หน้าแรก

การเขียนเรียงความ

                          เรียงความ คือการใช้ศิลปะทางการเขียนร้อยแก้วแสดงความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ

และความเข้าใจของผู้เขียนอย่างสละสลวย  เรียงความจะต้องประกอบด้วยส่วนที่เป็นคำนำ

เนื้อเรื่อง  และสรุป

เรียงความที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
 มีเอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง
 
มีสัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้า

จะต้องมีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน มีสารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมดโดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมด

ขอเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัว 
ก่อนเขียนเรียงความนั้นจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ชื่อเรื่องที่เขาให้มานั้น หมายถึงอะไร

เกี่ยวโยงกับอะไร ข้อมูลที่จะเขียนลงไปนั้นต้องถูกต้องชัดเจน ดังนั้นผู้เขียนจะต้องรู้ชัดรู้จริง 

การเขียนคำนำ
 เป็นการเกริ่นเรื่อง ขอย้ำว่าแค่เกริ่นนะคะอย่าลึก ใช้คำโอบความหมายกว้างๆ เช่น

เรียงความเรื่องแม่ของฉัน      ควรกล่าวถึงแม่โดยทั่วไปก่อน เขียนให้กินใจ น่าอ่าน น่าติดตาม

แต่ยังไม่ควรเล่าว่า " แม่ของฉัน "เป็นอย่างไร



เนื้อเรื่อง

         เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่มีใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญตามห้วข้อ ดังนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียด

ครอบคลุม ชัดเจน   เช่น เรื่องแม่ของฉัน ในย่อหน้าเนื้อเรื่องให้พรรณนาถึงพระคุณแม่

( เขียนในด้านบวก )

 

สรุป

                กลับไปอ่านคำนำและเนื้อเรื่องและสรุปจบให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขอแนะนำว่า ควรให้

ข้อแนะนำ หรือแนวคิดดีๆ แล้วลงท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจ 


          การเขียนเรียงความนั้นอาจจะขึ้นต้นย่อหน้าคำนำ หรือปิดท้ายในหัวข้อสรุป ด้วย กลอน

คติพจน์ วาทะ หรือคำขวัญ     เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้น่าติดตาม ( ถ้ายืมคำใครเขามาอย่าลืมอ้างอิง

นะคะ )     ภายในเรียงความควรประกอบด้วยโวหารหลายๆชนิด เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน  ขั้นตอน

ในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้

เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น ๕ คือ 

๑) บรรยายโวหาร
 

๒) พรรณนาโวหาร
 

๓) เทศนาโวหาร
 

๔) สาธกโวหาร
 

๕) อุปมาโวหาร

๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์

การเขียนบรรยายโวหารจะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญ

ไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะ

เหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจน
 

             ๒. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง

ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึง

ยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ

และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มไป

สำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ 


                ๓. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม

หรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่านคิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร

จึงยากกว่าโวหารที่กล่าว



               ๔.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง

หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร 

              ๕.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบ

เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า

อุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือ

เปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด

การเขียนเรียงความที่ดีนั้นควรตีกรอบความคิดของผู้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน  เพราะจะทำให้

งานเขียนไม่วกวน จนผู้อ่านเกิดความสับสนทางความคิด   และที่สำคัญเรียงความจะต้องใช้ภาษา

อย่างเป็นทางการ  อย่าใช้ภาษาพูดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้งานเขียนขาดความน่าเชื่อถือ


