พระราชประวัติ

      

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

  พระบรมราชินีนาถ  พระนามเดิมว่า  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์   ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่  2  เมษายน  2498    พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต  โดยศาสตราจารย์นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์  เป็นผู้ถวายการประสูติ  และทรงมีพระนามที่บรรดาข้าราชบริพารเรียกกันทั่วไปว่า

ทูลกระหม่อมน้อย  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ   สยามบรมราชกุมารี    ทรงเริ่มการศึกษาระดับอนุบาลในเดือนตุลาคม  พ.ศ. 2501  ที่โรงเรียนจิตรลดา  ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานขณะนั้นพระชนมายุได้  3 พระชันษาเศษ มีพระสหายร่วมชั้นเรียนอีก 20 คน  ซึ่งมาจากบุตรหลานของบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ  

 

                ตลอดจนมหาดเล็กผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้มาร่วมเรียนด้วยโดยปราศจาก

ชั้นวรรณะ  วิชาที่ทรงศึกษาในชั้นอนุบาลนี้คือ  วิชาภาษาไทย  ภาษอังกฤษ  เลขคณิต  และขับร้อง  พระอาจารย์ที่ถวายพระอักษรขณะนั้น  ได้แก่อาจารย์ท่านผู้หญิงทัศนีย์  บุณยคุปต์, อาจารย์คุณหญิงอังกาบ  บุณยัษฐิติ  และอาจารย์คุณหญิงสุนามัน  ประนิช  ทั้งนี้ปรากฏว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  โปรดโรงเรียนพระอาจารย์  และ

พระสหายเป็นอันดี

 

                      เมื่อทรงเรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย  ได้ทรงสอบร่วมกับนักเรียนทั่วประเทศ  โดยใช้ข้อสอบกระทรวงศึกษาธิการและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 

สยามบรมราชกุมารี  ทรงสอบได้ที่หนึ่งได้คะแนนรวมร้อยละ  96.60  อันเป็นคะแนนสูงสุดสำหรับระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่เจ็ด  จึงทรงได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดี  จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียนครั้งที่  31    กรีฑาสถานแห่งชาติ  เมื่อวันที่  1  ธันวาคม  2511 

 

                    ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นี้  เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงพระปรีชาสามารถในวิชาแทบทุกด้าน  เช่น 

ภาษาไทย  ภาษาต่างประเทศ  ภูมิศาสตร์  ประวัติศาสตร์  รำไทย  ดนตรีไทยและวาดเขียน  เป็นต้น  ซึ่งมักจะทรงได้คะแนนมากกว่าพระสหายในชั้นเดียวกันอยู่เสมอ 

นอกจากนี้ยังโปรดทรงหนังสือมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์    และทรงพระปรีชาสามารถในทางร้อยแก้วและร้อยกรองอย่างยิ่ง    ทรงเริ่มบทพระนิพนธ์ต่าง ๆ   ตั้งแต่

ทรงพระชนมายุได้เพียง  12  พระชันษาเป็นต้นมา  บทพระราชนิพนธ์เหล่านี้  ได้รับการตีพิมพ์แพร่หลายในหนังสือหลายเล่ม  ตัวอย่างเช่น  อยุธยา  เจ้าครอกวัดโพธิ์  ศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร  เป็นต้น  บทพระราชนิพนธ์ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันคือ  พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง  ซึ่งทรงถอดมาจากภาษาบาลี  และ  กษัตริยานุสรณ์ 

ซึ่งทรงทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ประจำปี  2516  (ขณะนั้นพระเทพราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี - 

ทรงมีพระชนมายุ  เพียง  18  พระชันษา)

 

                     สมเด็จพระเทพราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นที่รักของพระสหาย  เพราะทรงไว้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  ความเสียสละ  ความมีน้ำใจนักกีฬา 

และความอดทน  เคยมีตัวอย่างว่าทรงวิ่งเล่นกับพระสหายและทรงล้มลงจนได้รับบาดเจ็บ  มีพระโลหิตออก  บางคราวถึงกับพระทนต์บิ่น  แต่ก็ไม่กันแสง  และไม่

