รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญของไทยในอดีต

 

            ความหมายของคำว่า “รัฐธรรมนูญ”  (Constitution)

                รัฐ ธรรมนูญประกอบด้วยคำว่า “รัฐ” หมายถึง บ้านเมืองหรือแผ่นดิน กับคำว่า   “ธรรมนูญ” หมายถึงบทกฎหมายที่ว่าด้วยระเบียบการ “รัฐธรรมนูญ”  จึงหมายถึง  “กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองแผ่นดินหรือรัฐ”  หรือหมายถึง  “กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ”

รัฐธรรมนูญ  (Constitution)  เป็นสถาบันทางการเมืองแม่บท ที่กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่และกระบวนการทางการเมืองของสถาบันทางการเมือง อื่นๆ ให้อยู่ภายใต้ขอบเขตของ   รัฐธรรมนูญ  ที่กำหนดหรืออาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุด (  Supreme  Law ) และเป็นกฎหมายขั้นมูลฐาน  (  Fundamental  Law  ) ของประเทศโดยรัฐธรรมนูญ กำหนดโครงสร้างรูปแบบและแนวทางการปกครองประเทศ  ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน   ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเป็นหัวใจสำคัญ ของการปกครองประเทศประชาชนที่อยู่ภายในประเทศจะต้องมีความรู้ความเข้าใจใน เรื่องของรัฐธรรมนูญของตน  ในฐานะพลเมืองและเจ้าของประเทศ

ความหมายของคำว่า “รัฐธรรมนูญ”  ได้มีนักวิชาการและนักรัฐศาสตร์ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้ความหมาย ไว้หลายความหมาย  พอสรุปได้ดังนี้คือ

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม  ได้ให้ความหมายของคำว่า “รัฐธรรมนูญ”   คือ     กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน   เป็นกฎหมายที่บัญญัติ  ถึงระเบียบแห่งอำนาจสูงสุด ในแผ่นดินทั้งหลาย   และวิธีการทั่วไปแห่งอำนาจ  [1]เหล่านี้ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า  กฎหมายธรรมนูญการปกครอง วางหลักทั่วไปแห่งอำนาจสูงสุดในประเทศ

                รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายที่กำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในรัฐ และความ สัมพันธ์ระหว่างอำนาจต่อกันและกัน[2]

                รัฐธรรมนูญ  หมายถึง  บรรดากฎข้อบังคับ  ซึ่งแบ่งสรรอำนาจต่างๆของรัฐบาลโดยกำหนดว่าองค์การของรัฐจะใช้อำนาจ  ( Power ) เหล่านั้นอย่างไร  อันเป็นการกำหนดอำนาจ ( Authority ) ของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน

                รัฐธรรมนูญ  หมายถึง  กฎหมายหลักหรือกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งกำหนดรูปแบบและแนวทางในการปกครอง ประเทศ    ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่าง    รัฐกับประชาชน  รัฐธรรมนูญ   จะกำหนดเนื้อหาสาระต่างๆ ไว้  ได้แก่  เจตนารมณ์ของประชาชน  โครงสร้างของรัฐบาล  การแบ่งแยกอำนาจ  สิทธิและเสรีภาพของประชาชน  รวมไปถึงวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

                รัฐธรรมนูญ  หมายถึง กฎข้อบังคับทางกฎหมายที่จัดตั้งอำนาจของผู้ปกครองรัฐ  กำหนด การสืบต่ออำนาจและการใช้อำนาจของผู้ปกครอง[3]

                รัฐธรรมนูญ  หมายถึง  บทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์การทางการเมืองแห่งรัฐและอำนาจขององค์การ ดังกล่าว รวมตลอดถึงขอบเขตการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองและข้อจำกัดต่างๆของอำนาจ อันสำคัญนี้  นอกจากนี้รัฐธรรมนูญจะกำหนด    สิทธิและหน้าที่ของประชาชน  และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับรัฐและหน่วยอำนาจทางการปกครองของรัฐ[4]

                รัฐธรรมนูญ  เป็นกฎหมายสูงสุดที่สำคัญยิ่งที่จะกำหนดความเป็นไปของทุกคนในประเทศ  ต่อพลเมืองทุกคนเพราะ  เป็นเอกสารที่เป็นกฎหมายที่กำหนดการตัดสินใจของประเทศ และกำหนดสิทธิและหน้าที่  ตลอดจนเสรีภาพของคนทุกคนในสังคม[5]

                จากความหมายดังกล่าวข้างต้น  เราอาจสรุปความหมายของคำว่า  “รัฐธรรมนูญ”  ได้ดังนี้คือ   รัฐธรรมนูญ  คือ  กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ   โดยกำหนดรูปแบบ ระเบียบ โครงสร้าง ตลอดจนแนวทางในการปกครองประเทศ  รวมไปถึงการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง อำนาจรัฐ  กับการปฏิบัติตนของประชาชน อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร  เพื่อให้ประชาชนอยู่ในรัฐอย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยการจัดสรรอำนาจต่างๆบนพื้นฐานของความชอบธรรมมีรูปแบบการปกครองโดยให้ความ ยุติธรรมเสมอหน้ากัน  เท่าเทียมกัน  มีหลักประกันความเป็นพลเมืองแห่งรัฐ

จากความหมายดังกล่าวข้างต้นเราอาจสรุปความหมายของรัฐธรรมนูญได้ว่า  

                ๑.  รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย

๒.  รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นพื้นฐานของกฎหมายอื่นๆ  ที่ต้องอยู่ใน

กรอบของรัฐธรรมนูญ

                ๓. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดระเบียบ  และวิธีการดำเนินการปกครองประเทศ

                ดังนั้นกฎหมายอื่นใดจะมาขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักหรือกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใดที่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นย่อมโมฆะใช้บังคับมิได้ เราจึงอาจสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญมีความพิเศษ  ๔ ประการ

                ๑.  เป็นกฎหมายสูงสุดเหนือกฎหมายทั้งปวง

                ๒.  เป็นกฎหมายที่กำหนด หลักการและวิธีการปกครองประเทศ รวมไปถึง  ความสัมพันธ์ ระหว่างอำนาจต่างๆ เช่น อำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบริหาร  และอำนาจตุลาการ

                ๓.  เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักประกันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน

๔. เป็นกฎหมายหลักในการใช้บังคับ การเปลี่ยนแปลงแก้ไข และการตีความ   ที่มี

ลักษณะแตกต่างไปจากกฎหมายธรรมดาโดยทั่วไป

การได้มาของรัฐธรรมนูญ

                การได้มาของรัฐธรรมนูญ  จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เราอาจจะพอสรุปได้ว่ารัฐธรรมนูญได้มาจากวิธีการ   ๔    วิธีคือ

                ๑.  โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ( Gradual Evolution )

                ๒.  โดยการปฏิวัติ ( Revolution )  หรือรัฐประหาร  (Coup D’ Etat)

                ๓.  โดยการยกร่าง ( Deliberate Creation )

๔.  โดยกษัตริย์ประธานให้  ( Grant )

สำหรับเรื่องการได้มาของรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๔ วิธีการจะขออธิบายรายละเอียดดังนี้

๑.  โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Evolution) หรือเราจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญก็ไม่ผิดนัก จากศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Evolution นั้นแปลว่า การวิวัฒนาการซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ เช่น  การวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นอาจจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ   เปลี่ยนจากสิ่งซึ่งกินเวลานานนับพันๆ ปีและจากแนวคิดทฤษฎีการวิวัฒนาการของ ชาร์ล  ดาร์วิน เชื่อว่าการวิวัฒนาการนี้ผิดกับการปฏิวัติ  (Revolution)  เพราะการปฏิวัตินั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว   และมักมีการใช้กำลังบังคับด้วย แต่สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของรัฐธรรมนูญนั้นต่างกับ การปฏิวัติ ตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปได้แก่   รัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย   โดยเริ่มมาจากการปกครองระบอบกษัตริย์   หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาอำนาจของพระมหากษัตริย์ถูกเปลี่ยนมือจาก สถาบันพระมหากษัตริย์  ไปยังกลุ่มผู้แทนของประชาชน  หรือของคนกลุ่มหนึ่งที่ประชาชนต้องการ    ทีละเล็กทีละน้อย     ค่อยเป็นค่อยไป    โดยเริ่มจากบทบัญญัติ แมกนา คาร์ตา (Magna Carta) หรือมหากฎบัตร  ซึ่งบรรดาเจ้าขุนมูลนายในสังคมในประเทศอังกฤษร่วมมือกันเป็นทำนองบังคับให้ พระเจ้าจอห์น ทรงยอมรับสิทธิบางประการของกลุ่มขุนนางและประชาชนส่วนใหญ่  และในปี พ.ศ.๑๗๕๘   นี้เองที่ประชาชนชาวอังกฤษถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น แห่งรัฐธรรมนูญของตน ถึงแม้ว่าสิทธิต่างๆ  ที่บัญญัติไว้ใน  กฎบัตรแมกนา คาร์ตา นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเหล่าขุนนางแทบทั้งหมดก็ตาม  แต่ก็ยังมีบทบัญญัติบางประการ  ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวม    เพราะประชาชนสามารถอ้างถึงสิทธิ  ทางการเมืองทั่วๆ ไป และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงสิทธิของเสรีชน  (Free man)     ซึ่งผู้   ที่ไม่ใช่ทาสนั้น  จะถูกจับกุม จองจำ  ริบทรัพย์สิน   ประหารชีวิตหรือประจานตามอำเภอใจของพระมหากษัตริย์ไม่ได้  แต่ต้องมีการพิจารณากันตามกฎบัตรแมกนา คาร์ตาและกฎหมาย  แมกนา คาร์ตา  นี้เองที่เป็นเหตุให้ฝ่ายนิติบัญญัติ   มีส่วนสำคัญในการควบคุมในเรื่องการคลังของรัฐซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย  การที่อำนาจค่อยๆเปลี่ยนมือจากพระมหากษัตริย์มาสู่ตัวแทนของประชาชนนั้น   ช่วงเวลา อันสำคัญของประเทศอังกฤษตอนหนึ่ง ก็คือ  พระเจ้าจอร์จ ที่หนึ่ง  (George ) ซึ่งขึ้นครองราชย์ใน  ปี พ.ศ. ๒๒๕๗ พระองค์เป็นชาวเยอรมันจากแคว้นฮาโนเวอร์  พระเจ้าจอร์จที่หนึ่ง   พระองค์ทรงเป็นต้นราชวงศ์วินเซอร์   ที่ยังคงปกครองประเทศอังกฤษจนถึงปัจจุบันเนื่องจากพระเจ้าจอร์จที่หนึ่ง เป็นชาวเยอรมันไม่สามารถตรัสภาษาอังกฤษได้ นอกจากนี้พระองค์ยังไม่สนใจกิจการบ้านเมืองของประเทศอังกฤษเท่าไรเลย พระองค์ทรงโปรดที่จะกลับไปเยี่ยมเยียนแคว้นฮาโนเวอร์เสมอ ทำให้อำนาจทางการเมืองการปกครองที่แท้จริงของพระมหากษัตริย์จึงตกไปอยู่กับ ผู้แทนของประชาชนชาวอังกฤษในที่สุดและอำนาจนี้ได้รับการรับรองว่า เป็นอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญแบบจารีตประเพณีของประเทศอังกฤษนั่นเอง

สำหรับในกรณีของประเทศไทยเราอาจพิจารณาได้ว่า รัฐธรรมนูญของประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.  ๒๔๗๕ นั้น  เป็นผลมาจากความตกลงยินยอมร่วมกัน  ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับคณะราษฎร  ซึ่งมีลักษณะการประนีประนอมมากกว่า

                ๒. โดยการปฏิวัติ ( Revolution ) หรือโดยการรัฐประหาร (Coup D’ Etat) ก่อนอื่นต้องอธิบายศัพท์ 2  คำนี้ให้เข้าใจก่อน คำว่า  “การปฏิวัติ”  หมายถึง  การเปลี่ยนแปลงอย่างขนาดใหญ่  อย่างรวดเร็วแทบจะเรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ  การปฏิวัติเป็นการล้มล้างรัฐบาลโดยใช้กำลังอำนาจบังคับและประชาชนเป็นผู้ทำ การปฏิวัติโดยส่วนรวม  เช่น  การปฏิวัติครั้งใหญ่ของ  ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๒  และการปฏิวัติในประเทศรัฐเซีย เมื่อปี พ.ศ.  ๒๔๖๓  เป็นตัวอย่างการปฏิวัติที่เปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองโดยประชาชน  โดยเปลี่ยนจากระบบพระมหากษัตริย์   ไปสู่ระบบอื่นทันทีและมีการเสียเลือดเนื้อและชีวิต  ของกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก   สำหรับการทำ “รัฐประหาร”  คือ  การยึดอำนาจของกลุ่มบุคคล  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมาจากกลุ่มทหาร  มีจุดมุ่งหมายกระทำเพื่อล้มล้างอำนาจของรัฐบาลและเพ่งเล็งไปยังตัวบุคคลภาย ในรัฐบาลเท่านั้น  การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย ในปีพ.ศ.  ๒๔๗๕  ก็อาจอนุโลมได้ว่าการได้มา       ของรัฐธรรมนูญได้มาจากการปฏิวัติ     เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น  ระบอบประชาธิปไตย    โดยกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ    และอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ   แต่วิธีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปในรูปของการใช้รัฐประหารมากกว่า  กล่าวคือ มีกลุ่มบุคคลคณะหนึ่งเรียกตัวเองว่า   คณะราษฎร ได้ทำการเข้ายึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์   แล้วอันเชิญพระองค์ท่านอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ“เมื่อวันศุกร์ที่๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕  ข้าราชการทหารและพลเรือนระดับกลาง จำนวน ๑๐๒ นาย ในนามของคณะราษฎรได้ยึดอำนาจจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  ๗  แห่งราชวงศ์จักรี  โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ประเทศสยามมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน”[6]  อย่างไรก็ดีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระองค์ทรงคิดจะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว แต่มีคณะอภิรัฐมนตรีได้ทัดทานไว้โดยอธิบายเหตุผลว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่เปลี่ยนแปลงดังนั้นเมื่อคณะราษฎรขอให้ พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ  พระองค์จึงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทย

ส่วนรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการทำรัฐประหาร   ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน   ได้แก่  รัฐธรรมนูญ  ฉบับที่ ๗  ประกาศใช้เมื่อวันที่  ๒๔  มกราคม  ๒๕๐๒  ซึ่งเป็นผลมาจากการทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหาร  คือจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  เมื่อวันที่  ๒๐  ตุลาคม  ๒๕๐๑  

๓.      โดยการยกร่าง (Deliberate  Creation)  รัฐธรรมนูญที่กำหนดจากการยกร่างนี้  ส่วนมากมักเกิดขึ้นหลังจากที่มีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น  หรือหลังจากที่รัฐใดรัฐหนึ่งได้รับเอกราช  หลุดพ้นจากสภาพการเป็นรัฐอาณานิคมของรัฐใหญ่ๆ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับอิสรภาพ  และเป็นเอกราชจากการปกครองของจักรวรรดิปริติช  ( ประเทศอังกฤษ  )  ในปีพ.ศ. ๒๒๑๙  ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ. ๒๒๓๐  ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญขึ้นเอง  รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงจัดเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้จากการยกร่าง  นอกจากนี้ก็มี    ประเทศอินเดียเมื่อได้รับ     เอกราช   ก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน  ประเทศพม่า  ประเทศมาเลเซียและประเทศต่างๆในทวีปแอฟริกาก็มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยการยกร่างและรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างยังเกิดขึ้นจากการเกิดรัฐใหม่  หรือรัฐที่แยกตัวในทวีปยุโรปอีกมากมาย 

๔.       โดยกษัตริย์ประทานให้  Grant )   รัฐหรือประเทศส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและในทวีปยุโรป  ตามประวัติศาสตร์มักจะมีรูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยมีสถาบัน พระมหากษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย  พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจอย่างไม่มีขอบเขต  เป็นเจ้าชีวิต       เป็นเจ้าของแผ่นดิน  เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐ  ต่อมาพระมหากษัตริย์อาจมีความคิดว่าถึงเวลาที่ควรจะมีการกำหนดอำนาจของ พระองค์ และวิธีการใช้อำนาจให้เป็นที่แน่นอน  หรือพระมหากษัตริย์เห็นว่าอาจจะมีวิธีการอื่นอันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าของ ประเทศชาติ  เช่น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงให้ข้าราชบริพารถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์และ พระองค์ก็ทรงปฏิญาณตนต่อประชาชนเช่นกันว่า   “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม”  หรือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันก็ทรงให้ปฏิญาณกับประชาชนเช่น กัน  แม้ในประเทศญี่ปุ่น  พระเจ้าจักรพรรดิมัสสุฮิโต  (  Mutsuhito  )  ราชวงศ์เมจิ  พระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับเมจิ  (  Meiji  Constitution  )  ให้แก่ประชาชนชาวญี่ปุ่นในปีพ.ศ.  ๒๔๓๒  ทั้งนี้เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศญี่ปุ่น 

พระมหากษัตริย์บางประเทศทรงกำหนดพระราชอำนาจเนื่องจากการถูกบังคับ  หรือกระทำเพื่อเป็นการต่อรองกับเหล่าคณะขุนนางและกลุ่มพลังประชาชน ที่มีอำนาจในช่วงนั้น   เช่น  พระเจ้าจอห์นแห่งประเทศอังกฤษ  ทรงพระราชทาน  มหากฎบัตรแมกนา  คาร์ตา  เป็นต้น   แต่อย่างไรก็ดี    ในเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งถือกำเนิดจากการที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานทำ ให้มีลักษณะเด่น              คือ  พระมหากษัตริย์ทรงยินยอม โดยจะใช้อำนาจตามวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือผ่านองค์กรที่กำหนดไว้  รัฐธรรมนูญนี้อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามประสงค์ของพระมหากษัตริย์  แต่    ในบางกรณีพระมหากษัตริย์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางระบอบการปกครอง ไม่ได้  นอกจากจะได้รับคำยินยอมจากประชาชนก่อน เป็นต้น

ประเภทของรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแบ่งเป็น  ๒  ประเภท [7] ดังนี้คือ

๑.       รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีหรือรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร  (Unwritten 

Constitution)   ได้แก่   รัฐธรรมนูญที่ไม่มีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน รัฐธรรมนูญประเภทนี้ เกิดก่อนรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรมีในประเทศอังกฤษเป็นประเทศแม่แบบ หรือแม่บท แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษก็ใช่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเพียงอย่าง เดียวไม่เพราะหากพิจารณาา ถึงที่มาของรัฐธรรมนูญแล้วจะพบว่ารัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษ มีที่มาจาก    ๔    แหล่งสำคัญดังต่อไปนี้

