tip IT‎ > ‎solfware midi‎ > ‎

การติดตั้งเครื่องเสียง

การติดตั้งและวางระบบเครื่องเสียง

Zone-IT โซนไอที : สังคมดีๆบนโลกออนไลน์

giggock

30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552, 17.34 น.
การติดตั้งและวางระบบเครื่องเสียง

การติดตั้งและวางระบบ : การทำงานในปัจจุบันมักจะใช้เครื่องขยายเสียง ซึ่งการได้ยินเสียงนับได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการจัดวางอุปกรณ์
การติดตั้งเครื่องขยายเสียง : เครื่องขยายเสียงใช้ในงานมักจะเกี่ยวข้องกันในสองลักษณะคือ

1. เครื่องขยายเสียงที่ใช้ฟังตามบ้าน (domestic system) ไม่เหมาะสมกับระบบเสียงใหญ่ ๆ ที่มีบริเวณกว้าง ๆ
2. ระบบเสียงสำหรับการแสดง (sound reinforcement system) ระบบเสียงสำหรับการแสดงที่เราจะกล่าวถึงนี้แยกเป็นส่วนย่อยอีกระบบหนึ่งคือ ระบบกระจายเสียงในที่สาธารณะ (Public Address) ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยกับชื่อย่อของมันที่ว่า ระบบพีเอ (P.A. system

ระบบเครื่องขยายเสียง : เป็นระบบเสียงที่เน้นหนักด้านการกระจายเสียงพูด เช่น ในการอภิปรายปาฐกถา การหาเสียง เป็นต้น



ระบบเสียงสำหรับการแสดง : จะมีจุดมุ่งหมายในการกระจายเสียงทั้งเสียงพูดและเสียงพูด เสียงร้องเพลงและเสียงดนตรีควบคู่ไปด้วย ดังนั้นระบบเสียงสำหรับการแสดงจะมีความยุ่งยากและละเอียดอ่อนมากกว่าระบบพีเอ



อ้างถึง
ระบบเสียงทั้งสองนี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ผู้ชมคนดูจะอยู่ในบริเวณเดียวกับผู้แสดง สภาพเช่นนี้เราถือว่าผู้ชมและผู้แสดงอยู่ในสภาพธรรมชาติของเสียงแบบเดียวกัน เช่น ถ้าอยู่ในห้องประชุมทั้งคนดูและคนแสดงจะอยู่ในสภาพเสียงก้องเสียงสะท้อนแบบเดียวกัน ถ้าอยู่ในสนามหญ้าก็จะพบปัญหาเดียวกัน ถ้าอยู่ในสนามหญ้าก็จะพบปัญหาเสียงรบกวนจากลมและสิ่งอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน แตกต่างจากการเปิดเครื่องรับ (receiver) หรือเป็นสัญญาณที่ถูกบันทึกไว้ โดยในขณะบันทึกนั้นสภาพธรรมชาติของเสียงในห้องบันทึกกับห้องที่เรานั่งฟังนั้นแตกต่างกัน

ระบบพีเอเบื้องต้น : ถึงแม้ว่าจะใช้ไมโครโฟนหลายตัวแต่ใช้เฉพาะเสียงพูดเรายังถือว่าเป็นระบบพีเอเช่นกัน กระจายเสียงไปยังคนดูโดยตรงแต่มันยังคงทำหน้าที่ขยายเสียงจากเครื่องดนตรีเพื่อให้ผู้แสดงเองได้ยินเท่านั้น

ระบบพีเอหลายชิ้น : เป็นระบบเสียงสำหรับการแสดง จะเห็นว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ เริ่มมากขึ้น โดยเฉพาะไมโครโฟนซึ่งต้องเลือกใช้กับเครื่องดนตรีเฉพาะแบบ เครื่องดนตรีต่าง ๆ เหล่านี้มีทั้งแบบที่ใช้ไฟฟ้าและไม่ใช้ไฟฟ้า สัญญาณจากเครื่องดนตรีเหล่านี้จะนำเข้าสู่วงจรมิกเซอร์ อีควอไลเซอร์และอื่นๆ แล้วนำเข้าสู่เครื่องขยายเสียงเพื่อนำออกกระจายเสียงยังคนฟัง เราจะไม่ใช้เครื่องขยายของเครื่องดนตรีชิ้นนั้น (ถ้าเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ไฟฟ้า) กระจายเสียงไปยังคนดูโดยตรงแต่มันยังคงทำหน้าที่ขยายเสียงจากเครื่องดนตรีเพื่อให้ผู้แสดงเองได้ยินเท่านั้น






ระบบพีเอเบื้องต้น

คุณภาพของเสียง : คุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ว่าจะให้ความขัดเจนมากน้อยเพียงใด ความเพี้ยนของอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในระดับที่พอเพียงหรือเปล่า คุณภาพของเสียงขึ้นกับความเป็น Hi-Fi ของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ นอกจากนี้ผลตอบเชิงความถี่ยังเป็นตัวกำหนดความชัดเจนด้วย ดังนั้นการเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีความเพี้ยนต่ำและผลตอบเชิงความถี่ที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณภาพของเสียงดีขึ้นได้



เครื่องเสียงที่ใช้ไม่จำเป็นต้องครอบคลุมช่วงความถี่ที่ประสาทหูของคนรับรู้ได้ เพราะเสียงคนไม่เหมือนเสียงดนตรี สำหรับเสียงพูดผลตอบเชิงความถี่ควรจะราบเรียบในช่วง 150 Hz  ถึง 7 kHz ก็พอ ดังนั้น เวลาเราเลือกใช้ไมโครโฟนเพื่อรับเสียงคนอย่างเดียวก็พยายามเลือกชนิดที่ให้ผลตอบเชิงความถี่ในช่วงดังกล่าวก็พอแล้ว สำหรับระบบเสียงที่ต้องการทั้งเสียงนักร้องและเสียงดนตรีผลตอบเชิงความถี่อยู่ในช่วง 50 Hz ถึง 12 kHz การเลือกไมโครโฟนหรือสิ่งอื่น ๆ ก็ควรจะเลือกให้อยู่ในช่วงนี้






นอกจากนี้แล้วยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้คุณภาพของเสียงไม่ดีพอ สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ สายนำสัญญาณต่าง ๆ ถ้าใช้กับไมโครโฟนอิมพีแดนซ์สูงสายไมโครโฟนควรจะยาวไม่เกิน 20 ฟุต และถ้าจำเป็นต้องใช้สายไมโครโฟนยาวกว่านี้ก็ควรเปลี่ยนมาใช้ไมโครโฟนแบบอิมพีแดนซ์ต่ำ ลำโพงที่ใช้ควรมีผลตอบเชิงความถี่ทั้งในแนวตรง (on axis) จากลำโพง และในแนวที่เยื้องออกไปจากลำโพง นั่นคือมีผลตอบเชิงมุม (polar response) ที่ดี

