ประวัติศาสตร์พ่อขุนผาเมือง

ประวัติศาสตร์เมืองราด

อนุสรณ์สถานเมืองราด



 
ประวัติการก่อสร้าง
 
นายดิเรก ถึงฝั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ คนที่ 36 ได้ริเริ่มก่อสร้างอนุสรณ์สถานเมืองราดขึ้นมา 
 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องและเผยแพร่พระเกียรติคุณขององค์พ่อขุนผาเมือง “บุคคลสำคัญในการสร้างชาติไทย” 
 
เริ่มแรกในการก่อสร้างนั้น ดร.นิลวรรณ เพชระบูรณิน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์  
 
คนที่ 3 ได้ออกค่าใช้จ่ายเป็นการก่อสร้างส่วนที่เป็นตัวอนุสรณ์สถานให้ทั้งหมดเป็นเงิน 4,500,000 บาท  
 
(สี่ล้านห้าแสนบาทถ้วน) ต่อจากนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยนายอัครเดช ทองใจสด  
 
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนและลานจอดรถให้ต่อมาได้ใช้
 
งบประมาณของทางราชการ งบผู้ว่า CEO ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์และอาคารนิทรรศการรวมทั้ง
 
การปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นเงินทั้งสิ้น 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน) โดยมีผู้ช่วยเหลือประสานงาน
 
การก่อสร้าง คือ นายอุดม สมรส, นายเสวี เพชระบูรณิน,นายนุสิทธิ์ ตันติบูล, นายหวี ไพรแก่น,  
 
นายสุเทพ ปฏิภาภรณ์ อนุสรณ์สถานเมืองราด ออกแบบโดย นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์
 
หน่วยงานรับผิดชอบ
 
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับมอบหมายจากจังหวัดเพชรบูรณ์  
 
ให้เป็นดูแลผู้รับผิดชอบอนุสรณ์สถานเมืองราด โดยได้จัดพนักงานดูแลตลอดจนบำรุง
 
รักษาสถานที่และให้การต้อนรับผู้ที่เดินไปเยี่ยมชมสถานที่
 
 
ที่ตั้ง
 
อนุสรณ์สถานเมืองราด ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยโป่ง หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านหวาย  
 
อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่  
 
 
 
การเดินทางสู่อนุสรณ์สถานเมืองราด
 
 
 
ระยะทางจากตัวอำเภอหล่มสักถึงที่ตั้งอนุสรณ์สถานเมืองราด  
 
ระยะประมาณ 20 กิโลเมตร ด้วยเส้นทางสายหล่มสัก - บ้านติ้ว


 

เจดีย์โบราณ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองราด  ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนบ้านห้วยโป่ง ต. บ้านหวาน อ. หล่มสัก





เมืองหล่มสักตั้งขึ้นมาเมื่อใดไม่มีหลักฐานชัดเจน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอสันนิษฐาน
ได้ว่า น่าจะมี 2 ยุค คือยุคแรก น่าจะเกิดพร้อมๆกับกรุงสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานอยู่ที่บ้านห้วยโป่ง ตำบลบ้านหวาย 
อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันซึ่งสันนิษฐานเป็นที่ตั้งของเมืองราด เมืองของพ่อขุนผาเมือง 
ผู้ซึ่งร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง (นครไทย) ขับไล่ขอมและสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของไทย
ครั้งแรก เมืองราดล่มสลายกลายเป็นเมืองร้างหลังจากนางสิงขรเทวีเกิดความน้อยใจต่อสามีและเผาเมือง
เกิดตำนานข้าวสารดำขึ้นที่ตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองราดในอดีต


ตำนานเมืองราดเล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นเมืองของพ่อขุนผาเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าคนไทยในอดีตที่อพยพมาเป็นกลุ่มใหญ่ 
มาตั้งรกรากอยู่บริเวณบ้านห้วยโป่ง ตำบลบ้านหวายในปัจจุบัน ในสมัยนั้นกรุงสุโขทัยอยู่ภายใต้การปกครองของขอม 
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอม พ่อขุนนาวนำถมได้จัดให้พ่อขุนบางกลางหาว 
ซ่องสุมผู้คนในเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมืองซ่องสุมผู้คนในเมืองราด เพื่อรวมกำลังขับไล่ขอม ออกจากกรุงสุโขทัย 
พอกษัตริย์ขอมทราบเรื่องเห็นว่าพ่อขุนผาเมืองมีกำลังและฝีมือเข้มแข็งจึงต้องการให้มาเป็นพวกตน จึงยก 
“ นางสิงขรเทวี“ พระธิดาให้เป็นมเหสี พร้อมทั้งพระราชทานบรรดาศักดิ์ “ กมรเต็งอัญศรีอินทรบดินอินทราทิพย์ 
“ หากแต่พ่อขุนผาเมืองมิได้ลุ่มหลงไปกับสิ่งเหล่านี้ เพราะความเจ็บแค้นที่ขอมข่มขี่คนไทยตลอดมา 
จึงได้วางแผนร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาว โจมตีขอมด้วยแผนล่อเสือออกจากถ้ำเป็นผลสำเร็จ


จึงเกิดปัญหาว่า ตำแหน่งกษัตริย์ของกรุงสุโขทัยจะยกให้ผู้ใด ซึ่งพิจารณาตามความเป็นธรรมแล้วน่าจะยกให้
พ่อขุนผาเมือง หากแต่พ่อขุนผาเมืองมิได้ยินดีรับด้วยเหตุผลสำคัญคือ นางสิงขรเทวีพระมเหสีของพระองค์เป็นขอม
ทายาทที่จะครองแผ่นดินสืบต่อไปสายเลือดจะไม่เป็นไทยแท้พระองค์จึงยกตำแหน่งกษัตริย์ให้แก่ พ่อขุนบางกลางหาว
พร้อมทั้งยก “ นางเสือง “ 


ด้วยน้ำพระทัยและความเสียสละอันยิ่งใหญ่ เพื่อบ้านเมืองทำให้เกิดตำนานอันยิ่งใหญ่แก่ชาวเพชรบูรณ์ให้อนุชนรุ่นหลัง
ได้ ภาคภูมิใจ จากความภาคภูมิใจดังกล่าว ชาวอำเภอหล่มสักและชาวเพชรบูรณ์ได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง 
เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความดีของท่านขึ้นที่ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการะ
ของประชาชนในอำเภอหล่มสักและประชาชนทั่วประเทศ



ยุคที่ 2 เกิดขึ้นในสมัยตอนต้นกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ.2310 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพระยาจักรี 
(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ยกกองทัพไปปราบกบฎเจ้าอนุวงค์และได้
ชัยชนะ ได้นำพระแก้วมรกตและกวาดต้อนผู้คนจากเวียงจันทน์มาด้วยและให้ตั้งหลักแหล่งที่เมืองลพบุรี ซึ่งชาวเวียงจันทน์
ที่อพยพติดตามมานั้น ได้ตั้งชุมชนขึ้นที่เมืองหล่มเก่า เป็นเมืองที่สร้างขึ้นเนื่องจากชาวเวียงจันทน์ได้ติดตามมามากขึ้น 
และมาตั้งถิ่นฐานที่ “ บ้านขี้ควาย " (บ้านหินกลิ้ง) ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่าปัจจุบัน) เนื่องจากเป็นสถานที่
อุดมสมบูรณ์มีน้ำพุงไหลผ่าน เหมาะแก่การเกษตรกลายเป็นชุมชนใหญ่ เจ้าเมืองคนแรก ได้แก่ ปู่เฒ่า เป็นคนเชื้อสาย
เวียงจันทน์มีเจ้าเมืองปกครอง ประมาณ 5 คน จนถึงสมัยพระสุริยวงศาเห็นว่าที่ตั้งเมืองคับแคบไม่เหมาะสม 
จึงย้ายมาตั้งใหม่ที่บ้านโพธิ์ (บ้านท่ากกโพธิ์) และตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า “ เมืองหล่มสัก” เพราะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำป่าสัก 
ประชาชนชาวเวียงจันทน์ที่ลพบุรีได้อพยพมาเพิ่มเติมจนกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้น เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ อำเภอวัดป่า “

กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า เมืองหล่มสักตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเจ้าเมืองคนแรก 
คือ พระสุริยวงศา (คง) ได้มาตั้งเมืองขึ้นใกล้ริมแม่น้ำป่าสัก ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2411 ได้มีการยกฐานะเมืองเพชรบูรณ์
เป็นมณฑลเพชรบูรณ์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้โอนมณฑลหล่มสักซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับมณฑลอุดรมาขึ้นอยู่กับมณฑล
เพชรบูรณ์และได้ให้พระแก้วอาสา (ทองดี) นายอำเภอด่านซ้ายมาเป็นผู้ว่าราชการเมืองหล่มสัก ต่อมาเมืองหล่มสัก
ถูกลดฐานะเป็นอำเภอ ขึ้นอยู่กับจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2459 เรียกชื่อว่า “ อำเภอวัดป่า “ 
และได้มีพระราชกฤษฏีกาลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2481 เปลี่ยนชื่อมาเป็น “ อำเภอหล่มสัก “ จนถึงปัจจุบัน 
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า อำเภอหล่มสักเป็นอำเภอที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลายาวนานก่อนสมัยสุโขทัยและ
มีความเป็นมา ของบรรพบุรุษที่มีความสัมพันธ์กับประเทศลาว ทำให้ความเป็นมาของวัฒนธรรมทางด้านภาษา 
การแต่งกาย และความเป็นอยู่ 


มีความคล้ายคลึงกับประเทศลาวในปัจจุบันมาก ตลอดจนประเพณีความเป็นอยู่มีความคล้ายคลึงกันในทุกหมู่บ้าน 
มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองอย่างเห็นได้ชัด จึงน่าสนใจควรแก่การศึกษาค้นคว้าเป็นอย่างยิ่ง



ข้าวสารดำ เป็นวัตถุโบราณของ เมืองราด ซึ่งเป็นเมืองสำคัญมีชื่อในประวัติศาสตร์ของชาติไทยสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ประวัติศาสตร์กล่าวถึง พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด และ พ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง ร่วมพลังกันขับไล่ขอม ซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในดินแดนแถบเหนือของสยามประเทศออกจากดินแดนสุโขทัย และสถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นเป็นราชธานี


เมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง ปัจจุบันคือ ตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
(หรือเดิมคือบ้านห้วยโป่ง ตำบลบ้านโสก) ส่วนเมืองบางยางของพ่อขุนบางกลางท่าวนั้น นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า 
ตั้งอยู่ ณ บริเวณที่เป็นอำเภอนครไทยในปัจจุบัน พ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางท่าว เป็นทั้งญาติและสหายกัน ทั้งสองพระองค์มีความเก่งกล้าสามารถ มีไพร่พลจำนวนมากเป็นกองทัพที่เข้มแข็ง และต่างทรงมุ่งมั่นที่จะต่อต้านอำนาจปกครองของขอมเช่นเดียวกัน เมื่อทั้งสองพระองค์ทำสงครามรบพุ่งขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพงออกจากดินแดนสุโขทัยได้แล้ว ได้ร่วมกันสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชอาณาจักร และพ่อขุนผาเมืองทรงสนับสนุนให้พ่อขุนบางกลางท่าว ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย ทรงพระนาม พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และทรงยกพระขนิษฐาคือนางเสืองให้เป็นมเหสีของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ส่วนพ่อขุนผาเมืองเสด็จกลับไปครอง
เมืองราดตามเดิม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกล่าวว่า เหตุที่พ่อขุนผาเมืองไม่สถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย
์ของสุโขทัย เนื่องจากพระองค์มีพระมเหสีเป็นธิดาของกษัตริย์ขอม คือ พระนางสิงขรมหาเทวี พระธิดาของพระเจ้า
ชัยวรมันที่ ๗ พระองค์ประสงค์จะให้ราชอาณาจักรสุโขทัยสืบเชื้อสายเลือดไทยแท้จริง

