Home

โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่อง  การเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่ากัน

จัดทำโดย

นายเผด็จ           สวิพันธุ์           เลขที่ 5

นายณัฐพล           โสรวาลย์          เลขที่ 22

นางสาวราตรี           สิงห์กวาง           เลขที่ 30

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1

โครงงานวิทยาศาสตร์นี้เป็นส่วนประกอบวิชา วิทยาศาสตร์

ปีการศึกษา  2554  ภาคเรียนที่1

โรงเรียนบางเลนวิทยา  อ.บางเลน  จ.นครปฐม

 

หัวข้อโครงงาน   การเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่า                                                                                                              กัน

 ผู้จัดทำ                      นายเผด็จ                สวิพันธุ์               เลขที่ 5

                                 นายณัฐพล             โสรวาลย์             เลขที่ 22

                                 นางสาวราตรี          สิงห์กวาง            เลขที่ 30

ระดับชั้น                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1        

อาจารย์ที่ปรึกษา       อาจารย์เอมอร  ภิรมย์ชุ่ม

โรงเรียน                    โรงเรียนบางเลนวิทยา

ปีการศึกษา                2554

บทคัดย่อ

      การนำยางมะละกอและน้ำสับปะรดท้องถิ่น  ซึ่งมาศึกษาความนุ่มของเนื้อหมูโดย  ทดลองครั้งแรกใช้ยางมะละกอและน้ำสับประรด  อย่างละ 4 ml และเนื้อหมู 50 กรัม แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน   ทดลองครั้งที่2ใช้ยางมะละกอและน้ำสับประรด  อย่างละ 10 ml และเนื้อหมู 50 กรัม แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน     ทดลองครั้งที่ 3 ใช้ยางมะละกอและน้ำสับประรด  อย่างละ 12ml และเนื้อหมู 50 กรัม แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน   เมื่อทดลองทั้ง 3 ครั้งแล้วไปทำหมูแดดเดียว  แล้วสังเกต 

   จากการทดลองการเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่า                                                                                                              กัน  พบว่า  ยางมะละกอมีช่วยให้เนื้อหมูมีความนุ่มมากกว่าน้ำสับปะรด  แล้วระยะเวลาของยางมะละกอเร็วกว่าน้ำสับปะรด จึงสรุปว่ายางมะละกอที่มีความเข้มข้นมากจะช่วยเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมูได้

กิตติกรรมประกาศ

  โครงงานเรื่อง การเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่ากัน   ผู้จัดทำใคร่ขอบพระคุณตลอดจนการได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์ประจำวิชา  อาจารย์ประจำชั้นทุกท่านในหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ที่ให้ใช้ห้องปฏิบัติการ  เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง  ขอบพระคุณอาจารย์เอมอร  ภิรมย์ชุ่ม  ที่ได้ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ระหว่างทำโครงงาน  ตลอดจนเอกสาร  ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช่ในการศึกษาค้นคว้าและการจัดทำโครงงาน  และขอบพระคุณผู้ปกครองในสมาชิกในกลุ่ม ที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน  และแนะนำจนกระทั่ง โครงงาน ฉบับนี้สำเร็จ

  คณะผู้จัดทำโครงงานเรื่องการเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่ากัน    จึงใคร่ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ดังกล่าวไว้ข้างต้น    ที่นี้เป็นอย่างสูง

                                                   

 

                                                      คณะผู้จัดทำ

 

 

 

 

 

 

