firefly หิ่งห้อย


 

 หิ่งห้อย

       หิ่งห้อย (Firefly) เป็นแมลงปีกแข็ง ชื่อวิทยาศาสตร์: Luciola substriata เป็นแมลงจำพวกด้วงที่มีลำตัวอ่อนและปีกอ่อน สามารถกะพริบแสงระยิบระยับได้ ความถี่และช่วงแสงของการกะพริบจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิด

        ชื่ออื่น:- 'แมงแสง' หรือ 'แมงคาแสง' บางท้องถิ่นในภาคอีสาน เรียกว่า 'แมงทิ้งถ่วง' ด้วยเหตุผลที่เจ้าหิ่งห้อยชอบมาชุมชนกันที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า ต้นทิ้งถ่วง หรือบางทีเราก็เรียกหิ่งห้อยว่า 'หนอนกระสือ' ตามลักษณะตัวอ่อนที่เรืองแสงได้

       ที่อยู่อาศัยขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ หลายชนิดระยะที่เป็นตัวอ่อนจะอาศัยอยู่ในน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย ซึ่งบางชนิดขุดโพรงตื้นๆ อาศัยอยู่ใต้ดิน หรืออาศัยตามรอยแตกของหินใต้ใบไม้ใบหญ้า ตามผักตบชวา เมื่อพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยจะมีนิสัยออกหากินในเวลากลางคืน และซ่อนตัวในเวลากลางวัน แต่พบบางชนิดที่มีพฤติกรรมหากินทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนใหญ่จะพบหิ่งห้อยตามสุมทุมพุ่มไม้ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้หนองน้ำตามลำธารที่มีน้ำใสสะอาดค่อนข้างนิ่ง หรือไหลเอื่อย และตามบริเวณป่าชายเลนริมฝั่งทะเล โดยเฉพาะตามป่าชายเลน นอกจากต้นลำพูที่หิ่งห้อยชอบเกาะแล้ว ยังมีต้นลำแพน แสมชนิดต่างๆ โกงกาง โพทะเล ฝาด สาคู และเหงือกปลาหมอ

        อาหารของหิ่งห้อยที่อยู่ในวัยตัวเต็มวัยนั้น จะไม่กินอาหารแต่จะกินน้ำ หรือน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามใบไม้ ส่วนตัวหนอนเป็นตัวห้ำ ส่วนใหญ่กินหอยเป็นอาหาร หอยที่เป็นอาหารของหิ่งห้อยมีหลายชนิดที่เป็นพาหะของพยาธิต่างๆ เช่น พยาธิใบไม้ในเลือด หรือพยาธิใบไม้ตับของคนและสัตว์ หิ่งห้อยจึงเป็นตัวกำจัดไม่ให้พยาธิแพร่ระบาดได้อย่างดีทีเดียว

        ในเวลากลางวันหิ่งห้อยหลบซ่อนตัวอยู่ตามพงหญ้า หรือวัชพืชในที่ชื้นแฉะ หรือหลบตามกาบไม้ ซอกไม้ต่างๆ ในเวลากลางคืนจึงบินออกมาจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ ตัวหนอนหิ่งห้อยมีแหล่งอาศัยแตกต่างกันไปตามชนิด พืชอาศัยของหิ่งห้อยแบ่งเป็นสามประเภท ซึ่งได้แก่ พืชน้ำ ไม้ยืนต้น หรือพืชที่สามารถให้ร่มเงา และวัชพืชต่างๆ ที่ขึ้นอยู่บริเวณแหล่งน้ำ ทำไมจึงเรืองแสง

        หิ่งห้อยมีอวัยวะผลิตแสงอยู่ที่ปล้องท้องด้านล่างส่วนปลายของลำตัว ตำแหน่งของอวัยวะผลิตแสงแตกต่างกันไปขึ้นกับเพศและชนิดพันธุ์ โดยทั่วไปเพศเมียมีอวัยวะทำแสงปล้องเดียวที่ส่วนท้องปล้องที่ 5 เพศผู้มีอวัยวะทำแสง 2 ปล้อง แสงของหิ่งห้อยมีสีเหลืองอมเขียว เย็นตาแต่ไม่มีความร้อน ความสว่างของแสงอยู่ระหว่าง 1/ 50ถึง 1/400 แรงเทียน

        การเรืองแสงของหิ่งห้อยเกิดจากสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่มีอยู่ในอวัยวะผลิตแสง โดยได้ผ่านขบวนการสันดาป ซึ่งมีเอนไซม์ ลูซิเฟอเรส เป็นตัวกระตุ้นและอาศัยพลังงาน ATP และเกลือแมกนีเซียมต่างๆ ในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเป็นแสงเรือง หิ่งห้อยตัวเต็มวัยจะกะพริบแสงได้เต็มที่ ในขณะที่ตัวอ่อนของหิ่งห้อยส่วนใหญ่ไม่กะพริบแสง แต่จะเรืองแสงได้ตลอดเวลา

        หิ่งห้อยกะพริบแสง เนื่องจากมีจุดหมายเพื่อให้แสงเป็นสื่อในการผสมพันธุ์ ทั้งนี้ หิ่งห้อยแต่ละชนิดจะมีลักษณะการกะพริบแสงและความเข้มของสีตลอดจน จำนวนครั้ง ความถี่ และความยาวของช่วงเวลาในการกะพริบแสงแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ของหิ่งห้อย และสามารถรับรู้สัญญาณเฉพาะของการกะพริบแสงในเพศตรงข้ามชนิดพันธุ์เดียวกันเท่านั้น แสดงว่า หิ่งห้อยจะไม่ผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันแน่นอน

        นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า หิ่งห้อยตัวเมียเก่งไม่ใช่เล่น บางชนิดพันธุ์มีพฤติกรรมหลอกล่อตัวผู้ชนิดอื่นให้เข้ามาเพื่อนำมากินเป็นอาหาร โดยมันสามารถเลียนแบบสัญญาณกะพริบแสงให้หิ่งห้อยตัวผู้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวเมียของชนิดพันธุ์เดียวกัน

        ประโยชน์ของหิ่งห้อยนั้น พบว่า หิ่งห้อยเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสมบูรณ์ หรือเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และสภาวะแวดล้อมในพื้นที่เฉพาะแห่งได้ เป็นศัตรูธรรมชาติของหอยทาก รวมทั้งหอยชนิดที่เป็นพาหะตัวกลาง (intermediate hosts) ที่นำโรคร้ายแรงมาสู่มนุษย์และสัตว์ เช่น โรคพยาธิใบไม้ในตับและโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และในงานศึกษาวิจัยทางพันธุวิศวกรรมศาสตร์นั้น สามารถใช้สารลูซิเฟอรินที่สกัดได้จากอวัยวะผลิตแสงของหิ่งห้อยเป็น Marker เพื่อแสดงผลการตัดต่อยีนว่าประสบผลสำเร็จหรือไม่