                ๑.๑ กฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา (State Law) หากกฎหมายนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบอำนาจทางการเมืองการปกครองก็จะถือว่ากฎหมายนั้นๆเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ

                ๑.๒  คำพิพากษาของศาลยุติธรรม  (Case Law) โดย เฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  คำพิพากษาของศาลยุติธรรม   มีที่มาจากสองทาง  คือ  กฎข้อบังคับต่างๆ   (Common Law)  ที่มีคำพิพากษากับการตีความตามกฎหมายอันยึดถือเป็นกฎเกณฑ์ที่ศาลสร้างขึ้น ใหม่

                ๑.๓  จารีตประเพณี  (Custom)  อันเป็นลักษณะประจำชาติของประเทศอังกฤษที่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีโดยเคร่งครัด

                ๑.๔  ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ  (Convention  of  the  Constitution)  ได้แก่ การปฏิบัติทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการริเริ่มของสภาหรือของศาลแต่เกิดจาก การปฏิบัติซ้ำๆ กันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่   ผู้ปกครองไม่อาจละเมิดได้

                ข้อดีของรัฐธรรมนูญประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ  ความสามารถในการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องและทันการณ์กับสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนไป  แต่ก็มีข้อเสียในกรณีที่หากมีผู้ปกครองกลุ่มใดตรากฎหมายใหม่เพื่อลบล้าง กฎหมายเดิม  ก็จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเดิมไปโดยทันที  แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดในประเทศอังกฤษทั้งนี้เพราะว่า  พลเมืองประเทศอังกฤษมีวัฒนธรรมที่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีโดยเคร่งครัด

๒. รัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร  (Written  Constitution)  ได้แก่  รัฐธรรมนูญ

ที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่เขียนไว้ชัดเจน  เกิดครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยในปี  พ.ศ.  ๒๓๓๐ อาณานิคมของประเทศอังกฤษทั้ง  ๑๓  รัฐได้รวมตัวจัดตั้งเป็นสมาพันธรัฐ  เพื่อเรียกร้องเอกราชและมีการประกาศใช้  บทบัญญัติแห่งสมาพันธ์  (Articles  of  the  Confederation)เป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อได้รับเอกราชทั้ง  ๑๓  รัฐ  ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐเป็น   สหพันธรัฐ  นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  (Constitution  of  United  of  America)ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกและในปัจจุบันประเทศต่างๆ  โดยส่วนใหญ่ก็จะใช้รัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร  เพราะความแน่ชัดในบทบัญญัติและความสามารถสืบค้นอ้างอิงได้อันเนื่องมาจากการ เขียนที่ชัดเจน

๔.๒.๒  ความสำคัญและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญไทย

ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ

ความสำคัญของรัฐธรรมนูญที่เราเห็นชัดเจน    คือ  รัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นแหล่งที่มา

ของอำนาจอธิปไตยและการใช้อำนาจอธิปไตย   เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ  ฉะนั้นแหล่งที่มาหรือการใช้รัฐธรรมนูญจึงปรากฏในกฎหมายรัฐธรรมนูญในการกำหนด การได้มาและการใช้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแสดงฐานะของประเทศ  ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ  ในการดำเนินการติดต่อกับต่างประเทศหรือแม้แต่การกำหนดความสัมพันธ์กับนานา ประเทศ  ทำให้รัฐอื่นหรือประเทศอื่นเห็นการมีอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้นประเทศนั้น  นั่นก็คือการมีอิสระเหนืออำนาจใดๆ หรือการมีเอกราชนั่นเอง  นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังมีความสำคัญในลักษณะที่ช่วยในการพัฒนาทางการเมืองของ ประเทศนั้นๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศแต่ละประเทศชัดเจนขึ้น และภาพรัฐหรือภาพของประเทศจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่การมีและการใช้รัฐธรรมนูญ ในประเทศนั้นนั่นเอง  สำหรับประเทศไทย  พลเมืองไทยทุกคนควรรู้กฎหมายรัฐธรรมนูญ  ควรทำการศึกษาและอ่านบทบัญญัติต่างๆ ของรัฐธรรมนูญให้เข้าใจเพื่อจะได้เป็นพื้นฐานในการเข้าใจระบบการเมืองการ ปกครองนั่นเอง

ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ[8]           ประเทศหรือรัฐจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญ   เป็นหลัก

ในการบริหารปกครองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ  ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชใหม่ หรือประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปสู่ระบอบการปกครองใหม่อัน เป็นการพัฒนาทางการเมืองการปกครองทั้งนี้เพราะ

๑.      เพื่อแสดงแหล่งที่มาของอำนาจอธิปไตยและการใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญยิ่งต่อประเทศที่เกิดใหม่  เพราะการได้เป็นประเทศเอกราชจะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อรัฐได้รับอำนาจ อธิปไตยทางการเมืองด้วย การแสดงถึงที่มาของอำนาจอธิปไตยและ  การใช้อำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญต้องบัญญัติไว้ให้ชัดเจนเพื่อแสดง ความเกี่ยวพันระหว่างรัฐกับประชาชน   และขอบเขตของสิทธิหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

๒.    เพื่อแสดงฐานะของรัฐ  ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  (Standing 

International)  เพราะการมีรัฐธรรมนูญของตนเองเป็นการแสดงถึงความเป็นเอกราชของรัฐนั้น อันพึงได้รับการยอมรับจากรัฐอื่น ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากในเวทีการเมืองโลกเพราะการได้รับรองจากรัฐอื่น เป็นเครื่องแสดงถึงสิทธิ  อำนาจ   และความชอบธรรม    ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ

๓.     เพื่อเป็นสัญญาลักษณ์แสดงถึงพัฒนาการทางการเมืองของรัฐหรือประเทศ  อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง สำหรับรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบการปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือเผด็จการ เพราะการสร้างรัฐธรรมนูญเป็นกติกาหลักในการปกครองประเทศ  เป็นการแสดงถึงความก้าวพ้นจากรูปแบบการปกครองแบบเดิม  จึงอาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นสัญญาลักษณ์หนึ่งของการพัฒนาทางการเมืองของ รัฐหรือของประเทศไปสู่ความทันสมัย

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ

                รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเป็นลายลักษณ์อักษร  และยึดหลักการประชาธิปไตย ควรมีสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญและข้อพิจารณาดังต่อไปนี้

๑.      เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  หมายถึง รัฐธรรมนูญต้องมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลหรือเจตจำนงในการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ  ทั้งนี้รวมไปถึงอุดมการณ์แห่งชาติหรือแนวนโยบายของรัฐและการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญของรัฐนั้นๆ

๒.    โครงสร้างของรัฐบาล  หมายถึง รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้เห็นถึงรูปของรัฐ  กลไกการใช้อำนาจของรัฐ เช่น  ในการกำหนดรูปของรัฐ  ตัวอย่างในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑[9] ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกไม่ได้   จากมาตรานี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยมีรูปรัฐ แบบรัฐเดี่ยว  คือ มีรัฐระบบเดี่ยวมีรัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารประเทศเพียงรัฐบาลเดียว และในมาตรา ๒   รัฐธรรมนูญยังได้กำหนด  ระบอบการปกครองและระบบรัฐบาล  ดังนี้ “มาตรา ๒ [10] ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จากมาตรา ๒   แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยทั้งประชาชนและพระมหากษัตริย์เป็น เจ้าของอำนาจสูงสุด   อย่างไรก็ตาม  ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศการ จะจัดความสัมพันธ์ของฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการให้ความ สัมพันธ์แนบชิดสนิทแนบแน่นหรือห่างเหินกันอย่างไรเราเรียกว่า   “ระบบรัฐบาล”    สำหรับระบบรัฐบาลที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ตั้งขึ้นนั้น เป็นระบบรัฐบาลที่เราเรียกว่า  “ระบบรัฐบาลแบบรัฐสภา”           หรือรัฐบาลที่เราเรียกในภาษาอังกฤษ       “ Parliamentary  System[11] 

๓.     การแบ่งแยกอำนาจ  รัฐธรรมนูญต้องกำหนดหลักการแบ่งแยกอำนาจไว้อย่าง

ชัดเจนและอธิบายความสัมพันธ์แห่งอำนาจ เช่น  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๕๐[12]  “มาตรา อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวม ทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” จากมาตรานี้จะเห็นลักษณะความสัมพันธ์ในแง่การตรวจสอบและถ่วงดุล  (Check  and  Balance) ของอำนาจทั้งสามคือ  อำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ นอกจากนี้ก็มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยองค์กรตรวจสอบ

๔.     การประกันสิทธิและเสรีภาพ รัฐธรรมนูญจะต้องมีหลักประกัน   สิทธิ เสรีภาพ และ

การคุ้มครองบุคคล   เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน    หน้าที่ของประชาชนพึงมีต่อรัฐ  การรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  เช่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐  ได้กำหนด  สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครอง  เป็นต้น

๕.     การให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้แก่ การที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ  ประชาชนก็

ควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อประเทศ  ไม่ใช่แค่ไปทำหน้าที่เลือกตั้งเพียงอย่างเดียว   การมีส่วนร่วมของประชาชน  ในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๔๐  ได้วางเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยสรุปรวมแล้วมี  ๕  ประการด้วยกันคือ[13]

๑.  ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ความเป็นไปของการบริหารราชการแผ่นดิน   ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายบริหาร  และฝ่ายตุลาการมากขึ้น

๒.  ให้ประชาชนมีส่วนรวม  มีสิทธิร่วมกันคิดกับองค์กรทั้งหลายที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น  ไม่ใช่องค์กรเหล่านั้นตัดสินไปโดยไม่ฟังเสียงประชาชน

๓.  ส่วนร่วมที่มากขึ้นไปอีก   คือให้ตัวประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกับ องค์กรของรัฐบางเรื่อง

๔.  ส่วนร่วมที่มากขึ้นไปกว่าการร่วมตัดสินใจก็คือ  การให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน

การลงมือกระทำบางสิ่งบางอย่าง   ร่วมกับองค์กรของรัฐที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น

๕.  ส่วนร่วมที่ให้ประชาชนร่วมในการตรวจสอบ  องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐไม่ว่าจะเป็น

ฝ่ายการเมืองหรือระบบข้าราชการประจำ

                จะสังเกตได้ว่าการมีส่วนร่วมที่รัฐธรรมนูญให้ไว้นั้น  เป็นส่วนร่วมที่จำเป็นทั้งสิ้นและเป็นส่วนร่วมที่ระดับความอ่อนแก่แตกต่าง กันออกไป ส่วนร่วมในการรับรู้อาจเป็นการมีส่วนร่วมที่น้อยหน่อย  แต่ก็จำเป็น  ในกรณีร่วมคิดก็มากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  ร่วมตัดสินใจก็มากขึ้นไปอีก  เพราะสามารถที่จะตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรได้และร่วมลงมือ  ก็คือร่วมรับผิดชอบด้วยกัน  และท้ายที่สุดก็คือ  ร่วมตรวจสอบ ทั้งหมดนี้ที่อธิบายเหตุผลว่าทำไมถ้อยคำที่ว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย”  จึงเปลี่ยนเป็น  “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” อย่าง ไรก็ดีขอเน้นว่าถึงประชาชนมีส่วนร่วมก็ตาม  แต่ว่าการมีส่วนร่วมนั้นต้องใช้ผ่านองค์กรทางการเมือง   คือ   รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล   เพราะฉะนั้นระบบประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ระบบประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนจะเข้า มาใช้อำนาจสูงสุดนั้นเอง  แต่ต้องใช้โดยผ่านองค์กรทั้งหลายและพระมหากษัตริย์

การตีความรัฐธรรมนูญ[14]

                การตีความรัฐธรรมนูญ หมายถึง การแปลข้อความต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง สอดคล้องกับเจตนารมณ์หรือจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญนั้นๆ ซึ่งโดยปกติแล้วในเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญมักจะกระทำเพื่อวินิจฉัยว่า กฎหมายใดหรือ     ร่างพระราชบัญญัติใด ขัดแย้งกับหลักการของรัฐธรรมนูญหรือไม่   ผู้ที่ทำหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญก็คือ   คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ   ทั้งนี้โดยหลักการแล้วกฎหมายใดหรือ  ร่างพระราชบัญญัติใดที่กำลังอยู่ในระหว่างการวินิจฉัย   ของตุลาการรัฐธรรมนูญ  กฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัตินั้นจะนำมาใช้บังคับไม่ได้  โดยคำวินิจฉัยตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นเด็ดขาด

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

            รัฐธรรมนูญก็เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในโลก ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง  มีการปรับปรุง มีการแก้ไข   แต่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นไปในลักษณะของความล้าสมัยใน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เพราะเวลาผ่านไป  รัฐธรรมนูญที่ใช้ก็อาจจะล้าสมัยได้  และไม่มีรัฐธรรมนูญในโลกนี้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ ที่สมบูรณ์ได้ตลอดไปหรือทันสมัยใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยทั้งนี้  เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างในโลกมีการเปลี่ยนแปลง  จากเดิมใช้แรงงานจากสัตว์    ปัจจุบันเราก็ใช้แรงงานจากเครื่องจักร  เครื่องยนต์   จากสมองกล  (Computer) ในยุคไอที  มีการนำเที่ยว    ในสถานที่ที่ทุกคนปรารถนาจะได้ไป  และเคยคิดว่ามีแต่ความฝันแต่ในโลกยุคไอทีปัจจุบัน           มีรายการเที่ยวอวกาศทำให้โลกทัศน์ เปิดกว้างขึ้น  สามารถเรียนรู้และกระทำสิ่งใดๆ  หรือเห็นสิ่งต่างๆ ได้พร้อมกันไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดๆ ในโลก  ความก้าวหน้าและเทคโนโลยีข่าวสารถึงกันหมด  สำหรับมุมมองในแง่ของกฎหมายนั้น   กฎหมายสามารถเปลี่ยนแปลงได้  รัฐธรรมนูญก็เช่นกันสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้  รัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็ถูกประกาศยกเลิกไปถึงจำนวน ๑๗  ฉบับ  ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันชื่อ  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ ประกาศใช้เมื่อวันที่  ๒๔  สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐  ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๘  การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพอจะสรุปได้  ๕  ประการ  ดังนี้คือ

๑.      การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ    โดยใช้วิธีการเช่นเดียวกับ

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือการยกร่างกฎหมายธรรมดา  กล่าวคือถือเอาเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญ  เช่น   ประเทศอังกฤษเคยแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยวิธีการนี้  แต่ในสภาพความเป็นจริงผู้ศึกษาต้องระลึกเสมอว่า ประเทศอังกฤษนั้นรัฐธรรมนูญของประเทศเขามีลักษณะเป็นแบบจารีตประเพณี  ซึ่งเกิดจากการรวบรวมกฎหมาย  ฉบับต่างๆ  เข้าเป็นรัฐธรรมนูญ  มิได้เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวเหมือนเช่นกฎหมายลายลักษณ์อักษรทั่วไป

๒.    การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายนิติบัญญัติใช้วิธีลงคะแนนเสียงพิเศษ  หรือ

ใช้วิธีพิเศษคือต้องการลงคะแนนเสียงมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกร่างกฎหมายธรรมดากล่าวคือไม่ใช่เพียงเสียงข้างมากของร้อยละห้าสิบเท่า นั้น  แต่ต้องเป็นคะแนนเสียงที่มากกว่านั้น  เช่น  สองในสามของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  หรือสามในสี่ของสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด  กรณีเช่นนี้เคยมีตัวอย่างประเทศที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้วิธีนี้  เช่น ประเทศฝรั่งเศส  ประเทศญี่ปุ่น  ประเทศนอรเวย์  เป็นต้น

๓.     การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายนิติบัญญัติ    แบบให้มีการลงประชามติเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบ ร้อยแล้ว จะต้องนำมาให้ประชาชนลงคะแนนเสียงรับรองเป็นการแสดงประชามติว่า  ประชาชนจะรับหรือไม่รับหลักการ  รัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ และรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในปีพ.ศ. ๒๔๙๒ และพ.ศ. ๒๕๐๑ ได้เคยใช้วิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยวิธีการนี้

๔.     การแก้ไขเพิ่มเติมโดยให้ประชาชนทั่วไป หรือผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นผู้ออกเสียงประชามติ  (Referendum) หรือให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นผู้เสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญได้เอง  (Initiative)  วิธีการนี้เคยใช้ใน  ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  นักรัฐศาสตร์หลายท่านกล่าวว่า  วิธีการนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด  ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพราะตัวประชาชนน่าจะมีอำนาจในการร่างรัฐ ธรรมนูญไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ  แต่วิธีการนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อประเทศ  นั้นเป็นประเทศเล็กๆ  มีจำนวนประชากรไม่มากนักและที่สำคัญคือ  ประชาชนต้องมีการศึกษา  มีความรับผิดชอบในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี เข้าใจบทบาทของการเป็นพลเมืองแห่งรัฐ

๕.     การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยการตั้งองค์กรพิเศษ ซึ่งได้รับเลือกตั้ง  โดยประชาชนให้มีหน้าที่โดยเฉพาะในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  องค์กรพิเศษนั้น  เรียกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constitutional Convention) เมื่อทำการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วก็นำมาเสนอให้ประชาชนลง คะแนนเสียงกันอีกครั้ง  วิธีการนี้เคยใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา  ในระดับมลรัฐ  เช่น  มลรัฐอิลลินอยส์  (Illinois)  เป็นต้น

๖.      สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐   อธิบายเรื่องการ

แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ[15] โดยได้กำหนดไว้ในหมวด ๑๕    ใน  มาตรา ๒๙๑  การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำได้โดยการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้อง มาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่า ด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้

  ในอดีตประเทศไทยเคยแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง

และสนองตามเจตนารมณ์ของประชาชนโดยส่วนใหญ่ และคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นของคนส่วนใหญ่  การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นต้องแก้ไขตามแบบ และวิถีของรัฐธรรมนูญซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีและกระบวนการทางนิติบัญญัติ นั่นเองแต่ก็มีการแก้ไขอีกวิธีหนึ่งคือการไม่ใช้วิถีทางของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบการใช้กำลัง การใช้อำนาจ หรือการปฏิวัติรัฐประหาร   เป็นการกระทำหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ที่ปราศจากความยินยอมของประชาชน เช่น  การทำรัฐประหารในปี ๒๕๐๐  โดยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  จากจอมพลป.  พิบูลสงคราม และคณะรัฐประหารได้ทำการประกาศยกเลิก   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม  พ.ศ. ๒๔๙๕ ต่อมาในสมัยการทำรัฐประหารของพลเรือเอกสงัด  ชลออยู่ เมื่อวันที่  ๖  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๑๙  คณะรัฐประหารเรียกตัวเองว่าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน  ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  ๒๕๑๗  เป็นต้น

