คำในภาษาไทย

        การแบ่งชนิดของคำ
            ไวยากรณ์ดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวความคิดจากหนังสือหลักภาษาไทย  ของพระยาอุปกิตศิลปสารเป็นแนวไวยากรณ์ที่นักเรียน  นักศึกษาคุ้นเคยดี  เพราะได้ศึกษามาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงชั้นมัยมศึกษา  ไวยากรณ์แนวนี้แบ่งคำออกเป็น  ๗  ชนิด  โดยใช้เกณฑ์ หน้าที่  ตำแหน่ง  และความหมายในการแบ่งชนิดของคำทั้ง  ๗  ชนิดนี้  ได้แก่  คำนาม  คำสรรพนาม คำกริยา  คำวิเศษณ์  คำบุพบท  คำสันธาน  และคำอุทาน  ดังนี้
        คำนาม   พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๓๓:๗๐) ได้อธิบายคำนามในแง่ของความหมายว่า   หมายถึง  คำบอกชื่อ  คน  สัตว์  สิ่งของ  เป็นคำที่ใช้เรียกคำพวกหนึ่งที่บอกชื่อของสิ่งที่มีรูป  เช่น  คน  สัตว์  บ้านเมือง  เป็นต้น  หรือของสิ่งที่ไม่มีรูป  เช่น เวลา  อายุ  อำนาจ  เป็นต้น  และได้แบ่งคำนามออกเป็น  ๕  ชนิด  ได้แก่
            ๑.  สามานยนาม  หมายถึง  คำนามทั่วไป  เช่น คน บ้าน เมือง  ใจ  ลม  เวลา  เป็นต้น
            ๒.  วิสามานยนาม  หมายถึง  คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ  เช่น ประเทศไทย  อุดรธานี  เป็นต้น
            ๓.  สมุหนาม  หมายถึง  คำนามที่เป็นชื่อคน  สัตว์  และสิ่งของที่มีจำนวนมากรวมอยู่ด้วยกัน  เช่น  ฝูงปลา  คณะกรรมการ  สมาคนสตรีไทย   ชมรมรักการอ่าน  เป็นต้น
            ๔.  ลักษณนาม  หมายถึง  คำนามที่บอกลักษณะของบุคคล  สัตว์  สิ่งของ  เช่น  คน  ตัว  รูป  ใบ  เล่ม  เลา  เครื่อง  คำนามบอกลักษณะนี้มีชนิดที่ซ้ำรูปคำนามเรียกว่า  ลักษณนามซ้ำชื่อด้วย  เช่น  ประเทศสองประเทศ  เมืองสองเมือง   คนสามคน  เป็นต้น
            ๕.  อาการนาม  หมายถึง  คำนามที่เกิดจากการเติมคำ  การ  ความ  หน้าคำกริยา (การ -  ความ - ทางภาษาศาสตร์ ถือว่าเป็นหน่วยคำไม่อิสระ)  การจะนำหน้าคำกริยาที่เป็ฯรูปธรรม  เช่น การกิน  การเดิน  การออกกำลังกาย  ส่วน  ความ  จะใช้นำหน้าคำกริยาที่เป็นนามธรรม  เช่น  ความดี  ความงาม  ความสุข  ความรู้
        คำสรรพนาม  คำสรรพนาม หมายถึง คำใช้แทนนาม  แทนชื่อคน สัตว์  สิ่งของ
 
        คำกริยา   คำแสดงอาการของคำนาม  หรือคำสรรพนามให้รู้ว่าคำนาม หรือคำสรรพนามนั้น ๆ ทำอะไร หรือเป็นอย่างไร  พระยาอุปกิตศิลปสารแบ่งคำกริยาออกเป็น  ๔  ชนิด  ได้แก่
         ๑.  อกรรมกริยา  เป็นคำกริยาที่มีใจความครบบริยูรณ์ในตัวไม่ต้องมีคำที่เป็นกรรมตามหลัง 
            ๒. สกรรมกริยา  เป็นคำกริยาที่แสดงเนื้อความไม่บริบูรณ์ในตัว  ต้องมีคำที่เป็นกรรมตามหลัง  เพื่อให้ได้เนื้อความครบสมบูรณ์
               ๓.  วิกตรรถกริยา  เป็นคำกริยาที่ไม่มีเนื้อความในตัวต้องอาศัยเนื้อความของคำอื่นที่อยู่ข้างท้ายเข้าช่วย  จึงจะได้ความครบ  ได้แก่  เป็น  เหมือน  คล้าย  เท่า
                   ๔. กริยานุเคราะห์  เป็นคำกริยาที่ช่วยกริยาหลักให้ได้ความครบถ้วนในเรื่องของ กาล มาลา  วาจก  อาจใช้ประกอบข้างหน้า  หรือข้างหลังคำกริยาหลัก
        คำวิเศษณ์  เป็นคำที่ใช้ขยายคำนาม คำสรรพนาม  คำกริยา  หรือคำวิเศษณ์  ด้วยกันให้มีเนื้อความแปลกออกไป  หรือให้มัเนื้อความมากขึ้นเกี่ยวกับลักษณะ  เวลา  สถานที่ 
        คำบุพบท  เป็นคำที่ใช้นำหน้าคำนาม คำสรรพนาม  และนำหน้าคำกริยาบางพวกที่เรียกว่า  กริยาสภาวมาลา
        คำสันธาน  เป็นคำที่ใช้สำหรับเชื่อมประโยค หรือเชื่อมข้อความให้ต่อเนื่อง  และสละสลวย  พระยาอุปกิตศิลปสารแบ่งคำสันธานออกเป็น  ๔  ชนิด  ได้แก่
              ๑. เชื่อมความคล้อยตามกัน  
                    ๒.  เชื่อมความที่แย้งกัน
                             ๓. เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน
                                    ๔.  เชื่อมความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง     
        คำอุทาน   เป็นคำที่แสดงความรู้สึก ดีใจ  ตื่นเต้น  เสียใจ หรือเป็นคำที่เสริมคำพูดให้ฟังดูไม่ห้วน   คำอุทานในภาษาไทยแบ่งเป็น  ๒  ลักษณะ  คือ
            ๑.  คำอุทานบอกอาการ  เช่น  โอ้โฮ!  อ้อ!  โอ๊ย !  คุณพระช่วย !  คำอุทานชนิดนี้นิยมใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์  เพื่อให้ผู้อ่านทำเสียงให้เหมือนจริง
                ๒. คำอุทานเสริมบท  เป็นคำอุทานที่ใช้เพิ่มเติมถ้อยคำ  หรือเสริมคำไม่ให้ฟังแล้วห้วน  คำอุทานชนิดนี้ไม่ใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์  เพราะไม่ต้องทำเสียงให้เหมือนเสียงพูดจริง ๆ
 
หน้าเว็บย่อย (1): การสร้างคำในภาษาไทย
Comments