ประมวลวิกฤตพลังงาน

หนังสือ “ทางรอด” เล่มที่ผ่านมา ได้เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า “มนุษย์ทุกคนต่างตกอยู่ภายใต้พลังอันทรงอำนาจของวงกลมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นแรงดึงดูดจากศูนย์กลางกาแลคซี่ทางช้างเผือก ทางทิศเหนือ ทุกคนจำต้องรับสภาพการตกอยู่ภายใต้แรงดึงนี้อย่างหนีไม่ได้ และเนื่องจากมนุษย์เป็นผู้สร้างเหตุ มนุษย์จึงต้องรับผลของการกระทำนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกเช่นกัน ภาวะโลกร้อน จึงเป็นสภาพเอ็นพีแอล (NPL) ของธรรมชาติที่หมดหนทางแก้ไขได้แต่รอ...วันสุดท้าย เท่านั้น จริงหรือ?”

จากกรกฎาคม, 50 จนถึง กันยายน, 52 ได้มีหลายๆปรากฏการณ์ของวิกฤตพลังงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบีบกระชับ จนทำให้ “ทางรอด” ต้องเปลี่ยนเป็น “แสงสว่างที่ปลายทางรอด” ซึ่งน่าจะเป็นทางรอดเฉพาะบุคคลบุคคลแบบใด?

ภาวะพลังงานแม่เหล็กโลกท่วมโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติหลายๆอย่าง เช่น แผ่นดินไหวน้ำท่วม ดิน-โคลนถล่ม ไฟไหม้ป่า พายุ ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ ไปทั่วทุกส่วนของโลก เป็นโศกนาฏกรรมรายวันจนอาจกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่ดูธรรมดาไปเสียแล้ว พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณได้เคยให้ความรู้พื้นฐานขององค์ความรู้ไว้เสมอว่า การเกิดขึ้น ตั้งอยู่และสลาย ของพลังงานที่ให้ทั้งคุณและโทษต่อมวลสรรพสัตว์สิ่งในโลกยังเกี่ยวเนื่องกับปัจจัยสำคัญ 3 อย่างนี้เสมอ คือ พลังงานแม่เหล็กโลก, การหมุนของโลก และพลังงานกระแสลมปราณ-พลังมโนธาตุ ซึ่งใน 3 อย่างนี้ พลังงานแม่เหล็กโลก เป็นตัวจักรสำคัญ มีอิทธิพลต่อการหมุนของโลก,พลังงานกระแสลมปราณ-พลังมโนธาตุ อย่างยิ่งยวด ดังเช่นปรากฏการณ์ของวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นและจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นตามลำดับ

1. ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่อง
2. การเปลี่ยนแปลงของแรงดึงดูดที่มีต่อโลกและระบบสุริยจักรวาล

ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่อง

ท่านผู้อ่านลองจินตนาการนึกถึงผลไม้หลากหลายชนิด ซึ่งทุกชนิดจะมีขั้วหรือวิ่นอยู่ด้านบนมีจุกหรือก้นอยู่ด้านล่าง เช่น สับปะรด ขนุน มีแกนอยู่ภายในให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน ส้มโอ ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ล ฟักทอง ฟักเขียว ฯลฯ มีเยื่อ รูพรุน กลวงทอดยาวอยู่ภายในผล ตั้งแต่วิ่นจนถึงก้น แกนผลไม้มีลักษณะเหมือนกับแกนพลังงานของโลก ทอดตัวยาวเคียงคู่ไปกับแกนสสารจากขั้วโลกเหนือจรดขั้วโลกใต้ เป็นช่องทางไหลวนเข้า-ออก ร้อยรัดไป-มาของพลังงานแม่เหล็กโลก เพื่อดึงดูดสรรพสัตว์สิ่งทั้งหลายในโลก ตลอดจนดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์อื่นๆ ให้อยู่ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูดของกาแลคซี่ทางช้างเผือกตลอดไป (จนกว่าจะมีการผลิกผันเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและพลังงานอย่างยิ่งใหญ่)

