►Neighbor

471 วันนับตั้งแต่
วันสิ้นปี

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ




    ประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพ
ในปัจจุบันเทคโนโลยีชีวภาพได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้แก่
-การแพทย์และเภสัชกรรม
-เกษตรกรรม
-อุตสาหกรรม
-พลังงานและสิ่งแวดล้อม
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมี เพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพื่อคิดค้นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น เพื่อคิดค้นตัวยาป้องกันและรักษาโรค เป็นต้น

1. พยายามจะลดปริมาณการใช้สารเคมีในการเกษตร ด้วยการคิดค้นพันธุ์พืชใหม่ที่ต้านทานต่อโรคและแมลง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการใช้สารเคมีซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาทางสิ่งแวดล้อม

2 เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกของโลก โดยการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ที่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่แห้งแล้ง หรือผิดปกติ

3 เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของโลก โดยคิดค้นปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ทนทานต่อโรคภัยและให้ผลผลิตสูง

4 คิดค้นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น หรือมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น เช่น อาหารไขมันต่ำ อาหารที่คงความสดได้นาน อาหารที่มีอายุการเก็บนานขึ้นโดยไม่ใส่สารเคมี เป็นต้น

ปัจจุบันวิทยาการทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง แต่ที่เด่นชัดที่สุด คือ ทางการแพทย์และการเกษตร ทั้งนี้เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพได้ก่อให้เกิดความหวังใหม่ๆ ที่จะพัฒนาสิ่งมีชีวิตต่างๆให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น

    ประโยชน์ และผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ
ประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพ
เทคโนโลยีชีวภาพ ได้นำมาใช้ประโยชน์มากมายในปัจจุบัน ได้แก่
1. เทคโนโลยีชีวภาพกับการแพทย์โดยนำมาผลิตเป็นยาปฏิชีวนะและวัคซีนชนิดต่าง ๆ ฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตในเด็กแคระ ยาทำลายเชื้อจุลินทรีย์เฉพาะชนิดไม่ทำลายเซลล์ร่างกาย การสร้างสารที่กระตุ้นให้การผลิตเม็ดเลือดแดงของเซลล์กระดูก

2. เทคโนโลยีชีวภาพกับการอาหาร ในขณะที่โลกมีแนวโน้มที่จะเผชิญปัญหาการขาดแคลนอาหารก็ได้มีการปรับปรุงพืชพันธุ์ใหม่ ให้ผลผลิตสูงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้ง การใช้จุลินทรีย์ หรือโปรตีนเซลล์เดียวซึ่งมีโปรตีนสูงมาใช้เป็นอาหารสัตว์ การผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนสูง การนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ การผลิตฮอร์โมนเพื่อควบคุม และเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์

3. เทคโนโลยีชีวภาพกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่การกำจัดขยะมูลฝอย ของเสียจากโรงงานและในบางครั้งยังสามารถสร้างสารอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อของเสียเหล่านั้น เช่น ผลิตก๊าซมีเทนจากสิ่งปฏิกูล ในอนาคตคาดว่าสามารถผลิตแบคทีเรียที่ทำลายคราบน้ำมันในสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ

4. เทคโนโลยีชีวภาพกับพลังงาน ได้แก่ การผลิตพลังงานในรูปของแอลกอฮอล์เชื้อเพลิง (fuel alcohol) และก๊าซมีเทน (methane gas) เช่นแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากอ้อยใช้แทนน้ำมันในประเทศบราซิล และแอลกอฮอล์ผสมน้ำมันที่เรียกว่าก๊าซโซฮอล์ (gasohol) ถือว่าเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ผลิตเป็นผลสำเร็จ และได้ใช้และจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดยได้รับการตอบรับจากประชาชนด้วยดี

ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ

จากการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ย่อมทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นในหมู่มวลมนุษยชาติในเรื่องของความปลอดภัย และจริยธรรมของเทคโนโลยีชีวภาพที่มีต่อสาธารณะชน โดยกลัวว่ามนุษย์จะเข้าไปจัดระบบสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความวิบัติทางสิ่งแวดล้อม และการแพทย์ หรือนำไปสู่การขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ เช่น การผลิตเชื้อโรคชนิดร้ายแรงเพื่อใช้ในสงครามเชื้อโรค และการใช้สาระพันธุกรรมของพืชจากประเทศกำลังพัฒนาโดยบริษัทเอกชนในประเทศอุตสาหกรรมเพื่อหวังผลกำไร ดังนั้นเทคโนโลยีชีวภาพนอกจากจะก่อให้เกิดรากฐานของความมั่นคงในการดำรงชีวิตแบบยั่งยืนของชาวโลกแล้วการใช้เทคโนโลยีชีวภาพอย่าง

ผลของเทคโนโลยีชีวภาพ
การนำเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมมาใช้ เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถผลิตสารหรือผลิตภัณฑ์บางชนิด ส่วนด้านการเกษตรมีการผลิตพืชที่ต้านทานต่อแมลงศัตรูพืช โรคพืชและยาปราบวัชพืช และปรับปรุงพันธุ์ให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรมนี้ เราเรียกว่า จีเอ็มโอ (GMO) ซึ่งเป็นชื่อเรียกคำย่อของ Genetically Modified Organism การปลูกพืชจีเอ็มโอทั่วโลกในปี ค.ศ. 1996 ใช้พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 10.75 ล้านไร่ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2001 พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเป็น 328 ล้านไร่

พืชจีเอ็มโอส่วนใหญ่ประกอบด้วย ข้าวโพด และฝ้ายที่ต้านทานแมลง ถั่วเหลืองต้านทานยาปราบศัตรูพืช

