ง. ประเพณีจังหวัดสุรินทร์

 
 

 ...ประเพณีและวัฒนธรรม...

ประเพณีบุญวันสารท(แซนโดนตา)
 
 ประเพณีโดนตาเป็นประเพณีหนึ่งที่มีความสำคัญที่ปฏิบัติทอดกันมา อย่างช้านานของชนเผ่าเขมรเป็นการแสดงออก ถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระ คุณ สะท้อนให้เห็นถึงความรักความกตัญญูของสมาชิกในครอบครัว

งานช้างสุรินทร์

จังหวัดสุรินทร์ เป็นถิ่นฐานของชาวไทยเชื้อชาติสายกูย เป็นขนเผ่าที่เชี่ยวชาญการจับช้าง เลี้ยงช้าง และฝึกช้างมาแต่อดีตกาล แม้วันนี้การคล้อง ช้างป่าจะยุติไปแล้วแต่พวกเขายังเลี้ยงช้างไว้ดั่งสัตว์เลี้ยงของครอบครัว ชาวสุรินทร์ได้เคยทำชื่อเสียงให้แต่ประเทศไทยมาแล้ว และเมื่อ"การแสดง ของช้าง" ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2503 ทำให้นามของจังหวัดสุรินทร์ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาวต่างประเทศ

งานประเพณีบวชนาคแห่ช้าง

 

 ประเพณีบวชช้าง จัดขึ้นในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดื่อน 6 (ราวกลางเดือน พฤษภาคมของทุกปี) ณ วัดแจ้งสว่าง บ้านตากลาง อ.ท่าตูมจะมีการแห่แหน บรรดานาคด้วยขบวนช้างกว่า 50 เชือก ข้ามลำน้ำมูลกันอย่างเอิกเกริก, พิธีโกนผมนาค

ประเพณีโกนจุก

 ชาวสุรินทร์ ในอดีตนิยมไว้ผมให้กับเด็กๆ เนื่องจากมีความเชื่อว่า ผม จุกตรงกระหม่อมช่วยกันไม่ให้ กระหม่อมที่บาง โดนน้ำค้างซึ่งอาจทำให้เด็ก เป็นหวัดได้ พออายุประมาณ 9,11,13 ขวบ ซึ่งโตแล้วต้องทำพิธีตัดจุกออก เสียพิธีโกนจุกจึงมีขึ้น

นาฏศิลป์พื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์

 

นาฏศิลป์พื้นบ้าน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมความเชื่อของชาวบ้าน ก่อให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ ดังคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ (2522) ที่ว่า คนไทยเป็นชนชาติที่เห็นว่าความสนุกสนานและความรื่นเริงเป็นความประสงค์ที่สำคัญของชีวิต หากชีวิตมีความสนุกมีความรื่นเริง ชีวิตนั้นก็จะเป็นชีวิตที่ดีและสมบูรณ์

การแสดงพื้นบ้านหรือการละเล่นพื้นบ้านของไทยนั้น อาจกล่าวได้ว่ามีประวัติอันยาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นอย่างน้อย เรียกว่า เป็นการแสดงออกที่แฝงไว้ซึ่งความสนุกสนานมีคารมคมคายมีไหวพริบ สดใส พัมธุโกมล (2517) ได้กล่าวถึงที่มาของการฟ้อนรำว่า เกิดจากสัญชาตญาณและการเลียนแบบธรรมชาติของมนุษย์ การฟ้อนรำเกิดขึ้นมานานคู่กับมนุษย์ ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ไม่มีความเจริญสำหรับที่มาของการฟ้อนรำในจังหวัดสุรินทร์นั้น น่าจะมีกำเนิดควบคู่มากับเมืองสุรินทร์ ครือจิต ศรีบุญนาค (2534) ได้ทำการศึกษาถึงที่มาของการฟ้อนรำ และพบว่ามาจากสาเหตุหลายประการ ดังนี้

1. ความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติ แต่เดิมมีความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภูติผีปีศาจ วิญญาณบรรพบุรุษ เทวดา เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือภูตผีปีศาจ สามารถให้คุณและโทษแก่มนุษย์ได้ จึงมีพิธีบวงสรวงเพื่อทำให้สิ่งเหนือธรรมชาติพอใจ โดยจัดเครื่องสังเวย และจัดการขับร้องฟ้อนรำถวาย ดนตรีและการละเล่นพื้นบ้านสุรินทร์ ก็เกิดจากความเชื่อสิ่งเหล่านี้ ดังมีการฟ้อนรำถวายเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเซ่นสรวงวิญญาณผู้ตาย เช่น เรือมมม็วต เรือมตร็ด เรือมมงก็วลจองได(เรือม=รำ)

2. การทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะในสังคมเกษตรกรรม ชาวบ้านจะทำงานช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นหมู่คณะซึ่งเรียกว่า การลงแขกเป็นการแสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนบ้านในชุมชน สร้างความรักความสามัคคีให้เกิดในชุมชนขึ้น เช่น ลงแขกเกี่ยวข้าว ลงแขกดำนา การที่ชาวบ้านมารวมกลุ่มร่วมมือกันทำงานเป็นหมู่คณะ ซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ก็ย่อมมีการแสวงหาความบันเทิงใจหรือต้องการผ่อนคลายความเมื่อยล้าของร่างกายและจิตใจ จึงมีการคิดสร้างสรรค์การแสดงและการละเล่นต่าง ๆ ขึ้นมา การฟ้อนรำของจังหวัดสุรินทร์ที่เกิดจากการร่วมกันทำงานเป็นหมู่คณะ เช่น เรือมอันเร(รำสาก) เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนานหลังจากว่างเว้นจากการทำนา(เดือนมีนาคม-เมษายน)

3. การเลียนแบบธรรมชาติ ธรรมชาติมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มนุษย์คิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้น ตัวอย่าง การฟ้อนรำคิดประดิษฐ์ท่ารำมาจากการลอกเลียนแบบกริยาของสัตว์ เช่น เรือมกระโน้ปติงตอง(รำตั๊กแตนตำข้าว) เป็นการเลียนแบบลีลาท่าทางของตั๊กแตนซึ่งกำลังเกี่ยวพาราสีกัน นอกจากนั้นยังมีท่ารำที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เช่น ท่ามะลปโดง(ท่าร่มมะพร้าว) ในเรือมอันเร โดยนำเอาลีลาของใบมะพร้าว ต้นมะพร้าวเวลาโดนลมพัดโอนไปเอนมา แล้วใช้ภาษาท่าทางนาฏศิลป์เข้าประกอบเพื่อความสวยงาม เป็นต้น

4. เกิดจากความต้องการสนุกสนานและประโคมในงานเทศกาล งานบุญ งานประเพณีของหมู่บ้าน ชาวบ้านจะคิดการแสดงที่ทำให้เกิดความสนุกสนาน หรือการประโคม จึงมีการละเล่น หรือการแสดงประจำท้องถิ่นขึ้น เช่น การเล่นกันตรึม เรือมอายัย ระบำซาปาดาน ระบำกรับ ระบำศรีขรภูมิ เป็นต้น

5. การฟ้อนรำที่เกิดจากอาชีพในท้องถิ่น เป็นการฟ้อนรำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นจากการประกอบอาชีพต่าง ๆ ในท้องถิ่น เช่น การเลี้ยงไหม ทอผ้า มีการนำขั้นตอนการเลี้ยงไหมจนถึงขั้นตอนการทอผ้าเป็นลายต่าง ๆ มาประดิษฐ์เป็นท่ารำโดยเสริมแต่งลีลานาฏศิลป์เข้าไปจึงเกิดเป็นระบำศรีผไทสมันต์ นอกจากนี้ยังมีระบำปั้นหม้อ โดยได้นำขั้นตอนจาการปั้นดินมาประดิษฐ์เป็นท่ารำให้สวยงามขึ้น เป็นต้น6. เกิดจากการรับวัฒนธรรมการฟ้อนรำกลุ่มอื่นเข้ามาปรับใช้ เช่น จากการที่ชาวเขมรอพยพมาอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ ทำให้มีการนำรูปแบบการฟ้อนรำมาถ่ายทอดและปรับปรุงต่อ ๆ กันมา เช่น ระบำสุ่ม ระบำกะลา และระบำร่ม เป็นต้น

 

ประเภทของนาฏศิลป์พื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์

 

นาฏศิลป์พื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์บางอย่างมีมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว บางอย่างคิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่และได้รับการยอมรับจากคนในท้องถิ่น ทำให้มีการถ่ายทอดกันกว้างขวางออกไป นาฏศิลป์พื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ นาฏศิลป์พื้นบ้านที่ใช้ในงานที่เกี่ยวกับประเพณี พิธีกรรม และนาฏศิลป์พื้นบ้านที่ใช้ในงานนักขัตฤกษ์

