แผนจัดการเรียนรู้ประวัติ ม3

ประวัติศาสตร์ ม.3

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4

    ผลงานนักเรียน

    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5

      แบบทดสอบก่อนเรียน

      ดาวโหลดงาน

      ใบงาน

      แบบทดสอบอัตนับ 1

      แบบทดสอบอัตนัย 2

      ประวัติศาสตร์

      ประวัติศาสตร์

      จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

      ประวัติศาสตร์ (อังกฤษ: history; รากศัพท์ภาษากรีก ἱστορία หมายถึง "การสอบถาม ความรู้ที่ได้มาโดยการสอบสวน") เป็นการค้นพบ รวบรวม จัดระเบียบและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต ประวัติศาสตร์ยังอาจหมายถึงช่วงเวลาหลังมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้น นักวิชาการผู้เขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรียกนักประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์เป็นสาขาการวิจัยซึ่งใช้การบรรยายเพื่อพิจารณาและวิเคราะห์ลำดับของเหตุการณ์[1][2] และบางครั้งพยายามสอบสวนรูปแบบของเหตุและผลซึ่งมีอิทธิพลต่อเหตุการณ์อย่างยุติธรรม นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันเรื่องธรรมชาติของประวัติศาสตร์และประโยชน์ของมัน ซึ่งรวมทั้งถกเถียงการศึกษาสาขาวิชาเป็นจุดจบในตัวมันเองและเป็นเสมือนวิถีการให้ "มุมมอง" ต่อปัญหาในปัจจุบัน[1][3][4][5] เรื่องเล่าซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ไม่มีการสนับสนุนจากแหล่งข้อมูลภายนอก (เช่น ตำนานเกี่ยวกับกษัตริย์อาเธอร์) มักจัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมากกว่า "การสอบสวนอย่างไม่นำพา" ที่จำเป็นตามสาขาประวัติศาสตร์[6][7] เหตุการณ์ในอดีตก่อนมีบันทึกลายลักษณ์อักษรเรียกว่า ก่อนประวัติศาสตร์

      ในบรรดานักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์กาล เฮโรโดตัส ถูกพิจารณาว่าเป็น "บิดาแห่งประวัติศาสตร์" เขาร่วมกับธูซิดดิดีส นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ก่อตั้งรากฐานของการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ อิทธิพลของพวกเขา ร่วมกับแบบแผนทางประวัติศาสตร์อื่นในส่วนอื่นของโลก ได้ก่อให้เกิดการตีความธรรมชาติของประวัติศาสตร์ไปต่าง ๆ นานา ซึ่งได้วิวัฒนามาเป็นเวลาหลายศตวรรษและยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในปัจจุบัน การศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่มีหลายสาขา รวมทั้งสาขาที่มุ่งศึกษาภูมิภาคหนึ่งโดยเฉพาะ และสาขาที่มุ่งศึกษาองค์ประกอบเฉพาะหัวข้อหรือใจความของการสอบสวนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์มักสอนเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาขั้นประถมและมัธยม และการศึกษาวิชาการประวัติศาสตร์เป็นสาขาหลักในระดับอุดมศึกษา

      เนื้อหา

        [ซ่อน

      [แก้]การบัญญัติศัพท์

      คำว่า "ประวัติศาสตร์" ในภาษาไทย เกิดจากการสมาสคำศัพท์ภาษาบาลี "ประวัติ" (ปวตฺติ) ซึ่งหมายถึง เรื่องราวความเป็นไป และคำศัพท์ภาษาสันสกฤต "ศาสตร์" (ศาสฺตฺร) ซึ่งแปลว่า ความรู้

      สำหรับศัพท์ "ประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยถูกบัญญัติขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเทียบเคียงกับคำว่า "History" และเพื่อให้มีความหมายครอบคลุมมากกว่าคำว่า "พงศาวดาร" (Chronicle) ที่ใช้กันมาแต่เดิม[8]

      สำหรับคำว่า history ในภาษาอังกฤษ มีที่มาจากคำว่า historia ในภาษากรีก ซึ่งมีความหมายว่าการไต่สวนหรือค้นคว้า

      [แก้]ความหมาย

      อี. เอช. คาร์ นักปรัชญาประวัติศาสตร์คนสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 22 ผู้เป็นเจ้าของผลงานเรื่อง What is History?