ลักษณะที่ดีของรัฐธรรมนูญ

                รัฐธรรมนูญทีดี ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสภาพอันแท้จริงของประเทศนั้นหรือรัฐนั้น  และมีเจตจำนงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนภายในประเทศ  มุ่งผลประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวมทั้งทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคล แต่ละคนและคนในสังคมภายในรัฐหรือประเทศโดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนอยู่เย็น เป็นสุข  ลักษณะที่ดีของรัฐธรรมนูญน่าจะมีลักษณะดังนี้

๑.      รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีข้อความที่ชัดเจนแน่นอนเพื่อที่จะได้เข้าใจภาษาง่าย ไม่ใช้คำหรือภาษาที่กำกวม  ซึ่งล่อแหลมต่อการตีความผิดๆ จะต้องใช้ถ้อยคำที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความหมายที่แน่นอนที่สุด  คำหรือข้อความที่มีความหมายสองแง่สองมุมหรือกำกวมซึ่งอาจทำให้เข้าใจไปได้ หลายกรณีไม่ควรนำมาใช้เขียนในรัฐธรรมนูญ

๒.    รัฐธรรมนูญที่ดีควรจะมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน    และ

อธิบายไว้อย่างชัดเจนแน่นอน  รวมถึงการมีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วยเพื่อเป็นหลัก ประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  เพื่อปกป้องไม่ให้รัฐหรือเอกชนมากดขี่บังคับได้ซึ่งถ้ารัฐออกกฎหมายลิดรอน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนแล้ว กฎหมายนั้นก็จะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติ  และจะต้องถือว่ากฎหมายนั้นเป็นโมฆะไป  ดังเช่นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ  ได้แก่  สิทธิในทรัพย์สมบัติของตน    สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง เสรีภาพในการพูด การเขียน เป็นต้น ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่จะล้มล้างไม่ได้

๓.     รัฐธรรมนูญที่ดีต้องครอบคลุมทุกบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกครอง   ภายในรัฐไว้อย่างครบถ้วนกล่าวคือ   รัฐธรรมนูญควรจะมีบทบัญญัติในเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย  การแบ่งอำนาจอธิปไตย  ความสัมพันธ์ขององค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยและสถาบันทางการเมืองของรัฐ  การกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิธีการทางรัฐธรรมนูญ  เป็นต้น

๔.     รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ควรยาวเกินไป   เพราะรัฐธรรมนูญที่ดี  ควรจะมีบทบัญญัติของหลักการจัดรูปการปกครองรัฐที่สำคัญและจำเป็นเท่านั้น  เพื่อเป็นหลักในการปกครองและเพื่อความมั่นคงของรัฐ

๕.     รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีการกำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่าง ชัดเจน   และอธิบายกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเข้าใจ  ปฏิบัติได้โดยไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป  จนไม่สามารถแก้ไขได้

   สรุปรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศใช้บังคับคนทั้งประเทศกฎหมายใดจะ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้   แต่รัฐธรรมนูญก็เป็นกฎหมายธรรมดาทั่วไป  ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่สนใจไม่ปฏิบัติตาม และหรือกระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญถ้าเป็นเช่นนี้รัฐธรรมนูญก็เป็นแค่ กระดาษธรรมดา  ดังนั้นเราทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศต้องช่วยกันรักษารัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ นานที่สุด  และที่สำคัญคือต้องศึกษาและอ่านรัฐธรรมนูญให้เข้าใจ  เป็นคนไทยต้องรู้กฎหมาย

        ๔.๒.๓   ประวัติความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทย[16]

                 นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย  เมื่อวันที่  ๒๔  มิถุนายน   พ.ศ. ๒๔๗๕  เป็นต้นมา  จนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา  ๗๕  ปีประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรมาแล้วถึง  ๑๘  ฉบับและได้ล้มเลิกไปแล้ว รวม ๑๗ ฉบับ ปัจจุบันประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่  ๑๘  มีชื่อว่า   “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   พุทธศักราช  ๒๕๕๐”  ประกาศใช้เมื่อวันที่  ๒๔สิงหาคม   พ.ศ. ๒๕๕๐    รัฐธรรมนูญของประเทศไทยทั้ง ๑๘ ฉบับ ที่ประกาศใช้มาแล้วนี้แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทคือ

๑.      ประเภทที่รัฐบาลผู้ประกาศใช้ตั้งใจจะใช้เป็นหลักการและแนวทางในการปกครอง

ประเทศเป็นการชั่วคราว  มีอยู่ทั้งหมด  ๖  ฉบับ ดังนี้

๑.๑  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่             ๒๗  มิถุนายน  ๒๔๗๕

๑.๒  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่            ๙    พฤศจิกายน  ๒๔๙๐

๑.๓  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่             ๒๘  มกราคม  ๒๕๐๒

๑.๔  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่             ๑๕  ธันวาคม  ๒๕๑๕

๑.๕  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่             ๙    พฤศจิกายน  ๒๕๒๐

๑.๖  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่            ๑๙   กันยายน  ๒๕๔๙

๒.  ประเภทที่รัฐบาลผู้ประกาศใช้ตั้งใจจะใช้เป็นหลักการและแนวทางในการปกครอง

ประเทศอย่างถาวร  มีอยู่ทั้งหมด ๑๒  ฉบับ ดังนี้

๒.๑  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่             ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕

๒.๒ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่              ๙  พฤษภาคม  ๒๔๙๐

๒.๓ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่              ๒๓  มีนาคม  ๒๔๙๒

๒.๔ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่              ๘  มีนาคม  ๒๔๙๕

๒.๕ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่              ๒๐  มิถุนายน  ๒๕๑๑

๒.๖  ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่             ๗  ตุลาคม  ๒๕๑๗

๒.๗ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่              ๒๒  ตุลาคม  ๒๕๑๙

๒.๘ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่              ๒๒  ธันวาคม  ๒๕๒๑

๒.๙ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่               ๙  ธันวาคม  ๒๕๓๔

๒.๑๐ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่            ๙  ธันวาคม  ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่

                                                                         ๑-๕ พ.ศ. ๒๕๓๘ และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๖

 พ.ศ. ๒๕๓๙

๒.๑๑ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่            ๑๑  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๐

๒.๑๒ ฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่         ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

 

ลำดับความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทย 

ลำดับความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทยผู้เขียนขออธิบายในตาราง ๕ ดังมีรายละเอียดคือ

 

ฉบับที่ 

ชื่อรัฐธรรมนูญ 

ระยะเวลา 

สาเหตุการถูกยกเลิก 

พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว   พุทธศักราช   ๒๔๗๕

๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕ –

๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕

รัฐธรรมนูญฉบับ

ชั่วคราว

สร้างเพื่อใช้เป็นการ

ชั่วคราว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม           พุทธศักราช ๒๔๗๕

๑๐ ธ.ค.๒๔๗๕ – ๙ พ.ค. ๒๔๘๙

ล้าสมัย    ไม่ทันกับ

เหตุการณ์ในช่วงนั้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 

พุทธศักราช  ๒๔๘๙

๙ พ.ค.  ๒๔๘๙ –

๘  พ.ย.๒๔๙๐

ถูกยกเลิกโดยคณะ

รัฐประหาร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๔๙๐

๙  พ.ย. ๒๔๙๐  -๒๓ มี.ค. ๒๔๙๒

รัฐธรรมนูญ  ฉบับ

ชั่วคราว  หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ฉบับใต้ตุ่มแดง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

พุทธศักราช  ๒๔๙๒

๒๓  มี.ค. ๒๔๙๒ -๒๙ พ.ย. ๒๔๙๔

รัฐประหาร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 พุทธศักราช  ๒๔๗๕  แก้ไขเพิ่มเติม 

 พุทธศักราช  ๒๔๙๕

๘  มี.ค. ๒๔๙๕ -

๒๐ ต.ค.  ๒๕๐๑

คณะปฏิวัติทำการปฏิวัติ  รัฐบาล

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช   ๒๕๐๒

๒๘ ม.ค.  ๒๕๐๒ –๒๐ มิ.ย.๒๕๑๑   

รัฐธรรมนูญฉบับ

ชั่วคราว  

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

พุทธศักราช  ๒๕๑๑

๒๐  มิ.ย. ๒๕๑๑ –๑๗ พ.ย. ๒๕๑๕

ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๑๕

๑๕  ธ.ค. ๒๕๑๕ –๗ ต.ค.  ๒๕๑๗

รัฐธรรมนูญฉบับ

ชั่วคราว  

 

๑๐

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

พุทธศักราช  ๒๕๑๗

๗ ต.ค. ๒๕๑๗ –  ๖ ต.ค. ๒๕๑๙

ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

๑๑

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

พุทธศักราช  ๒๕๑๙

๒๒ ต.ค. ๒๕๑๙ –๒๐ ต.ค.๒๕๒๐

ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ

๑๒

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช    ๒๕๒๐

๙ พ.ย. ๒๕๒๐ – ๒๒ ธ.ค. ๒๕๒๑

รัฐธรรมนูญฉบับ

ชั่วคราว  

๑๓

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 พุทธศักราช  ๒๕๒๑

๒๒ ธ.ค. ๒๕๒๑ –๒๓ ก.พ.๒๕๓๔

ถูกยกเลิกโดยคณะ  รสช.

๑๔

ธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช   ๒๕๓๔

๑ มี.ค. ๒๕๓๔ –  ๙ ธ.ค. ๒๕๓๔

รัฐธรรมนูญฉบับ

ชั่วคราว  

๑๕

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

พุทธศักราช  ๒๕๓๔

๙ ธ.ค. ๒๕๓๔  - ๑๐ ต.ค.๒๕๔๐

ถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2540  )

๑๖

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

พุทธศักราช  ๒๕๔๐

๑๑ ต.ค. ๒๕๔๐

ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง วันที่๖ มกราคม ๒๕๔๔  และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๗

-ราชกิจจานุเบกษา  ฉบับกฤษีกา  เล่มที่ ๑๑๔  ตอนที่  ๕๕ก  ลงวันที่  ๑๑  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ 

-ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)

๑๗

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

(ชั่วคราว)พุทธศักราช  ๒๕๔๙

 ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙

 

ราชกิจจานุเบกษา   เล่ม ๑๒๓ ตอนที่ ๑๐๒ ก   ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙

 

๑๘

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

พุทธศักราช  ๒๕๕๐

๒๔สิงหาคม ๒๕๕๐

ราชกิจจานุเบกษา   เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก   ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐

 

 

 

ตาราง  ๕   แสดงเรื่องลำดับเวลาการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและฉบับถาวรของประเทศไทย

                   ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน   

ที่มา  ปรับปรุงจากบรรพต  วีระสัย  สุรพล  ราชภัณฑารักษ์ และสุรพันธ์  ทับสุวรรณ์ . รัฐศาสตร์ 

         ทั่วไป พิมพ์ครั้งที่ ๘ ( กรุงเทพมหานคร :  มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ๒๕๓๒ ),หน้า ๑๖๙.

 

ประวัติความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทย

 

 

 

                      รูปที่  ๒๐  แสดงรัฐธรรมนูญของไทย

 

ประวัติความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทย  

ประวัติความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทย   ผู้เขียนใช้หนังสือศึกษาประกอบหลายเล่มและทำเป็นเอกสารแจกให้นักศึกษาและ เขียนให้อ่านง่าย โดยใช้หนังสือของจุมพล  หนิมพานิช  วิวัฒน์ เอี่ยไพรวันและโกสินทร์ วงศ์สุรวัฒน์ (กรุงเทพมหานคร : หาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,๒๕๓๔)หน้า ๙๙-๑๕๗. ประจักษ์  พันธ์ชูเพชร  (กรุงเทพมหานคร : มายด์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๔) หน้า๑๕๓-๑๗๑. วิศิษฐ์   ทวีเศรษฐ และสุขุม  นวลสกุล    (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง ๒๕๔๓)หน้า๙๙-๑๓๐.พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธุ์ (กรุงเทพมหานคร : ประจักษ์วิทยา.๒๕๑๑) หน้า ๑-๙๑๑. สุภวรรณ  พันธุ์จันทร์  (พิษณุโลก : เป็นหนึ่งการพิมพ์, ๒๕๓๘)หน้า๑๗๕-๑๙๘.วิชัย    ภู่โยธิน  ( กรุงเทพมหานคร : วิทยาลัยครูพระนคร,๒๕๒๔) (เอกสารโรเนียว ) สุพจน์  ด่านตระกูล.(กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ,๒๕๔๓)หน้า ๒๕. สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา. (กรุงเทพมหานคร : แอสโซซิเอท ไฮ-คลาส กร็ป,๒๕๓๕)หน้า ๓๘-๕๙. และส่วนงานราชกิจจานุเบกษา (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรี,๒๕๔๐) โดยสรุปมีรายละเอียดดังนี้  คือ

                ฉบับที่ ๑  พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว[17] พุทธศักราช  ๒๔๗๕

พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยามชั่วคราว  พุทธศักราช ๒๔๗๕                ได้ประกาศใช้เมื่อ  วันที่  ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕  เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติ  ซึ่งได้เรียกคณะตัวเองว่า “คณะ ราษฎร”  เป็นผู้จัดร่างธรรมนูญการปกครองนำขึ้นทูลเกล้าถวายและ  ขอให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยอมรับเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ   โดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม  หรือนายปรีดี  พนมยงค์    ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาอ่านร่างพระราชกำหนด    นิรโทษกรรมและธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน  ซึ่งตนเองและผู้ยกร่างนำขึ้น   ทูลเกล้า  ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธย  เมื่อวันที่  ๒๖   มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕  และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่  ๒๗  มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕  มีบทบัญญัติทั้งสิ้น  ๓๙  มาตรา มีการจัดวางโครงสร้างอำนาจ ออกเป็น ๔ ส่วน ได้แก่ อำนาจของกษัตริย์ อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร อำนาจของคณะกรรมการราษฎร และ อำนาจศาล  “พระ ราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  ได้วางหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยกล่าวคือ  อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวสยามและยังจัดให้มีการแบ่งแยกอำนาจไว้โดยชัด แจ้งเป็นครั้งแรกคือ  อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการซึ่งได้เป็นแม่บทของกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง”[18] ทฤษฎีแห่งอำนาจอธิปไตยของประเทศและเป็นจิตภาพมูลฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย   

                รัฐธรรมนูญฉบับนี้   ถูกสร้างขึ้นโดยคณะราษฎร  ดังนั้นคณะราษฎร จึงใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้  คือ รัฐธรรมนูญกำหนดรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แต่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  การกระทำใดๆ ของพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ในกรรมการราษฎร  (รัฐมนตรี)  เรียกได้ว่าไม่มีบทบัญญัติรับรองฐานะของพระมหากษัตริย์

                 ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

๑. มีสภาเดียว   ในวันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลา ๑๔.๐๐ น. ได้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ของ “คณะราษฎร” ได้แต่งตั้ง “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” จำนวน ๗๐ นาย จากนั้น "สภาผู้แทนฯ" ได้เลือก "ประธาน" และ "รองประธานสภาผู้แทนฯ" รวมทั้ง "ประธานคณะกรรมการราษฎร" ซึ่งก็ได้เลือก " คณะกรรมการราษฎร" อีก ๑๔ นาย และได้มีการตั้ง "คณะอนุกรรมการ" ที่มีจำนวนรวม ๗ นาย ขึ้นมาทำหน้าที่ร่าง "รัฐธรรมนูญใหม่" แทนรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้. รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ จึงแล้วเสร็จในอีก ๖ เดือนถัดมา ทำให้ไม่มีการ"เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ ประเภทที่ ๑" แต่ประการใด สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกสภา  จำนวน  ๗๐ นาย   ล้วนแต่เป็นทหารโดยทั้งสิ้นและแต่งตั้งโดย ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร  สภามีอำนาจสูงสุด  สามารถถอดถอนกรรมการราษฎรได้  คณะกรรมการราษฎร  มีหน้าที่ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสภาฝ่ายบริหาร  คณะกรรมการราษฎรไม่มีอำนาจยุบสภา   ต่อมากำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี  ๒ ประเภท  คือ  สมาชิกประเภทที่  ๑  มาจากเลือกตั้งของราษฎร  สมาชิกประเภทที่ ๒  มาจากการแต่งตั้งอยู่ในวาระละ ๑๐  ปีและเป็นคนของคณะราษฎรทั้งสิ้น (ข้อสังเกต พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  พุทธศักราช ๒๔๗๕[19] หมวด ๓ สภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่ ๑ อำนาจและหน้าที่ มาตรา ๘  สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย พระราชบัญญัตินั้นเมื่อกษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้วเป็นอันใช้บังคับได้หาก กษัตริย์มิได้ประกาศให้ใช้ภายใน ๗ วันนับแต่วันที่ได้รับพระราชบัญญัตินั้นจากสภา โดยแสดงเหตุผลที่ไม่ยอมทรงลงพระนามก็มีอำนาจส่งพระราชบัญญัตินั้นคืนมายัง สภา เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่งถ้าสภายืนยันตามมติเดิมกษัตริย์ไม่เห็นพ้องด้วย สภามีอำนาจออกประกาศพระราชบัญญัตินั้นใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ และมาตรา ๙ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศและมีอำนาจประชุมกันถอดถอน กรรมการราษฎร หรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ จากมาตรา  ๘และ ๙ เราจะเห็นว่าอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรมีมาก)

                ๒. ฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร คือ มีอำนาจออกพระราชบัญญัติ ซึ่งหากพระมหากษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว เป็นอันบังคับใช้ได้ แต่หากพระมหากษัตริย์ มิได้ประกาศใช้พระราชบัญญัตินั้นใน ๗ วัน และสภาผู้แทนราษฎร ลงมติยืนตามมติเดิม ให้ถือว่าพระราชบัญญัตินั้น ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้อนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจถอดถอน กรรมการราษฎร หรือ พนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใด ก็ได้

๓. ฝ่ายบริหาร  อำนาจของฝ่ายบริหารอยู่ที่คณะกรรมการราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร  ประกอบด้วย  ประธานคณะกรรมการราษฎร ๑  นาย   สภา เลือกสมาชิกในสภา เพื่อมาทำหน้าที่ประธารกรรมการราษฎร และให้ประธานกรรมการ เลือกกรรมการราษฎร อีก ๑๔ คน  คณะกรรมการราษฎร มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสภา  คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของเสนาบดีกระทรวง ต่างๆ เท่านั้น  มิได้เข้าไปบริหารกระทรวงต่างๆ โดยตรง

บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑

                บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว   พุทธศักราช  ๒๔๗๕  รัฐธรรมนูญฉบับนี้  ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกติกาในการปกครองประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง พ.ศ.  ๒๔๗๕  โดยคณะราษฎร แม้ว่าจะเป็นการนำรูปแบบการปกครองแบบสภามาใช้แทนการปกครองระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์แต่ในทางปฏิบัติกลับ ปรากฏว่า   การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้ให้อำนาจแก่ประชาชนแต่อย่างใด  คณะราษฎรยังหวังรักษาอำนาจไว้กับพรรคพวกของตนถึง  ๑๐  ปี  ซึ่งลักษณะนี้อาจทำให้คิดว่า  คณะราษฎรก็ไม่ได้คิดที่จะยกอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนเท่าใดนัก “นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้[20] ไปจนกว่า จำนวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขต ได้สอบไล่ระดับประถมศึกษา เกินกว่าครึ่ง และไม่เกิน ๑๐ ปี จึงจะมีสมาชิกสภาผู้แทน ที่ราษฎร ได้เลือกตั้งขึ้นเอง แต่ในระยะเวลา ๖ เดือน หรือ จนกว่าการจัดประเทศ เป็นปกติเรียบร้อย ให้ “คณะราษฎร” จัดตั้ง "ผู้แทนราษฎรชั่วคราว" จำนวน ๗๐ นาย เป็นสมาชิกในสภา หลังจากนั้น ให้ราษฎรเลือกผู้แทน จังหวัดละ๑ คน เว้นแต่ จังหวัดที่มีราษฎรเกินกว่า๑๐๐,๐๐๐  คน ให้มีผู้แทน เพิ่มขึ้นอีก๑คน และถ้ามีเศษเกินครึ่ง ก็ให้มีผู้แทน เพิ่มขึ้นอีก๑ทั้งนี้ ให้ "สมาชิกสภา" ที่เป็นอยู่ก่อนหน้า๗๐คนนั้น เป็น “สมาชิกประเภทที่๒” และให้มีจำนวนเท่ากับ "สมาชิกสภาที่ราษฎรได้เลือกมา" กล่าวคือถ้าจำนวนเกิน ให้เลือกกันเอง ว่าผู้ใดจะได้อยู่ต่อ แต่ถ้าจำนวนขาด ให้เลือกบุคคลใดๆเข้าแทนจนครบ. ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งโดยราษฎร เพื่อเข้ามาเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่๑” ต้อง สอบไล่วิชาการเมืองตามหลักสูตรที่สภา (๗๐ คน) จะได้ตั้งขึ้น, มีอายุ๒๐ ปีบริบูรณ์, ไม่เป็นผู้ไร้ หรือ เสมือนไร้ความสามารถ, ไม่ถูกศาลเพิกถอนสิทธิในการรับเลือก, มีสัญชาติไทย, และได้รับการเห็นชอบจาก “สภา๗๐” ว่า จะไม่นำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย. ทั้งนี้ ให้ราษฎรในหมู่บ้าน เลือก ผู้แทน เพื่อออกเสียง เลือกผู้แทนตำบล แล้วให้ผู้แทนตำบล เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ เป็นการ "เลือกตั้งทางอ้อม". สมาชิกสภา “ประเภทที่๑” ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมนี้ ให้อยู่ในตำแหน่ง คราวละ ๔ ปี และจะเป็นได้แค่ ๒ สมัย. ส่วนผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ต้องมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์, ไม่เป็นผู้ไร้ หรือ เสมือนไร้ความสามารถ, ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เสียสิทธิในการออกเสียง และ มีสัญชาติไทย”          และ เมื่อคณะราษฎรร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเสร็จ  ดังนั้นในวันที่  ๑๐  ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕  คณะราษฎร ก็ประกาศยกเลิก  พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว   พุทธศักราช  ๒๔๗๕ รวมระยะเวลาการใช้ ๕ เดือน ๑๓  วัน  

               ฉบับที่ ๒  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช ๒๔๗๕

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕   รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างโดยคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  ประกาศใช้เมื่อวันที่  ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕  มีบทบัญญัติรวม  ๖๘  มาตรา  โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานคณะกรรมการราษฎรเป็นผู้รับสนองพระบรม ราชโองการ  รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยคณะราษฎรเกือบทั้งหมด  ยังผลให้หลักการและแนวทางการปกครองประเทศไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่  ๑  ดังรูปที่ ๒๑

  

 รูปที่  ๒๑     แสดงพระราชพิธีเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร  วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕

  ที่มา    สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา.60ปีรัฐสภาไทย.กรุงเทพมหานคร : แอสโซซิเอทเต็ด

            ไฮ-คลาส   กรุ๊ป, ๒๔๓๕,หน้า ๓๙.

 

                  ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

   มีการให้ความสำคัญในบทบาทของพระมหากษัตริย์มากขึ้น  เช่น  มีบทบัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย  นอกจากนี้ยังให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรได้  จึงถือเป็นการคืนพระราชอำนาจบางส่วนให้กับ   พระมหากษัตริย์  ไม่เปิดโอกาสให้จัดตั้งพรรคการเมืองแต่อย่างไรลักษณะที่สำคัญคือ

๑.   มีสภาเดียว  คือ  สภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง  แต่ทั้งนี้ประชาชนต้องจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาก่อน  สมาชิกมี ๒ ประเภท  คือ  สมาชิกประเภทที่ ๑  มาจากการเลือกตั้ง  สมาชิกประเภทที่ ๒  นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายรายชื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง  มีจำนวนเท่ากับสมาชิกประเภทที่  ๑  และข้าราชการประจำสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

๒.  สมาชิกประเภทที่ ๑ มีจำนวน ๗๘ คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยวิธีรวมเขตจังหวัดซึ่งราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วให้ผู้แทนตำบลเลือกผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยถือจำนวนราษฎรสองแสนต่อผู้แทนราษฎรหนึ่งคน

๓.  สมาชิกประเภทที่ ๒ มีจำนวน ๗๘ คนเท่ากับสมาชิกประเภทที่ ๑ โดยได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖ เมื่อสมาชิกประเภทที่ ๑ พ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้วสมาชิกประเภทที่ ๒ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป

                บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  รัฐธรรมนูญฉบับนี้  ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการใช้โดยถาวร ทั้งนี้มีบทบัญญัติที่ค่อนข้างชัดเจนว่า  คณะราษฎรมุ่งหวังจะใช้รัฐธรรมนูญนี้ตลอดไปเช่น ประชาชนทั่วประเทศต้องจบการศึกษา  ระดับประถมศึกษาซึ่งในช่วงเวลานั้นคงต้องรอไปอีก  ๑๐ กว่าปี  ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีบทบัญญัติที่มุ่ง  ส่งเสริมบทบาทของพระมหากษัตริย์  แต่ก็มีบทบัญญัติ  บางข้อที่ห้ามเชื้อพระวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและที่สำคัญคือการแต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒  สำหรับประเภทที่ ๒ จะอยู่ได้ถึง๑๐ ปีนับแต่วันที่ ๒๗  มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕  เป็นต้นไป และในข้อนี้เองเหมือนกับเป็นการบีบบังคับให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัวทรงไม่พอพระราชหฤทัยเท่าใดนัก นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีประกอบด้วย   นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี  ๑๔  นาย  มาจากสภาผู้แทนราษฎร ส่วนอีก  ๑๐  นาย  พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้ง  แต่เมื่อเข้าประชุมสภาให้สมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง   สามารถแสดงความเห็นได้แต่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง   รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติรับรองการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อป้องกันปัญหาการรวมตัวทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม  ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่แท้จริง    ในการสถาปนาการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ยาวนาน ถึง ๑๓  ปีกว่ามีผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ถึง  ๙  คน   ได้แก่

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ในช่วงการใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่  ๒ เรียงลำดับดังนี้

                ๑.  พระยามโนปกรณ์นิติธาดา                       ๑๐  ธ.ค.  ๒๔๗๕ -  ๒๐  มิ.ย. ๒๔๗๖

                ๒.  พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา            ๒๑  มิ.ย. ๒๔๗๖  - ๑๖ ธ.ค. ๒๔๘๑

                ๓.  พันเอกหลวงพิบูลสงคราม                     ๑๖  ธ.ค.  ๒๔๘๐  -๖มี.ค. ๒๔๘๕ขณะนั้น

                ๔.  จอมพล ป. พิบูลสงคราม                           ๗   มี.ค. ๒๔๘๕ -  ๒๔  ก.ค. ๒๔๘๗                 

                ๕.  พันตรีควง      อภัยวงศ์                              ๑  ส.ค. ๒๔๘๗  -๑๗ ส.ค. ๒๔๘๘

                ๖.  นายทวี         บุญยเกตุ                                                ๓๑ ส.ค.  ๒๔๘๘- ๑๗ ก.ย. ๒๔๘๘

                ๗.  ม.ร.ว.เสนีย์      ปราโมช                            ๘  ก.ย. ๒๔๘๘  - ๓๑  ม.ค. ๒๔๘๙

                ๘.  นายควง            อภัยวงศ์                             ๑  ม.ค. ๒๔๘๙ - ๑๘ มี.ค. ๒๔๘๙

                ๙.  นายปรีดี            พนมยงค์                           ๔  มี.ค. ๒๔๘๙ -๘  มิ.ย. ๒๔๘๙

                จะเห็นได้ว่าภายในระยะเวลา ๑๓ ปีกว่ารัฐบาลมีถึง ๙ ชุด  สลับสับเปลี่ยนกันกอบโกยผลประโยชน์ทางการเมือง  หรืออาจกล่าวว่า  รัฐธรรมนูญ  ฉบับที่  ๒  เป็นรัฐธรรมนูญ  ของคณะราษฎรและเพื่อคณะราษฎร  โดยแท้จริง  จึงทำให้คณะราษฎรพยายามป้องกันรัฐธรรมนูญทุกวิถีทาง โดยไม่ยอมประนีประนอมแม้แต่องค์พระมหากษัตริย์จนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัว  ทรงสละราชสมบัติ  และทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น  การเกิดรัฐประหารของกลุ่มทหาร  พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา   การเกิดกฎบวรเดช   และเป็นช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่  ๒  ในปีพ.ศ. ๒๔๘๘  จอมพล ป. พิบูลสงคราม หัวหน้ารัฐบาลในขณะนั้นต้องตกเป็นจำเลย  ในคดีอาชญากรสงคราม  ทำให้แกนนำในกลุ่มคณะราษฎรขาดผู้นำ  (   ผู้นำคณะราษฎรกลุ่มพลเรือน  นำโดย     นายปรีดี พนมยงค์ ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุด  คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ ประกาศใช้เมื่อวันที่  ๑๐  พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙  )  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช ๒๔๗๕  รวมระยะเวลาการใช้ตั้งแต่  ๑๐  ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕  ถึง ๙  พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙    รวมระยะเวลา ๑๓  ปี  ๕  เดือน 

 

ฉบับที่ ๓  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๔๘๙   

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  ๒๔๘๙  ถูกร่างโดยนายปรีดี  พนมยงค์ และคณะ   โดยในขณะนั้นนายปรีดี  พนมยงค์  ดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๘  ได้ปรึกษานายกรัฐมนตรี  นายควง  อภัยวงศ์ (ในขณะนั้น)   เรื่องการใช้รัฐธรรมนูญ  ฉบับที่  ๒  ได้ใช้มานานแล้วประกอบกับเหตุการณ์บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปมากสมควร เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับเหตุการณ์บ้านเมือง และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น  ดังนั้นรัฐบาลของนายควง  อภัยวงศ์  ได้เสนอแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญเพื่อขออนุมัติต่อสภาผู้แทนราษฎร  ในวันที่  ๑๙  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘  โดยสภาผู้แทนราษฎร  ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ   เพื่อศึกษาในรายละเอียด  ต่อมารัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชได้จัดตั้งคณะกรรมการ     เพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญและเมื่อเสร็จแล้วก็นำเสนอต่อสภาผู้แทน ราษฎรเพื่อขอประกาศใช้

                ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๔๘๙  ลงวันที่ ๙  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๘๙  มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๐  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๘๙  มีบทบัญญัติทั้งสิ้น  ๙๖  มาตรา  รัฐบาลของนายปรีดี  พนมยงค์  ได้ให้เหตุผลในการนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒   ว่าเพื่อแก้ไขบทเฉพาะกาล ว่าด้วยการต่ออายุสมาชิกประเภท ๒ ออกไปจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๕และเพื่อปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ ซึ่งได้ใช้มา ๑๓ ปี ๕  เดือน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้เพื่อทำให้ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ ปรารถนาจะให้ประชาชนของพระองค์       เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์  ดังมีสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้  คือ 

              ๑.  ใช้หลักการปกครองระบบรัฐสภา

๒.     รัฐสภามี  ๒  สภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนและพฤฒสภา

๓.     สภาผู้แทนมีสมาชิกจำนวน ๑๗๘ คน ประกอบด้วยสมาชิกประเภทที่ ๑ ในรัฐสภาชุดที่  ๕  จำนวน ๙๖ คน และได้มีการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอีก ๘๒ คน เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๔๘๙ เป็นการเลือกตั้งใน ๔๗ จังหวัดโดยวิธีแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละเขตเลือกตั้งให้มีผู้แทนราษฎรได้หนึ่ง คน

๔.     พฤฒสภา มีสมาชิกจำนวน ๘๐ คน มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙

๕.     พฤฒสภา  ทำหน้าที่แสดงความคิดเห็นหรือยับยั้งเรื่องใดๆ   ที่มีความเห็นแตกต่างกันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากราษฎรเลือกตั้งโดยตรง มีบทบัญญัติห้ามมิให้เป็นสมาชิกเดียวกันทั้งสองสภาแต่อำนาจของพฤฒสภามีแค่ เพียงการยับยั้งร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร  และมีอำนาจในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร  คือ  ไม่มีอำนาจลงมติ   ไม่ให้ความไว้วางใจคณะรัฐมนตรี  อันจะเป็นผลให้คณะรัฐมนตรีต้องลาออก

๖.      ห้ามไม่ให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ในขณะเดียวกัน

๗.      มีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการรวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

๘.     มีหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา  ในการพิจารณาพิพากษาคดี

๙.      มีตุลาการรัฐธรรมนูญ     ซึ่งรัฐสภาแต่งตั้ง    เพื่อวินิจฉัยกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ  

๑๐.  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี  ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

             บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒   

                        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดกล่าวคือแยกข้า ราชการประจำออกจากข้าราชการการเมือง  ให้หลักประกันเสรีภาพของปวงชนชาวไทยโดยการให้เสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรค การเมืองและมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย   พรรคการเมืองมี  ๑๑  พรรค  โดยอาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา  ๑๔  การกำหนดให้พฤฒสภามีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม  และทำหน้าที่เป็นเพียงพี่เลี้ยงของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น

             ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  

                รัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ. ๒๔๘๙  เป็นฉบับแรกที่ใช้ระบบ  สองสภา  เป็นรัฐธรรมนูญที่ ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด  อาจจะเป็นเพราะมีอายุการใช้เพียง  ๑  ปี ๕  เดือน   ๒๘ วันและถูกยกเลิกโดยการทำรัฐประหารเมื่อวันที่  ๘  พฤศจิกายน ๒๔๙๐  โดย”คณะทหารของชาติ”  นำโดย  พลโทผิน  ชุณหะวัณ  พลอากาศโทหลวงกาจ  สงคราม  ( กาจ  เก่งระดมยิง  )  พลตรีสฤษดิ์  ธนะรัชต์  พลตรีเผ่า  ศรียานนท์ ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ    ซึ่งอ้างสาเหตุจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม  ข้าวยากหมากแพง  การคอรัปชั่น เป็นต้น โดยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว  พ.ศ. ๒๔๙๐  ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น  “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่มแดง”    

ฉบับที่ ๔  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๔๙๐ ประกาศใช้วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยจอมพล  ป.  พิบูลสงคราม  ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยในนามหัวหน้าคณะรัฐประหาร  มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น ๙๘ มาตรา มีหลักการและกลไกในการปกครอง คล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ.  ๒๔๘๙  คือ  ใช้หลักการของ  “การปกครองระบบรัฐสภา” 

                ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

                ๑.  มีคณะอภิรัฐมนตรี ( คล้ายคณะองคมนตรี ) จำนวน  ๕  คน  มีฐานะเป็นผู้บริหารในพระองค์ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ใน ราชการแผ่นดิน 

                ๒.  รัฐสภามี ๒ สภาประกอบด้วย  วุฒิสภา  และสภาผู้แทน

                ๓. วุฒิสภา มีสมาชิกจำนวน ๑๐๐ คน มาจากการแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐

                ๔. สภาผู้แทน มีสมาชิกจำนวน ๙๙ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง        เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๔๙๑โดยวิธีรวมเขตจังหวัดและถือจำนวนประชากรสองแสนคนต่อผู้แทนราษฎรหนึ่งคน และในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๙๒  ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นใน ๑๙ จังหวัด โดยวิธีรวมเขตจังหวัด  และถือจำนวนประชากรหนึ่งแสนห้าหมื่นคนต่อผู้แทนราษฎรหนึ่งคน

                ๕. ไม่มีบทบัญญัติห้ามข้าราชการประจำเป็นสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกัน

                ๖.  ในการบริหารประเทศ คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกอย่างน้อย  ๑๕  คนแต่ไม่เกิน  ๒๕  คน  นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ โดยประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ

                ๗.  มีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  และการนับถือศาสนา

                ๘.  ห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีในขณะ เดียว กันไม่ได้  แต่ไม่ได้ห้ามสมาชิกวุฒิสภา

                ๙. วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์และเป็นข้าราชการประจำในขณะเดียวกันได้

                บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)  พ.ศ. ๒๔๙๐

                รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทบัญญัติหลายประการที่ขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย  อาทิเช่น  การไม่แยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง  การให้วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง  และให้มีอำนาจเกือบเท่าเทียมกับสภาผู้แทนราษฎรและ การไม่รับรองเสรีภาพของประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมืองเหล่านี้ล้วนเป็น หลักการที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย  เป็นลักษณะของการถอยหลังเข้าคลองนั่นเอง  เพราะเท่ากับให้โอกาสแก่ฝ่ายบริหารมีอิทธิพลเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ  และเป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ  ของประชาชนให้น้อยลงไปด้วย  เพราะประชาชนจะไม่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ทำให้ ไม่สามารถที่จะเรียกร้องหรือ รักษาสิทธิเสรีภาพของตนไว้ได้

                อย่างไรก็ดีรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่มีบัญญัติให้จัดตั้ง  สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก  ในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญไทย  ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสี่สิบคน คือ  จากวุฒิสมาชิก  ๑๐  คน  จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ๑๐  คน  และเลือกตั้งจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนด คุณสมบัติแตกต่างกัน ๔  ประเภท ๆ ละ ๕ คน ซึ่งนับเป็นสิ่งดีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น เป็นครั้งแรก  และได้ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย โดยร่างเสร็จเมื่อวันที่ ๒๕  ธันวาคม ๒๔๙๑  เสนอขอให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบในวันที่  ๒๘  มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ และคณะอภิรัฐมนตรีซึ่งทำหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการได้ลงนามประกาศใช้  เมื่อวันที่  ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๓