1.นาฏศิลป์พื้นบ้านที่ใช้ในงานประเพณี พิธีกรรม ประกอบด้วย เรือมอันเร เรือมแกลมอ เรือมมงก็วลจองได และเรือมตร็ด เป็นต้น นาฏศิลป์ประเภทนี้จะใช้ในโอกาสที่เกี่ยวกับการประกอบพิธีทางศาสนาและในเรื่องความเชื่อต่าง ๆ เมื่อก่อนนั้นชาวสุรินทร์ส่วนใหญ่มีความเชื่อแต่โบราณว่า การเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของภูตผีปีศาจ จึงได้คิดหาวิธีการที่จะติดต่อหรือเซ่นสรวง บูชา สังเวยภูตผีปีศาจดังกล่าว ด้วยการรำ โดยมีความเชื่อว่าจะทำให้อาการเจ็บไข้จะหายไป หรือทำให้รู้ถึงสาเหตุของอาการนั้น ๆ พิธีกรรมนี้เกิดขึ้นมานานแล้วจนถึงปัจจุบันชาวบ้านในหลายท้องที่ก็ยังคงใช้วิธีการนี้อยู่ นาฏศิลป์พื้นบ้านที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ มีดังนี้

เรือมมม็วต เป็นการเล่นประกอบพิธีกรรมทรงเจ้าเข้าผี เพื่อรักษาคนป่วย นิยมทำในเดือนสี่ ผู้เข้าร่วมพิธีนี้ ประกอบด้วย มม็วต(คนทรง) และผู้ป่วยที่บนบานไว้ สถานที่จัดคือ ลานบ้าน มีสิ่งของที่ใช้ประกอบเป็นเครื่องเซ่นต่าง ๆ หลายอย่าง สามารถเล่นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเริ่มด้วยการบรรเลงดนตรี เพลงอีเกิ๊ด(ทิศตะวันออก) เพื่อเชิญผีเข้าทรง ตามด้วยเพลงบันแซร์ คนทรงจะร่ายรำด้วยความสดชื่นเบิกบานใจ ตามด้วยเพลงกาบเป(ฟันร้านเครื่องเซ่น) โดยร่ายรำในท่าปัดรังควานสิ่งที่ทำให้เจ็บป่วย แล้วต่อด้วยเพลงต่าง ๆ อีก จนกระทั้งผีที่เข้าทรงออก เป็นอันเสร็จพืธี

เรือมมงก็วลจองได เป็นการฟ้อนรำประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ แต่เดิมเป็นการฟ้อนรำพื้นเมืองโดยชาวบ้าน ต่อมาได้รับการปรับท่ารำให้เป็นรูปแบบขึ้นมา โดยอาจารย์ในภาควิชานาฏศิลป์สถาบันราชภัฎสุรินทร์ เมื่อปี 2526 โดยปรับท่ารำจากท่ารำของชาวบ้านตามแบบเดิมผสมผสานกับท่ารำพื้นเมืองให้สวยงามและเป็นรูปแบบยิ่งขึ้น เพลงที่ใช้ร้องจะเป็นเพลงกันตรึมบรรเลงประกอบการแสดง การทำพิธีนี้ชาวบ้านถือว่าเป็นการเรียกขวัญให้มาอยู่กับตัว การจัดพิธีบายศรีจะจัดขึ้นได้ทั้งการแสดงความชื่นชมยินดี หรือต้องเดินทางจากญาติมิตรไปอยู่ที่อื่น หรือต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือน เป็นต้น

เรือมตร็ด นิยมเล่นในประเพณีสงกรานต์ เริ่มด้วยผู้ที่มีความสามารถในการเล่นหนึ่งคนเป็นผู้ถือ จ็องกร็องเดินไปอวยพรตามบ้านผู้ที่คุ้นเคยด้วยคำอวยพรที่เริ่มต้นว่า มุน เมียน มะฮากะษัต เนยบเปรี๊ยะตรมเตรื๊อดแล้วก็จะมีการดื่มกินกัน ต่อจากนั้นเจ้าของบ้านก็จะเกาะเอวต่อท้ายผู้ถือจ็องกร็อง ไปบ้านอื่นเรื่อย ๆ จนครบทุกบ้านอย่างสนุกสนาน โอกาสที่เล่นเรือมตร็ด คือ แคแจต(เดือนสงกรานต์) เมื่อจบการเรือมตร็ดก็จะเป็นเวลาพลบค่ำพอดี ต่อจากนั้นจะเป็นการละเล่นอย่างอื่นต่อไป