      "ประวัติศาสตร์" เป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย แต่ความหมายที่สำคัญที่ใช้โดยทั่วไปคือ 1) เหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดของมนุษย์ หรืออดีตทั้งหมดของมนุษย์ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกจนถึงวินาทีที่พึ่งผ่านมา และ 2) หมายถึงเรื่องราวของบางเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตที่เรารู้หรือเข้าใจ นั่นคือสิ่งที่นักประวัติศาสตร์สร้างขึ้นมาเกี่ยวกับอดีตที่ผ่านพ้นไป

      นักปรัชญาประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงให้คำอธิบายถึงคำว่า "ประวัติศาสตร์" ไว้ เช่น

      อาร์. จี. คอลลิงวูด (R. G. Collingwood) อธิบายว่าประวัติศาสตร์คือวิธีการวิจัยหรือการไต่สวน ... โดยมีจุดมุ่งหมายจะศึกษาเกี่ยวกับ ... พฤติการณ์ของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในอดีต (history is a kin อี. เอช. คาร์ (E. H. Carr) อธิบายว่าประวัติศาสตร์นั้นก็คือกระบวนการอันต่อเนื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อมูลของเขา ประวัติศาสตร์คือบทสนทนาอันไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างปัจจุบันกับอดีต[9] (What is history?, is that it is a continuous process of interaction between the present and the past.)

      ส่วน ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสหรัฐอเมริกาอธิบายถึงคำว่าประวัติศาสตร์และเตือนผู้ศึกษา/อ่านประวัติศาสตร์ไว้น่าสนใจ ดังนี้ "การเข้าใจอดีตนั้นคือประวัติศาสตร์ ... เราต้องเข้าใจว่าความรู้เกี่ยวกับอดีตนั้นสร้างใหม่ได้เรื่อยๆ เพราะทัศนะมุมมองของสมัยที่เขียนประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนอยู่เสมอ ..."

      [แก้]วิธีการทางประวัติศาสตร์

      วิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อให้ได้ความรู้และคำตอบที่เชื่อว่าสะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีตได้ถูกต้องมากที่สุด ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคืออะไร ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนการศึกษา และการใช้เหตุผลในการตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานและนำไปใช้อย่างถูกต้อง ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สะท้อนข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากนิทาน นิยาย หรือเรื่องบอกเล่าที่เลื่อนลอย

      นิตเช นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้ตีความว่าข้อเท็จจริงคือคำอธิบายที่เกิดจากการตีความของเราเอง

      ปัญหาเชิงปรัชญาประการหนึ่งเกี่ยวกับการแสวงหาคำตอบหรือคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16-17 คือ การหาความจริงทางประวัติศาสตร์เป็นการหาความจริงแบบไหน? และสามารถพิสูจน์/เปรียบเทียบกับการหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร? ทั้งนี้ เพราะเชื่อกันว่าการหาความรู้/ความจริงแบบวิทยาศาสตร์เป็นการหาความรู้/ความจริงที่ถูกต้อง มาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำถามที่ถกเถียงกันมากก็คือ ประวัติศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์หรือศิลปะ? และนักประวัติศาสตร์หลายคนพยายามเสนอ (defense) โดยทำให้ประวัติศาสตร์มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ มีการนำวิธีการ "วิพากษ์" หลักฐานทางประวัติศาสตร์มาใช้ นักประวัติศาสตร์ในยุคนั้นพยายามทำให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าความเป็น "วัตถุวิสัย" ของประวัติศาสตร์ลดลง เช่นเดียวกันกับที่ยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความรู้ที่สมบูรณ์[10]

