animated gifs

ประวัติความเป็นมา
      มีหลักฐานปรากฎว่า ปลาชนิดแรกที่มนุษย์นำมาเลี้ยง และต่อมาก็ได้นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายเกือบทุกประเทศในโลกนั้น คือ "ปลาไน" โดยชนชาติจีนเป็นผู้ริเริ่มนำปลาชนิดนี้มาเลี้ยงก่อนชาติอื่น ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 68 หรือก่อนคริสต์ศักราช 475 ปี
     สำหรับในประเทศไทย ชาวจีนได้นำปลาชนิดนี้ เข้ามาเลี้ยงเมื่อประมาณ 70 กว่าปีล่วงมาแล้ว ระยะเวลาดังกล่าวนั้น ประชาชนส่วนใหญ่มักรู้จักปลาชนิดนี้แต่เพียงผิวเผินและเรียกกันว่า "ปลาจีน" แต่พี่น้องชาวไทยทางแคว้นสิบสองจุไทย นิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้มาก่อนโดยเรียกชื่อปลาชนิดนี้ว่า "ปลาไน" ชื่อภาษาจีนเรียก "หลีฮื้อ" หรือ "หลีโกว" ในแถบภาคพื้นยุโรปและอเมริกา เรียกกันว่า "คอมมอนคาร์พ" (Common carp)

รูปร่างลักษณะและนิสัย
      ปลาไนเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในจำพวกปลาตะเพียน มีร่างกายแข็งแรงและรูปลักษณะคล้ายปลาตะเพียน ปากเล็ก ไม่มีฟัน ริมฝีปากหนาและมีหนวดสี่เส้น ครีบหลังเป็นครีบเดี่ยวยาวติดกันเป็นพืด สีของลำตัวจะมีน้ำหนักเป็นสีเงินปนเทา บางทีก็เหลืองอ่อน หรือบางตัวก็เป็นสีทอง
      ปลาไนชอบอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีพื้นเป็นดินโคลน กระแสน้ำไหลอ่อนเกือบจะนิ่ง ชอบอยู่ในน้ำอุ่นมากกว่าในน้ำเย็น ไม่ชอบน้ำใสจนเกินไป โดยปกติมีนิสัยขลาด แต่สามารถฝึกให้เชื่องได้โดยวิธีการให้อาหาร ชอบวางไข่ในที่ตื้น เป็นปลาที่อดทนต่อดินฟ้าอากาศปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้รวดเร็ว ดังนั้นจึงเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว
ลักษณะเพศและการแพร่ขยายพันธุ์
     ลักษณะเพศ รูปร่างลักษณะภายนอกของปลาไนตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก การสังเกตลักษณะของเพศได้ ต้องอาศัยความชำนาญ คือตัวเมียมีลำตัวป้อม ช่วงท้องตอนล่างอวบใหญ่แบน ส่วนตัวผู้มีลำตัวเรียวยาว โดยเฉพาะในฤดูวางไข่ ตัวเมียท้องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง พื้นท้องนิ่ม หากเอามือบีบท้องเบา ๆ ไข่จะไหลออกมาทางช่องเพศ ส่วนปลาตัวผู้ พื้นท้องไม่อูมเป่งแต่พื้นท้องจะมีความตึงค่อนไปทางแข็ง ถ้าเอามือบีบท้องไล่มือไปทางช่องทวารเบา ๆ จะมีน้ำสีขาว ๆ คล้ายน้ำนมไหลออกมาจากช่องเพศ และถ้าเอามือลูบที่แก้มหรือเกล็ดตามตัวจะรู้สึกสาก ส่วนของตัวเมียจะมีลักษณะลื่นกว่า
