ระเบียบข้อบังคับ

    ระเบียบข้อบังคับ

        หมวดที่ 1  คำนิยาม
        หมวดที่ 3  วันทำงาน ชั่วโมงทำงาน และเวลาพัก
        หมวดที่ 4  วันหยุด และหลักเกณฑ์การลาหยุด
        หมวดที่ 5  วันลา และหลักเกณฑ์การลา
        หมวดที่ 7  วัน และสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
        หมวดที่ วินัย และโทษทางวินัย
        หมวดที่ 9  การร้องทุกข์ และการพิจารณาข้อร้องทุกข์
        หมวดที่ 10  การพ้นสภาพการเป็นพนักงาน
        หมวดที่ 11  การเลิกจ้าง

    ภาคผนวก
    •  ข้อบังคับว่าด้วยเงินช่วยเหลือ
    •  ข้อบังคับว่าด้วยค่าจ้างและโครงสร้างเงินเดือน
    •  ข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยง
    •  ข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยงและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ
    •  ข้อบังคับว่าด้วยการร้องทุกข์
    •  ข้อบังคับว่าด้วยค่าชดเชยพิเศษ
    •  ข้อบังคับว่าด้วยการประกาศเกียรติคุณ

 

            1    ข้อบังคับว่าด้วยเงินช่วยเหลือ
            2    ข้อบังคับว่าด้วยค่าจ้างและโครงสร้างเงินเดือน
            3    ข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยง
            4    ข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยงและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ
            5    ข้อบังคับว่าด้วยการร้องทุกข์
            6    ข้อบังคับว่าด้วยค่าชดเชยพิเศษ
            7    ข้อบังคับว่าด้วยการประกาศเกียรติคุณ

บททั่วไป

        โดยที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.2541  เพื่อใช้แทนประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103  และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 115  ตอนที่ 8 ก. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541  ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปนั้น
        บริษัท จึงได้เห็นสมควรให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับการทำงาน  เพื่อให้สอดคล้อง  และเป็นไปตามข้อกำหนดในบทบัญญัติของกฎหมาย กล่าวคือ ให้ยกเลิกข้อบังคับ, ประกาศ, คำสั่ง หรือวิธีปฏิบัติใดๆ ที่มีข้อความขัดแย้งกับข้อบังคับการทำงานฉบับนี้
        อนึ่ง ข้อบังคับการทำงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานได้ทราบถึงสิทธิ  และหน้าที่ในการทำงานร่วมกัน  ตลอดจนสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพนักงานกับบริษัท ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายและระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน  ในอันที่จะสร้างสรรค์ผลประโยชน์, ความสามัคคี ในการทำงานให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

ข้อบังคับการทำงาน


หมวดที่ 1
คำนิยาม

ข้อ  1.  ทั่วไป
        ข้อบังคับการทำงานฉบับนี้ต่อไปเรียกว่า “ข้อบังคับ”  ได้กำหนดขึ้นสำหรับพนักงานของบริษัท ตัวอย่าง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่อไปเรียกว่า  “บริษัท”  ข้อบังคับนี้อาจมีการแก้ไขและแตกต่างออกไปเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและการดำเนินงานของบริษัท
        ข้อบังคับ  คำสั่ง  ประกาศ  หรือวินัยเดิมซึ่งอาจขัดกับข้อบังคับนี้  ให้ถือเป็นการถูกยกเลิกโดยข้อบังคับนี้  นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับนี้  ให้ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องบังคับ

ข้อ  2.  คำนิยาม
        “บริษัท”  หมายถึง  บริษัท ตัวอย่าง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  และให้รวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้
ทำการแทน  หรือทำงานในนามบริษัท
        “พนักงาน”  หมายถึง  ลูกจ้างของบริษัท  ตามความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
         -     “พนักงานรายเดือน”  หมายถึง  พนักงานที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน
         -     “พนักงานรายวัน”  หมายถึง  พนักงานที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายวัน
         -     “พนักงานตามสัญญาจ้าง”  หมายถึง  พนักงานที่บริษัทว่าจ้างไว้โดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้าง
               แน่นอน  ในงานโครงการที่ไม่ใช่งานปกติของบริษัท  หรือในงานที่เป็นตามฤดูกาล
         -    “พนักงานทดลองงาน”  หมายถึง  พนักงานที่บริษัทได้แจ้งให้ทราบเป็นหนังสือแต่แรกว่า ให้ทดลอง
              งาน  ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 119 วัน  โดยในระหว่างทดลองงาน  บริษัทมีสิทธิบอก
              เลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
        “คู่สมรส”  หมายถึง  บุคคลที่ทำการสมรสกับพนักงานของบริษัทโดยถูกต้องตามกฎหมาย  และมีใบสมรส
        เป็นสำคัญ
        “บุตร”  หมายถึง  บุตรที่เกิดจากคู่สมรสของพนักงาน หรือบุตรที่พนักงานให้การรับรอง  และ/หรือบุตร
         บุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
        “บิดามารดา”  หมายถึง  บุคคลที่พนักงานได้ระบุว่าเป็นบิดามารดา  ในขณะที่ทำการ    ว่าจ้างเท่านั้น
        “ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจ”  หมายถึง  พนักงานของบริษัท  ซึ่งมีตำแหน่งระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไป
        “ระเบียบปฏิบัติ”  หมายถึง  ระเบียบวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนดขึ้นภายใต้ข้อบังคับของบริษัท เพื่อให้พนักงานยึดถือและปฏิบัติ  โดยกรรมการผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท  เป็นผู้ลงนามประกาศใช้
        “กรรมการผู้จัดการ”  หมายถึง  นายจ้างตามความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
        “ประกาศบริษัท”  หมายถึง  ประกาศที่บริษัทได้แจ้งให้พนักงานรับทราบและถือปฏิบัติ  โดยเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท  ซึ่งลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ
        “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล”  หมายถึง  แผนกที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการปฏิบัติงานด้านบริหารงานบุคคลของบริษัท
        “คำสั่ง”  หมายถึง  คำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งผู้ใต้บังคับบัญชา  ให้ปฏิบัติตามในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน  ลักษณะของคำสั่งอาจเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจา  ให้กระทำหรือมิให้กระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  หรือให้เกิดประโยชน์ต่อกิจการของบริษัท  โดยอยู่ภายใต้ข้อบังคับของบริษัท  และต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
        “แผนผังโครงสร้างบริษัท”  หมายถึง  แผนผังโครงสร้างการบริหารและการบังคับบัญชาของบริษัท  เพื่อให้พนักงานถือปฏิบัติ  ซึ่งลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ
        “รายละเอียดหน้าที่ความรับผิดชอบ” (Job Description) หมายถึง  การพรรณนาลักษณะงาน  หรือการแจกแจงลักษณะงานเป็นลายลักษณ์อักษร  โดยกำหนดรายละเอียดของหน้าที่  ความรับผิดชอบ  สภาพการทำงาน  ความสัมพันธ์  และคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบ  กำหนดและจัดทำโดยผู้บริหารระดับผู้จัดการขึ้นไป  นำเสนอกรรมการผู้จัดการเพื่อลงนามและนำออกใช้
        “ปีปฏิทิน”  หมายถึง  ปีตามความหมายของสากลทั่วไป  โดยเริ่มนับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนธันวาคม
        “กฎกระทรวง”  หมายถึง  กฎกระทรวงต่างๆ ในการบริหารราชการส่วนกลางของรัฐ  ซึ่งได้ตราขึ้นใช้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายต่างๆ ที่ให้อำนาจไว้


หมวดที่ 2
การว่าจ้าง, การบรรจุ  และสถานภาพของพนักงาน

ข้อ  3.  นโยบายการว่าจ้าง
        บริษัทจะพิจารณาคัดเลือกและจ้างบุคคลใดๆ ที่มีคุณสมบัติและผ่านการคัดเลือก  เข้าทำงานเป็นพนักงานของบริษัท  ตามวิธีการและขั้นตอนที่บริษัทกำหนด
        บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของรัฐ  โดยเคร่งครัดในเรื่องเกี่ยวกับการจ้าง,  ค่าจ้าง,  ชั่วโมงการทำงาน  และเงื่อนไขเกี่ยวกับการว่าจ้างต่างๆ

ข้อ  4.  การกรอกใบสมัครงาน
ผู้ที่จะสมัครเป็นพนักงานของบริษัท  จะต้องกรอกรายละเอียดในใบสมัครงานของบริษัท  และถ้าหากถูกพบว่าข้อมูลที่พนักงานกรอกไว้นั้นเป็นเท็จ  บริษัทอาจถือเป็นเหตุเลิกจ้างพนักงานผู้นั้นได้ทันที

ข้อ  5.  คุณสมบัติของผู้สมัครงาน
        1. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
        2. มีคุณวุฒิ  ความรู้  ความสามารถ  ตรงตามตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการ  และ  ยินดีปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทได้
        3. มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์  ไม่เป็นโรคติดต่ออันตราย  โรคอันสังคมรังเกียจ  โรคที่ทางการแพทย์เห็นว่าเป็นอันตรายหรือเป็นพาหะแพร่เชื้อต่อผู้อื่นได้  พิษสุราเรื้อรัง  ติดยาเสพติดให้โทษ  และต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นปกติ
        4. มีกริยาวาจาสุภาพเรียบร้อย  มีวิสัยทัศน์ที่ดี  มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง
        5. ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ  หรือเสมือนไร้ความสามารถ
        6. ไม่เคยถูกไล่ออก,  ปลดออก  หรือให้ออกโดยมีความผิด  หรือมีมลทินมัวหมองจากการทำงานในสถาน
            ที่อื่นมาก่อน
        7. มีความประพฤติดี  ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย  ไม่เคยถูกจำคุก  เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษ

ข้อ  6.  การทดสอบก่อนการว่าจ้าง
บริษัทอาจจะให้มีการทดสอบผู้สมัครตามความเหมาะสมก่อนที่จะดำเนินการว่าจ้าง

ข้อ  7.  เอกสารสำคัญ
    บุคคลใดที่บริษัทตกลงว่าจ้างให้เป็นพนักงานของบริษัท  จะต้องส่งมอบเอกสารที่จำเป็น ให้กับบริษัทเมื่อเริ่มปฏิบัติงาน  ดังต่อไปนี้
รูปถ่าย  หน้าตรงไม่สวมหมวก  ขนาด 1.5” x 2 “ จำนวน 2 รูป  และต้องเป็นรูป      ที่ถ่ายไว้ไม่เกิน  6 เดือน
สำเนาทะเบียนบ้าน
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
สำเนาหนังสือรับรองคุณวุฒิการศึกษา
สำเนาเอกสารสำคัญอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีเงินได้ส่วนบุคคล  เช่น  ใบทะเบียนสมรส  ใบสูจิบัตรของบุตร  เป็นต้น
หนังสือสัญญาว่าจ้าง
หนังสือค้ำประกัน
ใบรับรองผลการตรวจสุขภาพ
เอกสารอื่นๆ ที่บริษัทเห็นว่าจำเป็น
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ ในเอกสารดังกล่าว  พนักงานจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ  พร้อมทั้งยื่นสำเนาเอกสารดังกล่าวให้กับบริษัท

ข้อ  8.  การสอบประวัติ
บริษัทสงวนสิทธิที่จะติดต่อสอบประวัติจากสถานที่ทำงานเดิม  หรือสถานศึกษาของผู้สมัครตามที่ระบุไว้ในใบสมัคร  เพื่อขอข้อมูลประกอบในการประเมินคุณสมบัติ  และความสามารถของผู้สมัครที่แจ้งไว้  รวมทั้งคุณสมบัติส่วนตัว  และความเหมาะสมในการว่าจ้าง

ข้อ  9.  การค้ำประกันสำหรับพนักงานบางตำแหน่ง
พนักงานในบางตำแหน่งที่บริษัทได้ระบุไว้  จะต้องหาผู้ค้ำประกันที่มีคุณสมบัติและมีรายละเอียดตามที่บริษัทกำหนด  เป็นผู้ให้คำยินยอมค้ำประกันให้กับพนักงานที่จะได้รับว่าจ้าง หรือได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงานของบริษัทในตำแหน่งนั้นๆ