2.นาฏศิลป์พื้นบ้านที่ใช้ในงานนักขัตฤกษ์ หมายถึง การฟ้อนรำในงานประจำปี หรืองานสนุกสนานรื่นเริงต่าง ๆ ประกอบด้วย เรือมอายัย เรือมอันเร เรือมกันตรึม เรือมกระโน้ปติงตอง เรือมจับกรับ เรือมศรีไผทสมันต์ ระบำสุ่ม ระบำกะลาและระบำซาปาดาน เป็นต้น นาฏศิลป์ประเภทนี้จะใช้โอกาสที่ต้องการความสนุกสนาน พิธีมงคล เช่นงานบวช งานผ้าป่า งานกฐิน ตลอดจนงานรื่นเริงต่าง ๆ

เรือมอันเร หรือลูดอันเร แปลว่า รำสากหรือเต้นสาก เป็นการฟ้อนรำระหว่างชายและหญิง โดยใช้สากตำข้าวเป็นอุปกรณ์สำคัญ นิยมเล่นในวันสงกรานต์ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า วันตอมซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่โดยจะมีการหยุดทำงาน 3 วัน เพื่อพักผ่อนและไปนมัสการพระพุทธบาทจำลองที่วัดบนเขาสวาย อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ พอถึงวันขึ้น 15 ค่ำ จะมีการทำบุญตัดบาตรจากวันแรม 1 ค่ำ เป็นต้นไป ตามประเพณีจะให้หยุดงานอีก 7 วัน เพื่อพักผ่อน ในระหว่างนี้ชาวบ้านจะมาร่วมสนุกโดยการเล่น เรือมอันเร กานเล่นจะเล่นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ถ้าเป็นกลางคืนจะมีการก่อกองไฟให้สว่างและจะเล่นตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงเช้า

เรือมกันตรึม เป็นการแสดงโดยใช้ สก็วร” (กลองกันตรึม) มาประกอบการบรรเลงเพลง ซึ่งจะมีจังหวะเป็นเสียง โจ๊ะกันตรึม โจ๊ะ ตรึม ตรึมการแสดงจะเป็นการรำประกอบเพลงพื้นบ้านซึ่งจะมีทั้งจังหวะช้าและจังหวะเร็ว แต่เดิมการเล่นกันตรึมจะเป็นการร้องเพลงโต้ตอบระหว่างชายและหญิง เกี๊ยวพาราสีกัน ในขณะเดียวกันก็จะรำไปด้วย ซึ่งท่ารำจะไม่มีแบบแผนที่แน่นอน ต่อมาอาจารย์สุจินต์ ทองหล่อ ได้คิดท่ารำขึ้นให้เป็นแบบแผน โดยการคัดเลือกเพลงกันตรึมที่มีจังหวะช้า-เร็วต่างกัน มาคิดท่ารำประกอบและใช้แสดงกันมาจนถึงปัจจุบันนี้

เรือมอายัย เป็นการละเล่นที่มีลักษณะเกี้ยวพาราสี ระหว่างชายและหญิงเป็นคู่ ๆ โดยมีการร้องโต้กลอนกัน ท่ารำเรือมอายัยจะไม่มีแบบแผนที่แน่นอน เป็นการรำให้เข้ากับจังหวะดนตรี และเป็นการรำตามเนื้อร้อง ฉะนั้นท่ารำของฝ่ายหญิงส่วนมากจะเป็นท่าที่คอยปกป้องตนเองระหว่างการหยอกล้อจากฝ่ายชายที่จะมาถูกเนื้อต้องตัว และจะมีลูกคู่ร้องเชียร์ประกอบอยู่ด้านหลัง การแสดงจะสลับคู่ออกมาร้องโต้ตอบกันจนครบทุกคู่ เนื้อหาในการร้องจะเป็นการโต้ตอบกันในเรื่องเดียวกันหรือแล้วแต่ผู้แสดงจะหาบทกลอนอื่น ๆ มาแทรกก็ได้