     ฤดูวางไข่ ย่อมแตกต่างกันบ้างตามแต่อากาศและฤดูกาลของแต่ละประเทศ เช่น ปลาไนที่เลี้ยงอยู่ในบ่อเมืองกวางตุ้ง ประเทศจีน จะวางไข่ในเดือนธันวาคม ในฮ่องกง ปลาไนจะวางไข่ในเดือนมกราคม และในแถบแยงซี ปลาไนจะวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ในญี่ปุ่น ฤดูวางไข่ของปลาไนเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม สำหรับในประเทศไทย ปลาไนสามารถที่จะวางไข่ได้ในทุกฤดู แต่ก็มีระยะหนึ่งซึ่งปลาไนสามารถไข่ได้มากที่สุด ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ปลาไนจะเติบโตพอที่จะสืบพันธุ์ได้ เมื่อมีอายุประมาณ 6 เดือน ความยาวประมาณ 25 ซม. ในฤดูหนึ่ง แม่ปลาตัวหนึ่งอาจวางไข่ได้ถึง 2 ครั้ง
บ่อเลี้ยงปลาไน
บ่อที่ใช้เลี้ยงปลาไน ควรแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. บ่อผสมพันธุ์สำหรับพ่อ-แม่ปลา เพื่อใช้ผสมพันธุ์และวางไข่ เมื่อพ่อแม่ปลาผสมพันธุ์และวางไข่แล้ว จึงย้ายไข่ปลาไปยังบ่ออนุบาล เพื่อทำการฟักและเลี้ยงลูกปลาต่อไป บ่อผสมพันธุ์นี้ต้องเป็นบ่อซึ่งตั้งอยู่ในทำเลเงียบสงัด ห่างไกลจากทางเดินหรือถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะในขณะที่ปลากำลังผสมพันธุ์กันอยู่นั้น ถ้ามีเสียงหรือสิ่งเคลื่อนไหวทำให้ตกใจกลัวพ่อ-แม่ปลาจะหยุดชะงักหรือไม่วางไข่อีกต่อไป
     บ่อผสมพันธุ์ ไม่ควรลึกหรือมีขนาดใหญ่โตนัก ควรมีขนาดประมาณ 50 ตารางเมตร ความลึกของน้ำประมาณ 1 เมตร เหมาะสำหรับแม่ปลาขนาด 1-2 กิโลเมตร จำนวน 2-4 ตัว น้ำที่จะระบายเข้าบ่อควรเป็นน้ำสะอาดไม่ใสหรือขุ่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ไข่ปลาไนเสียเนื่องจากเชื้อรา ถ้าไม่มีบ่อผสมพันธุ์จะใช้คลองหรือคูส่งน้ำก็ได้ โดยใช้เฝือกปิดกั้นส่วนใดส่วนหนึ่งของคลองหรือคูนั้นไว้
2. บ่ออนุบาล เป็นบ่อที่ฟักไข่ปลาที่แม่ปลาวางไข่ในบ่อผสมพันธุ์ขนาดของบ่อควรมีเนื้อที่ประมาณ 400-800 ตารางเมตร ความลึกของน้ำไม่เกิน 1 เมตร ก่อนย้ายไข่จากบ่อผสมพันธุ์มาฟักในบ่ออนุบาล ต้องจับศัตรูของลูกปลาออกให้หมด เช่น กบ เขียด ปลากุก ปลาช่อน ฯ บ่ออนุบาลนี้อาจใช้เป็นบ่อเลี้ยงด้วยก็ได้
3. บ่อเลี้ยง ใช้เลี้ยงลูกปลาที่มีอายุตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไป โดยแยกมาจากบ่ออนุบาล บ่อเลี้ยงนี้จะใช้เลี้ยงปลาไนจนเติบโตได้ขนาดที่จะขายได้ ดังนั้นบ่อเลี้ยงจึงควรเป็นบ่อขนาดใหญ่ และมีน้ำลึกประมาณ 1-2 เมตร ตลอดปี
4. การนำปลาไนมาเลี้ยงในบ่อ
   1. การเตรียมบ่อเพื่อผสมพันธุ์