คุณภาพของเสียงจากแบบของไมโครโฟน



แบบของไมโครโฟนควรจะเลือกแบบที่มี่ผลตอบเชิงความถี่ที่เหมาะสมกับงานนั้น ๆ เช่น เมื่อใช้กับเสียงคน เสียงดนตรี งานกลางแจ้ง รายละเอียด สำหรับแบบของไมโครโฟนที่ใช้หาได้จากบริษัทผู้ผลิต ที่กล่าวมาเป็นการเลือกใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงเพื่อให้ได้ผลตอบเชิงความถี่ที่เหมาะสม (เกี่ยวกับทางด้านวงจร)

อ้างถึง
แต่ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญที่แม้จะใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมแล้วก็ตาม คือสภาพธรรมชาติของเสียงในบริเวณนั้นหรือในห้องไม่เหมาะสมทำให้เสียงความถี่สูงหรือต่ำมีระดับความดังที่ผิดปกติไป หรือค่อยกว่าปกติไป การแก้ไขโดยมากจะใช้วงบจรเสริมแต่งเสียงเพิ่มเติม ซึ่งได้แก่ อีควอไลเซอร์ และ ฟิลเตอร์

เสียงรบกวนจากพัดลม มอเตอร์ คนดู เสียงจากบริเวณข้างเคียง



เช่น เสียงรถยนต์ เครื่องจักร (ถ้ามี) จะทำให้น้ำเสียงฟังดูคลุมเครือมาก เครื่องขยายที่ใช้ต้องมีระดับความดัง 20-25 dB มากกว่าเสียงรบกวน ดังนั้นในบริเวณที่เสียงรบกวนมีมากเครื่องขยายและลำโพงที่ใช้เป็นแบบที่ราคาค่อนข้างแพงมาก

คุณภาพของเสียงความก้องกำธร



ความก้องกำธรของห้องจะทำให้เสียงที่ได้ฟังดูสับสนไปหมด เพราะว่าเสียงเดิมที่ได้ยินไปแล้วจะดังตามมาอีก มันจะแทรกเข้ามาพร้อมเสียงใหม่ที่เพิ่งพูดไป ทำให้เกิดความสับสนเหมือนคนมีคนแย่งกันพูด การจัดวางตำแหน่งของลำโพงที่มีมุมครอบคลุม (coverage angle) แคบจะช่วยได้มาก โดยวางให้ปากลำโพงหันเข้าหาคนดูมากที่สุด และพยายามหลีกเลี่ยงการหันเข้าหากำแพงหรือเพดาน ซึ่งมักจะเป็นพื้นราบกว้าง ๆ การแก้ไขอีกวิธีที่ได้ผลแต่ราคาและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงคือการบุกำแพงเพดานด้วยวัสดุดูดกลืนเสียง

การป้อนกลับทางเสียง (acoustic feedback)



?ไมค์หอน? นับได้ว่าเป็นปัญหาที่พบมากที่สุด เสียงหอนที่ว่านี้มีทั้งเสียงหวีดหวิวในช่วงความถี่สูง หรือเสียงหึ่ง ๆ ในช่วงความถี่ต่ำ โดยมันจะดังอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาและจะมีระดับความดังขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งเพิ่มจนถึงอัตราขยายสูงสุดของเครื่องขยาย นอกจากเราจะปิดเสียงเสียก่อนเท่านั้น เสียงหอนนี้เกิดจากการป้อนกลับทางเสียงระหว่างลำโพงและไมโครโฟน ระดับความดังของเสียงหอนจะขึ้นกับอัตราขยายของลูป (loop ? วงจรส่วนนั้น)






การลดโอกาสที่จะเกิดเสียงหอนนั้นเรามักจะแก้ไขในสามจุดด้วยกัน คือ 

1 การปรับทิศทางของลำโพง
2 เลือกไมโครโฟนที่ใช้ 
3 เพิ่มเติมอุปกรณ์เพื่อช่วยลดการเกิดเสียงหอน

1. การปรับทิศทางของลำโพง 



หลักพื้นฐานที่สุดที่ต้องจำไว้เสมอคือไม่ควรหันลำโพงและไมโครโฟนเข้าหากัน (ปากลำโพงและด้านรับเสียงของไมโครโฟน) ถึงแม้จะหันลำโพงและไมโครโฟนไปคนละทางแล้วก็ตาม เรายังต้องคำนึงถึงมุมครอบคลุม (coverage angel) ของลำโพงด้วย  

อ้างถึง
ถ้าจะให้ได้ผลดีขึ้นแล้วควรจะระบุพื้นเวทีและฉากของเวทีด้วยวัสดุดูดกลืนเสียง เพื่อช่วยลดการสะท้อนเพดานของห้องก็สามารถสะท้อนเสียงและเก้าอี้และผู้ชมทำให้เกิดปัญหาด้านเสียงหอนได้เช่นกัน

2. เลือกไมโครโฟนที่ใช้

      

การเลือกใช้ไมโครโฟน ที่เหมาะสมเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาจากเสียงหอนได้เป็นอย่างดี โดยเราจะเลือกใช้ไมโครโฟนที่มีลักษณะทิศทางการรับเสียงที่เหมาะสมกับงาน ลักษณะทิศทางการรับเสียงนิยมเรียกว่า pattern มีหลายแบบด้วยกัน แต่ที่นิยมใช้กันและมีจำหน่ายมากที่สุดมีด้วยกัน 3 แบบ คือ แบบรอบทิศทาง (omni directional), แบบ 2 ทิศทาง หรือ รูปเลขแปด (bidirectional or figure of eight) และ แบบทิศทางเดียว (unidirectional

3. เพิ่มเติมอุปกรณ์เพื่อช่วยลดการเกิดเสียงหอน



อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านนี้ ได้แก่อีควอไลเซอร์และฟิลเตอร์ (narrow bandwidth filter) อุปกรณ์ทั้งสองนี้จะช่วยกันปรับแต่ง โดยจะลดความแรงของสัญญาณซึ่งมีความถี่ที่ทำให้เกิดเสียงหอน อีควอไลเซอร์และฟิลเตอร์ที่ใช้อาจจะใช้แบบ 1 ออกเตฟแบนด์ ซึ่งมีความถี่กลางที่ปรับได้ 8 ความถี่ด้วยกัน การปรับแต่งอุปกรณ์เหล่านี้จะต้องทำการปรับแต่งในบริเวณงานไว้ก่อนการแสดงโดยจะใช้เครื่องวัดความถี่แบบแสดงผลเป็นตัวเลข (digital frequency meter) มาหาความถี่ที่เกิดการหอน