บทที่ 1

บทนำ

ที่มาและความสำคัญ

    เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มได้พบปัญหาว่า  การทำหมูแดดเดียว  นั้นเนื้อหมูมีความเหนียวมาก  จึงไม่ค่อยรับประทานกัน  ทางกลุ่มจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับยางมะละกอ และสับปะรดว่า ใช้ในการประกอบอาหารอย่างไร    จึงพบว่า  ยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain  มีสมบัติเป็นกรด  และน้ำสับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์  ซึ่งมีสมบัติเป็นกรดเช่นเดียวกัน และทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  ทางสมาชิกในกลุ่ม ก็คิดเปรียบเทียบ ว่า ยางมะละกอกับน้ำสับปะรด  ว่า สูตรไหนที่ทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่ากัน  หากสำเร็จ ก็จะสามารถเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมูได้   โดยไม่ต้องทิ้ง ยางมะละกอหรือน้ำสับปะรด ไร้ประโยชน์   ด้วยเหตุนี้สมาชิกในกลุ่มจึงสนใจที่จะศึกษาการใช้ยางมะละกอหรือน้ำสับปะรด ที่ช่วยเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมู

 

จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า

1.เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยางมะละกอและน้ำสับปะรดในการช่วยเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมู

2.เพื่อศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมของยางมะละกอและน้ำสับปะรดที่ทำให้เนื้อหมูนุ่มขึ้นเ

3.เปรียบเทียบระหว่างการหมักเนื้อหมูด้วยยางมะละกอและการหมักหมูด้วยน้ำสับปะรด

4.เพื่อนำความรู้ไปใช้ในการเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมู  เพื่อประกอบอาหารและนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

 

สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า

    ยางมะละกอสามารถช่วยเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมู ได้ดีกว่าน้ำสับประรด

ขอบเขตของการค้นคว้า

1.ศึกษาการค้นคว้าเกี่ยวกับการเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมู  โดยการหมักยางมะละกอและหมักโดยใช้น้ำสับประรด

2.เปรียบเทียบอัตราส่วนของยางมะละกอและน้ำสับปะรดที่จะส่งผลให้เนื้อหมูนุ่มขึ้นในเวลาที่เท่ากัน 

3.ระยะเวลาการศึกษาค้นคว้า  ตั้งแต่วันที่ 25  กรกฎาคม  ถึง 2  สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง

ตัวแปรอิสระ    ยางมะละกอ   น้ำสับปะรด

ตัวแปรตาม       ความนุ่มของเนื้อหมู 

ตัวแปรควบคุม  -ปริมาณยางมะละกอ  และน้ำสับปะรด  (ต้องปริมาตรเท่ากัน)

-ภาชนะในการหมักเนื้อหมู

-ปริมาณเนื้อหมู 

-ระยะเวลาในการทดลอง

 

 

  นิยามเชิงปฏิบัติการ

-เนื้อหมู  หมายถึง Pork เป็นเนื้อที่มาจากหมู สามารถนำมาทำอาหาร อย่างเช่น รมควัน นำมาทำอย่าง แฮม เบคอน Prosciutto เนื้อหมูถือเป็นเนื้อที่นิยมบริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ยังนำมาทำอาหารอย่างเช่น ไส้กรอก 

-ยางมะละกอ   หมายถึง   สารชื่อ papain (พา เพน) เป็น enzyme ย่อยเนื้อสัตว์ทำให้เปื่อยแทบไม่ต้องเคี้ยว   มีคนสกัดมาแล้วเป็นผงขาว ของฝรั่งมีขายเรียก meat tenderizer ส่วนมากมีเกลือปนอยู่ด้วยเป็นปริมาณมาก 

-น้ำสับปะรด  หมายถึง  น้ำที่คั้นมาจากผลสับปะรด   น้ำสับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์   ซึ่งมีสถานะเป็นกรด

-ความนุ่มของเนื้อ (tenderness) หมายถึง ความง่ายของการหลุดจากกันของเส้นใยเนื้อจากการเคี้ยว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สามารถวัดได้หลังจากการที่เนื้อผ่านการปรุงให้สุก 
-อัตราส่วนความเข้มข้น  หมายถึง  ปริมาณยางมะละกอ ที่มีผลต่อเนื้อหมู  อัตราส่วน  ยางมะละกอ 4 ml ต่อ เนื้อหมู 50 g

และปริมาตรน้ำสับปะรด   ที่มีผลต่อเนื้อหมู  อัตราส่วน  น้ำสับปะรด   4 ml  ต่อ  เนื้อหมู 50 g

(เป็นอัตราส่วนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทดลอง)

 

 

 

 

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

1.มะละกอ

มะละกอ Papaya

 

มะละกอ ชื่อวิทยาศาสตร์: Carica papyya L. ชื่อวงศ์: CARICACEAE ชื่อสามัญ: Papaya. ชื่อท้องถิ่น: มะก๊วยเต็ด ก๊วยเท็ด 
ลักษณะทั่วไปของมะละกอ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.8 มะละกอใช้ผลบริโภคทั้งผลดิบและผลสุก

การเตรียมดินเพาะกล้ามะละกอ

โดยการใช้ดิน ที่มีส่วนผสมดังนี้ ดินร่วน 3 บุ้งกี๋ ปุ๋ยคอก, ขี้เถ้าแกลบ, ทรายหยาบ อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำ มากรอกลงในถุงพลาสติกขนาด 4×6 หรือ 4×4 นิ้ว ให้เต็ม รดน้ำดินในถุงให้ชุ่ม นำเมล็ดพันธุ์มาหยอดลงในถุง ถุงละ 1-2 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่มดูแลรักษารดน้ำทุกวัน หลังเมล็ดเริ่มงอกแล้วดูแลรักษาต้นกล้าประมาณ 30 วัน ก็สามารถย้ายปลูกในหลุมปลูกได้

การเตรียมแปลงปลูกมะละกอ

มะละกอ เป็นพืชที่มีระบบรากลึกและกว้าง ทำหลุมปลูกระยะห่างระหว่างแถว 2-2.5 เมตร ระหว่างต้น 2 เมตร ตีหลุมลึก 0.5 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมี 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อหลุม ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ทับบนปุ๋ยเคมี นำต้นกล้ามะละกอ ลงปลูกในหลุมกลบโคนเล็กน้อยแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังปลูกเสร็จให้ทำหลักเพื่อยึดลำต้นไม่ให้โยกขณะลมพัด

การดูแลรักษามะละกอ

1.            การให้ปุ๋ย
- ให้ปุ๋ย 15-15-15 หลุมละ 1 ช้อนแกง ทุก 30 วัน
- ให้ปุ๋ย 14-14-21 หลังติดดอกออกผลแล้ว อัตรา 1ช้อนแกง/ต้น/หลุม หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์น้อยลงก็ได้

2.            การให้น้ำ เนื่องจากมะละกอเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่อย่าให้ขาดน้ำ เพราะจะทำให้ต้นแคระแกรน ไม่ติดดอกออกผล การให้น้ำอย่าให้มากเกินไป ถ้าน้ำท่วมขังนาน 1-2 วัน ต้นมะละกอจะเหลืองและตายในที่สุด

3.            การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรมีการพรวนดินกำจัดวัชพืชในช่วงแรก อย่าให้วัชพืชรบกวน

4.            การทำไม้หลัก เพื่อค้ำยันพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม โดยเฉพาะช่วงติดผล

การเก็บเกี่ยว

มะละกอ ถ้าเก็บผลดิบสามารถเก็บได้หลังปลูกประมาณ 5-6 เดือน แต่ถ้าเก็บผลสุกหลังจากปลูกประมาณ 8-10 เดือน ถึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ ให้เลือกเก็บเกี่ยวผลที่กำลังเริ่มสุกมีสีแต้มสีส้มปนเขียวนิดๆ ผลยังไม่นิ่ม

...........................................................................................

