ประเทศเยอรมัน

ประเทศเยอรมัน
 

        ประเทศเยอรมนีมีภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีป นั่นคือ อากาศอาจจะร้อนจัดในฤดูร้อน และเย็นเฉียบในฤดูหนาว อย่างไรก็ตามแม้ในฤดูกาลเดียวกันก็มีความแตกต่างของอุณหภูมิและความชื้นในภาคต่างๆอยู่บ้าง ทางตอนเหนือในแถบที่ติด ทะเลอากาศจะอบอุ่นกว่าทางใต้ในฤดูหนาวและ ในฤดูร้อนอากาศ ก็จะไม่ร้อนจัดจนเกินไปอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวแถบตอนเหนือและตอนกลางของประเทศอาจจะแตกต่างกันระหว่าง -10 จนถึง 250 เซลเซียส ในขณะที่ในแถบภูเขาหรือทางตอนใต้ความแตกต่างอาจจะอยู่ระหว่าง -100 จนถึง -150 เซลเซียล เดือนที่ร้อนที่สุดคือ เดือนกรกฎาคมซึ่งอุณหภูมิอาจจะสูงถึง 350 เซลเซียล

ประเทศเยอรมนีมี 4 ฤดูกาลคือฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ฤดูร้อน(มิถุนายน-สิงหาคม) ฤดูใบไม้ร่วง(กันยายน-พฤศจิกายน)และฤดูหนาว(ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ฤดูร้อนเป็นฤดูที่มีฝนตกน้อยที่สุด ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในประเทศเยอรมนีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และรสนิยมของนักท่องเที่ยวแต่ละคน ฤดูใบไม้ผลิคือฤดูดอกไม้บานโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามท้องทุ่งและป่าเขา ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและงานเทศกาลพื้นบ้านต่างๆ ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูแห่งสีสันของแมกไม้และสายหมอก ในขณะที่ฤดูหนาวคือวันเวลาสำหรับผู้เล่นสกี ตลาดคริสต์มาส การละคร และดนตรีคลาสสิก สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเยือนประเทศเยอรมนีโดยไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความหนาวเย็นมากเกินไปน่าจะเป็นเวลาตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนตุลาคม
 
  เมือง โคโลญจน์
 

         ชาวเยอรมันเรียกโคโลญจน์ว่าเคิล์น เมืองเคิล์นเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของเยอรมนี มีมหาวิหารขนาดใหญ่อลังการที่สุดในยุโรปเรียกกันว่า เคิล์นโดม ลักษณะพิเศษคือมียอดแหลมสองยอด มหาวิหารแห่งนี้ได้รับการยกขึ้นเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก แต่มีข้อแม้ว่ารอบ ๆ มหาวิหารต้องไม่มีการสร้างอาคารสูง มหาวิหารนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักระหว่างการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะตั้งอยู่กลางเมืองและใกล้กับสะพานที่เป็นยุทธศาสตร์ทางการทหาร เมื่อสงครามยุติลงจึงได้ค่อย ๆ มีการบูรณะขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังบูรณะไม่เสร็จสิ้นทั้งหมด เมืองโคโลญจน์เป็นที่มาของน้ำหอมชนิดหนึ่งที่เรียกว่าออดิโคโลญจน์ ทั้งนี้เพราะผู้ผลิตน้ำหอมชนิดนี้ตั้งอยู่ในเมืองนี้ซึ่งใช้ชื่อยี่ห้อว่า 4711 ยี่ห้อนี้มีที่มาจากบ้านเลขที่ 4711 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตในขณะนั้น ออดิโคโลญจน์ของ 4711 จึงเป็นของฝากขึ้นชื่อของโคโลญจน์จนถึงปัจจุบัน

เทศกาล คานิวาล

        ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีเสน่ห์ของเมือง โคโลญจน์ เทศกาลนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 11 เดือน 11 เวลา 11 นาฬิกา 11 นาที และ 11 วินาที ของทุกปี แล้วจะดำเนินต่อไปจนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงเวลาดังกล่าวทั้งเมืองจะมีการแสดงดนตรี วงโยธวาทิต การประกวดเต้นรำของชุมชนต่าง ๆ การแต่งกายแบบแฟนซี ขบวนแห่ การดื่มกินและสรวลเสเฮฮากันอย่างสุดเหวี่ยง โดยเฉพาะวันแรกและวันสุดท้ายของงาน เทศกาลคานิวาลดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จากทุกสารทิศ โดยกล่าวกันว่าชาวเมืองบอนน์ซึ่งอยู่ใกล้กันเพียง 1 ชั่วโมง เกือบทั้งเมืองจะพากันมาเที่ยวงานคานิวาลที่โคโลญจน์ และมีการถ่ายทอดรายการประกวดเต้นรำและร้องเพลงทางโทรทัศน์ทุกวัน