ทรงบ่นรำพันถึงความเจ็บปวดเลย

ทรงศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดานี้จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โดยทรงสอบไล่ได้เป็นที่หนึ่งของประเทศแผนกศิลปะ  ประจำปีการศึกษา  2515  ได้คะแนน 89.30 %  ยังความภาคภูมิแก่คณะพระอาจารย์ที่ถวายการสอน  และยังความปิติยินดีแก่ประชาชนทั้งประเทศผู้เฝ้ามองการเจริญพระชนมายุของพระองค์เป็นอย่างดี

 

นอกจากพระสติปัญญายอดเยี่ยมที่กล่าวมาแล้ว  ยังทรงมีอุตสาหะวิริยะอันยอดเยี่ยมอีกด้วย  เนื่องจากระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น  ทรงมีพระราชภาระที่จะต้องติดตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ไปในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ  ทำให้ไม่สะดวกต่อการศึกษาเล่าเรียน  แต่ก็ทรงติดตามการเรียนอยู่ตลอดเวลา  โดยทรงอาศัยเวลาว่างจากการปฏิบัติพระราชกิจประจำวันเสร็จสิ้นแล้ว  ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันทั่วไปในบรรดาพระสหายร่วมชั้นเรียนของพระองค์  และในยามที่ทรงมีโอกาสได้เข้าศึกษาด้วยพระองค์เองแล้ว  บรรดานิสิตอักษรศาสตร์จะได้เห็นภาพที่เจนตา   คือ   ภาพที่

สมเด็จพระเทพราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงถือหนังสือเต็มพระหัตถ์  และทรงหิ้วพระกระเป๋าใบโตบรรจุสรรพตำราเป็นจำนวนมาก  ทรงพระดำเนิน

ไปยังห้องเรียนต่าง ๆ  อยู่เป็นประจำ  เป็นที่สะดุดตาพิเศษ  เนื่องจากนิสิตทั่ว ๆ ไป  มักถือสมุดหนังสือกันคนละ 3 4 เล่มเท่านั้น

 

                     ต่อจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงสอบเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา  โดยทรงเลือกคณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอันดับที่หนึ่งผลการสอบปรากฏว่า  ทรงได้ที่  4  แต่เมื่อทรงเข้าศึกษาเรียบร้อยแล้ว  ก็ทรงเลือกเฉพาะวิชาที่สนพระทัย  เช่น  ภาษาไทย 

ภาษาต่างประเทศ  และประวัติศาสตร์  เป็นต้น  ในภาคการศึกษาแรกนั้นเอง  ก็ทรงสอบได้เป็นที่หนึ่งของนิสิตชั้นปีที่หนึ่งของนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง  คณะอักษรศาสตร์ 

ด้วยคะแนนเฉลี่ย  3.94   และทรงสอบได้เป็นที่หนึ่งเช่นนี้ทุกปี   จนถึงปีสุดท้ายทรงสอบไล่ได้คะแนนเฉลี่ย  3.98   นับเป็นที่หนึ่งของคณะอักษรศาสตร์   เช่นเคย 

จึงทรงได้รับพระราชทานปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในวันที่  15  กรกฎาคม  พ.ศ.  2520  และในวันรุ่งขึ้น

ยังทรงได้รับพระราชทานรางวัลเหรียญทองฐานะที่ทรงสอบได้ที่หนึ่งมาทุกปีอีกด้วย

                     แม้จะทรงคร่ำเคร่งต่อการศึกษาเล่าเรียนเช่นนี้  แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ก็ยังทรงปลีกเวลาส่วนหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมของคณะ

อยู่เสมอ  เช่น  เมื่อทรงศึกษาอยู่ชั้นปีที่  1  ก็ทรงเข้าร่วมซ้อมร้องเพลงเชียร์เช่นเดียวกับนิสิตน้องใหม่อื่น    ซึ่งการซ้อมร้องเพลงเชียร์นี้มักจะเริ่มขึ้นในเวลาเที่ยงตรง 

อันเป็นเวลารับประทานอาหารกลางวัน   ดังนั้น  นิสิตน้องใหม่ที่จะเข้าร่วมร้องเพลงเชียร์จะต้องรีบกระวีกระวาดรับประทานอาหารกลางวัน  เสียตั้งแต่ในช่วงเวลา 