      การศึกษาประวัติศาสตร์เริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานหลัก 5 คำถาม คือ "เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต" (What), "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่" (When), "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ไหน" (Where), "ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น" (Why), และ "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร" (How) วิธิการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่

      • การรวบรวมหลักฐาน
      • การคัดเลือกหลักฐาน
      • การวิเคราะห์ ตีความ ประเมินหลักฐาน
      • การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของหลักฐาน
      • การนำเสนอข้อเท็จจริง[11]

      นอกจากนี้ รอบิน จี. คอลลิงวูด (R. G. Collingwood) นักปรัชญาประวัติศาสตร์คนสำคัญชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เป็นเจ้าของผลงานเรื่อง Idea of History ให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธิการศึกษาประวัติศาสตร์ ดังนี้

      • วิธีการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างจากการศึกษาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
      • นักประวัติศาสตร์ต้องระมัดระวังในการยืนยันความถูกต้องของหลักฐาน
      • การนำเสนอในลักษณะ "ตัด-แปะประวัติศาสตร์" ไม่ถูกต้องและเป็นวิธีการที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ควรนำเสนอโดยการประมวลความคิดให้เป็นข้อสรุป
      • วิธีการทางประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นแบบวิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถาม
      เบเนเดทโต โครเช่ (Benedetto Croce) นักปราชญ์ชาวอิตาลีต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ทั้งหมดคือประวัติศาสตร์ร่วมสมัย[12]

      ประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์จะช่วยให้มนุษย์เกิดสำนึกในการค้นคว้าและสืบค้นข้อมูลที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน อันสร้างความภูมิใจและกระตุ้นความรู้สึกนิยมในชาติหรือเผ่าพันธุ์ ตลอดจนตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้, ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากอดีตเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์จะทำให้เข้าใจถึงปัญหา สาเหตุของปัญหา และผลกระทบจากปัญหา, การศึกษาประวัติศาสตร์ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งปัจจุบันและอนาคต, วิธีการทางประวัติศาสตร์ทำให้ผู้ศึกษาสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการวิเคราะห์ ไต่สวน และแก้ปัญหา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการศึกษาศาสตร์แขนงอื่น ๆ คุณสมบัตินี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาคุณภาพประชากรในสังคมที่เจริญก้าวหน้าและมีพัฒนาการสูง

      สำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์นั้นจะต้องมีคุณสมบัติต่าง ๆ ประกอบด้วย

      • มีความเป็นกลาง (Objectiveness or Objectivity)
      • มีความคิดที่เป็นประวัติศาสตร์ (Historical thinking)
      • มีความถูกต้องแม่นยำ (Accurary)
      • มีความเป็นระเบียบในการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล (Love of order)
      • มีลำดับการทำงานที่เป็นตรรกะ (Logic)
      • มีความซื่อสัตย์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง (Honesty)
      • มีความระมัดระวังในการใช้หลักฐาน (Self-awareness)
      • มีจินตนาการ (Historical imagination) [13]

      [แก้]การจำแนกประเภทของการศึกษาประวัติศาสตร์

      หากศึกษาพัฒนาการของการศึกษาประวัติศาสตร์ในดินแดนต่าง ๆ พบว่าการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตของมนุษย์และสังคมของตนเริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและค่อย ๆ ขยายไปสู่สังคมที่ไกลตัวออกไป ในอดีต การให้ความหมายต่อประวัติศาสตร์และประเด็นในการศึกษาประวัติศาสตร์คับแคบกว่าในปัจจุบัน ธูซิดิดิส (Thucydides ประมาณ 460-395 ปีก่อน ค.ศ.) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกฟันธงอย่างกล้าหาญว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการเมืองและเรื่องของรัฐเท่านั้น ไช่เรื่องอื่นใดเลย[14]

      โดยทั่วไปสามารถแบ่งขอบเขตการศึกษาประวัติศาสตร์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การศึกษาเฉพาะพื้นที่และการศึกษาเฉพาะหัวข้อ