 

 

 

2.สับปะรด

สับปะรด (ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ananas comosus) เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากแถวๆทวีปอเมริกาใต้ ลำต้นมีขนาดสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร การปลูกก็สามารถปลูกได้ง่ายโดยการใช้หน่อหรือที่เป็นส่วนยอดของผลที่เรียก ว่า จุก มาฝังกลบดินไว้ และออกเป็นผล เปลือกของผลสับปะรดภายนอกมีลักษณะคล้ายตาล้อมรอบผล

แต่ละท้องถิ่นเรียกสับปะรดแตกต่างกันออกไปเช่น

§  ภาคกลาง เรียกว่า "สับปะรด"

§  ภาคอีสาน เรียกว่า "บักนัด"

§  ภาคเหนือ เรียกว่า "มะนัด, มะขะนัด, บ่อนัด"

§  ภาคใต้ เรียกว่า "ย่านัด, ย่านนัด, ขนุนทอง"

ลักษณะของสับปะรด

 สับปะรดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี ปลูกได้ในดินแทบทุกแห่งในประเทศไทย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เมื่อเจริญเป็นผลแล้วจะเจริญต่อไปโดยตาที่ลำต้น จะเติบโตเป็นต้นใหม่ได้อีก และ สับปะรดสามารถดัดแปลงเป็นไม้ประดับได้อีกด้วย

สับปะรดแบ่งออกตามลักษณะความเป็นอยู่ได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ พวกที่มีระบบรากหาอาหารอยู่ในดิน หรือ เรียกว่าไม้ดิน พวกอาศัยอยู่ตามคาคบไม้หรือลำต้นไม้ใหญ่ ได้แก่ ไม้อากาศต่าง ๆ ที่ไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ที่มันเกาะอาศัยอยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ประดับและพวกที่เจริญเติบโตบนผาหินหรือโขดหิน

ส่วนสับปะรดที่เราใช้บริโภคจัดเป็นไม้ดิน แต่ยังมีลักษณะบางประการของไม้อากาศเอาไว้ คือ สามารถเก็บน้ำไว้ตามซอกใบได้เล็กน้อยมีเซลล์พิเศษสำหรับเก็บน้ำเอาไว้ในใบ ทำให้ทนทานในช่วงแล้งได้

รูปลักษณะ ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 90 - 100 ซม. มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ ซ้อนกันถี่มากรอบต้น กว้าง 6.5 ซม. ยาวได้ถึง 1 เมตร ไม่มีก้านใบ ดอกช่อ ออกจากกลางต้น มีดอกย่อยจำนวนมาก ผล เป็นผลรวม รูปทรงกระบอก มีใบเป็นกระจุกที่ปลาย

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9-29.4 ปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี และมีความชื้นในอากาศสูง

สับปะรดชอบขึ้นในดินร่วน,ดินร่วนปนทราย,ดินปนลูกรัง,ดินทรายชายทะเล และชอบที่ลาดเท เช่น ที่ลาดเชิงเขา สภาพความเป็นกรดด่าง (pH) ของดินควรเป็นกรดเล็กน้อย คือตั้งแต่ 4.5-5.5 แต่ไม่เกิน 6.0

ฤดูกาลของสับปะรด

§  ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดู ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - มกราคม และกลางเดือนเมษายน - กรกฎาคม สับปะรดจะให้ผลผลิตมาก ในตลาดมีราคาถูก

§  ช่วงเก็บเกี่ยวนอกฤดู ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนเมษายน และเดือนสิงหาคม - ตุลาคม สับปะรดจะให้ผลผลิตน้อย ราคาแพง

สรรพคุณ

สับปะรดสด   คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก. (3.5 ออนซ์)

พลังงาน 50 kcal   200 kJ

คาร์โบไฮเดรต    

12.63 g

- น้ำตาล  9.26 g

- เส้นใย  1.4 g  

ไขมัน

0.12 g

โปรตีน

0.54 g

วิตามินบี1  0.079 mg  

6%

วิตามินบี2  0.031 mg  

2%

ไนอะซิน  0.489 mg  

3%

วิตามินบี5  0.205 mg 

4%

วิตามินบี6  0.110 mg

8%

กรดโฟลิก (B9)  15 μ

4%

วิตามินซี  36.2 mg

60%

แคลเซียม  13 mg

1%

เหล็ก  0.28 mg

2%

แมกนีเซียม  12 mg

3% 

ฟอสฟอรัส  8 mg

1%

โพแทสเซียม  115 mg  

2%

สังกะสี  0.10 mg

1%

ร้อยละของปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน   สำหรับผู้ใหญ่ที่แนะนำในสหรัฐอเมริกา แหล่งที่มา: USDA Nutrient database