10.50 11.10  น.  ซึ่งเป็นเวลาหยุดให้นิสิตนักศึกษาพักผ่อนหรือดื่มน้ำ  (ประมาณ  20  นาที)  หากอาจารย์ผู้สอนสอนเกินเวลารับประทานอาหารของนิสิตน้องใหม่ในช่วงนี้ก็จะสั้นลงไปอีก   แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี   ก็ทรงสามารถเสวยพระกระยาหารกลางวันในช่วงเวลาสั้นเพียง 10  กว่านาทีแล้วทรงเข้าร่วมร้องเพลงเชียร์  ในฐานะนิสิตน้องใหม่ได้เสมอ

                      กิจกรรมอื่นที่พระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงเข้าร่วมคือทรงสมัครเรียนเป็นสมาชิกชมรมดนตรีไทยและชมรมวรรณศิลป์  สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งประชาชนทั่วไปมักจะได้พบเห็นภาพที่ทรงดนตรีไทยในโอกาสต่าง    ของมหาวิทยาลัยอยู่เนือง    โดยทรงโปรดซอด้วงเป็นพิเศษ  และ

ทรงแสดงความเป็นปฏิภาณกวีให้บรรดาพระสหายเห็นประจักษ์ในการซ้อมอยู่บ่อยครั้ง  ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากที่พระองค์สนพระทัยฝักใฝ่ในวรรณกรรมต่าง    มาตั้งแต่

ทรงพระเยาว์นั่นเอง

 

                     นอกจากกิจกรรมของสโมสรนิสิตจุฬาฯ  แล้วทรงเป็นสมาชิกชมรมภาษาไทย  ชมรมตะวันออก  และชมรมประวัติศาสตร์ในคณะอักษรศาสตร์  และยัง

ทรงเป็นกรรมการ  จัดหาเรื่องลงพิมพ์ในหนังสือ  อักษรศาสตร์พิจารณ์  ของชุมนุมวิชาการลงพิมพ์ด้วย  เช่นเรื่อง  การเดินทางไปร่วมพิธีพระบรมศพ  พระเจ้ากุ๊สตาฟ ที่  6  อดอล์ฟ  แห่งประเทศสวีเดน  และร้อยแก้วต่าง    กล่าวได้ว่า  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  พระราชทานความร่วมมือแก่ทรงคณะ  และ

มหาลัยมากกว่านิสิตบางคนด้วยซ้ำไป  และทรงปฏิบัติพระองค์ตามระเบียบประเพณีของมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด  ทรงเข้าร่วมพิธีต่าง    ทุกพิธีที่ทางมหาวิทยาลัยและคณะอักษรศาสตร์จัดขึ้น  เช่น พิธีรับน้องใหม่  พิธีไหว้ครู  พิธีปฏิภาณตนเป็นนิสิตใหม่คณะอักษรศาสตร์  เป็นต้น           
 

 

                    ในพิธีรับน้องใหม่นั้น  เนื่องจากสมเด็จพระรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นน้องใหม่ที่พี่    มีความตื่นเต้นสนใจเป็นพิเศษจึงต้องถูก  รับ  จนเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง  พระเสโทหลั่งไหลตลอดเวลา  แม้กระนั้นพระองค์ก็แย้มพระสรวลเสมอ  ไม่เคยทรงแสดงว่าเหนื่อยหน่ายหรือรำคาญใคร    เลย นอกจากนี้ในคราวที่คณะอักษรศาสตร์จัดการพัฒนาคณะ  เกณฑ์นิสิตมาช่วยกันเก็บเศษกระดาษ  ทำความสะอาดตลอดจนปลูกต้นไม้ประดับเพิ่มเติม 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ก็ทรงเข้าร่วมอย่างขยันขันแข็ง  โดยทรงจับจอบขุดดินด้วยพระองค์ด้วยซ้ำ

                      ในวิชาการต่าง    เช่น  ประวัติศาสตร์โบราณคดี  ภาษาไทย  และภาษาตะวันออก  เป็นอย่างดี  สิ่งซึ่งสนับสนุนการศึกษาประการหนึ่งของพระองค์  ก็คือ