เรือมกระโน้ปติงตอง(รำตั๊กแตนตำข้าว) เป็นการรำเลียนแบบท่าทางของสัตว์ เพื่อความสนุกสนาน ผู้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นเป็นคนแรกคือ นายเต็น ตระการดี และนายยัน ยี่สุ่นสี บ้านโพธิ์กอง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งได้มองเห็นตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้และตัวเมียกำลังหยอกล้อเกี้ยวพาราสีกัน จึงเฝ้าดูท่าทางของมันและมีความคิดว่าถ้านำเอาลีลาการเต้นของตั๊กแตนตำข้าวมาแสดงเป็นท่ารำให้คนอื่นได้ดูก็คงจะดี จากนั้นก็คิดท่าทางและเพลงประกอบนำออกแสดงในหลาย ๆ ท้องที่จนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจนทุกวันนี้ การแต่งกายของผู้แสดงจะเลียนแบบลักษณะรูปร่างและสีของตั๊กแตนตำข้าว โดยใช้ผ้าสีเขียวตัดเป็นชุด ท่ารำจะเป็นการเกี้ยวพาราสีและหยอกล้อกันเป็นคู่ ๆ ส่วนนายเหือน ตรงศูนย์ดี เป็นผู้แต่งเพลงประกอบการแสดง (ข้อมูลจากเฉลิมชัย ถึงดี)

เรือมจับกรับ เป็นการรำที่ใช้กรับเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดงโดยผู้แสดงจะร่ายรำขับร้องประกอบเสียงกรับและจังหวะ ซึ่งเรียกตามภาษาพื้นเมืองของจังหวัดสุรินทร์ว่า จั๊กตะล็อกเรือมจับกรับมีมาตั้งแต่สมัยที่เมืองสุรินทร์ยังไม่มีเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์แบบใช้แบตเตอรี่ทุกแบบ(ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์, 2526 และจากการสัมภาษณ์ นายปิ่น ดีสม ซึ่งเป็นศิลปินพื้นบ้านได้เล่าว่า เรือมจับกรับเป็นการแสดงออกของชาวบ้าน เมื่อได้ฟังทำนองเพลงก็จะลุกขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกร่วมกับทำนองเพลง ดดยการกระทบกรับพร้อมกับร่ายรำประกอบจังหวะเพลง เรือมจับกรับนี้เดิมผู้แสดงจะเป็นชายล้วน จะร่ายรำประกอบในวงกันตรึม ในปัจจุบันได้มีการคิดประดิษฐ์ท่าทางลีลาการร่ายรำขึ้น บางแห่งจะให้ผู้ชายและผู้หญิงรำคู่กันในลักษณะหยอกล้อ สนุกสนาน มีการแปรแถวเพื่อให้เกิดความสวยงาม

เรือมตะล๊อก (ระบำกะลา) เป็นการแสดงที่ใช้กะลามะพร้าวเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง เนื่องจากมีการนำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีต่าง ๆ ตลอดจนใช้ประกอบอาหาร แต่เดิมการแสดงชุดนี้จะมีในประเทศเขมรซึ่งอาจารย์ภาควิชานาฏศิลป์ สถาบันราชภัฎสุรินทร์ได้ไปชมการแสดงของชาวเขมรที่อำเภอกาบเชิง จึงได้นำเอกการแสดงชุดนี้มาปรับปรุงท่ารำ การแต่งกาย และทำนองเพลง แต่ก็ยังคงรูปแบบเดิมไว้

 
แกลมอ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์
 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
ความเป็นมาของพิธีกรรมการเล่นแกลมอ
พิธีกรรมแกลมอ เป็นประเพณีของชาวกุย เรียกตามภาษาถิ่นว่าแกลมอมีมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏที่แน่ชัดทราบแต่เพียงว่าพิธีกรรมเหล่านี้มีมานานแล้ว พวกชาวไทยกูยรับถ่ายทอดต่อเนื่องกันมาอีกทอดหนึ่ง และปฏิบัติมาโดยตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยจัดขึ้นเนื่องใน ๓ โอกาส คือ
     ๑.เพื่อเป็นการเคารพครูบาอาจารย์ปู่ย่า ตายาย ที่เคารพ เมื่อถึงวันสำคัญในรอบปีก็ดำเนินพิธีกรรมขึ้นปีละ ๑ ครั้ง ในวันขึ้น ๘ หรือ ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ของทุกปี
     ๒.บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถบันดาลทุกข์สุข เชื่อว่าผู้ที่เคารพกราบไหว้จะทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อเกิด เหตุไม่ดี กับสมาชิกในครอบครัว ญาติ มีการเจ็บป่วย จะมีการบนบาน เมื่อได้ตามที่บนบานไว้ จึงจัดพิธีกรรมแก้บน
     ๓.การประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นการอัญเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษมาให้ความช่วยเหลือขอคำแนะนำผ่านล่าม หรือคนทรงเพื่อหา