ข้อ  10.  การทดลองงานและการบรรจุแต่งตั้ง
เมื่อบริษัทพิจารณาและตกลงรับผู้ใดเข้าเป็นพนักงาน  บริษัทจะให้บุคคลผู้นั้นทดลองงานไม่เกิน 119 วัน  โดยจะแจ้งให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนการว่าจ้าง
ภายในระยะเวลาทดลองงาน  หากพนักงานมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสม  หรือผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ  บริษัทมีสิทธิพิจารณาเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
พนักงานที่ได้ปฏิบัติงานครบระยะเวลาทดลองงานแล้ว  และผู้บังคับบัญชาได้ประเมินผลงานแล้วเห็นว่าเป็นที่น่าพอใจ  จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ  และจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามที่บริษัทกำหนด
พนักงานตามสัญญาจ้าง  ที่บริษัทว่าจ้างโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน  (ตามหมวดที่ 1  คำนิยาม  ข้อ 2.)  สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง  โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า  และไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อ  11.  การเปลี่ยนแปลงหน้าที่  การแต่งตั้ง  การโยกย้ายพนักงาน
โดยข้อบังคับฉบับนี้  บริษัทมีสิทธิที่จะ
(1)  ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กรของบริษัทได้ตลอดเวลา  เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภาวะเศรษฐกิจและสังคม  เพื่อให้การดำเนินกิจการของบริษัทมีประสิทธิภาพ
(2)  ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง  การบรรจุ  การสับเปลี่ยนหน้าที่การงาน  การแต่งตั้ง  การโยกย้ายพนักงาน  การยุบหน่วยงาน  การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานตามความเหมาะสม  และสภาพการทำงาน
(3)  มอบหมายให้พนักงานเดินทางไปปฏิบัติงาน  หรือทำธุรกิจให้แก่บริษัทนอกสถานที่ได้  ตามความเหมาะสมของการดำเนินธุรกิจ

ข้อ  12.  สถานภาพของพนักงาน
    สถานภาพของพนักงานของบริษัทมี  2  ประเภท  ดังนี้
พนักงานประจำ  หมายถึงพนักงานรายเดือนและพนักงานรายวัน
พนักงานตามสัญญาจ้าง  หมายถึงพนักงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน

หมวดที่ 3
วันทำงาน  ชั่วโมงทำงาน  และเวลาพัก

ข้อ  13.  วันทำงาน  และชั่วโมงทำงาน
วันและเวลาทำงานปกติ  เวลาพัก  และวันหยุดประจำสัปดาห์  คือ  
    1.)  วันจันทร์ ถึง วันศุกร์  เวลา  08.30 – 17.30 น.  และ  09.00 – 18.00 น.
    2.)  วันเสาร์  เวลา  09.00 -  16.00 น.  
    3.)  พักทานอาหารกลางวัน  เวลา  12.00 – 13.00 น.  
    4.)  วันหยุดประจำสัปดาห์คือ  วันอาทิตย์
บริษัทอาจจัดให้พนักงานแต่ละหน่วยงาน  เข้าทำงานในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้  ตามความเหมาะสมของลักษณะงาน  โดยจะประกาศให้ทราบเป็นครั้งๆ ไป
บริษัทจะประกาศวันทำงานและวันหยุดให้ทราบล่วงหน้าตามปฏิทินการทำงานของบริษัท  ซึ่งจะประกาศให้ทราบภายในเดือนธันวาคม ของทุกปี

ข้อ  14.  การทำงานล่วงเวลา
สำหรับกรณีที่พนักงานใดๆ ได้รับการร้องขอโดยได้รับการอนุมัติจากบริษัท  ให้ทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติ ไม่น้อยกว่า  2  ชั่วโมง  พนักงานดังกล่าวมีสิทธิหยุดพักได้  20  นาทีหลังจากเวลาทำงานปกติ
เวลาพักดังกล่าว  ไม่นับรวมในการทำงานล่วงเวลา  เพื่อการคำนวณค่าล่วงเวลา หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด

ข้อ  15.  การลงบันทึกเวลาเข้าทำงาน และเวลาเลิกงาน
พนักงานจะต้องบันทึกเวลาทำงานเข้า-ออกด้วยตนเอง  ตามขั้นตอนและวิธีการที่บริษัทกำหนดไว้  โดยถูกต้องตามความเป็นจริง
ในกรณีที่พนักงานลืมบันทึกเวลาทำงาน  หรือไม่สามารถบันทึกเวลาทำงานได้เนื่องจากลักษณะการปฏิบัติงาน  ให้พนักงานแจ้งต่อผู้บังคับบัญชา  เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาลงลายมือชื่อยืนยันการมาทำงานของพนักงาน  และแจ้งต่อแผนกทรัพยากรบุคคลทราบ  บริษัทจะไม่ถือว่าพนักงานผู้นั้นขาดงาน
กรณีที่พนักงานละเลย หรือไม่ใส่ใจในการบันทึกเวลาทำงานของแต่ละวัน บริษัทถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่และจะพิจารณาให้เป็นการขาดงาน
การบันทึกเวลาทำงานแทนกัน  การทำลาย  การแก้ไขการบันทึกเวลาทำงาน  หรือลงบันทึกเวลาที่ไม่ตรงกับความจริง  บริษัทถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่
บริษัทสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงวัน เวลาทำงาน  เวลาพัก  เวลาเลิกงาน  และวันหยุดประจำสัปดาห์ที่กำหนดไว้ได้ตลอดเวลา  โดยพิจารณาตามความจำเป็นและความเหมาะสม  เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท  โดยยึดถือและปฏิบัติให้ถูกต้องกฎหมาย
หมวดที่ 4
วันหยุด  และหลักเกณฑ์การลาหยุด

ข้อ  17.  วันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดประเพณี
    บริษัทได้กำหนดวันหยุดไว้ดังนี้
วันหยุดประจำสัปดาห์
วันหยุดประเพณี  ปีละ  13  วัน  รวมทั้งวันแรงงานแห่งชาติ
นอกเหนือจากวันหยุดดังกล่าว  บริษัทอาจกำหนดวันหยุดที่จำเป็นเพิ่มเติม  เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท  โดยจะประกาศวันหยุดให้พนักงานทราบก่อนสิ้นปีปฏิทิน

ข้อ  18.  วันหยุดพักผ่อนประจำปี
พนักงานที่ทำงานติดต่อกันมาครบหนึ่งปี  มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้  6 วันทำงาน
พนักงานที่ทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี  เมื่อพ้นระยะทดลองงานแล้ว  มีสิทธิหยุดพักผ่อนได้ตามสัดส่วนดังนี้
เข้าทำงานเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์    มีสิทธิหยุดได้      5  วัน
เข้าทำงานเดือนมีนาคมหรือเมษายน        มีสิทธิหยุดได้      4  วัน
เข้าทำงานเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน    มีสิทธิหยุดได้      3  วัน
เข้าทำงานเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม    มีสิทธิหยุดได้      2  วัน
เข้าทำงานเดือนกันยายน            มีสิทธิหยุดได้      1  วัน
เข้าทำงานเดือนตุลาคมถึงธันวาคม        มีสิทธิหยุดได้      0  วัน
โดยปกติแล้ว  บริษัทจะเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้กับพนักงาน  แต่ถ้าบริษัทมิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนให้  พนักงานมีสิทธิขอลาหยุดพักผ่อนได้  แต่ต้องแจ้งให้บริษัททราบล่วงหน้าในแบบฟอร์มที่กำหนด  ไม่น้อยกว่า  7  วันทำงาน
ในกรณีที่บริษัทได้รับคำขอลาหยุดพักผ่อนจากลูกจ้างหลายคน  ที่ต้องการหยุดพักผ่อนในวันเดียวกันหรือระยะเวลาเดียวกัน  บริษัทมีสิทธิที่จะจัดลำดับการหยุดพักผ่อนดังกล่าวให้กับพนักงานได้  เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท
วันหยุดพักผ่อนประจำปี  ไม่สามารถที่จะยกจำนวนวันที่เหลือไปสะสมในปีถัดไปได้
การลาหยุดพักผ่อน  ถือเป็นการลาที่ได้รับค่าจ้าง
พนักงานที่ทำงานกับบริษัทติดต่อกันครบทุกๆ 3 ปี  มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีเพิ่มอีก   2  วันในปีถัดไป  

ข้อ  19.  การขาดงาน  มาสาย  หรือกลับก่อนเวลา
    พนักงานคนใดที่ขาดงาน  มาสาย  กลับก่อนเวลา  หรือออกจากสถานที่ทำงานด้วยเหตุผลต่อไปนี้  ต้องแจ้งอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาล่วงหน้าในแบบฟอร์มที่กำหนด  จึงจะไม่ถือว่าขาดงาน  มาสาย  กลับก่อนเวลา  หรือออกจากสถานที่ทำงานในระหว่างเวลาทำงาน
ได้รับหมายเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร  ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้ารับราชการทหาร  เพื่อตรวจสอบ  เพื่อการฝึกอบรมวิชาทหาร  หรือเพื่อทดสอบความพร้อมเพรียง
ได้รับหมายศาลให้ไปเป็นพยาน
ไปทำการเลือกตั้งตามกฎหมาย
ไปต่ออายุบัตรประชาชน  (ยกเว้นกรณีบัตรหาย)  และ/หรือไปรับบัตรประชาชนของตนเอง
ไปแจ้งเข้าและ/หรือย้ายออกของตนเอง  คู่สมรส  หรือบุตร
ไปแจ้งบุตรเกิดใหม่ที่อำเภอ/สำนักงานเขต

ทั้งนี้  ให้แนบเอกสารของทางราชการกำกับใบลา


หมวดที่ 5
วันลา  และหลักเกณฑ์การลา

ข้อ  20.  การลากิจส่วนตัว
    พนักงานคนใดที่ไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี  สามารถขอลากิจส่วนตัวได้  โดยยื่นคำขอในแบบฟอร์มที่กำหนด  เพื่อขอลากิจส่วนตัวต่อผู้บังคับบัญชาล่วงหน้า  3  วัน  เพื่อขออนุมัติ  ถ้าไม่สามารถยื่นคำขอล่วงหน้าได้  และผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร  ให้พนักงานดังกล่าวยื่นคำขอลากิจส่วนตัว  ในวันที่กลับเข้ามาทำหน้าที่ของตนที่บริษัท
    การลากิจส่วนตัวดังกล่าว  ให้ถือเป็นการลาที่ไม่ได้รับค่าจ้าง

ข้อ  21.  การลาป่วย
    ถ้าพนักงานคนใดได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย  และไม่สามารถทำงานได้ตามปกติที่บริษัท  ให้มีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง  แต่ไม่เกิน  30  วันทำงาน  โดยได้รับค่าจ้าง
    ถ้าพนักงานลาป่วยเป็นเวลา  3  วันติดต่อกันหรือมากกว่า  จะต้องยื่นใบรับรองแพทย์  ซึ่งออกให้โดยแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง  และแพทย์ลงความเห็นว่าสมควรให้หยุดงาน
    เมื่อพนักงานลาป่วย  จะต้องแจ้งให้บริษัททราบทันที  พร้อมกับยื่นใบรับรองแพทย์  แต่ถ้าไม่สามารถยื่นใบลาล่วงหน้าได้  ก็ให้ทำการติดต่อกับบริษัทโดยวิธีใดๆ ก็ได้  และยื่นใบลาให้แก่บริษัททันทีที่กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่

ข้อ  22.  การลาคลอด
    พนักงานหญิงมีสิทธิยื่นคำขอเพื่อลาคลอดล่วงหน้า  พร้อมกับแนบใบรับรองแพทย์  ซึ่งแสดงถึงการตั้งครรภ์และวันที่คาดว่าจะมีการคลอด  พนักงานดังกล่าวมีสิทธิลาได้เป็นเวลา 45 วันโดยได้รับค่าจ้าง  นอกเหนือจากการลาป่วย  และมีสิทธิที่จะลาต่อได้อีก  45 วัน  เพื่อพักฟื้นจากการลาคลอดโดยไม่ได้รับค่าจ้าง
ข้อ  23.  การลาเพื่อทำหมัน
    พนักงานสามารถลาเพื่อการทำหมัน  หรือลาเนื่องจากการทำหมัน  ตามระยะเวลาจริงที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนด และออกใบรับรอง  โดยยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชาล่วงหน้าอย่างน้อย  3  วันเพื่อขออนุมัติ