พระพลานามัยอันสมบูรณ์  ทรงโปรดกีฬา  และการออกกำลังกายต่าง    ระหว่างทรงศึกษาอยู่นั้น  หากมีการแข่งขันกีฬาก็จะทรงเข้าร่วมด้วยอย่างเต็มพระทัย  เคยทรงร่วมการแข่งขันฟุตบอลในคณะอักษรศาสตร์  และทรงร่วมทีมนิสิตน้องใหม่ชักคะเย่อกับทีมอาจารย์คณะอักษรศาสตร์  เป็นต้น  ซึ่งทั้งหมดนี้  ทรงปฏิบัติด้วยความร่าเริงแจ่มใส  เป็นที่ประทับใจแก่พระสหายรุ่นน้องพี่และรุ่นน้องอย่างยิ่ง 

 

                    หลังจากทรงได้รับพระราชทานปริญญา  ปริญญาบัตรอักษรศาสตร์บัณฑิตแล้ว  ได้ทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในบัณฑิตวิทยาลัยทั้งคณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทาลัยและคณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร  ที่คณะอักษรศาสตร์ทรงเลือกศึกษาวิชาบาลีและสันสกฤต  ส่วนที่คณะโบราณคดี  ทรงศึกษาวิชาจารึกภาษาตะวันออก

 

                     การที่นิสิตผู้ใดจะศึกษาระดับปริญญาโทนั้น  มิใช่เรื่องง่ายและการศึกษาระดับปริญญาโททั้งสองมหาวิทยาลัยพร้อมกันยิ่งเป็นเรื่องยากหลายเท่า 

                      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ   สยามบรมราชกุมารี    ทรงมีพระราชกิจมากกว่าจะทรงทำวิทยานิพนธ์    ในระดับปริญญาโทของทั้งสองมหาวิทยาลัยได้พร้อมกันจึงตัดสินพระทัยเลือกทำวิทยานิพนธ์เรื่อง  " จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง "   เพื่อรับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตของมหาลัยวิทยาลัยศิลปากรก่อน  ซึ่งวิทยานิพนธ์นี้ได้ผ่านการตรวจของคณะกรรมการไปด้วยดี  ทำให้ทรงสำเร็จการศึกษา  ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยศิลปากรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อวันที่  11  ตุลาคม  2522

 

                        หลังจากนั้นก็ทรงขะมักเขม้นศึกษาต่อที่บัณฑิตวิทยาลัย  คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสาขาวิชาภาษาบาลี  -  สันสกฤต  ได้ทรงนำ

วิทยานิพนธ์เรื่อง  ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท  จนทรงได้รับพระราชทานปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต  จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 

9  กรกฎาคม  2524  และพระองค์มิได้ทรงหยุดยั้งการใฝ่หาความรู้  ได้ทรงศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิตในสาขาวิชาพัฒนาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒต่อไปอีก  ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  ล้วนเน้นหนักทางด้านพระปรีชาสามารถในการศึกษา  และการวางพระองค์ในหมู่พระสหาย  แต่นอกเหนือจากนี้  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ยังทรงปฏิบัติภารกิจสำคัญที่ทรงได้รับมอบหมายจากพระบาทสำเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ให้ลุล่วงไปด้วยดี  เช่นการเสด็จพระราชดำเนิน  ไปร่วมพิธีศพพระบรมพระเจ้ากุ๊สตาฟที่  6  อดอล์ฟ    กรุงสต็อคโฮม  ประเทศสวีเดน  ในปี  2516  (ซึ่งได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องการเดินทางนี้ไว้ด้วยตามที่กล่าวมาแล้ว)  และการ

เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศอิสราเอลและอิหร่านพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลอิสราเอล  และ

เจ้าชายเรซา  ปาร์เลวี  และ  เจ้าหญิงฟาราห์นาซ  ปาห์เลวี  แห่งอิหร่านเพื่อทอดพระเนตรการพัฒนาของประเทศทั้งสอง  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย  ในเดือนเมษายน  พ.ศ.   2520 

 

                         ต่อจากนั้น  ระหว่างวันที่  28  เมษายน  - 2  พฤษภาคม  พ.ศ.  2523  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์  ไปทรงร่วมพิธีสถาปนาเจ้าฟ้าหญิงเบียทริกซ์ขึ้นเป็นพระราชินีแห่งประเทศเนเธอแลนด์  ในปีเดียวกันระหว่าง

