ประวัติอินเตอร์เน็ต

จุดกำเนิดของอินเทอร์เน็ต
 

             อินเทอร์เน็ตมีกำเนิดมาเมื่อราวๆ 28 ปีมาแล้ว โดยในปีค.ศ. 1969 กระทรวงกลาโหม
ของสหรัฐฯ ได้เล็งเห็นประโยชน์ของการเชื่อมคอมพิวเตอร์ต่างๆเป็นเครือข่ายเพื่อแลก
เปลี่ยนข่าวสารข้อมูล ทั้งนี้คอมพิวเตอร์ต่างๆที่มาเชื่อมกันนี้จะต้องรอดพ้นต่อการถูกโจมตี
ด้วยระเบิดนิวเคลียร์เนื่องจากในระยะนั้นยังเป็นช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯกับสหภาพ
โซเวียต เครือข่ายในระยะแรกเริ่มนี้มีจำนวนคอมพิวเตอร์มาเชื่อมกันเพียงสี่เครื่องเท่านั้น
โดยมีชื่อเรียกว่า ARPANET ลักษณะของเครือข่ายนี้มีความพิเศษอยู่ตรงที่ไม่มีศูนย์กลางเครือ
ข่าย ทั้งนี้เพราะว่าถ้ามีศูนย์กลางเป็นจุดรวมข้อมูล เมื่อเกิดสงครามขึ้นและศูนย์นี้ถูกทำลายลง
เครือข่ายทั้งระบบก็จะใช้งานไม่ได้ ดังนั้นผู้วางระบบเครือข่ายทางทหารนี้ก็คิดค้นวิธีที่จะกระจาย
การเชื่อมโยงออกไป เพื่อให้ทั้งระบบยังคงทำงานต่อไปนี้ ถึงแม้ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งจะถูกทำลาย
ก็ตาม เครือข่าย ARPANET ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น INTERNET เมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้นและเนื้อหาไม่
เป็นเรื่องการทหารแต่เพียงอย่างเดียว

เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาเชื่อมกันในระยะแรกนี้ได้แก่เครื่องที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐยูทาห์ มหาวิทยาลัย
แคลิฟอร์เนียที่ซานตา บาร์บารา และที่ลอส แอนเจลีส และที่สถาบันวิจัยนานาชาติสแตนฟอร์ด ต่อ
เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆเห็นประโยชน์ของการเชื่อมโยง ก็มาเข้าร่วมกับระบบนี้มากขึ้น อัตราการ
เติบโตของเครือข่ายนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก จนในปัจจุบันนี้มีสมาชิกหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่
ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายย่อยๆมาเชื่อมกันเป็นจำนวนมากกว่าสิบล้านเครื่อง!

ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นแต่เพียงเครือข่ายทางการทหารหรือการศึกษาอีกต่อไป ภาคธุรกิจ
ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในระยะหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา ในเมืองไทยเราจะเห็นได้ว่า
องค์กร
ธุรกิจหลายแห่ง ได้เข้ามาเสนอตนเองบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนี้
 

ความหมายของคำว่า อินเตอร์เน็ต (Internet)

               อินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นหนึ่งเดียวซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะสามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร , ภาพและเสียงได้ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว
อินเตอร์เน็ตประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน และส่วนที่ที่เป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเก็บรวบรวมไว้ พร้อมกับมีความสามารถที่ช่วยใเราค้นหาข้อมูลได้ในเวลาอันสั้น อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ปฏิวัติความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ ช่วยให้เรามีอิสระเสรีในการเรียนรู้และการทำงานมากขึ้น พบว่ามีประชากรโลกกว่า 500 ล้านคน ใช้อินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน(ค.ศ.2000) ดังนั้น คนไทยในยุคนีควรเรียนรู้การใช้อินเตอร์เน็ตเพราะเป็นสิ่งที่จำเป็น
อินเตอร์เน็ตมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นหนึ่งเดียวทำให้การ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละประเภท เป็นไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น พีซี , แมคอินทอช หรือ เครื่องประเภทใด ๆ ก็ตาม โดยทั่วไปแล้วคอมพิวเตอร์ที่ประกอบกันเข้าเป็นเครือข่ายหลักของอินเตอร์เน็ต มักจะเป็นระบบเครือข่ายเมนเฟรมของมินิคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) และเครือข่ายเมนเฟรม คอมพิวเตอร์บางคนจึงเรียกอินเตอร์เน็ตว่าเป็น"เครือข่ายของเครือข่าย คอมพิวเตอร์"(Network of Network) ส่วนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งหลายมักจะไม่ได้ต่ออยู่กับอินเตอร์เน็ตตลอด เวลา เพียงแต่เชื่อต่อเข้าไปเป็นครั้งคราวตามความต้องการในการใช้งานเท่านั้น