     บ่อผสมพันธุ์ จะต้องทำให้ดินก้นบ่อแข็งเสียก่อน เพราะถ้าเป็นโคลนเหลว เมื่อปลาผสมพันธุ์กัน พ่อ-แม่ปลาซึ่งว่ายไปมาจะทำให้น้ำขุ่นได้ง่าย อีกทั้งตะกอนดินจะเป็นอันตรายต่อไข่ปลาไนที่เพิ่งออกใหม่ ๆ ดังนั้นจึงต้องวิดน้ำในบ่อออก แล้วตากพื้นบ่อให้แห้งสัก 7-10 วัน จึงค่อยระบายน้ำเข้า การระบายน้ำเข้านี้ควรทำในระยะเวลาก่อนที่จะปล่อยปลาลงผสมพันธุ์เพียง 1 วัน
   2. การคัดเลือกและการเตรียมพันธุ์
     การคัดเลือกพ่อ-แม่ปลาไนที่จะใช้ผสมพันธุ์ ต้องเลือกพันธุ์ปลาที่มีรูปร่างงามถูกลักษณะ แข็งแรงไม่เป็นโรค มีเกล็ดเป็นแถวได้ระเบียบ เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็วที่สุดในรุ่นเดียวกัน
     ก่อนที่จะทำการผสมพันธุ์ จะต้องเลี้ยงพ่อ-แม่ปลาด้วยอาหารจำพวกไขมันและโปรตีน เพื่อให้ปลามีสุขภาพสมบูรณ์เต็มที่ พลังจากนั้นต้องแยกพ่อ-แม่ปลาออกอย่านำไปขังรวมกัน ต่อเมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์จึงค่อยนำพ่อ-แม่ปลาไนปล่อยในบ่อผสมพันธุ์ ซึ่งเตรียมไว้ก่อนแล้ว
   3. กฎเกณฑ์ในการผสมพันธุ์
    เนื่องจากปลาไนตัวเมียให้ไข่ดกมาก (คือแม่ปลา 1 ตัวมีไข่จำนวนตั้งแต่ 4 หมื่นถึง 2 ล้านฟอง ซึ่งก็แล้วแต่ขนาดและน้ำหนักของแม่ปลา) น้ำเชื้อของปลาไนตัวผู้เพียงตัวเดียวจึงไม่อาจที่จะใช้ผสมกับปริมาณไข่ของแม่ปลาได้เพียงพอ ดังนั้นควรใช้ตัวเมีย 1 ตัว ต่อตัวผู้ 2-3 ตัว จึงจะได้ผลดี
   4. การทำที่วางไข่
     ไข่ของปลาไน เป็นไข่ชนิดเกาะติดกับพันธุ์ไม้น้ำ ดังนั้นในบ่อผสมพันธุ์จึงต้องสร้างสิ่งที่จะใช้เป็นที่ให้ไข่ปลาไนยึดติดได้ เช่น พวกรากผักตบชวา รากพันธุ์ไม้น้ำอื่น ๆ ที่มีลักษณะเป็นฝอยยาว เช่น สาหร่าย พุงชะโด หรือสาหร่ายหางม้า ซึ่งมีอยู่ตามบ่อ หนอง และบึงทั่ว ๆ ไป
     วิธีทำที่วางไข่ ตัดรากผักตบชวา รากพันธุ์ไม้น้ำอื่น ๆ หรือเก็บต้นสาหร่ายมารวมเป็นกำ แล้วมัดด้วยเชือกตรงโคน ประมาณกำละ 5-10 ราก (หรือต้น) ใช้เชือกผูกโยงทิ้งระยะให้มีช่วงห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร โดยใช้ไม้รวมปักขึงเพื่อให้รากหรือสาหร่ายลอยอยู่ในระดับผิวน้ำในบ่อผสมพันธุ์
     การเก็บสาหร่ายหรือพันธุ์ไม้น้ำมาทำที่วางไข่นั้น จะต้องระวังรักษาให้สดอยู่เสมอ ควรระวังอย่างปล่อยทิ้งให้ตากแดดหรือทิ้งไว้นานจนเฉาเพราะลักษณะเช่นนั้น ไม่เหมาะที่ไข่ปลาจะเกาะติด และทำให้ทั้งพ่อ-แม่ปลาไม่วางไข่ผสมพันธุ์อีกด้วยหากหาสาหร่ายหรือพันธุ์ไม้น้ำไม่ได้อาจใช้ฝอยของกาบตาลหรือฝอยของต้นจากซึ่งใช้ทำแส้ปัดยุงและฟ่อนเส้นด้ายแทนได้
   5. การปล่อยพ่อ-แม่ปลาให้ทำการผสมพันธุ์