ส่วนพืชจีเอ็มโอที่ต้านทานโรคมีการปลูกไม่มากนัก โดยจะผลิตในเชิงการค้า ได้แก่ มันฝรั่ง มะละกอ เป็นต้น

ประเทศที่มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ ได้แก่ จีน แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินาและแคนาดา เป็นต้น

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและประเทศไทยยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การนานาชาติที่มีการเปิดตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจและศึกษาในเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะแม้ว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ จะมีศักยภาพในการพัฒนาพันธุ์พืช สัตว์ ให้มีผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง และมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แต่ก็ควรตระหนักถึงผลในแง่ของความปลอดภัยที่อาจจะตามมาด้วย จีเอ็มโอเป็นผลผลิตของเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มนุษย์นำมาใช้จะมีส่วนที่เป็นประโยชน์ (Benefit) และความเสี่ยง (Risk) ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี ดังนั้นในการตัดสินใจใช้เทคโนโลยีใด ๆ ก็ตาม จะต้องประเมินจากการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยง หากเทคโนโลยีนั้นให้ประโยชน์สูงกว่าความเสี่ยงก็จะถูกนำไปใช้ จีเอ็มโอก็ได้รับการพิจารณาในหลักการนี้ด้วยเช่นกัน โดยความเสี่ยงของจีเอ็มโอจะพิจารณาจากจีเอ็มโอก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมหรือไม่เช่น จีนที่ตัดต่อให้พืชชนิดหนึ่ง ถ้าหากเกิดการแพร่กระจายไปสู่พืชหรือจุลินทรีย์ต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม แล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นหรือไม่ หรือการปลูกพืชจีเอ็มโอในบริเวณกว้างจะทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม่ และอีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การบริโภคพืชหรือสัตว์ที่เป็นจีเอ็มโอจะมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ เช่น ทำให้เกิดพิษ เกิดโรคภูมิแพ้ หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันว่า พืชที่ตัดต่อจีนจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นประเทศต่าง ๆ จึงต้องพยายามหามาตรการเพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัยในการบริโภคพืชจีเอ็มโอ ในระดับนานาชาติมีการจัดทำพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ คือ การเสนอให้ใช้หลักการตลาดที่ได้มีการเห็นชอบล่วงหน้า

โดยผู้ส่งออกสินค้าประเภทจีเอ็มโอ ต้องให้ข้อมูลในด้านต่าง ๆ อย่างละเอียดต่อประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะข้อมูลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ และยังต้องมีการจัดทำการประเมินความเสี่ยง เพื่อขออนุญาตนำเข้า ซึ่งประเทศผู้นำเข้าต้องมีมาตรการในการตรวจสอบด้วย

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจีเอ็มโอ ก็ยังอยู่ในช่วงการถกเถียงทางด้านความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป พืชจีเอ็มโอในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดสอบภาคสนามทั่วโลก โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆคือ

พืชไร่ทนทานต่อสารเคมีกำจัดวัชพืช ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการใช้ยาปราบวัชพืชในปริมาณมากจนเป็นอันตรายต่อพืชที่ต้องการปลูก

พืชไร่ทนทานต่อยาฆ่าแมลง จากการค้นพบแบคทีเรียในดินที่สามารถผลิตโปรตีนทำลายแมลงศัตรูพืช พืชไร่ทนทานต่อไวรัส ได้แก่ มะละกอ และน้ำเต้า ผลกระทบของสิ่งมีชีวิตจีเอ็มโอต่อผู้บริโภค ก็เคยเกิดขึ้นมาบ้างแล้ว โดยบริษัทผลิตอาหารเสริมแห่งหนึ่งใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมเพื่อผลิตโปรตีนทริปโตเฟน ซึ่งเป็นอาหารเสริมประเภทวิตามิน บี 2ผลิตภัณฑ์นี้ได้ถูกนำมาขายในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นพบว่ามีผู้บริโภคป่วยด้วยอาการกล้ามเนื้อผิดปกติเกือบ 5,000 คน โดยมีอาการเจ็บปวดและมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ซึ่งกว่าจะค้นพบ ว่าโรคดังกล่าวเกิดจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนี้ ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 37 คน และพิการอย่างถาวรเกือบ 1,500 คน

ส่วนผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พบว่าพืชตัดแต่งพันธุกรรมส่งผลกระทบต่อแมลงที่ช่วยผสมเกสร และพบว่าแมลงเต่าทองที่เลี้ยงโดยเพลี้ยอ่อนที่เลี้ยงในมันฝรั่งตัดต่อจีน ทำให้แมลงเต่าทองวางไข่น้อยลง 1 ใน 3 และยังมีอายุสั้นกว่าปกติครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงเต่าทองที่เลี้ยงในมันฝรั่งทั่ว ๆ ไป

จีเอ็มโอไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์และจุลินทรีย์ ได้ถูกพัฒนาขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตและผู้บริโภค มีการศึกษาหาความรู้เพื่อที่จะเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้มากขึ้นโดยมีการติดตามข่าวสารความก้าวหน้า การใช้ประโยชน์ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดผลกระทบต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม และสังคมก็มีทางเลือกมากขึ้นว่าจะใช้หรือไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ ซึ่งมีการติดฉลากสินค้าที่มาจากจีเอ็มโอ ในอนาคตนั้นมีการคาดหมายว่า การยอมรับเทคโนโลยีจีเอ็มโอจะมีมากขึ้น เนื่องจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมีประสบการณ์พอเพียง และในอนาคตอันใกล้น่าจะมีการพัฒนาจีเอ็มโอ และผลิตภัณฑ์ที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภคได้มากขึ้น เช่น การพัฒนาทางด้านการแพทย์สาธารณสุข และการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
        
                
            ขอบคุณ Thaibiotech.info แหล่งรวมความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพ