เรื่องราวของหนังตะลุง

จาก คำกล่าวขานของผู้เฒ่า ผู้แก่นั้น ในสมัยก่อนถูกเรียกตามขนาดตัวหนังที่นำมาแสดง เพราะมีลักษณะของการแสดงคล้าย "หนังใหญ่"ที่เป็นที่นิยมในสมัยก่อน แต่มีขนาดเล็กกว่าเลยเรียกว่า "หนังเล็ก"

 






 

 

 


ซึ่ง ต่อมาในภายหลัง ถูกเรียกว่า "หนังตะลุง" แต่ก็ไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดว่า หนังตะลุง หรือหนังใหญ่ นั้นเกิดขึ้นก่อนกันแน่ บางตำนานเล่าว่าหนังตะลุงมีต้นกำเนิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 (King Rama V, reign 1868-early 1900's) และกำเนิดขึ้น ณ หมู่บ้าน "ดอนมะพร้าว" จังหวัดพัทลุง

 

ดัง นั้นผู้สูงอายุพื้นบ้านจึงมักจะเรียกกันติดปากว่า "หนังดอน" ตามถิ่นกำเนิด และต่อมาภายหลังเรื่องเล่าของหนังตะลุงโด่งดังถึงพื้นที่ภาคกลาง เมืองหลวงและถิ่นฐานภาคอื่นๆ ซึ่งผู้คนไม่รู้จักหมู่บ้านดอนมะพร้าว แต่รู้จักจังหวัดพัทลุง จึงได้เรียกชื่อตามถิ่นฐานที่รู้จักว่า "หนังตะลุง"

 

 

 

 

 

ซึ่งในระยะแรกผู้คนใน"บางกอก" เมื่อชมหนังตะลุงก็เรียกกันว่า "หนังพัทลุง" ต่อมาจึงมีการแปลงคำ และตัดคำจากหนัง"พัด-ทะ-ลุง" เป็นหนัง"ตะ-ลุง" จนถึงปัจจุบันนี้

 

 

ถึงแม้ผู้คนในเมืองหลวงจะเรียกหนังตะลุงติดปากอยู่ถึงทุกวันนี้ แต่คนพื้นบ้านในภาคใต้ยังคงเรียกง่ายๆว่า "หนังลุง" หรือ"หนัง" เฉยๆ เนื่องจากในยุคก่อนไม่มีหนังในลักษณะของภาพยนต์ ซึ่งเมื่อภาพยนต์เข้ามาในภายหลังชาวบ้านในภาคใต้มักจะเรียกว่า"หนังญี่ปุ่น "(สัณณิษฐานว่าทหารญี่ปุ่นนำมาฉายเพื่อต้องการระดมมวลชนในยุคสงครามโลก)

 

เมื่อ ผู้คนในภาคใต้ต้องการชักชวนเพื่อไปดูหนังตะลุงด้วยกันก็จะใช้ประโยค"ไป่-แล๋ -หนั๋ง-ลุง-กั๋น"(ความหมายคือ"ไปดูหนังตะลุงกันเถอะ")ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจ กัน

 

 

 

กล่าว กันว่า"หนังดอน"ได้นำแบบอย่างมาจากชวา(อินโดนีเซีย ในปัจจุบัน) เพื่อนำมาปรับปรุงให้เข้ากับท้องถิ่น แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าไทยเป็นผู้นำเข้าหนังตะลุงมาจากชวา หรือหนังชวาได้รับอิทธิพลจาก"หนังตะลุง" ของไทยกันแน่ เพราะลักษณะของหนังชวากับหนังตะลุง แทบไม่มีข้อแตกต่างกันเลย

 

 

จาก ข้อสังเกตุบางลักษณะที่เหมือนและแตกต่างกัน เช่นตัวหนังของชวาแทบจะไม่มีศิลปะของไทยอยู่เลย ดนตรีประกอบและศิลปะลีลาของโรงหนังมีลักษณะของอินเดียมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามขนาดความสูงของโรง และความกว้างของจอมีขนาดมาตรฐานที่ไม่แตกต่างกันกับหนังตะลุงในประเทศไทย