                ฉบับที่  ๕  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๔๙๒

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. ๒๔๙๒  ลงวันที่  ๒๓  มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๙๒  ถึงวันที่ ๒๙  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๔  รวมการใช้ ๒ ปี ๘ เดือน ๖ วัน โดยมีจอมพล  ป.  พิบูลสงคราม  เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว  พ.ศ. ๒๔๙๐  แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่  ๒ )  พ.ศ. ๒๔๙๑  มีบทบัญญัติทั้งสิ้นจำนวน ๑๘๘ มาตรานับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญฉบับ นี้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่ได้ประกาศใช้ กล่าวคือ  เป็นการร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๔๐ คนเป็นสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งจากบุคคลประเภทต่างๆ ที่มีคุณสมบัติต่างกัน และในการร่างนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ประชุมกันอย่างเปิดเผยโดยเปิดโอกาสให้ ประชาชนผู้สนใจเข้าฟังการประชุมได้  รวมทั้งมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและ  มีการนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนานาประเทศประกอบในการยกร่างอีกด้วยการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีความละเอียดรัดกุม รอบคอบ  และมีเจตนาที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

                ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ   คือ   

                ๑. มีหลักประกันการได้มาหรือเสียไปของผู้มีสัญชาติไทยโดยกำหนดว่าการได้มาและ เสียไปซึ่งสัญชาติต้องเป็นไปตามกฎหมาย  ทำให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถถอนสัญชาติได้ตามอำเภอใจรวมทั้งได้วางหลักประกัน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้มั่นคงยิ่งขึ้น  มิให้ฝ่ายบริหารละเมิดได้ง่ายเกินไป  เช่น    บุคคลใดเห็นว่าตนถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  บุคคลนั้นหรือบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ของบุคคลนั้นมีสิทธิร้องขอให้ศาล พิจารณาปล่อยบุคคลนั้นจากการคุมขังได้

                ๒.  ยกย่องฐานะของพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เคารพสักการะมากขึ้นโดยมีบทบัญญัติ ห้ามฟ้องร้องกล่าวหาไม่ว่ากรณีใด ๆ  โดยเด็ดขาด  และให้ทรงเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของทหารทั้งปวงผู้ใช้กำลังทหารเพื่อนการรบ หรือการสงครามหรือเพื่อปราบจลาจล  ต้องขอพระบรมราชโองการก่อนจึงสั่งการได้  และยังเพิ่มพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาทูลเกล้าให้ทรงลงพระปรมาภิไธย รวมทั้งเพิ่มพระราชอำนาจให้ทรงสามารถใช้อำนาจบริหารบางอย่างได้ตามพระราช อัธยาศัย   คือ  อำนาจในการแต่งตั้งวุฒิสภา  ซึ่งบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา

                ๓. มีองคมนตรีมีหน้าที่ ถวายคำปรึกษา แก่องค์พระมหากษัตริย์ และหน้าที่อื่นตาม รัฐธรรมนูญกำหนด  โดยการแต่งตั้งองคมนตรีให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

                ๔.  ให้บทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน   เช่น     บุคคลย่อมมีเสรีภาพในร่างกาย  ในการพูด การเขียน  การพิมพ์และการโฆษณา

                ๕. ห้ามสมาชิกวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้เป็นข้าราชการประจำในขณะเดียวกัน  เป็นบทบัญญัติที่แยกข้าราชการประจำและการเมืองออกจากกันโดยเด็ดขาด  ซึ่งมีเหตุผลที่ดีที่ควรแยกหรือห้ามไม่ให้ข้าราชการประจำเป็นวุฒิสมาชิกหรือ สภาผู้แทนราษฎรในเวลาเดียวกัน    

                ๖. รัฐสภาประกอบด้วย ๒ สภา ได้แก่ วุฒิสภา ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จำนวน ๑๐๐คน รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาด้วย และสภาผู้แทนราษฎรสมาชิก มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนอยู่ในตำแหน่งวาระละ ๔ ปีและต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ หรือตำแหน่งใดๆในหน่วยงานของรัฐ และห้ามไม่ให้บุคคลเป็นสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในขณะ เดียวกัน  นอกจากนี้กำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา  ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นรองประธานรัฐสภา

                ๗.  บทบัญญัติห้ามรัฐมนตรีเป็นข้าราชการประจำซึ่งเป็นหลักการที่ดีเพื่อป้องกัน ทหารประจำการไม่ให้เป็นรัฐมนตรีและเป็นการห้ามข้าราชการพลเรือนด้วย  รวมทั้งการห้าม   รัฐมนตรีทำการค้าหรือรับประโยชน์ใดจากบริษัทหรือองค์การใดที่ดำเนินธุรกิจ เพื่อหากำไร   และการห้ามรัฐมนตรีรวมทั้งสมาชิกรัฐสภามีตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ  หรือรับสัมปทานจากหน่วยราชการ  หรือประโยชน์ใด ๆ  จากรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษนับเป็นบทบัญญัติที่ช่วยสร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้ กับประชาชน  ซึ่งจะทำให้รัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกว้างขวางยิ่งขึ้น

                ๘.  ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ชี้ขาดการขาดจากสมาชิกภาพของสภาผู้แทน เป็นการให้คนกลางตัดสิน  คณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วย  ประธานวุฒิสภา  ประธานสภาผู้แทน  ประธานศาลฎีกา  อธิบดีศาลอุทธรณ์  อธิบดีกรมอัยการ  และบุคคลอื่น  ๔  คน  ซึ่งรัฐสภาแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในทางกฎหมาย   เพื่อให้ตุลาการรัฐธรรมนูญอยู่ในฐานะที่เป็นกลางมากขึ้น

                ๙.  เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้มีวิธีการให้ประชาชนออกเสียงประชามติในเรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม  โดยกำหนดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

         บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช   ๒๔๙๒ 

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๔๙๒ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของไทยที่ได้ประกาศออกมาเพราะมีมาตรการ หลายประการที่จะก่อผลดีต่อประเทศ  รวมทั้งหลักการต่าง ๆ ที่เป็นประชาธิปไตยอันจะเป็นการสร้างเสริมระบอบประชาธิปไตยให้เจริญมั่นคง  แต่ก็ถูกยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ภายใต้การนำของพลเอกผิน ชุณหะวัณ และ จอมพล  ป  พิบูลสงคราม  เมื่อวันที่ ๒๙  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๙๔         ได้สำเร็จ  เป็นการรัฐประหารเงียบและนำรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕กลับมาใช้โดย จอมพล ป พิบูลสงคราม  เป็นนายกรัฐมนตรีโดยกำหนดให้มีสภาเดียวประกอบด้วยสมาชิกสองประเภทคือ สมาชิกประเภทที่ ๑ และสมาชิกประเภทที่ ๒         สำหรับเหตุผลที่คณะรัฐประหารนั้นอ้าง คือ  รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๕ ให้สิทธิและเสรีภาพมากเกินไป  ทำให้รัฐบาลไม่สามารถป้องกันลัทธิคอมมิวนิสต์ได้  แต่เหตุผลที่แท้จริงอยู่ที่ข้อห้ามมิให้รัฐมนตรีและสมาชิกสภาหาประโยชน์จาก รัฐ  และการห้ามข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน 

ฉบับที่  ๖   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  แก้ไขเพิ่มเติม  พุทธศักราช ๒๔๙๕

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  แก้ไขเพิ่มเติม  พ.ศ.  ๒๔๙๕ ลงวันที่  ๘  มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ถึงวันที่  ๒๐ ตุลาคม  ๒๕๐๑ รวม ๕ ปี ๑๐ เดือน  ๑๔  วัน มีจอมพล   ป.พิบูลสงคราม  เป็นนายกรัฐมนตรี    มีหลักการที่เป็นการผสมระหว่างหลักการของรัฐธรรมนูญ   พ.ศ. ๒๔๗๕  และรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๔๙๒  เพราะถึงแม้จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ     พ.ศ. ๒๔๗๕  แต่มีข้อความที่แก้ไขเพิ่มเติมมาก และบางเรื่องไม่เคยปรากฏอยู่ในหลักการของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕  เลย เช่น  การมีคณะองคมนตรี การกำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ  หรือการกำหนดให้มีตุลาการรัฐธรรมนูญ ฯลฯ  รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี  ๑๒๓  มาตรา  เป็นมาตราจากรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๔๗๕ รวม  ๔๑ มาตรา  และมีมาตราใหม่  ๘๒  มาตรา  และหลักการสำคัญที่เหลืออยู่  คือ  การมีสภานิติบัญญัติสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎรและการมีสมาชิก  ๒  ประเภท ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นการรวมหลักการและแนวการปกครองของรัฐธรรมนูญ ฉบับ          พ.ศ.  ๒๔๗๕  และ  พ.ศ.  ๒๔๙๒  เข้าด้วยกัน

           ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

           ๑. สิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครองน้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๙๒  และได้เพิ่มข้อจำกัดการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยทั่วไป โดยจะใช้ให้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญมิได้  ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ดีมากและ  มีบทบัญญัติรับรองเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง  ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๔๙๒

           ๒.  มีสภาเดียว  คือ  สภาผู้แทนราษฎร  อยู่ในตำแหน่งวาระละ  ๕  ปี   ประกอยด้วยสมาชิก ๒  ประเภท  คือประเภท  ๑  มาจากการเลือกตั้งจำนวน ๑๖๐ คน และสมาชิกประเภท  ๒  มาจากการแต่งตั้งจำนวน ๑๒๓  คน

                ๓.   กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีได้ โดยไม่ต้องลาออกจากการเป็น สมาชิกภาพและข้าราชการประจำสมามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้

                ๔.   ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของสภาผู้แทนราษฎรกระทำได้โดยตั้งกระทู้ถาม เปิด    อภิปรายทั่วไปเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น โดยไม่มีการลงมติและเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือคณะ  ส่วนในด้านคณะรัฐมนตรีมีวิถีทางขอรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก  และขอรับมติ ยืนยันความไว้วางใจจาก   สภาผู้แทนฯ ได้

                ๕.   มีบทเฉพาะกาลกำหนดในเวลา ๑๐ ปี ให้มีสมาชิก ๒ ประเภทดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว ๕ ปี  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดใดที่ประชาชนได้รับการศึกษาจบประถมศึกษาเกิน กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนั้นให้สมาชิกประเภทที่  ๒  ออกจากตำแหน่งเท่าจำนวนสมาชิกในจังหวัดนั้นและให้เลือกสมาชิกประเภทที่1 มีจำนวนเท่ากันเพิ่มขึ้นซึ่งเท่ากับเป็นการเร่งเร้าราษฎรใน    จังหวัดนั้น ๆ  ให้รับศึกษาจบประถมศึกษา  เพื่อเป็นการลดสมาชิกประเภทที่  ๒ และให้คงมีแต่สมาชิกประเภทที่ ๑  อยู่ในสภาเท่านั้น

                บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๖

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช   ๒๔๗๕  แก้ไขเพิ่มเติม  พุทธศักราช  ๒๔๙๕ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ประโยชน์ต่อ  จอมพล  ป. พิบูลสงครามเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้ จอมพล  ป. พิบูลสงครามยังปล่อยให้มีการเลือกตั้งสกปรก เมื่อวันที่  ๒๖ กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๐๐    ทำให้เกิดความแตกแยกและขัดแย้งระหว่างจอมพล  ป. พิบูลสงคราม กับ  จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์    ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น  ในเรื่องขอให้  จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ถอนตัวจากธุรกิจ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีและได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจวันที่  ๑๖  กันยายน พ.ศ.  ๒๕๐๐  รวมเวลา  ๕  ปี  และ  ทำการขับไล่รัฐบาล  จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพล.ต.อ.เผ่า   ศรียานนท์  ต้องออกจากประเทศเป็นอันสิ้นสุดการใช้  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช   ๒๔๗๕  แก้ไขเพิ่มเติม  พุทธศักราช ๒๔๙๕  ต่อมาคณะรัฐประหาร ขอให้มีพระบรมราชโองการให้คงใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๙๕ ต่อไป โดยมีเงื่อนไขดังนี้ 

๑.      ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสมาชิกประเภท๑และประเภทที่ ๒ 

สิ้นสุดลงและแต่งตั้งสมาชิกประเภท  ๒ ขึ้น  จำนวน  ๑๒๓  คน  ( เท่าจำนวนสมาชิกประเภท ๑)

๒.    ให้ราษฎรเลือกตั้งสมาชิกประเภท ๑ ภายใน ๙๐  วัน   รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ถูก

ยกเลิกไปทันทีเพียงแต่ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน  โดยนายพจน์  สารสิน  เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๑๕  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์    ได้จัดตั้งพรรคชาติสังคม  ขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จ  พรรคชาติสังคม  แต่งตั้งพลโทถนอม   กิตติขจร  เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ พลโทถนอม กิตติขจร  ไม่สามารถบริหารประเทศตาม  รัฐธรรมนูญนี้ได้  ดังนั้นในวันที่  ๒๐  ตุลาคม  ๒๕๐๑  ก็ได้มีการยึดอำนาจโดยคณะปฏิวัติ    นำโดย  จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์  ซึ่งได้ทำการปกครองประเทศโดยวิธีการใช้ “ประกาศคณะปฏิวัติ”  ตามอำนาจปฏิวัติเป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศ  ตั้งแต่วันที่  ๒๐   ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑  ถึงวันที่  ๒๗ มกราคม  ๒๕๐๒  รวมมีประกาศคณะปฏิวัติ  ๕๗  ฉบับ  ที่มีความสำคัญมากที่สุด  คือ  ฉบับที่  ๑-๔   ซึ่งคณะปฏิวัติแสดงให้ทราบถึงเหตุผลและความมุ่งหมายในการยึดอำนาจการปกครอง  และยกเลิกรัฐธรรมนูญ  ๒๔๙๕

                การปกครองเป็นไปโดยวิธีนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑  จนกระทั่งถึงวันที่    ๒๗  มกราคม  พ.ศ. ๒๕๐๒  ( รวมเป็นเวลา ๓  เดือนกับ ๗  วัน)  จึงได้มี  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  ลงวันที่  ๒๘  มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒  ประกาศใช้ออกมา  กล่าวโดยสรุปก็คือ  เป็นการใช้อำนาจแบบเผด็จการโดยหัวหน้าคณะปฏิวัติ  เป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบริหาร  และอำนาจตุลาการ  ในขณะเดียวกัน   

ฉบับที่  ๗  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช ๒๕๐๒

                ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พ.ศ. ๒๕๐๒  ลงวันที่  ๒๘  มกราคม  พ.ศ.๒๕๐๒  ถึง  ๒๐  มิถุนายน  ๒๕๑๑ รวม  ๙  ปี  ๔  เดือน  ๒๓  วัน  รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะที่มุ่งหวังจะใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว  มีบทบัญญัติสั้น ๆที่จำเป็นเพียง ๒๐ มาตรา กำหนดให้มี  สภาเดียว  เรียกว่า  “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”  มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ และมีฐานะเป็นรัฐสภาทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติด้วย  ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๒๔๐ คน  เป็นข้าราชการประจำเกือบทั้งหมด  และเป็นนายทหารจำนวนกว่า  ๓  ใน  ๔  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์  โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อ 

                ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

                ๑. ประกาศความเป็นประชาธิปไตยอย่างเดิม  โดยบัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย

                ๒. ไม่มีสถาบันหนึ่งสถาบันใดมาจากราษฎรเลย  ไม่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร เพราะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งทั้งสิน

                ๓. เป็นการปกครองโดยฝ่ายบริหาร คณะปฏิวัติจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และทำหน้าที่รัฐสภา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามการเสนอของคณะ รัฐมนตรี  ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกัน  การประชุมของ สภาร่างรัฐธรรมนูญกระทำอยู่เสมอ  ไม่มีการปิดสมัยประชุม

                ๔. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรี   ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี แต่จะทรงถอดถอนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ และมีบทบัญญัติห้ามนายกรัฐมนตรีและ   รัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  เป็นการแยกฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกัน  แต่ไม่มีบทบัญญัติห้ามข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรี นั่นคือไม่แยกราชการประจำออกจากราชการการเมือง

                ๕. มีบทบัญญัติที่ถือว่าใหม่สำหรับรัฐธรรมนูญของไทย คือ  บทบัญญัติมาตรา  ๑๗  ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง  คือ ให้มีอำนาจทั้งทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และตุลาการ  โดยบัญญัติว่า“ในระหว่างที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการ กระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร  หรือราชบัลลังก์ หรือกระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายก่อกวน  หรือนายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใด ๆ  ได้  และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่ง  หรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย  เมื่อนายกรัฐมนตรีมิได้สั่งการ หรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้ว  ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ”อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ นี้  ได้มีการลงโทษบุคคลในกรณีต่าง ๆ  มากมาย  อาทิเช่น  คดีวางเพลิง  คดีค้ายาเสพติดเป็นต้น

                ๖.  รัฐสภามีสภาเดียวมีจำนวน ๒๔๐ คนทำหน้าที่นิติบัญญัติและร่างรัฐธรรมนูญ

                บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่๗ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช  ๒๕๐๒         รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ  ต้องการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือทางกฎหมายให้แก่รัฐบาล  ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ผู้นำฝ่ายทหารใช้ทำการปกครองประเทศให้เป็นไปตามต้อง การของคณะซึ่งประกอบไปด้วยคณะข้าราชการ โดยเฉพาะทหารจึงอาจกล่าวได้ว่าการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการ ปกครองในระบบ“รัฐบาลโดยข้าราชการ”(Bureaucratic  Government)   ฉะนั้น   จึงปรากฏว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามรักษารัฐธรรมนูญฉบับนี้  ไว้ได้นานถึง  ๙  ปีเศษ  ทั้ง ๆ  ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว  ซึ่งเป็นผลให้การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต้องหยุดชะงักงันใน ระหว่างการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ.  ๒๕๐๒  นี้เอง

สำหรับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่  ๗ นี้ อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการโดยคนๆ เดียว (Authoritarianism) ในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีสามารถสั่งประหารชีวิตผู้กระทำความผิดตามมาตรา  ๑๗  โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาในชั้นศาล  เป็นรัฐธรรมนูญที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน  และ ปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างสิ้นเชิง 

                        ภายหลังการอสัญกรรมของ    จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัตช์ เมื่อวันที่   ๘  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๐๖  จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลชุดใหม่คือรัฐบาลชุดจอมพลถนอม  กิตติขจร ก็ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการปกครองมาจนกระทั่ง สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญ  ฉบับถาวรเสร็จในปี  พ.ศ. ๒๕๑๑  ซึ่งรวมเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร  พ.ศ. ๒๕๑๑  เกือบ ๑๐  ปี  จึงได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่  ๘