ตัวอย่างการเขียนเรียงความ

เรื่อง  น้ำท่วมจังหวัดแพร่

วันศุกร์ที่  ๑ กันยายน  พ.ศ. ๒๕๓๘   เป็นวันประวัติศาสตร์ของชาวเมืองแพร่  เป็นวันที่คนเมืองแพร่จะต้องจดจำไปอีกนานทีเดียว  เพราะวันนั้นน้ำป่าได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนในเมืองแพร่เกิดความเสียหายยับเยินทั้งบ้าน  โรงเรียน  สถานที่ราชการ  ร้านค้าต่าง ๆ มากมาย  เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นในตัวเมืองแพร่  ทุกคนคิดว่าน้ำคงจะไม่ท่วมถึงในเวียงแน่นอน วันนั้นข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาแต่เช้าประมาณ  ๖ โมง    ข้าพเจ้าเปิดวิทยุสถานีสวท.แพร่   เป็นกิจวัตรประจำ  เพื่อฟังข่าวท้องถิ่นก็พอดีได้ยินประกาศว่า ร.ร. พิริฯ  ร.ร. นารีรัตน์ฯ  และร.ร. เมธังฯหยุดเรียน ๑ วัน  เนื่องจากน้ำจะท่วมในอำเภอเมืองแพร่  เดิมข้าพเจ้าตั้งใจจะเตรียมตัวไปทำงานที่ร.ร.พิริฯ  แต่พอได้ยินประกาศข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนความตั้งใจคิดว่าจะอยู่บ้านดีกว่า  เพราะต้องดูแลลูกสาวและลูกชายซึ่งหยุดเรียนเช่นกันและสามีของข้าพเจ้าก็ไปราชการที่กรุงเทพฯ  คงปล่อยให้ลูก ๆ อยู่ตามลำพังไม่ได้แน่นอน  เมื่อถึงเวลาประมาณ  ๙ โมงเช้า   ได้ยินวิทยุประกาศอีกว่าบริเวณรอบนอกน้ำท่วมแล้ว  ให้ชาวบ้านเก็บของและระวังชีวิตและทรัพย์สินให้ดี  ข้าพเจ้าก็ยังไม่เอะใจเตรียมข้าวปลาอาหารให้ลูกกินตามปกติ  ถึงเวลาเกือบ  ๑๐ โมง น้องชายสามีซึ่งอยู่บ้านที่ประตูชัยได้โทรศัพท์มาบอกว่า  ตอนนี้น้ำท่วมในเวียงแล้ว  การจราจรถูกตัดขาดให้รีบนำลูก ๆ เข้าบ้านและเตรียมเก็บของโดยด่วน  ข้าพเจ้าก็เรียกลูกชายและลูกสาวซึ่งออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ นอกบ้านและกำลังจะพากันไปดูน้ำท่วมที่ร.ร. พิริฯ  ให้รีบเข้าบ้านด่วน  เวลา ๑๐ โมง ข้าพเจ้าเริ่มเห็นน้ำไหลเข้ามาทางบ้านที่อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านของข้าพเจ้า  น้ำไหลมาอย่างเร็วและแรงมาก  ข้าพเจ้าตกใจและคิดว่าคงท่วมแน่นอน  แต่คงจะไม่เท่าไหร่หรอก  เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา  หมู่บ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ไม่เคยมีน้ำท่วมเข้ามาถึงเลย  จะท่วมอยู่บริเวณรอบ ๆ หมู่บ้าน  สูงประมาณข้อเท้า  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ประมาทรีบปิดประตูบ้าน  แล้วเข้ามาเก็บข้าวของในบ้านเท่าที่จะยกขึ้นไว้ชั้นบนได้   โดยให้ลูกชาย(ตอนนั้นอายุ  ๑๑ ขวบ) และลูกสาว(ตอนนั้นอายุ  ๗ ขวบ)  ยืนคอยรับของอยู่ตรงบันไดแล้วนำขึ้นไปไว้ที่ชั้นบน  ตอนนั้นน้ำเข้าบ้านแล้ว  โดยเริ่มเข้ามาทางหลังบ้านซึ่งเป็นสวน  เสียงน้ำซู่ ๆ ดังมากเชี่ยวมากและเร็วมากเหมือนกับน้ำตก  ข้าพเจ้าพยายามเก็บของหนีน้ำอย่างรวดเร็ว  น้ำก็เริ่มสูงขึ้น ๆเรื่อย ๆ  ข้าพเจ้าเก็บของจนกระทั่งน้ำท่วมถึงคอข้าพเจ้า  ก็ยังเก็บไม่หมด ขาของข้าพเจ้าเริ่มลอยจากพื้นแล้ว  กลัวจะจมน้ำเหมือนกัน(เพราะว่ายน้ำไม่เป็น)  สิ่งของที่หนัก ๆ ข้าพเจ้าต้องตัดใจปล่อยให้น้ำท่วมไปอย่างนั้น  เช่น  จักรเย็บผ้า  โต๊ะทำงาน  ตู้เอกสารเหล็ก  เตาแก๊ส  วิทยุเทป  พัดลม(เก็บไม่ทันจริง ๆ ) ตู้เย็นกำลังจะคว่ำลงในน้ำแล้ว  ข้าพเจ้าลองเสี่ยงเรียกเพื่อนข้างบ้านให้มาช่วยยกขึ้นไว้ชั้นบนพร้อมทั้งเครื่องซักผ้า  ปรากฏว่าหลังน้ำลดแล้วต้องนำไปซ่อมก่อนจึงจะใช้ได้  ส่วนรถปิคอัพและรถมอเตอร์ไซค์นั้นไม่ต้องพูดถึงเลย  โดนน้ำท่วมมิดหลังคาแช่น้ำอยู่    คืน และถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด  น้ำได้ทรงตัวเมื่อเวลาประมาณบ่ายโมง ข้าพเจ้าได้ทำเครื่องหมายไว้และลองวัดดู   ปรากฏว่าสูงถึงจมูกของข้าพเจ้าพอดี  (ข้าพเจ้าสูง ๑๖๙  ซ.ม.)  ข้าพเจ้าและลูก ๆ ต้องขึ้นไปอยู่ชั้นบน  ลูกเริ่มหิวข้าวแล้ว  แต่ทว่าข้าวและกับข้าวไม่มีเลย  ทำอย่างไรดีล่ะ  พอดีมีบะหมี่สำเร็จรูปอยู่ ๒ ห่อ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องให้ลูกกินบะหมี่นั้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำให้สุกเสียก่อน  โดยให้ดื่มน้ำมาก ๆ จะได้ไม่ท้องอืด  เวลานั้นข้าพเจ้ารู้สึกสงสารลูกเหลือเกิน  ข้าพเจ้ามองออกไปยังบ้านอื่นเขาก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกับเราเท่าใดนัก  ก็พอจะทำใจได้บ้าง   พอดีลักษณะบ้านของข้าพเจ้าเป็นทาวน์เฮาส์คือปลูกติด ๆ กัน  จึงไม่เงียบเหงา  ว้าเหว่  เพราะแต่ละบ้านก็จะโผล่หน้าออกมาพูดคุยกันและถามทุกข์สุขกันได้  เป็นบรรยากาศที่พอจะคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง  พอถึงมื้อเย็นซึ่งเป็นมื้อหนัก  ข้าพเจ้าเริ่มคิดกังวลแล้วว่าจะหาอาหารอะไรให้ลูกกินดี  เพื่อนบ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ตะโกนถามข้าพเจ้าว่า  มีข้าวกินไหม? ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ครัวเก็บไม่ทันเย็นนี้คงไม่มีอะไรกิน  เขาก็บอกว่าบ้านผมหุงข้าวไว้หม้อใหญ่  จะส่งไปให้กินแก้หิวไปก่อน  อาจจะต้องกินกับน้ำปลาก็ต้องยอม  ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนบ้านมาก ๆ พอถึง  ๖ โมงเย็น  ก็มีการส่งข้าวโดยวิธีเอาข้าวใส่หม้อแล้ววางในกาละมังผูกเชือกลอยข้ามน้ำมายังฝั่งบ้านข้าพเจ้า  พอได้ข้าวมาก็นำมาตักแบ่งกันกินบ้านละจานสองจาน  ข้าพเจ้าและลูกกินข้าวกับไข่เค็มซึ่งมีเหลืออยู่ในตู้เย็นทุกคนต้องกินเท่าที่มีมิฉะนั้นก็อด  ค่ำมืดแล้วไฟก็ไม่มีน้ำประปาก็ไม่ไหล  สภาพในจังหวัดแพร่ขณะนั้นเป็นอัมพาตไปทั้งเมือง  ขาดการติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้น  ในยามนี้มีแต่ข้าพเจ้าและลูก ๆ ทั้งสองคน   มันช่างเงียบและวังเวงอะไรเช่นนี้  ข้าพเจ้านึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไปในวันนี้

มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก  นี่ถ้าเราไม่ตั้งสติให้ดีคงจะเกิดความเสียหายมากกว่านี้  แล้วคนอื่น  ๆ ที่ร่วมชะตากรรมกับเราล่ะ  เขาเสียหายกันมากน้อยเพียงใด  มันเป็นความเสียหายที่ประมาณค่าไม่ได้เลยเพราะเสียหายทั้งทรัพย์สินอาจจะชีวิตคน  สัตว์และพืช   และที่สำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจของคนที่เสียไป  ตลอดคืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับเลย    รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว  อากาศก็ร้อนอีกทั้งไม่ได้อาบน้ำเหม็นสาบตัวเองจังเลย  แต่ก็ต้องทนและคอยหวาดผวาว่าน้ำจะสูงขึ้นอีกหรือเปล่า  ข้าพเจ้าต้องคอยลุกขึ้นมาดูว่าน้ำลดหรือเพิ่มขึ้น  จนกระทั่งประมาณตี ๑  น้ำเริ่มลดลงทีละน้อย ๆ  ข้าพเจ้าก็ค่อยสบายใจและงีบหลับไปได้สักพักหนึ่ง  พอรุ่งเช้าข้าพเจ้าลุกไม่ขึ้นต้องให้ลูกช่วยดึงแขนยกขึ้น เพราะปวดไปหมดทั้งตัวทำท่าว่าจะไม่สบายเอาทีเดียว  ข้าพเจ้ารีบกินยาแก้ไข้ดักไว้ก่อนเพราะว่าป่วยไม่ได้สภาพน้ำลดลงเรื่อย   ทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย  สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ  อาหารมื้อเช้าของวันนี้คือข้าวกับลูกชิ้นทอดซึ่งเพื่อนบ้านติดกันเขาเมตตาเอามาให้  ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง  นี่แหละในยามที่ทุกข์ยากเราจึงจะได้เห็นน้ำใสใจจริงของคนว่าเป็นเช่นไร  ข้าพเจ้าได้แต่คิดว่าจะต้องมีโอกาสตอบแทนให้ได้  ประมาณบ่ายโมง   น้ำลดลงจนเกือบแห้งแล้ว   พวกชาวบ้านเริ่มกวาดล้างและทำความสะอาดบ้านเป็นการใหญ่  เพราะถ้าคอยให้น้ำแห้งขี้โคลนจะติดแน่นล้างออกยาก  ข้าพเจ้าลงมา