ข้อ  24.  การลารับราชการทหาร
    ในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือทดสอบความพรั่งพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร  พนักงานสามารถลาได้ตามระยะเวลาที่ระบุในหมายเรียก  ปีหนึ่งไม่เกิน 60 วัน  โดยยื่นใบลาให้กับผู้บังคับบัญชาเพื่อขออนุมัติภายใน 3 วันหลังจากได้รับหมายเรียก

ข้อ  25.  การลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ
    พนักงานมีสิทธิลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถได้  ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันหรือ  3  ครั้ง
ให้พนักงานแจ้งเหตุผลการลา  พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)  ให้ผู้บังคับบัญชาทราบล่วงหน้าเพื่อขออนุมัติ  ไม่น้อยกว่า  7  วัน
    การลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถดังกล่าว  ให้ถือเป็นการลาที่ไม่ได้รับค่าจ้าง

ข้อ  26.  การลาเพื่อทำการสมรส
    พนักงานจะต้องยื่นคำขอล่วงหน้าตามแบบฟอร์มที่กำหนดให้แก่บริษัท  และจะต้องยื่นใบทะเบียนสมรสให้กับบริษัทเมื่อกลับเข้าทำงาน  บริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้ไม่เกิน  3  วันทำงาน
    การลาเพื่อทำการสมรส  ให้มีสิทธิลาได้ครั้งเดียวเท่านั้น

ข้อ  27.  การลาเพื่ออุปสมบท
    การลาอุปสมบท  จะต้องยื่นคำขออนุมัติล่วงหน้าอย่างน้อย  15  วัน  บริษัทจะอนุญาตให้ลาหยุดได้ไม่เกิน  30  วัน  โดยนับรวมวันหยุดด้วย  และในจำนวน  30  วันนี้  พนักงานมีสิทธิได้รับค่าจ้าง  15  วันทำงาน
    การลาเพื่ออุปสมบท  ให้มีสิทธิลาได้ครั้งเดียวเท่านั้น  และพนักงานจะขอใช้สิทธิการลาได้  หลังจากพ้นระยะทดลองงานไปแล้วเท่านั้น

ข้อ  28.  การลาเพื่อการฌาปนกิจ
    ในกรณีที่คู่สมรส  บิดามารดา  หรือบุตรธิดาของพนักงานคนใดถึงแก่กรรม  ให้ยื่นคำร้องขอลาหยุดโดยเร็วที่สุด  และเมื่อกลับเข้าทำงาน  ให้ยื่นใบมรณะบัตรให้กับบริษัท  บริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้ตลอดระยะเวลาที่ลาหยุด  แต่ต้องไม่เกิน  5 วัน

ข้อ  29.  การลาหยุดเกินสิทธิ
กรณีนอกเหนือจากที่ระบุข้างต้น  หากพนักงานมีเหตุจำเป็นต้องลาเกินกว่าสิทธิ หรือลาขณะที่ยังไม่มีสิทธิ  และผู้บังคับบัญชาเห็นควรอนุญาต  ให้ถือว่าเป็นการลากิจโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ข้อ  30.  การขาดงาน
กรณีที่พนักงานได้ละทิ้งงานไปโดยไม่มีการแจ้งลาต่อผู้บังคับบัญชา  หรือลาโดยไม่ถูกต้องตามที่กำหนด  หรือผู้บังคับบัญชาไม่อนุมัติการลานั้นๆ  ให้ถือว่าพนักงานขาดงาน  ซึ่งพนักงานไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่ขาดงานไป

ข้อ  31.  การลาต่อเนื่องกับวันหยุด
    ในกรณีที่มีวันหยุดใดๆ หลายวันติดต่อกัน  บริษัทไม่อนุญาตให้พนักงานลาหยุด  ก่อนหรือหลังวันหยุดดังกล่าวติดต่อกัน  โดยไม่มีเหตุอันควร  
หมวดที่ 6
การทำงานล่วงเวลา  และการทำงานในวันหยุด

ข้อ  32.  การทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด
ในกรณีที่มีงานเป็นลักษณะจำเป็นต้องทำติดต่อกัน  ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือกรณีนั้น เป็นงานฉุกเฉิน เร่งด่วน โดยจะหยุดเสียมิได้  บริษัทมีสิทธิให้พนักงานคนหนึ่งคนใด หรือหลายคน ทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น
สำหรับงานที่เป็นประโยชน์ในการผลิต การจำหน่ายและการบริการของบริษัท บริษัทอาจให้พนักงานทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้  โดยพนักงานจะลงชื่อรับทราบ  และยินยอมทำงานล่วงเวลาด้วยทุกครั้ง
การทำงานล่วงเวลา  หรือการทำงานในวันหยุดของพนักงานทุกครั้ง  จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา  และเมื่อผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาอนุมัติ  พนักงานจึงจะสามารถทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุดได้

ข้อ  33.  ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด

ลำดับ ประเภทของการทำงาน พนักงานรายวัน พนักงานรายเดือน
1 ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน 1.5 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาปกติ 1.5 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาปกติ
2 ค่าทำงานในวันหยุด 2 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน 1 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน
3 ค่าล่วงเวลาในวันหยุด 3 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาปกติ 3 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาปกติ


ข้อ  34.  พนักงานที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
พนักงานระดับบริหาร ตั้งแต่ผู้จัดการแผนก หรือเทียบเท่าขึ้นไป  ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนบริษัทในการจ้าง,  การให้บำเหน็จ,  การลดค่าจ้าง,  การเลิกจ้าง
งานที่มีลักษณะพิเศษที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด หรือมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในลักษณะอื่น  โดยให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อ  35.  การคำนวณค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด
พนักงานรายเดือน  ให้ใช้อัตราเงินเดือน หารด้วย 30 และหารด้วยชั่วโมงทำงานปกติ  เป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง  เพื่อให้เป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด  ตามข้อ 33.
พนักงานรายวัน  ใช้อัตราค่าจ้างต่อวัน  หารด้วยชั่วโมงทำงานปกติ  เป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง  เพื่อใช้เป็นฐานการคำนวณค่าล่วงเวลา  และค่าทำงานในวันหยุด  ตามข้อ 33.

ข้อ  36.  ระยะเวลาเพื่อคำนวณค่าล่วงเวลา
    เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ให้ระยะเวลาเพื่อคำนวณ  “ค่าล่วงเวลา,  ค่าทำงานในวันหยุด,  การหักเงินเนื่องจากการมาสาย  กลับก่อนเวลา  ลาหยุด  และขาดงาน”  ในแต่ละเดือน  นับตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายของเดือนก่อน

หมวดที่ 7
วัน และสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด
และค่าล่วงเวลาในวันหยุด

ข้อ  37.  วันจ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
บริษัทจะจ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด  ให้กับพนักงานในวันทำงานวันสุดท้ายของแต่ละเดือน  ตามวิธีการจ่ายเงินเดือนประจำ  ซึ่งได้กำหนดไว้ต่างหาก

ข้อ  38.  สถานที่จ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
    บริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงาน ณ สถานที่ที่พนักงานทำงาน หรืออาจจ่ายผ่านทางธนาคารที่บริษัทเป็นผู้กำหนด  ทั้งนี้โดยบริษัทจะพิจารณาถึงความปลอดภัย  ความสะดวกของพนักงานและบริษัท  เป็นสำคัญ
เมื่อพนักงานได้รับเงินค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือเงินสวัสดิการอื่นๆ แล้ว  พนักงานจะต้องตรวจสอบจำนวนเงินที่ลงบันทึกการจ่าย (ใบแจ้งเงินเดือน) ในกรณีที่ตรวจสอบแล้ว ไม่ตรงกัน  พนักงานต้องแจ้งให้ฝ่ายจัดการ หรือผู้บังคับบัญชาทราบทันที  เพื่อจะได้ดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

ข้อ  39.  การหักเงินค่าจ้างของพนักงาน
    เงินค่าจ้างของพนักงานส่วนหนึ่ง  จะถูกหักไว้  ตามกรณีดังต่อไปนี้
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย  พนักงานมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามอัตรากฎหมายกำหนด  สำหรับรายได้ต่างๆ ที่พนักงานต้องชำระภาษี  ซึ่งทางบริษัทจะจ่ายค่าจ้างของพนักงานในแต่ละเดือน  และหากจะมีการชำระภาษีเพิ่มเติมในปลายปี  พนักงานจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ  และชำระเพิ่มเติมด้วยตนเองเมื่อยื่นแบบฟอร์มการเสียภาษี
กรณีที่พนักงานกู้เงิน  หรือมีภาระต้องชดใช้เงินคืนแก่บริษัท  โดยทำสัญญาระบุว่าบริษัทจะหักเงินค่าจ้างส่วนหนึ่ง  เพื่อเป็นค่างวดในการชำระหนี้คืนแก่บริษัทจนกว่าจะครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา
เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม  ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม  พนักงานจะถูกหักเงินสมทบตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทจัดให้มีขึ้น  หรือเงินสมทบอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องหักจากเงินค่าจ้าง

ข้อ  40.  กรณีที่พนักงานถึงแก่กรรม
กรณีที่พนักงานถึงแก่กรรม  บริษัทจะจ่ายค่าจ้างที่ยังค้างจ่ายนั้นๆ ให้แก่ครอบครัวของพนักงาน หรือผู้มีสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 7 วัน  นับจากวันที่บริษัทได้ตรวจเช็คเอกสารหลักฐานจนถูกต้อง  และครบถ้วนแล้ว

ข้อ  41.  กรณีพนักงานถูกพักงานเพื่อสอบสวนการกระทำผิด
กรณีที่บริษัททำการสอบสวนพนักงาน  ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และได้พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเป็นต้องพักงานพนักงานผู้นั้น  ในระหว่างการสอบสวน (ทั้งนี้ไม่เกิน 7 วัน)  โดยในระหว่างพักงานนี้  พนักงานจะได้รับค่าจ้างครึ่งหนึ่งของค่าจ้างที่พนักงานได้รับก่อนถูกพักงาน  และเมื่อผลสอบสวนปรากฏว่าพนักงานไม่มีความผิด บริษัทจะจ่ายค่าจ้างในส่วนที่เหลือให้กับพนักงานให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
กรณีที่พนักงานกระทำความผิด และบริษัทได้สอบสวนแล้ว  เห็นสมควรลงโทษพนักงานผู้นั้นทางวินัย  โดยการพักงาน  การพักงานในกรณีนี้  พนักงานจะไม่ได้รับค่าจ้าง