ในขั้นแรกจะค่อย ๆ เพิ่มอัตราขยายของระบบจนกระทั่งเกิดการหอน จากนั้นจะทำการปรับอีควอไลเซอร์และฟิลเตอร์เพื่อลดขนาดสัญญาณในช่วงความถี่ที่เราอ่านได้จากเครื่องวัดความถี่ให้การหอนนั้นหายไป เร่งอัตราขยายจนเกิดการป้อนกลับที่ความถี่ใหม่อีกแล้วปรับแต่งที่ความถี่นี้อีกจนหายไป ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงอัตราขยายของระบบเสียงที่เราต้องการ ตอนนี้เราก็ได้ค่าอัตราขยายเฉพาะความถี่ที่เหมาะสมที่จะไม่ทำให้เกิดการหอน การปรับแต่งความถี่ข้างเคียงซึ่งจะให้ผลทางเสียงที่แตกต่างออกไปนั้นขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละบุคคลที่จะปรับแต่งได้เป็นอย่างดีเพียงใด 
 
เมื่อถึงเวลาแสดงจริงเราก็ปรับอัตราขยายพร้อมทั้งอีควอไลเซอร์ที่ดีขึ้น เราก็อาจจะลองเสี่ยงปรับแต่งอย่างอิสระก่อน เพราะในเวลางานจริงจำนวนคนดูจะทำให้โอกาสเกิดการป้อนกลับน้อยลง เนื่องจากคุณสมบัติการดูดกลืนเสียงมีมากขึ้นนั่นเอง

อ้างถึง
คอนโซลสมัยใหม่จะมีสวิตช์ให้เลือกปรับวงจรอีควอไลเซอร์และฟิลเตอร์ทั้งสองแบบ โดยจะมีปุ่มตั้งอัตโนมัติซึ่งเราปรับแต่งไว้ตั่งแต่ตอนทดลองแล้ว หรือจะใช้ปรับขณะแสดงจริง ๆ เลยก็ได้ เมื่อเกิดปัญหาด้านเสียงหอนขึ้นมาเฉพาะหน้า เราจะสับสวิตช์ไปทางอัตโนมัติในทันที นอกจากนี้ยังมีวงจรกลับเฟส (phase reversal) ซึ่งจะช่วยแก้ไขเสียงหอนในช่วงความถี่ต่ำ (หลักการกลับเฟสธรรมดาเท่านั้น)






ปัญหาด้านอุปกรณ์

เป็นปัญหาหนักอกที่สุดโดยเฉพาะในกรณีที่อุปกรณ์เกิดเสียระหว่างการใช้งานอยู่ เราจำเป็นต้องมีการป้องกันหรือมีการตรวจสอบและเปลี่ยนอุปกรณ์ซึ่งควรจะมีการสำรองไว้ก่อนเสมอ การซ่อมแซมในเวลางานจะทำให้ระบบเสียงต้อหยุดชะงักลงชั่วคราว หรือบางทีถ้าหาที่เสียไม่พบหรือซ่อมแซมไม่ได้จะต้องทำให้งานหยุดไปเลยก็เป็นได้ ยิ่งระบบเสียงในสมัยปัจจุบันซึ่งจะมีอุปกรณ์มาต่อเพิ่มเติมมากมาย การหาจุดบกพร่องและการซ่อมแซมจะยิ่งทำได้ยาก ดังนั้นควรมีอุปกรณ์สำรองเตรียมพร้อมไว้เสมอ 

สายนำสัญญาณ



ไม่ว่าจะเป็นสายต่อลำโพงหรือสายไมโครโฟนมักจะก่อปัญหาบ่อยที่สุด การเดินสายลำโพงจะต้องหลีกเลี่ยงบริเวณที่คนต้องเดินผ่านบ่อย ๆ เช่น ไม่ควรเดินสายข้ามหรือพาดไปบนพื้นที่เป็นทางเข้าออก (ประตู) การเดินสายควรจะเดินไว้เหนือศีรษะและมีการยึดติดให้เหมาะสมเป็นระยะๆ ไม่ควรเดินปล่อยให้ห้อยโยงเป็นทางยาว ๆ เพราะว่าจะทำให้เกิดการขาดใน โดยปกติแล้วสายสัญญาณมักจะไม่พาดผ่านพื้นซึ่งจะทำให้คนเหยียบย่ำได้ง่าย 

อ้างถึง
จุดที่เสียมากที่สุดในสายไมโครโฟนจะเกิดบริเวณใกล้ ๆ กับปลั๊กต่อนั่นเอง ดังนั้นถ้าเราไม่มั่นใจว่าสายจะคงทนตลอดเวลาหรือเปล่า เราควรจะตัดสายออกทั้ง 2 ปลาย ข้างละประมาณ 2-3 นิ้วจากปลั๊ก

เครื่องขยายเสียงของระบบเสียง



เป็นตัวการสำคัญที่สุดในการก่อปัญหา เพราะ ถ้ามันเกิดเสียขึ้นมาระบบเสียงทั้งระบบจะต้องหยุดชะงักทันที ดังนั้นการหาเครื่องสำรองมาคอยไว้ก่อนหรือการใช้เครื่องขยายหลายเครื่องขับลำโพงหลาย ๆ ชุด เป็นกลุ่ม ๆ ไป โดยเครื่องขยายแต่ละเครื่องสามารถเร่งกำลังขยายได้เป็นเอกเทศ และมีกำลังขยายมากกว่าขณะใช้งานปกติ ซึ่งจะทำให้เราสามารถสับลำโพงของเครื่องที่เกิดปัญหามาใช้กับเครื่องขยายตัวอื่น ๆ ได้ทันท่วงทีได้ 

ลำโพง



เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยก่อปัญหาที่ร้ายแรงนัก ถ้าจะเสียก็มักจะเป็นเฉพาะตัวเท่านั้น ไม่เสียทีเดียวพ้อมกันหมด (ถ้าเครื่องขยายปกติดี) สาเหตุที่ทำให้มันเสียได้ก็มีเพียงการป้อนกำลังเกินที่มันจะทนได้เท่านั้น (overload) โดยมากแล้วลำโพงจะกำหนดกำลังที่ทนได้เป็นเพาเวอร์สูงสุด (maximum power) แทนที่จะกำหนดมาเป็นคอนตินิวอัสเพาเวอร์ 

ไมโครโฟน



กับระบบเสียงทั่วไปควรจะมีความทนทานพอสมควร ทนต่อการตกกระทบกับพื้นผิวเวที มีวัสดุกรองฝุ่นหรือน้ำลายหรือสิ่งแปลกปลอมซึ่งอาจจะเข้าไปทำอันตรายต่อแผ่นไดอะแฟรมทำให้เสียงเพี้ยน เกิดสัญญาณรบกวน หรือทำให้แผ่นไดอะแฟรมชำรุดเสียหายได้ แต่สำหรับไมโครโฟนที่ใช้กับระบบเสียงที่ใช้ในการบันทึกเสียง อาจจะไม่ต้องทนทานเหมือนข้างต้นแต่ต้องมีคุณภาพทางเสียงที่ดีมาก ส่วนมากจะเกิดการชำรุดก็ต่อเมื่อมีการหล่นกระแทกพื้นอย่างแรงและการใช้อย่างผิดวิธี 