 
                     อินเทอร์เน็ตทำงานได้อย่างไร
 

การที่คอมพิวเตอร์หลายเครื่องติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ จะต้อง "พูดภาษาเดียวกัน" หมายความ
ว่าคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมีการยอมรับวิธีการต่างๆในการติดต่อกันซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน ใน
อินเทอร์เน็ตระเบียบดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกว่า "
TCP/IP" อันเป็นคำย่อจากวลีว่า "Transmission Control
Protocol/Internet Protocol" คำว่า "Protocol" นี้เป็นชื่อเรียกภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ติดต่อกันทางเครือข่าย แต่ถ้าเป็นภาษาที่เครื่องใช้ในการทำงานก็เรียกว่า "ภาษาโปรแกรม" หรือ "Programming language."

ลักษณะพิเศษของภาษา TCP/IP นี้ก็คือว่า ภาษานี้สามารถจัดการกับความไม่แน่นอนต่างๆที่เกิดขึ้น
จากการใช้เครือข่ายได้ ซึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการที่อินเทอร์เน็ตมีรากฐานมาจากเครือข่ายทาง
การทหารนั่นเอง

 

การติดต่อกับอินเทอร์เน็ต

เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราสามารถติดต่อกับอินเทอร์เน็ตได้หลายวิธี
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการความเร็วมากน้อยเพียงใดในการติดต่อ รวม
ทั้งสถานที่ที่เราใช้เครื่องของเราด้วย ว่าห่างไกลจากศูนย์คอมพิวเตอร์
ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องที่แจกจ่ายข้อมูล และก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของ
ผู้ใช้ว่าต้องการความเร็วหรือความสะดวกรวดเร็วมากน้อยเพียงใดด้วย

ในปัจจุบันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสถาบันการศึกษาจะ
ต้องเสียค่าบริการอินเทอร์เน็ตในอัตราที่ค่อนข้างสูง กล่าวกันว่าอัตราค่า
บริการอินเทอร์เน็ตของบุคคลทั่วไปในประเทศไทยนี้สูงที่สุดในโลก ทั้งนี้ก็
เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะถือว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นคนร่ำรวยและ
สามารถจ่ายค่าบริการจำนวนนี้ได้โดยไม่เดือดร้อน ทั้งนี้การเก็บค่าบริการอินเทอร์เน็ต
นี้ยังคงเป็นการผูกขาดของ
การสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ควบคุม
ดูแลการโทรคมนาคมระหว่างประเทศทั้งหมด การสื่อสารฯได้รายได้จากการผูก
ขาดนี้เป็นกอบเป็นกำ เหตุผลที่การสื่อสารมักจะอ้างก็คือว่า เนื่องจากผู้ใช้
อินเทอร์เน็ตมีฐานะดี ดังนั้นจึงควรเก็บค่าบริการแพงๆเหมือนกับการเก็บภาษี
กลายๆเพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เหตุผลนี้ดูเหมือนจะมีน้ำหนัก
พอสมควร แต่ถ้าพิจารณาว่าการใช้จ่ายเงินของภาครัฐฯไม่มีความโปร่งใสใดๆ
ให้ตรวจสอบได้อย่างจริงจัง ก็ไม่น่าเชื่อว่าข้ออ้างดังกล่าวนี้เป็นความจริง นอก
จากนี้การอ้างว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นผู้ร่ำรวยเท่านั้นยังเป็นการแบ่งชนชั้น
วรรณะอย่างโจ่งแจ้ง และเท่ากับว่าคนอื่นๆที่ไม่ใช่คนรวยจะไม่มีวันสัมผัสกับ
อินเทอร์เน็ตได้ ความคิดเช่นนี้ไม่เอื้อต่อการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปข้าง
หน้าได้เป็นอย่างยิ่ง