      [แก้]การศึกษาประวัติศาสตร์เฉพาะพื้นที่

      คือการใช้พื้นที่ทางภูมิศาสตร์กำหนดขอบเขตของการศึกษา โดยเน้นศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในกรอบพื้นที่ จำแนกออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

      คือการศึกษาเรื่องราวและพัฒนาการของสังคมโลกในลักษณะที่เป็นองค์รวม ไม่เน้นเขตพื้นที่ใดโดยเฉพาะ เช่น การศึกษาอารยธรรมโลก การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การขยายตัวของลัทธิล่าอาณานิคม สงครามโลก และสงครามเย็น เป็นต้น

      คือการศึกษาเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ

      คือการศึกษาประวัติศาสตร์ในเขตพื้นที่เฉพาะ เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติศาสตร์เมือง/จังหวัด โดยเนื้อเรื่องที่ศึกษาอาจจะเน้นในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กำเนิด/พัฒนาการของสถาบันใดสถาบันหนึ่งในท้องถิ่น อาชีพ กลุ่มชนต่าง ๆ เชื้อชาติ ศาสนา และประเพณีในท้องถิ่น ฯลฯ

      [แก้]การศึกษาเฉพาะหัวข้อ

      คือการศึกษาประวัติศาสตร์เฉพาะด้านในดินแดนต่าง ๆ เดิมแบ่งการศึกษาออกเป็นหัวข้อใหญ่ ดังนี้

      • ประวัติศาสตร์การเมือง
      • ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ
      • ประวัติศาสตร์สังคม[15]

      ต่อมา เมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์มีพัฒนาการมากขึ้น ทำให้มีการศึกษาในหัวข้อเฉพาะและลึกซึ้งมากกว่าเดิม เช่น

      • ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม
      • ประวัติศาสตร์พรรคการเมือง
      • ประวัติศาสตร์การทหาร
      • ประวัติศาสตร์การทูต
      • ประวัติศาสตร์พัฒนาการของกลุ่มชาติพันธุ์
      • ประวัติศาสตร์สตรี
      • ประวัติศาสตร์ครอบครัว
      1. ประวัติศาสตร์บุคคลสำคัญของชาติ
      • ประวัติศาสตร์เพศวิถี (Sexuality), เพศสภาวะ (Gender)
      • ประวัติศาสตร์สงคราม
      • ประวัติศาสตร์ลัทธิทุนนิยม
      • ประวัติศาสตร์ศิลปะ
      • ประวัติศาสตร์การละคร
      • ประวัติศาสตร์นิพนธ์
      • ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม
      • ประวัติศาสตร์อนาคต
      • จุลประวัติศาสตร์ (Microhistory)

      [แก้]สกุลความคิดทางประวัติศาสตร์

      • โรแมนติซิสม์ (Romanticism)
      • โพสต์โมเดิร์น หรือหลังสมัยใหม่ (Post Modern)

      ฯลฯ

      [แก้]การแบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์โลก

      ความนิยมในการแบ่งยุคสมัยของประวัติศาสตร์โลกมักแบ่งเป็น 3 สมัย ได้แก่

      [แก้]นักประวัติศาสตร์คนสำคัญ

      รังเก นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน ผู้กล่าวว่าหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์คือการบอกว่าอะไรได้เกิดขึ้นจริง ๆ เท่านั้น

      [แก้]นักประวัติศาสตร์ตะวันตก

      [แก้]นักประวัติศาสตร์จีน

      • ซือหม่าเชียน (Si Ma Qian ประมาณ 135-86 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
      • ปัน กู่ (Ban Gu ค.ศ. 32-92)
      • คังหยู่เหวย (kang Youwei ค.ศ. 1858-1927)
      • คาร์ริงตัน กู๊ดริช (Carrington Goodrich ค.ศ. 1894-1986)
      • จอห์น เค. แฟร์แบงค์ (John K. Fairbank ค.ศ. 1907-1991)
      • เกล เฮอแชทเทอร์ (Gail Hershatter)
      • รานา มิตเตอร์ (Rana Mitter)