วันที่  19  พฤษภาคม  -  3  มิถุนายน  ได้เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ไปทรงเยือนประเทศฝรั่งเศส  และเยือน

ประเทศอังกฤษ  ระหว่างวันที่  8 14  มิถุนายน  พ.ศ.  2523  ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลอังกฤษ  เพื่อทอดพระเนตรกิจการด้านการศึกษาและวัฒนธรรมกิจกรรมด้านกาชาด  ตลอดจนการพัฒนาในด้านต่าง    ของประเทศทั้งสองทั้งยังเสด็จฯ  ประเทศเบลเยี่ยมเป็นการส่วนพระองค์  ในฐานะราชอาคันตุกะ ของ

สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงและพระราชินีฟาบิโอลา  ระหว่างวันที่  3 5  มิถุนายน  พ.ศ.  2523

 

                          ปี  พ.ศ.  2524  ระหว่างวันที่  11  -  20  พฤษภาคม  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ได้เสด็จฯเยือนประเทศจีน  ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยทรงเป็นพระอาคันตุกะของ  นายจ้าว  จื่อหยาง  นายกรัฐมนตรีในโอกาสนี้ได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือชื่อ  ย่ำแดนมังกร  บรรยายเรื่องการเดินทางและบุคคล  ตลอดจนสิ่งที่พระองค์ได้ทรงพบปะไว้อย่างละเอียดและสนุกสนานชวนอ่านอย่างยิ่ง

               

                        เมื่อวันที่  24  กรกฎาคม  ศกเดียวกัน  ก็ทรงเป็นผู้แทนพระองค์เสด็จฯ  ไปทรงร่วมพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มกุฎราชกุมารของอังกฤษ  และเลดี้ไดอาน่า  ตามคำทูลเชิญของสำเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งประเทศอังกฤษด้วยต่อมาในปี  พ.ศ.  2525  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จฯ  เยือนประเทศต่าง    ในทวีปยุโรป  ดังนี้  ระหว่างวันที่  29 31  พฤษภาคม  พ.ศ.  2525  เสด็จฯ  เยือนสวิส  เป็นการส่วนพระองค์  ทรงเยี่ยมองค์การกาชาดสากลและห้องสมุดสหประชาชาติ  แล้วเสด็จฯ   เมืองโลซานน์  เพื่อเฝ้าฯ  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีระหว่างวันที่  1 9  มิถุนายน   พ.ศ.  2525  เสด็จฯ  เยือนสาธารณรัฐออสเตรีย  ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลออสเตรีย  และโดยเฉพาะที่ออสเตรียนี้  สภามหาวิทยาลัยอินน์สบรุก  ได้ถวายสมาชิกกิตติมศักดิ์  (Honorary  Senator)  แห่งมหาลัยอินช์สบรุก  เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยทราบดีถึงพระปรีชาสามารถด้านต่าง    และได้รับการทูลเกล้าฯ  ถวายสายสร้อยทอง  (Gold  Chain)  ซึ่งนับเป็นสตรีเอเชียคนแรก  และเป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรตินี้  ต่อจากนั้นระหว่างวันที่  9 23  มิถุนายน  พ.ศ.2525  จึงได้เสด็จฯ  เยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน  ตามคำ

กราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลเยอรมัน  ซึ่งทุกสถานที่ที่พระองค์เสด็จฯไป   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นที่ประทับใจ  ทั้งของชาวไทยที่พำนักในประเทศนั้น    และชาวต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง  ในวันที่  2  เมษายน  พ.ศ. 2518  อันเป็นวันคล้ายพระราชสมภพ

ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานเลี้ยงทหารและตำรวจพิการ  จากโรงพยาบาลต่าง      ศาลาดุสิดาลัย  และในโอกาสนี้  ได้ทรงริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิสายใจไทยขึ้น  โดยพระราชทานให้สมเด็จพระเทพ  รัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  เป็นองค์ประธานมูลนิธิ  เนื่องจากทรงตระหนักดีว่า  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นผู้มีพระทัยอ่อนโยนทรงพระเมตตา  และทรงเอาพระทัยใส่ทุกข์สุขของผู้อื่นอยู่เสมอเหมาะสมกับตำแหน่งนี้  พระราชกุศลอีกเป็นจำนวนมาก  ซึ่งมูลนิธินี้  มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือทหารตำรวจพลเรือนตลอดจนอาสาสมัครที่บาดเจ็บ  ทุพพลภาพ  หรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ  โดยให้ความช่วยเหลือด้านการเงินหรือส่งเสริมอาชีพแก่ครอบครัวหรือตัวผู้ประสบเคราะห์ร้ายนั้น  เพื่อให้เขาเหล่านั้นตระหนักว่าแม้พิการ  หรือเสียชีวิต  เขาหรือครอบครัวของเขามิได้ถูกทอดทิ้ง

 

                  
     ปัจจุบันมูลนิธิสายใจไทยฯ  ได้มีที่ทำการถาวรแล้วที่ถนนศรีอยุธยาข้างสถานีตำรวจพญาไทที่ตึกนี้มีการเปิดจำหน่ายสินค้าจากผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิสายใจไทยฯ  และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษฯ  ในวันและเวลาราชการด้วย  นับวันมูลนิธิสายใจไทยฯ  ก็จะเติบโตและทวีรายจ่ายสูงขึ้นเรื่อย    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ในฐานะองค์ประธานมูลนิธิฯ  จึงได้ทรงวิตก  และทรงพยายามหารายได้ทุกวิถีทางให้แก่มูลนิธิฯ  อยู่เสมอ  ทั้งที่กำลังทรงศึกษาอยู่นั้นไม่ว่าใครจะจัดงานหาเงินเพื่อมูลนิธิสายใจไทยฯ  ถ้าเชิญเสด็จพระราชดำเนินแล้วถ้าทรงว่างพอ  ก็มักไม่ทรงขัดข้อง

 

                     จากพระปรีชาสามารถ  และพระกรณียกิจอันดีเลิศเช่นนี้เองจึงทรงได้รับการ  สถาปนาพระอิสริยยศ  และพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร  รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ  สยามบรมราชกุมารี  ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อวันที่  5  ธันวาคม  พ.ศ.  2520  ดังที่ประชาชนได้ทราบอยู่แล้ว

 

                     สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงมีพระราชภาระมากขึ้นตามวันและเวลาที่ล่วงไป  แต่ก็ทรงตั้งพระทัยปฏิบัติพระราชกิจอย่างเข้มแข็ง  นอกจากจะทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูถัมภ์แล้วพระบาทสำเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงดำรงตำแหน่งองค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย  เมื่อวันที่  13  ธันวาคม  พ.ศ.  2520  ด้วย   

           

                    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงบริหารงานของสภากาชาดไทยด้วยความเอาพระทัยใส่  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมประชุม

คณะกรรมการของสภากาชาดอยู่เสมอ  และมีพระราชดำริเพิ่มเติมในกิจการของสภากาชาดอยู่เนือง    ทรงชักนำให้สภากาชาดมีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น  และได้เสด็จพระราชดำเนินออกไปทรงช่วยเหลือประชาชนด้วยพระองค์เอง  เช่น  เมื่อวันที่  21  สิงหาคม  2522  ได้เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันที่สถานีรถไฟตลิ่งชันกรุงเทพมหานคร  มีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นจำนวนมาก  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ทรงห่วงใยราษฎรเหล่านี้อย่างยิ่ง  จึงทรงนำเจ้าหน้าที่กองบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทยไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งกำลังรับการรักษาในโรงพยาบาลรถไฟ  โรงพยาบาลตำรวจ  โรงพยาบาลตากสิน  โรงพยาบาลศิริราช  และโรงพยาบาลวชิระจำนวน  41  ราย  ในวันที่  22  สิงหาคม  2522  และเมื่อวันที่  14  สิงหาคม  2522  ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมทหารและราษฎร อำเภอวัฒนานคร  และอำเภออรัญประเทศ  จังหวัดปราจีนบุรี  ที่อพยพหนีมาจากชายแดน  ซึ่งกำลังมีภัยจากการปะทะกันระหว่างทหารกัมพูชาสองฝ่าย  ราษฎรเหล่านี้เสียขวัญและหวาดผวา  ไม่กล้าประกอบอาชีพยังภูมิลำเนาเดิม  เพราะบางครั้งก็มีกระสุนปืนตกเข้ามาถึงเขตไทย  บางครั้งก็มีทหารกัมพูชาออกลาดตระเวน  หาเสบียงอาหารตามชายแดน  ราษฎรจำต้องโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ห่างจากชายแดนพอสมควร  เพราะไม่แน่ใจว่าการปะทะกันนั้นจะล้ำเข้ามาในเขตไทยเมื่อใด  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทานกำลังใจ  และพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ราษฎรผู้เดือดร้อนเหล่านั้น  นอกจากนั้นยังทรงห่วงใย  ในสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่ของกาชาดที่ไปปฏิบัติงานช่วยเหลือราษฎรผู้อพยพกับชาวกัมพูชาลี้ภัย  รวมทั้งทหาร  ตำรวจและผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดนจึงเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมสถานีกาชาด  หน่วยทหารและตำรวจในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา  และจังหวัดสุรินทร์  เมื่อวันที่  20  ตุลาคม  2522  และพระเมตตาบารมียังได้แผ่ไปถึงชาวกัมพูชานับแสน    คนที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ตามชายแดนด้วย  ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมผู้ลี้ภัย    ศูนย์อพยพบ้านแก้ง  ตำบลบ้านแก้ง  อำเภอสระแก้ว  สถานีกาชาดอรัญประเทศ  ราษฎรอพยพหนีภัยบ้านป่าไร่  และบ้านโคกเพ็ก  ตำบลตาพระยา  อำเภอตาพระยา  จังหวัดปราจีนบุรี  เมื่อวันที่  31  ตุลาคม  พ.ศ.  2522  ตลอดเวลาที่ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศนั้น  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารีจะทรงบันทึกข้อมูลต่าง    ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประดุจราชเลขานุการในพระองค์  เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงใช้ประกอบพระวิจารณญาณในการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการชลประทาน  และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  จึงทรงตัดสินพระทัยเข้าร่วมการอบรมวิทยาการสมัยใหม่ด้าน  การศึกษาข้อมูลระยะไกล  ที่ศูนย์ศึกษาข้อมูลระยะไกล  (ASIAN  INSTITUTE  OF  TECHNOLOGY  CENTER)  สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย  (ASIAN  TNSTITUTE  OF  TECHNOLOGY)  หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า  สถาบัน  เอ.ไอ.ที  (A.I.T.)  เมื่อเดือน  มิถุนายน  พ.ศ.  2527

 

                    หลักสูตรที่ทรงศึกษานั้นประกอบไปด้วยภาคทฤษฎี  มีการศึกษาข้อมูลจากระยะไกลเกี่ยวกับระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ระบบเครื่องมือบันทึกข้อมูล  ระบบเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล  ทฤษฎีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสายตา  และคอมพิวเตอร์  ภาคปฏิบัติมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสายตาในห้องปฏิบัติการและวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์  นอกจากนั้นยังมีภาคสนามคือการออกไปสนามเพื่อรวบรวมข้อมูล  และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลภาพถ่าย  ข้อมูลคอมพิวเตอร์  และสิ่งที่ปรากฏจริงบนภาคพื้นดิน

 

                    
ในมิ่งสมัยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  สยามบรมราชกุมารี  ทรงเจริญพระชนมายุ  36  พรรษา  เมื่อพุทธศักราช  2534  กระทรวงศึกษาธิการได้รับ
พระราชทานพระราชานุญาต  ให้ดำเนินโครงการจัดตั้ง  ห้องสมุดประชาชน  เฉลิมราชกุมารี  เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเพื่อสนองแนวทางพระราชดำริในการส่งเสริมการศึกษาสำหรับประชาชน

 

                    ในโอกาสที่มี  พระมหากรุณาธิคุณเสด็จเป็นองค์ประธานในการประชุมสมัชชาสากล  ว่าด้วยการศึกษาผู้ใหญ่  เมื่อวันที่  12  มกราคม  พ.ศ.  2533  ได้ทรงพระราชทานลายพระหัตถ์เชิญชวนให้ ...

 

                                                                   "ร่วมกันทำให้ชาวโลกอ่านออกเขียนได้"

 
 
Comments