อ้างถึง
การทดสอบไมโครโฟนไม่ควรใช้การเคาะหรือเป่าลมเข้าไปแต่ควรจะใช้เสียงพูดเป็นการทดสอบ แต่ถ้าต้องการจะทดสอบไมโครโฟนในขณะที่มีการแสดงหรือระบบเสียงกำลังใช้งานอยู่อาจจะใช้การเคาะเบา ๆ ที่ช่วงปลายของไมโครโฟน (ไม่ใช่ส่วนที่รับเสียง) จะได้ยินเสียงกรอกแกรกดังออกที่ลำโพง






การติดตั้งระบบเสียง PA ไม่ยากอย่างที่คิด


 
ระบบเสียงสาธารณะไม่ว่าจะกลางแจ้งหรือในร่มที่มีขอบเขตพื้นที่ใช้งานเป็นบริเวณกว้างหรือที่เรียกกันอยู่บ่อย ๆ ว่า ระบบเสียง PA (Public Address system) ระบบเสียงแบบนี้พบเห็นโดยทั่วไปในงานต่าง ๆ ที่ต้องการใช้การกระจายเสียงสู่ผู้ฟังจำนวนมาก เช่น งานกลางแจ้ง, งานแสดงคอนเสิร์ต, งานวัด, หนังกลางแปลง, การกระจายเสียงในห้างสรรพสินค้า ตลอดจนถึงในห้องประชุม เป็นต้น ก็ล้วนแต่เป็นระบบเสียง PA ด้วยกันทั้งสิ้น



แต่จะมีวิธีการอย่างไร ในการจัดระบบเสียง PA นี้ให้ได้ออกมาดีที่สุด เพราะระบบเสียง PA เป็นระบบเสียงที่มีขนาดพื้นที่ใช้งานมาก ถ้านำไปเปรียบเทียบกับระบบเสียงภายในบ้านแล้วจะเห็นความแตกต่างชัดเจน ซึ่งระบบเสียงภายในบ้านนั้นไม่ต้องคำนึงอะไรมากนัก เพียงแต่มีเครื่องขยายเสียง เครื่องกำเนิดสัญญาณ และลำโพงเพียง 1 คู่ ก็สามารถนำไปใช้ให้ความบันเทิงแก่ผู้ฟังภายในห้องฟังเพลงที่มีขนาดย่อมได้เพียงพอแล้ว

อ้างถึง
ระบบเสียง PA นั้น พื้นที่การรับฟังเสียงมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กว่ามาก ซึ่งจะต้องคำนึงว่าจุดรับฟังทุกจุดในพื้นที่นั้น ต้องมีผลการรับฟังที่ดีเท่ากันทุกจุดบนพื้นที่ของการกระจายเสียง การที่จะทำให้ได้ผลดีดังที่กล่าวนั้นจะต้องมีความเข้าใจในส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบเสียง PA ที่จะนำมาใช้งานให้ถ่องแท้เสียก่อน ซึ่งระบบเสียง PA นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลย






ระบบเสียง PA เบื้องต้น

ในระบบเสียง PA ส่วนหลักที่สำคัญที่สุดก็คือเครื่องขยายเสียง ขนาดของกำลังวัตต์นั้นจะมีตั้งแต่สิบวัตต์ไปจนถึงขนาดหลายร้อยวัตต์ (ในบางครั้งนั้นอาจจะต้องใช้สูงเป็นพันวัตต์) และอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับระบบเสียง PA นี้ก็คือ "มิกเซอร์" ซึ่งจะใช้งานร่วมกับเครื่องขยายเสียง โดยจะเป็นตัวปรับระดับสัญญาณอินพุต และมีโวลลุ่มหลักสำหรับปรับควบคุมเสียงทั้งหมดอีกขั้นหนึ่ง



ชนิดของสัญญาณอินพุตที่ป้อนให้กับเครื่องขยายเสียง มีอยู่ 2 แบบ คือ

1.สัญญาณแบบไลน์อินพุต (line level input) อยู่ในช่วง -20 dBm จนถึง +30 dBm ซึ่งเครื่องกำเนิดสัญญาณจัดอยู่ในไลน์อินพุตนี้ ได้แก่ พวกเทปเด็ค จูนเนอร์ CD เป็นต้น 
2.สัญญาณแบบบาลานซ์ไลน์ (balanced line) อยู่ในช่วง -80 dBm จนถึง -20 dBm ตัวอย่างของตัวกำเนิดสัญญาณแบบนี้ที่เห็นกันชัดที่สุดก็คือ ไมโครโฟนนั่นเอง 

ลำโพงที่ใช้ในระบบเสียง PA



ส่วนสำคัญอีกอย่างในการแพร่กระจายเสียงสู่ผู้ฟังของระบบเสียง PA นั้นก็คือ "ลำโพง" มีการต่ออยู่หลายวิธี เช่น อาจใช้ลำโพงตัวเดียวหรือสองตัววางไว้บริเวณด้านหน้าของเวทีใกล้กับไมโครโฟนของผู้พูดหรือแหล่งกำเนิดเสียงอื่น ๆ โดยหันหน้าออกการจัดวางแบบนี้เรียกว่า แบบซิงเกิลซอร์ซ (single source) แต่ข้อเสียของการจัดลำโพงแบบนี้ก็คือ การรับฟังเสียงในบริเวณใกล้ลำโพงจีเสียงดังมาก แต่ในบริเวณที่ไกลออกไปความชัดเจนในการรับฟังเสียงจะน้อยลง 

การวางลำโพงในลักษณะกระจายออกเป็นแถวทั่วพื้นที่ (แบบ array) อีกแบบที่นิยมใช้กันซึ่งจะใช้ลำโพงเล็กหลายตัววางกระจายในตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งสามารถจัดวางลำโพงให้ทั่วพื้นที่ได้ ทำให้การรับฟังเสียงสามารถรับฟังได้เท่าเทียมกันทุกพื้นที่ โดยไม่ต้องเร่งโวลุ่มมาก แต่ข้อเสียก็คือ การติดตั้งที่ยุ่งยากกว่าแบบซิงเกิลซอร์ซ 

อ้างถึง
สำหรับปัญหาของเสียงหวีดหอนที่เกิดจากการป้อนกลับ ทั้งที่เกิดขึ้นในการวางลำโพงแบบซิงเกิลซอร์ซ และแบบกระจายทั่วพื้นที่นั้น สามารถแก้ไขโดยการใช้การปรับแต่งของเครื่องมือประเภทอีควอไลเซอร์เข้ามาช่วย ซึ่งสามาถลดทอนสัญญาณความถี่ที่ก่อให้กิดปัญหาการหวีดหอนลงได้ การใช้สายไมโครโฟน แบบบาลานซ์ไลน์ (balance line) ก็สามารถช่วยลดปัญหาสัญญาณรบกวนและเสียงฮัมได้เช่นกัน