      [แก้]นักประวัติศาสตร์อินเดีย

      • เซียอุดดิน บาร์นี (Ziauddin Barni ค.ศ. 1285-1357)
      • วินเซนต์ สมิท (Vincent Smith ค.ศ. 1843-1920)
      • เยาว์หราล เนห์รู (Jawaharial Nehru ค.ศ. 1889-1964)
      • พิพาน จันทรา (Bipan Chandra ค.ศ. 1928-ปัจจุบัน)
      • โรมิลา ธาปาร์ (Romila Thapar ค.ศ. 1931-ปัจจุบัน)

      [แก้]นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

      • ดี.จี.อี.ฮอลล์ (D.G.E. Hall ค.ศ. 1891-1979)
      • เบเนดิก แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson ค.ศ. 1936-ปัจจุบัน)
      • เดวิด เค. วัยอาจ (David K. Wyatt ค.ศ. 1937-2006)
      • มิลตัน ออสบอร์น (Milton Osborne)
      • เครก เจ. เรย์โนลดส์ (Craig J. Reynolds)
      • บาร์บารา วัดสัน อันดายา (Barbara Watson Andaya)
      • แอนโทนี รีด (Anthony Reid)

      [แก้]นักประวัติศาสตร์ไทย

      เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ผู้แต่งพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1-4 และหนังสือแสดงกิจจานุกิจ

      [แก้]การเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย

      เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2459 มีการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นวิชาความรู้พื้นฐานสำหรับนิสิตในคณะต่าง ๆ (นโยบายนี้ยังปรากฏในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน) ซึ่งเปิดสอนใน พ.ศ. 2477 ด้วย) ต่อมา ในปลายปี พ.ศ. 2466 เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ทรงดำเนินการปรับปรุงคณะแพทยศาสตร์และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงจัดหลักสูตรสำหรับวิชาประวัติศาสตร์ด้วยพระองค์เอง โดยทูลเชิญและเชิญผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางมาปาฐกถา เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายประวัติศาสตร์ไทย และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติทรงบรรยายอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียต่อวัฒนธรรมไทย เป็นต้น

      หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยจึงเปิดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอกในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทโดยก่อน พ.ศ. 2516 มีสถาบันอุดมศึกษาเพียง 2 แห่งที่เปิดสอนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาโท คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในปัจจุบัน)

      อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

      ปัจจุบันสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่ทำการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ได้แก่

      ส่วนสถานศึกษาของเอกชน ได้แก่

      อย่างไรก็ดี การศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยปัจจุบันได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยหลังสงครามเย็นที่ให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างมาก สังคมไทยจึงให้ความสนใจกับการเติบโตทางวัตถุเหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาประวัติศาสตร์จึงไม่ได้รับความนิยมมากเหมือนช่วง พ.ศ. 2516-2535

      อนึ่ง นอกจากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนที่จัดให้มีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ทั้งในระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกแล้ว หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในงานด้านประวัติศาสตร์ของชาติคือสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และยังมีหน่วยงานเอกชนที่สนับสนุนการศึกษาด้านนี้ด้วย แต่การดำเนินงานไม่เป็นที่กว้างขวางและแพร่หลายนักในสังคม เช่น