ชั้นล่างและล้างขี้โคลนที่พื้นก่อน  เพื่อที่จะได้เดินได้สะดวก ไม่ลื่นหกล้ม  วันนี้เหนื่อยเก็บของด้วยใจที่ยังหวาดหวั่นว่าน้ำจะมาอีกระลอกหรือเปล่า   สภาพจิตใจของข้าพเจ้าขณะนี้แย่มากเลย  สภาพหลังน้ำท่วมจะได้เห็นความเสียหายยับเยินของผู้คนชาวเมืองแพร่อย่างไม่นึกไม่ฝันมาก่อน  ข้าพเจ้าอยากจะถ่ายรูปไว้แต่ปรากฏว่าไม่มีฟิล์ม  พอดีเพื่อนบ้านได้ถ่ายไว้ให้จึงได้มีรูปไว้ดูเป็นที่ระลึกบ้างสัก๒-๓

รูป ก็ยังดี ผ่านพ้นไปแล้ว   มันมาเร็วและไปเร็ว  จนเราเกือบจะตั้งตัวไม่ทัน  ภัยน้ำท่วมหรืออุทกภัยเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้  แต่เราก็ทำให้เสียหายน้อยที่สุดได้  ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ  ไม่ตื่นเต้นตระหนกตกใจจนเกินเหตุ  เตรียมรับสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งแล้วเวลาก็จะช่วยคลี่คลายให้อะไร ๆ  ดีขึ้นเอง  และที่สำคัญก็คืออย่าประมาท  น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดแพร่ครั้งนี้คงจะเป็นบทเรียนที่มีค่าราคาแพงสำหรับผู้ที่ได้ประสบกับตนเอง  มันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่

อาจจะลืมได้ง่ายเลย