สาระการศึกษา

แผนการศึกษา

โพสต์24 ต.ค. 2553 19:53โดยไวไว ใจดี

เอกสารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

โพสต์9 ต.ค. 2553 07:29โดยไวไว ใจดี

คู่มือการใช้โปรแกรม Scan Tool.pdf
คู่มือครูที่ปรึกษา.pdf

การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
           ดล 11 แบบสำรวจข้อมูลนักเรียนรายบุคคล
           ดล 11.1 ระเบียบสะสม (ปพ.8)
           ดล 12 แบบประเมิน SDQ (ฉบับนักเรียนประเมินตนเอง) 
           ดล 13 แบบประเมิน SDQ (ฉบับครูประเมินนักเรียน) 
           ดล 14 แบบประเมิน SDQ (ฉบับผู้ปกครองประเมินนักเรียน) 
           ดล 15 แบบประเมินความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ)
           ดล 15.1 คะแนนความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) 
การคัดกรองนักเรียน
           ดล 22.1 ใช่ !! นี่แหละตัวฉัน(นักเรียนกรอกข้อมูล) 
           ดล 22.2 แบบบันทึกสรุปผลการคัดกรองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 
           ดล 22.2 แบบบันทึกสรุปผลการคัดกรองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 
           ดล 22.2 แบบบันทึกสรุปผลการคัดกรองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
           ดล 22.2 แบบบันทึกสรุปผลการคัดกรองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 
           ดล 22.2 แบบบันทึกสรุปผลการคัดกรองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 
           ดล 22.2 แบบบันทึกสรุปผลการคัดกรองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 
การช่วยเหลือ.ส่งต่อ
           ดล 31 แบบบันทึกการให้คำปรึกษา    
           ดล 32 แบบบันทึกการให้ความช่วยเหลือนักเรียน 
           ดล 33 แบบรายงานผลการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (ครูที่ปรึกษารายงานต่อหัวหน้าระดับ)
           ดล 33.1 แบบรายงานผลการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (หัวหน้าระดับรายงานต่อฝ่ายบริหาร)
           ดล 34 แบบบันทึกการส่งต่อภายใน 
           ดล 35 แบบบันทึกส่งต่อภายนอก 
           ดล 36 แบบรายงานแจ้งผลการส่งต่อและช่วยเหลือนักเรียน 
           ดล 37 แบบรายงานสรุปผลการป้องกันและแก้ไขปัญหา   
           ดล 38 แบบบันทึกการเยี่ยมบ้านนักเรียน 
           ดล 38.1 แบบบันทึกการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 
การส่งเสริมและพัฒนา
           ดล 41 แผนกำหนดการจัดกิจกรรมโฮมรูม
           ดล 41.2 แผนกำหนดการจัดกิจกรรมโฮมรูม
           ดล 41.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมโฮมรูม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
           ดล 41.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมโฮมรูม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
           ดล 41.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมโฮมรูม ชั้นมัธยมศึดษาปีที่ 3
           ดล 41.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมโฮมรูม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
           ดล 41.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมโฮมรูม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
           ดล 41.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมโฮมรูม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
           ดล 42 ข้อมูลนักเรียนรายบุคคลกิจกรรมครูพ่อ ครูแม่ 
           ดล 42.1 แบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมครูพ่อ ครูแม่ 
           ดล 42.2 แบบบันทึกการจัดกิจกรรมครูพ่อ ครูแม่ 
           ดล 45 แบบบันทึกการส่งเสริมพฤติกรรมและพัฒนาศักยภาพนักเรียน 
แบบบันทึกข้อความรายงานผลการคัดกรอง.doc

 
ดาวน์โหลดโปรแกรม 

สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับ พรบ.การศึกษา

โพสต์11 ก.ย. 2553 08:29โดยไวไว ใจดี

สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับ พรบ.การศึกษา
ที่มา : http://www.moobankru.com/knowledge1.html
หมวด 1    บททั่วไปความมุ่งหมายและหลักการ 
หมวด 2    สิทธิและหน้าที่ทางการ ศึกษา
หมวด 3    ระบบการศึกษา 
หมวด 4    แนวทางจัดการศึกษา 
หมวด 5    การบริหารและจัดการการศึกษา 
หมวด 6    มาตรฐานและการประกัน คุณภาพการศึกษา
หมวด 7    ครู คณาจารย์และบุคลากร ทางการศึกษา 
หมวด 8    ทรัพยากรและการลงทุน เพื่อการศึกษา
หมวด 9    เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 
บทเฉพาะกาล

 

หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็น
มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรง
ชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 

การจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ 
1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน 
2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 
3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเรื่องการจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ 
1) มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ 
2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น 
3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุก ระดับและประเภท 
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 
5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา 
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอก
ชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา


หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา

บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง 
และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย 
- บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความต้องการเป็นพิเศษ หรือผู้ด้อย
โอกาสมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ

- บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับการศึกษาทั้งภาคบังคับ และนอก
เหนือจากภาคบังคับตามความพร้อมของครอบครัว 

- บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมที่สนับสนุนหรือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสิทธิ
ได้รับสิทธิประโยชน์ตามควรแก่กรณีดังนี้

- การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรหรือผู้ซึ่งอยู่ใน
ความดูแล รวมทั้งเงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 
- การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา



หมวด 3 ระบบการศึกษา

การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สถาน
ศึกษาจัดได้ทั้งสามรูปแบบ และให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือ
ต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม 
การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ก่อนระดับอุดมศึกษา และ
ระดับอุดมศึกษา ซึ่งแบ่งเป็นระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา 
ให้มีการศึกษาภาคบังคับเก้าปี นับจากอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก หรือเมื่อสอบได้ชั้นปีที่เก้า
ของการศึกษาภาคบังคับ 
- สำหรับเรื่องสถานศึกษานั้น การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดใน 
1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 
2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ เอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันศาสนา 
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรง
พยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด

- การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ หน่วยงานทื่เรียกชื่ออย่างอื่น 
ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

- การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถาน ศึกษาของเอกชน สถาน
ประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ กระทรวง ทบวง กรม รัฐ
วิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษา เฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วย
งานนั้นได้โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

 

หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา

การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคน สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ 
ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ 
การจัดการศึกษาทั้งสามรูปแบบในหมวด 3 ต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม และ กระบวนการเรียนรู้ 
ในเรื่องสาระความรู้ ให้บูรณาการความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับแต่ ละระดับการศึกษา ได้แก่ 
ด้านความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้าน
ศาสนา ศิลป วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา ด้านภาษา โดยเฉพาะการใช้
ภาษาไทย ด้านคณิตศาสตร์ ด้านการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 
ในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับ ความสนใจ ความถนัดของผู้
เรียน และความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งให้ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการการเผชิญสถานการณ์
และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริง ผสมผสานสาระความ
รู้ด้านต่าง ๆ อย่างสมดุล และปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชา 
นอกจากนั้น ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ยังต้องส่งเสริมให้ผู้สอน จัดบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อ
การเรียนรู้ ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อ
และแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือ
กับผู้ปกครองและชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ 
การประเมินผลผู้เรียน ให้สถานศึกษาพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความ ประพฤติ การสังเกตพฤติ
กรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบ ส่วนการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ ให้ใช้วิธีการที่
หลากหลายและนำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบด้วย 
หลักสูตรการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท ต้องมีความหลากหลาย โดยส่วน กลางจัดทำหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน เน้นความเป็นไทยและความเป็นพลเมืองดี การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพตลอด
จนเพื่อการศึกษาต่อและให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและ
สังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และคุณลักษณะของสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชนสังคมและประเทศชาติ สำหรับ
หลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มเรื่องการพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนา
องค์ความรู้และสังคมศึกษา 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

 

หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา

ส่วนที่ 1 การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ

แบ่งเป็นสามระดับ คือ ระดับชาติ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับสถานศึกษา เพื่อเป็นการกระจายอำนาจ
ลงไปสู่ท้องถิ่น และสถานศึกษาให้มากที่สุด 
1.1 ระดับชาติ

ให้มีกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท
รวมทั้ง การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากร
รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 
กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีองค์กรหลักที่เป็นคณะ บุคคลในรูปสภาหรือคณะกรรมการสี่
องค์กร คือ 
สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ 
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 
คณะกรรมการการอุดมศึกษา 
คณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม 

มีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐ มนตรีและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่
กฎหมายกำหนด 

ให้สำนักงานของทั้งสี่องค์กรเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการแต่ละองค์กร ประกอบด้วยกรรมการ โดย
ตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชา
ชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน มีเลขาธิการของแต่ละสำนัก
งาน เป็นกรรมการและเลขานุการ 

สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา
ของชาติ นโยบายและแผนด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม การสนับสนุนทรัพยากร การประเมินผลการจัด
การศึกษา การดำเนินการด้านศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและกฎกระทรวง 

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐานและหลักสูตรแกน
กลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุน
ทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

คณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอด
คล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจ
สอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระตามกฎหมายว่าด้วยการ
จัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่ง 

คณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายและแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับแผน
การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบและประเมิน
ผลการดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติ
บุคคล ดำเนินการจัดการศึกษาและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการจัด
ตั้งสถานศึกษานั้น ๆ

1.2 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา

การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการอุดมศึกษาระดับต่ำ กว่าปริญญา ให้ยึดเขตพื้นที่การ
ศึกษาโดยคำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา และจำนวนประชากรเป็นหลัก รวมทั้งความเหมาะสมด้านอื่นด้วย 
ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาให้มีคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเขตพื้นที่การ
ศึกษา ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา 
ประสานส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาประสานและส่งเสริมองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการ
จัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาน
ประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย รวมทั้งการกำกับดูแลหน่วยงาน
ด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมในเขตพื้นที่การศึกษา 
คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปก
ครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู และผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้
ปกครองและครู ผู้นำทางศาสนาและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม โดยให้ผู้อำนวยการ
สำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะ
กรรมการ 
1.3 ระดับสถานศึกษา

ให้แต่ละสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับ ต่ำกว่าปริญญา มีคณะกรรมการสถาน
ศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสถานศึกษาและจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่
เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคมภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 
คณะกรรมการสถานศึกษาประกอบด้วย ผู้แทน ผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปก
ครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ และให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็น
กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ 
ทั้งนี้ ให้กระทรวงกระจายอำนาจ ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไป
ยังคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษาฯ เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดย
ตรง

ส่วนที่ 2 การบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภทตามความพร้อม ความเหมาะสมและ
ความต้องการภายในท้องถิ่น เพื่อเป็นการรองรับสิทธิและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขององค์กรปก
ครองส่วนท้องถิ่น ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และ
วิธีการประเมินความพร้อม รวมทั้งประสานและส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษา
ได้

ส่วนที่ 3 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน

สถานศึกษาเอกชนเป็นนิติบุคคลจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภท มีคณะกรรมการบริหาร ประกอบ
ด้วยผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์
เก่าและผู้ทรงคุณวุฒิ การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชนให้มีความเป็นอิสระ โดยมีการกำกับ ติด
ตาม ประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ รวมทั้งรัฐต้องให้การสนับสนุนด้านวิชาการและด้านเงิน
อุดหนุน การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การกำหนด
นโยบายและแผนการจัดการศึกษาของรัฐของเขตพื้นที่การศึกษา หรือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้
คำนึงถึงผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของเอกชน โดยให้รับฟังความคิดเห็นของเอกชน และประชาชน
ประกอบการพิจารณาด้วย ส่วนสถานศึกษาของเอกชนระดับปริญญา ให้ดำเนินกิจการโดยอิสระภายใต้การ
กำกับดูแลของสภาสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

 

หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา

ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบ
การประกันคุณภาพภายนอก หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกับคุณภาพภายใน 
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร และจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสา
ธารณชน ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกห้าปี โดยสำนักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์วิธีการประเมิน
และจัดให้มีการประเมินดังกล่าว รวมทั้งเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน ใน
กรณีที่ผลการประเมินภายนอกไม่ได้มาตรฐานให้สำนักงานรับรองมาตรฐานฯ จัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วย
งานต้นสังกัด ให้สถานศึกษาปรับปรุง ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการ ให้สำนักงานรับรอง
มาตรฐานฯ รายงานต่อคณะกรรมการต้นสังกัด เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขต่อไป 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

 

หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณ
ภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยรัฐจัดสรรงบประมาณและกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเพียงพอ มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ ฯลฯ 
ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา เป็นองค์กรอิสระมีอำนาจหน้าที่กำหนด
มาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ รวมทั้งกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐาน
และจรรยาบรรณของวิชาชีพ

ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชน ต้องมีใบ
อนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งนี้ ยกเว้น ผู้ที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย จัดการศึกษาในศูนย์การเรียน วิทยากร
พิเศษ และผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา

ให้ข้าราชการของหน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาและระดับเขตพื้นที่การศึกษาเป็นข้าราชการ
ในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามหลักการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลสู่
เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา

การผลิตและพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนามาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ 
และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐในสถานศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคลให้
เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะของสถานศึกษานั้น ๆ 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

 

หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ทั้งจากรัฐ องค์กร ปกครอง
ส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา 
สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่นและต่างประเทศมาใช้จัดการศึกษา โดยให้รัฐและองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น ใช้มาตรการภาษีส่งเสริมและให้แรงจูงใจ รวมทั้งใช้มาตรการลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีตามความ
เหมาะสม

สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาผลประโยชน์จาก
ทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอื่น รวมทั้งหารายได้จากบริการของสถาน
ศึกษาที่ไม่ขัดกับภารกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ที่สถานศึกษาของรัฐได้มา ทั้งจากผู้อุทิศให้หรือซื้อหรือแลก
เปลี่ยนจากรายได้ของสถานศึกษา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถานศึกษา บรรดารายได้และผลประโยชน์ต่าง ๆ 
ของสถานศึกษาของรัฐดังกล่าว ไม่เป็นรายได้ที่ต้องส่งกระทรวงการคลัง

ให้สถานศึกษาของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล สามารถนำรายได้และผลประโยชน์ต่าง ๆ มาจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายใน
การจัดการศึกษาของสถาบันนั้น ๆ ได้ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด

ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษา โดยจัดสรรให้ผู้เรียนและสถานศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน 
ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ในรูปเงินอุดหนุนทั่วไปเป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคล กองทุนประเภทต่าง ๆ และทุนการ
ศึกษา รวมทั้งให้มีระบบการตรวจสอบ ติดตามและประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการใช้จ่ายงบ
ประมาณการจัดการศึกษาด้วย 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

 

หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุ
โทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่นเพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา การทะนุบำรุง ศาสนา ศิลปะและวัฒน
ธรรมตามความจำเป็น รัฐส่งเสริมสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและพัฒนาแบบเรียน ตำรา สื่อ
สิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยจัดให้มีเงินสนับสนุนและเปิดให้มีการแข่งขัน
โดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีดความ
สามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ อันจะนำไปสู่การแสวงหาความรู้ได้ด้วยตน
เองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทานและ
ผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการ ด้านสื่อสารมวลชขน เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่าย
ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการ
ใช้เทคโนโลยี

ให้มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน ส่งเสริม และประสานการวิจัย การพัฒนาและการ
ใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

 

บทเฉพาะกาล

1. นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 
         - ให้กฏหมาย ข้อบังคับ คำสั่ง ฯลฯ เกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒน  ธรรมเดิมที่ใช้อยู่ยังคงใช้บังคับ
            ได้ต่อไป จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินห้าปี 
         - ให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาที่มีอยู่ ยังคงมี ฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิม
           จนกว่าจะจัดระบบการบริหารและการจัดการศึกษาใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปี          
         - ให้ดำเนินการออกกฎกระทรวง เพื่อแบ่งระดับและประเภทการศึกษาของการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน
            รวมทั้งการแบ่งระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี 
         . 
 2. ในวาระเริ่มแรก มิให้นำ 
         - บทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสิบสองปี และการศึกษาภาค บังคับเก้าปี 
           มาใช้บังคับ จนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินห้าปี 
           นับจากวันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ และภายในหกปี ให้กระทรวงจัดให้สถานศึกษาทุกแห่ง
           มีการประเมินผลภายนอกครั้งแรก 
         - นำบทบัญญัติในหมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา และหมวด 7 ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการ
           ศึกษามาใช้บังคับจนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปี          
         - ทั้งนี้ขณะที่การจัดตั้งกระทรวงยังไม่แล้วเสร็จให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
          และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ออกกฎกระทรวงระเบียบ
          และประกาศเพื่อปฏิรูปตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน
          รวมทั้งให้กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 
          ทำหน้าที่กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี          
   
 3. ให้จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจ ทำหน้าที่          
         - เสนอการจัดโครงสร้าง องค์กร การแบ่งส่วนงาน ตามสาระบัญญัติในหมวดที่ว่า
           ด้วยการบริหารและการจัดการศึกษา การจัดระบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา
          การจัดระบบทรัพยากร และการลงทุนเพื่อการศึกษา 
         - เสนอร่างกฎหมาย และปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่ง
          ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้          
         - ตามอำนาจหน้าที่อื่นที่กำหนดในกฎหมายองค์การมหาชน 
         . 
4. คณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษามีเก้าคน ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการ 
   ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญ ด้านการบริหาร

การศึกษา การบริหารรัฐกิจ การบริหารงานบุคคล การงบประมาณการเงินและการคลัง กฎหมายมหาชน และ
กฎหมายการศึกษา ทั้งนี้ ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฎิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ไม่น้อย
กว่าสามคน ให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการและ
เลขาธิการมีวาระการตำแหน่งวาระเดียว เป็นเวลาสามปี

ทั้งนี้ ให้มีคณะกรรมการสรรหา จำนวนสิบห้าคน ทำหน้าที่เสนอชื่อบุคคลที่สมควร เป็นคณะกรรมการบริหาร
สำนักงานปฏิรูปการศึกษา จำนวนสิบแปดคนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการบริหาร
สำนักงานปฏิรูป จำนวนเก้าคน 

<< ย้อนกลับไปยังหัวข้อ พรบ. การศึกษา

พระราชบัญญัติ

โพสต์3 ก.ย. 2553 20:00โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 3 ก.ย. 2553 20:02 ]

พระราชบัญญัติ

- พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
- พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
- พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545
- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546
- พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546
- พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฎ พ.ศ. 2547
- พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
- พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546
- พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
- พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พ.ศ.2547
- พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547
- พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
- พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
- พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2547
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ.2548
- พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ.2548
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พ.ศ.2548
- พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนครพนม พ.ศ. 2548
- พระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2550
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2550
- พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ.2550
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ.2550
- พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550
- พระราชบัญญัติจุฬาภรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551
- พระราชบัญญัติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ.2551
- พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551
- พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550
- พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551
- พระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ.2551
- พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551
- พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551
- พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ.2551

ที่มา : http://www.kroobannok.com/14843

แนวการเขียนรายงานการวิจัย

โพสต์22 ก.ค. 2553 23:19โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 22 ก.ค. 2553 23:20 ]

แนวการเขียนรายงานการวิจัย

     คู่มือแนวทางการจัดทำงานวิจัยนี้เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือในการจัดการทำวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี และเป็นแนวทางในการให้คำปรึกษาสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาเอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมแนวปฏิบัติในการทำตามหลักเกณฑ์ ส่วนประกอบ และรูปแบบต่างๆ เช่น รูปแบบการเขียน การพิมพ์เนื้อหา การพิมพ์อ้างอิงและบรรณานุกรม ตลอดจนขั้นตอนและแบบฟอร์มต่างๆ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการทำงานวิจัย ตามรูปแบบสากลนิยม

ความหมายและความสำคัญของการวิจัย
                    การวิจัยหมายถึงรายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยที่นักศึกษาระดับอุดมศึกษาแต่ละคนจะต้องทำนับเป็นงานสำคัญซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรีทุกแขนงวิชาเพราะเป็นเครื่องแสดงถึงผลงานการวิจัยค้นคว้าตามหัวเรื่อง ที่ได้รับอนุมัติให้ทำการศึกษาวิจัยมุ่งหวังให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถในการแสดงความคิดได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ทั้งความคิดที่เป็นของตนเองและของผู้รู้จากแหล่งที่ได้ศึกษาค้นคว้า ได้แสดงความสามารถในการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งวิชาการต่างๆสามารถเลือกเฟ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่
กำลังศึกษาอยู่จากข้อมูล ข้อเท็จจริงและความคิดที่ได้รวบรวมมาแล้วนำมาจัดระบบ จัดลำดับความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล แล้วเรียบเรียงด้วยภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจนตามรูปแบบการเรียบเรียงที่สถาบันกำหนดไว้
                    การทำวิจัยเป็นการสร้างเสริมความรู้ ความสามารถหลายประการให้แก่นักศึกษาโดยเฉพาะความสนใจใฝ่รู้ การติดตามความเคลื่อนไหวทางวิชาการอย่างต่อเนื่องและยังเป็นการพัฒนาความสามารถในการศึกษาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง พัฒนาความสามารถเชิงภาษาความสามารถในการวิเคราะห์วิจารณ์และสร้างสรรค์ ซึ่งความสามารถดังกล่าวข้างต้นเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของการศึกษาระดับอุดมศึกษา

วัตถุประสงค์การทำวิจัย
               เพื่อให้เป็นไปตามเงื่องไขของคณะกรรมการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่กำหนดให้นักศึกษา ที่ศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรีทุกแขนงวิชาจะต้องทำงานวิจัย ตามแต่กรณีทั้งการทำวิจัยที่มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญดังต่อไปนี้                     1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถศึกษาค้นคว้า วิจัยอย่างกว้างขวาง และลึกซึ้งในเรื่องที่กำหนดและเป็นเรื่องที่สนใจเป็นพิเศษ
              2. เพื่อให้นักศึกษามีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
              3. เพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในการศึกษา ค้นคว้า และการวิจัย
              4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผลและสามารถประมวลผลจากข้อมูล ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า
              5. เพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในการรวบรวม เรียบเรียงความคิดและสื่อสารได้ถูกต้องและเป็นระบบ

การดำเนินการเกี่ยวกับการทำวิจัย
            เพื่อให้การทำวิจัยดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพและบังเกิดผลดี มีระบบที่ต้องกระทำดังต่อไปนี้
            1. เค้าโครงการทำวิจัย
                1.1 ความหมายและความสำคัญของเค้าโครงการวิจัย
                     เค้าโครงการวิจัย เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดของการวางแผนการวิจัยที่นักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษาได้จัดทำขึ้น ภายใต้การให้คำปรึกษาตามการควบคุมดูแลของคณะกรรมการที่ปรึกษา การเขียนเค้าโครงวิจัยมีความสำคัญและจำเป็นต่อการทำวิจัย ดังนี้
                      1.1.1 ทำให้นักศึกษาได้จัดระเบียบและขัดเกลาความคิดให้คมชัดและ
ถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัยอย่างเป็นระบบที่จะดำเนินการวิจัยจริง
                      1.1.2 ให้นักศึกษามีแผนปฏิบัติการวิจัยที่ชัดเจนและเป็นแบบในการควบคุม
การวิจัยให้บรรลุเป้าหมายของการวิจัย
                      1.1.3 เป็นเอกสารหรือหลักฐานสำหรับนักศึกษาเสนอขออนุมัติ และหรือ
ขอรับการสนับสนุนการดำเนินการวิจัยหรือการทำปริญญานิพนธ์จากคณะกรรมการที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้อง                                          
                      1.1.4 เป็นเอกสารที่คณะกรรมการที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ให้สำหรับ
ตรวจสอบความสำคัญ ความเป็นประโยชน์และความเหมาะสมกับระดับและสาขาวิชาที่ศึกษา
ตลอดจนเป็นการยืนยันว่านักศึกษาผู้เสนอเค้าโครงมีศักยภาพ ได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมากพอที่จะดำเนินการวิจัยในหัวข้อที่เสนอนั้นให้สำเร็จตามเป้าหมาย
                      1.1.5เป็นเอกสารสำหรับการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้ผู้สนใจทั่วไปได้ทราบ
รายละเอียดของลักษณะงานปริญญานิพนธ์ซึ่งเป็นข้อมูลในการตัดสินใจติดตามศึกษาปริญญา
นิพนธ์นั้นเพื่อให้ประโยชน์ในโอกาสต่อๆไป
              1.2 รูปแบบการเขียนเค้าโครงวิจัย
                    รูปแบบการเขียนเค้าโครงวิจัย (Thesis Proposal Format) มีได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงานได้กำหนดรูปแบบเค้าโครงวิจัยในส่วน เนื้อเรื่อง เป็น 3 บท โดยมีหัวข้อสำคัญๆ ดังนี้
        บทที่ 1 บทนำ ประกอบด้วยหัวข้อย่อย ดังนี้
                    ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
                    วัตถุประสงค์ของการวิจัย
                    ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
                    ขอบเขตของการวิจัย
                    กรอบแนวคิดในการวิจัย
                    สมมุติฐานวิจัย
                    นิยามศัพท์เฉพาะ
        บทที่ 2 ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหัวข้อย่อย ดังนี้
                    แนวคิด ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง
        บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
                    ประชากร
                    กลุ่มตัวอย่าง
                    เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
                    การเก็บรวบรวมข้อมูล
                    การวิเคราะห์ข้อมูล
                    บรรณานุกรม
                    ภาคผนวก
         2 แนวทางและหลักการเขียนเค้าโครงวิจัย
                    เพื่อให้เค้าโครงวิจัยที่นักศึกษาเสนอมีความเป็นระบบ ชัดเจนและมีคุณภาพ จึงได้กำหนดแนวเกณฑ์การเขียนเค้าโครงวิจัยแต่ละหัวข้อ ไว้ดังนี้
               2.1 ชื่อเรื่อง ควรระบุชื่อตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรตาม (Dependent Variable) และตัวแปรอิสระ (Independent Variabies) ที่เป็นตัวแปรหลักๆ เอให้รู้ว่าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอะไร ชื่อเรื่องควรระบุกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแหล่งข้อมูล ที่ภาษาวิจัยเรียกว่าประชากร (Population) หรือกลุ่มตัวอย่าง (Sample) เพื่อให้รู้ว่าจะเก็บข้อมูลที่ไหน หรือกลุ่มเป้าหมายมีลักษณะอย่างไร พอเป็นสังเขป ชื่อเรื่องควรบอกวิธีวิจัยอย่างคร่าวๆ ว่าจะทำวิจัยประเภทใด เช่นเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ หรือเชิงเปรียบเทียบ หรือเป็นการวิจัยเชิงทดลอง
               2.2 หลักเกณฑ์ของการตั้งชื่อเรื่อง
                      2.2.1 ตั้งชื่อให้สั้น กะทัดรัด ใช้ภาษาง่ายๆ และสื่อความหมายในประเด็นที่จะวิจัยได้ดี
                      2.2.2ชื่อเรื่องให้สอดคล้องและเกี่ยวกับปัญหาการวิจัยและหรือตรงกับประเด็นปัญหาที่จะทำวิจัย               
                      2.2.3 มีคำที่ระบุตัวแปรสำคัญที่ศึกษา (Key word)
                      2.2.4 เขียนชื่อเรื่องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
                      2.2.5 เป็นเรื่องที่ได้อนุมัติจากคณะกรรมการคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
           3. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การเขียนในหัวข้อนี้มุ่งตอบคำถามว่า ทำไมจึงศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ทำการศึกษาแล้วจะได้อะไร จึงเป็นการเขียนที่แสดงถึงความสำคัญของปัญหาหรือเรื่องที่เสนอจะทำวิจัย โดยจะต้องพยามเขียนให้ทราบที่มาของปัญหาและเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องศึกษาวิจัยให้ละเดียดชัดเจนซึ่งอาจ
จะต้องกล่าวถึงปรากฏการณ์หรือเรื่องราวที่ผ่านมาของปัญหาที่จะวิจัย พร้อมระบุข้อมูลผลงานวิจัยที่มีผู้อื่น ได้ศึกษาไว้แล้วที่อาจมีจุดอ่อนหรือประเด็นข้อสงสัยที่ควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติม
               รูปแบบการเขียน อาจเขียนได้ 2 ลักษณะ คือ เขียนเป็นข้อความบวก โดยระบุว่าปัญหานั้นมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร หากมีการทำวิจัยเรื่องนั้นแล้ว หรือเขียนเป็นข้อความทางลง โดยระบุว่า ถ้าหากไม่มีการศึกษาวิจัยในปัญหานั้นแล้ว จะเกิดผลเสียอย่างไรบ้างหลักเกณฑ์ในการเขียน ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
                3.1 ชี้ให้เห็นประกฎการณ์หรือที่มาของปัญหาให้ชัดเจนและระบุเหตุผลที่ต้องทำการวิจัยเรื่องนั้นอย่างสมเหตุสมผล
                3.2 ควรนำทฤษฏี และหรือแนวคิดของผู้ที่เชื่อถือได้เป็นที่ยอมรับมากล่าวเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนกับเรื่องที่จะทำวิจัย
                3.3 ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหากการวิจัย (Research problem) หรือปัญหาที่จะศึกษานั้นคืออะไร ระบุปัญหาหรือเรื่องที่จะวิจัยว่ามีเรื่องที่จะวิจัยมีความสำคัญอย่างไร
                3.4 เขียนให้ตรงประเด็น ใช้ภาษาถูกต้อง กะทัดรัด ได้ใจความ และสามารถเรียบเรียงลำดับความคิดอย่างต่อเนื่องและชัดเจน
                3.5 มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลถูกต้องตามแบบที่กำหนด
            4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นทิศทางของการดำเนินการวิจัยที่กำหนดขึ้นเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนว่าในการวิจัยเรื่องนั้นๆ ต้องการศึกษาอะไรในด้านใดบ้าง มีวัตถุประสงค์หลักหรือวัตถุประสงค์ย่อยๆ อะไรบ้างโดยปกติวัตถุประสงค์ของการวิจัยจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้ชื่อเรื่องหรือปัญหาวิจัยมีความชัดเจนมากขึ้นการตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัยควรจัดเรียงตามลำดับความสำคัญ โดยข้อแรกๆ ควรเป็นวัตถุประสงค์ที่ตรงหรือสอดคล้องกับชื่อเรื่องหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย
                4.1 เขียนให้สอดคล้องหรืออยู่ในขอบข่ายประเด็นปัญหาการวิจัย
                4.2 เขียนเป็นประโยคบอกเล่าให้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
                4.3 เขียนให้ครอบคลุมเรื่องหรือประเด็นปัญหาที่ต้องการศึกษา และชี้เฉพาะเจาะจงว่าผู้วิจัย
                4.4 ต้องการจะทำอะไร ต้องการค้นหาคำตอบอะไร
                4.5 มีความเป็นไปได้ มีขอบเขตที่พอเหมาะและสามารถหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามหรือทดสอบได้
                4.6 เป็นแนวทางในการตั้งสมมุติฐานการวิจัย การพิจารณาเลือกกลุ่มตัวอย่างและการเลือกใช้สถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลได้
           5. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
               เป็นการสื่อสารให้ทราบว่า เมื่อได้ทำการวิจัยเสร็จเรียบร้อยแล้วจะสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ประเด็นนี้อาจนนับได้ว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากประเด็นหนึ่งของเค้าโครงวิจัยเพราะจะเป็นประเด็นที่ใช้ประเมินได้ว่า
งานวิจัยเรื่องนี้จะมีผลได้อะไรที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ และหรือจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยที่ระบุนี้จะเป็นส่วนช่วยชี้ถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องทำการวิจัยปัญหานั้นๆ การวิจัยที่ให้ประโยชน์ในการนำไปใช้ได้มาก ถือว่าเป็นการวิจัยที่สำคัญและควรได้ดำเนินการก่อน การกล่าวถึงความสำคัญของการวิจัย มักจะอยู่ในรูปของการคาดคะเนว่าถ้าการวิจัยนั้นได้ผลตรง
วัตถุประสงค์แล้ว จะได้ความรู้อะไร และหรือใครหรือส่วนงานใด จะสามารถนำไปใช้ในลักษณะใดได้บ้าง
หลักเกณฑ์ในการเขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย
             5.1 เขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยในแง่ความรู้ที่จะได้รับจากการวิจัย ว่าจะให้ได้ข้อเท็จจริง หรือช่วยเพิ่มพูนความรู้เรื่องใดได้บ้าง
             5.2 เขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยในแง่ของการนำผลการวิจัยไปประยุกต์โดยการกล่าวถึงผลที่ได้จากการวิจัยนั้นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อใคร เป็นอย่างไร ใครหรือส่วนงานใดจะนำข้อค้นพบไปใช้ประโยชน์ ในลักษณะใดได้บ้าง
            5.3 ข้อค้นพบ ตามข้อ 1. และประโยชน์ตามข้อ 2. จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยกล่าวคือ ผู้เขียนต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการวิจัยแต่ละข้อว่าจะก่อให้เกิดความรู้อะไร แล้วจึงพิจารณาต่อไปว่า ความรู้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อใครและจะสามารถนำไปใช้ในเรื่องใดโดยไม่เขียนจนเกินความเป็นจริง
        6. ขอบเขตของการวิจัย
เป็นการกำหนดกรอบการดำเนินการวิจัย โดยกำหนดขอบเขตของการวิจัยว่าจะทำการศึกษากว้างขวางเพียงใด ให้ชัดเจนว่าจะศึกษาเฉพาะประเด็นใด ศึกษากับอะไร และศึกษาในแง่มุมใดการกำหนดของเขตของการวิจัย โดยทั่วไปจะกำหนดใน 3 ลักษณะคือ
            6.1 ขอบเขตของประชากรว่าเป็นอะไร อยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร
            6.2 ของเขตเกี่ยวกับตัวแปรสำคัญที่ศึกษาว่าจะศึกษา ครอบคลุมประเด็นย่อยๆอย่างไรบ้าง
            6.3 ขอบเขตของเวลา เช่น การกำหนดการศึกษาเฉพาะช่วงปีหนึ่งๆ หรือการศึกษาเหตุการณ์เฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เป็นต้น
การเขียนขอบเขตการวิจัย อาจเขียนบรรยายเป็นความเรียง เป็นย่อหน้า หรืออาจเขียนแยกเป็นหัวข้อก็ได้
        7. หลักเกณฑ์ในการเขียนของเขตการวิจัย
            7.1 ระบุของเขตของประชากรที่จะใช้ในการศึกษาวิจัยให้ชัดเจนว่าประชากรคืออะไร มีจำนวนเท่าไรถ้าระบุได้
            7.2 ระบุของเขตของตัวแปรที่ศึกษาอาจแยกเป็น ตัวอิสระ และตัวแปรตาม โดยจำแนกรายละเอียดของตัวแปรสำคัญให้ชัดเจน
            7.3 ระบุช่วงระยะเวลาในการดำเนินการศึกษาวิจัย
         8. กรอบแนวคิดในการวิจัย
             กรอบแนวคิดในการวิจัย เป็นผลสรุปจากการศึกษาทฤษฏีและผลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาการวิจัย ซึ่งผู้เสนอเค้าโครงสรุปเป็น
แนวคิดของตนเองสำหรับการดำเนินการวิจัย ของตน โดยทั่วไปก่อนการกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยจำเป็นต้องศึกษา ทฤษฏีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้มากพอว่ามีใครเคยทำวิจัยเรื่องทำนองนี้มาบ้างเขาทำอย่างไรและข้อค้นพบของการวิจัยมีอะไรบ้าง
แล้วนำมาประกอบการวางแผนการวิจัยของตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดกรอบในเชิงเนื้อหาสาระซึ่งประกอบด้วยตัวแปรและการ
ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสำหรับการวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive research) กรอบแนวคิดในการวิจัยอาจมีแต่การระบุเฉพาะ
ตัวแปรว่ามีตัวแปรอะไรที่จะนำมาศึกษา กรอบแนวคิดดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนขอบเขตทางด้านเนื้อหาสารของการวิจัย ส่วนการวิจัย
ประเภทอธิบาย (Fxplanatory research) กรอบแนวคิดของการวิจัยมีการระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วย การนำเนอกรอบแนวคิด
ในการวิจัยอาจทำได้หลายวิธี ดังนี้
               8.1 การเขียนบรรยาย โดยระบุตัวแปรที่ศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร
               8.2 การเขียนแบบจำลองหรือสัญลักษณ์และสมการ
               8.3 การเขียนแผนภาพ แสดงตัวแปรต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร
               8.4 การเขียนแบบผสมผสาน
          9. หลักเกณฑ์ในการเขียนกรอบแนวคิดในการวิจัย
              9.1 ตัวแปรแต่ละตัวที่เลือกมาศึกษา หรือที่นำเสนอไว้ในกรอบแนวคิดในการวิจัยต้องมีพื้นฐานเชิงทฤษฏี
ว่ามีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการศึกษา
              9.2 มีความตรงประเด็นในด้านเนื้อหาสาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านตัวแปรอิสระหรือตัวแปรที่ใช้ควบคุม
              9.3 มีรูปแบบสอดคล้องกับความสนใจ หรือ วัตถุประสงค์ของการวิจัย
              9.4 ระบุรายละเอียดของตัวแปรและหรือสามารถแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรได้ชัดเจนด้วยสัญลักษณ์
หรือแผนภาพ
        10. สมมุติฐานการวิจัย
              สมมุติฐานการวิจัยเป็นข้อความที่คาดคะเนคำตอบของปัญหาการวิจัยไว้ล่วงหน้าโดยที่คำตอบนั้น
เป็นการคาดคะเนอย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของทฤษฏี ประสบการณ์ หรือความเชื่อต่างๆ ของผู้วิจัยสมมุติฐานการวิจัย
ที่ดีจะต้องประกอบด้วยเกณฑ์ 2 ประการคือ ต้องเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและต้องชัดเจนจน
สามารถทดลองความสัมพันธ์ดังกล่าวได้
              การเขียนสมมุติฐานการวิจัยที่ดีจะต้องกระทำภายหลังที่ได้มีการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วจน
ผู้วิจัยเห็นแนวทางว่าในเรื่องนั้นๆ เราควรจะคาดหวังผลการวิจัยว่าน่าจะเป็นอย่างไร จึงจะเขียนสมมุติฐานการวิจัยได้
หลักเกณฑ์ในการเขียนสมมุติฐานการวิจัย
              10.1 ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและตอบปัญหาการวิจัยได้
              10.2 สามารถทดสอบได้ด้วยข้อมูล หลักฐานต่างๆ
              10.3 มีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจง
              10.4 ตั้งสมมุติฐานหลักของเหตุผลตามทฤษฏี ความรู้พื้นฐาน และหรือผลงานวิจัยที่
ผ่านมา มิใช่การตั้งสมมุติฐานขึ้นมาลอยๆ
              10.5 เขียนเป็นประโยคบอกเล่าที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อาจระบุทิศทาง
ของความสัมพันธ์หรือความแตกต่างระหว่างตัวแปรที่ได้
        11. นิยามศัพท์เฉพาะ
การนิยามศัพท์เฉพาะ เป็นการเขียนอธิบายความหมายของคำ กลุ่มคำข้อความ หรือตัวแปรที่ศึกษาเพื่อสื่อ
ความหมายให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้วิจัยกับผู้อ่าน การนิยามศัพท์เฉพาะถือเป็นส่วนหนึ่งการนิยามหรือการชี้
เฉาะเจาะจงปัญหาการวิจัย หลักนิยามศัพท์เฉพาะ ทำได้ 2 ระดับ คือ
               11.1 นิยามศัพท์ตามทฤษฏี (Constitutive definition) หรือนิยามศัพท์ทั่วไป (General definition) เป็นการอาศัยความคิดเดิมที่ยอมรับกันทั่วไปหรือใช้ความหมายตามทฤษฏีตามผู้เชี่ยวชาญ มาให้ความหมายที่เป็น
การบอกคุณลักษณะเฉพาะที่สำคัญของตัวแปร คำศัพท์หรือข้อความเฉพาะนั้นๆ ทำนองเดียวกับการให้นิยามตามพจนานุกรม
               11.2 นิยามปฏิบัติการ (Operational definition) เป็นการให้ความหมายในเชิงรูปธรรม หรืออธิบายลักษณะ
กิจกรรมที่สามารถวัดได้ สังเกตได้ของตัวแปรนั้น การให้นิยามระดับนี้ถือว่าจำเป็นมากสำหรับศัพท์เฉพาะของตัวแปรที่เป็นนามธรรม ผู้เสนอเค้าโครงอาจนำนิยามทั่วไปมาอธิบายความหมายอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยกำหนดสถานการณ์ เงื่อนไขหรือสิ่งที่จะเป็น
ต้นเหตุทำให้เกิดคุณลักษณะนั้น พร้อมทั้งระบุพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้และวัดได้หลักเกณฑ์ในการเขียนนิยามศัพท์เฉพาะ
                       11.2.1 ตัวแปรที่เป็นนามธรรมจะต้องให้นิยามทั้งระดับนิยามทั่วไป และนิยามปฏิบัติการ
                       11.2.2 กรณีที่ใช้นิยามของผู้อื่น ให้เขียนอ้างอิงไว้ด้วย
                       11.2.3 ในนิยามศัพท์ คำหรือข้อความที่ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกับผู้วิจัย
         12. ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้องกำหนดให้แบ่งเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่
                  แนวคิดทฤษฏีและหลักการวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เป็นการเขียนรายงานผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็น
ว่างานวิจัยเรื่องนี้มีแนวคิด ทฤษฏี หรือผลงานวิจัยอื่นๆ เป็นพื้นฐานการวางแผนอย่างไร และ
เพียงใด ความสำคัญของการนำเสนอเนื้อหาในบทนี้ นอกเหนือจากจะชี้ให้เห็นแนวคิด ทฤษฏี
และผลงานวิจัยที่เป็นพื้นฐาน ของงานวิจัยเรื่องนั้นแล้วยังจะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้คณะกรรมการที่
ปรึกษางานวิจัยมีความมั่นใจว่านักศึกษา ผู้เสนอเค้าโครงวิจัยนั้นๆ มีข้อมูลและแนวทางเพียง
พอที่จะดำเนินการวิจัยต่อไปได้
                  การเขียนรายงานผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนี้ ผู้เสนอเค้าโครงจะ้ ต้องคัดสรรสิ่งที่จะเขียนให้ดีทั้งสิ่งที่ได้มาจากเอกสารที่เป็นงานวิจัยและเอกสารที่ไม่ใช่งาน
วิจัยโดยเขียนสังเคราะห์สิ่งที่คั้นคว้าได้มาไม่ใช่เป็นเพียงการนำสิ่งที่ค้นคว้ามาเรียงต่อๆ กันไป
เรื่องๆ ก่อนลงมือเขียนจริงควรเริ่มด้วยการวางโครงเรื่องให้สอดคล้องเหมาะสมกับปัญหาวิจัย
โดยอาจกำหนดโครงเรื่องเป็นหัวข้อต่างๆ ทั้งหัวข้อใหญ่หัวข้อรองหัวข้อย่อย ก่อนนำเสนอราย
ละเอียดควรเริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลที่กล่าวถึงมานำเสนอว่า จะนำเสนออย่างไรเป็นกี่ตอน กี่ข้อ
อะไรบ้าง เป็นต้น
         13. หลักเกณฑ์ในการนำเสนอ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
               13.1 ในบทที่ 2 จะต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 2 ส่วนคือ แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับ
หัวข้อวิจัย และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัย
               13.2 ในส่วนที่เป็นแนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง จะต้องประกอบด้วย
                        13.2.1 ความหมายของสิ่งที่จะวิจัย (หรือเรื่องที่วิจัย)
                        13.2.2 แนวคิดทฤษฏี เกี่ยวกับสิ่งที่จะวิจัย
                        13.2.3 ระเบียบวิธีหรือเทคนิควิธีการวิจัยเฉพาะเรื่อง (ถ้ามี)
                13.3 ส่วนเป็นผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะต้องประกอบด้วยผลงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ
                13.4 มีการนำเสนอที่ดี ในลักษณะที่ได้สังเคราะห์เนื้อหาตามประเด็นการศึกษาที่เป็นวัตถุประสงค์ปรือสมมุติฐานการวิจัย ไม่ใช่การเสนอผลเป็นรายบุคคลตามลำดับตัวอักษรหรือตามรายการ
                13.5 มีการเขียนสรุปตอนท้ายของแต่ละประเด็นที่นำเสนอโดยใช้ภาษาของผู้วิจัย
                13.6 มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากเอกสารอ้างอิง (ต้นฉบับ)
          14. วิธีดำเนินการวิจัย
                 14.1 ประชากร
                  เป็นการระบุแหล่งข้อมูลที่จะใช้ในการตอบคำถามของวัตถุประสงค์ของการวิจัย ประชากร หมายถึงหน่วยข้อมูลทุกๆ หน่วยที่จะให้คำตอบแก่ผู้วิจัย การกล่าวถึงประชากรจะต้องระบุขอบเขตและคุณสมบัติขอประชากรให้ชัดเจนว่าแระชากรในการศึกษาครั้งนี้ เป็นใคร หรือสิ่งใด มีคุณสมบัติอย่างไรมีปริมาณเท่าไร
                  14.2 กลุ่มตัวอย่าง
                  เป็นการระบุแหล่งข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชากร ที่ผู้วิจัยจะทำการศึกษาข้อมูลจริง ในส่วนนี้ผู้เสนอเค้าโครงจะต้องระบุจำนวนตัวอย่างและวิธีการเลือกตัวอย่าง พร้อมทั้งเหตุผลของการใช้วิธีการนั้นๆ ในการเลือกตัวอย่างด้วย กรณีที่การเลือกตัวอย่างมีความซับซ้อนมาก ควรเขียนแผนผังหรือตารางให้เห็นสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างกับประชากรแต่ระดับ ชนิดและหรือประเภทด้วย
           15. หลักเกณฑ์ในการระบุประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
                 15.1 ระบุลักษณะและของเขตของประชากรได้ชัด
                 15.2 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชา
                 15.3 กำหนดวิธีเลือกตัวอย่างเหมาะสม ตลอดจนเขียนอธิบายวิธีการเลือกตัวอย่าง ให้ผู้อ่านเห็นภาพในการปฏิบัติจริงๆ ว่าผู้วิจัยมีวิธีดำเนินการในรายละเอียดอย่างไร
            16. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
                  เป็นการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยว่ามีอะไรบ้าง พร้อมทั้งบอกลักษณะและคุณภาพของเครื่องมือ ถ้าผู้วิจัยต้องการสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือขึ้น ใช้เองจะต้องระบุวิธีสร้างขั้นตอนการสร้าง วิธีการทดลองใช้และวีการหาคุณภาพด้วย ส่วนกรณีที่จะนำเครื่องมือที่ผู้อื่นมาใช้จะต้องระบุได้ว่าเป็นเครื่องมือของใคร สร้าง พ.ศ. ใด และมีค่าสถิติแสดงคุณภาพ
            17. หลักเกณฑ์ในการระบุเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
                  17.1 กรณีที่ 1 กรณีการนำเครื่องมือที่มีผู้สร้างไว้แล้วมาใช้
                         17.1.1 ระบุไว้ให้รู้ว่าเป็นเครื่องมือสร้าง พ.ศ. ใด มีค่าสถิติแสดงคุณภาพ
                         17.1.2 ชี้ให้เห็นเหคุผล และความสมเหตุสมผลที่จะใช้เครื่องมือนั้นๆ เก็บข้อมูล เช่น เครื่องมือที่ใช้วัดคุณลักษณะเดียวกับที่ผู้วิจัยจะวัด และกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้สอดคล้องกับกลุ่มตัวอย่างที่เจ้าของเครื่องมือได้ทดลองใช้แล้ว เช่น วัดระดับชั้นเดียวกันหรือวัดกับกลุ่มตัวอย่างประเภทเดียวกัน
                   17.2 กรณีที่ 2กรณีที่ผู้วิจัยสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือใช้เอง
                            17.2.1 อธิบายขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือตามหลักการและวิธีการสร้างอย่างชัดเจน
                            17.2.2 ในส่วนของข้อมูลพื้นฐานประกอบการยกร่าข้อคำถาม อาทิหลักสูตร คู่มือ เทคนิคการเขียนคำถาม ตลอดจนตัวเครื่องมือของบุคคลอื่นที่สร้างไว้ก่อน ให้ระบุชื่อหรือแหล่งที่มาของข้อมูลพื้นฐานด้วย
             18. การเก็บรวบรวมข้อมูล
                   ให้ระบุวีการเก็บรวบรวมข้อมูลว่ามีขั้นตอนและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไรโดยวิธีใดใช้เครื่องมือใด เช่นใช้วิธีการส่งทางไปรษณีย์ เก็บด้วยตนเองหรือให้ผู้ช่วยเก็บข้อมูลหลักเกณฑ์ในการระบุการเก็บรวบรวมข้อมูลระบุขั้นตอนและวิธีการที่จะเก็บข้อมูล พร้อมทั้งระบุเหตุผลที่เลือกใช้วิธีการนั้นๆ
                   18.1 ระบุวิธีการตรวจสอบติดตาม และควบคุมคุณภาพข้อมูลและเหตุผลที่เลือกใช้วิธีนั้น
                   18.2 ระบุช่วงเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล
             19. การวิเคราะห์ข้อมูล
                   19.1 กรณีข้อมูลเชิงปริมาณ ให้ระบุวิธีการวิเคราะห์(วิเคราะห์ด้วยมือ หรือใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยแยกบรรยายตามลักษณะข้อมูล และ ตัวแปรว่า แต่ละตัวแปรเมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว นำมาทำอย่างไรและจะวิเคราะห์ด้วยสถิติใด
                   19.2 กรณีข้อมูลเชิงคุณภาพให้ระบุวีการวิเคราะห์เนื้อหาเรื่องราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับรูปแบบ (Pattern) ประเด็น (Theme) และสิ่งที่ใช้เชื่อมโยงเรื่องราวเข้าด้วยกัน
             20. หลักเกณฑ์ในการระบุการวิเคราะห์ข้อมูล
                   20.1 ระบุวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล โดยแยกบรรยายตามลักษณะข้อมูลและตัวแปรแต่ละตัว
                   20.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ให้เขียนสูตรที่ใช้ (ยกเว้นสถิติพื้นฐานที่เป็นที่ทราบทั่วไป) และอ้างอิงแหล่งที่มาด้วย
             21. ปกนอก และ ส่วนอ้างอิง
นอกเหนือจากส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องทั้ง 3 บทแล้วเค้าโครงปริญญานิพนธ์ที่เสนอ ยังจะต้องมีปกและอ้างอิงด้วยดังนี้
                   21.1 ปกนอก ระบุคำว่า “เค้าโครงวิจัย” ไว้กลางหน้ากระดาษบรรทัดบนสุดหลังจากนั้น
ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้วิจัย คณะกรรมการที่ปรึกษาการวิจัย ชื่อเรื่อง (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) คณะและสถาบันไว้ส่วนล่างสุด
                   21.2 ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วยบรรณานุกรมและภาคผนวก
             22. ตัวอย่างปกนอกเค้าโครงวิจัย


เค้าโครงการวิจัย

ผู้วิจัย...............................................................................    คณะกรรมการที่ปรึกษา
ปริญญา...........................................................................     .........................................ประธานกรรมการ สาขา...............................................................................      ........................................................กรรมการ ปีการศึกษา.....................................................................        ........................................................กรรมการ

ชื่อเรื่อง
           (ภาษาไทย).......................................................................................................................................  ...................................................................................................................................................................                       (ภาษาอังกฤษ)...................................................................................................................................
....................................................... ..................................... ....................................................................
                                                                                                  สาขา...........................................................
                                                                                                  คณะ...........................................................
                                                                                                  มหาวิทยาลัย...............................................

