รายงานการวิจัย


ชื่อ งานวิจัย      รายรับและการออมเงินของนักศึกษามหาวิทยาลัย อุบลราชธานี

รายชื่อผู้ทำวิจัย นายกนิษฐ์ภาตุ ละมูล คณะบริหารศาสตร์  สาขาเศรษฐกิจพอเพียง

บทคัดย่อ          

                ใน ช่วงทศวรรษที่ 90 การออมภาคครัวเรือนมีสัดส่วนในรายได้ประชาชาติสูงถึงร้อยละ 14.4 ในปี 2532 แต่อัตราการออมภาคครัวเรือนถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง นับแต่ปีนั้นเป็นต้นมา จนในปี 2546  อัตราการออมภาคครัวเรือนต่อรายได้ประชาชาติลดลงเหลือเพียงร้อยละ 3.8 เท่านั้นเองรายงานผลการวิจัยเรื่อง รายรับและการออมเงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทำขึ้นมาเพื่อศึกษาที่มาของรายรับและจำนวนเงินที่ได้รับตลอดจนการใช้เงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเพื่อศึกษาการออมเงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  โดยวิธีการวิจัยดังต่อไปนี้  1.ทำการศึกษาเกี่ยวกับ การรับเงินจากแหล่งใด การใช้เงิน จำนวนเงินที่ได้รับและจำนวนเงินที่ออมต่อเดือนของนักศึกษา  โดยเริ่มเก็บข้อมูลจากวันที่ 24 สิงหาคม 2553 – 24 กันยายน 2553 ในบริเวณตามศูนย์อาหาร ห้องสมุด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ด้วยวิธีการทำแบบสอบถาม  2.จัดเก็บข้อมูลในแบบสอบถาม และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ตรวจสอบความสมบูรณ์และความถูกต้องของแบบสอบถาม  3.ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรม Excle ในการวิเคราะห์  4.สรุปผลการวิจัย  ผลการศึกษาพบว่า รายรับต่อเดือนของของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชนีส่วนใหญ่คือ 5000บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละคือ 32.26% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4645.16 บาทต่อเดือนและนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีส่วนใหญ่ไม่มีการออมเงิน คิดเป็นร้อยละคือ 38%

คำสำคัญ   

            การออม  คือ รายได้เมื่อหักรายจ่ายแล้วจะมีส่วนซึ่งเหลืออยู่ ส่วนของรายได้ที่เหลืออยู่ซึ่งไม่ได้ถูกใช้สอยออกไปนี้เรียกว่าเงินออม Incomes-Expenses=Savings  โดยทั่วไปการออมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีรายได้มากกว่าการจ่ายของเขา ทางที่จะเพิ่มเงินออมให้แก่ บุคคล อาจทำได้โดยการพยายามหาทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นด้วยการทำงานมากขึ้น ใช้เวลาว่างในการหารายได้พิเศษ หรือการปรับปรุงงานที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพมีรายได้สูงขึ้น เป็นต้น นอกจากนั้นการลดรายจ่ายลงด้วยการรู้จักใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมก็จะทำให้มีการออมเกิดขึ้นได้เหมือน

อ้างอิง www.mfcwebactivity1.com/pegasus/mainmenu3.html

คำนำ 

ในช่วงทศวรรษที่ 90 การออมภาคครัวเรือนมีสัดส่วนในรายได้ประชาชาติสูงถึงร้อยละ 14.4 ในปี 2532 แต่อัตราการออมภาคครัวเรือนถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง นับแต่ปีนั้นเป็นต้นมา จนในปี 2546  อัตราการออมภาคครัวเรือนต่อรายได้ประชาชาติลดลงเหลือเพียงร้อยละ 3.8 เท่านั้นเอง

จากงานวิจัยเรื่อง long-term saving in Thailand โดยคณะเศรษฐกรประจำธนาคารแห่งประเทศไทย  ที่ได้นำเสนอในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2548 ที่ผ่านมานั้น ชี้ให้เห็นว่า อัตราการออมของประเทศไทยในขณะนี้สูงเกินกว่าอัตราร้อยละ 25 ตามเกณฑ์ของงานโฆษณาส่งเสริมการออมชิ้นนั้นไปแล้ว โดยอัตราการออมในปี 2546 นี้อยู่ที่ร้อยละ 30.5 ของรายได้ประชาชาติ

แม้ว่าอัตราการออมในระดับร้อยละ 30 นี้จะถูกจัดว่าเป็นอัตราการออมในระดับสูง เมื่อเทียบกับอัตราการออมในประเทศอื่นๆ แล้ว แต่คณะเศรษฐ์กรของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า อัตราการออมของประเทศอยู่ในช่วง ขาลง เพราะประเทศไทย เคยมีอัตราการออมสูงสุดอยู่ที่ระดับร้อยละ 35.2 ของรายได้ประชาชาติ ในปี 2534 และนับจากปีนั้นเรื่อยมา อัตราการออมก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงโดยตลอด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้รับเงินและใช้เงินอย่างไรตลอดจนมีการออมเงินมากน้อยเพียงใด