      [แก้]บทความและหนังสืออ่านเพิ่มเติม

      • คาร์, อี. เอช. (2525). ประวัติศาสตร์คืออะไร. แปลโดย ชาติชาย พณานานนท์. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.
      • แดเนียลส์, โรเบอร์ต วี. (2520). ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างไร และทำไม. แปลโดย ธิดา สาระยา. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.
      • ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2546). ประวัติศาสตร์และสหวิทยาการ : ชาตินี้เราคงรักกันไม่ได้. รัฐศาสตร์สาร. 24 (2) : 297-334.
      • ธาวิต สุขพานิช. (2525, กันยายน). ทะลวงกรอบทลายกรง: การพิจารณาเชิงประวัติศาสตร์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอนาคต เวลา ศาสนา และความก้าวหน้าของไทย. ธรรมศาสตร์. 11 (3) : 109-133.
      • ธีระ นุชเปี่ยม. (2552). ประวัติศาสตร์รับใช้ใคร. ใน ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา ยกเครื่องวัฒนธรรมศึกษา. บรรณาธิการโดย สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์. หน้า 10-78. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน). (เอกสารวิชาการลำดับที่ 82)
      • นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2523). ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ. (เอกสารวิชาการหมายเลข 14 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
      • นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2525). ประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
      • นิธิ เอียวศรีวงศ์; และ อาคม พัฒิยะ. (2525). หลักฐานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย (ส021). กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.
      • นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2545). ว่าด้วยการเมืองของประวัติศาสตร์และความทรงจำ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน.
      • นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2551). ประวัติศาสตร์แห่งชาติ "ซ่อม"ฉบับเก่า "สร้าง"ฉบับใหม่. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: กองทุนเผยแพร่ความรู้สู่สาธาธารณะ.
      • เบนดา, แฮรี่ เจ. (2520, พฤษภาคม-สิงหาคม). โครงสร้างประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์. แปลโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์. จุลสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 1 (1) : 11-38.
      • พวงร้อย กล่อมเอี้ยง. (2546). จะเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างไร. ศึกษาศาสตร์ องครักษ์. 2: 94-102.
      • พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 1. (2542). พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
      • วงเดือน นาราสัจจ์. (2550). ประวัติศาสตร์ : วิธีการและพัฒนาการ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
      • ยงยุทธ ชูแว่น. (2545, มิถุนายน-พฤศจิกายน). ความสำคัญและขอบเขตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในปัจจุบัน. อักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 25 (1) : 102-114.
      • เรย์โนลด์ส, เครก เจ. (2550). โครงเรื่องของประวัติศาสตร์ไทย : ทฤษฎีและการปฏิบัติ. แปลโดย รัชนีพร จันทรอารี. ใน เจ้าสัว ขุนศึก ศักดินา ปัญญาชน และ คนสามัญ รวมบทความประวัติศาสตร์ของเครก เจ. เรย์โนลด์ส. บรรณาธิการโดย วารุณี โอสถารมย์. หน้า 199-229. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
      • วุฒิชัย มูลศิลป์. (2545). เมื่อประวัติศาสตร์เป็นเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างชาติในเอเชีย. ใน วารสารประวัติศาสตร์. หน้า 2-19. กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
      • สมเกียรติ วันทะนะ. (2531, พฤษภาคม-กรกฎาคม). "สังคมไทย" ในมโนภาพของสี่นักคิดทันสมัย. จดหมายข่าวสังคมศาสตร์. 10 (4) : 91-113.
      • สมเกียรติ วันทะนะ. (2527, กันยายน). สองศตวรรษของรัฐและประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย. ธรรมศาสตร์. 13 (3) : 152-171.
      • สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. (2544). ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง : รวมบทความเกี่ยวกับ 14 ตุลา และ 6 ตุลา. กรุงเทพฯ: 6 ตุลารำลึก.
      • สรรนิพนธ์มนุษยศึกษาและสังคมศาสตร์ในประเทศฝรั่งเศส ศตวรรษที่ 20. (2545). เชียงใหม่: มิ่งเมืองการพิมพ์.
      • สาคร ช่วยประสิทธิ์. (2522). ความสำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 15. กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
      • สุเนตร ชุตินธรานนท์. (2552). ชาตินิยมในแบบเรียนไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.
      • อาร์โนลด์, จอห์น เอช. (2549). ประวัติศาสตร์ของประวัติศาสตร์. แปลโดย ไชยันต์ รัชชกูล. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
      • โอคาชา, ซาเมียร์. (2549). ปรัชญาวิทยาศาสตร์โดยสังเขป. แปลโดย จุไรรัตน์ จันทร์ธำรง. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
      • Burke Peter. (1991). Overture. The New History: Its Past and its Future. In New Perspectives on Historical Writing. pp. 1-24. Cambridge: Polity Press.
      • Collingwood, R. G. (1982). The Idea of History. 21st ed. London: Oxford University Press.
      • Tosh, John. (2002). The Pursuit of History. 3rd. London: Longman.