สรรพคุณทางสารเคมี

มีเอนไซม์ย่อยโปรตีนชื่อบรอมีลิน (Bromelin) ช่วยย่อยโปรตีนไม่ให้ตกค้างในลำไส้ และ มีเกลือแร่ วิตามินซีจำนวนมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร

§  ช่วยบรรเทาอาการแผลเป็นหนอง

§  ช่วยขับปัสสาวะ

§  แก้ร้อนกระสับกระส่าย กระหายน้ำ

§  แก้อาการบวมน้ำ ปัสสาวะไม่ออก

§  บรรเทาอาการโรคบิด

§  ช่วยย่อยอาหารพวกโปรตีน

§  แก้ท้องผูก

§  เป็นยาแก้โรคนิ่ว

§  แก้ส้นเท้าแตก

.......................................................................................................................................

 

 

 

3.เนื้อหมู   Pork เป็นเนื้อที่มาจากหมู สามารถนำมาทำอาหาร อย่างเช่น รมควัน นำมาทำอย่าง แฮม เบคอน Prosciutto เนื้อหมูถือเป็นเนื้อที่นิยมบริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ยังนำมาทำอาหารอย่างเช่น ไส้กรอก 

 

 

พันธุ์สัตว์ให้เนื้อ

         ในสหรัฐอเมริกานั้นเนื้อสัตว์ หมายถึง ชิ้นส่วนของ โค (beef) สุกร (pig) แกะ (sheep) ซึ่งเป็นสัตว์ที่นิยมนำเนื้อมา บริโภคมากที่สุด การเลี้ยงสัตว์เหล่านี้เพื่อนำเนื้อมาบริโภคจึงต้องเลือกพันธุ์ของสัตว์แต่ละชนิดให้เหมาะสมตามจุด ประสงค์ของการเลี้ยงดังนี้

          1. สุกร 
              สุกรที่เลี้ยงเพื่อให้เนื้อสำหรับรับประทาน หรือทำผลิตภัณฑ์มักจะเลือกจากชนิดที่ให้เนื้อ (meat type) และพันธุ์เบคอน (bacon type) นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์พื้นเมือง (lard type) แต่มักไม่นิยมเลี้ยงเพื่อให้เนื้อเนื่องจากมีไขมัน ค่อนข้างมาก สายพันธุ์สุกรที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปมีดังนี้          