             ฉบับที่ ๘     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๑๑

             รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑  ประกาศใช้วันที่  ๒๑  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๑๑ ถึง  ๑๗  พฤศจิกายน  ๒๕๑๔  รวมเวลา ๓ ปี ๔ เดือน  ๒๘  วัน  โดยมีจอมพลถนอม  กิตติขจร  เป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติทั้งสิ้น ๑๘๓ มาตรา  เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ระยะเวลาในการร่างยาวนานที่สุด  คือ นานเกือบ  ๙  เดือนเศษ ประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารอีกครั้งหนึ่ง แต่รัฐบาลก็พยายาม สร้างความนิยมชมชอบโดยเลียนแบบการทำงานของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้สังคมในช่วงนั้นดี ยังมีการว่างงานสูง รัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนถูกลิดรอนเสรีภาพมาก

 

            ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

           ๑. ห้ามไม่ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในขณะเดียวกันไม่ได้ (Balance  of Power ) เป็นการเดินรอยตามหลักการที่บัญญัติในธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. ๒๕๐๒  โดยการแยกฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกัน

           ๒. รัฐสภามีสองสภาคือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีเท่าเทียม กับสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้วุฒิสภาเป็นหลักประกัน  ความมั่นคงของรัฐบาล  และให้วุฒิสมาชิกมีจำนวน  ๓  ใน ๔ ( จำนวน ๑๖๔ คน)  ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (  จำนวน  ๒๑๙  คน)  และในการประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมากมายหลายกรณีทำให้อำนาจหน้าที่ของ   สภาผู้แทนราษฎรถูกถ่วงและน้อยลงไปเพราะการร่วมมือของวุฒิสภาเป็นสิ่งจำเป็น และ      เป็นเครื่องแสดงความสำเร็จเรียบร้อยของการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร

            ๓. ไม่ห้ามการที่ข้าราชการประจำจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา  หรือรัฐมนตรีก็เท่ากับเป็นการใช้ข้าราชการประจำเป็นเครื่องมือค้ำประกัน เสถียรภาพของรัฐบาล  คงห้ามแต่เฉพาะการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

            ๔. มีหลักประกันสิทธิเสรีและเสรีภาพของประชาชนไว้คล้ายกับ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๔๙๒  โดยบัญญัติไว้ถึง  ๒๑  มาตรา

            ๕.  ระบอบการปกครองยังคงเป็นระบอบการปกครองโดยรัฐสภามิได้เปลี่ยนหลักการเป็น อย่างอื่นแม้จะถือว่าตำแหน่งรัฐมนตรีกับตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาขัดกัน คือ  ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

            ๖. ไม่มีบทบัญญัติห้ามรัฐมนตรีรับประโยชน์จากรัฐ  ในทำนองที่บัญญัติห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๒  จึงแสดงว่าอนุญาตให้รัฐมนตรีหาประโยชน์จากรัฐได้

            ๗.  ระบบราชการกลายเป็นฐานอำนาจของรัฐบาลโดยปริยาย

                    นอกจากนี้ยังให้อำนาจรัฐบาลในการออกกฎหมายในเวลาฉุกเฉิน หรือในเวลาเร่งด่วน  ซึ่งวิธีการที่คณะรัฐมนตรีจะเลือกทำได้โดยรวดเร็ว  ตามแต่จะเห็นสมควร  ๔  กรณี  คือ

                  ๗.๑  การออกพระราชกำหนดในกรณีที่ไม่สามารถจะเรียกประชุมรัฐสภาได้ทันท่วงที

                  ๗.๒   การออกพระราชกำหนดในกรณีที่อยู่ในระหว่างสภาผู้แทนถูกยุบ

                  ๗.๓  การออกพระราชกำหนดในระหว่างสมัยประชุมรัฐสภาเกี่ยวด้วยการภาษีอากร

หรือเงินตรา

             ๗.๔  การใช้อำนาจนิติบัญญัติทางคณะรัฐมนตรี  โดยการประกาศพระราชโองการให้ใช้

บังคับเช่นพระราชบัญญัติได้

                  บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๘  

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๑๑ จุดอ่อนสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้  ทำให้นักการเมืองอาชีพไม่พอใจ  เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กีดกันไม่ให้ประชาชนและนักการเมืองอาชีพ มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ  แต่กลับไปสนับสนุน ข้าราชการประจำเข้าไปบริหารประเทศจำนวนมาก  จึงเป็นสาเหตุให้นักการเมืองอาชีพหลายคนใช้วิธีที่จะให้การดำเนินงานทาง รัฐสภาไม่ราบรื่น เพื่อต่อรองกับรัฐบาล  เช่น เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในรูปเงินพัฒนาจังหวัด  เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแต่รัฐบาลของ จอมพลถนอมกิตติขจรไม่สามารถตอบสนองเรื่องนี้ได้ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรหลายคนก็ตีรวนในรัฐสภา ทำให้พระราชบัญญัติงบประมาณไม่ผ่านสภาผู้แทนฯ        การทำงานของรัฐบาลล่าช้า  เกิดปัญหาต่างๆ มากมายจึงเป็นเหตุให้ จอมพลถนอม  กิตติขจร  นายกรัฐมนตรี  จึงทำการรัฐประหารตนเอง  เมื่อวันที่ ๑๗  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔  และตั้งตนเองเป็นหัวหน้าปฏิวัติและทำการปกครองประเทศโดยประกาศของคณะปฏิวัติ เป็นเวลา ๑๓  เดือน  จากนั้นเอาจึงนำ  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๐๒มาปรับปรุงและประกาศใช้  เป็นธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร   พุทธศักราช ๒๕๑๕

 ฉบับที่  ๙   ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช  ๒๕๑๕ 

             ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พ.ศ.  ๒๕๑๕  ประกาศเมื่อวันที่  ๑๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๕  ถึง  ๗  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๗  รวม  ๑  ปี  ๙  เดือน  ๒๒  วัน  รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติทั้งสิ้น  ๒๓  มาตรา   มีหลักการสำคัญที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.   ๒๕๐๒กล่าวคือ    ให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว  เรียกว่า  “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ”  ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจำนวน  ๒๙๙  คน มาจากการแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๕ ทำหน้าที่ออกกฎหมายและเป็นรัฐสภา  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอีกด้วย

              ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้  มีดังนี้  คือ

              ๑. ข้าราชการประจำมีสิทธิเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ. ๒๕๐๒

              ๒.  จำกัดเสรีภาพของประชาชน  มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ. ๒๕๐๒

              ๓.  คงไว้ซึ่งมาตรา  ๑๗  ตามรัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ.๒๕๐๒   ซึ่งบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกว้างขวาง  แต่มีขอบข่ายในการบังคับใช้กว้างขวางกว่า  และยังบัญญัติให้ใช้มาตราที่ย้อนหลังบังคับการกระทำดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อน ใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกด้วย

                บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่๙  

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช  ๒๕๑๕  ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งดำเนินการร่างโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน  ๒๙๙  นาย ทำหน้าที่ออกกฎหมายและอนุมัติร่างรัฐธรรมนูญ  ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีอำนาจกว้างขวางแต่ก็ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล ไว้ได้  โดยมีบุคคล  ๑๓  คนได้เรียกร้องให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว  เมื่อวันที่  ๕  ตุลาคม  ๒๕๑๕  ( มิใช่ใช้เวลาร่างนานถึง  ๓  ปี)  รัฐบาลโต้ตอบด้วยการจับกลุ่มบุคคลทั้ง ๑๓ คนในข้อหาบ่อนทำลายความสงบภายในประเทศและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์  ขังโดยไม่มีกำหนด  ยังผลให้ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเรียกร้องให้นิสิตทั่วประเทศไป ชุมนุมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คน โดยไม่มีเงื่อนไขและได้เรียกร้องเพิ่มเติมให้รัฐบาลกำหนดการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญภายในปี พ.ศ.  ๒๕๑๖  แต่การเรียกร้องไม่เป็นผลจึงมีการเดินขบวน  รัฐบาลยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องในตอนค่ำของวันที่  ๑๓  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖  แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ใจของนิสิต นักศึกษา  ประชาชน  จึงพยายามเพื่อขอทราบพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นความจริงที่รัฐบาลยินยอมตามข้อเรียกร้องแต่ในวันที่  ๑๔  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖  กลุ่มนักศึกษาและประชาชนก็เกิดปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจยังผลให้มีผู้เสีย ชีวิตจำนวนมาก  เรียกวันนี้ว่า  วันมหาวิปโยค  จอมพลถนอม   กิตติขจร  ประกาศลาออก  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงประกาศแต่งตั้งนายสัญญา  ธรรมศักดิ์  เป็นนายกรัฐมนตรีในค่ำวันที่  ๑๔  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖  และนายสัญญา  ธรรมศักดิ์ ประกาศจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน  ๖  เดือน      และแต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติขึ้น  เพื่อประชุมเลือกบุคคลที่เหมาะสมแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ  (ชุดใหม่)  และประกาศยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (ชุดเดิม)  เมื่อ  ๑๖  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๖   ดูรูปที่ ๒๒ และ ๒๓

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

      

               รูปที่  ๒๒   แสดงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซึ่งมี

                                  ผู้คน มาชุมชุนกันเป็นจำนวนมาก

 

 

 

               รูปที่  ๒๓   แสดงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซึ่งมี

                                  ผู้ชุมชุนโกรธที่นายจิระ บุญมากถูกยิง และทำให้เหตุการณ์ลุกลาม

                        คณะรัฐมนตรีได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีชุดนั้นได้ร่างขึ้นและคณะ รัฐมนตรีได้พิจารณาเสร็จแล้วเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (ชุดใหม่มีสมาชิกจำนวน ๒๙๙ คน มาจากการเลือกตั้งของสมัชชาแห่งชาติซึ่งมี จำนวน ๒,๓๔๗คน)  เมื่อ  ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๗ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาครั้งแรก  เมื่อ  ๗  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๗   และพิจารณาเสร็จสินลงมติในวาระที่  ๓  ให้นำขึ้นทูลเกล้า ฯ  ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗   และรัฐธรรมนูญนี้ก็ได้ถูกประกาศใช้เมื่อ  ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ 

                  ฉบับที่  ๑๐  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. ๒๕๑๗

               รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๗  ประกาศใช้เมื่อ    วันที่  ๗  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๗   และใช้จนถึงวันที่  ๖  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๙  รวมเวลา  ๒ ปี  มีนายสัญญา  ธรรมศักดิ์  เป็นนายกรัฐมนตรี ( เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังการเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งจนกลายเป็นเหตุสืบเนื่องกรณีเหตุการณ์ ๑๔  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖  ) ทำให้นายกรัฐมนตรีชุดนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน  ๑๘  คนทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ  และสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญจะค่อนข้างคลายคลึงกับรัฐธรรมนูญ  ฉบับพ.ศ.๒๔๙๒  อย่างไรก็ดีรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยอีกฉบับหนึ่งที่เดียว

             ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ 

            ๑.   รัฐสภา  ประกอบด้วย ๒ สภา   มีอำนาจในการออกกฎหมาย   และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า  ๒๔๐  แต่ไม่เกิน  ๓๐๐  คน ( ในครั้งนั้น  ๒๖๙ คน) ทั้งนี้ตามจำนวนราษฎร อยู่ในวาระละ ๔ ปี ส่วนวุฒิสภา  มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ จำนวน ๑๐๐ คน อยู่ในวาระละ  ๖ ปีและจำกัดอำนาจของวุฒิสภาให้ทำหน้าที่ออกกฎหมายและควบคุมการทำงาน ของฝ่ายบริหารได้เฉพาะการตั้งกระทู้ถาม

   ๒. เป็นรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติยาวที่สุดตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมาทุกฉบับ คือ  มีบทบัญญัติ จำนวนถึง  ๒๓๘ มาตรา  จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระมากกว่าฉบับก่อน ๆ

            ๓. ในทางการเมืองมีบทบัญญัติที่รับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างดีมาก  แต่ก็มีบทบัญญัติ ห้ามไว้ว่าบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญให้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญมิได้  ในทางเศรษฐกิจและสังคมก็มีบทบัญญัติที่ก้าวหน้าที่เป็นการส่งเสริมฐานะและ ความเป็นอยู่ของบุคคลในฐานะเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาคกัน

            ๔. มีบทบัญญัติให้หญิงกับชายมีสิทธิเท่าเท่ยมกัน  การสืบราชสมบัติก็เปิดโอกาสให้พระราชธิดาขึ้นครองราชย์ได้

   ๕. ห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมือง

   ๖. นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และรัฐมนตรีอีกอย่างน้อย

กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเท่านั้น

๖.      สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการ

ประจำ และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งซึ่งจะเป็นการขัดกับตำแหน่งหน้าที่  อันจะทำให้ไม่มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่  หรือจะทำให้เสียความยุติธรรม  รวมทั้งจะต้องแสดงทรัพย์สินและหนี้สินต่อประธานรัฐสภาตามกฎหมายบัญญัติด้วย

๗.     การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ   รายจ่ายประจำปีนั้นกำหนดให้สภา

ผู้แทนราษฎร  จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน  ๒๐  วัน  และวุฒิสภาจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน  ๑๕  วัน  จะทิ้งไว้ชักช้าจนข้ามปีเหมือนแต่ก่อนไม่ได้  ( ป้องกันการใช้เกมการเมืองถ่วงงบประมาณ)

๘.     กำหนดให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร(พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง) นับเป็น

ครั้งแรกที่มีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน ในระบอบการปกครองตาม รัฐธรรมนูญของประเทศไทย

๑๐.  ส่งเสริมระบบพรรคการเมืองโดยกำหนดให้ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร  ต้องสังกัดพรรคการเมือง   และเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว   จะลาออกจากพรรคไม่ได้  ( ตัดปัญหา สมาชิกสภาผู้แทนขายตัว )

๑๑. บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภาและแยก

ข้าราชการผู้ทำงานฝ่ายรัฐสภาเป็น  “ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา”  ต่างหากไม่ขึ้นกับคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารดังที่เคยปฏิบัติมา  และให้รัฐสภามีอำนาจควบคุมความประพฤติของสมาชิกรัฐสภา  โดยการตราข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยาบรรณของสมาชิกรัฐสภาด้วย

๑๒.   กำหนดให้มีศาลปกครองและศาลในสาขาอื่นๆจะตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ  เพื่อความเรียบร้อยก้าวหน้าและความสะดวกรวดเร็ว ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ

๑๓.บัญญัติเรื่องความเป็นอิสระของการปกครองท้องถิ่นและการเลือกตั้งผู้บริหาร

ท้องถิ่นโดยประชาชนเอง  ให้มีอิสระในการกำหนดนโยบายปกครองท้องถิ่นของตน และห้ามไม่ให้นักการเมืองระดับชาติ (สมาชิกรัฐสภา) ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่นในขณะเดียวกัน

๑๔.คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจำนวน ๙  คน  มีหน้าที่พิจารณาให้คำวินิจฉัยบทกฎหมาย

ที่ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ  และหน้าที่อื่น ๆ  อีกหลายประการ  มากกว่าที่เคยมีมาแล้ว

๑๕.  หลักการที่ดีอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ   การแก้ไขได้ง่าย   (แม้

รัฐธรรมนูญจะแก้ไขได้ยากกว่ากฎหมายทั่วไป )  ความไม่เหมาะสมมีอย่างใดก็อาจแก้ไขได้ทุกเมื่อ  ตามแต่คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาจะเห็นสมควร  โดยคะแนนเสียงของสมาชิกรัฐสภามากกว่าครึ่งเท่านั้นแทนที่จะเป็นสองในสาม เหมือนที่เคยบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนและ  สร้างเกราะป้องกัน มิให้รัฐธรรมนูญถูกล้มล้างได้ง่าย  โดยบัญญัติห้ามมิให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญอีกด้วย

                บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่  ๑๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๗ 

                ตามที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการและวิธีดำเนินการปกครองคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ  พ.ศ. ๒๔๙๒ รวมทั้งหลักการใหม่ที่บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรก  จึงนับได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด  เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มิได้ร่างขึ้นเพื่อประโยชน์ของกลุ่มผู้ร่างรัฐ ธรรมนูญ  แต่เป็นการร่างโดยคำนึงถึงประชาชนส่วนใหญ่  ที่กำลังมีความตื่นตัวทางการเมืองเป็นการร่างอย่างพิถีพิถันโดยหวังจะให้ เป็น กติกาการปกครองประเทศที่ป้องกันระบบเผด็จการ  แต่ส่งเสริมระบบประชาธิปไตย  อย่างไรก็ดีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรนี้มีอายุการใช้เพียง    ๒  ปีเท่านั้น  ก็ถูกล้มเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครอง  นำโดย พล.ร.อ.สงัด  ชลออยู่  เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๑๙  จากเหตุการณ์หลังช่วง  ๑๔  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๑๖  ประชาชนรวมทั้งนิสิตนักศึกษามีความตื่นตัวทางการเมืองสูง มีการประท้วง คัดค้าน เดินขบวนกันมากมาย ทำให้คณะนายทหารเห็นว่าอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ  ซึ่งรัฐบาลพลเรือนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง วันที่  ๔  เมษายน  พ.ศ. ๒๕๑๙  มีพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้ง  ๑๙  พรรคและ ไม่มีพรรคใดที่ได้รับคะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้  รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมไม่มีเสถียรภาพและรัฐบาล  ในขณะนั้น  ไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ลงได้  จึงมีความจำเป็นที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินจะต้องทำรัฐประหารในวันที่  ๖  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินคือ  พลเรือเอกสงัด  ชลออยู่ และยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๑๗  แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  ฉบับที่ ๑๑ 

                ฉบับที่ ๑๑  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๑๙

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. ๒๕๑๙ ลงวันที่ ๒๒  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๑๙  ถึงวันที่  ๒๐  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๒๐  รวม  ๓๖๕  วัน  รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความยาวทั้งสิ้น ๒๙ มาตรา มีความคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๒  อย่างมาก นายกรัฐมนตรี  คือนายธานินทร์   กรัยวิเชียร  เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจแก่หัวหน้าฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรีและกำหนดให้สภาปฎิรูปการปกครองแผ่นดินทำหน้าที่ฝ่าย นิติบัญญัติ  โดยสภาปฏิรูปการปกครองประกอบด้วยสมาชิก จำนวน  ๓๐๐-๔๐๐ คน ที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด  และอยู่ในวาระละ  ๔ ปี  รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่อนุญาตให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกสร้างมาเพื่อการปกครองเผด็จการโดยฝ่าย บริหารแท้ๆ

              ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ    คือ   

              ๑.  เป็นการปกครอง ระบบสภาเดียว  คือ  “สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน”ทำ หน้าที่เป็นสภานิติบัญญัติและทำหน้าที่ออกกฎหมาย  ประกอบด้วยสมาชิกไม่น้อยกว่าสามร้อยคนแต่ไม่เกินสี่ร้อยคน (มีสมาชิกจำนวน ๒๔ คน) ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามการเสนอแนะของคณะปฏิรูปการปกครอง  โดยมีเอกสิทธิ์และได้รับการความคุ้มครอง