การติดต่อแบบถาวร หรือ Permanent Connection

การติดต่อแบบนี้เป็นแบบที่รวดเร็วที่สุด แต่ก็สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากที่สุด
ด้วยเช่นกัน คอมพิวเตอร์ที่นิสิตใช้อยู่ที่อาคารบรมฯก็ติดต่อแบบนี้ โดยมีสาย
เชื่อมจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของ
ChulaNet มายังอาคารบรมฯ แล้วก็แจกจ่าย
สายต่างๆไปยังเครื่องแต่ละเครื่องที่นิสิตใช้อยู่อีกทอด การติดต่อแบบนี้ใช้
ระบบเครือข่ายที่เรียกว่า Ethernet ซึ่งเป็นระบบฮาร์ดแวร์ของเครือข่ายที่ใช้
กันมากที่สุด สายที่เชื่อมต่อจากแม่ข่ายมายังอาคารบรมฯนี้เป็นสายใยแก้วนำแสง
ซึ่งให้ความเร็วข้อมูลสูงมาก

การติดต่อโดยตรงเมื่อต้องการ หรือการติดต่อโดยตรงผ่านสายโทรศัพท์ (On Demand Permanent Connection)

การติดต่อแบบนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดถ้าเครื่องของเราไม่ได้ติดต่อโดยตรงโดยเครือข่าย
แบบ Ethernet วิธีการก็คือเราใช้สายโทรศัพท์ธรรมดาที่เราใช้กันอยู่เป็นเส้นทาง
ในการเชื่อมโยงข้อมูลแทน การที่คอมพิวเตอร์ติดต่อกันโดยผ่านสายโทรศัพท์จำเป็น
ที่จะต้องมีอุปกรณ์อันหนึ่งเรีกว่า "โมเด็ม" (modem) ซึ่งทำหน้าที่แปรข้อมูลจาก
คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลแบบดิจิตัล เป็นสัญญาณโทรศัพท์ซึ่งเป็นสัญญาณแบบ
อนาล็อก และนอกจากโมเด็มแล้วก็จะต้องมีโปรแกรมพิเศษอีกโปรแกรมหนึ่งเพื่อ
ทำให้เครื่องของเราทำงานเป็นส่วนหนึ่งของอินเทอร์เน็ตจริงๆ โปรแกรมนี้ก็เป็น
ภาษาเครือข่ายบนอินเทอร์เน็ตอีกภาษาหนึ่ง เรียกว่า "
PPP" ซึ่งย่อมาจาก Point-to-Point
Protocol การใช้โปรแกรมนี้ทำให้เครื่องของเราสามารถทำงานได้ทุกอย่าง เช่นเดียว
กับที่เครื่องแม่ข่ายหรือเครื่องที่ต่อกับแม่ข่ายด้วย Ethernet ทำได้ เพียงแต่ว่าสายโทรศัพท์
นั้นจะเท่ากับมีการพูดสายอยู่ตลอดเวลาที่เราต่อกับระบบอยู่

ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตมักจะเรียกการบริการแบบนี้ว่า "แบบรูปภาพ" หรือ Graphic
Service เนื่องจากการติดต่อแบบนี้ทำให้เราสามารถดึงเอาข้อมูลที่เป็นรูปภาพหรือ
เสียงมาดูหรือฟังได้โดยตรง

การติดต่อแบบเทอร์มินัล (Dial-Up Terminal Connection)