 เจดีย์วัดโพนชัย 

ข้าวสารดำ ซึ่งเป็นวัตถุโบราณนี้ ถือกันว่าเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์บริเวณที่พบคือ ที่พื้นดินใกล้เจดีย์
พระนางสิงขรมหาเทวี บริเวณวัดโพนชัยหมู่ที่ ๑ บ้านห้วยโป่ง ตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก ข้าวสารดำนี้กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่ในพื้นดิน เมื่อฝนตกหนักชะล้างผิวหน้าดินออก ข้าวสารดำก็จะโผล่ขึ้นมา ลักษณะคล้ายเมล็ดข้าวสารแต่มีสีดำ ถ้าใช้มือบีบแรงๆก็จะแตกออกเป็นผงสีดำคล้ายผงถ่าน ตามหลักวิชาทางธรณ
ีวิทยากล่าวว่า ข้าวสารดำเป็นฟอสซิลชนิดหนึ่ง มีอายุราวสองร้อยล้านปีขึ้นไป มักจะอยู่ในหินปูน เป็นของหายาก ซึ่งโดยทั่วไปฟอสซิลจะต้องมีลักษณะแข็ง ส่วนข้าวสารดำนี้ใช้มือบีบก็จะแหลกเป็นผง 
ความสำคัญของข้าวสารดำนี้ มีตำนานเล่าต่อๆกันมาเป็น ๒ นัย 
นัยแรก กล่าวว่า ข้าวสารดำนี้เป็นข้าวสารในท้องพระคลังของเมืองราดเก็บไว้บริโภค เมื่อพระนางสิงขรมหาเทวี ซึ่งเป็นธิดากษัตริย์ขอม และเป็นมเหสีของพ่อขุนผาเมือง เผาเมืองราดไฟได้ไหม้คลังเก็บข้าวสารจนไหม้ดำเกรียม 
หล่นกระจัดกระจาย ต่อมาจึงถูกดินถมจมอยู่ จึงมีข้าวสารดำกระจายอยู่ทั่วไป หาได้ไม่ยาก 
นับที่สองกล่าวว่า ข้าวสารดำนี้มีมาอยู่แต่เดิมแล้ว ในสมัยสุโขทัยพ่อขุนผาเมืองกษัตริย์นักรบเจ้าเมืองราดทรงนับถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เมื่อจะออกศึกสงครามครั้งใด ก็จะทรงนำข้าวสารดำมาปลุกเสก โปรยหว่านเป็นสิริมงคลแก่กองทัพ และใช้เป็นวัตถุของขลังในการรบ 
(ข้อมูล : ดิเรก ถึงฝั่ง-พ่อขุนผาเมือง วีรกษัตริย์บอกประวัติศาสตร์ เมืองราด เพชรบูรณ์ 
พระผู้สร้างชาติไทย ดร.นิลวรรณ เพชระปูรณิน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานผู้ก่อตั้งบริษัทเปรียผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์, ๒๕๔๗)

http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetailsql.asp?stcolumnid=3554&stissueid
=2622&stcolcatid=9&stauthorid=10

 

นิทรรศการเกี่ยวกับประววัติศาสตร์เมือราด


การแสดงแสงและเสียง ในงานประจำปี ที่อนุสาวรีย์ พ่อขุนผาเมือง  อ.หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์ 


Comments