ส่วนประกอบของการวิจัย
              การวิจัยเป็นผลงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาซึ่งดำเนินการ ด้วยวิธีการที่เป็นระบบและชื่อถือได้ จึงเป็นผลงานที่มีคุณค่า คุณประโยชน์ต่อทั้ง  วงวิชาการ
วงวิชาชีพและสังคมโดยส่วนรวม ดังนั้น การนำเสนอผลงานวิจัยมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไป
กว่าเนื้อหาของวิจัยจึงจำเป็นต้องกำหนดรูปแบบและส่วนประกอบของปริญญานิพนธ์ให้มีความ
เหมาะสมและมีความเป็นระบบที่สามารถใช้สำหรับอ้างอิงหรือค้นคว้าสืบต่อไปได้กำหนดส่วน
ประกอบของการวิจัยไว้ 3 ส่วน ตามลำดับ คือ
             1. ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น (The front Matter Preliminaries)
             2. ส่วนเนื้อเรื่อง (Text to Body of Contents)
             3. ส่วนอ้างอิงปรือส่วนประกอบตอนท้าย (References)
ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น
             ส่วนนำของงานวิจัย เป็นส่วนแนะนำและให้ข้อมูลเบื้องต้นซึ่งประกอบด้วย ปกนอกหน้าปกใน หน้าอนุมัติ บทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ ทั้งสารบัญเนื้อหา สารบัญตารางและสารบัญภาพ รายละเอียดของแต่ละส่วนประกอบ มีดังนี้
             1. ปกนอก (Cover) กำหนดลักษณะดังต่อไปนี้
                 1.1 ปกนอกของงานวิจัยต้องเป็นปกเคลือบพลาสติก
                 1.2 ตัวอักษรบนปกนอกให้ใช้ Angsana
                 1.3 ปกนอกของงานวิจัยต้องเป็นปกเคลือบพลาสติก
                       1.3.1 ชื่อของงานวิจัยให้ใช้ชื่อตามที่ปรากฏจริงในการขออนุมัติ
                       1.3.2 ชื่อของนักศึกษาให้ระบุเพียงชื่อสกุลยกเว้น หากมียศฐานันดรศักดิ์ราช
ทินนาม สมณศักดิ์
                       1.3.3 ระบุข้อความว่า การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตรใดสาขาใด
                       1.3.4 ชื่อสถาบัน ให้ใช้ชื่อมหาวิทยาลัย
                       1.3.5 ปีพิมพ์ ใช้ปี พ.ศ. ที่สอบผ่านและได้รับอนุมัติ
                       1.3.6 ระบุหมายเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ ISBN (International Standard Book Number) (การพิมพ์เลข ISBN ต้องพิมพ์ลงในที่ 2 แห่งคือ ปกนอก และปกใน)
                1.4 สันปกนอก ของเล่มให้พิมพ์
                      1.4.1 ชื่องานวิจัย
                      1.4.2 ชื่อนักศึกษา
                      1.4.3 ปี พ.ศ.ที่สอบผ่านและได้รับอนุมัติระหว่างปกนอกและหน้าปกในให้มี
ใบรองปก (Blank page) กระดาษว่าง 1 แผ่น
           2. หน้าปกใน (Title page)
                    หน้าปกใน มีข้อกำหนดดังต่อไปนี้
ข้อความในหน้าปกในให้มีข้อความเหมือนกับปกนอก ระบุคำว่า ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
          3. หน้าอนุมัติ (Approval sheet or Acceptance page)
หน้าอนุมัติปริญญานิพนธ์เป็นเอกสารหรือหลักฐานการรับรองว่าผลงานนั้นๆ ได้ผ่าน
การพิจารณาของคณะกรรมการที่ปรึกษาและสอบ และได้รับการอนุมัติแล้ว
         4. บทคัดย่อ (Abstract)
             บทคัดย่องานวิจัย คือ  ข้อความที่สรุปผลการวิจัยทั้งหมดโดยใช้ข้อความที่สั้น
กะทัดรัดโดยมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้
            4.1 ชื่องานวิจัย ชื่อผู้วิจัย สาขา ปี พ.ศ. ที่สอบผ่าน และกรรมการที่ปรึกษา
            4.2 ส่วนเนื้อหาบทคัดย่อ ส่วนแรกให้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ลักษณะและจำนวนของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่สองเป็นผลการวิจัย ให้สรุปผลที่สำคัญที่ได้จากการวิจัยโดยสรุปตามลำดับข้อ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย อาจเขียนบรรยายต่อเนื่องกันไปหรือเขียนแยกเป็นรายข้อตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ ข้อสรุปของการ วิจัยต้องไม่มีคำวิจารณ์หรืออภิปรายผลแทรกอยู่ อาจมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยจัดบทคัดย่อภาษาไทยไว้เป็นลำดับแรก
       5. กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement)
           หน้ากิตติกรรมประกาศ เป็นส่วนที่นักศึกษาเขียนข้อความกล่าวขอบคุณผู้ช่วยเหลือ
และให้ความร่วมมือในการดำเนินการวิจัยให้ประสบผลสำเร็จ การกล่าวถึงชื่อบุคคลให้ใช้ชื่อและ
นามสกุลจริงห้ามใช้ชื่อเล่น คำนำหน้าของผู้มีตำแหน่งต่างๆ ให้เขียนคำเต็ม ห้ามใช้คำย่อ ต้องเขียนไม่เกิน 1 หน้า และให้พิมพ์ชื่อนักศึกษาไว้ท้ายข้อความด้วย
      6. สารบัญ (Table of Contents หรือ Contents)
          สารบัญ เป็นรายการที่แสดงถึงส่วนประกอบสำคัญทั้งหมดของงานวิจัยโดยมีเลข
หน้ากำกับแต่ละส่วนที่เรียงตามลำดับของเนื้อเรื่องหาในเล่ม
      7. สารบัญตาราง (List of Tables)
          สารบัญตารางเป็นรายการที่ระบุชื่อและตำแหน่งหน้าของ ตารางทั้งหมดที่มีปรากฏ
ในงานวิจัย รวมทั้งตารางในภาคผนวกด้วยโดยเรียงตามลำดับก่อนหนังที่ปรากฏในงานวิจัย
      8. สารบัญภาพหรือสารบัญแผนภูมิ (List of Illustration or Charts)
          สารบัญภาพหรือสารบัญแผนภูมิเป็นรายการที่ระบุชื่อ และตำแหน่งหน้าของภาพแผนภูมิ แผนที่ กราฟ ทั้งหมดที่ปรากฏในงานวิจัย โดยเรียงตามลำดับก่อนหลัง

หลักเกณฑ์และรูปแบบการพิมพ์
                  หลักเกณฑ์และรูปแบบการพิมพ์งานวิจัย มี 2 ส่วนคือเกณฑ์ทั่วไป และหลักเกณฑ์เฉพาะส่วนประกอบแต่ละส่วน ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายะเอียดดังนี้
                  หลักเกณฑ์ทั่วไป เป็นหลักเกณฑ์อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึง มีดังนี้
                  1. กระดาษที่พิมพ์ อัดสำเนาหรือถ่ายเอกสาร ชนิดไม่ต่ำกว่า 70 แกรม ขนาด A4 พิมพ์หน้าเดียว
                  2. การพิมพ์ให้กำหนดแนวขอบซ้ายและขอบบน ห่างจากริมกระดาษ 1.5 นิ้ว ขอบขาวและขอบล่างจากริมกระดาษ 1 นิ้ว โดยไม่ต้องตีเส้นเป็นกรอบ
                  3. ให้พิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้ตัวอักษรขนาด 10-12 ตัวอักษรต่อนิ้วหรือตัดขนาด 16 พอยท์ (Point) และต้องเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม (ใช้ตัวอักษรแบบ Angsana UPC) สำหรับตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของคำหรือข้อความ จะพิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่หรือตัวพิมพ์เล็กก็ได้ แต่ต้องเป็นแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
                  4. ตัวเลขกำกับหน้าและการนับหน้า แบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ
                      4.1 ตอนที่ 1ในส่วนประกอบตอนต้น ถ้าจะไม่ใช้ตัวเลขกำกับหน้าควรใช้
ตัวอักษร ก ข ค ส่วนปริญญานิพนธ์ภาษาอังกฤษควรใช้ตัวเลขโรมัน โดยเริ่มนับตั้งแต่หน้าปกในเป็นต้นไป ส่วนประกอบตอนต้นนั้นจะมีเลขกำกับหน้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า ในแต่ละส่วนมีหลายหน้าหรือไม่ เช่น มีสารบัญ 5 ถึง 6 หน้า ลักษณะเช่นนี้ควรมีตัวเลขกำกับหน้า
                     4.2 ตอนที่ 2 ตั้งแต่เนื้อเรื่องเป็นต้นไปจนถึงหน้าสุดท้ายของเล่ม ใช้ตัวเลขกำกับหน้าตามลำดับ สำหรับการลงเลขหน้าจะต้องอยู่ตรงกันทุกหน้า หน้าและหลังตัวเลขกำกับหน้าไม่ต้องใส่เครื่องหมายใดๆ
                     4.3 จำนวนบรรทัด ในแต่ละหน้าให้ตั้งบรรทัดพิมพ์ไม่เกิน 30 บรรทัด และพิมพ์ข้อความไม่เกิน 28 บรรทัด
                     4.4 การย่อหน้า ให้เว้นระยะ 8 ช่องตัวอักษรจากขอบซ้ายโดยเริ่มพิมพ์ที่ช่วงตัวอักษรที่ 9
                     4.5 หากมีย่อหน้าที่ย่อลงไปอีกให้เว้นระยะออกไปอีก 3 ช่วงตัวอักษรไปเรื่อยๆดังตัวอย่าง
        //////// ส่วนประกอบของงานวิจัย มี 3 ส่วน คือ
                 /// 1. ส่วนประกอบตอนต้น
                 /// 2. ส่วนประกอบตอนกลาง คือ เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
                         /// 2.1 ส่วนที่เป็นเนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
                         /// 2.1.1 บทนำ
                         /// 2.1.2 ตัวเรื่อง
                         /// 2.1.3 บทสรุป
             4.8 หากมีข้อความหรือคำจากภาษาอื่นที่มิได้เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเขียนงานวิจัย
ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาละติน ภาษากรีกที่ใช้ เป็นคำศัพท์ เฉพาะทางวิทยาศาสตร์หรือเป็นคำที่มิได้อยู่ในวงเล็บเพื่อกำกับคำที่อยู่ข้างหน้าให้คำเป็น
ตัวอักษรตัวหนาแต่ละคำโดยตลอดหรือใช้อักษรเอน ยกเว้นแต่คำ หรือข้อความนั้นใช้กันจนเป็น
ที่รู้จักดีแล้ว หรือใช้บ่อยๆ ในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเช่น แนวทางการเปลี่ยน
Methionine ไปเป็น Acetaldehyde ของเชื้อ Streptococus thermophilus
             4.9 บรรณานุกรม ชื่อเรื่องจะพิมพ์ตัวหนาหรือตัวเอน เมื่อจบข้อความจะมีเครื่องหมาย
มหัพภาค ( . ) ปิดท้ายข้อความให้พิมพ์ตัวอักษรหนาเฉพาะข้อความดังกล่าว จะไม่พิมพ์หนาถึงเครื่องหมายมหัพภาคนั้นๆ เช่น
ลมุล/รัตนากร.//การใช้ห้องสมุด.//พิมพ์ครั้งที่ 7.//กรุงเทพฯ/:/สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย,/2534
            4.10 บรรณานุกรมให้เรียงภาษาไทยไว้ก่อนภาษาอังกฤษ และบรรณานุกรมไทยให ้เรียงหนังสือ และวารสารไว้ด้วยกัน โดยเรียงตามลำดับตัวอักษร
            4.11 การใช้เครื่องหมายวรรคตอน ให้ใช้ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
                     4.11.1 เครื่องหมายมหัพภาค ( . ) หลักเครื่องหมายมหัพภาคจะเว้น 2 ช่วงตัวอักษรก่อน จึงจะพิมพ์ข้อความต่อไปยกเว้น หลังเลขข้ออักษรย่อ หรือคำย่อ จะเว้น 1 ระยะ เช่น p.45 พ.ศ. กศ.ม. Ph.D. เป็นต้น
                    4.11.2 เครื่องหมายบุพสัญญา ( “ ) ในการเขียนงานวิจัย ไม่ให้เครื่องหมายบุพสัญญา
เพื่อการละข้อความ เช่น
                    ไม่ใช้
                             MSB   แทน  ค่ากลังสองเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม
                             MSW  แทน  “..............................” ภายในกลุ่ม
                    ให้ใช้
                             MSB แทน ค่ากำลังสองเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม
                             MSW แทน ค่ากำลังสองเฉลี่ยภายในกลุ่ม
                    4.11.3 เครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) ไม่กำหนดให้ใช้ในงานวิจัยแต่พิมพ์ชื่อ
                                หรือข้อความนั้นๆ เต็มรูป ยกเว้นไปยาลน้อย (ฯ) ที่มีการใช้กันอย่างแพร่
                                หลาย เช่นกรุงเทพฯ เป็นต้น
            4.12 การอ้างอิงสิ่งพิมพ์ทุกประเภทในเรื่อง ให้ใส่ไว้ในวงเล็บแทรกอยู่กับเนื้อหาดังนี้
                     ชื่อผู้แต่ง และชื่อสกุล ปีที่พิมพ์ : หน้าที่ใช้อ้างอิง เช่น
             ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (2522 : 41) กล่าวถึงหลักปฏิบัติของมุสลิม ดังนี้................
             แบร์เนตต์ (Barnett, 1953 :55) ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ไว้ว่า..................