               1.1 พันธุ์ลาร์จไวต์ (Large White or Yorkshire) เป็นพันธุ์ที่มีสีขาวทั้งตัว หูตั้งตรง หน้าหักเล็กน้อย พันธุ์นี้เหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นพันธุ์แท้ และเมื่อผสมข้ามพันธุ์จะให้เปอร์เซ็นต์ซากสูง พันธุ์ลาร์จไวต์จัดเป็นชนิดเบคอน
               1.2 พันธุ์แลนด์เรซ สุกรพันธุ์แลนด์เรซ (Landrace) มีสีขาวทั้งตัวเหมือนลาจไวต์ แต่อาจมีสีดำที่ผิวหนังบ้าง ลำตัวยาว สะโพกใหญ่ ขาสั้น หูใหญ่และปรกมาข้างหน้า ตัวเมียจะให้ ลูกดกและเลี้ยงลูกเก่ง ให้ซากคุณภาพดี สุกรพันธุ์นี้จัด เป็นชนิดเบคอน 
               1.3 พันธุ์ดูรอก สุกรพันธุ์ดูรอก (Duroc) มีผิวสีแดงอ่อนถึงเข้ม ใบหูใหญ่ปานกลางพุ่งไปข้างหน้า เจริญเติบโตเร็ว กินอาหารประหยัดและทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี แต่ซากมีมันค่อนข้างมาก สุกรพันธุ์นี้เป็นประเภทเนื้อ 
               1.4 พันธุ์แฮมเชียร์ พันธุ์แฮมเชียร์ (Hampshire) มีลักษณะตัวสีดำ แต่มีสีขาวคาดรอบอก และส่วนขาหน้า ลักษณะขายาว ลำตัวค่อนข้างบาง การเติบโตไม่ค่อยดี ไม่เป็นที่นิยมมากนักในประเทศไทย
               1.5 พันธุ์เบอร์กเชียร์ สุกรพันธุ์เบอร์กเชียร์ (Berkshire) มีลักษณะสีดำและจุดขาว 6 แห่ง ที่ส่วนหน้าและปลาย หาง หน้าหักกว้าง หูโตปานกลาง จัดเป็นประเภทเนื้อที่ทนต่อสภาพแห้งแล้วได้ดีแต่การเติบโตไม่ดี
               1.6 พันธุ์โปแลนด์ไชนา สุกรพันธุ์โปแลนด์ไชนา (Poland China) มีลักษณะสีดำและขาว 6 แห่ง คล้ายกับพันธุ์ เบอร์กเชียร์ ที่หน้าขาและปลายหาง หูปรกเล็กน้อย ทนแล้งได้ดี แต่จะให้ลูกไม่ดก

               สุกรพันธุ์ลาร์จไวต์ พันธุ์แลนด์เรซ และพันธุ์ดูรอกเป็นที่นิยมเลี้ยงมากกว่าพันธุ์อื่น ส่วนสุกรพันธุ์ไทยหรือพันธุ์พื้น เมืองนั้นมีหลายพันธุ์ด้วยกัน โดยทั่วไปจะมีลักษณะตัวเล็ก โตช้า ท้องหย่อน หลังแอ่น หนังหนา สะโพกเล็ก สร้างเนื้อช้า ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 12 -15 เดือน จึงจะได้น้ำหนัก 90 กิโลกรัม แต่มีข้อดีที่สามารถเลี้ยงแบบปล่อยได้ สุกรพันธุ์ดัง กล่าวนี้ ได้แก่ พันธุ์ไหหลำ พันธุ์ควาย พันธุ์ราด และพันธุ์พวงซึ่งส่วนมากเป็นสุกรพันธุ์มันและได้เนื้อน้อย

.......................................................................................

 

 

 

 

บทที่3

อุปกรณ์และวิธีดำเนินการ

วัสดุอุปกรณ์ในการทำทดลอง

1.อุปกรณ์ที่ใช้ในการคั้นสับประรด  เช่นเครื่องคั้นน้ำส้ม    ก 2.สับประรดที่ปอกเปลือกแล้ว

3.ภาชนะที่ใช้สำหรับการหมัก  เช่น กะละมัง  ขวดเปล่า  ชาม เป็นต้น    4.เนื้อหมูที่หั่นเป็นแผ่นแล้ว

5.ยางมะละกอ   6.สลิ้งดูดน้ำ     7.มีด 

อุปกรณ์การทำหมูแดดเดียว
1.กระเทียม     2. รากผักชี 3.พริกไทยป่น 4. น้ำตาลทราย 5. น้ำปลา 6. น้ำมันหอย 7. เหล้าขาว          8.ซอสพริก  9. น้ำมันพืชสำหรับทอด 10.กระทะ 11.ตะหลิว

วิธีการทดลอง

1.นำเนื้อหมูที่หั่นแล้ว ชั่ง  50 กรัมแล้วใส่ภาชนะ

2.น้ำยางมะละกอ  ปริมาณ 4 ml ใส่ภาชนะที่มีเนื้อหมู

3.หมักเข้าด้วยกันแล้วสังเกตผล

 (ส่วนน้ำสับประรดให้ทำเหมือนข้อ1-3  แต่เปลี่ยนยางมะละกอเป็นน้ำสับประรดแทน)