จาก ข้อมูลอ้างอิงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันของหนังตะลุงในประเทศ ไทยกับหนังของชวา และข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่าต้นกำเนิดของหนังตะลุงในเมืองไทยอาจจะอยู่ที่อยู่ ที่"เขาญาหงษ์" หรือ"เขาพญาหงษ์" ในจังหวัดพัทลุงนั่นเอง (ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่แตกต่างกันมากนักในเรื่องของแหล่งกำเนิดในประเทศไทย)

 

 

 

 

 

ในบางพื้นที่ "นายหนัง"บางท่านมีการออกโรงด้วยคำเริ่มต้น"ยาห์โฮ่" ซึ่งมีลักษณะคล้ายคำอุทาน หรือคำติดปากของชาวมาเลเซียว่า"ยาโฮ่" ด้วยเช่นกัน

 

 

ดังนั้นการจะหาสรุปหรือข้อวินิจฉัยว่าหนังตะลุงจะรับอิทธิพลมาจากมาเลเซีย หรือชวานั้นควรมอบหน้าที่ให้แก่นักประวัติศาสตร์เป็นผูค้นคว้า แต่ที่แน่ๆคือไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย หรือชวา นั้น สุดท้ายแล้วก็เป็นหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัดว่าความสัมพันธ์ของชาวพื้นเมือง แถบถิ่นนี้มีความสัมพันธ์กันยาวนาน

 

องค์ประกอบต่างๆของหนังตะลุง
การที่จะมีหนังตะลุงเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องประกอบกันหลายส่วนเลยทีเดียว

นายหนัง

นายหนังคือบุคคลหลักที่สร้างสรรค์ความมีชีวิตชีวาของ"ตัวหนัง"ให้ปรากฎออกมาเช่นเดียวกับหนังตัวนั้นมีชิวิตอยู่จริง

 

นายหนังไหว้ครู

นายหนังสามารถจัดการตัวหนังจำนวนมากด้วยตัวเองเพียงคนเดียวโดยใช้เส้นเอ็นหรือลวด,ไม้ที่ติดอยู่กับตัวหนัง และสิ่งสำคัญคือ
ฝีมือของนายหนัง
หนัง ตะลุงจะต้องอาศัย"นายหนัง"เพื่อจัดการทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกับเพื่อนร่วม งานอย่างดีที่สุด โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปี่:ทัพเสริมของนายหนัง


สิ่ง สำคัญประการหนึ่งของหนังตะลุงคือการ"ร้อง" เมื่อนายหนังร้องบทเพื่อดำเนินเรื่องต่างๆนั้นผู้ที่รับเพื่อควบคุมจังหวะ ของเรื่องไม่ว่าจะเป็นตอนที่สนุก,เศร้า หรือตื่นเต้นคือ"ปี่"นี่เอง

 

ปี่บรรเลง

"ปี่"เป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องประสานงานกับนายหนังเพื่อสื่อไปถึง"ตัวหนัง" และผู้ชมให้ซึมซับว่ากำลังดำเนินอยู่ในรูปแบบไหน ไม่ว่านายหนังจะดำเนินเรื่องรูปแบบไหนอยู่นั้น"ปี"จะเป็นผู้ที่คอยเสริมให้ สถานะการณตอนนั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น

ฉิ่งและทับ:ผู้ควบคุมจังหวะดนตรี

สิ่ง สำคัญที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของหนังตะลุงนั้นคือการควบคุมจังหวะดนตรีประกอบ ซึ่งบุคคลสำคัญที่รับหน้าที่นี้คือ"ฉิ่ง"และ"ทับ"(ซึ่งเป็นกลองขนาดเล็ก) ซึ่งผู้เล่นดนตรีประกอบเหล่านี้เป็นบุคคลสำคัญมากผู้หนึ่งที่จะต้องดำเนิน การควบคุมจังหวะดนตรีตลอดเรื่องที่นายหนังเป็นผู้แสดง

ฉิ่งบรรเลง

ดังนั้นองค์ประกอบของหนังตะลุงที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลนั้นคือ"นายหนัง"," ปี่","โหม่ง"(ฆ้อง),"ฉิ่ง","กรับ" ซึ่งเป็นองค์ประกอบดั้งเดิมที่ให้ความสำราญแก่ชาวบ้านมาเนิ่นนาน จนถึงปัจจุบันจึงได้มีเครื่องเสียงและดนตรีประกอบตามยุคสมัยใหม่

 