หลักเกณฑ์การพิมพ์ส่วนประกอบของงานวิจัยและส่วน มีดังนี้
           1. ปกนอก
               1.1ปกแข็งหุ้มพลาสติก สำหรับหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต พิมพ์ข้อความ เช่นเดียวกับหน้าปกใน
               1.2 มีตราสถาบันราชภัฏนครสวรรค์ ขนาด 1.5 นิ้ว ตรงกลางขอปกห่างจากของบน 1 นิ้ว
               1.3 ขนาดตัวอักษร ใช้ขนาดตัวอักษร 18-22 พอยท์
               1.4 ชื่อเรื่องห่างจากขอบล่างของตราสถาบัน 0.5 นิ้ว
               1.5 สันปก ให้พิมพ์ชื่องานวิจัย ชื่อนักศึกษา ปีที่พิมพ์ หากชื่อเรื่องมีความยาวมาก
ไม่สามารถพิมพ์ได้ทั้งหมดให้ตัดข้อความส่วนท้ายแต่ต้องให้ได้ใจความ
          2. ปกใน
              2.1 หน้าปกในจะมีข้อความ 3 ส่วนบนสุดของหน้าเป็นชื่องานวิจัย ส่วนกลางหน้าเป็นชื่อนักศึกษา และส่วนล่างสุด เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร สาขา สถานศึกษา และปีที่สอบผ่านละได้รับอนุมัติ
              2.2 ข้อความทั้ง 3 ส่วน ตามข้อ 2.1 ต้องจัดวางให้อยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษโดยห้างจากขอบซ้ายและขอบขวาของหน้าเท่ากัน
              2.3 ชื่องานวิจัย ให้วางห่างจากริมกระดาษด้านบนประมาณ 1.5 นิ้ว
              2.3 ชื่องานวิจัย ให้วางห่างจากริมกระดาษด้านบนประมาณ 1.5 นิ้ว
              2.4 ชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่อักษรตัวแรกของคำ ยกเว้นศัพท์เฉพระที่มีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น
             2.5 ขนาดตัวอักษรใช้ตัวขนาด 18 ถึง 22 พอยท์
             2.6 ข้อความของชื่องานวิจัย ถ้ามีความยาวมากกว่า 52ตัวอักษร ควรจัดให้เป็น
รูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วกลับหัว และต้องแบ่งข้อความในแต่ละบรรทัดให้ได้ใจความเหมาะสม ทั้งด้วยเหตุผลและกระบวนความคิดรวมทั้งให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ โดยให้คำนึงถึงความหมายและภาษาเป็นสำคัญ ส่วนการจัดรูปข้อความเป็นอันดับรองลงมา
             2.7 ชื่อนักศึกษา จัดวางไว้กึ่งกลางหน้า
             2.8 ข้อความในส่วนล่างสุดให้พิมพ์ข้อความแต่ละบรรทัดตามตัวอย่าง สำหรับชื่อ
หลักสูตรให้ระบุให้ตรงกับหลักสูตรที่เรียน เช่น วิทยาศาสตร์บัณฑิตส่วนปีที่พิมพ์ ใช้ปี พ.ศ. ที่สอบผ่านและได้อนุมัติ
         3. หน้าอนุมัติ
             3.1 ข้อความในหน้าอนุมัติให้ระบุดังตัวอย่าง
             3.2 ข้อความเกี่ยวกับการอนุมัติ และหลักสูตรที่ศึกษาให้จัดไว้ส่วนล่างของหน้า
             3.3 ชื่อคณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการสอบและผู้อนุมัติให้ลงตำแหน่ง ยศ
บรรดาศักดิ์ และฐานันดรศักดิ์
        4. หน้ากิตติกรรมประกาศ
            4.1 มีข้อความ “กิตติกรรมประกาศ” ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบน
            4.2 ข้อความในบรรทัดแรก ของกิตติกรรมประกาศให้เว้น 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์จาก
ข้อความ “กิตติกรรมประกาศ”
            4.3 ความยาวของกิตติกรรมประกาศ ไม่ควรเกิน 1 หน้ากระดาษ
            4.4 จบข้อความของกิตติกรรมประกาศแล้วให้พิมพ์ชื่อนามสกุลของนักศึกษาห่างจาก
บรรทัดสุดท้ายของข้อความ 2 บรรทัดพิมพ์ อักษรตัวสุดท้ายของนามสกุลควรพิมพ์ให้ชิดขวา
        5. บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
            5.1 ให้พิมพ์ชื่องานวิจัย ผู้วิจัย สาขา กรรมการที่ปรึกษา ไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ
            5.2 ชื่อเรื่องหากยาวเกินกว่า 1 บรรทัด ในบรรทัดต่อไปให้พิมพ์ตรงกับอักษรแรกของชื่อเรื่องในบรรทัดแรก
            5.3 ผู้วิจัยให้ลงชื่อโดยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลงชื่อหน้าปกใน
            5.4 ที่ปรึกษา ให้ระบุตำแหน่งทางวิชาการ หรือใช้คำนำหน้านามอย่างอื่นที่เหมาะสม
สำหรับที่ปรึกษาที่ไม่ได้เป็นอาจารย์
            5.5 ข้อความของบทคัดย่อจะห่างจากกรรมการที่ปรึกษา 2 บรรทัดพิมพ์ และย่อ
หน้าเข้ามา 8 ช่วงตัวอักษร พิมพ์ตัวที่ 9
        6. สารบัญ
            6.1 ในหน้าแรกของสารบัญให้พิมพ์คำว่า “สารบัญ” อยู่กึ่งกลางห่างจากริม
กระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว ถ้าเป็นภาษาอังกฤษให้พิมพ์ข้อความว่า “TABLE OF CONTENTS” ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่
            6.2 หัวข้อและหน้าที่ปรากฏในสารบัญจะต้องตรงกับหัวข้อและเลขหน้าที่ปรากฏในตัวเล่มงานวิจัย เลขหน้าที่นำมาไว้ในสารบัญเป็นเลขหนาแรกของบทหรือตอนนั้นๆ
            6.3 คำว่า “บทที่” จะต้องวางชิดขอบซ้ายและห่างคำว่า “สารบัญ” 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
            6.4 ส่วนคำว่า “หน้า” ให้พิมพ์ไว้บรรทัดเดียวกับ “บทที่” แต่ให้พิมพ์ชิดขอบขวา
            6.5 ตำแหน่งของตัวเลขหน้าจะอยู่ในตำแหน่งแนวเดียวกับ “สระอา” ของคำว่า “หน้า” หรือตัวอักษร “E” ของคำว่า “PAGE”
            6.6 หัวข้อใหญ่ของแต่ละบทจะพิมพ์ย่อหน้าเข้าไปจากอักษรตัวแรกของ “ชื่อบท” 2 ช่วงตัวอักษรส่วนหัวข้อรองหรือหัวข้อย่อยอื่นๆ ให้ย่อเข้ไป 2 ช่วงตัวอักษรเป็นลำดับเช่นเดียวกับ
            6.7 หัวข้อใดที่ยาวเกิน 1 บรรทัด ให้พิมพ์บรรทัดต่อมาโดยย่อหน้าเข้ไป 2 ช่วงตัวอักษร
            6.8 หัวข้อย่อยๆ ไม่ควรนำลงในสารบัญ
            6.9 หากสารบัญมีความยาวเกิน 1 หน้า ให้พิมพ์หน้าต่อไป โดยไม่ต้องมีคำว่า “สารบัญ” แต่ยังคงมี “บทที่” หรือ “CHAPTER” และ “หน้า” หรือ “PAGE”
            6.10 คำว่า “บรรณานุกรม” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ให้พิมพ์ชิดขอบซ้าย
            6.11 ถ้ามี “ภาคผนวก” หรือ “BIBLIOGRAPHY” ให้พิมพ์ชิดขอบซ้ายถ้าภาคผนวกแบ่งเป็นหลายเรื่องเรียงตามหลักโดยใช้อักษร ก ข ค หรือ A B C กำกับแต่ละเรื่อง
            6.12 ประวัติผู้วิจัย ให้พิมพ์ชิดของซ้าย
        7. สารบัญตาราง สารบัญภาพ
            7.1 หลักเกณฑ์ต่างๆ ในการพิมพ์สารบัญตาราง สารบัญภาพให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับสารบัญโดยใช้คำว่า “สารบัญ” “สารบัญภาพ” แทน “สารบัญ” และคำว่า “ตาราง” “ภาพ” แทน “บทที่” ตามกรณี
           7.2 จัดสารบัญตารางไว้ก่อนสารบัญภาพ
      8. เนื้อเรื่อง
          8.1 เนื้อเรื่องของงานวิจัยแบ่งเป็นบทๆ ปริญญานิพนธ์ที่ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitativereserch) มักจะเป็น 5 บท คือ บทนำ ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง วิธีดำเนินการ
วิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลและข้อเสนอแนะ ตามลำดับ ส่วนงานวิจัย ที่ใช้วิธีวิจัย เชิง
คุณภาพ (Quantitativereserch) มักจะเป็น 5-6 บท ตามความจำเป็น โดยบทที่ 1 เป็นบทนำและบทสุดท้ายเป็นบทสรุป
          8.2 หน้าแรกของแต่ละบทเริ่มต้นด้วยข้อความ “บทที่” และตามด้วยตัวเลขกำกับบทโดยวางไว้กึ่งกลางหน้า ห่างจากริมกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว
          8.3 ชื่อบทพิมพ์ไว้กึ่งกลางหนน้า โดยเว้นระยะห่างจากข้อความ “บทที่” 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
          8.4 ข้อความใต้ชื่อบทถ้ายาวเกินกว่า 52 ตัวอักษร ใช้จัดเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วหัวหลับและแบ่งข้อความแต่ละบรรทัดให้ได้ใจความ
          8.5 ข้อความของชื่อบทถือเป็นหัวข้อใหญ่ที่สุดของบทนั้นๆ ให้อยู่กลางหน้ากระดาษรองลงไปเป็นหัวข้อรอง ซึ่งจะอยู่ชิดขอบกระดาษด้านซ้าย ส่วนหัวข้อย่อยลงไปอีก
          8.6 ข้อความใต้ชื่อบทจะต้องเว้นระยะ 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์จากชื่อบท
          8.7 หัวข้อรองจากใต้ชื่อบท พิมพ์ชิดของซ้าย โดยเว้นระยะ 2 บรรทัดพิมพ์จากหัวข้อรองใต้ชื่อบท ทำตัวอักษรตัวหนา
          8.8 ข้อความขยายหัวข้อย่อยให้พิมพ์ต่อไปในบรรทัดเดียวกันโดยเว้นวรรค 2 ช่วงตัวอักษร หรือขึ้นบรรทัดใหม่ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ให้ใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
          8.9 ข้อความขยายหัวข้อย่อยให้พิมพ์ต่อไปในบรรทัดเดียวกัน โดยเว้นวรรค 2 ช่วงตัวอักษร หรือขึ้นบรรทัดใหม่ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ให้ใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
          8.10 การเว้นระยะย่อหน้าในหัวข้อระดับต่างๆ ให้ใช้ดังนี้
                  8.10.1 ย่อหน้าลำดับแรก ให้เว้นระยะ 8 ช่วงตัวอักษรจากขอบซ้าย
                  8.10.2 ย่อหน้าที่ 2 ให้เว้นระยะ 11 ช่วงตัวอักษร
                  8.10.3 ย่อหน้าที่ 3 ให้เว้นระยะ 14 ช่วงตัวอักษรจากขอบซ้าย
                  8.10.4. ย่อหน้าที่ 4, 5, 6, ให้เว้นระยะ 17, 20, 30 .... ช่วงตัวอักษรไปเรื่อยๆ ตามลำดับ
                  8.10.5 สูตรต่างๆ เช่น สูตรสถิติให้พิมพ์ไว้กลางหน้ากระดาษ โดยห่างจากข้อความใน บรรทัดบนและล่างเป็นระยะ 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
                  อนึ่ง ในการเขียนเนื้อเรื่อง มีส่วนที่สำคัญเกี่ยวข้อง ดังนี้
                  (1) การใช้อัญประกาศ
                  (2) การใช้ตาราง
                  (3) การใช้ภาพประกอบ
                  (4) การอ้างอิง
          8.11 อัญประกาศ เป็นข้อความที่คัดมาตรงตามฉบับเดิมทุกประการให้ใส่เครื่องหมายอัญประกาศ “.........”
          8.12 การใช้ตาราง 
                     ก่อนจะแสดงตารางควรกล่าวถึงตารางนั้นก่อน แล้วจึงเสนอตารางที่เข้าใจง่ายและสมบูรณ์ที่สุดต่อไปทันที เว้นแต่หน้ากระดาษมีเนื้อที่ไม่พอบรรจุตารางนั้น ก็อาจดำเนินเรื่องต่อไปอีกได้ถ้าข้อความยังเกี่ยวข้องกับตารางนั้น หากเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องก็ควรเว้นที่ว่างแล้วเสนอตารางในหน้าต่อไปรูปแบบของการพิมพ์ตาราง มีดังนี้
                  8.12.1 ตารางจะอยู่ห่างจากข้อความข้างบนและข้างล่าง 2 ช่วงบรรทัดพิมพ์
                  8.12.2 ชื่อตารางและหมายเหตุใต้ตาราง ถือเป็นส่วนหนึ่งของตาราง
                  8.12.3 ก่อนถึงตัวตารางต้องมีชื่อตาราง ข้อความของชื่อตารางเริ่มด้วยคำว่า “ตาราง” เว้นวรรค 1 ช่วงตัวอักษร ตามด้วยหมายเลขลำดับตาราง เว้น 1
                  8.12.4 ช่วงตัวอักษร แล้วจึงเป็นชื่อตาราง
                  8.12.5 ข้อความของชื่อตารางให้ชิดขอบด้านซ้ายมือ ถ้าชื่อตารางยาวกว่า 1
บรรทัดขึ้นไปบรรทัดต่อถัดไปให้พิมพ์ตรงกับอักษรตัวแรกของชื่อตาราง ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวหนา
                 8.12.6 เส้นของตารางทั้งเส้นในแนวตั้ง และเส้นในแนวนอน เส้นแรกและ
เส้นสุด ท้ายต้องเป็นเส้นคู่ ส่วนเส้นในตารางเป็นเส้นธรรมดาไม่มีเส้นตั้งตรงขอบ สุดซ้ายขวา
                 8.12.7 ตัวเลขในตารางที่เป็นแนวตั้งควรพิมพ์ให้ได้ระดับเสมอกันโดยตลอด
โดยถือตัวเลขหลังขวาสุดเป็นแนว หากเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมให้ยึดจุดเป็น แนวตรงกัน ถ้ามีเครื่องหมายอื่นใดอยู่ระหว่างเลข 2 จำนวน ต้องจัดให้ เครื่องหมายตรงกัน
                 8.12.8 ตารางที่มีขนาดไม่พอดีกับกระดาษอาจตามความยาวของหน้ากระดาษ
ถ้าตารางนั้นยังมีขนาดกว้างกว่าทางด้านยาวของกระดาษก็ควรใช้กระดาษขนาดใหญ่ขึ้น เช่นกระดาษโรเนียวชนิดยาวแล้วพับให้มีขนาดไม่เกินขนาดของกระดาษที่ใช้พิมพ์ปริญญานิพนธ์
หากตารางมีขนาดโตมากให้ถ่าย เอกสารย่อให้มีขนาดเล็กลง แต่ต้องระวังไม่ให้เล็กเกินไปจน
อ่านข้อความหรือตัวเลขไม่ชัด                  
                  8.12.9 ชื่อรายการแต่ละช่องที่เป็นภาษาอังกฤษ ให้พิมพ์อักษรตัวแรกด้วยตัวพิมพ์ใหญ่
                  8.12.10 ชื่อตารางและรายชื่อรายการในแต่ละช่องไม่ควรใช้คำย่อ
                  8.12.11 ตารางที่ไม่จบในหน้าเดียวไม่ต้องขีดเส้นปิดตารางโดยในหน้าต่อไป
ให้พิมพ์คำว่า “ตาราง” และหมายเลขกำกับตารางพร้อมกับมีคำว่า “ต่อ” ไว้ในวงเล็บ คำว่า “ตาราง” ให้พิมพ์ชิดขอบซ้ายข้างหน้า เมื่อขึ้นหน้า

สรุป
             แนวการเขียนรายงานการวิจัยเพื่อการบริหารงานอุตสาหกรรมเป็นกระบวนเรียนรู้
หลักการและแนวคิดในการวิจัย เทคนิควิธีการวิจัย กระบวนการวิจัย การทำเค้าโครงการวิจัย การบริหารจัดการงานวิจัย เช่น เพื่อบริหารต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนของการพัฒนา เศรษฐกิจสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม มีความสอดคล้องกัน โดยมีวิธีการและขั้นตอนต่างๆ ซึ่งจะได้ทราบถึง ความหมายและความสำคัญของการวิจัย วัตถุประสงค์กรทำวิจัย การดำเนินการเกี่ยวกับการทำวิจัย ส่วนประกอบของการวิจัย ส่วนนำหรือส่วนประกอบตอนต้น หลักเกณฑ์และรูปแบบการพิมพ์ หลักเกณฑ์การพิมพ์ส่วนประกบของงานวิจัยแต่ละส่วน เป็นต้น



ที่มา : http://www.nsru.ac.th/e-learning/junrong/b15.htm

พรบ การศึกษา

โพสต์21 ก.ค. 2553 08:23โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 3 ก.ย. 2553 20:07 ]

|หน้า ๑ มาตรา ๑ - ๓| |หน้า ๒ มาตรา ๔|
|หน้า ๓ หมวด ๑ บททั่วไปความมุ่งหมายและหลักการ| |หน้า ๔ หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา|
|หน้า ๕ หมวด ๓ ระบบการศึกษา| |หน้า ๖ หมวด ๓ ระบบการศึกษา (ต่อ) |
|หน้า ๗ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา| |หน้า ๘ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา (ต่อ) |
|หน้า ๙ หมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา| |หน้า ๑๐ หมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา (ต่อ) |
|หน้า ๑๑ หมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา (ต่อ) | |หน้า ๑๒ หมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา (ต่อ) |
|หน้า ๑๓ หมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา (ต่อ) | |หน้า ๑๔ หมวด ๖ มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา|
|หน้า ๑๕ หมวด ๗ ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา| |หน้า ๑๖ หมวด ๘ ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา|
|หน้า ๑๗ หมวด ๘ ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (ต่อ) | |หน้า ๑๘ หมวด ๙ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา|
|หน้า ๑๙ |บทเฉพาะกาล| |หน้า ๒๐ บทเฉพาะกาล (ต่อ) |
|หน้า ๒๑ บทเฉพาะกาล (ต่อ) | |หน้า ๒๒ บทเฉพาะกาล (ต่อ) |

|หน้า ๒๓ หมายเหตุ|

 bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


p-r-b42-02.gif (11347 bytes)

พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นปีที่ ๕๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้
ประกาศว่า
        โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
        พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้
โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
        จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
        มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒”
        มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
        มาตรา ๓ บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งอื่นในส่วนที่ได้
บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัติ
นี้แทน

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๒
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
        “การศึกษา” หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม     
โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความ
ก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัย
เกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 
        "การศึกษาขั้นพื้นฐาน” หมายความว่า การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา
        “การศึกษาตลอดชีวิต”    หมายความว่า การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาใน
ระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่าง
ต่อเนื่องตลอดชีวิต
        “สถานศึกษา”  หมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย 
สถาบัน มหาวิทยาลัย หน่วยงานการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือของเอกชน ที่มีอำนาจหน้าที่
หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
        “สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน” หมายความว่า สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
        “มาตรฐานการศึกษา” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพ ที่พึงประสงค์
และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง และเพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับ
การส่งเสริมและกำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผลและการประกันคุณภาพทางการศึกษา
        “การประกันคุณภาพภายใน” หมายความว่า การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพ
และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายใน โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง หรือโดยหน่วยงาน
ต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น
        “การประกันคุณภาพภายนอก” หมายความว่า การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบ
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก    โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและ
ประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการ
ประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
        “ผู้สอน” หมายความว่า ครูและคณาจารย์ในสถานศึกษาระดับต่าง ๆ
        "ครู" หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริม
การเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษาของทั้งของรัฐและเอกชน 
        "คณาจารย์"   หมายความว่า   บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอนและการวิจัยในสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐและเอกชน

up.gif (278 bytes)
  bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๓
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        “ผู้บริหารสถานศึกษา” หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา
แต่ละแห่งของรัฐและเอกชน
        “ผู้บริหารการศึกษา” หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษา
นอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
        “บุคลากรทางการศึกษา” หมายความว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้ง
ผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียน
การสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ
        “กระทรวง” หมายความว่า กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
        “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
        มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รักษาการตาม
พระราบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