หมวดที่ 8
วินัย และโทษทางวินัย

ข้อ  42.  หน้าที่และวินัยของพนักงาน
พนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามคำแนะนำและคำสั่งของผู้บังคับบัญชา   ด้วยความมุ่งมั่นและอุทิศตนอย่างเต็มความสามารถ  รวมทั้งปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่างๆ  รักษาระเบียบวินัยของสถานที่ทำงาน  และให้ความร่วมมืออันดีระหว่างพนักงานด้วยกัน
พนักงานต้องเข้าทำงาน  และเลิกงาน  ตรงตามเวลาที่บริษัทกำหนด
พนักงานต้องละเว้นการเข้าทำงานสาย  การขาดงาน  การละเลยไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
พนักงานต้องให้ความเอาใจใส่ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามคำสั่ง และประกาศของบริษัท  ซึ่งประกาศให้พนักงานทุกคนทราบ  บริษัทถือว่า  พนักงานทุกคนได้รับทราบคำสั่ง  และประกาศทุกฉบับ  และพนักงานจะปฏิเสธว่ายังมิได้รับทราบไม่ได้
พนักงานต้องไม่ใช้เวลาทำงานของบริษัท  ไปหาประโยชน์เพื่อตนเอง  หรือผู้อื่น  หรือเป็นหุ้นส่วน  หรือมีส่วนได้เสียในกิจการอื่น และต้องไม่ทำกิจการอื่นใด  ที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของบริษัท
พนักงานต้องละเว้นการลงบันทึกเวลาเข้าทำงาน หรือเวลาเลิกงานให้กับผู้อื่น  หรือให้พนักงานผู้อื่นลงบันทึกเวลาเข้างาน หรือเวลาเลิกงานให้กับตนเอง
พนักงานต้องไม่ละทิ้งงานในหน้าที่ของเองในระหว่างชั่วโมงการทำงาน  เว้นแต่ไปจัดการธุรกิจให้แก่บริษัท  โดยได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตามสายงาน
พนักงานต้องไม่เผยแพร่จดหมายเวียน ประกาศ แผ่นปิด ใบปลิว หรือแผ่นพับใดๆ ภายในบริษัท หรือหน้าบริษัทฯ  โดยมิได้รับอนุญาตจากบริษัท
พนักงานต้องไม่กระทำการขูด ขีด ลบ ต่อเติม แก้ไข เคลื่อนย้าย หรือทำลายประกาศ หรือคำสั่ง หรือเอกสารอื่นๆ ตลอดจนทรัพย์สินต่างๆ ของบริษัท
พนักงานต้องไม่เปิดเผยความลับของบริษัท และของลูกค้าของบริษัท  และจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้างของตนเอง หรือของผู้อื่น ให้พนักงานผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทราบ
พนักงานต้องไม่กระทำการใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัท และต้องไม่ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง และผู้อื่น
พนักงานต้องปฏิบัติต่อลูกค้า และผู้มาติดต่อกับบริษัท  ด้วยกิริยามารยาท และอัธยาศัยที่ดีงาม
พนักงานต้องไม่ประพฤติ หรือแสดงอาการอันเป็นการล่วงเกินทางเพศ ลวนลาม ดูหมิ่น ลามก อนาจาร หรือกระทำการไม่สมควรทางเพศอื่นๆ อันเป็นการล่วงละเมิดจารีตประเพณี หรือจรรยามารยาท
ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ  ต้องรับผิดชอบพนักงานภายใต้บังคับบัญชาของตน  เพื่อให้พนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของบริษัท  โดยเคร่งครัด และสม่ำเสมอ
พนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
พนักงานต้องเอาใจใส่ดูแล  บำรุงรักษา  ทรัพย์สิน  อุปกรณ์  เครื่องมือเครื่องใช้ของบริษัท  และจะต้องแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาของตนทันที  ในกรณีที่พบว่าเครื่องมือ อุปกรณ์เกิดชำรุด  หรือสูญหาย
พนักงานต้องไม่นำสิ่งของ  เครื่องมือ  เครื่องใช้  วัสดุอุปกรณ์ หรือผลิตผลของบริษัท  ไปใช้เพื่อการส่วนตัวหรือใช้ในวัตถุประสงค์อื่น  ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท  โดยมิได้รับอนุญาต
พนักงานต้องไม่ช่วยเหลือ สนับสนุน แนะนำ หรือชักชวน หรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิด หรือให้การปกปิดการกระทำผิดของพนักงานผู้อื่น
พนักงานจะต้องไม่ปฏิบัติตนไปในทางที่เสียหายแก่ส่วนรวมและบริษัท  ละเว้นการกระทำที่ไม่สุภาพ  เป็นต้นว่าการแสดงออกทางความประพฤติที่เป็นที่น่ารังเกียจต่อสังคม
การเล่นการพนัน  หรือรวมกลุ่มกิจกรรมทางด้านการพนัน  หรือการกระทำใดๆ ที่เล็งเห็นได้ว่า เป็นลักษณะการพนัน บริษัทจะถือว่าพนักงานผู้นั้นมีความผิด  ทั้งนี้รวมถึงในเวลาทำงาน  และนอกเวลาทำงานในสถานที่ของบริษัท
พนักงานต้องไม่ใช้วาจาที่ไม่สุภาพ  หรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด  ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย  หรือเสียหน้า  และต้องไม่ใช้ถ้อยคำที่ยุยง  ส่งเสริม  หรือ  ก่อกวนผู้อื่น  หรือแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่ดีงามที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น  หรือที่จะทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่พนักงาน
พนักงานต้องไม่ทะเลาะเบาะแว้ง  ก่อเหตุทะเลาะวิวาท  หรือทำร้ายร่างกาย  ทำลายทรัพย์สินซึ่งกันและกันในบริเวณบริษัท  หรือสถานที่อื่น  ทั้งนี้รวมทั้งในเวลาทำงาน  และนอกเวลาทำงาน
พนักงานต้องไม่ดื่มสุรา  หรือเสพของมึนเมา  หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด  หรือมีสิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมายเพื่อการจำหน่าย  จ่าย  แจก  หรือเพื่อการใช้เสพ  ในบริเวณบริษัท  ทั้งในเวลาทำงานและนอกเวลาทำงาน
พนักงานต้องไม่ลักขโมย  หยิบฉวยทรัพย์สินของบริษัท  หรือลักขโมยทรัพย์สินของพนักงานผู้อื่น  หรือเข้าไปในสถานที่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง  หรือครอบครองกุญแจบริษัทโดยไม่มีหน้าที่
พนักงานต้องไม่แจ้งหรือให้ข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้บังคับบัญชา  หรือบริษัท  และไม่ใช้สิทธิลาผิดประเภท  หรือใช้สิทธิการลาหยุดโดยไม่สุจริต
พนักงานต้องไม่พกพา  หรือนำอาวุธทุกชนิดเข้ามาภายในบริเวณบริษัท  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
พนักงานต้องไม่นำบุคคลภายนอกเข้ามาภายในบริเวณบริษัท  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
พนักงานต้องช่วยกันดูแลทำความสะอาด  ความเป็นระเบียบเรียบร้อย  ในบริเวณพื้นที่บริษัท  และภายในพื้นที่ทำงานของตนเอง  ต้องไม่ทิ้งเศษขยะ  บ้วนหรือถ่มน้ำลายในที่อันไม่สมควร
พนักงานต้องไม่ร้องขอ  เสนอให้  ให้  หรือรับไว้ซึ่งของกำนัล  เงิน  สิ่งตอบแทน  หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลใดๆ ไม่ว่าเจตนาหรือโดยปริยาย  ที่จะทำให้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ  หรือผลกระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานของบริษัท
พนักงานต้องไม่กระทำกิจการส่วนตัว  หรือประดิษฐ์ของขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต  เพื่อประโยชน์ส่วนตัว  ในขณะที่อยู่ในหน้าที่  หรือยอมให้ผู้อื่นทำเช่นนั้น  หรือใช้พาหนะ  เครื่องมือ  ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
พนักงานต้องไม่สูบบุหรี่ในสถานที่ทำงาน  หรือในเขตพื้นที่หวงห้าม  หรือบริเวณที่บริษัทได้มีการประกาศห้ามสูบบุหรี่เป็นอันขาด  ทั้งนี้  ให้สูบบุหรี่ได้เฉพาะบริเวณพื้นที่ที่บริษัทได้จัดไว้สำหรับการสูบบุหรี่เท่านั้น
พนักงานต้องปฏิบัติตาม  ให้ความร่วมมือ  และยินยอมให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทตรวจค้นทุกครั้งที่ผ่านเข้าออกในบริเวณบริษัท  หรือพื้นที่ที่กำหนด  ตลอดจนต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเข้าออกบริษัทอย่างเคร่งครัด
พนักงานต้องไม่จัดประชุม  นัดชุมนุม  ภายในบริเวณบริษัท  หรือหน้าบริเวณบริษัท  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
พนักงานต้องไม่เข้าร่วมการหยุดงานที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์  ประกาศ  หรือคำสั่ง  หรือกฎหมาย
พนักงานจะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสม  ไม่กระทำการ  หรืองดเว้นการใด  อันเป็นการฝ่าฝืน  ระเบียบ  ข้อบังคับ  กฎหมาย  จารีตประเพณี  ศีลธรรมอันดี  หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบริษัทและสังคมส่วนร่วม

ข้อ  43.  การลงโทษทางวินัย
เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงานของพนักงาน  และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อการพิจารณาลงโทษทางวินัย  บริษัทจึงกำหนดลักษณะการลงโทษทางวินัย  ทั้งนี้โดยพิจารณาจากสาเหตุการกระทำความผิด  ความหนักเบาของความผิด  สภาพแวดล้อมในการกระทำความผิด  ตลอดจนพฤติกรรมของพนักงาน  เพื่อวัตถุประสงค์  ให้เกิดการปรับปรุง  แก้ไข  และป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิด

ข้อ  44.  ลักษณะการลงโทษทางวินัย
ลักษณะการลงโทษทางวินัย  มี  5  ลักษณะ  ดังต่อไปนี้
การตักเตือนด้วยวาจา
การตักเตือนเป็นหนังสือ
การตัดค่าจ้าง  ตัดเงินเดือน  การตัดสิทธิประโยชน์  ลดขั้นเงินเดือน  หรือ โยกย้ายตำแหน่งหน้าที่
การพักงาน  โดยไม่ได้รับค่าจ้าง
การเลิกจ้าง  หรือให้ออกจากงาน

ข้อ  45.  ผู้มีอำนาจในการลงโทษทางวินัย
ให้หัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาทุกระดับ  มีอำนาจลงโทษทางวินัยด้วยการตักเตือนด้วยวาจา
ให้ผู้บังคับบัญชาระดับบริหารขึ้นไป  และผู้ที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนบริษัท  มีอำนาจลงโทษทางวินัยทั้ง 5 ลักษณะ  ตามข้อ 44

ข้อ  46.  รายละเอียดของโทษทางวินัย
การตักเตือนด้วยวาจา  เป็นการลงโทษกรณีที่พนักงานกระทำผิดระเบียบ  ข้อบังคับ  คำสั่ง  ระเบียบวิธีปฏิบัติ  หรือเกิดความบกพร่องเล็กน้อย  เพื่อประสงค์ที่จะให้พนักงานได้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป  การตักเตือนด้วยวาจานี้  อาจมีการบันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐานก็ได้
การตักเตือนเป็นหนังสือ  เป็นการลงโทษพนักงานที่เคยถูกตักเตือนด้วยวาจามาแล้ว  แต่ยังมิได้ปรับปรุงแก้ไข  หรือกระทำผิดซ้ำเดิมอีก  หรือเป็นกรณีความผิดที่มีผลกระทบค่อนข้างร้ายแรง  ซึ่งไม่อาจให้เกิดขึ้นบ่อยครั้งได้  จึงตักเตือนเป็นหนังสือเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำคำเตือนอีก  โดยหนังสือเตือนนี้  มีกำหนดอายุ  หนึ่งปี (365 วัน)  นับตั้งแต่วันที่พนักงานกระทำผิด
การตัดค่าจ้าง  ตัดเงินเดือน  ตัดสิทธิประโยชน์  ลดขั้นเงินเดือน  หรือการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่  และการพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง  เป็นการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดรุนแรง  หรือกระทำความผิดซ้ำคำเตือนแต่ยังไม่ถึงขนาดที่ต้องเลิกจ้าง  บริษัทให้โอกาสที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข  โดยการลงโทษทางวินัยทั้งสองลักษณะนี้  ให้ถือว่าเป็นหนังสือเตือนตามกฎหมายด้วย  ซึ่งอายุหนึ่งปี (365 วัน)  นับตั้งแต่วันที่พนักงานกระทำความผิด
การพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง  บริษัทจะพักงานคราวละไม่เกิน  7  วันทำงาน  กรณีการตัดค่าจ้างหรือเงินเดือน  จะลงโทษตัดได้ไม่เกิน  10%  ของค่าจ้างหรือเงินเดือน  และตัดไม่เกิน  3  เดือน  ซึ่งถือเป็นค่าชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท
การเลิกจ้าง  หรือให้ออกจากงาน  เป็นการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับในการทำงาน  หรือการกระทำความผิดซ้ำคำเตือน

ข้อ  47.
บริษัทไม่อนุญาตให้พนักงานที่ถูกพักงานในระหว่างการสอบสวนตามข้อที่  41  และพนักงานที่ถูกลงโทษทางวินัยให้พักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างตามข้อ  44  (4)  เข้ามาในบริเวณบริษัท  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
ข้อ  48.
การลงโทษทางวินัยนี้  บริษัทจะลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดลักษณะใดลักษณะหนึ่ง  หรือหลายลักษณะรวมกันก็ได้  ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของความผิดและการพิจารณา  โดยไม่จำเป็นต้องเรียงตามลักษณะการลงโทษ

ข้อ  49.  การรายงานและการสอบสวนการกระทำความผิด
เมื่อปรากฏว่าพนักงานได้ทำความผิดตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท  ให้หัวหน้างานหรือผู้บังคับบัญชา  สรุปความผิดหรือรายงานความผิดของพนักงาน  เสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามสายงานในแบบฟอร์มที่กำหนด  ผ่านไปยังฝ่ายบุคคล
เมื่อแผนกบุคคลได้รับรายงานแล้ว  จะดำเนินการสอบสวน  และสรุปความผิดทางวินัย  ตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เมื่อสรุปผลเป็นที่สุดแล้วเห็นสมควรให้ลงโทษสถานใด  แผนกบุคคลจะดำเนินการด้านเอกสารการลงโทษทางวินัยแจกจ่ายให้ผู้เกี่ยวข้อง  ดังนี้
1. ให้กับพนักงานที่ถูกลงโทษ
2.  ให้กับแผนกต้นสังกัดของพนักงานที่ถูกลงโทษ
3.  เก็บไว้ที่แผนกบุคคลและธุรการทั่วไป