4.เมื่อทดลอง แล้วนำไปทำหมูแดดเดี่ยว  ว่า สารชนิดไหนที่ทำให้เนื้อหมูนุ่ม

 

วิธีการทำหมูแดดเดียว

1.นำหมูที่ทดลองทั้ง 2ภาชนะ ที่หมักแล้ว

2. เคล้าหมูกับน้ำปลา น้ำมันหอย เหล้าขาว น้ำตาลและเครื่องที่โขลกเข้าด้วยกัน หมักไว้ 1 ชั่วโมงแล้วตากแดด 1 วัน

3.นำหมูลงทอดในน้ำมันร้อน พอสุกตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จาน

4.แล้วชิมดูว่าภาชนะไหนที่นุ่มกว่ากัน



 

 

 

 

 

 

 

บทที่4

ผลการทดลอง

จากการทดลอง การเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อสัตว์นุ่มกว่ากัน  ข้อมูลในการทดลองมีดังนี้

การทดลองครั้งที่ 1  ตารางที่1 การใส่ยางมะละกอและน้ำสับประรด    ภาชนะอย่างละ 4 ml

ภาชนะ

ปริมาณเนื้อหมู

ปริมาณ  (ml)

การเปลี่ยนแปลงเนื้อหมู

ระยะเวลา

(นาที)

เมื่อนำเนื้อหมูทำแดดเดียว

ยางมะละกอ

น้ำสับปะรด

1.

50  กรัม

4

-

เนื้อหมูมีความนุ่มขึ้น สีซีด

5

เนื้อหมูมีความนุ่มขึ้น

2.

50 กรัม

-

4

เนื้อหมูมีความนุ่มขึ้น สีไม่เปลี่ยนแปลง

10

เนื้อหมูมีความเหนียวอยู่บ้าง

จากตารางพบว่ายางมะละกอทำให้เนื้อหมูมีความนุ่มได้ดีกว่าน้ำสับปะรด  แล้วระยะเวลายางมะละกอเร็วกว่าน้ำสับปะรด

 

 

 

 

 

การทดลองครั้งที่ 2  ตารางที่ 2  ใส่ยางมะละกอและน้ำสับประรด  ภาชนะอย่างละ 10 ml

ภาชนะ

ปริมาณเนื้อหมู

ปริมาณ  (ml)

การเปลี่ยนแปลงเนื้อหมู

ระยะเวลา

(นาที)

เมื่อนำเนื้อหมูทำแดดเดียว

ยางมะละกอ

น้ำสับปะรด

1.

50  กรัม

10

-

เนื้อหมูมีความนุ่มขึ้นมาก สีซีดมากขึ้น

3-4

เนื้อหมูมีความนุ่มอร่อย

2.

50 กรัม

-

10

เนื้อหมูมีความนุ่มขึ้น สีเริ่มซีด

7-8

เนื้อหมุมีความนุ่มขึ้น

จากตารางที่ 2 พบว่ายางมะละกอทำให้เนื้อหมูมีความนุ่มได้ดีกว่าน้ำสับปะรด  แล้วระยะเวลายางมะละกอเร็วกว่าน้ำสับปะรด เช่นกัน

การทดลองครั้งที่ 3  ตารางที่ 3  ใส่ยางมะละกอและน้ำสับประรด  ภาชนะอย่างละ 12 ml

ภาชนะ

ปริมาณเนื้อหมู

ปริมาณ  (ml)

การเปลี่ยนแปลงเนื้อหมู

ระยะเวลา

(นาที)

เมื่อนำเนื้อหมูทำแดดเดียว

ยางมะละกอ

น้ำสับปะรด

1.

50  กรัม

12

-

เนื้อหมูมีความนุ่มจนฉีกได้ สีซีดมากขึ้น

2-3

เนื้อหมูมีความนุ่มอร่อย

2.

50 กรัม

-

12

เนื้อหมูมีความนุ่มขึ้น สีซีด

4-6

เนื้อหมุมีความนุ่มขึ้น

จากตารางพบว่ายางมะละกอทำให้เนื้อหมูมีความนุ่มได้ดีกว่าน้ำสับปะรด  แล้วระยะเวลายางมะละกอเร็วกว่าน้ำสับปะรด เช่นกัน

 

บทที่5

สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง

การเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่ากัน

จาการทดลองความสามารถในการเพิ่มความนุ่มของเนื้อหมู  โดยใช่   ยางมะละกอ  และน้ำสับปะรด  การศึกอัตราส่วนที่เหมาะสม  ระยะที่ทำให้เนื้อหมูนุ่มขึ้น และนานที่สุด สามารถสรุปทดลองได้ดังนี้    1.ยางมะละกอทำให้เนื้อหมูมีความนุ่มได้ดีกว่าน้ำสับปะรด  แล้วระยะเวลายางมะละกอเร็วกว่าน้ำสับปะรด

2.การทดลองอัตราส่วนที่เหมาะสมที่ทำให้เนื้อหมูนุ่มขึ้นที่สุดคือ การทดลองครั้งที่ 2  ตารางที่ 2  โดยใช้ยางมะละกอ  10 ml ต่อเนื้อหมู  50 กรัม

   จาการทดลองที่ได้มาสรุปได้ว่า หากใส่ยางมะละกอที่พอเหมาะก็จะทำให้เนื้อหมูนุ่มขึ้น

ประโยชน์ที่ได้จากการทำโครงงาน

1.ได้รู้ว่ายางมะละกอทำให้เนื้อหมูมีความนุ่มได้ดีกว่าน้ำสับปะรด 

2.ลดการทิ้งยางมะละกอ และน้ำสับปะรด อย่างไร้ประโยชน์

3.ได้ศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับขั้นตอนการทำโครงงานอย่างถูกต้อง

4.ได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ใช้ในชีวิตประจำวัน

 

 

ข้อเสนอแนะของโครงงาน

1.ในการทดลองควรนำไปใช้ทดลองกับเนื้อสัตว์อื่น ๆ ได้

2.ในการกรีดยางมะละกอควรกีดที่ผลมะละกอเพื่อช่วยให้ในการทดลองได้ดี

2.ควรนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  เพื่อลดการทิ้งยางมะละกอ

 

…………………………………………………………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

รูปภาพขั้นตอนการทดลอง

เรื่องการเปรียบเทียบยางมะละกอและน้ำสับปะรดว่าชนิดไหนทำให้เนื้อหมูนุ่มกว่ากัน

 

                

ภาพยางมะละกอที่ใช้ในการทดลอง    ภาพสับปะรดที่ใช้ในการทดลอง   ภาพเนื้อหมูที่ใช้ในการทดลอง 

 

  

ภาพอุปกรณ์ในการทดลอง

 

 

 ภาพการเนื้อหมูที่หั่นใส่ภาชนะ                                             ภาพการกรีดยางมะละกอ

   ภาพเทยางมะละกอใส่ภาชนะ                                                            ภาพเทน้ำสับปะรดใส่ภาชนะ

                                         ภาพการหมักของเนื้อหมู ก่อนทำหมูแดดเดียว                         

 

ภาพการหมักส่วนผสมที่จะทำหมูแดดเดียว

ภาพผลผลที่ได้จากการทดลอง  หลังจากทำหมูแดดเดียวแล้ว

 

 

 

 

บรรณานุกรม

-มาจากหนังสือโครงงาน  วิทยาศาสตร์กับคุณภาพชีวิต  , กรุงเทพมหานคร , โรงพิมพ์ลาดพร้าว, 2543

-มาจากหนังสือสาระการเรียนรู้  ชีววิทยา 1 , กรุงเทพมหานคร, โรงพิมพ์ลาดพร้าว, 2548

-ค้นหาได้จาก http://th.wikipedia.org ข้อมูลเกี่ยวกับสับปะรด และ มะละกอ

และค้นหาได้จาก http://www.google.co.th/  เพี่อเขียนเค้าโครงงาน