      [แก้]อ้างอิง

      1. ^ 1.0 1.1 Professor Richard J. Evans (2001). "The Two Faces of E.H. Carr". History in Focus, Issue 2: What is History?. University of London. http://www.history.ac.uk/ihr/Focus/Whatishistory/evans10.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 10 November 2008.
      2. ^ Professor Alun Munslow (2001). "What History Is". History in Focus, Issue 2: What is History?. University of London.http://www.history.ac.uk/ihr/Focus/Whatishistory/munslow6.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 10 November 2008.
      3. ^ Tosh, John (2006). The Pursuit of History (4th ed.). Pearson Education Limited. ISBN 1-4058-2351-8.p 52
      4. ^ Peter N. Stearns, Peters Seixas, Sam Wineburg (eds.), ed (2000). "Introduction". Knowing Teaching and Learning History, National and International Perspectives. New York & London: New York University Press. p. 6. ISBN 0-8147-8141-1.
      5. ^ Nash l, Gary B. (2000). "The "Convergence" Paradigm in Studying Early American History in Schools". In Peter N. Stearns, Peters Seixas, Sam Wineburg (eds.). Knowing Teaching and Learning History, National and International Perspectives. New York & London: New York University Press. pp. 102–115. ISBN 0-8147-8141-1.
      6. ^ Seixas, Peter (2000). "Schweigen! die Kinder!". In Peter N. Stearns, Peters Seixas, Sam Wineburg (eds.). Knowing Teaching and Learning History, National and International Perspectives. New York & London: New York University Press. p. 24. ISBN 0-8147-8141-1.
      7. ^ Lowenthal, David (2000). "Dilemmas and Delights of Learning History". In Peter N. Stearns, Peters Seixas, Sam Wineburg (eds.).Knowing Teaching and Learning History, National and International Perspectives. New York & London: New York University Press. p. 63.ISBN 0-8147-8141-1.
      8. ^ ปฐม ตาคะนานันท์ สืบค้นได้ข้อมูลว่ารามจิตติหรือรัชกาลที่ 6 ทรงใช้คำว่า “ประวัติศาสตร์” ในงานพระราชนิพนธ์ เรื่อง “ผลแห่งวิธีศึกษาของเยอรมัน แสดงความเห็นโดยอัตโนมัติ” พิมพ์ลงในวิทยาจารย์ เล่ม 16 ตอน 1 (พ.ศ. 2458-2549) หน้า 104 ซึ่งพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงกล่าวในงานพระนิพนธ์ เรื่อง “หัวข้อประวัติศาสตร์ ภาค 1 โบราณประวัติ” พิมพ์ใน พ.ศ. 2460 ว่างานพระราชนิพนธ์ของรามจิตติหรือรัชกาลที่ 6 ปรากฏการใช้คำว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นครั้งแรก แต่หนังสือที่ใช้คำว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นเล่มแรกของสยามน่าจะเป็นงานพระนิพนธ์เรื่องนี้ของเองของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของปฐมพบว่าในวิทยานิพนธ์ปีการศึกษา 2538 เรื่อง “พัฒนาการของประวัติศาสตร์ชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2411-2487”ของ ราม วัชรประดิษฐ์ ที่เสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลับอ้างไว้ว่ารัชกาลที่ 6 ทรงบัญญัติคำว่าประวัติศาสตร์ขึ้นมาใช้ให้มีกับความหมายตรงกับคำว่า History โดยรามให้เหตุผลว่าศึกษาวิเคราะห์จากพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 6 เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ที่พระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2451 แต่ปฐมตรวจดูในพระราชนิพนธ์เรื่องนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีคำว่า “ประวัติศาสตร์” อยู่ในที่ใด ๆ เลย ดู ปฐม ตาคะนานันท์. (2551). คณะสงฆ์สร้างชาติสมัยรัชกาลที่ 5.(กรุงเทพฯ: มติชน). หน้า 143-145 เชิงอรรถที่ 95. (หนังสือเล่มนี้ ปรับปรุงมาจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทที่เสนอต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสกับการสถาปนาอุดมการณ์แห่งรัฐของสยาม" ของผู้เขียนคนเดียวกันคิวเคซี มะปริม)