สมาชิก ของวงหนังตะลุงทุกคนต่างก็มีหน้าที่ ที่ต้องช่วยเหลือกันเมื่อคณะเดินทางไปแสดงตามพื้นที่ต่างๆสมาชิกทุกคนนอกจาก จะมีหน้าที่รับผิดชอบดนตรีแตกต่างกันไปแล้วทุกคนยังต้องช่วยกันคนละไม้คนละ มือเพื่อขนย้ายอุปกรณ์ต่างๆเดินทางไปแต่ละที่

 

เครื่องดนตรีของหนังตะลุง
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุงซึ่งจะมีหลักๆที่ขาดมิได้..ได้แก่

1.กลอง ซึ่งลักษณะหน้ากลองขึงด้วยหนังทั้งสองด้านมีความกว้างของหน้ากลอง 8-10 นิ้ว มีความยาวของกลองประมาณ 10-12นิ้ว และมีตรงกลางโป่งออก

2.ทับ(กลอง เล็ก) มักจะมี 2ใบเพื่อสร้างความแตกต่างของเสียงและทับมักจะขึงด้วยหนังชั้นดีที่ค่อนข้าง อ่อนนุ่มกว่ากลองอื่นเช่นหนังของ"ค่าง" เป็นต้น ซึ่งต่างจากกลองที่มักขึงด้วยหนังสัตว์ใหญ่ที่แข็งกว่า
3.โหม่ง(ฆ้อง)1คู่ ซึ่งทั้งคู่จะให้เสียงที่แตกต่างกันเสียงสูง 1 อันและเสียงต่ำ1 อัน โหม่งมักจะทำด้วยเงินหรือทองเหลืองแล้วนำมาแขวนไว้กับขาตั้งไม้สี่เเหลี่ยม ลักษณะเหมือนลังไม้เพื่อสามารถตีหน้าโหม่งจากด้านบน

4.ฉิ่ง1คู่

5.ปี่1เลา

 

บางคณะอาจจะมี ซออู้,ซอด้วง หรือขลุ่ย เพิ่มเข้ามาด้วย


คณะ หนังตะลุงในปัจจุบันมีสมาชิกและเครื่องดนตรีที่มากกว่าในอดีตด้วยเหตุเนื่อง มาจากแต่ละคณะพยายามจะให้มีความทันสมัยมากขึ้น และหนังตะลุงก็ยังมีการผสมผสานกับดนตรีตะวันตกเข้ามาด้วย เช่นกลองชุด, อีเลคโทน หรือกีต้าร์

ซึ่งในการผสมผสานของดนตรีสากลเข้ามานั้นก็มิได้หมายถึงว่าความเป็น เอกลักษณ์ของหนังตะลุงจะถูกกลืนไปด้วย เพราะการนำเครื่องดนตรีเหล่านี้เข้ามาใช้เพราะเสริมในจังหวะที่เหมาะเพื่อ ให้หนังตะลุงมีความทันสมัยยิ่งขึ้น

 

 

 

ลักษณะของโรงหนัง
ตาม รูปที่เห็นคือรูปของโรงหนังตะลุงซึ่งผู้ชมสามารถดูการแสดงจากด้านหน้าของโรง ซึ่งมีจอขึงอยู่ ลักษณะที่เห็นนี้เป็นโรงมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

 

 

 

ในสมัยก่อนการสร้างโรงหนังตะลุงเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพซึ่งมักจะสร้างหันหน้า ไปทางทิศตะวันตกบางครั้งอาจจะใช้ตอไม้ ต้นไม้ หรือกองฟางเป็นฐานของโรงซึ่งเจ้าภาพจะมองหาสถานที่เหมาะๆ เช่น ไม่มีแอ่งน้ำ,ห่างจากสุสาน,ปลอดภัยจากอันตรายของสัตว์ร้ายหรือสัตว์ป่า เหล่านี้เป็นต้น
ในปัจจุบัน หนังตะลุงส่วนใหญ่มีทีมงานและอุปกรณ์สำหรับการเตรียมโรงหนังไว้พร้อมสำหรับ การแสดง เจ้าภาพเพียงแค่เตรียมพื้นที่โล่งๆจะมีทีมงานมาจัดเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ ตอนกลางวันเพื่อการแสดงตอนกลางคืน ซึ่งนอกจากเป็นการลดภาระแก่เจ้าภาพแล้วก็เพื่อลดข้อผิดพลาดของจอหนังที่จะ ต้องนำมาขึงกับโรงที่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้ เพราะบางครั้งเจ้าภาพอาจจะจัดทำโรงหนังไว้ผิดขนาดอยู่บ่อยๆ