รายงานผลการวิจัยเรื่อง รายรับและการออมเงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาที่มาของรายรับและจำนวนเงินที่ได้รับตลอดจนการใช้เงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  2.เพื่อศึกษาการออมเงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี   

ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงายผลการวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ ปริมาณเงินที่ได้รับและการใช้เงินตลอดจนปริมาณการออมเงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

วิธีการวิจัย

                 1.ทำการศึกษาเกี่ยวกับ การรับเงินจากแหล่งใด การใช้เงิน จำนวนเงินที่ได้รับและจำนวนเงินที่ออมต่อเดือนของนักศึกษา  โดยเริ่มเก็บข้อมูลจากวันที่ 24 สิงหาคม 2553 – 24 กันยายน 2553 ในบริเวณตามศูนย์อาหาร ห้องสมุด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ด้วยวิธีการทำแบบสอบถาม

         2.จัดเก็บข้อมูลในแบบสอบถาม และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ตรวจสอบความสมบูรณ์และความถูกต้องของแบบสอบถาม

         3.ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรม Excle ในการวิเคราะห์

         4.สรุปผลการวิจัย

วัตถุประสงค์         1.เพื่อศึกษาที่มาของรายรับและจำนวนเงินที่ได้รับตลอดจนการใช้เงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

                             2.เพื่อศึกษาการออมเงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ผลการศึกษา

              ดาวน์โหลดได้จาก ข้อมูลดิบและวิเคราะห์ข้อมูล(Final).xls ในไฟล์แนบ ด้านล่างสุดหรืคลิ๊กดาวน์โหลด

สรุป
               สรุปผลการศึกษาจากแบบสอบถาม
                1. รายรับต่อเดือนของของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชนีส่วนใหญ่คือ 5000บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละคือ 32.26% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4645.16 บาทต่อเดือน
                2. นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีส่วนใหญ่ไม่มีการออมเงิน คิดเป็นร้อยละคือ 38%
                3. นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่มีการออมส่วนใหญ่ จะมีจำนวนออมต่อเดือนเท่ากับ 100, 500, 1000 คิดเป็นร้อยละคือชนิดละ 10% เท่ากัน  โดยมีค่าเฉลี่ยการออมต่อเดือนเท่ากับ 262 บาทต่อเดือน
                4. การใช้เงินของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีส่วนใหญ่ ใช้ไปกับค่าอาหาร คิดเป็นร้อยละคือ 54%
                5. การใช้เงินในการบริโภคของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีส่วนใหญ่ใช้วันละ 100 บาท คิดเป็นร้อยละคือ 48%  โดยมีค่าเฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 123.5 บาทต่อวัน
                6. วิธีการออมของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีส่วนใหญ่ เก็บด้วยวิธีใส่กระปุกออมสินหรือเก็บไว้ที่กระเป๋าเงิน คิดเป็นร้อยละคือ 73.33%
               
สรุปผลการศึกษาจากแบบสังเกต
                1. จากการสังเกตตู้ATM ที่นักศึกษาใช้กดเงินพบว่า ตู้ATMธนาคารกรุงไทยข้างคณะบริหารศาสตร์มีจำนวนนักศึกษากดมากสุด คิดเป็นร้อยละคือ 62.54%
                ข้อเสนอแนะ
                1. การศึกษาและวิจัยในครั้งนี้นั้น เปนการวิเคราะหขอมูลจากการการคํานวณโดยพิจารณาจากนักศึกษาที่อยู่ห้องสมุดสถานที่เดียวเทานันซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง
                2. จำนวนนักศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ข้อมูลนั้นควรมากกว่านี้ และควรขยายสถานที่ในการเก็บข้อมูลให้ให้เพิ่มมากขึ้น            

เอกสารอ้างอิง
                กุลิสรา กฤตวรกาญจน,
รองศาสตราจารย์. การพัฒนาพฤติกรรมการออมในเยาวชนโดยใชกลยุทธการสื่อสารเพื่อการ .คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม
                ปณฑารีย อรรจนกุล
.ทัศนคติตอการออมและการกอหนี้ของนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร .ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม
                   

              Bsiness Statistics: A Decision-Making Approach, 6e © 2005 Prentice-Hall, Inc.


ภาคผนวก
                     ดาวน์โหลดได้จาก แบบสอบถาม(Final).doc ในไฟล์แนบด้านล่างสุดหรือคลิ๊กดาวน์โหลด
                 ดาวน์โหลดได้จาก วีดีโองานวิจัย.wmv ในไฟล์แนบด้านล่างสุดหรือหรือคลิ๊กดาวน์โหลด
č
วีดีโองานวิจัย.wmv
(2408k)
Kanitphat Lamool,
3 ต.ค. 2553 18:05
ĉ
Kanitphat Lamool,
3 ต.ค. 2553 17:57
Comments