     ก่อนที่จะนำพ่อ-แม่ปลาไนที่คัดเลือกและแยกเลี้ยงไว้แล้ว มาปล่อยให้วางไข่ในบ่อผสมพันธุ์ ต้องเลือกตัวเมียที่มีไข่แก่เต็มที่ ลักษณะเช่นนี้จะทราบได้โดยเอามือบีบที่ท้องปลาเบา ๆ ถ้าไข่ไหลออกมาแสดงว่าไข่แก่ได้ที่แล้ว ส่วนตัวผู้ถ้าบีบท้องมาก ๆ แล้วมีน้ำสีขาวคล้ายน้ำนมไหลออกมาจากช่องเพศ ซึ่งอยู่ได้ช่องทวาร แสดงว่ามีน้ำเชื้อพอที่จะผสมพันธุ์ได้
   6. การวางไข่
     บ่อผสมพันธุ์ ควรวิดน้ำตากแดดให้แห้งประมาณ 3-5 วัน เมื่อระบายน้ำเข้าใหม่ ๆ จะทำให้พื้นก้นบ่อซึ่งเป็นดินแข็ง มีสภาพคล้าย ๆ กับฝนเพิ่งตกและท่วมใหม่ ๆ เป็นการกระตุ้นให้พ่อ-แม่ปลาซึ่งถูกปล่อยลงบ่อ มีความกระปรี้กระเปร่า นับเป็นการเร่งอย่างหนึ่ง ซึ่งมีส่วนช่วยให้ปลาทำการวางไข่ในวันรุ่งขึ้น (ตามธรรมชาติปลาไน ชอบวางไข่ในที่ตื้นหลังจากฝนตก) ไข่ของตัวเมียที่ผสมกับน้ำเชื้อของตัวผู้แล้ว จะเกาะติดอยู่ตามกิ่งก้านของสาหร่ายหรือรากของพันธุ์ไม้น้ำซึ่งได้ทำเตรียมเป็นที่วางไข่ไว้แล้ว
  7. การขนย้ายที่วางไข่
     เมื่อปลาหยุดวางไข่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จึงเริ่มทำการขนย้ายไข่ไปฟักในบ่ออนุบาล ในขณะที่ขนย้ายไข่ ควรระวังอย่าให้ถูกแสงแดดมากนักและอย่าให้ไข่ได้รับการกระทบกระเทือน ควรใช้ถังเปลเป็นภาชนะลำเลียงที่วางไข่ โดยให้แช่ชุ่มอยู่ในน้ำเสมอ บ่อผสมพันธุ์และบ่ออนุบาลควรมีตำแหน่งอยู่ใกล้กัน เพื่อสะดวกในการขนย้าย ทั้งสภาพของสิ่งแวดล้อมและอุณหภูมิก็จะได้ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะหากอุณหภูมิของน้ำในบ่อแตกต่างกันมาก จะทำให้ไข่ปลาเสียได้ง่ายเมื่อย้ายที่วางไข่มาใส่บ่ออนุบาล จะต้องแก้เชือกที่มัดเป็นกำ ๆ ออกเพื่อให้วัสดุที่ไข่ติดอยู่นั้นแผ่กระจาย ทำให้ไข่ทุกฟองเจริญได้ทั่วถึงอย่าวางที่วางไข่ให้ทับซับซ้อนกันมาก เพราะจะทำให้ไข่อยู่ข้างล่างเจริญเติบโตช้าและอาจเสียได้
   8. การฟักไข่
    ไข่ปลาไนจะฟักเป็นตัวภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อเป็นตัวแล้ว ลูกปลาไนระยะนี้จะยังไม่ต้องการอาหาร เพราะมีถุงอาหารเลี้ยงตัวให้เจริญเติบโตอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน เมื่อถุงอาหารยุบแล้ว ลูกปลาจะเริ่มกินอาหารธรรมชาติในบ่อได้เองเมื่อลูกปลาอายุประมาณ 7 วัน ควรเอาที่วางไข่ออกจากบ่อลูกปลาจะได้มีเนื้อที่ในการแหวกว่ายได้มากขึ้น
  9. การเลี้ยงลูกปลา
    ลูกปลาอายุประมาณ 3-4 สัปดาห์ ขนาดตัวยาว 3-5 ซม. นั้นมีโอกาสตายได้ง่ายมาก ดังนั้นการให้อาหารในระยะนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
    ก. ลูกปลาขนาดยาวไม่เกิน 3 เซนติเมตร จะมีอวัยวะและเครื่องย่อยอาหารภายในร่างกายไม่แข็งแรงดีนัก อาหารในระยะนี้จึงต้องเป็นอาหารธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน ได้แก่ พวกพืช และไรน้ำเล็ก ๆ ซึ่งมีในน้ำ