ข้อ  50.  ความผิดทางวินัยร้ายแรงถึงขึ้นเลิกจ้างโดยไม่จำเป็นต้องตักเตือน
พนักงานที่มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้  ถือว่ากระทำความผิดอย่างร้ายแรง  โดยบริษัทสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อน  แต่ถ้าบริษัทพิจารณาแล้วเห็นสมควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษได้  อาจพิจารณาลงโทษเพียงตักเตือนเป็นหนังสือ  ตัดค่าจ้าง  ตัดเงินเดือน  ตัดสิทธิประโยชน์  ลดขึ้นลดเงินเดือน  โดยย้ายตำแหน่งหน้าที่  หรือพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างก็ได้
ใช้เอกสารเท็จ  หรือให้ข้อความอันเป็นเท็จในการสมัครงาน  หรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จกับบริษัทหรือผู้บังคับบัญชา  เพื่อประโยชน์ของตนเอง
ยื่นหนังสือลางานอันมีความเท็จ  หรือใช้สิทธิการหยุดไปในทางทุจริต
บันทึกเวลาเข้าทำงาน  เลิกงานให้กับผู้อื่น  หรือให้ผู้อื่นบันทึกแทนตนเอง  หรือลงบันทึกเข้าทำงาน  เลิกงานไม่ถูกตรงความเป็นจริง
เคลื่อนย้าย  หรือพยายามเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของบริษัทออกนอกบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานที่บริษัทกำหนดหรือติดตั้งไว้  หรือออกนอกบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท  หรือทำลายทรัพย์สินของบริษัท
ปฏิบัติการส่วนตัวหรือประดิษฐ์สิ่งของขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต  เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในขณะอยู่ในหน้าที่  หรือยอมให้ผู้อื่นมาทำเช่นดังกล่าวนี้  หรือใช้พาหนะอุปกรณ์  เครื่องมือ  วัตถุ  หรือทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
ปฏิเสธไม่ยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัท  ได้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นในขณะเข้า  ออก  ในบริเวณบริเวณบริษัท  หรือบริเวณพื้นที่ที่บริษัทกำหนด
รับและให้สินบนในการปฏิบัติหน้าที่  หรือหลอกลวงผู้อื่นในนามของบริษัท  หรือรับทำงานให้กับบริษัทอื่นในประเภทธุรกิจเดียวกันกับบริษัท
รีดเอาทรัพย์  ขู่เข็น  ขมขู่  ทำร้าย  ให้ร้าย  พูดจาหยาบคาย  ก้าวร้าว  ผู้ร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา  หรือก่อการทะเลาะวิวาท  ทำร้ายร่างกาย  หรือก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบริษัท  โฆษณา  ชวนเชื่อ  ปล่อยข่าวลือ  ดูหมิ่น  หรือหมิ่นประมาทให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น หรือบริษัท
ขูด  ขีด  ลบ  ต่อเติม  แก้ไข  ทำลาย  ซึ่งเอกสาร  ประกาศ  คำสั่งของบริษัท  หรือเขียนข้อความต่างๆ  ในบริเวณบริษัท  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
เปิดเผยความลับของการบริหาร  หรือข้อมูลทางธุรกิจของบริษัท  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท
ขัดขืนคำสั่ง  หรือปฏิเสธที่จะปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย  โดยไม่มีเหตุอันสมควร  หรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน  หรือบอก  หรือยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นปฏิบัติเช่นนั้น
ประพฤติ  หรือแสดงอาการล่วงเกินทางเพศ  ลวนลาม  ลามก  อนาจาร  หรือกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศแก่พนักงานผู้อื่น
ยุยง  ส่งเสริม  หรือร่วมนัดหยุดงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  หรือก่อให้เกิดความยุ่งยากในสถานที่ทำงาน  หรือยุแหย่  เพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่าง  บริษัทกับพนักงาน  หรือพนักงานกับพนักงาน  หรือพนักงานกับผู้บังคับบัญชา  หรือขัดขวางไม่ให้พนักงานผู้อื่นปฏิบัติงาน
ประพฤติตนเป็นนักเลงอันธพาล  เล่นการพนัน  ดื่มสุรา  เสพของมึนเมา  หรือเสพสิ่งเสพติด  ทั้งในเวลาทำงานและนอกเวลาทำงาน  ในบริเวณบริษัท  หรือหน้าบริเวณบริษัท
เจตนาทำให้เกิดความเสียหายโดยตั้งใจ  หรือประมาทเลินเล่อแก่ทรัพย์สินของบริษัท  หรือทรัพย์สินของผู้อื่น  ซึ่งอยู่ในความดูแลของบริษัท  และพนักงานจะต้องรับผิดชอบชดใช้ในความเสียหายที่เกิดขึ้น
มีไว้ในครอบครอง  จำหน่าย  จ่ายแจก  หรือเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นใช้สิ่งผิดกฎหมาย  เช่น อาวุธ  วัตถุระเบิด  ยาเสพติดให้โทษ  ทั้งในเวลาทำงาน  และนอกเวลาทำงาน  ในบริเวณบริษัทและหน้าบริเวณบริษัท
รับจ้าง  หรือรับทำงานให้แก่บุคคล  คณะบุคคล  หรือนิติบุคคลใดๆ  ซึ่งมีการประกอบการเหมือนหรือคล้ายกับธุรกิจของบริษัท
เจตนาหรือจงใจให้ตนเอง  หรือผู้อื่นประสบอันตราย  หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตน ประสบอันตรายขณะปฏิบัติงานให้กับบริษัท
ละทิ้งงานของตนเองในหน้าที่  โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา
อาศัยตำแหน่งหน้าที่ในบริษัท  ไปในลักษณะทุจริตต่อหน้าที่  หรือเป็นบุคคลที่บริษัทไม่สามารถไว้วางใจให้ทำงานกับบริษัทต่อไปได้
ละเลย  ไม่ให้ความร่วมมือ  หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบทางด้านความปลอดภัยในการทำงานซึ่งอาจจะทำให้ตัวพนักงาน  หรือผู้อื่น  ได้รับบาดเจ็บ  หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้  หรือเป็นผลให้บริษัทได้รับความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจ  หรือเสียต่อชื่อเสียง  เช่นการสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ  การไม่ใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน  การไม่ตรวจเช็คความพร้อม  และสภาพของอุปกรณ์ก่อนการใช้งาน  เป็นต้น
การแสดงออกถึงความเป็นปริปักษ์กับบริษัท
พนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนที่เป็นหนังสือ  หรือถูกตัดค่าจ้างฯ  หรือพักงานแล้วยังกระทำผิดซ้ำอีก  และไม่มีพฤติกรรมอื่นที่สมควรพิจารณาลงโทษเป็นสถานอื่น
พนักงานที่ปิดกั้นทางเข้า-ออกบริษัท  หรือขัดขวาง  จนเป็นเหตุให้บริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจ  หรือไม่สามารถส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้  หรือเป็นผลให้บริษัทได้รับความเสียหาย
พนักงานผู้ซึ่งเข้าร่วมในการนัดหยุดงาน  โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์

ข้อ  51.
การพิจารณาลงโทษทางวินัยตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท  อาจจะไม่ละเอียด  หรือครอบคลุมถึงทุกสถานการณ์ในทุกแง่ทุกมุมได้  ดังนั้น  การพิจารณาลงโทษจึงอยู่ในดุลพินิจของบริษัท  โดยคำนึงถึงการสร้างสรรค์แรงงานสัมพันธ์อันดี  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม  และความเสมอภาคแก่พนักงานทุกคน
อนึ่ง  คำว่า “บริเวณบริษัท” หรือ “ภายในบริษัท” ที่กล่าวถึงในหมวดนี้  ให้หมายความรวมถึง  อาคารที่พักที่บริษัทจัดให้พนักงานอาศัยอยู่  ยานพาหนะที่บริษัทจัดบริการให้กับพนักงาน  ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทครอบครองอยู่เพื่อการดำเนินกิจการของบริษัทด้วย


หมวดที่  9
การร้องทุกข์  และการพิจารณาข้อร้องทุกข์

ข้อ  52.  การยื่นเรื่องราวร้องทุกข์
    พนักงานคนใดที่มีความรู้สึกว่า  ตนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา  หรือมีความไม่พอใจใดๆ ต่อผู้บังคับบัญชา  พนักงานมีสิทธิจะยื่นเรื่องราว  หรือสอบถามเป็นลายลักษณ์อักษรถึงบริษัท  ผ่านผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมาย
บริษัทจะไม่ลงโทษพนักงาน  เนื่องจากการยื่นเรื่องราวหรือการสอบถามดังกล่าว

ข้อ  53.  การเสนอความคิดเห็น
พนักงานสามารถเสนอข้อคิดเห็น  เกี่ยวกับการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้นแก่บริษัทเมื่อใดก็ได้
การยื่นเรื่องราวกล่าวหา  สอบถาม  ร้องทุกข์  และเสนอความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง  ให้ทำแยกกันคนละเรื่อง

ข้อ  54.  การพิจารณาข้อร้องทุกข์
    เมื่อบริษัทได้รับเรื่องเกี่ยวกับการร้องทุกข์จากพนักงาน  ผ่านทางผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายแล้ว  บริษัทจะดำเนินการตาม ข้อบังคับว่าด้วยการพิจารณาข้อร้องทุกข์  ซึ่งจะกำหนดไว้ต่างหาก


หมวดที่  10
การพ้นสภาพการเป็นพนักงาน

ข้อ  55.  การพ้นสภาพพนักงาน
    พนักงานจะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัท  ด้วยสาเหตุต่อไปนี้
เมื่อพนักงานผู้นั้นเสียชีวิต  สาบสูญ  หรือเป็นบุคคลไร้ความสามารถ  หรือเสมือนไร้ความสามารถตามกฎหมาย
เมื่อพนักงานผู้นั้นครบเกษียณอายุ
เมื่อพนักงานผู้นั้นลาออกจากงาน และได้รับอนุมัติจากบริษัทเรียบร้อยแล้ว
เมื่อพนักงานผู้นั้นถูกเลิกจ้าง
เมื่อพนักงานผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท  อันเป็นผลให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน
เมื่อพนักงานผู้นั้นได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

ข้อ  56.  ข้อกำหนดเกษียณอายุพนักงาน
บริษัทกำหนดเกษียณอายุพนักงานเมื่ออายุครบ  60 ปีบริบูรณ์  โดยถือเอาวันที่มีอายุครบเป็นวันทำงานสุดท้าย  อย่างไรก็ตาม  บริษัทอาจจะว่าจ้างให้ผู้ที่เกษียณอายุแล้ว  ทำงานต่อไปก็ได้  โดยจะพิจารณาเป็นกรณีไป  ซึ่งสัญญาจ้างจะมีกำหนดระยะเวลาปีต่อปี

ข้อ  57.  การลาออกจากการเป็นพนักงาน
พนักงานที่ประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานของบริษัท  จะต้องยื่นหนังสือลาออกต่อผู้บังคับบัญชาตามสายงานเป็นการล่วงหน้า  เป็นระยะเวลาอย่างน้อย  สามสิบวัน
ในกรณีที่ไม่ได้ยื่นหนังสือลาออกล่วงหน้าตามข้อ (1)  โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  หรือได้ออกไปก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากบริษัท  บริษัทจะถือว่าละทิ้งหน้าที่และอาจพิจารณาไม่ออกหนังสือรับรองการทำงานให้  หรืออาจตัดสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่พึงจะได้รับ
กรณีที่พนักงานมีหนี้สินกับบริษัท  พนักงานจะต้องชำระหนี้สินที่มีให้ครบถ้วนก่อนวันที่จะลาออก  ในกรณีที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้หมดสิ้น  บริษัทจะแจ้งให้พนักงานชำระหนี้ให้แก่บริษัทจากค่าจ้าง  หรือเงินเดือนงวดสุดท้ายของพนักงานผู้นั้น  ตามจำนวนหนี้สินที่มีอยู่  และหากยังไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้  บริษัทจะให้พนักงานผู้นั้นทำสัญญาชำระหนี้แก่บริษัท
สำหรับพนักงานบางตำแหน่ง  จะต้องส่งมอบอุปกรณ์  เครื่องมือเครื่องใช้  รหัสผ่าน เอกสารสำคัญ  หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ที่บริษัทได้จัดให้เฉพาะตำแหน่งนั้นๆ คืนให้กับบริษัททั้งหมด  ในสภาพที่เรียบร้อย  สมบูรณ์  หากมีการชำรุดเสียหายของอุปกรณ์ใดๆ นอกเหนือจากการชำรุดตามอายุการใช้งาน  พนักงานจะต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้กับบริษัท
หมวดที่  11
การเลิกจ้าง