ไมโครโฟนที่ใช้ระบบเสียง PA

ไมโครโฟนเป็นอุปกรณ์หลักอีกอย่างที่จะต้องนำมาใช้ในระบบเสียงแบบ PA ซึ่งมีใช้กันอยู่หลายแบบ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ที่สำคัญต้องมีอิมพีแดนซ์ต่ำ มีทิศทางในการรับเสียงได้ดี และสายที่ใช้ควรเป็นสายแบบบาลานซ์ไลน์ 

เรื่องของอิมพีแดนซ์



การนำไมโครโฟนมาใช้ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ "อิมพีแดนซ์" ของไมโครโฟนกับอินพุตของเครื่องขยายเสียง โดยสามัญสำนึกแล้วควรให้มีอิมพีแดนซ์เท่ากัน แต่ในการใช้งานจริงนั้นจะไม่จำเป็นต้องตามหลักการนี้ เพราะถ้าอิมพีแดนซ์มีค่าเท่ากันแล้ว ความไวของไมโครโฟนจะลดลงประมาณ 6 dB โดยสูญเสียไปในรูปของอัตราสัญญาณต่อสัญญาณกวน ดังนั้นถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุด อิมพีแดนซ์ของเครื่องขยายเสียงควรจะมากกว่าอิมพีแดนซ์ของไมโครโฟน ประมาณ 10 เท่าหรือมากกว่า

อ้างถึง
คุณลักษณะที่สำคัญอีกอย่างของไมโครโฟนที่ใช้ระบบเสียง PA นี้ก็คือความไวการรับเสียงดีในทิศทางที่ต้องการเท่านั้น การเลือกใช้ไมโครโฟนที่มีทิศทางการรับเสียงที่เหมาะสม จะช่วยลดปัญหาเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมหรือเสียงหอนลงได้


สายชีลด์ที่ใช้กับไมโครโฟนนั้นมีผลต่อคุณภาพเสียงเหมือนกัน



เพราะถ้าสายมีขนาดยาวมากจะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนขึ้น ไมโครโฟนที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำก็สามารถช่วยได้แต่ไม่มากนัก ซึ่งปกติแล้วสายชีลด์ธรรมดาหรือสายอันบาลานซ์ (unbalance line) จะใช้งานได้ดีในช่วงความยาวไม่เกิน 25 ฟุต (7.5 เมตร) ถ้าความยาวมากกว่านี้อาจมีปัญหาสัญญาณรบกวนและเสียงฮัมขึ้นได้ 

อ้างถึง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการสูญเสียสัญญาณในย่านความถี่สูงควรใช้สายแบบบาลานซ์ไลน์ ซึ่งสามารถใช้งานในช่วงความยาวได้หลายสิบเมตรทีเดียว โดยไม่มีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้น เนื่องจากสายแบบบาลานซ์ไลน์มีระดับเสียงสัญญาณที่ต่างกันภายในสายตัวนำทั้งสองของมัน ดังนั้นเสียงรบกวนหรือเสียงฮัมที่เกิดขึ้นจะถูกเหนี่ยวนำไปหักล้างกับอีกสายหนึ่ง

ลักษณะการต่อสายบาลานซ์ไลน์เข้ากับไมโครโฟนแบบคาร์ดิออด์



ภายในของสายจะประกอบไปด้วยสาย 3 เส้น คือ สายสัญญาณ 2 เส้น และ กราวด์ 1 เส้น การต่อจึงต้องต่อเข้ากับคอนเน็กเตอร์แบบ XLR กรณีที่เป็นไมโครโฟนที่มี 2 สาย เช่น ไดนามิกไมโครโฟน การต่อไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงขั้วของสาย สามารถต่อสลับกันได้ (ขา 2, 3)

ส่วนการต่อสายบนบาลานซ์ไลน์กับคาปาซิเตอร์

ไมโครโฟนจะมีลักษณะคล้ายกันคือ ต่อกับคอนเน็กเตอร์แบบ XLR (ต่อแบบ 3 สาย) จะพิเศษกว่าก็ตรงที่ว่าคาปาซิเตอร์ไมโครโฟนนั้นจะต่อใช้งานร่วมกับแหล่งจ่ายไฟด้วย สายสัญญาณทั้งสองเส้นจะต่อเข้ากับแหล่งจ่ายไฟโดยผ่านตัวต้านทานทั้งสองตัว ซึ่งการต่อใช้งานแบบนี้สามารถต่อกับไดนามิกไมโครโฟนที่มีแค่ 2 สายได้อีกด้วย เพราะไดนามิกไมโครโฟนไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงเหมือน คาปาซิเตอร์ไมโครโฟน ดังนั้นเมื่อต่อไดนามิกไมโครโฟนเข้าไป (ขา 2, 3) ก็จะไม่มีกระแสมาไหลผ่านคอยล์ของมัน  






การต่อลำโพงในระบบเสียง PA

ที่พบเห็นกันมีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบเสียงแบบเน้นเฉพาะที่ (sound-rein fore cement system)



และระบบเสียงแบบกระจายตามจุด (sound distribution systems)



โดยในระบบเสียงแบบเน้นเฉพาะที่ สัญญาณจากแหล่งกำเนิดจะผ่านการขยายจากเครื่องขยายเสียงเพื่อให้มีกำลังมากพอที่จะขับเสียงออกลำโพงสู่ผู้ฟังในห้องขนาดใหญ่ ๆ เพียงห้องเดียว แต่ในระบบเสียงแบบกระจายตามจุดนั้นจะต้องส่องเสียงผ่านลำโพงเป็นจำนวนมากสู่ห้องฟังจำนวนหลาย ๆ ห้องพร้อมกัน

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของ 2 ระบบนี้ก็คือ ระยะของการเดินสายจากเครื่องขยายเสียงสู่ลำโพง ในระบบเสียงแบบเน้นเฉพาะที่ลำโพงจะถูกวางอยู่ใกล้ ๆ กับเครื่องขยายเสียง ระยะการเดินสายก็ไม่ยาวมาก ซึ่งแตกต่างกับระบบเสียงแบบกระจายตามจุดที่ต้องเดินสายเป็นระยะทางไกล ๆ เพื่อที่จะกระจายเสียงให้ครอบคลุมออกไปสู่ลำโพงทุกตัวในแต่ละพื้นที่