จวบจนกระทั่งสาร CFC ได้เป็นสาเหตุสำคัญทำให้แกนพลังงานโลกตัน และไม่มีแกนพลังงานโลกไปในที่สุด ภาวะพลังงานแม่เหล็กโลกฝังแน่น ถมลงไปทั่วทุกส่วน ทุกตารางนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นน้ำ มหาสมุทร ผืนแผ่นดิน ชั้นบรรยากาศ อวกาศ ตลอดจนร่างกายมนุษย์ แทบไม่เหลือช่องว่างอีกแล้ว ความร้อนและหนักเป็นคุณสมบัติที่ทรงพลังแห่งการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าของพลังงานแม่เหล็กโลก และเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนแบบทันทีทันใด เช่น น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วเกินความคาดหมาย ระบบนิเวศน์ สัตว์ พืช ที่เคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่กับน้ำแข็งมาโดยตลอดจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดำรงชีวิตให้รอดอยู่ได้หรือไม่ คงต้องดูกันต่อไป แต่ที่แน่นอนที่สุด คือระดับน้ำเพิ่มขึ้นในมหาสมุทร ทะเลและปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลต่างไหลลงสู่แอ่งกระทะบริเวณเส้นศูนย์สูตร เกาะเล็กเกาะน้อย แหลมชายฝั่งล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาน้ำท่วมเกาะจมหายไปตามกาลเวลายิ่งไปกว่านั้น น้ำที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งจะเย็นจัดมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำจึงอยู่ลึกลงไปที่ก้นมหาสมุทร ทะเลในขณะที่พื้นผิวน้ำได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์จึง ทำให้อุณหภูมิระหว่างผิวน้ำกับก้นมหาสมุทร ทะเล มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก กลายเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดพายุหมุนได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่มีลมกรรโชกแรง เกิดการกระแทกวนไป-มา ระหว่างในมหาสมุทร ทะเล กับภูเขา โขดหิน ชายฝั่ง ฯลฯ จึงเกิดการหมุนวนของน้ำ กอปรกับน้ำมีอุณหภูมิร้อน-เย็นที่แตกต่างกันมากจนเกินไประหว่างน้ำที่พื้นผิวกับน้ำเย็นจัดที่อยู่ข้างล่าง น้ำจึงม้วนตัวเป็นเกลียว ยกสูงขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งทวีกำลังเหวี่ยง-หมุน เคลื่อนที่เร็วมากขึ้นตามลำดับ ความรุนแรงของการกระแทก สามารถกวาดทำลาย เป็นวิบัติภัยธรรมชาติที่แสนหฤโหดได้ในชั่วพริบตา

ยิ่งไปกว่านั้น หากลองเปรียบเทียบอุณหภูมิสูง-ต่ำที่แตกต่างกันระหว่างพื้นดินกับทะเล จะเห็นได้ชัดเจนว่าแถบชายฝั่งย่อมมีอุณหภูมิสูงกว่าทะเลอยู่ตลอดเวลา การถ่ายเทสลับกันไป-มาของลม อากาศ ระหว่างพื้นดินกับพื้นน้ำจึงผิดปกติไปจากเดิม เพราะในปัจจุบันนี้มีเฉพาะลมที่พัดจากทะเลเข้าหาชายฝั่งเพียงอย่างเดียว ดังนั้นปัญหาชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะ จึงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่แทบจะหมดหนทางแก้ไข ตราบใดที่ยังไม่สามารถคืนลมบกให้กลับสู่ทะเลได้ดังเดิม

ปัญหาของวิบัติภัยที่รุนแรงอีกอย่างคือ ไฟไหม้ป่า เผาทำลายป่าใหญ่ อุดมสมบูรณ์ในแทบทุกทวีปอย่างเท่าเทียมกัน การเผาป่าอาจจะเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ได้ แต่สาเหตุอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อพลังงานแม่เหล็กโลกถมเต็มชั้นบรรยากาศโลก พลังงานความร้อนสะสมยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ป่าไม้นอกจากจะรับความร้อนของแสงอาทิตย์มากพออยู่แล้ว ยังต้องรับพลังงานความร้อนสะสมของพลังงานแม่เหล็กโลกอีกด้วย การเสียดสีกันของพลังงานความร้อนกับน้ำมันในเปลือกไม้จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี โหมไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์มา “เผาป่า” อีกต่อไป และหากสังเกตในเรื่องใกล้ตัวอีกสักนิด ในชีวิตประจำวันจะพบว่ามีเมฆฝนตั้งเค้า และฝนควรจะตก ได้แต่รอเก้อ เพราะพลังงานความร้อนสะสมของพลังงานแม่เหล็กโลกได้สลายกลุ่มเมฆฝนเหล่านั้นแล้ว แม้กระทั่งการเกิดแผ่นดินทรุด ถล่ม มักเกิดตามมาทุกครั้งที่มีฝนตกหนักหรือลมพายุรุนแรง ต่างก็มีสาเหตุมาจากพลังงานความร้อนสะสมของพลังงานแม่เหล็กโลกอีกเช่นกัน