ข้อ  58.  การเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชย
บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องให้พนักงานออกจากงาน  โดยที่พนักงานมิได้ทำผิดวินัย  แต่เนื่องมาจากความจำเป็นทางภาวะเศรษฐกิจและสังคม  หรือเพื่อความเหมาะสมอื่นๆ  เช่น มีความจำเป็นต้องลดกำลังคน  หรือยุบเลิกตำแหน่งงาน  ยุบหน่วยงาน  หรือพนักงานหย่อนสมรรถภาพ  หรือมีความผิดปกติทางร่างกายจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้  โดยบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมายดังนี้
พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ  120 วัน แต่ไม่ครบ  1 ปี  โดยรวมวันหยุด  วันลา และวันที่บริษัทสั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัท  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ไม่น้อยกว่า  30 วัน ของอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายที่ได้รับ  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน  30 วันสุดท้าย  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานที่คำนวณเป็นหน่วย
พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี  โดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่บริษัทสั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัท  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ไม่น้อยกว่า 90 วัน  ของอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายที่ได้รับ  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน  90  วันสุดท้าย  สำหรับพนักงานที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่คำนวณเป็นหน่วย
พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ  3  ปี  แต่ไม่ครบ  6  ปี  โดยรวมวันหยุด  วันลา  และวันที่บริษัทสั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัท  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ไม่น้อยกว่า 180 วัน ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่ได้รับ  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน  180 วันสุดท้าย  สำหรับพนักงานที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่คำนวณเป็นหน่วย
พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ  6 ปี  แต่ไม่ครบ  10  ปี  โดยรวมวันหยุด  วันลา  และวันที่บริษัทสั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัท  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า  240  วัน ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่ได้รับ  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน  240  วันสุดท้าย  สำหรับพนักงานที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่คำนวณเป็นหน่วย
พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ  10  ปีขึ้นไป  โดยรวมวันหยุด  วันลา  และวันที่บริษัทสั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัท  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ไม่น้อยกว่า  300  วัน ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่ได้รับ  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน  300  วันสุดท้าย  สำหรับพนักงานที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่คำนวณเป็นหน่วย

ข้อ  59.  การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
    บริษัทจะเลิกจ้างพนักงานผู้หนึ่งผู้ใด  โดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้เมื่อมีกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้
ทุจริตต่อหน้าที่  หรือ  กระทำความผิดอาญา  โดยเจตนาแก่บริษัท
จงใจทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย
ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน  หรือระเบียบ  หรือประกาศ  หรือคำสั่งของบริษัทอันชอบด้วยกฎหมาย  และเป็นธรรม  และบริษัทได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว  เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง  บริษัทไม่จำเป็นต้องตักเตือน  หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานได้กระทำผิด
ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา  3  วันทำงานติดต่อกัน  ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม  โดยไม่มีเหตุอันสมควร
ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้จำคุก  เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท  หรือความผิดลหุโทษ
พนักงานที่บริษัทได้จ้าง  และตกลงเป็นหนังสือแต่แรกแล้วว่า  ให้ทดลองงานเป็นเวลา  ไม่เกิน  119  วัน  และผลการปฏิบัติไม่เป็นที่พอใจของบริษัท

ข้อ  60.  การเลิกจ้าง  หรือการพ้นสภาพพนักงานโดยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ
ในกรณีที่พนักงานต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานอันเนื่องมาจากสาเหตุพิเศษบางประการต่อไปนี้  บริษัทจะจ่ายเงินและค่าชดเชยพิเศษให้  ตาม ข้อบังคับว่าด้วยค่าชดเชยพิเศษ  ซึ่งได้กำหนดไว้ต่างหาก
บริษัทย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง  ณ  สถานที่แห่งอื่น  แต่พนักงานไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย  อันเนื่องมาจากมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของพนักงานหรือครอบครัว  พนักงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างได้  ภายใน  30  วัน  นับแต่วันที่บริษัทย้ายสถานประกอบกิจการ
บริษัทมีการปรับปรุงหน่วยงาน  กระบวนการผลิต  การจำหน่าย  หรือการบริการ  อันเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้  หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร  หรือเทคโนโลยี  ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนพนักงาน


1  มีนาคม  พ.ศ. 2548

ข้อบังคับการทำงานฉบับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ................................... เป็นต้นไป


ลงชื่อ ................................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ

ข้อบังคับว่าด้วยเงินช่วยเหลือ
    เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ  และเป็นการเสริมสร้างแรงงานสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทและพนักงาน  บริษัทจึงได้กำหนดเงินช่วยเหลือให้กับพนักงานเนื่องในโอกาสต่างๆ ดังนี้  

ประเภทเงินช่วยเหลือ จำนวนเงิน หมายเหตุ
1. เมื่อพนักงานทำการสมรส 2,000.- เฉพาะการสมรสครั้งแรกเท่านั้น
ในกรณีที่เป็นการสมรสระหว่างพนักงานของบริษัท  ทั้งสองคนมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเหมือนกัน
2. เมื่อพนักงานถึงแก่กรรม บริษัทจะมอบพวงหรีดไว้อาลัย  1 พวง
การจ่ายเงินช่วยเหลือในข้อ  2.1 และ 2.2  บริษัทจะจ่ายให้กับทายาทที่ชอบธรรมตามกฎหมายเท่านั้น
2.1 พนักงานถึงแก่กรรมในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ให้กับบริษัท บริษัทจะเป็นเจ้าภาพในการสวดศพหรือพิธีทางศาสนา  1  คืน  แต่ค่าใช้จ่ายไม่เกิน 10,000.-
2.2 พนักงานถึงแก่กรรมด้วยสาเหตุอื่นๆบริษัทจะเป็นเจ้าภาพในการสวดศพหรือพิธีทางศาสนา  1 คืน แต่ค่าใช้จ่ายไม่เกิน
5,000.-
3. เมื่อพนักงานมีบุตรเกิดใหม่   500.- เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

4. เมื่อบุตรของพนักงานถึงแก่กรรม 1,000.- บริษัทจะมอบพวงหรีดไว้อาลัย  1 พวง
5. เมื่อคู่สมรสของพนักงานถึงแก่กรรม 3,000.- บริษัทจะมอบพวงหรีดไว้อาลัย  1 พวง
ประเภทเงินช่วยเหลือ จำนวนเงิน หมายเหตุ
6. เมื่อบิดาหรือมารดาของพนักงานถึงแก่กรรม 1,000.- 1.    ในกรณีที่พนักงานมากกว่า 1 คนมาจากครอบครัวเดียวกัน  ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันหรือบริษัทในเครือ  บริษัทจะจ่ายเงินช่วยเหลือตามที่ระบุข้างต้นเพียงคนเดียวในแต่ละครั้ง  และจะไม่จ่ายซ้ำซ้อน
2.    บริษัทจะมอบพวงหรีดไว้อาลัย  1 พวง
7. พนักงานประสบภัยร้ายแรง เช่น  ไฟไหม้  พายุ  น้ำท่วม  หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ  บริษัทจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเสียหายที่ได้รับ  โดยอาจจะช่วยเป็นเงิน  สิ่งของ  หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม


8.  ให้พนักงานยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือในแบบฟอร์มที่กำหนด  พร้อมทั้งแนบเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเมื่อยื่นคำร้อง  เช่น  ทะเบียนสมรส  ใบมรณบัตร  สูติบัตร  ฯลฯ
1  มีนาคม  พ.ศ. 2548
9.    บริษัทจะจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าว  พร้อมกับการจ่ายค่าจ้างประจำเดือน
10.  ข้อบังคับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  ……………………………..  เป็นต้นไป

ลงชื่อ ................................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ

ข้อบังคับว่าด้วยค่าจ้างและโครงสร้างเงินเดือน

ข้อ  1.  โครงสร้างเงินเดือน
    บริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานประจำเป็นรายเดือน  ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า  “เงินเดือนประจำ”  ในบางโอกาสบริษัทอาจจะจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน
    โครงสร้างของ  “เงินเดือนประจำ”  ประกอบด้วยรายการดังต่อไปนี้
เงินเดือนมาตรฐาน
เบี้ยเลี้ยงค่าครองชีพ
เบี้ยเลี้ยงประจำตำแหน่ง
เบี้ยเลี้ยงพิเศษ  ตามข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยงซึ่งกำหนดไว้ต่างหาก

ข้อ  2.  เงินเดือนมาตรฐาน
    เงินเดือนมาตรฐาน  คือเงินเดือนซึ่งเป็นไปตามความสามารถและการปฏิบัติหน้าที่งานของแต่ละคน  บริษัทจะจ่ายเงินเดือนมาตรฐานตามอัตราเงินเดือนของชั้นเงินเดือนของพนักงาน  ซึ่งได้กำหนดไว้ต่างหาก

ข้อ  3.  กฎการขึ้นเงินเดือน
    การขึ้นเงินเดือนมาตรฐาน  บริษัทจะขึ้นเงินเดือนปีละครั้งในเดือน  กรกฎาคม  ตามโครงสร้างเงินเดือนของบริษัทซึ่งกำหนดไว้ต่างหาก
    การขึ้นเงินเดือนมาตรฐานด้วยการประเมิน  จะเป็นไปโดยการนับคะแนนการประเมิน  ซึ่งผู้บังคับบัญชาของพนักงานเป็นผู้พิจารณา  ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประเมิน  ซึ่งกำหนดไว้ต่างหาก  โดยดูจากความสามารถในการปฏิบัติงาน  และความประพฤติของพนักงานที่ดีขึ้นในปีที่ผ่านมา
    ในกรณีที่พนักงานได้รับการเลื่อนชั้นหรือตำแหน่งสูงขึ้น  และเงินเดือนไม่เป็นไปตามตารางเงินเดือนในชั้นใหม่  ให้ปรับเงินเดือนมาตรฐานให้ใกล้เคียงที่สุดกับชั้นเงินเดือนตามตาราง
ข้อ  4.  เบี้ยเลี้ยงค่าครองชีพ
    เบี้ยเลี้ยงค่าครองชีพ  คือการสะสมของค่าครองชีพที่จ่ายให้พนักงานเป็นรายเดือน  และเมื่อดัชนีราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในปีใด  บริษัทจะพิจารณาจ่ายค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น  โดยรวมเข้ากับค่าครองชีพสะสมเดิม

ข้อ  5.  เบี้ยเลี้ยงประจำตำแหน่ง
    บริษัทจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำตำแหน่งเป็นรายเดือน  ให้แก่ลูกจ้างในตำแหน่งบริหารในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนั้นๆ  ตามระดับชั้นที่บริษัทกำหนด

ข้อ  6.  เบี้ยเลี้ยงพิเศษ
    บริษัทจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงพิเศษสำหรับบางตำแหน่งงาน  เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ  ซึ่งจะได้กำหนดไว้ต่างหาก
    นอกจากนี้  บริษัทอาจจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงพิเศษสำหรับความชำนาญพิเศษบางประเภท  ซึ่งระดับเงินเดือนในตลาดแรงงานสูงกว่าโครงสร้างเงินเดือนของบริษัท  และบริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องว่าจ้างผู้ที่มีความชำนาญดังกล่าว  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ข้อ  7.  ระยะเวลาเพื่อคำนวณค่าจ้าง
    สำหรับพนักงานประจำรายเดือน  ให้ระยะเวลาเพื่อคำนวณ “ค่าจ้าง” ในแต่ละเดือน  นับตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายของเดือนนั้น
    นอกเหนือจากพนักงานประจำรายเดือน  ให้ระยะเวลาเพื่อคำนวณ “ค่าจ้าง” ในแต่ละเดือน  นับตั้งแต่วันที่  21  ของเดือนก่อน  ถึงวันที่  20  ของเดือนนั้น