เมือง โฮเดลเบิร์ก
 

       เมืองไฮเดลแบร์ก (Heidelberg) อ่านแบบภาษาเยอรมัน หรือเมืองไฮเดลเบิร์ก ถ้าอ่านแบบภาษาอังกฤษ ตั้งอยู่ในรัฐบาเดน-เวิร์ทเทมแบร์ก (Baden-Wuerttemberg) ซึ่งเป็นรัฐทาง ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศนี้ โดยที่เมืองหลวงของรัฐนี้คือเมืองสตุ๊ดการ์ท (Stuttgart) 
       เมืองไฮเดลแบร์กจัดเป็นเมืองที่เก่าแก่เมืองหนึ่ง ยิ่งมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก ซึ่งมีชื่อเต็มว่า Ruprecht-Karls-Universitaet Heidelberg เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ ที่สุดในเยอรมนีอีกด้วย สร้างตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1385 ก็เกือบ 700 ปี และยังเป็นมหาวิทยาลัย เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปรองจากมหาวิทยาลัยปราก ประเทศสาธารณรัฐเชค 
       เมืองไฮเดลแบร์ก จัดว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งในหลาย ๆ เมืองของประเทศสาธารณรัฐ-เยอรมนี และยังนับว่าเป็นเมืองทางประวัติศาสตร์ของไทยเมืองหนึ่งด้วย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงประสูติ ณ เมืองนี้ในสมัยสมเด็จพระบิดาได้ทรงศึกษาวิชา ทางการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยที่นี่ เมืองนี้จึงนับว่ามีชื่อเสียงมาช้านานแล้วในด้านการศึกษาทางการ แพทย์ นอกจากวิชาทางด้านการแพทย์แล้ว วิชาทางศาสนา หรือเทววิทยา ทางกฎหมาย ทางปรัชญา ทางภาษา ทางเศรษฐศาสตร์ หรือทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน โดยเฉพาะวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา หรือวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ อันได้แก่ วิทยาการคอมพิวเตอร์ จุลชีววิทยา เภสัชศาสตร์ เป็นต้น ถึงขนาดที่ว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein) ก็เคยมาเดินบนเส้นทางนักปราชญ์ (Philosophenweg)ของเมืองนี้แล้ว เมืองไฮเดลแบร์กได้ถูกระบุเป็นว่าเมืองมรดกโลก UNESCO เนื่องจาก มีแหล่งท่องเที่ยว มากมาย และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงาม ความสง่า ความสงบร่มรื่น จนทำให้นักท่องเที่ยวที่ได้ไปคงยาก ที่จะลืมลง

 
  ปราสาทโฮเดลเบิร์ก
 

        ปราสาทไฮเดลเบิร์กถูกสร้างขึ้น ในปี ค.ศ.1300 ตั้งอยู่บนเนินเขาและโดยรอบมีป่าละเมาะแสนสวยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่น ได้บริเวณปาร์กของปราสาทจะมีต้นไม้ใหญ่อย่างต้นเบิช ต้นเมเปิ้ล ต้นโอ้ค มีอยู่มากมาย ส่วนใหญ่จะ มีให้นักท่องเที่ยวมัก ได้เห็นในช่วงที่เปลี่ยนฤดูกาล และยังมีไบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองสีแดง เมื่อ ขึ้นไปอยู่บนเนินเขาที่ตั้งของปราสาท แห่งนี้จะมีบริเวณชมวิวที่จะมองลงไปดูตัวเมืองเก่าไฮเดลเบิร์ก และยังเห็นแม่น้ำเนคคาร์ ที่ใหลผ่าน ตัวเมืองไฮเดลเบิร์กอีกด้วย ปราสาทไฮเดลเบิร์กนี้มีชื่อเสียงมาก มีการก่อสร้างต่อเนื่องกว่า ๔๐๐ปี ตัวอาคารด้านนอกและตัววังเก่าเป็นศิละแบบโกธิคและเรอเนสซองค์ ส่วนอีก๒อาคารที่อยู่ ทางตะวันออกและทางเหนือสร้างเมื่อศตวรรษที่ ๑๖ ซึ่งถือว่า เป็นอาคารที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญทางด้านสถาปัตยกรรม ของเยอรมัน นอกจากนี้ ปราสาทไฮเดลเบิร์กยังมีห้องเก็บไวน์ซึ่ง บรรจุไว้ในถังโอ๊คบ่ม ที่เป็นไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
 

