เครื่องดนตรีไทย

ความเป็นมาของดนตรีไทย

การบรรเลงระนาดเอกในสมัยรัตนโกสินทร์มีพัฒนาการด้านเทคนิค และศิลปะการบรรเลงคู่มากับพัฒนาการของดนตรีไทยยุคที่ดนตรีปี่พาทย์รุ่งเรือง ชั้นเชิงการตีระนาดก็รุ่งเรืองพัฒนาไปด้วย คือมีครูระนาดดีๆเกิดขึ้นหลายคน แต่ละคนต่างมีส่วนปรับปรุงเทคนิคและศิลปะการบรรเลงให้ก้าวหน้าหลากหลายยิ่งขึ้น พอถึงยุคที่ดนตรีไทยเสื่อมความนิยม ชั้นเชิงลีลาการตีระนาดก็เสื่อมถอยตามไปด้วยเช่นกัน ถ้าจะเอาวิวัฒนาการในการตีระนาดเอกเป็นเกณฑ์ในการแบ่งก็พอจะแบ่งได้เป็น 4 ยุคดังนี้
1. ยุคทอแสงประเทือง - เป็นยุคเริ่มเจริญรุ่งเรือง พ.ศ.2352-2425 ( ร.2-ต้น ร.5)
2. ยุครุ่งเรืองหลากหลาย - เป็นยุคทองของระนาดเอก พ.ศ.2425-2475 (ร.5-ร.7)
3. ยุคสืบสายดำรง - เป็นยุคทรงตัว รักษามาตรฐานของยุคเก่าไว้ พ.ศ.2475-2525
4. ยุคทรงสู้ความเสื่อม - พ.ศ.2525-ปัจจุบัน
แต่ในบทนี้จะขอนำเสนอเฉพาะประวัติของนักระนาดเอกในยุคที่ 1 และ 2 เท่านั้นเนื่อง จากเป็นยุคที่ดนตรีปี่พาทย์รุ่งเรืองมากที่สุด
 
 
 
 
 

YouTube Video

 
 
 
 
 
 

1. ยุคทอแสงประเทือง
ยุคทอแสงประเทืองของระนาดเอกสมัยรัตนโกสินทร์ได้แก่ช่วงรัชกาลที่ 2 ถึง ต้นรัชกาลที่ 5 ช่วงนี้ปี่พาทย์เริ่มรุ่งเรือง มีบทบาทในวงการดนตรีไทยมากขึ้น จากดนตรีประกอบพิธีและการแสดงโขนละคร มาเป็นดนตรีเพื่อการฟังคือปี่พาทย์เสภา โดยเริ่มมี เค้าตั้งแต่รัชกาลที่ 2 พัฒนาเป็นวงรับร้องเอกเทศในรัชกาลที่ 3 เครื่องดนตรีก็เพิ่มขึ้นเป็น วงปี่พาทย์เครื่องคู่ถือเป็นวงมาตรฐานของวงปี่พาทย์ไทยมาจนปัจจุบัน แต่วงปี่พาทย์ เครื่องห้าก็ยังแพร่หลายอยู่ ส่วนมากใช้ประกอบการแสดง หากบรรเลงรับร้องเพื่อฟังดนตรีจริงจัง ปี่พาทย์เครื่องคู่ได้รับความนิยมมากกว่า ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เกิดวง ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ขึ้น ช่วงรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 เกิดเพลงรับร้อง 3 ชั้นขึ้นมากมาย นับเป็นพัฒนาการขั้นสำคัญของดนตรีไทย
เมื่อลักษณะการประสมวงและเพลงเปลี่ยนแปลง วิธีการบรรเลงของเครื่องดนตรีในวงย่อมต้องเปลี่ยนไปด้วย ฆ้องวงใหญ่ อาจจะเปลี่ยนไม่มาก เพราะต้องตี "เนื้อฆ้อง" ยืนเป็นหลักไว้ แต่ ระนาดเอก กับ ปี่ ต้องปรับปรุงวิธีการดำเนินทำนอง ให้เหมาะกับลักษณะวงและลักษณะเพลงอย่างแน่นอน ระนาดเอกซึ่งมีลักษณะเสียงแจ่มจ้าโดดเด่นเป็นพระเอกในวง ต้องมีพัฒนาการเรื่องเทคนิคและศิลปะการบรรเลงมากทีเดียว การบรรเลงระนาดเอกในสมัยรัตนโกสินทร์มีพัฒนาการด้านเทคนิค และศิลปะการบรรเลงคู่มากับพัฒนาการของดนตรีไทยยุคที่ดนตรีปี่พาทย์รุ่งเรือง ชั้นเชิงการตีระนาดก็รุ่งเรืองพัฒนาไปด้วย คือมีครูระนาดดีๆเกิดขึ้นหลายคน แต่ละคนต่างมีส่วนปรับปรุงเทคนิคและศิลปะการบรรเลงให้ก้าวหน้าหลากหลายยิ่งขึ้น พอถึงยุคที่ดนตรีไทยเสื่อมความนิยม ชั้นเชิงลีลาการตีระนาดก็เสื่อมถอยตามไปด้วยเช่นกัน ถ้าจะเอาวิวัฒนาการในการตีระนาดเอกเป็นเกณฑ์ในการแบ่งก็พอจะแบ่งได้เป็น 4 ยุคดังนี้
1. ยุคทอแสงประเทือง - เป็นยุคเริ่มเจริญรุ่งเรือง พ.ศ.2352-2425 ( ร.2-ต้น ร.5)
2. ยุครุ่งเรืองหลากหลาย - เป็นยุคทองของระนาดเอก พ.ศ.2425-2475 (ร.5-ร.7)
3. ยุคสืบสายดำรง - เป็นยุคทรงตัว รักษามาตรฐานของยุคเก่าไว้ พ.ศ.2475-2525
4. ยุคทรงสู้ความเสื่อม - พ.ศ.2525-ปัจจุบัน
แต่ในบทนี้จะขอนำเสนอเฉพาะประวัติของนักระนาดเอกในยุคที่ 1 และ 2 เท่านั้นเนื่อง จากเป็นยุคที่ดนตรีปี่พาทย์รุ่งเรืองมากที่สุด