แต่การเดินสายเป็นระยะไกล ๆ จะมีปัญหาในเรื่องของกำลังสูญเสียในสาย อันเนื่องมาจากความต้านทางของสายที่เพิ่มขึ้นตามความยาว การแก้ไขนั้นสามารถทำได้โดยการเพิ่มแรงดันตอนส่งออกให้สูง แล้วลดแรงดันที่ปลายทางให้เหมาะกับการใช้งานเพื่อที่จะลดกระแสในสายให้น้อยลง การสูญเสียในสายก็ลดลงไปด้วย วิธีนี้เรียกว่า "ระบบแรงดันคงที่" (constant voltage line) ปกติจะมีให้เลือกใช้หลายระดับ แล้วแต่การใช้งาน ถ้าสายลำโพงต้องเดินเป็นระยะไกลมากก็ต้องใช้เอาต์พุตที่ระดับแรงดันสูง เช่น 70 โวลต์, 100 โวลต์หรือสูงกว่า แต่ถ้าระยะทางไม่ไกลมากนักก็ใช้ที่ระดับ 25 โวลต์ เป็นต้น 
  
อ้างถึง
ระบบแรงดันคงที่นี้สามารถต่อได้โดยการใช้ "แมตชิ่งทรานฟอร์เมอร์" เข้ามาช่วย โดยการต่อที่ปลายสายก่อนที่จะเข้าสู่ลำโพง ซึ่งในการที่จะนำเอาไปต่อใช้งานตามจุดต่าง ๆ นั้นสามารถที่จะหาขนาดของแมตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ได้ตามกำลังของการใช้งานแต่ละจุด

การต่อลำโพงเข้ากับแมตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์


     
การต่อใช้งานของแมตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์จะต้องคำนึงถึงขีดจำกัดของกำลังวัตต์ที่ตัวมันจะทนได้ เพราะเวลาใช้งานนั้น ถ้าเราต่อลำโพงพร้อมกันหลาย ๆ ตัว ดังนั้น การต่อลำโพงนั้นจะต้องคำนวณดูว่าต่อรวมเข้าไปหลาย ๆ ตัวแล้วผลรวมของกำลังวัตต์ที่ได้นั้นจะต้องไม่ไปทำให้เครื่องขยายเสียงกับแมตชิ่งทานสฟอร์เมอร์ทำงานหนักเกินไป 

การจัดวางลำโพง



การวางตำแหน่งของลำโพงเพื่อที่จะกระจายเสียงไปในทุกพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ๆ นั้น เช่น ตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่การติดตั้งลำโพงจะติดตั้งอยู่ที่เพดานห้อง โดยจำนวนของลำโพงจะเพิ่มตามขนาดของพื้นที่ ดังนั้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการวางตำแหน่งของลำโพงไม่เหมาะสม จะทำให้การรับฟังผิดธรรมชาติไป เช่น ตำแหน่งของผู้รับฟังที่อยู่ระหว่างลำโพง 2 ตัวนั้น ถ้าระยะห่างของผู้ฟังกับลำโพงทั้งสองเท่ากัน การรับฟังก็คงปกติอยู่แต่เมื่อใดที่ผู้ฟังขยับเข้าใกล้ลำโพงอีกตัว ทำให้การรับฟังจากลำโพงทั้งสองเริ่มไม่เท่ากัน (out of phase) คือ มีจุดบอดของการรับฟังเสียงเกิดขึ้น 

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้สามารถแก้ไขได้ โดยใช้ลำโพงเพียงตัวเดียวสำหรับพื้นที่นั้นและติดตั้งไว้ในที่สูง ๆ เพื่อการกระจายของเสียงที่ดี หรือไม่ก็ให้ระยะห่างของตำแหน่งลำโพงแต่ละตัวอยู่ใกล้กันมาอีก ดังนั้นจะต้องเพิ่มจำนวนของลำโพงมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ของห้องนั่นเอง 

อ้างถึง
ปัญหาอีกอย่างที่เกิดขึ้นกับการรับฟังเสียงในห้องกว้าง ๆ จะต้องเดินสายลำโพงเป็นระยะทางไกลคือ "การหน่วงเวลาของเสียง" เนื่องจากความเร็วของเสียงที่มีความเร็ว 1,130 ฟุตต่อวินาที ดังนั้นถ้าผู้ฟังอยู่ใกล้กับลำโพงตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปก็จะเกิดปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น การแก้ปัญหาส่วนนี้ก็โดยการต่ออุปกรณ์หน่วงสัญญาณ (signal delay devices) เข้าไประหว่างสายลำโพงกับลำโพง ปัญหานี้ก็จะหมดไป

การต่อลำโพงระยะไกลและการแมตชิ่ง


     
การต่อลำโพงเข้ากับเครื่องขยายเสียงโดยใช้ลำโพงตัวเดียวนั้นเป็นของง่ายหากใช้ลำโพงหลายๆ ตัวก็เป็นเรื่องยุ่งยากสักหน่อย ดังเช่นใช้ในโรงเรียน โรงงาน โรงภาพยนตร์ และที่สาธารณะ เป็นต้น ซึ่งต้องคำนึงถึงเรื่องการแมตชิ่ง กำลังวัตต์และระยะห่างอีกด้วย บางกรณีต้องใช้แมตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ช่วยด้วย เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นวิธีการต่อลำโพงชนิดต่าง ๆ โดยจะพูดเฉพาะเครื่องขยายเสียงเพียงซีกเดียวหากเป็นแบบสเตอริโอก็ต้องเพิ่มสายอีกหนึ่งชุดและต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนเฟสด้วย 

การใช้ลำโพงกับเครื่องขยายแบบอิมพีแดนซ์ต่ำ



เครื่องขยายเสียงแบบโซลิดสเตทส่วนมากเป็นแบบเอาต์พุตอิมพีแดนซ์ต่ำถ้าเป็นวงจรขยายแบบ OTL นั้นจะมีสายเอาต์พุตเพียงสองเส้น อิมพีแดนซ์ของเครื่องขยายขึ้นอยู่กับตัวลำโพงที่นำมาต่อ ถ้าใช้ลำโพง 4 โอห์ม จะได้กำลังเอาต์พุตสูงที่สุด หากใช้ลำโพง 16 โอห์ม ก็จะได้กำลังเอาท์พุตทีต่ำที่สุด การใช้ลำโพงแบบ 4 โอห์ม หรือ 16 โอห์ม นั้นเป็นผลเสียมาก เพราะอิมพีแดนซ์ต่ำย่อมทำให้ทานซิสเตอร์ทำงานหนัก หรือวงจรคุ้มครองความปลอดภัยจะตัดไฟเสีย ส่วนอิมพีแดนซ์สูงนั้นก็ทำให้เครื่องมีกำลังน้อยเกินไป ทางที่ดีที่สุดควรอ่านคู่มือของเครื่องว่าจะใช้อิมพีแดนซ์เท่าใดจึงเหมาะสม 