              ๒. การเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่สภา  จะต้องผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติก่อน คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยกรรมการ ๑๒  คน  มาจากรัฐบาล  และสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน  เลือกมาฝ่ายละ  ๖  คน

               ๓.  ห้ามคณะรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และห้าม ข้าราชการประจำมีตำแหน่งทางธุรกิจ

               ๔.  ให้อำนาจเผด็จการแก่ฝ่ายบริหารได้แก่นายกรัฐมนตรี  เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร  นิติบัญญัติและตุลาการได้ตาม มาตรา  ๒๑  เช่นเดียวกับมาตรา  ๑๗  ของรัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ.๒๕๐๒

              ๕. กำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  การเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมาจากคณะรัฐมนตรี  และให้สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พิจารณาเป็น  ๓ วาระ โดยมีการกำหนดไว้อย่างแน่ชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อปรับปรุงโครง สร้างและอำนาจหน้าที่ของ รัฐสภาเท่านั้น         ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะเสนอขอแก้ไขเป็นคราว ๆ  ไป   “ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์”  ในแต่ละระยะ  รวม  ๓  ระยะ ๆ  ละ ๔ ปี  ตามเงื่อนไขดังนี้

                        ในระยะสี่ปีแรก เป็นระยะฟื้นฟูเสถียรภาพของประเทศทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมือง    ให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน  โดยทางสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

                        ระยะสี่ปีที่สอง ให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น  จึงจัดให้มีรัฐสภาที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง  โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินเท่าเทียมกัน

                        ระยะสี่ปีที่สาม   สมควรขยายอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรให้มากขึ้นและควร   ลดอำนาจวุฒิสภาลงเท่าที่จะทำได้ และถ้าราษฎรตระหนักในหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อบ้านเมือง          ในระบอบประชาธิปไตยดีแล้วก็อาจยกเลิกวุฒิสภาให้คงเหลือแต่สภาผู้ แทนราษฎรเท่านั้น

   บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๑๙

                รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติเฉพาะมาตราที่จำเป็นเพียง ๒๙ มาตรา  เป็นการปกครองในรูปของสภาเดียวที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง  ไม่มีวิธีการถ่วงอำนาจหรือการทำให้อำนาจสมดุลกันระหว่างอำนาจทั้งสาม และได้วางแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตย  โดยกำหนดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชน  ๓  ขั้นตอน  ในช่วงระยะเวลา  ๑๒  ปี  แต่ปรากฏว่าอายุการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สั้นที่สุด  คือ  ใช้มายังไม่ทันครบ  ๑  ปี  ก็ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ  (คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเดิม)  เมื่อวันที่  ๒๐  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๒๐  อันเนื่องมาจากบรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมืองมีมาก  รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้  โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนประสบทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นศรัทธาใน รัฐบาล

                        ภายหลังประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ. ๒๕๑๗  คณะปฏิวัติได้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ  ระหว่าง ที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อ วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ 

ฉบับที่ ๑๒  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช ๒๕๒๐

             ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๒๐  ประกาศวันที่ ๙  พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๕๒๐  ถึง  ๒๑  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๑  รวม  ๑ ปี  ๑  เดือน  ๑๓  วัน  มีพลเอกเกรียงศักดิ์  ชมะนันทน์เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว  มีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ  พ.ศ. ๒๕๐๒  ธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับ ๒๕๑๕ และรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๑๙ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติทั้งสิ้น  ๓๒  มาตรา  และธรรมนูญการปกครองฯฉบับนี้ร่างโดยคณะปฏิวัติ  มีเจตนารมณ์เพื่อประกาศใช้เป็นการชั่วคราวและเพื่อรอการเลือกตั้ง  ในปี พ.ศ.  ๒๕๒๑  ตามที่คณะปฏิวัติสัญญาไว้ 

             ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

            ๑. มีสภาเดียวคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญและพิจารณาร่างพระ                ราชบัญญัติซึ่งร่างพระราชบัญญัติเสนอให้เฉพาะคณะรัฐมนตรีพระมหากษัตริย์ทรง แต่งตั้ง สมาชิกในสภานิติบัญญัติตามที่ประธานสภานโยบายแห่งชาติกราบบังคมทูล  จำนวนไม่น้อยกว่าสามร้อยคนแต่ไม่เกินสี่ร้อยคน (จำนวน ๓๖๐ คน มาจากการแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐)

            ๒.  การร่างรัฐธรรมนูญกระทำโดยคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ   ซึ่งสภา นิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้แต่งตั้ง

๓.  มีสภานโยบายแห่งชาติ   ซึ่งหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นประธานสภามีหน้าที่กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ  ให้ความคิดเห็นแก่คณะรัฐมนตรี  เพื่อบริหารงานให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ  นอกจากนั้นยังกำหนดให้ประธานสภานโยบายแห่งรัฐ  สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้

๔.  ห้ามไม่ให้นายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรี  เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและห้าม ดำรงตำแหน่งทางธุรกิจเอกชนเพื่อหากำไร แต่ไม่ห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมือง คงไว้ซึ่งมาตรา  ๒๗  ในการให้อำนาจพิเศษแก่นายกรัฐมนตรี  เช่นเดียวกับมาตรา  ๒๑  ของรัฐธรรมนูญฉบับ  พ.ศ. ๒๕๑๙

บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่๑๒

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช  ๒๕๒๐      ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเช่นเดียวกับ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๒ และฉบับ  พ.ศ. ๒๕๑๕  กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จะไม่มีบทบัญญัติให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนไว้และมีการให้อำนาจ พิเศษแก่นายกรัฐมนตรี และการไม่แยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง  รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีข้อแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับอื่นที่เห็นได้ชัดคือ  ธรรมนูญการปกครอง  พ.ศ. ๒๕๒๐  กำหนดระยะเวลาอายุการใช้ไว้แน่นอน คือ  กำหนดให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร  ฉบับที่ ๑๓  ภายในปี  พ.ศ. ๒๕๒๑  และให้มีการเลือกตั้งภายใน ๑๒๐  วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งแตกต่างจากอายุการใช้ของรัฐ ธรรมนูญฉบับ  ๒๕๐๒  ที่ไม่ได้กำหนดเวลาไว้แน่นอน  ปรากฏว่ามีอายุการใช้เกือบ  ๑๐  ปี  เพราะสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้เวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นเวลาถึง  ๙  ปีเศษชาวไทยจึงได้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่  ๑๓  คือ  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๒๑

                        ฉบับที่ ๑๓  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๒๑ 

                        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๒๑  ประกาศใช้วันที่ ๒๒  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๒๑  มีบทบัญญัติทั้งสิ้น  ๒๐๖  มาตรา ๑๑  หมวด  มีบทเฉพาะกาล  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือพลอากาศเอกหะริน  หงสกุล  ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (  ราชกิจจานุเบกษา  เล่มที่ ๙๕ ตอนที่ ๑๔๖ ฉบับพิเศษลงวันที่ ๒๒  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ร่างขึ้นโดยคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามบทบัญญัติของธรรมนูญการ ปกครอง  พ.ศ. ๒๕๒๐เป็นรัฐธรรมนูญที่บรรจุหลักการและวิธีการในการดำเนินการปกครองตาม ระบอบประชาธิปไตยไว้คล้าย ๆ  กับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๑๗  หลายประการ กำหนดให้มีสองสภาคือวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎร  โดยวุฒิสภามีสมาชิกจำนวน  ๒๒๕ คน  ส่วนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรมีจำนวน ๓๐๑ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒

           ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

          ๑.  ระบอบการปกครอง มาตรา  ๒  ระบุไว้ชัดว่า   “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ซึ่งคำว่า “การปกครองระบอบประชาธิปไตย” มีความหมาย ว่า เป็นการปกครองของประชาชน  โดยประชาชน และเพื่อประชาชน  (Government of the people,  government  by the people and government for the propel) นั่นคืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ว่า  “อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย ฯ” 

           ๒. รัฐสภา  ประกอบด้วย ๒  สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร  มาจากประชาชนเลือกตั้ง  และวุฒิสภา  มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์

          ๓.  ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภาให้อำนาจวุฒิสภาเท่าสภาผู้แทนราษฎร

          ๔.  ให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

     บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๓

    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช๒๕๒๑  รัฐธรรมนูญ ฉบับที่  ๑๓   มีคน

กล่าวว่าเป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ  และใช้เค้าโครงของรัฐธรรมนูญ  ฉบับพ.ศ.  ๒๕๑๗  และในวันที่  ๒๓  กุมาพันธ์  ๒๕๓๔  ได้มีคณะบุคคลเรียกตนเองว่า  คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  โดยมีพลเอกสุนทร  คงสมพงษ์  เป็นประธานสภา  รสช.      โดยการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการปฏิวัติครั้งที่ ๑๗  นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน  ๒๔๗๕  เป็นต้นมาการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้นคณะผู้ก่อการณ์ได้อ้างสาเหตุเดียวกันกับการรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๐๑  คือ  มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง  การทุจริต  การคอร์รับชั่น  ความวุ่นวายและการฉกฉวยโอกาสของพรรคการเมืองและนักการเมือง  มีการแสวงหาผลประโยชน์ของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่เข้าร่วมในคณะ รัฐบาล  จึงเป็นข้ออ้างของฝ่ายทหารในการยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลในวันที่  ๒๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๓๔  และคณะ รสช.ได้แต่งตั้งให้นายอนันท์  ปันยารชุน  เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่  ๑๘  ของประเทศไทย  ต่อมาคณะรัฐบาล   นายอนันท์  ปันยารชุน  ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๓๔  แต่ในช่วงการบริหารประเทศภายใต้เงาของคณะ  รสช.  มีการประกาศใช้  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช  ๒๕๓๔  ก่อนใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร

 

 

                ฉบับที่ ๑๔  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช ๒๕๓๔ 

                ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช  ๒๕๓๔  เกิดจากคณะรักษาความเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)  หรือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญพ.ศ. ๒๕๑๙ จะต่างกันคือ

๑.  มีสภาเดียว  คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง            มีจำนวน  ๒๙๒  คน มาจากการแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ มีหน้าที่สองประการคือ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ และจัดทำรัฐธรรมนูญ

       ๒.  การให้อำนาจประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  อย่างเต็มที่

       ๓. นายกรัฐมนตรีจะกระทำการใดๆ ไม่ได้หากไม่ได้ความเห็นชอบจากประธานสภา

รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ 

                ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร  พุทธศักราช  ๒๕๓๔  ประกาศ ใช้วันที่  ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ( รสช. )นำโดยพลเอกสุจินดา  คราประยูร  เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ  ในวันที่  ๒๓  กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔  ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่  ๑๓  ปี  ๒๕๒๑  และให้สภา  รสช.  ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะผู้ยึดอำนาจได้ร่างรัฐธรรมนูญการปกครองขึ้น  รวมทั้งสิ้น  ๓๓  มาตรา 

                ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  คือ

๑.       ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นรัฐสภามาจากการแต่งตั้ง มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญ

และพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ

๒.    ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกไม่น้อยกว่า ๒๐๐  คนแต่ไม่เกิน  ๓๐๐ 

คน  ไม่มีอำนาจในการควบคุมคณะรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นการยื่นญัตติเปิดอภิปรายหรือการตั้งกระทู้ถาม

๓.     ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งจำนวนไม่เกิน ๒๐ คน

 ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้น  แต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

๔.     ให้มีสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติประกอบไปด้วยบุคคลตามประกาศของคณะ

รสช.

๕.     สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  มีอำนาจหน้าที่ร่วมกับคณะรัฐมนตรีในการ

กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน

๖.      การประชุมร่วมระหว่างสภา  รสช. และคณะรัฐมนตรีให้ประธาน รสช. เป็นประธาน

ในที่ประชุม

๗.     นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี  จะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติมิได้

๘.     ข้าราชการประจำมีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง

๙.      ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจ   ตามมาตรา  ๒๗  ได้

             ในกรณีมีเหตุเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อความมั่นคง  และเพื่อป้องกันการบ่อนทำลายหรือกรณีอื่นให้ประธานรสช.  หรือนายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของการประชุมร่วมระหว่างสภา  รสช.  กับนายกรัฐมนตรี  มีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใด ๆ  ได้  ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ (ซึ่งจะเห็นว่ามาตรา ๒๗ นี้มีลักษณะเช่นเดียว กับมาตราที่ ๑๗ ของรัฐธรรมนูญ  ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ )   สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร  โดยคำนึงถึงการเลือกตั้งทั่วไป  ซึ่งจะมีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๔  โดยการตั้งคณะกรรมมาธิการวิสามัญ  จำนวนไม่เกิน  ๒๐ คน ร่างเสนอต่อสภานิติบัญญัติและผ่อนผันให้ขยายเวลาการจัดการเลือกตั้งออกไปได้ ไม่เกิน ๑๒๐  วัน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้สิ้นสุดยกร่างสำเร็จโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติและ ประกาศใช้เมื่อวันที่  ๙  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔  เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่  ๑๕

                ฉบับที่  ๑๕  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๓๔ 

               รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่  ๙  ธันวาคม  ๒๕๓๔ เป็นปีที่ ๔๖ ในรัชกาลปัจจุบัน  มีทั้งหมด ๑๑  หมวด และมีบทเฉพาะกาล  ที่ให้อำนาจแก่คนบางกลุ่ม  รัฐธรรมนูญ  ฉบับนี้มีบทบัญญัติทั้งสิ้น ๒๒๓  มาตรา  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ  นายอุกฤษ  มงคลนาวิน   ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ    ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน  ๙๐  วัน   (วันที่ ๒๒  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕) จนเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปตาม  รัฐธรรมนูญแล้วปรากฏว่า  ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดได้เสียงข้างมาก  แต่มีพรรคสามัคคีธรรมของ  นายณรงค์  วงศ์วรรณ  มีเสียงมากกว่าพรรคการเมืองอื่น  จึงทำให้นายณรงค์  วงศ์วรรณ  ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี  แต่มีกระแสคัดค้านจากหลาย ๆ  ฝ่าย  รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาว่า  นายณรงค์  วงศ์วรรณ  มีการพัวพันกับการค้ายาเสพติด  จึงต้องให้   พลเอกสุจินดา  คราประยูร  ซึ่งเคยประกาศต่อสาธารณชนว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ต้องลาออกจากตำแหน่ง  และแต่งตั้งนายอานันท์  ปันยารชุน  เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่งจนทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นและประกาศใช้ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน  ๒๕๓๕ 

             ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ คือ

            ๑.  กำหนดให้รัฐสภามี  ๒  สภา  คือ  สภาผู้แทนราษฎร  และวุฒิสภา  สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งจำนวน๓๖๐ คนและวุฒิสมาชิกมีสมาชิกมาจากการแต่งตั้งจำนวน  ๒๗๐ คน

            ๒. กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา  ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา

           ๓.  ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย

           ๔. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหนึ่งคนและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๔๘  คน

           ๕.  คณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานรัฐสภา  ประธานวุฒิสภา  ประธานศาลฎีกา  อัยการสูงสุด และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือสาขารัฐศาสตร์อีก  ๖ คน  ซึ่งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งสภา

           ๖.  การเลือกตั้งให้เป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์

           ๗. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเปิดโอกาสบุคคลภายนอกมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เหมือนกับรัฐธรรมนูญหลาย ๆ  ฉบับ

            แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็ตามนแต่นักประชาธิปไตย หรือบุคคลที่เสื่อมในระบอบประชาธิปไตยยังเห็นว่าควรจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม ให้เป็นไปตามอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  เช่น  ประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ ขึ้น  

             ฉบับที่  ๑๖   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐

            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐ ประกาศใช้เมื่อ  วันที่ ๑๑  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๐  เป็นปีที่  ๕๒  ในรัชการปัจจุบันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ฉบับกฤษีกา  เล่มที่ ๑๑๔  ตอนที่  ๕๕ก  ลงวันที่  ๑๑  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐  มี ๑๒  หมวด  มีบทเฉพาะกาล  มีบทบัญญัติทั้งสิ้น  ๓๓๖  มาตรา   นายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าในช่วงเวลานั้น  คือนายชวน  หลีกภัย  ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง  วันที่  ๒  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘   และประกาศให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปวันที่  ๖  มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔  ได้นายกรัฐมนตรี  คือ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร และเลือกตั้งครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่  ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘นายกรัฐมนตรี  คือ ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มีความเป็นประชาธิปไตยสูง และให้อำนาจฝ่ายบริหารสูงเช่นกัน

            ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ  มีรายละเอียดดังนี้

           ๑. รัฐสภา  มีสองระบบ คือ สภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งของประชาชน   จำนวน     ๕๐๐  คน โดยมาจากบัญชีรายชื่อ (Party list)  ๑๐๐ คน  จากเขตเดียวเบอร์เดียว ๔๐๐  คน  อยู่ในวาระละ  ๔  ปี และวุฒิสภา  มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง  จำนวน  ๒๐๐  คน อยู่ในวาระละ  ๖ ปี อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นระบบ  Parliamentary   Government   โดยใช้หลักดุลแห่งอำนาจ   Balance  of  power

           ๒.  กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร   ต้องจบวุฒิการศึกษา  ระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ทำให้ได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

           ๓.  มีองค์กรอิสระทำหน้าที่สำคัญๆ  เช่น  คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ผู้ตรวจราชการแผ่นดินรัฐสภา  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ศาลรัฐธรรมนูญ  คณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ  เป็นต้น

           ๔.  คณะรัฐมนตรี  ประกอบด้วย  นายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีอื่นไม่เกิน  ๓๕  คน  ทำหน้าที่บริหารประเทศ

           ๕. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี  จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันไม่ได้  และต้องพ้นจาก  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันถัดจากวันที่ครบ  ๓๐  วันนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจภายใน  ๑๕  วันนับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่

          ๖.  การมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐธรรมนูญกำหนดบทบาทหน้าที่ของพลเมืองชัดเจนและยังกำหนดให้มีส่วนร่วมทาง การเมือง ไม่ใช่ทำหน้าที่เลือกตั้งอย่างเดียว

อย่างไรก็ดีรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ มีลักษณะเด่นใน ด้านระบอบการปกครองคือ เป็น การปกครองโดยประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด  ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย  ซึ่งถือเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ  ทั้งนี้โดยมีรัฐสภา  คณะรัฐมนตรีและศาลยุติธรรมเป็นผู้ใช้อำนาจนั้นแทน เป็นการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา  โดยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  รัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยตรง  เป็นการปกครองโดยรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด  รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  ผู้ปกครองได้อำนาจ  ใช้อำนาจและพ้นจากอำนาจตามรัฐธรรมนูญ  กฎหมายอื่นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้และสุดท้ายรัฐธรรมนูญยังกำหนด การปกครองโดยเสรีและเสมอภาค  สิทธิเสรีภาพของประชาชนย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอย่างเสมอภาคกัน ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