1. ยุคทอแสงประเทือง
ยุคทอแสงประเทืองของระนาดเอกสมัยรัตนโกสินทร์ได้แก่ช่วงรัชกาลที่ 2 ถึง ต้นรัชกาลที่ 5 ช่วงนี้ปี่พาทย์เริ่มรุ่งเรือง มีบทบาทในวงการดนตรีไทยมากขึ้น จากดนตรีประกอบพิธีและการแสดงโขนละคร มาเป็นดนตรีเพื่อการฟังคือปี่พาทย์เสภา โดยเริ่มมี เค้าตั้งแต่รัชกาลที่ 2 พัฒนาเป็นวงรับร้องเอกเทศในรัชกาลที่ 3 เครื่องดนตรีก็เพิ่มขึ้นเป็น วงปี่พาทย์เครื่องคู่ถือเป็นวงมาตรฐานของวงปี่พาทย์ไทยมาจนปัจจุบัน แต่วงปี่พาทย์ เครื่องห้าก็ยังแพร่หลายอยู่ ส่วนมากใช้ประกอบการแสดง หากบรรเลงรับร้องเพื่อฟังดนตรีจริงจัง ปี่พาทย์เครื่องคู่ได้รับความนิยมมากกว่า ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เกิดวง ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ขึ้น ช่วงรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 เกิดเพลงรับร้อง 3 ชั้นขึ้นมากมาย นับเป็นพัฒนาการขั้นสำคัญของดนตรีไทย
เมื่อลักษณะการประสมวงและเพลงเปลี่ยนแปลง วิธีการบรรเลงของเครื่องดนตรีในวงย่อมต้องเปลี่ยนไปด้วย ฆ้องวงใหญ่ อาจจะเปลี่ยนไม่มาก เพราะต้องตี "เนื้อฆ้อง" ยืนเป็นหลักไว้ แต่ ระนาดเอก กับ ปี่ ต้องปรับปรุงวิธีการดำเนินทำนอง ให้เหมาะกับลักษณะวงและลักษณะเพลงอย่างแน่นอน ระนาดเอกซึ่งมีลักษณะเสียงแจ่มจ้าโดดเด่นเป็นพระเอกในวง ต้องมีพัฒนาการเรื่องเทคนิคและศิลปะการบรรเลงมากทีเดียว