การใช้โปรแกรม PPP นี้จำเป็นต้องอาศัยเครื่องที่มีสมรรถนะสูงพอสมควร โดยเ©พาะ
อย่างยิ่งถ้าเราใช้โปรแกรมใหม่ๆสำหรับค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเราไม่มี
เครื่องแบบนั้น เราก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เนื่องจากยังมีการติดต่ออีกวิธีหนึ่ง
ได้แก่การติดต่อแบบเทอร์มินัล ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องเร็วๆแต่อย่างใดเลย วิธีการ
นี้ก็คล้ายคลึงกับวิธีที่สองตรงที่เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับอินเทอร์เน็ตโดย
ใช้โมเด็ม แต่แตกต่างกันที่ในการต่อแบบนี้เครื่องของเรามีฐานะเป็นเพียง จอ ของ
เครื่องที่เราต่อไปหาเท่านั้น เครื่องของเราไม่มีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของอินเทอร์เน็ต
แต่ประการใด แต่ในขณะที่เราใช้การติดต่อแบบนี้อยู่นั้น การประมวลผลของเครื่อง
ไม่มีบทบาทอะไรเกี่ยวกับการติดต่อนี้เลย นอกจากบทบาทเล็กน้อยเวลาเราถ่ายโอน
ข้อมูลระหว่างเครื่องที่เราต่อไปหากับเครื่องของเราเท่านั้น โปรแกรมที่ใช้สำหรับ
การติดต่อแบบนี้ก็เป็นโปรแกรมสั่งงานโมเด็มตามปกติ เช่น Procomm หรือ
Terminal
ใน Windows หรือ Zterm ในเครื่องแมคอินทอช

การติดต่อแบบนี้ก็ทำให้เราสามารถติดต่อกับทุกๆส่วนของอินเทอร์เน็ตได้ เพียงแต่ว่า
เราต้องใช้วิธีการบางอย่างเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอักษรมาเป็นไฟล์ที่ใช้งานได้

ศุนย์บริการอินเทอร์เน็ตมักเรียกการบริการแบบนี้ว่า "ตัวอักษรล้วนๆ" (Text only) เนื่อง
จากการติดต่อมีแต่ทางตัวอักษรเท่านั้น (แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถดึงเอา
ไฟล์อื่นๆที่ไม่ใช่ตัวอักษรมาใช้ได้ เพียงแต่เราต้องรู้วิธีและไม่สามารถใช้งานได้ทันที
เท่านั้น วิธีนั้นเป็นอย่างไรไม่สามารถพูดได้ในที่นี้ เนื่องจากที่ไม่พอ นิสิตสามารถ
ค้นคว้าเอาเองได้)

การติดต่อแบบไปรษณีย์เท่านั้น (E-mail Only Connection)

การติดต่อแบบนี้เป็นวิธีที่มีข้อจำกัดมากที่สุด แต่ก็ประหยัดทรัพยากรมากที่สุด ด้วย
เช่นกัน วิธีนี้เกือบจะเหมือนกับแบบที่สาม ต่างกันเพียงแค่ว่าเราใช้บริการได้แต่เพียง
จดหมายอิเล็คโทรนิคส์ หรืออีเมล์ เท่านั้น ไม่สามารถใช้บริการอื่นๆบนอินเทอร์เน็ตได้ (เช่น
การถ่ายโอนข้อมูล การสืบค้นข้อมูลบนเวิร์ลไวด์เว็บ ฯลฯ) บริการอย่างเดียวที่เรา
ใช้ได้ก็คือจดหมายอิเล็คโทรนิคส์ (แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังมีอัจ©ริยะจำนวนหนึ่ง
ที่ช่วยให้ผู้ที่มีแต่อีเมล์ได้ข้อมูลต่างๆที่ไม่ได้อยู่ในระบบอีเมล์โดยตรงได้ แต่นี่ก็เกิน
ขอบเขตของการบรรยายนี้ไปอีกเช่นกัน)

 

Comments