ลักษณะเด่นอีกข้อหนึ่งคือ “การประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”  สิทธิเสรีภาพในความเป็นมนุษย์    เป็นสิทธิเสรีภาพเกี่ยวกับชีวิต  ร่างกาย  ความคิดจิตใจ  และความเป็นอยู่ของประชาชนซึ่งถือเป็นสิทธิที่จะอยู่  จะเป็น  หรือเป็นสิทธิที่ติดมากับตัวของประชาชนทั้งหลายตั้งแต่เกิดมาเป็นคน  โดยที่รัฐไม่อาจปฏิเสธความเป็นคนและศักดิ์ศรีความเป็นคนของประชาชนด้วยการ กระทำที่เป็นการล่วงล้ำก้ำเกิน  คุกคาม  หรือละเมิดได้  เช่น  การไม่ถูกลงโทษด้วยวิธีโหดร้าย  ไร้มนุษยธรรม  การมีเสรีภาพภายในเคหสถานส่วนตัว  เสรีภาพการเดินทาง  การนับถือศาสนา  การสื่อสาร  คมนาคม  การแสดงความคิดเห็น  การมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน  และการเลือกถิ่นที่อยู่  เป็นต้น  ที่กล่าวว่าเป็นสิทธิที่จะอยู่  จะเป็น  หรือเป็นสิทธิที่ติดมากับตัวของประชาชน          ก็เพราะเป็นสิทธิที่เป็นส่วนควบติดอยู่กับความเป็นคนตามธรรมชาติ  โดยที่ทุกคนมีอยู่เหมือนกัน     รัฐไม่อาจเข้าไปแทรกแซงให้เกิดความแตกต่างหรือสูญเสียสิทธิอันเป็นเสมือน องค์ประกอบของชีวิต  จิตใจและร่างกายนั้นได้  ดังนั้น  สิทธิเสรีภาพในความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิทธิของคนที่ห้ามไม่ให้รัฐกระทำซึ่ง อาจเรียกสิทธิแบบนี้ได้ว่าเป็นสิทธิที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐ และประกัน “สิทธิ เสรีภาพในความเป็นพลเมือง”  เป็นสิทธิเสรีภาพเกี่ยวกับการที่สามารถเรียกร้องความต้องการขั้นพื้นฐานจาก รัฐในฐานะที่เป็นราษฎรของรัฐได้  ซึ่งรัฐมีหน้าที่ให้การสนองตอบในรูปของบริการสาธารณะ  ถือเป็นสิทธิที่จะเรียกขอได้  หรือเป็นสิทธิที่ตามมากับตัวโดยที่งอกขึ้นมาจากความเป็นพลเมืองหรือเป็น ราษฎรของรัฐ  โดยที่รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบหรือความช่วยเหลือด้วยการละเลยเพิกเฉย ไม่กระทำการตอบสนอง ตามความเรียกร้องต้องการของประชาชนซึ่งรัฐมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองได้  เช่น  สิทธิในการรับการศึกษา  สิทธิของผู้บริโภค  เสรีภาพในการชุมนุมเสรีภาพในการรวมตัวเป็นหมู่คณะ  สิทธิการรับข้อมูล  ข่าวสารจากรัฐ  เสรีภาพการจัดตั้งพรรคการเมือง   สิทธิการรับบริการสาธารณสุขเป็นต้น การประกันอีกประการหนึ่งเรื่อง  “สิทธิ ในความเสมอภาค”  เป็นสิทธิเสรีภาพเกี่ยวกับการได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันจากรัฐ  หรือการไม่เลือกปฏิบัติเว้นแต่การเลือกปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสีย เปรียบ  ผู้ด้อยโอกาส  ได้รับสิทธิโอกาสเท่าเทียมกับคนอื่นได้ซึ่งถือเป็นสิทธิที่จะมีจะเหมือนหรือ เป็นสิทธิเสรีภาพที่ดำรงอยู่นอกตัวของประชาชนโดยที่รัฐ ไม่อาจปฏิเสธความเป็นกลางหรือความเป็นธรรมด้วยการละเลยเพิกเฉยไม่ยื่นมือ เข้าไปหยิบยื่นโอกาสอันพึงมีพึงได้ให้ประชาชน ได้รับอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่มีใครได้เปรียบเพื่ออุดช่องว่างไม่ให้ ความแตกต่างนั้นเป็นเหตุให้เกิดเงื่อนไขของความไม่ยุติธรรมขึ้นในสังคมแต่ ประโยชน์จากความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องสร้างต่อขึ้นมาให้ตัวเอง ในภายหลังหรือไปหาเอาได้ข้างหน้า  เมื่อรัฐได้ช่วยสร้างหลักประกันความยุติธรรมให้แล้ว  ซึ่งอาจเรียกสิทธิแบบนี้ได้ว่าเป็นสิทธิที่เป็นพันธะของรัฐ  และที่สำคัญคือมีองค์กรตรวจสอบโดยวุฒิสภาและองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการ ใช้อำนาจรัฐโดยตรง    องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจรัฐ    เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันบางส่วน  และเป็นองค์กรที่เคยมีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญในอดีตบางส่วน  ซึ่งเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบองค์กรอื่นที่เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจทางการเมืองการปกครองโดยตรง  ประกอบด้วย  วุฒิสภา  ศาลรัฐธรรมนูญ  ศาลปกครอง  คณะกรรมการการเลือกตั้ง  คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

                        ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าฉบับอื่นๆ เป็นรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรกที่มีจุดมุ่งหมายในการยกร่างอย่างชัดเจนคือ ต้องการปฏิรูปการเมือง โดยต้องการแก้ไขปัญหาระบบการเมืองทั้งระบบ และปัญหาของระบบการเมืองไทยมีปัญหาพื้นฐานอยู่ ๓ ประการคือ ปัญหาในเรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหาของระบบตรวจสอบและการถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ และปัญหาระบบบริหารที่ไม่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ แต่เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวมาได้เกือบ ๙ ปีเศษ สังคมไทยพบว่าจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขปัญหาของระบบการเมือง ไม่ได้บรรลุผลเลย แต่กลับสร้างปัญหาใหม่มากมายจากการใช้รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารมาก เกินไป เพราะเกิดการฉกฉวยโอกาส มีช่องว่างที่ทำให้เกิดการทุจริตและการคอรัปชั่น อย่างกว้างขวางเป็นไปอย่างรุนแรง รวมทั้งไม่สามารถเอาผู้กระทำความผิดลงโทษได้เพราะเป็นการคอรัปชั่นในเชิง นโยบาย และในที่สุดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง ก็ต้องสิ้นสุดลงโดยมีทหารก็เข้ามาจัดระเบียบอีกครั้งมีหลายคนเชื่อว่ารัฐ ธรรมนูญ ฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มีความผิดพลาดในการออกแบบรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญมีความยากลำบากในการ แก้ไข ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด เพราะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลและรัฐสภาที่เป็นปัญหาของการปฏิรูปการเมือง เป็นองค์กรในการริเริ่มและพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยังเขียนคลุมเครือไว้ในมาตราสุดท้ายว่า เมื่อครบกำหนด ๕ ปีแล้ว ให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเมือง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญทำรายงานเสนอต่อรัฐบาลและรัฐสภาว่าสมควรจะแก้ไขเพิ่ม เติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีข้อสังเกตว่า องค์กรเหล่านั้นล้วนเป็นองค์กรที่มีอำนาจอยู่ตามรัฐธรรมนูญหรืออีกนัยหนึ่ง เป็นองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดั้งนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในการออกแบบรัฐธรรมนูญย่อม เกิดขึ้นไม่ได้ ข้อสังเกตประการที่สองคือ ทำไมผู้ที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้มีองค์กรอื่นที่มิได้มี ส่วนได้เสีย เป็นผู้พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และกำหนดให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มกันริเริ่มให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวน ๕๐,๐๐๐ คน มีสิทธิริเริ่มเสนอร่างกฎหมายได้
ด้วยเหตุนี้ นอกจากนี้แล้วยังเกิดเกิดระบบเผด็จการทางรัฐสภาโดยนักธุรกิจการเมือง ระบบเผด็จการทางรัฐสภาเป็นระบบที่รัฐบาลมีอำนาจเหนือฝ่ายสภานิติบัญญัติ หรือสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเช่นนี้ เพราะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับให้ผู้สมัคร ส.ส. จะต้องสังกัดพรรคการเมือง และเมื่อได้รับเลือกเป็น ส.ส. แล้ว หากลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนสังกัดหรือถูกขับไล่ออกจากพรรค รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ในเวลาเดียวกันด้วย มาตรการดังกล่าวทำให้พรรคสามารถควบคุม ส.ส.ได้ และภายในพรรคเกิดระบบบังคับบัญชาโดยหัวหน้าพรรค และกรรมการพรรคซึ่งเป็นเจ้าของทุนในการดำเนินการของพรรค และในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จึงทำให้นักธุรกิจการเมืองลงขันรวมทุนขนาดใหญ่ก่อตั้งพรรคการเมือง และรวบรวมผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน ให้เข้าสังกัดพรรคการเมืองของตน และเมื่อสภาพความเป็นจริงในสังคมไทยนั้น ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่อยู่ในชนบทที่มีความอ่อนไหวต่อ อิทธิพลการใช้เงินเพื่อการเลือกตั้ง ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้กลุ่มธุรกิจการเมืองสามารถคุมอำนาจในการ บริหารพรรค และมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศ ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบไร้ประสิทธิภาพเห็นได้อย่างชัดเจนจากรัฐบาลนายก ทักษิณ ชินวัตรสมัยที่ ๒ คือ อำนาจรัฐได้ตกอยู่กับพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มธุรกิจโดยสมบูรณ์ ดังนั้นพรรคการเมืองดังกล่าวจึงไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรการควบ คุม ส.ส. ซึ่งพรรคได้ช่วยเหลือทางการเงินในการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันก็ไม่ประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจของ ตนได้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อถอนทุนคืนจากการใช้เงินในการเลือกตั้งและเพิ่มทุนให้แข็งแกร่งเพื่อ ช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
                        และเมื่อทหารเข้ามาล้มรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๖ กล่าวอ้างว่า “ประกาศให้ยกเลิก[21]รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เสียนั้น ก็โดยปรารถนาจะแก้ไขความเสื่อมศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน ความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและการตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐ ทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยไม่อาจหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ อันเป็นวิกฤติการณ์ร้ายแรงทางการเมืองการปกครอง และปัญหาความขัดแย้งในมวลหมู่ประชาชนที่ถูกปลุกปั่นให้แบ่งแยกแตกกันเป็นฝัก เป็นฝ่าย จนเสื่อมสลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอันเป็นวิกฤติการณ์รุนแรงทางสังคม ไทย แม้หลายภาคส่วนจะได้ใช้ความพยายามแก้ไขวิกฤติการณ์ดังกล่าวแล้วแต่ก็ไม่เป็น ผล กลับมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงขั้นใช้กำลังเข้าปะทะกันซึ่ง อาจมีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อได้ นับว่าเป็นภยันตรายใหญ่หลวงต่อระบอบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และความสงบเรียบร้อยของประเทศ จำเป็นต้องกำหนดกลไกทางปกครองที่เหมาะสมแก่สถานการณ์เพื่อใช้ไปพลางก่อน โดยคำนึงถึงหลักนิติธรรมตามประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การฟื้นฟูความรู้รักสามัคคี ระบบเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การเสริมสร้างระบบการตรวจสอบทุจริตที่เข้มแข็งและระบบจริยธรรมที่ดีงาม การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ พันธกรณีตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ การส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ การดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงขณะเดียวกัน ก็เร่งดำเนินการให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคอย่างกว้างขวางจากประชาชนในทุกขั้นตอน”

ฉบับที่ ๑๗ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๔๙ (ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม ๑๒๓ ตอนที่ ๑๐๒ ก วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙)

เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนพุทธศักราช ๒๕๔๙ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข (คปค.) ได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองจาก แผ่นดินเป็นผลสำเร็จ (ในขณะนั้นเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร)[22] ได้นำความกราบบังคมทูลสาเหตุที่ทำการยึดอำนาจและประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐เสียนั้น ก็โดยปรารถนาจะแก้ไขความเสื่อมศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน ความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและการตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐ ทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นอย่างกว้างขวาง  

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๙ มีสาระ สำคัญดังนี้ 

๑.  มีสภาเดียวคือสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคนซึ่งพระมหา กษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้ แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภาในการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

๒.  คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่ตั้งตามมาตร ๑๔ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำ

๓. คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราช อำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง ชาติถวายคำแนะนำ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำการแต่งตั้งนายก รัฐมนตรีและการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

๔. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันมิได้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดง ความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

๕.  มีมาตราทั้งหมด ๓๙ มาตรา

ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและพิจารณาให้แล้วเสร็จตามมาตรา ๒๙และเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ แล้ว ให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็น ชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน  หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข

การออกเสียงประชามติ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

ผลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐[23]                หน้าที่ของคณะกรรมการตามประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียง ประชามติ พ.ศ.๒๕๕๐ ข้อ ๘ ในการจัดทำประชามติตามมาตรา ๒๙ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ให้คณะกรรมการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการจัดและควบคุมการออกเสียงให้เป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรมนั้น ได้เสร็จสิ้นไปแล้วด้วยความเรียบร้อย โดยผลของการออกเสียงประชามติเพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐ ธรรมนูญ ฉบับปี๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจำนวน ๒๕,๙๗๘,๙๕๔คน คิดเป็นร้อยละ ๕๗.๖๑ เปอร์เซ็นต์ โดยมีผู้ออกเสียงเห็นชอบจำนวน ๑๔,๗๒๗,๓๐๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๖.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ผู้ออกเสียงไม่เห็นชอบจำนวน ๑๐,๗๔๗,๔๔๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๑.๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสถิติดังกล่าวใช้ข้อมูลจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดมาคำนวณ ทั้งรายการบัตรที่นับเป็นคะแนนและบัตรที่ไม่นับเป็นคะแนน  


[1] ปรัชญา  เวสารัชช์,  เอกสารการสอน สถาบันและกระบวนการทางการเมือง , (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,๒๕๓๔. ),หน้า ๕๘.

[2] โกสินทร์  วงศ์สุรวัฒน์,  ความเป็นมาของการปกครองในระบบรัฐสภาและระบบรัฐสภาในประเทศไทย,  พิมพ์ครั้งที่ ๒,

 (กรุงเทพมหานคร  :  แพร่พิทยา , ๒๕๑๘), หน้า  ๓๑.

[3] พงศ์เพ็ญ  ศกุนตาภัย, รัฐธรรมนูญและการปกครอง,  วารสารสังคมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,   ( กรุงเทพมหานคร  : ไทยวัฒนาพานิช  , ๒๕๓๔ ), หน้า ๒-๓..

[4] จรูญ    สุภาพ สารานุกรมรัฐศาสตร์  พิมพ์ครั้งที่  ๓  ( กรุงเทพมหานคร  : ไทยวัฒนาพานิช ๒๕๓๗  ),หน้า  ๗๓

[5] บวรศักดิ์  อุวรรณโณ,  รัฐธรรมนูญน่ารู้  รวมสาระ-คำบรรยายหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย , ( กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน ,๒๕๔๒ ),หน้า ๑๔.

[6] ชาญวิทย์   เกษตรศิริ, ๒๔๗๕ การปฏิวัติสยาม,  พิมพ์ครั้งที่ ๒, ( กรุงเทพมหานคร  :  โครงการตำราสังคมศาสตร์แลมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓  ), หน้า ๑.

[7] ประจักษ์   พันธุ์ชูเพชร,   การเมืองและการปกครองของไทย : มิติทางประวัติศาสตร์ และสถาบันทางการเมือง,พิมพ์ครั้งที่ ๓,( กรุงเทพมหานคร : มายด์ พับลิชชิ่ง,๒๕๔๓ ), หน้า ๑๕๘-๑๕๙.

[8] ประจักษ์   พันธุ์ชูเพชร. เล่มเดียวกัน.หน้า ๑๖๐-๑๖๑.

[9] ส่วนงานราชกิจจานุแบกษา สำนักนิติธรรม,สำนักงานคณะรัฐมนตรี, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ฉบับกฤษฏีกา,  ( กรุงเทพมหานคร  : ส่วนงานราชกิจจานุเบกษาสำนักนิติธรรม,สำนักงานคณะรัฐมนตรี, ๒๕๔๐), หน้า ๒.

[10] ส่วนงานราชกิจจานุแบกษา. เล่มเดียวกัน,หน้า ๒.

[11] บวรศักดิ์  อุวรรณโณ  เล่มเดียวกัน, หน้า  ๕๖. 

[12] คณะกรรมกากฤษฎีกา, สำนักงาน, เล่มเดียวกัน , หน้า ๑๑.

[13] บวรศักดิ์  อุวรรณโณ. เล่มเดียวกัน,หน้า ๖๑-๖๒.

[14]จุมพล หนิมพานิช วิวัฒน์  เอี่ยมไพรวันและโกสินทร์  วงศ์สุรวัฒน์, เอกสารการสอนชุดวิชา สถาบันและกระบวนการทางการเมืองไทย, 

(กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , ๒๕๓๔),หน้า ๗๐.

[15] คณะกรรมกากฤษฎีการ, สำนักงาน, หน้า ๑๐๑.

[16] สุภวรรณ    พันธุ์จันทร์,  การเมืองการปกครองของไทย,  พิมพ์ครั้งที่ ๒, (พิษณุโลก : เป็นหนึ่งก๊อปปี้เซ็นต์เตอร์ , ๒๕๓๘),หน้า ๑๗๕.

[17] พระ ราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  พุทธศักราช ๒๔๗๕<http://th.wikipedia.org/wiki/_2475, (สืบค้นข้อมูลวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔)

[18] สุพจน์  ด่านตระกูล, รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์,(กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ,๒๕๔๓), หน้า๑-๑๕.

[19] พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธุ์, เล่มเดียวกัน, หน้า ๑๔.

[20] พระ ราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  พุทธศักราช ๒๔๗๕< http://th.wikipedia.org/wiki/_2475, (สืบค้นข้อมูลวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔)

 [21] http://library2.parliament.go.th/giventake/thaicons.html , สืบค้นข้อมูลวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔.หน้า ๑

[22] http://th.wikipedia.org/wiki/%  สืบค้นปี ๒๕๕๐

[23] “เก็บข่าวมาเล่าผลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ”วารสารการเลือกตั้ง. ฉบับที่ ๗๘, ปีที่ ๘, (ฉบับที่ ๖ของปีงบประมาณ. ๒๕๕๐ ) หน้า ๑๕

Comments