ข้อ  8.  การจ่ายเงินเดือนประจำ
    บริษัทจะจ่ายเงินเดือนประจำ  พร้อมกับค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุด  ให้กับพนักงานทุกประเภทโดยตรง  เป็นเงินไทย  ในวันทำงานสุดท้ายของแต่ละเดือน
    ในกรณีที่พนักงานมีการยื่นคำร้องขอเบิกค่าใช้จ่ายและเงินช่วยเหลือต่างๆ ตามสิทธิที่พึงได้ในระหว่างเดือนและบริษัทอนุมัติ  บริษัทจะจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมกับการจ่ายเงินเดือนประจำ
    หลักเกณฑ์การเบิกค่าใช้จ่ายและเงินช่วยเหลือต่างๆ  บริษัทจะดำเนินการตามข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยง  และข้อบังคับว่าด้วยเงินช่วยเหลือ  ซึ่งได้กำหนดไว้ต่างหาก

ข้อ  9.  การมาสาย
    ถ้าพนักงานมาสาย  กลับก่อนเวลา  หรือออกนอกบริษัทในระหว่างเวลาการปฏิบัติงานในรอบการคำนวณ  จะถูกหักเงินเดือนตามส่วนเวลาที่มาสาย  กลับก่อนเวลา  หรือออกนอกบริเวณบริษัท
    ในกรณีเวลารวมทั้งสิ้นในแต่ละเดือนของการมาสาย  กลับก่อนเวลา  หรือออกนอกบริษัทในระหว่างการปฏิบัติงาน  การคำนวณเพื่อหักเงินเดือนจะคิดตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
    กรณีมาสายรวมแล้วไม่เกิน  30  นาที  จะคิดเป็น  0  นาที
    กรณีมาสายเกินกว่า  30  นาที  แต่ไม่เกิน  60  นาที  จะคิดเป็น  30  นาที  และเศษของ 30 นาทีจะคิดเป็น  30  นาที
    8  ชั่วโมงทำงานเท่ากับ           เงินเดือนประจำ
                        30
ข้อ  10.      ข้อยกเว้น
ผู้จัดการแผนกขึ้นไปหรือเทียบเท่า  จะได้รับการยกเว้น  ไม่หักเงินเดือนในการมาสาย  กลับก่อนเวลา  หรือออกนอกบริษัทเป็นการส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม  จะต้องแจ้งให้บริษัททราบในแบบฟอร์มที่กำหนด  ถึงเหตุผลของการมาสาย  กลับก่อนเวลา  หรือออกนอกบริษัทในระหว่างเวลาการปฏิบัติงาน  

1  มีนาคม  พ.ศ. 2548
ข้อ  11.
    ข้อบังคับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  …………………………..  เป็นต้นไป


ลงชื่อ ................................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ


ข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยง

ข้อ  1.    เบี้ยเลี้ยงค่าโดยสาร
    ในกรณีที่พนักงานได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่อื่นเป็นครั้งคราว  บริษัทจะจ่ายค่าโดยสารเท่าที่จ่ายจริงชั้นประหยัด  พนักงานจะต้องแสดงหลักฐานการใช้จ่าย  ประกอบการขอเบิกค่าโดยสารในแบบฟอร์มที่กำหนด
    ในกรณีที่พนักงานได้รับมอบหมายให้ทำงานที่บริษัท  หรือทำงาน ณ สถานที่อื่น  ในเวลาที่แตกต่างไปจากเวลาทำงานปกติ  พนักงานมีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าโดยสารดังต่อไปนี้
พนักงานที่ได้รับมอบหมายให้มาทำงานก่อนเวลา  6.00 น.  หรือเลิกงานหลังเวลา  22.00 น.  มีสิทธิได้รับค่าโดยสารรถแท็กซี่เท่าที่จ่ายจริง
ในกรณีที่บริษัทได้จัดให้มีรถรับส่ง  พนักงานจะไม่มีสิทธิได้รับค่าโดยสารตามที่ระบุ ในข้อ 1.)  
เกณฑ์การพิจารณา :  ให้พิจารณาว่าปกติพนักงานเดินทางไป-กลับ ระหว่างที่พักกับบริษัทอย่างไร  หากมีการเดินทางในลักษณะที่แตกต่างออกไป  ให้นำมาพิจารณาประกอบการจ่ายเบี้ยเลี้ยงตามที่ระบุข้างต้น  สำหรับพนักงานที่ขับรถส่วนตัวมาทำงานเป็นปกติอยู่แล้ว  และขับรถส่วนตัวไป-กลับนอกเวลาทำงานปกติ  จะไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าโดยสารหรือเบี้ยเลี้ยงค่าพาหนะ

ข้อ  2.  เบี้ยเลี้ยงค่าพาหนะ
    สำหรับพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่อื่น  โดยใช้พาหนะส่วนตัว  (รถยนต์  4 ล้อ)  และผู้บังคับบัญชาอนุมัติ  สามารถเบิกค่าพาหนะได้ในอัตรากิโลเมตรละ 4 บาท  สำหรับ 100 กิโลเมตรแรก  และอัตรากิโลเมตรละ 3 บาท สำหรับระยะทางที่เกินกว่า  100  กิโลเมตรขึ้นไป  ทั้งนี้พนักงานดังกล่าวจะต้องรายงานการใช้พาหนะในแบบฟอร์มที่กำหนด
เกณฑ์การพิจารณา :  สำหรับพนักงานที่ใช้พาหนะส่วนตัว  เดินทางออกจากที่พักเพื่อไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่อื่น  โดยไม่ได้แวะเข้ามาที่บริษัทก่อน  มีสิทธิเบิกเบี้ยเลี้ยงค่าพาหนะได้  เฉพาะระยะทางในส่วนที่เกินจากระยะทางไป-กลับ  จากที่พักมาถึงบริษัทในการมาปฏิบัติงานปกติเท่านั้น

ข้อ  3.  เบี้ยเลี้ยงการเดินทาง
    3.1  พนักงานคนใดที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกเขตปฏิบัติงานปกติ  ซึ่งต้องใช้เวลาในการปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า  6  ชั่วโมงขึ้นไป  พนักงานมีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยง  ดังนี้

ตำแหน่ง อัตราเบี้ยเลี้ยง
6 - 12  ชั่วโมง 12 – 24  ชั่วโมง
ระดับบริหาร 80 120
พนักงานทั่วไป 60 100


ในกรณีที่บริษัทจัดหาอาหารให้  พนักงานจะไม่มีสิทธิได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงตามที่ระบุข้างต้น
เขตปฏิบัติงานปกติของบริษัท  ได้แก่  เขตกรุงเทพมหานคร  นนทบุรี  ปทุมธานี  และสมุทรปราการ
เกณฑ์การพิจารณา :  เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวจัดให้สำหรับพนักงานที่ไม่มีหน้าที่ตามที่ระบุในใบกำหนดหน้าที่งาน  (Job Description)  ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปช่วยปฏิบัติงานเป็นครั้งคราว  แต่สำหรับพนักงานที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ  ตามที่ระบุไว้ในใบกำหนดหน้าที่งาน (Job Description) อยู่แล้วนั้น  มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามระยะเวลา  แต่ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว

ข้อ  4.    เบี้ยเลี้ยงการพักค้างคืน
    4.1  พนักงานคนใดที่ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานต่างจังหวัดหรือนอกเขตปริมณฑล  หรือการเดินทางในประเทศซึ่งต้องพักค้างคืน  พนักงานมีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงการเดินทางดังนี้

ตำแหน่ง อัตราเบี้ยเลี้ยงการพักค้างคืน
ระดับบริหาร 800.-
พนักงานทั่วไป 600.-


    4.2  อัตราเบี้ยเลี้ยงสำหรับการพักค้างคืนดังกล่าว  ประกอบด้วย
            ค่าที่พัก            60 %
            ค่าอาหาร        30 %
            ค่าใช้จ่ายอื่นๆ        10 %
    4.3  ในกรณีที่บริษัทจัดหาที่พักหรืออาหารให้  ค่าเบี้ยเลี้ยงจะต้องลดลงตามอัตราร้อยละจากที่ระบุข้างต้น
   
ข้อ  5.   
    พนักงานจะต้องแสดงหลักฐานการใช้จ่าย  ใบเสร็จรับเงินค่าที่พัก  หรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  ประกอบการขอเบิกเบี้ยเลี้ยงการเดินทาง  ในแบบฟอร์มที่กำหนด

1  มีนาคม  พ.ศ. 2548
ข้อ  6.
    ข้อบังคับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  ……………………………..  เป็นต้นไป



ลงชื่อ ................................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ

ข้อบังคับว่าด้วยเบี้ยเลี้ยงและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ

ข้อ  1.    เบี้ยเลี้ยง  
บริษัทจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงานตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
พนักงานที่จะได้รับเบี้ยเลี้ยง  ได้แก่ พนักงานที่ต้องไปปฏิบัติงานหรือไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศตามที่บริษัทกำหนด
การคำนวณการจ่ายเบี้ยเลี้ยง
ให้กำหนดเขตสำหรับประเทศที่มีค่าครองชีพต่างกัน สำหรับการจ่ายเบี้ยเลี้ยง ดังนี้
เขตค่าครองชีพสูงมาก ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น
เขตค่าครองชีพสูง ได้แก่  ประเทศอังกฤษ  ฝรั่งเศส  สวิสเซอร์แลนด์  นอร์เวย์  สวีเดน  เดนมาร์ค  ฟินแลนด์  เยอรมัน  เนเธอร์แลนด์  เบลเยี่ยม  ลักเซมเบิร์ก  อิตาลี  และออสเตรีย
เขตค่าครองชีพปกติ  ได้แก่ ประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น
บริษัทจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้  ตามอัตราที่จะระบุไว้ในข้อ  3  ของข้อบังคับนี้
เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวข้างต้น  ให้รวมถึง  ค่าอาหาร  ค่าซักรีดเสื้อผ้า  ค่าทิป  และในกรณีที่มีการจัดอาหารให้  3  มื้อ (เช่น การฝึกอบรม)  ให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงครึ่งหนึ่งของอัตราดังกล่าว
การนับวันเพื่อคำนวณเบี้ยเลี้ยง
ให้เริ่มนับวันตั้งแต่วันที่เครื่องบินหรือยานพาหนะไปต่างประเทศออกเดินทางและวันที่กลับถึงกรุงเทพฯ โดยให้นับตามวันที่แต่ละวันที่  นับเป็น 1 วัน ไม่ว่าจะใช้เวลาในวันนั้นกี่ชั่วโมงก็ตาม

