แนวโน้มการใช้งาน Cloud Computing

แนวโน้มการใช้งาน Cloud Computing

1) แนวโน้มการใช้งานเว็บ 2.0
เนื่องจากเทคโนโลยีเว็บ 2.0 ไฟล์ต่างๆบนเว็บจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้ใช้ทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา cloud computing จึงเข้ามามีบทบาท

2) ความต้องการประสิทธิภาพทางด้านการประหยัดพลังงาน
เนื่องจากปัจจุบันองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆหันมาให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน ซึ่ง cloud computing สามารถมาช่วยลดการใช้พลังงานเพราะสามารถลดหรือขยายขนาดได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องทำการเปิดเครื่องทิ้งไว้

3) แนวโน้มความต้องการนวัตกรรมต่างๆในทางธุรกิจ
ปัจจุบันบริษัทต่างๆ มีการคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ทำให้ cloud computing ซึ่งประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เข้ามามีความสำคัญ

4) ความต้องการความสะดวกสบายและง่ายในการใช้งานเทคโนโลยี
เทคโนโลยียิ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ผู้ใช้งานยิ่งต้องการให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ดังนั้น cloud computing ซึ่งสามารถช่วยขจัดความยุ่งยากต่างๆเข้ามามีความสำคัญ

5) ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา
เนื่องจากปัจจุบัน ข้อมูลมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยความสามารถของ cloud computing ที่สามารถขยายได้อย่างไม่จำกัด เข้ามามีความสำคัญ



Cloud Computing แท้จริงคือธุรกิจรับประมวลผล


            นิยามที่แท้จริงของ Cloud Computing ก็คือการนำเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน คอมพิวเตอร์ทั้งหมดในกลุ่ม Cloud อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่อาจมีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง และที่สำคัญก็คือบรรดาคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเองนี้อาจไม่จำเป็นมีฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการเหมือนกันไปทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม Cloud หนึ่งๆ อาจมีทั้งเครื่องพีซี และเครื่องแอปเปิล หรือมองอีกมุมหนึ่ง ระบบปฏิบัติการ (Operating System หรือ OS) ที่ใช้อาจมีอยู่หลายชนิด เป้าหมายของการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเช่นนี้ ก็เพื่อจะดึงพลังในการประมวลผล (Processing) ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดมาประสานกัน เพื่อนำไปใช้จัดการงานประมวลผลใหญ่ๆ ที่แต่เดิมอาจต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คุณภาพสูง ต้นทุนมหาศาล แต่กับเทคโนโลยี Cloud Computing แล้ว ผู้ลงทุนสามารถลดต้นทุน และหันมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดมาทำงานร่วมกันแทน ถามก็คือ ตลาดและมูลค่าของธุรกิจสำหรับเทคโนโลยี Cloud Computing คืออะไร อยู่ที่ไหน และจะมีกระแสตอบรับมากเท่าใด เพื่อจะตอบคำถามทั้งหมดนี้ ลองพิจารณาถึงความจริงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันกันสัก 3 ข้อ

            ข้อหนึ่ง องค์กรธุรกิจ หน่วยงานราชการ ไปจนถึงสถานศึกษาในปัจจุบัน ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนสร้างระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศภายในองค์กร ติดตั้งระบบฐานข้อมูล มีการลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์เพื่อทำหน้าที่ประมวลผลและให้บริการต่างๆ ภายในองค์กร ที่น่าสนใจก็คืองบประมาณการลงทุนในเทคโนโลยีไอซีทีเหล่านี้มีมูลค่าสูง ประกอบกับทั้งองค์กรจำเป็นต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุง่ายๆ คือ ข้อมูลมีการเพิ่มขึ้นตลอดเวลา มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับใช้งานในองค์กรมากขึ้น การลงทุนขยายหรือบางครั้งอาจถึงขั้นเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งท้ายที่สุดย่อมตามมาด้วยการซื้อหรือขยายซอฟต์แวร์เพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดของเซิร์ฟเวอร์ที่เปลี่ยนไป เสมือนเงาตามตัว นอกจากนั้นยังมีเรื่องของค่าบำรุงรักษาระบบ ซึ่งเมื่อนับรวมๆ แล้วก็เป็นค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาลที่องค์กรต่างๆ มิอาจหลีกเลี่ยงได้

            ข้อที่สอง ค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องคอมพิวเตอร์หลายหลายตระกูลมาเชื่อมต่อกัน โดยใช้วงจรสื่อสารโทรคมนาคมที่ปัจจุบันมีต้นทุนที่ต่ำกว่าในอดีตมาก พร้อมกับนำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ Virtual Machine ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนล่ามคนกลาง ติดตั้งไว้บนบรรดาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาเชื่อมต่อกันเป็น Cloud Computing เพื่อให้เครื่องทั้งหมดสามารถรับคำสั่งและร่วมกันทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ หรืออาจสั่งการให้คอมพิวเตอร์แต่ละกลุ่มแยกกันทำงานย่อยๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่ใช้ต้นทุนไม่มาก อีกทั้งบรรดายักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และสื่อสารข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Google หรือกระทั่ง Microsoft ต่างก็ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐานและแอพพลิเคชั่นสำหรับเสริมขีดความสามารถให้กับการประมวลผลแบบ Cloud Computing มากขึ้น จึงกลายเป็นว่า เทคโนโลยี Cloud Computing พร้อมที่จะก้าวออกจากความเป็นนวัตกรรม ไปสู่โลกทางธุรกิจอย่างเต็มตัว