ลักษณะทั่วไปของพิธีกรรมการเล่นแกลมอ
การเล่นมอ ชาวไทยกูย เรียกว่า“แกลมอ” ซึ่งมักเล่นในตอนกลางวัน สาระการจับช้าง แสดงถึงการหึงหวงช้างของตนแกลมอมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชนกลุ่มนี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับความอยู่ดีมีสุขของสมาชิกในสังคม ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้นอาจมีสิ่งผิดปกติ หรือไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เช่น สิ่งของสำคัญสูญหายเกิดการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจให้กับผู้เกี่ยวข้อง จึงต้องหาวิธีการในการผ่อนคลายความกังวลใจความวิตกจนเกินเหตุให้ลดน้อยลง กลุ่มหนึ่งที่ยังมีความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณค่อนข้าง สูง ดังเช่นความเชื่อในเรื่องผีมอ เป็นผีที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก แม้ผีมอจะไม่ใช่ผีของบรรพบุรุษในสายตระกูลที่ ล่วงลับไปแล้วก็ตาม แต่ผีมอก็มีอำนาจควบคุมพฤติกรรมทั้งสายตระกูล ซึ่งไม่สามารถล่วงรู้เลยว่า ผีมอจะทำให้เกิดอะไรในครอบครัว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนในสายตระกูล ซึ่งบางครั้งพฤติกรรมบางอย่างที่กระทำลงไปโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจก็ตาม จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายให้เกิดเจ็บป่วยได้ทุกเมื่อ
 
 
 
รำบายศรี ภาษาส่วย
 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

เป็นการแสดงที่สวยงามอีกชุดหนึ่งของชาวอีสาน ใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญหรือเชิญขวัญในการต้อนรับแขกเมือง หรือแขกสำคัญๆ
ปัจจุบันอาจใช้ในงานเบ็ดเตล็ดก็ได้

 
 
 
 เรือมอันเร
 เรือมอันเร โรงเรียนสุรวิทยาคาร
 
 

วิดีโอ YouTube

 

เดิมนั้นนิยมเรียกว่า "ลูดอันเร" ซึ่ง คำว่า "ลูด" หมายถึง การเต้น หรือกระโดด ส่วนคำว่า "อันเร" หมายถึง "สาก" ซึ่งก็คือ สากตำข้าว นั่นเอง ลูดอันเร จึงหมายถึง การเต้นสาก หรือระบำสาก

ในภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการละเล่น และเรียกว่า "เรือมอันเร" โดยคำว่า เรือม หมายถึง การรำ ดังนั้น เรือมอันเร จึงหมายถึง รำสาก มีนัยบ่งบอกถึงความอ่อนโอนและนุ่มนวลกว่าเดิม

การละเล่น
 

การเล่นเรือมอันเรนั้น นิยมเล่นหลังเสร็จฤดูเก็บเกี่ยว คือประมาณเดือนสี่ถึงเดือนห้า (ราวเดือนมีนาคม - เมษายน) อันเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ (สงกรานต์) ของชาวไทยเชื้อสายเขมรด้วย

การละเล่นมักจะมีขึ้นในตอนค่ำ หลังตำข้าวหรือขณะตำข้าว เสียงกระทบของสากจะมีจังหวะสนุกสนาน ทำให้หนุ่มสาวร้องเพลงและรำด้วยกันอย่างสนุกสนาน อันเป็นการเกี้ยวพาราสีไปด้วย

ในภายหลังได้มีการดัดแปลงลักษณะการเต้น และการเคาะจังหวะให้มีแบบแผนมากขึ้น โดยใช้ไม้ยาววางกับพื้นแทนสาก และมีการเต้นข้ามไม้ไปมา พร้อมกับมีเพลงและทำนองเฉพาะสำหรับการละเล่นเรือมอันเรโดยเฉพาะ แต่ก็ยังมีลักษณะการละเล่นคล้ายรำวงด้วย

ปัจจุบันการละเล่นเรือมอันเรในท้องถิ่นในปัจจุบันพบได้น้อย ส่วนใหญ่เป็นการเตรียมเพื่อจัดแสดงต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาด้านศิลปะวัฒนธรรมหลายแห่ง

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แหล่งที่มาข้อมูล

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comments