ข้อ  2.    ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
บริษัทจะจ่ายเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่พนักงานที่ต้องไปปฏิบัติงานหรือ ไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศตามที่บริษัทกำหนด  ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
2.1    ค่าที่พัก
สำหรับการเดินทางไปปฏิบัติงานหรือไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศ  บริษัทจะจองโรงแรมชั้นกลางให้  โดยพนักงานจะเบิกค่าที่พักได้ตามที่จ่ายจริง
แต่ถ้าบริษัทฯ หรือสถาบันที่จัดการฝึกอบรม  เป็นผู้จัดหาที่พักให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  พนักงานจะไม่มีสิทธิได้รับค่าที่พักตามที่ระบุในข้อบังคับนี้
2.2    ค่าพาหนะเดินทางโดยเครื่องบิน
บริษัทจะออกค่าเดินทางสำหรับเครื่องบินโดยสารชั้นทัศนาจร  (Discount/Economy Class)  ให้กับพนักงาน
สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินและการเบิกค่าที่พักเกินกว่าอัตราที่กำหนด  จะต้องได้รับอนุมัติจากกรรมการผู้จัดการ
2.3     เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์เกี่ยวกับการเดินทางที่จำเป็น
พนักงานที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติงาน  หรือไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศ  จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าเครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์เกี่ยวกับการเดินทาง  แบ่งเป็น 2 ประเภท  ดังนี้
2.3.1    ค่าเครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์เกี่ยวกับการเดินทางที่จำเป็น  พนักงานจะได้รับเงินช่วยเหลือตามที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกิน 4,000 บาท  โดยบริษัทจะจ่ายเงินช่วยเหลือประเภทนี้ให้กับพนักงาน  สำหรับการเดินทางครั้งแรกเท่านั้น  เว้นแต่วันเดินทางครั้งต่อไป  มีระยะเวลาห่างจากการจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งที่ผ่านมา  ไม่น้อยกว่า  3 ปี
2.3.2    ค่าเครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์กันหนาว  เฉพาะกรณีที่พนักงานเดินทางไปปฏิบัติงานในประเทศเขตหนาวในช่วงฤดูหนาวของแต่ละประเทศ  ได้แก่  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา  ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป  ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์  ญี่ปุ่น  เกาหลี  และจีน  พนักงานจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากข้อ 2.3.1  ตามที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกิน 4,000 บาท
ในกรณีที่มีปัญหาว่าประเทศใดเป็นประเทศในเขตหนาวนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้  บริษัทจะเป็นผู้วินิจฉัย  
2.4    ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
บริษัทจะออกค่าใช้จ่ายต่อไปนี้ ให้แก่พนักงานตามที่จ่ายจริง
2.4.1  ค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวเดินทาง  เช่น  ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง  ค่าประทับตราหนังสือเดินทาง  ค่าฉีดวัคซีน  และปลูกฝี  เป็นต้น
2.4.2    ค่าธรรมเนียมท่าอากาศยาน  หรือค่าธรรมเนียมการเข้าเมือง
2.4.3    ค่าพาหนะไป - กลับ ระหว่างท่าอากาศยานกับที่พัก  และระหว่างที่พักกับสถานที่ปฏิบัติงานหรือฝึกอบรม
2.4.4    ค่าเดินทางอื่นๆ ระหว่างการปฏิบัติงานหรือฝึกอบรม ซึ่งการเดินทางนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานหรือฝึกอบรม                          
2.4.5    ค่าประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือประกันอุบัติเหตุ ซึ่งสถาบันที่จัดการฝึกอบรม  หรือผู้ให้ทุนมีระเบียบกำหนดให้ประกัน
2.4.6    ค่าหนังสือหรือเอกสาร รวมทั้งค่าส่งเอกสารเหล่านั้น
2.4.7    ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มีการจ่ายเนื่องจากการปฏิบัติงานให้บริษัท
ทั้งนี้  พนักงานจะต้องยื่นหลักฐานการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ  ในแบบฟอร์มที่กำหนด

ข้อ 3.    เบี้ยเลี้ยงการเดินทาง
บริษัทจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงและเงินช่วยเหลือให้กับพนักงานที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติงาน  หรือไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศ  สำหรับเขตค่าครองชีพต่างๆ ดังตารางต่อไปนี้

อัตราเบี้ยเลี้ยงและเงินช่วยเหลือตามเขตค่าครองชีพ (US$/วัน)
ตำแหน่ง เขตค่าครองชีพปกติ เขตค่าครองชีพสูง เขตค่าครองชีพสูงมาก
ระดับบริหาร $70.- $80.- $90.-
พนักงานทั่วไป $60.- $70.- $80.-


ข้อ 4.      การยกเลิกหรือการเปลี่ยนแปลงเบี้ยเลี้ยงและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ
การยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงอัตราหรือข้อกำหนดต่างๆ  เกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงการเดินทางไปต่างประเทศ  ตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับฉบับนี้  ให้อยู่ในดุลพินิจของบริษัท
1  มีนาคม  พ.ศ. 2548

ข้อ 5.    ข้อบังคับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  …………………………..  เป็นต้นไป



ลงชื่อ ................................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ



ข้อบังคับว่าด้วยการพิจารณาข้อร้องทุกข์

ข้อ  1.  ขอบเขต  และความหมายของข้อร้องทุกข์
บริษัทมีความปรารถนาที่จะให้การทำงานของพนักงาน  เป็นไปด้วยความเข้าใจที่ดีระหว่างบริษัท  และพนักงาน อันจะยังประโยชน์สุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย  ดังนั้น  ในกรณีที่พนักงานมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงาน หรือสภาพการทำงาน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องใดๆ  พนักงานมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องทุกข์เป็นการส่วนตัวได้

ข้อ  2.  วิธีการ  และขั้นตอนการร้องทุกข์
พนักงานที่ต้องการยื่นคำร้องทุกข์ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
ให้พนักงานยื่นคำร้องทุกข์เป็นหนังสือ  ระบุถึงสาเหตุ  ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงกว่าผู้บังคับบัญชาโดยตรงชั้นหนึ่ง ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีข้อร้องทุกข์เกิดขึ้น
พนักงานผู้มีข้อร้องทุกข์จะต้องเป็นผู้ยื่นร้องทุกข์ด้วยตนเอง  ทั้งนี้บริษัทจะไม่รับพิจารณาในกรณีที่พนักงานผู้อื่นเป็นผู้ยื่นร้องทุกข์แทน

ข้อ  3.  การสอบสวนและการพิจารณาข้อร้องทุกข์
เมื่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ได้รับคำร้องทุกข์จากพนักงานแล้ว  จะดำเนินการหาทางยุติและชี้แจงด้วยวาจา  หรืออาจตอบเป็นหนังสือแก่พนักงานผู้ยื่นคำร้องทุกข์ภายใน 14 วัน  นับแต่วันที่ได้รับคำร้องทุกข์นั้น
กรณีพนักงานผู้ยื่นคำร้องทุกข์  ไม่ได้รับคำตอบจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง  ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวหรือได้รับคำตอบแล้วแต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจให้พนักงานยื่นอุทธรณ์ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาระดับบริหาร (ผู้อำนวยการฝ่าย / ผู้จัดการทั่วไป) อีกครั้งภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับทราบผลตามข้อ (1) โดยผู้บังคับบัญชาระดับบริหารที่ได้รับคำอุทธรณ์ร้องทุกข์ดังกล่าวจะวินิจฉัยและแจ้งผลให้พนักงานทราบภายใน 14 วัน  นับแต่วันที่ได้ยื่นอุทธรณ์ร้องทุกข์ และผลการวินิจฉัยของผู้บังคับบัญชาระดับบริหารถือว่าเป็นอันสิ้นสุด
ข้อ  4.  กระบวนการยุติข้อร้องทุกข์
กรณีที่พนักงานไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบ  ให้ถือว่าไม่มีร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ร้องทุกข์เกิดขึ้น  หรือข้อร้องทุกข์ หรืออุทธรณ์นั้นเป็นอันสิ้นสุดแล้วแต่กรณี  แต่อย่างไรก็ดี  ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้  อาจจะขยายออกไปได้เมื่อมีการตกลงยินยอมกันระหว่างพนักงานผู้ร้องทุกข์กับผู้บังคับบัญชาระดับบริหาร
(2)      ผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยข้อร้องทุกข์ ตามข้อ 3  จะต้องพิจารณาแก้ไขปัญหาด้วยความยุติธรรม  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างพนักงานกับบริษัท  ทั้งนี้พนักงานอาจขอคำปรึกษาจาก  ผู้จัดการแผนกทรัพยากรเกี่ยวกับปัญหา และคำร้องทุกข์ของพนักงาน และแนวปฏิบัติในการร้องทุกข์ที่ถูกต้องได้ตลอดเวลา

ข้อ  5.  ความคุ้มครองผู้ยื่นร้องทุกข์และผู้เกี่ยวข้อง
บริษัทยึดหลักความเสมอภาคและความยุติธรรม  ตลอดจนมุ่งเน้นความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กรเป็นสำคัญ  ดังนั้นพนักงานผู้ยื่นร้องทุกข์  และผู้เกี่ยวข้องกับข้อร้องทุกข์ บริษัทจะให้การเอาใจใส่และพิจารณาด้วยความเป็นธรรม  เพื่อดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศการแรงงานสัมพันธ์ที่ดี

1  มีนาคม  พ.ศ. 2548
ข้อ  6.
    ข้อบังคับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  ………………………………  เป็นต้นไป



ลงชื่อ ................................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ
ข้อบังคับว่าด้วยค่าชดเชยพิเศษ

ในกรณีที่พนักงานต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานอันเนื่องมาจากสาเหตุพิเศษบางประการ  บริษัทจะจ่ายเงิน  และค่าชดเชยให้ตามรายละเอียดและหลักเกณฑ์  ดังต่อไปนี้

ข้อ 1.  บริษัทย้ายสถานประกอบกิจการ
ในกรณีที่บริษัทย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง  ณ  สถานที่แห่งอื่น  แต่พนักงานไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย  อันเนื่องมาจากมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของพนักงานหรือครอบครัว  พนักงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างได้  ภายใน  สามสิบวัน  นับแต่วันที่บริษัทย้ายสถานประกอบกิจการ  โดยบริษัทจะดำเนินการดังนี้
บริษัทจะแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า  สามสิบวัน  ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ  ในกรณีที่บริษัทไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน  หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายของพนักงานที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานที่คำนวณเป็นหน่วย  สำหรับพนักงานที่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง
บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้กับพนักงานที่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง  ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยที่พนักงานมีสิทธิได้รับกรณีบริษัทเลิกจ้างตามข้อ  58

ข้อ  2.  บริษัทมีการปรับปรุงหน่วยงาน
กรณีที่บริษัทเลิกจ้างพนักงานเพราะเหตุที่บริษัทปรับปรุงหน่วยงาน  กระบวนการผลิต  การจำหน่าย  หรือการบริการ  อันเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้  หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร  หรือเทคโนโลยี  ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนพนักงาน  บริษัทจะเนินการดังนี้
บริษัทจะแจ้งกำหนดวัน,  เหตุผลของการเลิกจ้าง  และรายชื่อพนักงานที่จะเลิกจ้าง  ให้พนักงานทราบล่วงหน้า  ไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง  กรณีที่บริษัทไม่อาจแจ้งให้ทราบล่วงหน้าได้  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายหกสิบวัน  หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวันสุดท้ายสำหรับพนักงาน  ที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
บริษัทจะจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างในอัตราที่ระบุไว้ในข้อ  58
กรณีที่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างทำงานติดต่อกันเกิน  หกปีขึ้นไป  บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้อีกไม่น้อยกว่าค่าอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อวันทำงานครบหนึ่งปี  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงานครบหนึ่งปี  สำหรับพนักงานที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย  แต่รวมกันแล้วไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวัน  หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยหกสิบวันสุดท้ายสำหรับพนักงานซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

ข้อ  3.
ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษนี้  กรณีระยะเวลาทำงานไม่ครบหนึ่งปี  ถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่า  หนึ่งร้อยแปดสิบวันให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี

1  มีนาคม  พ.ศ. 2548
ข้อ  4.
    ข้อบังคับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  .......................................  เป็นต้นไป


ลงชื่อ ................................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ
ข้อบังคับว่าด้วยการประกาศเกียรติคุณ

ข้อ  1.
    ในกรณีที่พนักงานมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามเงื่อนไขต่อไปนี้  บริษัทจะทำการประกาศเกียรติคุณ  หลังจากที่ได้พิจารณาผลงานของพนักงานคนดังกล่าวแล้ว
พนักงานที่มาทำงานสม่ำเสมอ  ไม่มาสาย  ไม่กลับก่อนเวลา  ไม่ออกนอกบริษัทเป็นการส่วนตัว  ไม่ลาป่วย  ไม่ลากิจส่วนตัว  หรือขาดงานด้วยเหตุผลอื่นๆ  นอกจากการหยุดพักผ่อนประจำปี  การลากิจพิเศษ  หรือการลาเพื่อกิจธุระทางราชการ  ตลอดปีที่กำหนด
พนักงานที่ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง  ทุ่มเท  ซื่อสัตย์  มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและงานที่รับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอ  เป็นเวลา  3,  6,  10,  15,  … ปี
พนักงานที่ประกอบคุณงามความดีเพื่อสังคมหรือส่วนรวม  และนำมาซึ่งชื่อเสียงให้กับบริษัท
เงื่อนไขอื่นๆ ที่บริษัทอาจจะพิจารณาให้มีขึ้นในอนาคต

ข้อ  2.
    การประกาศเกียรติคุณให้แก่พนักงาน  จะทำได้หนึ่งรายการหรือมากกว่า  ดังระบุต่อไปนี้  ตามเงื่อนไขที่บริษัทจะได้กำหนดไว้ต่างหาก  และบริษัทจะทำการประกาศให้ทราบเป็นทางการที่บริษัท
มอบใบประกาศเกียรติคุณ
มอบรางวัลเกียรติคุณ
1  มีนาคม  พ.ศ. 2548

ข้อ  3.

    ข้อบังคับนี้  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  ........................................  เป็นต้นไป

ลงชื่อ ......................................
      (                       )
        กรรมการผู้จัดการ