มหาวิหารอาเคิน

มรดกโลก
อาเคิน (Aachen) เป็นเมืองที่อยู่ด้านตะวันตกสุดของประเทศเยอรมนี ติดกับพรมแดนประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม อยู่ห่างจากเมืองโคโลญมาทางตะวันตก 65 กิโลเมตร เมืองอาเคินยังเป็นที่ตั้งของมหาวิหารอาเคิน (เยอรมัน: Aachener Dom) อันเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน นับเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของเมือง มหาวิหารแห่งอาเคินนี้ถูกจัดเป็นมรดกโลกของยูเนสโก มหาวิหารนี้เป็นโบสถ์แบบกอธิคผสมกับกาโล-โรมัน ซึ่งได้รับอนุญาตจากพระสันตปาปาแห่งกรุงโรมให้สร้างโบสถ์นี้ในปี ค.ศ. 786 และสร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 805 โดมนี้ถูกใช้เป็นสถานที่แต่งตั้งกษัตริย์ของเยอรมนีในสมัยก่อนมาแล้วหลายพระองค์ อีกทั้งยังมีหีบศพทองคำของพระเจ้าชาร์เลอมาญ (เยอรมัน: Karl) อยู่ด้วย ที่ลานกว้างหน้าโดมนี้ จะถูกใช้เป็นที่รับรางวัลคาร์ล (Internationaler Karlspreis zu Aachen ย่อว่า Karlspreis ; อังกฤษ: International Charlemagne Prize of the city of Aachen) ในทุก ๆ ปี รางวัลคาร์ลนี้จะมอบให้กับผู้ที่ส่งเสริมสันติภาพในยุโรป ตัวอย่างของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ได้รับรางวัลคาร์ลได้แก่ บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ โทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

มหาวิหารอาเคิน เรียกกันว่ามหาวิหารหลวง (Imperial Cathedral (ภาษาเยอรมัน: Kaiserdom)) ในนิกายโรมันคาทอลิกอยู่ที่เมืองอาเคิน ประเทศเยอรมนี วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดทางภาคเหนือของทวีปยุโรป ระหว่างยุคกลางวัด นี้ชื่อ Royal Church of St. Mary at Aachen เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเคยใช้เป็นสถานที่สวม มงกุฏกษัตริย์ราชวงค์คาโรลิงเกียน (Carolingian) ระหว่างปี ค.ศ. 936 (พ.ศ. 1479) ถึงปี ค.ศ. 1531 (พ.ศ. 2074) ประมาณ 600 ปี วัดนี้ใช้เป็นที่สวมมงกุฏให้กษัตริย์เยอรมนี 30 พระองค์ และพระราชินีอีก 12 พระองค์

ประวัติ
        วัดนี้เริ่มสร้างเมื่อปีค.ศ. 792 พร้อมๆกับตัววัง โดยพระเจ้าชาร์เลอมาญ พอเสร็จสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ก็ทำพิธีสถาปนาวัดนี้อย่างเป็นทางการ เมื่อปี ค.ศ. 805 (พ.ศ. 1348) ขนาดตัววัดจริงๆ แต่เดิมนั้นค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบขนาดส่วนที่ต่อเติมที่มาทำภายหลัง ระหว่างสมัยกอธิคทางวัดก็ขยายด้าน บริเวณร้องเพลงสวด เพื่อให้มีเนื้อที่พอที่จะรับนักแสวงบุญที่มาแสวงบุญที่เมืองนี้ ส่วนที่ขยายทำพิธีสถาปนาเมื่อครบรอบ 600 ปีหลังจากที่พระเจ้าชาร์เลอมาญสวรรคต

        สิ่งที่มีค่าที่น่าสนใจของวัดนี้ก็มี กางเขนโลแธร์ (Cross of Lothair) รูปปั้นครึ่งตัวของพระเจ้าชาร์เลอมาญ และ บัลลังก์พระเจ้าชาร์เลอมาญ โลงหินเพอซิโฟนี (Persephone sarcophagus) ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติทางศาสนาอันมีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของศาสนาคริสต์ทางทวีปยุโรปตอนเหนือ

        เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญสวรรคต เมื่อปี ค.ศ. 814 (พ.ศ. 1357) ร่างของพระองค์ก็ถูกฝังไว้ในว้อลท์ (vault) ที่ มหาวิหารอาเคิน พอถึงปี 1000 พระเจ้าอ็อตโตที่สาม (Otto III) ก็เปิดที่ฝังพระศพพระเจ้าชาร์เลอมาญ ข้าราชสำนักอ็อตโตแห่งโลเมลโล (Otto of Lomello) ผู้ติดตามพระเจ้าอ็อตโตเข้าไป บันทึกไว้ว่าเมื่อเปิดที่ฝังเข้าไปแทนที่จะเห็นพระเจ้าชาร์เลอมาญนอนอยู่ กลับเห็นพระองค์ใส่มงกุฎถือคทานั่งอยู่ภายใต้ซุ้มหิน (canopy) เล็บยาวทะลุถุงมือ ร่างกายไม่เน่าเปื่อยนอกจากตรงปลายพระนาสิก พระเจ้าอ็อตโตจึงทรงเสริมให้ด้วยทอง แล้วก็ปิดหลุมหลังจากที่ถอนพระทนต์มาหนึ่งซี่

        เมื่อปี ค.ศ. 1165 (พ.ศ. 1708) พระเจ้าฟรีดริชที่ 1หรือ ฟรีดริช บาร์บารอสซา เปิดที่ที่ฝังพระเจ้าชาร์เลอมาญอีกครั้ง แทนที่จะพบพระเจ้าชาร์เลอมาญนั่งตามบันทึกของอ็อตโตแห่งโลเมลโล กลับพบว่าร่างของพระองค์อยู่ในโลงหิน[1] ครั้งนี้พระเจ้าเฟรตเดอริคจึงให้เอาร่างของพระเจ้าชาร์เลอมาญใส่โลงหินที่ทำจากหินอ่อนจากเปอร์เซีย ซื่งเชื่อกันว่าเป็นโลงที่ใช้ฝังออกัสตุส ซีซาร์ พอถึงปี ค.ศ. 1215 (พ.ศ. 1758) พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 ก็ย้ายพระศพใส่หีบใหม่ที่ทำจากเงินและทอง เพราะความสำคัญของเมืองอาเคิน ทำให้เมืองนี้ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเป็นสถานที่แรกของประเทศเยอรมนีที่ได้ขึ้นทะเบียน

มหาวิหารโคโลญ

มรดกโลก
มหาวิหารโคโลญ (Cologne Cathedral หรือ Kolner Dom) สร้างสำเร็จพร้อมกับมีพีธีวางหลักหินบันทึกข้อมูลการก่อสร้าง (foundation stone) โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1791 แต่มีปัญหาให้ต้องหยุดพักการก่อสร้างไปบ้าง จึงต้องใช้เวลากว่าหกร้อยปีจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ มหาวิหารโคโลญเป็นศาสนสถานของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก นับเป็นวิหารที่ใหญ่และสูงที่สุดในโลกในสมัยนั้น (แม้ปัจจุบันก็ยังติดอันดับต้น ๆ) ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิก (Gothic) เป็นหอคอยแฝดสูง 157 เมตร กว้าง 86 เมตร ยาว 144 เมตร สร้างเพื่ออุทิศให้ นักบุญปีเตอร์ (Saint Peter) และ พระแม่มารี (Blessed Virgin Mary) ปัจจุบันมหาวิหารโคโลญนับจุดหมายสำคัญของเมืองโคโลญและประเทศเยอรมนี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 2536 มหาวิหารโคโลญจน์เป็นมหาวิหารสูงอันดับสองในยุโรป รองจาก Ulmer Münster หรือมหาวิหารอูล์ม ในเมืองอูล์ม (Ulm)ประเทศเยอรมัน ซึ่งสูง 161 เมตร

วังและอุทยานแห่งพอทสดัมและเบอร์ลิน

มรดกโลก
วังและอุทยานแห่งพอทสดัมและเบอร์ลิน (อังกฤษ: Potsdam and Berlin Palaces and Parks) หมายถึงกลุ่มวังและสวนภูมิทัศน์ที่ตั้งอยู่ในเมืองพอทสดัมและเบอร์ลินในประเทศเยอรมนีที่ไดัรับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี ค.ศ.1990ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมเพราะความมีคุณค่าในความกลมกลืนของภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ และเป็นตัวอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของการออกแบบภูมิทัศน์ภายในบริบทของปรัชญาของความเป็นรัฐของปรัสเซียในมรดกโลกของเยอรมนี กลุ่มวังและอุทยานแห่งพอทสดัมและเบอร์ลินนี้มีพระราชวัง,วังและอุทยานแห่งเมืองพอทสดัมโดยเฉพาะในส่วนของพระราชวังซองส์ซูซิ เป็นสถาปัตยกรรมเด่นของกลุ่ม

 
 
Comments