หมวด ๑
บททั่วไป
ความมุ่งหมายและหลักการ
___________________

        มาตรา ๖  การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ทั้งร่างกาย 
จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
        มาตรา ๗ ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ 
ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย 
รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ 
การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้
และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๔
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        มาตรา ๘ การจัดการศึกษาให้ยึดหลักดังนี้
        (๑) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
        (๒) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
        (๓) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
        มาตรา ๙ การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้
        (๑) มีเอกภาพด้านนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
        (๒) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
        (๓) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและ
ประเภทการศึกษา
        (๔) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และ
การพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
        (๕) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
        (๖) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์การชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 
เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น

หมวด ๒
สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา
__________________

        มาตรา ๑๐ การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา
ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม 
การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ 
หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เป็นพิเศษ
        การศึกษาสำหรับคนพิการในวรรคสอง ให้จัดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการโดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่าย และให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลือ
อื่นใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
        การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษ   ต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึง
ถึงความสามารถของบุคคลนั้น

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๕
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        มาตรา ๑๑ บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
ได้รับการศึกษาภาคบังคับตามมาตรา ๑๗ และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้ได้รับการศึกษา
นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ตามความพร้อมของครอบครัว
        มาตรา ๑๒ นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว 
องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์การวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น 
มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        มาตรา ๑๓ บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้
        (๑) การสนับสนุนจากรัฐ ให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษา
แก่บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
        (๒) เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
ที่ครอบครัวจัดให้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายกำหนด
        (๓) การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด
        มาตรา ๑๔ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ซึ่งสนับสนุนหรือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสิทธิ 
ได้รับสิทธิประโยชน์ตามควรแก่กรณี ดังต่อไปนี้
        (๑) การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
รับผิดชอบ
        (๒) เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด
        (๓) การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด

หมวด ๓
ระบบการศึกษา
________________

        มาตรา ๑๕ การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ
การศึกษาตามอัธยาศัย
        (๑) การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา
ของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

up.gif (278 bytes)
 bdspurp.gif (944 bytes) 

หน้า ๖
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        (๒) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ 
วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จ
การศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ
ของบุคคลแต่ละกลุ่ม
        (๓) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ 
ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ 
หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ
        สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้ 
        ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ 
ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย 
การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน
        มาตรา ๑๖ การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับ
อุดมศึกษา
        การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่าสิบสองปีก่อนระดับอุดมศึกษา 
การแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา
การแบ่งระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย ให้เป็นไป
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        มาตรา ๑๗ ให้มีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด เข้าเรียน
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ
หลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        มาตรา ๑๘ การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดในสถานศึกษา ดังต่อไปนี้
        (๑) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็ก
ก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมีความ
ต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
        (๒) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันพุทธศาสนา
หรือศาสนาอื่น

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)
หน้า ๗
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        (๓) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว 
ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา 
สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
        มาตรา ๑๙ การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 
กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
        มาตรา ๒๐ การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษา
ของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ ทั้งนี้ 
ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
        มาตรา ๒๑ กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษา
เฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงานนั้นได้ โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐาน
การศึกษาของชาติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

หมวด ๔
แนวการจัดการศึกษา
________________

        มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ
พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
        มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความ
เหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
        (๑) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน 
ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมือง
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
        (๒) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์
เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน
        (๓) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้
ภูมิปัญญา

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๘
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        (๔) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
        (๕) ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
        มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
ดังต่อไปนี้
        (๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน 
โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
        (๒) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้
มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
        (๓) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น 
และทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
        (๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน 
รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
        (๕) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวย
ความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่ง
วิทยาการประเภทต่าง ๆ
        (๖) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา 
ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
        มาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ
ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยาน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่าง
พอเพียงและมีประสิทธิภาพ
        มาตรา ๒๖ ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน 
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวน
การเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
        ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นำผลการประเมิน
ผู้เรียนตามวรรคหนึ่งมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
        มาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ 
ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๙
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง
ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็น
สมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
        มาตรา ๒๘ หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลตาม
มาตรา ๑๐ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสม
ของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัย และศักยภาพ
        สาระของหลักสูตร ทั้งที่เป็นวิชาการ และวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุล ทั้งด้าน
ความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม
        สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่ง และวรรคสองแล้ว 
ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้
และพัฒนาสังคม
        มาตรา ๒๙ ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์การชุมชน องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน
สังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการ
จัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆ 
เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
        มาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ
ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา

หมวด ๕
การบริหารและการจัดการการศึกษา
------------------------------------

ส่วนที่ ๑
การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ
--------------------------------------

        มาตรา ๓๑ ให้กระทรวงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท 
การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร 

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๐
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


เพื่อการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการ
ศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
        มาตรา ๓๒ ให้กระทรวงมีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการ
จำนวนสี่องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการการศึกษา 
ขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อพิจารณา
ให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
        มาตรา ๓๓ สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย 
แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ นโยบายและแผนด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การสนับสนุน
ทรัพยากร การประเมินผลการจัดการศึกษา การดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้ง
การพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้
        ให้คณะกรรมการสภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกอบด้วย รัฐมนตรี 
เป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า
จำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน
        ให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นนิติบุคคล และ
ให้เลขาธิการสภาเป็นกรรมการและเลขานุการ
        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรง
ตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
        มาตราที่ ๓๔   คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา 
มาตรฐานและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลป
และวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน
        คณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐาน
การอุดมศึกษา ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุน
ทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยคำนึงถึง
ความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการ
จัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๑
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        คณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนาด้าน
ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ 
การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะ
และวัฒนธรรม
        มาตรา ๓๕ องค์ประกอบของคณะกรรมการตามมาตรา ๓๔ ประกอบด้วย กรรมการโดย
ตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทน
องค์กรวิชาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน
        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและ
กรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการแต่ละคณะ ให้เป็นไปตาม
ที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความแตกต่างของกิจการในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
แต่ละคณะด้วย
        ให้สำนักงานคณะกรรมการตามมาตรา ๓๔ เป็นนิติบุคคล และให้เลขาธิการของแต่ละ
สำนักงานเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ
        มาตรา ๓๖ ให้สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคล และอาจจัดเป็น
ส่วนราชการหรือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ยกเว้นสถานศึกษาเฉพาะทางตามมาตรา ๒๑ 
        ให้สถานศึกษาดังกล่าวดำเนินกิจการได้โดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหาร และการจัดการ
ที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภา
สถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ
        มาตรา ๓๗ การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา
ให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยให้คำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากรเป็นหลัก และความเหมาะสม
ด้านอื่นด้วย 
        ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ มีอำนาจประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขตพื้นที่การศึกษา
        มาตรา ๓๘ ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา ศาสนา 
และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา รวมทั้งพิจารณาการจัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษา 
ประสาน ส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา ประสานและส่งเสริมองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริม

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๒
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


และสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ 
สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย 
รวมทั้งการกำกับดูแลหน่วยงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมในเขตพื้นที่การศึกษา
        คณะกรรมการการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กร
ชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคม ผู้ประกอบวิชาชีพครู 
ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู ผู้นำทางศาสนา 
และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 
        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและ
กรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามกำหนดในกฎกระทรวง
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกรรมการ
และเลขานุการของคณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา
        มาตรา ๓๙ ให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ 
งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไปไปยังคณะกรรมการ และสำนักงานการศึกษา 
ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง
        หลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 
        มาตรา ๔๐ ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับ
ต่ำกว่าปริญญาของแต่ละสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสถานศึกษา 
ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 
ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ
        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและ
กรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        ให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสถานศึกษา
        ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่สถานศึกษาตามมาตรา ๑๘ (๑) และ (๓)

ส่วนที่ ๒
การบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
________________________

        มาตรา ๔๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับ
ตามความพร้อม ความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่น

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๓
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        มาตรา ๔๒ ให้กระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษา
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีหน้าที่ในการประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ให้สามารถจัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะ
การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ส่วนที่ ๓
การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน
______________________

        มาตรา ๔๓ การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชนให้มีความเป็นอิสระ โดยมีการกำกับ 
ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ    และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมิน
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ
        มาตรา ๔๔ ให้สถานศึกษาเอกชนตามมาตรา ๑๘ (๒) เป็นนิติบุคคล และมีคณะกรรมการ
บริหาร ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน 
ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ 
        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและ
กรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        มาตรา ๔๕ ให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภท การศึกษาตามที่
กฎหมายกำหนด โดยรัฐต้องกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเอกชน
ในด้านการศึกษา 
        การกำหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของรัฐ ของเขตพื้นที่การศึกษา หรือขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้คำนึงถึงผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของเอกชน โดยให้รัฐมนตรีหรือ
คณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รับฟังความคิดเห็นของเอกชนและประชาชนประกอบการพิจารณาด้วย
        ให้สถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญาดำเนินกิจการได้ โดยอิสระ สามารถ
พัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่
ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยสภาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
        มาตรา ๔๖ รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุน การลดหย่อนหรือการยกเว้นภาษี และ
สิทธิประโยชน์อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ในทางการศึกษาแก่สถานศึกษาเอกชนตามความเหมาะสม
รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการให้สถานศึกษาเอกชนมีมาตรฐานและสามารถพึ่งตนเองได้

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๔
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


หมวด ๖
มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
_______________________

        มาตรา ๔๗ ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
ทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก
        ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        มาตรา ๔๘ ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้อง
ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 
และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับ
การประกันคุณภาพภายนอก
        มาตรา ๔๙ ให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็น
องค์การมหาชนทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการ
จัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความมุ่งหมายและหลักการ และแนวการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้
        ให้มีการประเมินผลคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปีนับตั้งแต่
การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน
        มาตรา ๕๐ ให้สถานศึกษาให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่มีข้อมูล
เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา ตลอดจนให้บุคลากร คณะกรรมการของสถานศึกษา    รวมทั้งผู้ปกครองและ
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่พิจารณาเห็นว่า เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจ
ของสถานศึกษา ตามคำร้องขอของสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคล
หรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง ที่ทำการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษานั้น
        มาตรา ๕๑ ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
ให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไข
ต่อหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้สถานศึกษานั้นปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการ
ดังกล่าวให้สำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษารายงานต่อคณะกรรมการการศึกษา 
ขั้นพื้นฐานหรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไข

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๕
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


หมวด ๗
ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
__________________

        มาตรา ๕๒   ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และ
บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยการกำกับ
และประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มี
ความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจำการอย่างต่อเนื่อง
        รัฐพึงจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
อย่างเพียงพอ
        มาตรา ๕๓ ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา มีฐานะเป็น
องค์กรอิสระภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพ ในกำกับของกระทรวง มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐาน
วิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและ
จรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา
        ให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ทั้งของรัฐ
และเอกชนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด
        การจัดให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทาง
การศึกษาอื่น คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
        ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่บุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษา
ตามมาตรา ๑๘ (๓) ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษาและวิทยากรพิเศษทางการศึกษา
        ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่คณาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาในระดับ
อุดมศึกษาระดับปริญญา
        มาตรา ๕๔ ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยให้ครูและบุคลากร
ทางการศึกษาทั้งของหน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาของรัฐ และระดับเขตพื้นที่การศึกษา 
เป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยยึดหลักการกระจายอำนาจ
การบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
        มาตรา ๕๕ ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์
เกื้อกูลอื่น สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อ ให้มีรายได้ที่เพียงพอและเหมาะสม
กับฐานะทางสังคมและวิชาชีพ

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๖
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        ให้มีกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุน
งานริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานดีเด่น และเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา 
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        มาตรา ๕๖ การผลิตและพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนา มาตรฐาน
และจรรยาบรรณของวิชาชีพ และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐในสถานศึกษา
ระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
        มาตรา ๕๗ ให้หน่วยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการ
จัดการศึกษาโดยนำประสบการณ์ ความรอบรู้ ความชำนาญ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของบุคคลดังกล่าวมาใช้
เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาและยกย่องเชิดชูผู้ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา

หมวด ๘
ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
____________________

        มาตรา ๕๘ ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน
ทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชนเอกชน องค์กรเอกชน 
องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และต่างประเทศมา ใช้จัดการศึกษา
ดังนี้
        (๑) ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยอาจจัดเก็บภาษี
เพื่อการศึกษาได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
        (๒) ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชน 
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ระดมทรัพยากร
เพื่อการศึกษา โดยเป็นผู้จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สิน และทรัพยากรอื่นให้แก่
สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจำเป็น 
        ทั้งนี้ ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดมทรัพยากร
ดังกล่าว โดยการสนับสนุน การอุดหนุนและใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตามความเหมาะสม
และความจำเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๗
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        มาตรา ๕๙ ให้สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา 
ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุ ตามกฎหมายว่าด้วย
ที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอื่น รวมทั้งจัดหารายได้จากบริการของสถานศึกษา และเก็บค่าธรรมเนียม
การศึกษาที่ไม่ขัดหรือแย้งกับนโยบาย วัตถุประสงค์ และภารกิจหลักของสถานศึกษา
        บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือโดย
การซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถานศึกษา ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ
สถานศึกษา
        บรรดารายได้และผลประโยชน์ของสถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งผลประโยชน์
เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญา
การซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง
ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
        บรรดารายได้และผลประโยชน์ของสถานศึกษาของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งผลประโยชน์
ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญา
การซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้งบประมาณให้สถานศึกษาสามารถจัดสรรเป็น
ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้นๆ ได้ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
        มาตรา ๖๐ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษาในฐานะที่มีความสำคัญสูงสุด
ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศโดยจัดสรรเป็นเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา ดังนี้
        (๑) จัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมแก่ผู้เรียนการศึกษาภาคบังคับ 
และการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จัดโดยรัฐและเอกชนให้เท่าเทียมกัน
        (๒) จัดสรรทุนการศึกษาในรูปของกองทุนกู้ยืมให้แก่ผู้เรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย 
ตามความเหมาะสมและความจำเป็น
        (๓) จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาอื่นเป็นพิเศษให้เหมาะสม และสอดคล้อง
กับความจำเป็นในการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการเป็นพิเศษแต่ละกลุ่มตามมาตรา ๑๐ 
วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ โดยคำนึงถึงความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรม 
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
        (๔) จัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ และงบลงทุนให้สถานศึกษาของรัฐตามนโยบาย 
แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ และภารกิจของสถานศึกษา โดยให้มีอิสระในการบริหารงบประมาณและ
ทรัพยากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงคุณภาพและความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๘
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        (๕) จัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ
ที่เป็นนิติบุคคล และเป็นสถานศึกษาในกำกับของรัฐหรือองค์การมหาชน
        (๖) จัดสรรกองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำให้สถานศึกษาเอกชน เพื่อให้พึ่งตนเองได้
        (๗) จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐและเอกชน
        มาตรา ๖๑ ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่โดยบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน 
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ตามความ
เหมาะสมและความจำเป็น
        มาตรา ๖๒ ให้มีระบบการตรวจสอบ ติดตามและประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล 
การใช้จ่ายงบประมาณการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับหลักการศึกษา แนวการจัดการศึกษาและคุณภาพ
มาตรฐานการศึกษา โดยหน่วยงานภายในและหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ตรวจสอบภายนอก
หลักเกณฑ์ และวิธีการในการตรวจสอบ ติดตามและการประเมิน ให้เป็นไปตามที่กำหนด
ในกฎกระทรวง

หมวด ๙
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
________________

        มาตรา ๖๓ รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการ
ส่งวิทยุกระจายเสียง   วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับ
การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและ
วัฒนธรรมตามความจำเป็น
        มาตรา ๖๔ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตำรา หนังสือ
ทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความ
สามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยี
เพื่อการศึกษา ทั้งนี้ โดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
        มาตรา ๖๕ ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้
มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และ
ประสิทธิภาพ

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๑๙
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        มาตรา ๖๖ ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
        มาตรา ๖๗ รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยี
เพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้
เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย
        มาตรา ๖๘ ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงิน
อุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี
สารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน 
รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการผลิต การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี
เพื่อการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
        มาตรา ๖๙ รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน ส่งเสริม
และประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพ และประสิทธิภาพของการผลิต
และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

บทเฉพาะกาล
------------------------

        มาตรา ๗๐ บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งเกี่ยวกับ
การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้
บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะได้มีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้อง
ไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
        มาตรา ๗๑ ให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษาที่มีอยู่ในวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงมีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการจัดระบบการบริหาร
และการจัดการศึกษาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ
        มาตรา ๗๒ ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๗ 
มาใช้บังคับ จนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใช้บังคับ

