั้งตรงขอบ สุดซ้ายขวา
                 8.12.7 ตัวเลขในตารางที่เป็นแนวตั้งควรพิมพ์ให้ได้ระดับเสมอกันโดยตลอด
โดยถือตัวเลขหลังขวาสุดเป็นแนว หากเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมให้ยึดจุดเป็น แนวตรงกัน ถ้ามีเครื่องหมายอื่นใดอยู่ระหว่างเลข 2 จำนวน ต้องจัดให้ เครื่องหมายตรงกัน
                 8.12.8 ตารางที่มีขนาดไม่พอดีกับกระดาษอาจตามความยาวของหน้ากระดาษ
ถ้าตารางนั้นยังมีขนาดกว้างกว่าทางด้านยาวของกระดาษก็ควรใช้กระดาษขนาดใหญ่ขึ้น เช่นกระดาษโรเนียวชนิดยาวแล้วพับให้มีขนาดไม่เกินขนาดของกระดาษที่ใช้พิมพ์ปริญญานิพนธ์
หากตารางมีขนาดโตมากให้ถ่าย เอกสารย่อให้มีขนาดเล็กลง แต่ต้องระวังไม่ให้เล็กเกินไปจน
อ่านข้อความหรือตัวเลขไม่ชัด                  
                  8.12.9 ชื่อรายการแต่ละช่องที่เป็นภาษาอังกฤษ ให้พิมพ์อักษรตัวแรกด้วยตัวพิมพ์ใหญ่
                  8.12.10 ชื่อตารางและรายชื่อรายการในแต่ละช่องไม่ควรใช้คำย่อ
                  8.12.11 ตารางที่ไม่จบในหน้าเดียวไม่ต้องขีดเส้นปิดตารางโดยในหน้าต่อไป
ให้พิมพ์คำว่า “ตาราง” และหมายเลขกำกับตารางพร้อมกับมีคำว่า “ต่อ” ไว้ในวงเล็บ คำว่า “ตาราง” ให้พิมพ์ชิดขอบซ้ายข้างหน้า เมื่อขึ้นหน้า

สรุป
             แนวการเขียนรายงานการวิจัยเพื่อการบริหารงานอุตสาหกรรมเป็นกระบวนเรียนรู้
หลักการและแนวคิดในการวิจัย เทคนิควิธีการวิจัย กระบวนการวิจัย การทำเค้าโครงการวิจัย การบริหารจัดการงานวิจัย เช่น เพื่อบริหารต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนของการพัฒนา เศรษฐกิจสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม มีความสอดคล้องกัน โดยมีวิธีการและขั้นตอนต่างๆ ซึ่งจะได้ทราบถึง ความหมายและความสำคัญของการวิจัย วัตถุประสงค์กรทำวิจัย การดำเนินการเกี่ยวกับการทำวิจัย ส่วนประกอบของการวิจัย ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น หลักเกณฑ์และรูปแบบการพิมพ์ หลักเกณฑ์การพิมพ์ส่วนประกบของงานวิจัยแต่ละส่วน เป็นต้น



ที่มา : http://www.nsru.ac.th/e-learning/junrong/b15.htm

Comments