ด้านข้างของจอหนังจะทำเป็นแถบสีดำทั้งสองข้างเพื่ออำพรางที่ตั้งของลำโพง เสียง ซึ่งหนังตะลุงสมัยใหม่จะมีการจัดวางลำโพงเพิ่มเติมรอบทิศทางเพื่อความตื่นตา ตื่นใจของระบบเสียงของหนัง
โรงหนังจะมีความสูงเลยหัวผู้ใหญ่เล็กน้อย(ประมาณได้สิบศอก) ส่วนความกว้างพอประมาณกับความสูง ส่วนหลังคาจะทำเป็นทรงหมาแหงน

 

จอหนังตะลุง
จอ หนังตะลุงทำมาจากผ้าขาว-บาง มีความกว้างประมาณ 8-9ฟุต และมีความสูงประมาณระดับหัวผู้ใหญ่ รอบๆผืนจอหนังจะมีผ้าแดงกว้างประมาณ 4นิ้ว ซึ่งบางครั้งประดับคล้ายม่าน หุ้มอยู่เป็นกรอบทั้ง 4 ด้านของผืนผ้า

 

โคมไฟ
ใน สมัยก่อนยังไม่มีหลอดไฟฟ้าเพื่อส่องให้เกิดเงาของตัวหนังอย่างในปัจจุบัน ดังนั้นในสมัยก่อนจึงใช้โคมไปที่เป็นตะเกียงโดยใช้น้ำมันจากธรรมชาติเช่นไข วัว ควาย น้ำมันหมู หรือน้ำมันมะพร้าวแทน

 

ปัจจุบันนอกจากใช้โคมไฟจากไฟฟ้าแล้ว ไฟฟ้ายังต้องใช้แทบทุกองค์ประกอบของหนังตะลุง เช่นระบบเครื่องเสียง(ในอดีตใช้เสียงนายหนังสดๆนับว่าเป็นผู้ที่มีความ สามารถในการใช้เสียงเป็นอย่างมาก), วงดนตรี และในบางคณะยังใช้ในการทำระบบแสงสีเพื่อความตื่นตาตื่นใจด้วย

 

พิธีกรรมสำคัญของหนังตะลุง
เมื่อชาวคณะของหนังตะลุงพร้อมในการแสดง ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เรื่องราวของหนังตะลุงนั้นนอกจาก"การไหว้ครู"แล้วจะมี ขั้นตอนปฏิบัติที่ยึดถือมาแต่โบราณดังนี้
1. เปิดตัวและเรื่องในการแสดงอย่าเป็นทางการ
2. บรรเลงโหมโรง
3. แนะนำตัวลิงขาว-ลิงดำ-หรือลิงหัวดำ(ปัจจุบันมักจะไม่ค่อยเห็น และไม่ค่อยเป็นที่นิยม)
4. แนะนำตัวฤาษี
5. แนะนำตัวพระอิศวร(หรือพระอินทร์)
6. แนะนำผู้บรรยาย(ตัวหนังที่คอยทำหน้าที่บรรยายเรื่อง)
7. แนะนำผู้ประกาศ(ตัวหนังที่ทำหน้าที่คอยประกาศ)
8. แนะนำตัวพระ-นาง-และเจ้าเมือง
9. ดำเนินเรื่องจนกระทั่งจบ(ในสมัยก่อนจะแสดงจนส่างคาตา แต่ในปัจจุบันสามารถเล่นได้ไม่เกินตีสองตามระเบียบบ้านเมืองบังคับเนื่องจาก ถือว่าเป็นการแสดงอย่างหนึ่ง)

 

 

 

 

 

 

Article:

By : Thawon Anusiri, Prince of Songkla University-Pattani

Photograph and Represent:

By : Samuicyber management

บรรยายภาษาไทยโดย :ทีมงานมิสเตอร์เซฟบุ๊คออนไลน์

ขอขอบคุณ :หนังตะลุงศรีโต ศ ศรีพัฒน์Tel::08-1892-3293

กลับสู่ด้านบน

ต้นฉบับภาษาอังกฤษ

ต้นฉบับเดิมแบบสมบูรณ์