     วิธีที่จะทำให้มีอาหารธรรมชาติในบ่อลูกปลาหรือบ่ออนุบาลควรใช้มูลสัตว์ที่ตากแห้งใส่ลงในบ่ออนุบาล และควรทำเป็นสองระยะ ระยะแรกควรใส่ปุ๋ยในเวลาที่ตากบ่อก่อนระบายน้ำเข้า ประมาณ 250-300 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะหลังควรใส่ปุ๋ยหลังจากที่ลูกปลาอยู่ในบ่ออนุบาลแล้ว ในอัตราครั้งละครึ่งหนึ่งของระยะที่เคยใส่ในตอนแรกบ่อที่มีอาหารธรรมชาติมากหรือน้อยนั้นสังเกตได้จากสีของน้ำ ถ้ามีสีเขียวมากแสดงว่ามีอาหารจำพวกพืชเล็ก ๆ อยู่มาก แต่ถ้าน้ำในบ่อมีสีค่อนข้างคล้ำ มักจะมีอาหารจำพวกไรน้ำมาก ส่วนวิธีที่จะใช้วัดอาหารธรรมชาติในบ่อว่ามีเพียงพอหรือไม่ ควรใช้มือจุ่มลงไปในน้ำ ให้ลึกประมาณถึงข้อศอก ถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือ แสดงว่ามีอาหารเพียงพอ แต่ถ้าน้ำใสจนแลเห็นฝ่ามือก็แสดงว่ามีอาหารธรรมชาติน้อย ควรเติมปุ๋ยลงไปอีก
   ข. ลูกปลาขนาดยาวเกินกว่า 3 เซนติเมตร อาหารที่ให้ควรเป็นพวกรำ ปลายข้าวบด กากถั่วลิสง หรือกากถั่วเหลือง อาหารเหล่านี้ทำให้เป็นผงโรยตามข้างบ่อในตอนเช้าและตอนเย็นลูกปลาที่เลี้ยงในบ่ออนุบาลเหล่านี้ เมื่อมีขนาด 5-7 เซนติเมตร หรือ 2-3 นิ้วฟุต ก็สามารถนำลงไปเลี้ยงในบ่ออื่นต่อไปได้
   10. การเลี้ยงปลาใหญ่
อาหารของปลาใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
   ก. อาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยง นอกจากพืชเล็ก ๆ และพวกไรน้ำแล้ว ยังมีพวกตะไคร่น้ำ แหน ตัวอ่อนของแมลง ไส้เดือนเล็ก ๆ และพวกลูกหอย ลูกกุ้ง ฯลฯ  การที่จะทำให้มีอาหารธรรมชาติอยู่ในบ่ออย่างอุดมสมบูรณ์ จะต้องใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปในบ่ออยู่เสมอ การที่จะเพิ่มปุ๋ยให้มีปริมาณมากน้อยเพียงใด ตลอดจนจำนวนครั้งที่จะใส่ปุ๋ย ควรสังเกตจากสีของน้ำในบ่อเป็นเกณฑ์ ดังได้กล่าวไว้แล้วในการเลี้ยงลูกปลา
   ข. อาหารสมทบที่ควรให้เพิ่มเติม เนื่องจากอาหารธรรมชาติซึ่งมีอยู่ในบ่ออาจจะไม่เพียงพอกับจำนวนปลาที่เลี้ยง ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องให้อาหารสมทบเพิ่มเติม เพื่อเป็นการเร่งให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้นได้แก่
- แหนเป็ดและไข่น้ำ (ไข่น้ำ : เป็นพืชชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ลอยอยู่บนผิวน้ำปะปนกับพวกจอก แหน มีลักษณะเป็นเม็ดกลมขนาดเท่ากับสาคูเม็ดเล็กที่ยังไม่แช่น้ำสีเขียวอ่อนชาวอิสานเรียกว่า "ผัม") ใช้โปรยให้กินสด ๆ