            ข้อที่สาม แนวคิดในเรื่องของการว่าจ้างให้ผู้อื่นทำงานแทน หรือที่นิยมเรียกกันว่า Outsourcing ซึ่งได้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการทำธุรกิจด้านสารสนเทศไปแล้ว กำลังขยายขอบเขตมาสู่การพลิกกรอบความคิดของผู้ประกอบการทั่วโลก ด้วยแนวคิดง่ายๆ ที่ว่า “จะต้องลงทุนสร้างคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์สำหรับรองรับการใช้งานภายในองค์กรไปทำไม ในเมื่อสามารถว่าจ้างให้บริษัทผู้เชี่ยวชาญรับประมวลผลข้อมูลให้แทน ตราบใดที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถรับประกันคุณภาพ ความต่อเนื่อง และมีการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลได้”

        ทั้งสามปัจจัยหลักนำไปสู่แนวคิดของการว่าจ้างให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนสร้างเครือข่าย Cloud Computing รับผิดชอบประมวลผลข้อมูลให้กับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ โดยที่องค์กรเหล่านั้นจะได้สามารถลดต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ลงอย่างมหาศาล และเปลี่ยนการลงทุนแบบ Capital Expense ซึ่งต้องผูกพันกับการคิดค่าเสื่อมราคา มาเป็น Operating Expense ในรูปแบบของการทำสัญญาว่าจ้าง ซึ่งสามารถนำไปคิดหักภาษีได้โดยตรง นอกจากนั้น องค์กรต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับการลงทุนเพิ่มเติมในอันที่จะอัพเกรด หรือเปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลส่วนกลางของตน ที่สำคัญก็คือสามารถเปลี่ยนตัวผู้ประกอบการ Cloud Computing ได้ตามต้องการ หากพบว่าคู่สัญญาของตนให้บริการได้ไม่เป็นที่พอใจ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัด ก็น่าจะมองได้ว่า ธุรกิจ Cloud Computing ก็เหมือนกับสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ซึ่งเป็นของส่วนกลาง ประชาชนหรือผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างเครื่องปั่นไฟหรือเครื่องทำน้ำประปาสำหรับใช้ในบ้านเรือนของตนเอง หากแต่มีหน่วยงานกลาง เช่น การไฟฟ้า หรือการประปา เป็นผู้รับผิดชอบลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและโรงประปา แล้ววางโครงข่ายเพื่อจ่ายไฟฟ้าและน้ำประปานั้นมาสู่บ้านเรือนหรืออาคารสถานที่ธุรกิจ ผู้บริโภคมีหน้าที่เพียงชำระค่าบริการ โดยมีการทำสัญญากันเป็นหลักฐานระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งก็คือการไฟฟ้า และการประปา กับผู้บริโภคแต่ละราย ในบางสังคมที่มีผู้ประกอบการไฟฟ้า หรือประปา มากกว่าหนึ่งราย ผู้บริโภคก็มีทางเลือกที่จะเปลี่ยนตัวผู้ให้บริการได้หากไม่พึงพอใจในคุณภาพการให้บริการ หรือเมื่อพบว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ เสนอทางเลือกหรือโปรโมชั่นที่ตนถูกใจมากกว่า ซึ่งเมื่อขยายความไปถึงสาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น โรงพยาบาล โทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ก็จะเห็นได้ว่า Cloud Computing ก็กำลังอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน

องค์กรต่างๆ จะลงทุนสร้างคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์เพื่อประมวลผลให้บริการภายในองค์กรไปทำไม หากต้นทุนการว่าจ้างผู้ประกอบการ Cloud Computing ให้รับประมวลผลข้อมูลแทนมีราคาเฉลี่ยต่ำกว่า เทคโนโลยีมีความเชื่อถือได้ อีกทั้งโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมความเร็วสูงก็มีพร้อม
Cloud Computing in Thailand

  ในอนาคต cloud computing จะเข้ามามีบทบาทสำคัญและก่อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการซอฟแวร์ไทย เพราะ cloud computing เหมาะแก่แอปพริเคชั่นพื้นฐานที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และยังช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างเครือข่าย และสามารถพัฒนาซอฟแวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครๆก็สามารถตั้งตนเป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing ได้ ขอเพียงแต่สามารถลงทุนเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน และมีซอฟต์แวร์และระบบบริหารจัดการทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถจัดหาวงจรอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อไปโครงข่าย Cloud Computing เข้าด้วยกัน ในกรณีที่มีการแยกอาคารสถานที่ติดตั้ง


        การพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่ายสื่อสารข้อมูล โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และหากจะให้ดีก็น่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ใยแก้วนำแสง ซึ่งปัจจุบันรองรับด้วยเทคโนโลยี FTTH (Fiber To The Home) จะช่วยทำให้องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการ Cloud Computing ด้วยวงจรสื่อสารความเร็วสูง และจะได้ลดข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อลงได้ อาจกกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า นอกเหนือจากพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่นิยมการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อรับสื่อมัลติมีเดียแล้ว กระแสความนิยมในบริการ Cloud Computing ของภาคธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้มีการขยายเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายบรอดแบนด์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีบริษัทขนาดเล็กหลายแห่งในประเทศไทย ลงทุนสร้างเครือข่าย Cloud Computing รับประมวลผลให้กับลูกค้าองค์กรที่เป็นบริษัทขนาดย่อมๆ กันแล้ว เมื่อใดก็ตามที่กระแสความนิยมในเทคโนโลยี Cloud Computing ในบ้านเราเปิดกว้างมากขึ้น ประกอบกับการขยายขีดความสามารถของเครือข่ายบรอดแบนด์อย่างต่อเนื่อง เราจะได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจใหม่นี้อย่างแน่นอน เชื่อได้เลยว่าอนาคตที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลเกินไปนัก

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ Cloud Computing
ในอนาคต cloud computing จะมีประโยชน์ในหลายๆด้าน สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งหากทุกคนหันมาใช้ Cloud Computing กันหมดก็คงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือ โน้ตบุคเพื่อรันโปรแกรมเพื่อใช้งานตามต้องการ ขอแค่มี netbook หรืออะไรก็ตามๆเล็กๆที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตและแสดงผลได้ก็เพียงพอ แล้วปล่อยให้เซอเวอร์ทำงานและส่งผลรับที่ได้ออกมาทางจอภาพก็เพียงพอแล้ว


ทิศทางการเคลื่อนไหวของ Cloud Computing และบทสรุป
Cloud Computing มียักษ์ใหญ่หลายค่ายให้ความสนใจ และทำวิจัยเรื่องนี้ โดยเฉพาะไอบีเอ็มยักษ์สีฟ้า กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างมากทีเดียว Cloud Computing เป็นการใช้บริการระบบสารสนเทศผ่านเครือข่าย โดยที่ผู้ใช้หรือองค์กรไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่อง เช่นเซิร์ฟเวอร์, สตอเรจ แต่สามารถเช่าใช้บริการจากผู้ให้บริการได้ โดยผู้ให้บริการจะทำการบำรุงรักษา ดูแลระบบให้ผู้ใช้ด้วย คอนเซ็ปต์นี้คล้ายๆ กับ Software as a Service บริการเช่าใช้ซอฟต์แวร์ มีจุดเด่นก็คือ ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเงินก้อนเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ และไม่ต้องปวดหัวกับการอัพเดต แถมยังได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอด คอนเซ็ปต์ของ Cloud Computing ก็เช่นกัน คือ ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งงบประมาณในแต่ละปีเพื่อพัฒนาระบบไอทีโดยที่แต่ละปีใช้งบ ประมาณไม่น้อย ไม่ต้องมีพนักงานฝ่ายไอทีจำนวนมากๆเพื่อดูแลระบบทั้งหมด ไม่ต้องปวดหัวกับการอัพเกรดเทคโนโลยี ไม่ต้องคิดว่าตัดสินใจถูกหรือผิดหากเลือกใช้เทคโนโลยีนี้ แถมยังได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เสมอด้วยเพียงผู้ใช้จ่ายเป็น ค่าบริการ เช่น จ่ายเป็นรายเดือน หรือเป็นรายปีก็เท่านั้น ดูๆ แล้ว Cloud Computing จะอำนวยความสะดวกให้กับองค์กรธุรกิจหลายด้าน ไม่ต้องมานั่งเสียเวลากับงานที่ไม่ใช่ Core Business ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมุ่งพัฒนาธุรกิจได้อย่างจริงจังโดยไม่ต้องกังวลว่าถ้า ต้องทำโปรโมชันที่ซับซ้อนแล้วระบบสารสนเทศที่มีอยู่จะรองรับได้หรือไม่อย่าง ไร ซึ่งขณะนี้เองก็มีผู้ให้บริการ Cloud Computing เกิดขึ้นแล้ว เช่น Amazon,

AOL และ Google ในอนาคตมีแนวโน้มว่า Cloud Computing จะเข้ามาอำนวยความสะดวกต่อการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์อย่างมาก เหมือนอย่างที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาอำนวยความสะดวกต่อการติดต่อสื่อสารและการสืบค้นข้อมูลมาแล้ว
Comments