เครื่องขยายเสียงที่ใช้หลอดนั้นมีอิมพีแดนซ์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับตัวเอาต์พุตทรานสฟอร์เมอร์ เช่น 1โอห์ม 2โอห์ม 3โอห์ม 4โอห์ม 8โอห์ม 16โอห์ม 32โอห์ม 100โอห์ม 250โอห์ม เป็นต้น ดังนั้นค่าอิมพีแดนซ์ของเอาต์พุตทรานสฟอร์เมอร์ของแต่ละโรงงานจึงต่างกันไป การต่อลำโพงขึงต้องต่อตามจุดซึ่งระบุค่าตรงกัน เพราะโหลดที่แท้จริงของเครื่องขยายเสียงก็อยู่ที่ลำโพงนี่แหละ เอาต์พุตทรานสฟอร์เมอร์นั้นมิใช่โหลด เพียงเป็นตัวถ่ายทอดสัญญาณและเปลี่ยนแปลงอิมพีแดนซ์เท่านั้น ถ้าหากต่อลำโพงผิดจุดจะทำให้อิมพีแดนซ์ผิดไป ซึ่งย่อมสะท้อนผลกลับไปยังหลอดเอาต์พุต ทำให้กระทบกระเทือนการทำงานของหลอด บางครั้งถึงกับทำให้เอาต์พุตทรานสฟอร์เมอร์เสียไปเลย

อ้างถึง
ไม่ว่าเครื่องขยายเสียงที่เป็นแบบทรานซิสเตอร์หรือหลอดก็ตาม การต่อลำโพงเข้ากับเครื่องนั้น ประการแรกต้องตรวจดูอิมพีแดนซ์ของลำโพงเสียก่อนว่าเข้ากับตัวเครื่องหรือเปล่า สามารถทนกำลังได้เท่ากับเครื่องหรือไม่ เพื่อป้องกันมิให้คอยล์ของลำโพงไหม้ขาดได้ ถ้าหากมีการต่อลำโพงแบบหลาย ๆ ตัวละก็ จะต้องพิจารณาว่าลำโพงที่นำมาต่อใช้ทั้งหมดควรมีกำลังวัตต์ไม่น้อยกว่าเครื่องและต้องแมตช์กับตัวเครื่องด้วย

giggock

30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552, 18.01 น.

วิธีการต่อลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากันต่อแบบขนาน  
การต่อแบบขนานนี้จะทำให้ค่าอิมพีแดนซ์ลดน้อยลง โดยหาค่าได้จากค่าอิมพีแดนซ์หารด้วยจำนวนตัวลำโพงที่ใช้ การต่อลำโพงวิธีนี้จะทำให้ลำโพงแต่ละตัวได้รับกำลังเท่ากัน
เช่นเครื่องขยายเสียงที่มีกำลังเอาต์พุต 20 วัตต์ ลำโพงแต่ละตัวจะแบ่งได้ 5 วัตต์ผลดีของการต่อขนานแบบนี้คือ หากมีลำโพงขาดไปตัวเดียว ถึงอิมพีแดนซ์จะผิดไปก็ตามแต่ลำโพงตัวอื่น ๆ ก็ยังคงทำงานอยู่ 
 

Amp  
20 
watt 

4 ? 

4 ? 

4 ? 

4 ? 

5 W 

5 W 

5 W 

5 W 

20 W = 5 Watt 



1/4 ? + 1/4 ? + 1/4 ? + 1/4 = 4 ?

วิธีการต่อลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากันต่อแบบอนุกรม  
การต่อแบบนี้จะทำให้ค่าอิมพีแดนซ์สูงขึ้น โดยหาค่าได้จากค่าอิมพีแดนซ์คูณด้วยจำนวนตัว การต่ออันดับแบบนี้กำลังวัตต์จะตกที่แต่ละลำโพงเท่า ๆ กันเช่นกัน หากมีลำโพงตัวหนึ่งขาด ลำโพงตัวอื่นๆ ก็พลอยเงียบไปด้วย ดังนั้นการต่อแบบอนุกรมจึงเหมาะสำหรับใช้กับลำโพงที่มีจำนวนน้อย 
 

Amp  
20 
watt 

4 ? 

5 W 

4 ? X 4 = 16 ? 

4 ? 

5 W 

4 ? 

5 W 

4 ? 

5 W

ลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากันต่อแบบขนานและแบบอนุกรม 
เนื่องจากเครื่องขยายเสียงมีแท๊ปเอาต์พุตต่างกัน บางครั้งเราไม่สามารถใช้จุดเอาต์พุตดังกล่าวต่อแบบชนานอย่างเดียวหรือต่ออันดับอย่างเอียวในการใช้งานได้ จึงจำต้องใช้วิธีต่อเข้าแบบขนานและอนุกรมอันดับผสมกันไป ค่าอิมพีแดนซ์จะเท่ากับค่าความต้านทานของลำโพงที่ต่ออันดับของแต่ละชุดหารด้วยจำนวนชุด
 
 

Amp  
20 
watt 

4 ? 

5 W 

4 ? 

5 W 

4 ? 

4 ? 

5 W 

5 W 

4 ? + 4 ? + 1/4 ? + 1/4 ? = 12 ?

การต่อแบบขนานและแบบอันดับนั้นมีส่วนดีและส่วนเสียคือ 
ถ้าต่อขนานกันหลายๆ ตัว ค่าอิมพีแดนซ์จะต่ำจึงใช้สายยาวมากไม่ได้ แต่ไม่เสียหายถ้าลำโพงตัวหนึ่งเสียไป ซึ่งตรงกันข้ามกับการต่อแบบอันดับถ้ามีลำโพงตัวหนึ่งตัวใดขาด ลำโพงตัวอื่นก็ไม่ดังด้วย มีผลดีตรงที่ว่าค่าอิมพีแดนซ์สูงขึ้นใช้สายที่ยาวกว่าได้ นอกจากนี้ถ้าเราใช้ลำโพงหลายตัวอยู่ในห้องเดียวกัน ควรระวังเกี่ยวกับเฟส ฉะนั้น สายที่ใช้ต่อลำโพงควรจะมีสองสีจะเหมาะสมกว่า 

สำหรับเครื่องขยายเสียงที่มีเอาต์พุตอิมพีแดนซ์สูงจึงเหมาะกับงานชนิดนี้  
โดยสามารถเปลี่ยนแปลงแมตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์ให้ได้กำลังตามที่เราต้องการได้ 
ลำโพงที่มีกำลังต่างกันต่อแบบอนุกรมลำโพงที่มีกำลังต่างกันต่อกันแบบขนานและอนุกรมการนำลำโพงที่มีกำลังต่าง ๆ มาต่อเข้าด้วยกันกับวงจรที่มีเอาต์พุตอิมพีแดนซ์สูง อิมพีแดนซ์ของแมตชิ่ง ทรานสฟอร์เมอร์ก็มีค่าต่างกันไป