      9. ^ ดู คาร์, อี.เอช. (2531). ประวัติสาสตร์คืออะไร. แปลโดย ชาติชาย พณานานนท์. (พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์). หน้า 22.
      10. ^ ดู ฉลอง สุนทราวาณิชย์. (2544). เอกสารคำสอนวิชา 2204 606 ปัญหาเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีทางประวัติศาสตร์. (กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย). หน้า 13, 22-23
      11. ^ วงเดือน นาราสัจจ์. (2550). ประวัติศาสตร์ : วิธีการและพัฒนาการ. (พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). หน้า 9-11.
      12. ^ Paul Newall. (2005). Philosophy of History. Retrieved September 23, 2010, from http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:gK7B43rBFmcJ:www.galilean-library.org/site/index.php%3F/page/index.html/_/essays/introducingphilosophy/18-philosophy-of-history-r35+all+history+is+contemporary+history&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th และดูประวัติและผลงานของโครเช่เพิ่มเติมได้ที่ลิงก์http://en.wikipedia.org/wiki/Benedetto_Croce
      13. ^ วงเดือน นาราสัจจ์. (2550). ประวัติศาสตร์ : วิธีการและพัฒนาการ. (พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). หน้า 16-17.
      14. ^ จอห์น เอช อาร์โนลด์. (2549). ประวัติศาสตร์ของประวัติศาสตร์. แปลโดย ไชยันต์ รัชชกูล. (กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)). หน้า 45.
      15. ^ เคร็ก เจ. เรย์โนลด์ส กล่าวอย่างกว้าง ๆ ว่าประวัติศาสตร์สังคมคือประวัติศาสตร์ที่ "เกี่ยวข้องกับชีวิตทางสังคม ปฏิสัมพันธ์ของผู้คน พฤติกรรม และกิจกรรมของคนตามสภาวะทางสังคม ถ้าเราตัดสถาบันทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัมนธรรมบางประการ (เช่น ความเชื่อและอุดมการณ์) ออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือประวัติศาสตร์สังคม" ในโลกตะวันตก ประวัติศาสตร์สังคมเริ่มมีในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สำนักที่มีชื่อเสียงในการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมคือแองนาเลหรืออัลนาลส์ (Arnales) ในฝรั่งเศส ศึกษาเพิ่มเติมที่ เรย์โนลด์ส, เคร็ก เจ. (2527). ประวัติศาสตร์สังคมคืออะไร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (เอกสารวิชาการหมายเลข 8 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์).

      [แก้]แหล่งข้อมูลอื่น

      คุณสามารถหาข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ได้โดยค้นหาจากโครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย:
      Wiktionary-logo-th.png หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
      Wikibooks-logo.svg หนังสือ จากวิกิตำรา
      Wikiquote-logo.svg คำคม จากวิกิคำคม
      Wikisource-logo.svg ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
      Commons-logo.svg ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
      Wikinews-logo.svg เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
      Wikiversity-logo-en.svg แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย
      ประวัติศาสตร์
      [แสดง]
          
      ประวัติศาสตร์แบ่งตามทวีป
      [แสดง]
          
      ประวัติศาสตร์โลก
      [แสดง]
          
      สาขาทั่วไปของสังคมศาสตร์

      Comments