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๒๐
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๑๖ 
วรรคสอง และวรรคสี่ ให้แล้วเสร็จ
        ภายในหกปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้กระทรวงจัดให้มีการประเมินผลภายนอก
ครั้งแรกของสถานศึกษาทุกแห่ง
        มาตรา ๗๓ ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติในหมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา 
และหมวด ๗ ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มาใช้บังคับจนกว่าจะได้มีการดำเนินการให้เป็น
ไปตามบทบัญญัติในหมวดดังกล่าว รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช ๒๔๘๘ 
และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ
        มาตรา ๗๔ ในวาระเริ่มแรกที่การจัดตั้งกระทรวงยังไม่แล้วเสร็จ ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ 
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ 
ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน    
        เพื่อให้การปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่ต้องดำเนินการก่อนที่การจัดระบบบริหาร
การศึกษาตามหมวด ๕ ของพระราชบัญญัตินี้จะแล้วเสร็จ ให้กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย
และคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ทำหน้าที่กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตามพระราช
บัญญัตินี้ โดยให้ทำหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี
        มาตรา ๗๕ ให้จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้น
โดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชนเพื่อทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้
        (๑) เสนอการจัดโครงสร้าง องค์กร การแบ่งส่วนงานตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ ของ
พระราชบัญญัตินี้
        (๒) เสนอการจัดระบบครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๗ 
ของพระราชบัญญัตินี้
        (๓) เสนอการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๘ 
ของพระราชบัญญัตินี้
        (๔) เสนอแนะเกี่ยวกับการร่างกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินการตาม (๑) (๒) และ (๓) 
ต่อคณะรัฐมนตรี

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๒๑
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        (๕) เสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่งที่บังคับใช้
อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตาม (๑) (๒) และ (๓) เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้
ต่อคณะรัฐมนตรี
        (๖) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน
ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนประกอบด้วย
        มาตรา ๗๖ ให้มีคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษาจำนวนเก้าคน ประกอบด้วย 
ประธานกรรมการและกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ 
และมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา การบริหารรัฐกิจ การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ
การเงินและการคลัง กฎหมายมหาชน และกฎหมายการศึกษา ทั้งนี้ จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่
ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐรวมอยู่ด้วย ไม่น้อยกว่าสามคน
        ให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
เพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการบริหารมอบหมายได้
        ให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการบริหาร
และบริหารกิจการของสำนักงานปฏิรูปการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหาร
        คณะกรรมการบริหารและเลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระเดียวเป็นเวลาสามปี เมื่อครบ
วาระแล้วให้ยุบเลิกตำแหน่งและสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
        มาตรา ๗๗ ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษาคณะหนึ่ง
จำนวนสิบห้าคน ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการบริหารจำนวน
สองเท่าของจำนวนประธานและกรรมการบริหาร เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง ประกอบด้วย
        (๑) ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนห้าคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ    ปลัดทบวง
มหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และ
ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
        (๒) อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งคัดเลือกกันเอง
จำนวนสองคน และคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนที่มีการสอน
ระดับปริญญาในสาขาวิชาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษา ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนสามคน 
ในจำนวนนี้จะต้องเป็นคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ 
ไม่น้อยกว่าหนึ่งคน
        (๓) ผู้แทนสมาคมวิชาการ หรือวิชาชีพด้านการศึกษาที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งคัดเลือกกันเอง 
จำนวนห้าคน  

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)

หน้า ๒๒
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


        ให้คณะกรรมการสรรหาเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการ และเลือก
กรรมการสรรหาอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา
        มาตรา ๗๘ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูป
การศึกษา และมีอำนาจกำกับดูแลกิจการของสำนักงานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยองค์การ
มหาชน
        นอกจากที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา 
อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
        (๑) องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร 
ตามมาตรา ๗๕ และมาตรา ๗๖
        (๒) องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา และ
การเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร ตามมาตรา ๗๗
        (๓) คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามรวมทั้งการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร 
เลขาธิการ และเจ้าหน้าที่
        (๔) ทุน รายได้ งบประมาณ และทรัพย์สิน
        (๕) การบริหารงานบุคคล สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่น
        (๖) การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการประเมินผลงาน
        (๗) การยุบเลิก
        (๘) ข้อกำหนดอื่น ๆ อันจำเป็นเพื่อให้กิจการดำเนินไปได้โดยเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
        ชวน  หลีกภัย
        นายกรัฐมนตรี

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)  

หน้า ๒๓
เล่ม ๑๑๖  ตอนที่ ๗๔ ก                                    ราชกิจจานุเบกษา                                      ๑๙   สิงหาคม  ๒๕๔๒


หมายเหตุ : - เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้
รัฐต้องจัดการศึกษาอบรม   และสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม   จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ
การศึกษาแห่งชาติ   ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม   สร้างเสริมความรู้
และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่างๆ เร่งรัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ
พัฒนาวิชาชีพครู   และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น   ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ   รวมทั้งในการจัดการศึกษาของรัฐ
ให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน   ตามที่กฎหมายบัญญัติและให้ความคุ้มครอง
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วย
การศึกษาแห่งชาติ   เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและจัดการการศึกษาอบรมให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว   จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

up.gif (278 bytes)
bdspurp.gif (944 bytes)
Copyright & Copy : 1999 MOENet Thailand Service 
ที่มาของข้อมูล :   หนังสือราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา
พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี / (1 ก.ย. 2542)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล   กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ 
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ. 
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218    
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : 
website@emisc.moe.go.th
bdspurp.gif (944 bytes)

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

โพสต์13 ก.ค. 2553 03:04โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 13 ก.ค. 2553 03:06 ]

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2542
เป็นปีที่ 54 ในรัชกาลปัจจุบัน

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติพระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542"
มาตรา 2(1) พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งอื่นในส่วนที่ได้บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
"การศึกษา" หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
"การศึกษาขั้นพื้นฐาน" หมายความว่า การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา
"''การศึกษาตลอดชีวิต" หมายความว่า การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
"สถานศึกษา" หมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียนวิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัย หน่วยงานการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือของเอกชน ที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
"สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน" หมายความว่า สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
"''มาตรฐานการศึกษา" หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพที่พึงประสงค์และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง และเพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริมและกำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกันคุณภาพทางการศึกษา
"การประกันคุณภาพภายใน" หมายความว่า การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายใน โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง หรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น
"''การประกันคุณภาพภายนอก" หมายความว่า การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
"ผู้สอน" หมายความว่า ครูและคณาจารย์ในสถานศึกษาระดับต่าง ๆ
"ครู" หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
"คณาจารย์" หมายความว่า บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอนและการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐและเอกชน
"ผู้บริหารสถานศึกษา" หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน
"ผู้บริหารการศึกษา" หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
"บุคลากรทางการศึกษา" หมายความว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษารวมทั้งผู้สนับสนุนการศึกษาเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ
"กระทรวง" หมายความว่า กระทรวงศึกษาธิการ ศาสนา และวัฒนธรรม
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

[แก้ไข] หมวด 1

บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ


มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพรู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
มาตรา 8 การจัดการศึกษาให้ยึดหลักดังนี้
(1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
(2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
(3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
มาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้
(1) มีเอกภาพด้านนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
(2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา
(4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
(5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
(6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น

[แก้ไข] หมวด 2

สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา


มาตรา 10 การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญาอารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
การศึกษาสำหรับคนพิการในวรรคสอง ให้จัดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษ ต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น
มาตรา 11 บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับตามมาตรา 17 และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้ได้รับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ตามความพร้อมของครอบครัว
มาตรา 12 นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน

องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่นมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 13 บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้
(1) การสนับสนุนจากรัฐ ให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาแก่บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
(2) เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแลที่ครอบครัวจัดให้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายกำหนด
(3) การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 14 บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาน-ประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ซึ่งสนับสนุนหรือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามควรแก่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบ
(2) เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด
(3) การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด




[แก้ไข] หมวด 3

ระบบการศึกษา


มาตรา 15 การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
(1) การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน
(2) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
(3) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อมสื่อหรือแหล่งความรู้อื่น ๆ สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้ ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน
มาตรา 16 การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่าสิบสองปีก่อนระดับอุดมศึกษา การแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา
การแบ่งระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 17 ให้มีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 18 การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในสถานศึกษาดังต่อไปนี้
(1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
(2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น
(3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียนบุคคล ครอบครัวชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพสถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
มาตรา 19 การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบันวิทยาลัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 20 การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 21 กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงานนั้นได้ โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง


[แก้ไข] หมวด 4

แนวการจัดการศึกษา


มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
(1) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน
(3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
(4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
(5) ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
(2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
(3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
(4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
(5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
(6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
มาตรา 25 รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นำผลการประเมินผู้เรียนตามวรรคหนึ่งมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ
ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
มาตรา 28 หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลตามมาตรา 10 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
สาระของหลักสูตร ทั้งที่เป็นวิชาการ และวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุล ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม
สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้วยังมีความ

มุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้า วิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคม

มาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์พัฒนาระหว่างชุมชน
มาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา

[แก้ไข] หมวด 5

การบริหารและการจัดการศึกษา


ส่วนที่ 1
การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ
มาตรา 31 ให้กระทรวงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
มาตรา 32 ให้กระทรวงมีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการจำนวนสี่องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 33 สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ นโยบายและแผนด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมการสนับสนุนทรัพยากร การประเมินผลการจัดการศึกษา การดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้

        ให้คณะกรรมการสภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกอบด้วยรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชนผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน

        ให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นนิติบุคคล และให้เลขาธิการสภาเป็นกรรมการและเลขานุการ

        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายที่กำหนด

มาตรา 34 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนพัฒนามาตรฐานและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

        คณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติการสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

         คณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนาด้านศาสนา ศิลปและวัฒนธรรม ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

มาตรา 35 องค์ประกอบของคณะกรรมการตามมาตรา 34 ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งจาก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน

        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการแต่ละคณะ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความแตกต่างของกิจการในความรับผิดชอบของคณะกรรมการแต่ละคณะด้วย

        ให้สำนักงานคณะกรรมการตามมาตรา 34 เป็นนิติบุคคล และให้เลขาธิการของแต่ละสำนักงานเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ

มาตรา 36 ให้สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคล และอาจจัดเป็นส่วนราชการหรือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ยกเว้นสถานศึกษาเฉพาะทางตามมาตรา 21

        ให้สถานศึกษาดังกล่าวดำเนินกิจการได้โดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ

มาตรา 37 การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากรเป็นหลัก และความเหมาะสมด้านอื่นด้วย
ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของสถานศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขตพื้นที่การศึกษา
มาตรา 38 ให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา รวมทั้งพิจารณาการจัดตั้ง ยุบ รวมหรือเลิกสถานศึกษา ประสาน ส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชนองค์กรเอกชน องค์กรวิชา-ชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายรวมทั้งการกำกับดูแลหน่วยงานด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในเขตพื้นที่การศึกษา

        คณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู ผู้นำทางศาสนาและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

        จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

        ให้ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา

มาตรา 39 ให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไปไปยังคณะกรรมการ และสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง
หลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 40 ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาของแต่ละสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสถานศึกษาประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ
จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสถานศึกษา
ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่สถานศึกษาตามมาตรา 18 (1) และ (3)


ส่วนที่ 2
การบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


มาตรา 41 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่น
มาตรา 42 ให้กระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีหน้าที่ในการประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษารวมทั้งการเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


ส่วนที่ 3
การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน


มาตรา 43 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชนให้มีความเป็นอิสระโดยมีการกำกับติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพและมาตรฐาน

การศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ

มาตรา 44 ให้สถานศึกษาเอกชนตามมาตรา 18 (2) เป็นนิติบุคคล และมีคณะกรรมการบริหารประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครองผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ
จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎระทรวง
มาตรา 45 ให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภท การศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐต้องกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเอกชนในด้านการศึกษา

        การกำหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของรัฐ ของเขตพื้นที่การศึกษา หรือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้คำนึงถึงผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของเอกชน โดยให้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับฟังความคิดเห็นของเอกชนและประชาชนประกอบการพิจารณาด้วย

        ให้สถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญาดำเนินกิจการได้ โดยอิสระสามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

มาตรา 46 รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุน การลดหย่อนหรือการยกเว้นภาษี และสิทธิประโยชน์อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ในทางการศึกษาแก่สถานศึกษาเอกชนตามความเหมาะสมรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการให้สถานศึกษาเอกชนมีมาตรฐานและสามารถพึ่งตนเองได้


[แก้ไข] หมวด 6

มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา


มาตรา 47 ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก
ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต่อสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอก
มาตรา 49 ให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบ

คุณภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความมุ่งหมายและหลักการและแนวการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนด ไว้ในพระราชบัญญัตินี้

ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปีนับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน


[แก้ไข] หมวด 7

ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา


มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยการกำกับและประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจำการอย่างต่อเนื่อง
รัฐพึงจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเพียงพอ
มาตรา 53 ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษามีฐานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพ ในกำกับของกระทรวง มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา
ให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด
การจัดให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่บุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาตามมาตรา 18 (3) ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษาและวิทยากรพิเศษทางการศึกษา
ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่คณาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา
มาตรา 54 ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งของหน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาของรัฐ และระดับเขตพื้นที่การศึกษาเป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูโดยยึดหลักการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 55 ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น สำหรับ

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอและเหมาะสมกับฐานะทางสังคมและวิชาชีพ

        ให้มีกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนงานริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานดีเด่น และเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 56 การผลิตและพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนามาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐในสถานศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 57 ให้หน่วยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยนำประสบการณ์ ความรอบรู้ ความชำนาญ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของบุคคลดังกล่าวมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาและยกย่องเชิดชูผู้ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา
มาตรา 50 ให้สถานศึกษาให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา ตลอดจนให้บุคลากร คณะกรรมการของสถานศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่พิจารณาเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจของสถานศึกษา ตามคำร้องขอของสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง ที่ทำการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษานั้น
มาตรา 51 ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการดังกล่าวให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษารายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไข


[แก้ไข] หมวด 8

ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา


มาตรา 58 ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชนเอกชนองค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และต่างประเทศมาใช้จัดการศึกษาดังนี้

        (1) ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยอาจจัดเก็บภาษีเพื่อการศึกษาได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

        :(2) ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชนองค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยเป็นผู้จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจำเป็น

        ทั้งนี้ ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดมทรัพยากรดังกล่าว โดยการสนับสนุน การอุดหนุนและใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตามความเหมาะสมและความจำเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 59 ให้สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแลบำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุ ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอื่น รวมทั้งจัดหารายได้จากบริการของสถานศึกษาและเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ไม่ขัดหรือแย้งกับนโยบาย วัตถุประสงค์ และภารกิจหลักของสถานศึกษา

        บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถานศึกษา ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถานศึกษา

        บรรดารายได้และผลประโยชน์ของสถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

        บรรดารายได้และผลประโยชน์ของสถานศึกษาของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณให้สถานศึกษาสามารถจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ ได้ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด

มาตรา 60 ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษาในฐานะที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศโดยจัดสรรเป็นเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา ดังนี้
(1) จัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมแก่ผู้เรียนการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จัดโดยรัฐและเอกชนให้เท่าเทียมกัน
(2) จัดสรรทุนการศึกษาในรูปของกองทุนกู้ยืมให้แก่ผู้เรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยตามความเหมาะสมและความจำเป็น
(3) จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาอื่นเป็นพิเศษให้เหมาะสม และสอดคล้องกับความจำเป็นในการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการเป็นพิเศษแต่ละกลุ่มตามมาตรา 10 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ โดยคำนึงถึงความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
(4) จัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ และงบลงทุนให้สถานศึกษาของรัฐตามนโยบายแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ และภารกิจของสถานศึกษา โดยให้มีอิสระในการบริหารงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงคุณภาพและความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา
(5) จัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และเป็นสถานศึกษาในกำกับของรัฐหรือองค์การมหาชน
(6) จัดสรรกองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำให้สถานศึกษาเอกชน เพื่อให้พึ่งตนเองได้
(7) จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐและเอกชน
มาตรา 61 ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยบุคคล ครอบครัวองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ตามความเหมาะสมและความจำเป็น
มาตรา 62 ให้มีระบบการตรวจสอบ ติดตามและประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการใช้จ่ายงบประมาณการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับหลักการศึกษา แนวการจัดการศึกษาและคุณภาพมาตรฐานการศึกษา

โดยหน่วยงานภายในและหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ตรวจสอบภายนอก

หลักเกณฑ์ และวิธีการในการตรวจสอบ ติดตามและการประเมิน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


[แก้ไข] หมวด 9

เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา


มาตรา 63 รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมตามความจำเป็น
มาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตำราหนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้ โดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ
มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างเนื่องตลอดชีวิต
มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวน-การเรียนรู้ของคนไทย
มาตรา 68 ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชนรวมทั้งการให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม

        หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการผลิต การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ให้ เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 69 รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนส่งเสริมและประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพ และประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา


[แก้ไข] บทเฉพาะกาล

มาตรา 70 บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งเกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะได้มีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 71 ให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษาที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงมีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการจัดระบบการบริหารและการจัดการศึกษาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 72 ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติ มาตรา 10 วรรคหนึ่ง และมาตรา 17 มาใช้บังคับ จนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใช้บังคับ
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการออกกฎกระทรวงตามมาตรา 16 วรรคสอง และวรรคสี่ ให้แล้วเสร็จ
ภายในหกปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้กระทรวงจัดให้มีการประเมินผลภายนอกครั้งแรกของสถานศึกษาทุกแห่ง
มาตรา 73 ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติในหมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษาและหมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มาใช้บังคับจนกว่าจะได้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติให้หมวดดังกล่าว รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. 2523 ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 74 ในวาระเริ่มแรกที่การจัดตั้งกระทรวงยังไม่แล้วเสร็จ ให้นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน

        เพื่อให้การปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่ต้องดำเนินการก่อนที่การจัดระบบบริหารการศึกษาตามหมวด 5 ของพระราชบัญญัตินี้จะแล้วเสร็จ ให้กระทรวงศึกษาธิการทบวงมหาวิทยาลัยและคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ทำหน้าที่กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ทำหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี

มาตรา 75 ให้จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชนเพื่อทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) เสนอการจัดโครงสร้าง องค์กร การแบ่งส่วนงานตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 5 ของพระราชบัญญัตินี้
(2) เสนอการจัดระบบครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7 ของพระราช-บัญญัตินี้
(3) เสนอการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 8 ของพระราชบัญญัตินี้
(4) เสนอแนะเกี่ยวกับการร่างกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินการตาม (1) (2) และ (3) ต่อคณะรัฐมนตรี
(5) เสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่งที่บังคับใช้อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตาม (1) (2) และ (3) เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้ต่อคณะรัฐมนตรี
(6) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน
ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนประกอบด้วย
มาตรา 76 ให้มีคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษาจำนวนเก้าคนประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา การบริหารรัฐกิจ การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและการคลัง กฎหมายมหาชน และกฎหมายการศึกษา ทั้งนี้ จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานให้หน่วยงานของรัฐรวมอยู่ด้วย ไม่น้อยกว่าสามคน
ให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการบริหารมอบหมายได้
ให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการบริหารและบริหาร กิจการของสำนักงานปฏิรูปการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหาร
คณะกรรมการบริหารและเลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระเดียวเป็นเวลาสามปี เมื่อครบวาระแล้วให้ยุบเลิกตำแหน่งและสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
มาตรา 77 ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษาคณะหนึ่งจำนวนสิบห้าคน ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการบริหารจำนวนสองเท่าของจำนวนประธานและกรรมการบริหาร เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง ประกอบด้วย
(1) ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนห้าคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
(2) อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนสองคน และคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนที่มีการสอนระดับปริญญาในสาขาวิชาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษา ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนสามคนในจำนวนนี้จะต้องเป็นคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐไม่น้อยกว่าหนึ่งคน
(3) ผู้แทนสมาคมวิชาการ หรือวิชาชีพด้านการศึกษาที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนห้าคน
ให้คณะกรรมการสรรหาเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการ และเลือกกรรมการสรรหาอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา
มาตรา 78 ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา และมีอำนาจกำกับดูแลกิจการของสำนักงานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน
นอกจากที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารตามมาตรา 75 และมาตรา 76
(2) องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา และการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร ตามมาตรา 77
(3) คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามรวมทั้งการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร เลขาธิการ และเจ้าหน้าที่
(4) ทุน รายได้ งบประมาณ และทรัพย์สิน
(5) การบริหารงานบุคคล สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่น
(6) การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการประเมินผลงาน
(7) การยุบเลิก
(8) ข้อกำหนดอื่น ๆ อันจำเป็นเพื่อให้กิจการดำเนินไปได้โดยเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี


'หมายเหตุ ':- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรม และสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่าง ๆ เร่งรัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติรวมทั้งในการจัดการศึกษาของรัฐให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ตามที่กฎหมายบัญญัติและให้ความคุ้มครองการจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกับกับดูแลของรัฐ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและจัดการการศึกษาอบรมให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

วิจัยเพื่อนำการเปลี่ยนแปลง (CAR 1-4)

โพสต์11 ก.ค. 2553 01:26โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 11 ก.ค. 2553 01:27 ]

วิจัยเพื่อนำการเปลี่ยนแปลง (CAR 1-4)


CAR เป็นคำย่อมาจากคำว่า “ Classroom Action Research ” แต่เพราะเราเป็นครูไทยที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ( ประเภทยิ้มไม่ออก ) CAR ของ ศน. โชคชัย สิรินพมณี (เขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยใช้สถานที่โรงเรียนสมุทรพิทยาคม เมื่อวันเสาร์ อาทิตย์ที่ 14 - 15 มิถุนายน 2551 บรรยายในหัวข้อ “ CAR เพื่อนำการเปลี่ยนแปลง ” ได้ให้คำถามเชิงพัฒนาแก่เพื่อนครูที่น่าสนใจว่า ...ใน 1 เทอม ครูควรทำวิจัยกี่เรื่อง อะไรบ้าง ” )
จึงกลายเป็น คาที่ ค่าใจ ค่าราคาซัง หรือคาหนังคาเขา ประมาณนั้น 
แต่เมื่อมีเวลาทบทวนจะเห็นว่า... “ CAR เพื่อนำการเปลี่ยนแปลง ” มีขั้นตอนการปฏิบัติที่น่าสนใจ และเราๆ ท่านๆ ก็ทำกันอยู่มาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ได้จัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล อาจเป็นเพราะ ... ไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือไม่มีเวลา ก็อาจเป็นได้ แต่ไม่ใช่ไม่อยากทำ เพราะหลังจากอบรมเสร็จในแต่ละช่วงพัก เพื่อนครูจะมาคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่า ...เราจะทำอย่างไรกันต่อไป


ขั้นที่ 1 CAR 1 เริ่มจากรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล หรือ วิเคราะห์ผู้เรียน ครูควรใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ( เมื่อเปิดภาคเรียน ) ทำความรู้จักผู้เรียน อาจนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และระบบการเรียนรู้มาประยุกต์หรือบูรณาการ ซึ่งครูผู้สอนในแต่ละรายวิชา หรือครูที่ปรึกษาควรมีข้อมูลที่ชัดเจน เรียกว่า ข้อมูลเชิงประจักษ์ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในภาคเรียน หรือปีการศึกษาที่ผ่านมา พฤติกรรมหรือความสามารถที่เป็นจุดเด่น ตลอดจนพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และสิ่งที่ผู้เรียนควรได้รับความช่วยเหลือ ครูมีอิสระที่จะใช้เทคนิควิธีการ และเครื่องมือที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าว หากเพื่อนๆยังไม่ได้ลงมือทำก็ทำได้แล้ว ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ทำไปเรื่อยๆเพลินๆ แล้วจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าขึ้น 

ขั้นที่ 2 CAR 2 เข้าสู่การประเมินเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่ง ศน.วิฑูรย์ ชั่งโต ก็ได้มาอธิบายถึงวิธีการจัดทำหลักสูตรอิงมาตรฐาน การทำหน่วยการเรียนรู้ ตลอดจนการออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน ในช่วงบ่ายๆ ไว้อย่างน่าฟัง เป็นการทบทวนบทบาทภาระหน้าที่ของครู ตาม พ.ร.บ การศึกษา หมวด 4 การจัดการศึกษา มาตรา 22 – 30 ในขั้นตอนนี้ครูจะได้แสดงความเป็นมืออาชีพในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ... เชื่อเถอะว่า... 

ไม่มีวิธีการสอนใดดีที่สุด ไม่มีสื่อชนิดใดที่ล้าสมัย หรือทันสมัย ครูเพียงเข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของวิธีการสอน และสื่ออย่างชัดเจน ก็จะทำให้ผู้เรียนได้เกิดการพัฒนาตามที่ต้องการ 

ครูจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า 
1.ความสำเร็จของการสอนมีอะไรบ้าง มีสาเหตุ และปัจจัยมาจากอะไร 

2.ตลอดจนปัญหาของการสอน มีอะไรบ้าง มีสาเหตุ และปัจจัยมาจากอะไร 

3.จะได้ปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ และสื่อประกอบการสอน อย่างไร

ขั้นนี้...ซุนวู บอกในตำราพิชัยยุทธ์ว่า “ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง ”
ขั้นที่ 3 CAR 3 เรียกว่า กรณีศึกษานักเรียน เป็นผลพวงมาจากขั้นที่ 1 คือรู้จักนักเรียน จากนั้นก็มาออกแบบการเรียนรู้ ซึ่งจะพบว่า นักเรียนหรือผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลาย และมีรูปแบบวิธีการเรียนที่ต่างกัน บางคนชอบพูด ถาม และโต้ตอบ ในขณะที่บางคนชอบอ่านหนังสือ หรือชอบฟังมากกว่า บางคนต้องลงมือทำจึงจะเกิดการเรียนรู้ และบางคนเป็นประเภทชีวิตนี้...ใครอย่ามายุ่งกับฉัน ... กลุมนี้แหละที่น่าทำวิจัยที่สุด เพราะนอกจากครูจะต้องแม่นยำในเนื้อหาสาระที่สอนแล้ว ยังต้องรู้จักใช้จิตวิทยา และการบริหารจัดการชั้นเรียน ตลอดจนมีความเมตตา เข้าใจและช่วยเหลือผู้เรียนในเรื่องของความแตกต่างนั้นๆ ในเวลาเดียวกันก็บันทึกผลของการแก้ปัญหา หรือการพัฒนาไว้ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับเพื่อนครู เรียกว่า KM : Knowledge Management ( การจัดการเรียนรู้ ) เป้าหมายสำคัญของขั้นนี้คือ การแก้ปัญหานักเรียน ไม่ใช่สร้างปัญหาให้นักเรียน คิดเสียว่า ... ที่ใดไม่มีปัญหา..ที่นั่นไม่พัฒนา 

ขั้นที่ 4 CAR 4 เป็นขั้นการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ความจริงการวิจัยครูผู้สอนสามารถทำได้ตั้งแต่ CAR 1 ถึง CAR 4 เพียงแต่ขั้นนี้เป็นขั้นที่ใช้สำหรับเรียกความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในตัวครูผู้สอนว่า วิธีการสอน สื่อนวัตกรรมที่ใช้มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ สามารถนำไปประยุกต์ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ครูผู้สอนอาจเขียนเป็นรายงานวิจัยแผ่นเดียว หรือ 5 บทแล้วแต่ปัจจัยที่เอื้ออำนวย ในบางครั้งวิจัยแผ่นเดียวเขียนยากกว่า วิจัย 5 บทด้วยซ้ำ สำหรับครู

ข้อมูลจาก: ลัดดา สายพานทอง, http://gotoknow.org/blog/laddasp/190635?class=yuimenuitemlabel,26 มิ.ย. 2551 
ที่มา : 
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=krulemon&group=1

อุปนัยและนิรนัย

โพสต์10 ก.ค. 2553 22:25โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 10 ก.ค. 2553 22:27 ]

ที่มา : http://gotoknow.org/blog/bali/82307

วันนี้สอนตรรกศาสตร์จบเล่ม แต่ยังมีปัญหาเพราะนิสิตบางส่วนยังจำแนกความแตกต่างกันระหว่างอุปนัยและนิรนัยไม่ได้ ซึ่งผู้ที่เป็นครูคงจะรู้สึกเบื่อเป็นบางครั้งเหมือนผู้เขียนในการที่จะต้องพูดซ้ำๆ ซากๆ ...

อุปนัย และ นิรนัย มาจากภาษาบาลี ใช้แทนคำว่า induction และ deduction ตามลำดับ... ซึ่งอาจแยกศัพท์ได้ว่า อุปะ + นัย = อุปนัย  ...และ นิระ + นัย = นิรนัย ... 

อุปะ แปลว่า เข้าไป

นิระ แปลว่า ออกไป

... ซึ่ง ทั้งสองศัพท์นี้ เป็นอุปสัคใช้นำหน้ารากศัพท์

นัย มาจากรากศัพท์ว่า นี แปลว่า นำไป (รากศัพท์นี้เคยเล่ามาบ้างแล้ว ผู้สนใจดู นายก ) ... เมื่อรวมกันก็มีความหมายย่อๆ ดังนี้

อุปะ + นัย = อุปนัย แปลว่า การนำเข้าไป

นิระ + นัย = นิรนัย แปลว่า การนำออกมา

ปัญหาก็คือ การให้เหตุผลแบบอุปนัย หรือ แบบนำเข้าไป ...และการให้เหตุผลแบบนิรนัย หรือ แบบนำออกมา เป็นอย่างไร...

ผู้เขียนก็เลยยกนิทานว่า ตี่ต่างว่า เราจะไปซื้อเงาะ เห็นเงาะอยู่เต็มเข่ง.. เราก็ถามว่า เงาะนี้หวานมั้ย ? ... แม่ค้าก็บอกว่า ชิมดูซิ ... เราลองชิมดู ๔-๕ ลูก รู้สึกว่า กรอบ หอม หวาน เป็นที่พอใจ จึงได้ตัดสินใจซื้อมา ๒-๓ กิโล โดยเชื่อว่าเงาะในเข่งนั้นหวานทั้งหมด...

จากนิทานนี้ ผู้เขียนก็อธิบายว่า แม่ค้าเชื่อว่า เงาะทั้งหมดในเข่ง หวานทุกลูก ดังนั้น แม้ว่าเราจะชิมลูกใด ก็ต้องหวานแน่นอน...ความเชื่อของแม่ค้าทำนองนี้ เรียกว่า นิรนัย นั่นคือ นำสิ่งบางอย่างออกมาจากสิ่งทั้งหมด เหมือนกับ  เมื่อเชื่อว่า เงาะทุกลูกหวาน ดังนั้น ลูกที่นำออกมาก็ต้องหวาน ...

ส่วนตัวเราผู้จะชื้อ มีความเชื่อแบบ อุปนัย นั่นคือ เราลองชิมเงาะจากเข่งเพียง ๔-๕ ลูก เมื่อปรากฎว่า เงาะทุกลูกที่ชิมไปหวาน ดังนั้น เราจึงสรุปว่า เงาะในเข่งนั้นทั้งหมดก็จะต้องหวาน ... ข้อนี้เป็นหลักการ นำบางส่วนเข้าไปในสิ่งทั้งหมด เหมือนกับ การชิมเงาะเพียง ๔-๕ ลูกในเข่ง แล้วเชื่อว่า เงาะในเข่งทั้งหมดหวาน ฉะนั้น ... 

สรุปว่า ผู้เขียนใช้ให้นิสิตจำไว้ว่า..

การอ้างเหตุผลแบบอุปนัย คือ การนำสิ่งที่รู้แล้วบางอย่างแล้วก็สรุปเป็นความรู้ทั้งหมด เหมือนกับ คนจะซื้อเงาะแล้วทดลองชิม ...

การอ้างเหตุผลแบบนิรนัย คือ การเชื่อสิ่งทั้งหมดว่าเป็นอย่างนั้น และเมื่อนำบางส่วนออกมา ก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกับทั้งหมด เหมือนกับ แม่ค้าเงาะที่เชื่อว่าเงาะทั้งหมดในเข่งหวานแล้วทดลองให้ชิม ...

ก็ยังไม่แน่ใจว่า นิสิตของผู้เขียนจะเข้าใจตัวอย่างที่ยกขึ้นมาทันทีทันใดในวันนี้ได้หรือไม่ (...........)

ลัทธิปรัชญาการศึกษา

โพสต์10 ก.ค. 2553 22:09โดยไวไว ใจดี   [ อัปเดต 10 ก.ค. 2553 22:11 ]

ลัทธิปรัชญาการศึกษา

          ในที่นี้จะกล่าวถึงปรัชญาการศึกษาที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางดังต่อไปนี้
          1
ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism)  เชื่อว่าการที่จะรู้และเห็นความจริงได้ก็ด้วยความคิด (Ideas) การศึกษาควรมุ่งพัฒนาความสามารถที่มนุษย์มีอยู่แล้ว เช่น ความสามารถในการจำ ความสามารถในการคิดความสามารถที่จะรู้สึก ฯลฯ การศึกษาควรมุ่งที่จะถ่ายทอดความรู้ที่สั่งสมกันมา ความเชื่อความ ศรัทธาต่าง ๆ
          2
ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (Perennialism)  เน้นในเรื่องเหตุผลและสติปัญญา และเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เชื่อว่าความคงทนถาวรย่อมเป็นจริงมากกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลง การศึกษาควรสอนสิ่งที่เป็นนิรันดร์ ไม่เปลี่ยนแปลง และจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทุกยุคทุกสมัย
          3
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progessivism)  เน้นกระบวนการ โดยเฉพาะกระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ แนวทางของการศึกษาจึงต้องพยายามปรับปรุงให้สอดคล้องกับกาลเวลาและภาวะแวดล้อมอยู่เสมอ การศึกษาจะไม่สอนให้คนยึดมั่นในความจริง ความรู้ และค่านิยมที่คงที่ หรือสิ่งที่กำหนดไว้ตายตัว ต้องหาทางปรับปรุงการศึกษาอยู่เสมอ เพื่อนำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
          4
ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)  เชื่อว่าความรู้ ความจริง เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผู้เรียนไม่ได้เรียนเพื่อมุ่งพัฒนาตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเรียนเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาสังคมให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การศึกษาต้องทำให้ผู้เรียนเข้าใจ และมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมอุดมคติขึ้นมาให้เหมาะสมกับพื้นฐานทางวัฒนธรรมและภาวะทางเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่
          5
ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)  เชื่อในเรื่องเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่จริงของมนุษย์ และจะต้องเป็นผู้ใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม การศึกษาจึงส่งเสริมให้มนุษย์แต่ละคนรู้จักพิจารณาตัดสินสภาพและเจตจำนงที่มีความหมายต่อการดำรงชีวิต การศึกษาจะต้องให้อิสระแก่ผู้เรียนที่จะเลือกสรรสิ่งต่างๆได้อย่างเสรี มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

1-10 of 17

Comments