วิธีใช้ตัวต้านทานเมตช์กับวงจร 
บางครั้งเราอาจจะประสบปัญหาเช่น แมตชิ่งทรานสฟอร์เมอร์มีไม่ครบและเวลาเดียวกันเราจำเป็นที่จะต้องใช้งานเพื่อให้วงจรแมตได้ดีจำต้องใช้งานเพื่อให้วงจรแมตได้ดีจำต้องใช้ตัวต้านทานเข้าช่วยแต่การใช้ตัวต้านทานเป็นการสิ้นเปลืองกำลังไปโดยใช่เหตุ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่ควรนำมาใช้ 

วิธีใช้ตัวต้านทานเมตช์กับวงจร 
     
การใช้ตัวต้านทานเป็นโหลดในวงจรส่วนมากใช้เป็นโหลดเทียม เช่นมีลำโพงอยู่หลายตัว แต่เวลาใช้งานจริง ๆ จะใช้เฉพาะบางตัวเท่านั้น เพื่อมิให้การตัดลำโพงบางตัวออกโดยทำให้วงจรไม่แมตช์กัน จึงต้องใช้ตัวต้านทาน

การใช้ตัวต้านทานเป็นโหลดเทียมในวงจร 
รูปที่ 15 ลำโพง A, B, C ทั้ง 3 ตัวจะให้เปิดหรือปิดเสียงได้ตามใจชอบ ส่วนตัวสวิตช์นั้นจะติดตั้งไว้กับตู้ลำโพงหรือตัวเครื่องแล้วแต่ความเหมาะสม 
 เรื่องของการแมตชิ่งนั้น บางครั้งเราไม่อาจจะทำให้มันแมตช์จริง ๆ ได้แต่การผิดไป 10 % ไม่ทำให้เสียหายเท่าไรนัก ส่วนตัวลำโพงควรใช้ตัวที่ทนกำลังมากกว่าในวงจร จะเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น 

      ค่าของเอาต์พุตอิมพีแดนซ์สูง ๆ 
ที่ใช้กันมากมีค่าอยู่ระหว่าง 100 โอห์ม ถึง 600 โอห์ม ถ้าหากจะวางลำโพงไว้ห่างมากก็ควรใช้อิมพีแดนซ์ที่สูงกว่านี้ เพื่อว่าแรดงดันที่ตกคร่อมจะได้สูงขึ้นกระแสไหลต่ำลง การสูญเสียในสายก็น้อยลงด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้สายที่ใช้ในการส่งเสียงควรจะมีโอห์มต่ำ เช่นเครื่อง 100 W สายที่ใช้ไม่ควรมีความต้านทานต่ำสูงกว่า 250โอห์ม การติดตั้งลำโพงระยะไกล 

      ความจำเป็นในการกระจายเสียงไปในพื้นที่กว้าง ๆ และไกล 
จากศูนย์กลางมักมีอยู่เสมอ เช่น ในโรงงาน, โรงเรียน, โรงแรม, อาคาร วิธีการที่จะกระจายเสียงนี้มีหลายวิธีแต่ละวิธีให้ข้อดี ต่างกันไป แล้วแต่สถานที่ สภาวะแวดล้อม และความต้องการของผู้ใช้

supojcherd

31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552, 3.44 น.
อื้อฮือ.. เป็นบทความที่ยาวและมีสาระมากเลยครับ // รอให้ผมว่างอีกนิดจะเข้ามาปรับปรุงบทความให้นะครับ ขอบคุณครับ Cheesy

monkeydam

2 สิงหาคม พ.ศ. 2552, 12.25 น.
ความรู้ทั้งนั้นเลย
ขอบคุณครับ

nate

3 สิงหาคม พ.ศ. 2552, 15.06 น.
มีสาระมากครับ

scorpions

5 สิงหาคม พ.ศ. 2552, 19.29 น.
อ่านยังไม่หมดเลยครับ แต่ดีมากๆๆๆจะได้ทดลองเล่นพีเอที่ โรงเรียน

fongbeer

12 สิงหาคม พ.ศ. 2552, 14.32 น.
เมื่อยอ่านเลย.......(ตาลาย)

cbsound

16 สิงหาคม พ.ศ. 2552, 7.50 น.

supojcherd

19 กันยายน พ.ศ. 2552, 4.53 น.
ได้รูปภาพประกอบจากท่าน cbsound ยิ่งทำให้บทความในกระทู้นี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น
ขอบคุณป๋ากิ๊ก (ป๋ากิ๊ก ♂ ♥ ♀ ™®) และท่าน cbsound มากๆ เลยครับ

nok9599

4 ตุลาคม พ.ศ. 2552, 21.09 น.
ขอบคุณมากครับ :b9:

ton_nkp

24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, 15.36 น.
ยอดจริง ๆ เลยครับ

rattanaphak

20 ธันวาคม พ.ศ. 2552, 13.31 น.
สุดยอดแล้ว นี่คือเบี้องต้นที่ควรต้องรู้ก่อน ส่วนที่ตามมาต้องไปหาอ่านหรือเสิร์ชหาตามเวป

amp

8 มกราคม พ.ศ. 2553, 20.01 น.
เป็นความรู้ดีครับ

banpa

9 มกราคม พ.ศ. 2553, 22.12 น.
 ขอบคุณกับสี่งดีๆครับ....

jaew

13 มกราคม พ.ศ. 2553, 11.13 น.
ขอบคุณมากครับ ได้ความรู้มากทีเดียวครับ

rut_2549

1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553, 9.54 น.
ขอบคุณมากสำหรับสิ่งที่ดีๆที่นำมาให้กับคนที่กำลังศึกษาอยู่ ขอบคุณมากนะครับ

nut2008

21 มีนาคม พ.ศ. 2553, 14.05 น.
ขอบคุณครับ [$19$] [$19$]

jong

28 มิถุนายน พ.ศ. 2553, 12.59 น.
รบกวนแนะนำเรื่องเครื่องเสียงในห้อวประชุม ให้ผมด้วยครับ

ขนาดของห้องประมาณ 10x20 เมตร ครับ 

ควรจะติดตั้งระบบเสียงยังไงดีครับ  และก็ ถ้าหากว่า ใช้เป็นชุดแยก  เผื่อว่า จะเอาออกไปใช้งานด้านอื่นๆ ด้วย จะดีหรือเปล่าครับ

FANG_BABY

31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553, 9.09 น.
 :c3:ได้ความรู้มากเลยครับขอคุณที่หาสิ่งดีมาให้ครับ

sa

7 ธันวาคม พ.ศ. 2553, 10.40 น.
กำลังจะติดตั้งเครื่องเสียงห้องประชุมกว้าง 13 เมตร ยาว 22.50 เมตร อยากได้รายละเอียด ท่านใดมีข้อมูลหรือห้างร้านที่รับติดตั้ง ขอข้อมูลด้วยครับ หรือโทรมาคุยก่อนได้ 081-5701052

aatt

21 มิถุนายน พ.ศ. 2554, 11.38 น.
ขอบคุณครับ กระจ่างขึ้นเยอะเลยท่าน  |n1:|
Comments