- เศษผัก ผักบุ้ง ผักกาดขาว และเศษผักต่าง ๆ ใช้ต้มให้เปื่อยผสมกับรำหรือปลายข้าว
- กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง ใช้แขวนหรือใส่กะบะไม้ไว้ในบ่อ
- ปลายข้าวและรำละเอียด ใช้ผสมกับปลายข้าว ต้มให้สุกแล้วผสมกับรำละเอียดปนกับเศษผักเล็กน้อย
- ส่วนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ หรือสัตว์ที่มีชีวิต เช่น ตัวไหม ปลวก ไส้เดือน หนอน มด ฯลฯ ใช้โปรยให้กิน พวกเครื่องในและเลือดของพวกสัตว์ต่างๆ เช่น หมู วัว ควาย ต่างประเทศมักนิยมใช้ผสมปนกับอาหารดังกล่าวมาแล้ว โดยวิธีผสมคลุกเคล้ากับปลายข้าวต้มสุก รำ แล้วใส่กระบะไม้ไว้ในบ่อ       นับเป็นการเร่งให้ปลาที่เลี้ยงอยู่เจริญเติบโตเร็วขึ้นอีกทางหนึ่งการให้อาหารสมทบนี้ ควรให้ในปริมาณครั้งละ 5% ของน้ำหนักปลาทั้งหมดในบ่อ เช่น ปลาในบ่อมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมควรให้อาหารสมทบวันละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เป็นต้น
การให้อาหาร
     การให้อาหารแก่ปลาไน ควรให้วันละครั้งเดียวในช่วงเช้า โดยจะโยนอาหารให้กิน หรือหาไม้มาทำแป้นใส่อาหารให้แก่ปลา ให้แป้นไม้อยู่ใต้ผิวน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร อาหารที่ให้แต่ละครั้งอย่าให้มีปริมาณมากจนเกินไป เพราะเศษอาหารที่เหลืออยู่ในบ่อ จะบูดเน่าเป็นอันตรายต่อปลา จะทำให้ปลาอึดอัดหายใจไม่ออก ไม่กินอาหารจะโผล่หัวลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ อาการเช่นนี้ เรียกว่า "ปลาลอยหัว" ถ้าทิ้งไว้นานปลาจะตายเมื่อใดเห็นปลามีอาการเช่นนี้ ให้รีบเปลี่ยนน้ำในทันที่เพื่อตักเอาเศษอาหารที่เหลือนั้นขึ้นจากบ่อ หรือรีบย้ายปลาไปไว้ในบ่ออื่นก่อนที่จะถ่ายน้ำแล้วสูบน้ำใหม่เติมลงไป
การเจริญเติบโต
    การเจริญเติบโตของปลาไน นอกจากเรื่องของอาหารแล้ว ยังมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวกับน้ำ การระบายน้ำ การเปลี่ยนน้ำ การแบ่งแยกขนาดของปลาก่อนปล่อยลงเลี้ยงอีกด้วยปลาไนชอบน้ำซึ่งมีคุณสมบัติเป็นน้ำอ่อน (Soft water) หรือคุณสมบัติของน้ำเป็นด่างอ่อน ๆ ส่วนใหญ่มักเป็นน้ำซึ่งไหลมาจากแม่น้ำลำคลอง หนองและบึง ส่วนน้ำซึ่งมีต้นน้ำจากลำห้วยลำธารใกล้เขา เป็นน้ำเย็นจัดไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงปลาไน เพราะจะทำให้เติบโตช้ามากการระบายน้ำและการเปลี่ยนน้ำบ่อเลี้ยงปลาไนนั้น ไม่จำเป็นมากนักเพราะปลาไนชอบน้ำนิ่ง และการถ่ายเทน้ำอาจจะทำให้อาหารธรรมชาติซึ่งเพาะขึ้นในบ่อโดยการใส่ปุ๋ยลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม น้ำในบ่อควรมีการเปลี่ยนบ้าง      โดยเฉพาะเมื่อเกิดน้ำเสีย ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่เศษอาหารเน่าบูดอัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยงกับเนื้อที่ของบ่อ เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากสำหรับการเลี้ยงปลาเมื่อปลา
เจริญเติบโตขึ้น ต้องแบ่งไปเลี้ยงบ่ออื่น อย่าปล่อยให้อยู่แน่นเกินไป เพราะปลาจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรอีกประการหนึ่ง การเจริญเติบโตของปลาแต่ละตัวย่อมไม่เท่ากันโตบ้างเล็กบ้าง ถ้าเลี้ยงรวมกัน จะทำให้ลูกปลาที่เล็กกว่าเติบโตได้ไม่เท่าที่ควร จึงต้องคัดปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน เลี้ยงในบ่อเดียวกัน ปลารุ่นหนึ่ง ๆ ที่จะเลี้ยงจนโตส่งตลาดได้นั้น ควรคัดขนาด และแบ่งเลี้ยงประมาณ 3-4 ครั้ง
    หากสภาพต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นดีพอสมควร ปลาไนที่เลี้ยงครบ 1 ปี จะมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ถ้าเลี้ยงได้ 2 ปี จะมีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม หากเลี้ยงถึง 3 ปี จะได้ปลาไนซึ่งมีน้ำหนักถึง 7 กิโลกรัม
ศัตรูและโรคพยาธิ
     ศัตรูของปลาไน ได้แก่ ปลาจำพวกที่กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น ปลาชะโด ปลาช่อน ปลาบู่ ปลาเทโพ พวกกบ เขียด เต่า ตะพาบน้ำ เหี้ย นาก และนก เป็นต้นปลาไนไม่ค่อยจะเป็นโรคร้ายแรง นอกจากในฤดูร้อน ถ้าเลี้ยงปลาแน่นเกินไปหรือไม่ได้ทำการถ่ายเทน้ำเลย อาจจะทำให้มีตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเกิดขึ้น ตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเหล่านี้ เป็นพยาธิที่จะดูดกินเลือดของปลา ทำให้ปลาอ่อนเพลียไม่กินอาหาร และอาจมีอาการหนักถึงตาย ดังนั้นจึงต้องคอยระวังอย่าให้เกิดน้ำเสีย และอย่าให้ปลาในบ่อมีปริมาณมากจนเกินไป
การขังเลี้ยงก่อนนำออกจำหน่าย
     เนื่องจากปลาไนเป็นปลาที่มีนิสัยขลาด ตื่นตกใจง่าย หากจับปลาออกจากบ่อเลี้ยงแล้วรีบลำเลียงไปส่งตลาด ปลาอาจตกใจตายได้ง่าย เพราะเมื่อเลี้ยงอยู่ในบ่อ ปลาได้อยู่ในที่กว้าง ไม่ถูกรบกวนให้ตื่นตระหนก แต่เมื่อถูกจับขึ้นมาและลำเลียงไปทันที ปลาจะตื่นตกใจกระโดดชนภาชนะที่ใช้ลำเลียง ทำให้บอบช้ำตายเป็นส่วนมาก      ฉะนั้นทางที่ดีควรตีอวนนำปลาขึ้นมาขังไว้สักหนึ่งหรือสองคืนก่อน เพื่อให้ปลาเคยชินกับที่แคบและน้ำใหม่ที่สะอาดกว่าเสียก่อน แล้วจึงลำเลียงไปขาย ปลาจะรอดตายมาก ขายได้ราคาทั้งยังทำให้เนื้อปลามีรสดีไม่มีกลิ่นสาบโคลนติดอยู่อีกด้วย