ดังนั้นภาวะของน้ำล้นมากเกินพอดีจนถึงขั้นทำลายหรือการขาดน้ำจนทำให้เกิดความร้อนขาดแคลน ตลอดจนพายุหมุนหรือวิบัติภัยธรรมชาติอื่นๆที่เป็นผลมาจาก ลม น้ำ จะยังคงปรากฏวนเวียนไปตามฤดูกาลของแต่ละประเทศ แต่ละทวีปของโลก จนกว่าโลกเราจะได้แกนพลังงานโลกกลับคืนมาเพื่อเป็นที่อยู่ของพลังงานแม่เหล็กโลกดุจดังเดิม

การเปลี่ยนแปลงของแรงดึงดูดที่มีต่อโลกและระบบสุริยจักรวาล

องค์ความรู้ที่นำมาเสนอต่อไปนี้ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งปักใจเชื่อหรือไม่เชื่อ พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณได้รู้สิ่งเหล่านี้ด้วยความสามารถของ “จิต” ที่เป็นอิสระจากสัญญาของความนึก-คิด ใช้แรงสืบต่อ (แรงสันตติ) เพื่อสาวสาเหตุของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลาย ของแต่ละเหตุ ผู้เขียนมีหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งที่ได้รู้มาอย่างเที่ยงตรง จะให้ประโยชน์มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

จากสภาพที่ไม่มีแกนพลังงานโลกมาร่วม 8 ปี (พ.ศ. 2544-2552) โลกจึงลอยเคว้งคว้างไร้หลักยึด ขาดทิศทางถูกกาแลคซี่ทางช้างเผือกดึงไปทางทิศเหนือทีละน้อยๆ และจากการสะสมของพลังงานแม่เหล็กโลกจนถึงจุดอันตรายแล้วยิ่งทำให้โลกหนักมากขึ้น เสียสมดุล ในบางครั้งโลกจึงหมุนผิดปกติ คือ หมุนช้าลง บางครั้งแทบจะหยุดหมุน บางครั้งเหมือนหมุนและสะดุด

ตามปกติโลกเราหมุนจากขวาไปซ้าย เป็นการหมุนทวนเข็มนาฬิกา ขั้วโลกเหนือควรจะตั้งตรงไปทางทิศเหนือตามทิศทางของกาแลคซี่ทางช้างเผือก ไม่ใช่เอียงทำมุม 23 1/2 องศา โลกรับแรงกระทบถึง 2 แรง คือทั้งแรงยืด-แรงหด และแรงรับ-แรงเหวี่ยง ความรู้เหล่านี้ พระอาจารย์นำมาสอนแก่ศิษย์มากกว่า 10 ปี แล้ว และค่อยๆเพิ่มรายละเอียดบางอย่างให้ตรงประเด็นมากขึ้นตามลำดับ เหมาะกับกาลเวลา เพราะองค์ความรู้ แม้จะรู้ตั้งแต่ต้นจนจบว่าเป็นอย่างไร หากแต่การเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตเข้าด้วยกันจำต้องเป็นไปตามเหตุที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ อย่างเช่น ลายแทงขุมทรัพย์บอกว่า คุณจะไปถึงขุมทรัพย์ได้ คุณต้องผ่านด่านอันตรายถึง 10 ด่านด้วยกัน หากคุณยังไม่สามารถผ่านด่านที่ 7 คุณจะไปเดินในด่านที่ 8 ได้อย่างไร คุณต้องปฏิบัติตนตามกติกาที่วางไว้ เช่นเดียวกับองค์ความรู้ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับเวลาและสถานการณ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหลักความรู้ พลังงาน เทคนิค วิธีการ ฯลฯ
ฉะนั้นเรามารู้จักกับ ความรู้ใหม่ที่ทนแดดทนฝนมานานนับพันปี เพื่อรอการไขปริศนา